พีระพล ทยานุวัฒน์ บริหารงานแบบคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/493033

พีระพล ทยานุวัฒน์ บริหารงานแบบคนรุ่นใหม่

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พีระพล ทยานุวัฒน์ ผู้บริหารหนุ่มมากความสามารถวัย 28 ปี รั้งตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท คนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และมุมมองด้านการบริหารงานที่น่าสนใจ ปัจจุบันเขาเข้ามาช่วยดูแลกิจการวัสดุตกแต่งบ้านที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องของครอบครัว

“ผมชอบและสนใจทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนเซนต์จอห์นแล้ว ผมได้เดินทางไปศึกษาต่อปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ที่มหาวิทยาลัยพาร์สันส์ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ พอเรียนจบก็ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบให้กับบริษัท เจฟฟรีย์ เบียร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในชั้นนำในนิวยอร์กทำอยู่ 1 ปี จึงตัดสินใจบินกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว

หน้าที่หลักของผมคือดูแลบริหารงานทุกด้านของแกรนด์โฮม โดยโฟกัสไปที่การขยายและรีโนเวตสาขา ซึ่งปัจจุบันแกรนด์โฮมมาร์ทของเราได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “แกรนด์โฮม” มีทั้งหมด 6 สาขาด้วยกัน สาขาแรกตั้งอยู่ที่งามวงศ์วาน แล้วไล่มาที่รัตนาธิเบศ ศรีนครินทร์ รามอินทรา บางบัวทอง และสาขาล่าสุดคือ บางนา ที่เพิ่งสร้างเสร็จเลยครับ ก็คาดว่าจะมีการเปิดตัวให้ลูกค้าของแกรนด์โฮม และคนทั่วไปได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารกันเร็วๆ นี้”

พีระพล บอกว่า จุดมุ่งหมายในการพัฒนาธุรกิจของเขาคือ การสร้างและการรีโนเวตโชว์รูมเป็นสำคัญ ซึ่งบางแห่งอาจเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นที่ดินว่างเปล่าอยู่ หรือบางแห่งที่มีโชว์รูมอยู่แล้ว ก็จะเข้ามาดูแลเรื่องการรีโนเวตตั้งแต่โครงสร้าง งบประมาณที่ใช้ ไปจนถึงการดีไซน์

“อย่างสาขารามอินทราก็มีการรีโนเวตตั้งแต่ปีที่แล้ว หรือสาขาล่าสุดอย่างบางนา ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ผมก็ต้องเข้ามาดูแลมากหน่อย พร้อมกันนั้นก็เสริมธุรกิจใหม่เข้าไป โดยเปิดร้านอาหารเพิ่มในโชว์รูมต่างๆ ถึง 4 ร้าน อย่างสาขาบางนาก็เปิดร้านกรองด์ เดอ คาเฟ (Grand de Cafe) ซึ่งเป็นทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟในที่เดียวกัน เป็นต้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า เราทำธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุและของตกแต่งบ้าน ดังนั้น แกรนด์โฮมจึงเป็นทั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้ผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก อาทิ ไทล์ สตอรี่ (Tiles Story) กระเบื้องนำเข้าจากอิตาลีและสเปน วิกเตอร์ (Victor) สินค้าประเภทสุขภัณฑ์พรีเมียมนำเข้าจากประเทศจีน เลอ ครัว (Le Krua) ครัวแบบน็อกดาวน์ที่มีโรงงานผลิตในเมืองไทย ไลท์ติ้ง (Lighting) สินค้าเกี่ยวกับโคมไฟตกแต่งที่มีดีไซน์เฉพาะตัวและพร็อพ (Prop) ซึ่งรวบรวมของตกแต่งบ้านเก๋ๆ ไว้มากมาย

สำหรับบริษัท เดคคอร์มาร์ท ซึ่งผมเป็นกรรมการบริหารอีกตำแหน่ง ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจในเครือที่นำเข้าแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์จากต่างประเทศ เช่น ราล์ฟ ลอเรน เฟนดิ ซีเค ฯลฯ รวมทั้งสุขภัณฑ์และครัวไฮเอนด์แบรนด์ต่างๆ ให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้เลือกอีกด้วย”

พีระพล บอกว่า ในปี 2560 นี้เขาตั้งใจจะโฟกัสไปที่การทำพีอาร์ เพื่อสร้างการรับรู้ของลูกค้าและคนทั่วไปให้มากขึ้น แม้แกรนด์โฮมจะเป็นธุรกิจที่เปิดมากว่า 35 ปีแล้ว แต่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจประเภทเรียลเอสเตทที่ซื้อวัสดุต่างๆ ไปสร้างหมู่บ้านเสียเยอะ เขาจึงตั้งใจที่จะใช้แกรนด์โฮมสาขาบางนา เป็นแฟล็กชิป สโตร์ ต้นแบบให้ผู้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้ามาสัมผัสกับแกรนด์โฮมมากขึ้น

“ในปีนี้ผมตั้งใจจะทำให้ลูกค้าเก่าๆ ได้จดจำชื่อของแกรนด์โฮม ซึ่งรีแบรนด์มาจากแกรนด์โฮมมาร์ทให้ได้ก่อน รวมทั้งดึงให้ลูกค้าใหม่ๆ ได้เข้ามาทำความรู้จักกับแกรนด์โฮม เพื่อให้พวกเขาได้เห็นภาพลักษณ์ได้เห็นการบริการจากสาขาบางนาแห่งนี้ โดยเพิ่มโซนตกแต่งครัว โซนไลท์ติ้ง (โคมไฟ) รวมทั้งโซนพร็อพหรือของตก แต่งบ้านเก๋ๆ เข้าไปด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังครบเครื่องเรื่องกระเบื้องลายสวยๆ ใหม่ๆ ที่หลากหลาย แถมยังมีโซนเครื่องครัวเพิ่มเข้ามาอีกด้วย เรียกว่าเป็นแฟล็กชิป สโตร์ ที่ครบวงจรโดยเน้นลูกค้ากลุ่ม B+ ขึ้นไป

ที่ผ่านมาผมเข้ามาช่วยครอบครัวบริหารธุรกิจได้ 5 ปีแล้ว ตอนเข้ามาแรกๆ ก็มีอุปสรรคบ้างคือการปรับตัวเข้ากับการทำงานที่เมืองไทย เพราะผมอยู่ที่นิวยอร์กมานาน เลยอาจจะชินกับวัฒนธรรมแบบตะวันตกมากกว่า อีกอย่างการทำงานกับครอบครัวหรือแฟมิลี่ บิซิเนสนั้น เราอาจจะต้องปรับตัวให้เข้ากับพี่ๆ น้องๆ ที่มาช่วยบริหารงานด้วยเช่นกัน

ด้วยความที่ผมจบทางด้านดีไซน์มาโดยตรง ดังนั้น เรื่องมาร์เก็ตติ้งและแมเนจเมนต์ ผมจึงอาจจะไม่ค่อยถนัดมากนัก แต่เมื่อต้องมารับตำแหน่งกรรมการบริหาร เราต้องเรียนรู้และดูแลทุกอย่าง ฉะนั้นเราต้องเชื่อมั่นก่อนว่าตัวเองต้องทำได้ โดยเรียนรู้จากประสบการณ์และคนรอบข้าง ซึ่งประสบการณ์นั้นสำคัญมาก เราต้องมองตัวงานให้ออก แล้วเราก็จะเรียนรู้จากมันได้เอง”

พีระพล เสริมว่า ระยะเวลา 5 ปีที่ทำงานมา ถือเป็นการได้เรียนรู้ในเรื่องประสบการณ์การทำงานแบบเข้มข้นเลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมควบคู่กันไป

“ผมมองว่ายุคนี้ บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยหลักที่มนุษย์ทุกคนต้องมี ดังนั้น วัสดุอุปกรณ์หรือของตกแต่งบ้านก็ยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเราอยู่ แต่ผมมองว่าเทรนด์ใน 3-5 ปีข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง อย่างสินค้าบางตัวก็จะเปลี่ยนไปตามเทรนด์ โดยมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น ต่อไปก็อาจจะมีวัสดุทดแทนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น วัสดุที่คล้ายกับไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตผมคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะละเอียดมากขึ้น บวกกับจะมีการให้ความสำคัญกับการผลิตและการติดตั้งมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้นไปด้วย

ที่สำคัญ ราคาของวัสดุก็จะถูกลง อย่างแต่ก่อน ถ้าเป็นกระเบื้องที่มาจากยุโรป ตารางเมตรนึงจะแพงมาก แต่ยุคนี้ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปก็จะมีวัสดุอื่นๆ มาทดแทน มีรูปแบบในการพัฒนามากขึ้น หรือถ้าเป็นวัสดุดั้งเดิมราคาก็จะถูกลง รวมทั้งการติดตั้งก็จะถูกลงด้วย เพราะมีคู่แข่งในท้องตลาดมากขึ้น ฉะนั้นประโยชน์จึงตกอยู่กับผู้บริโภค ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ”

พีระพล เสริมว่า การทำธุรกิจประเภทวัสดุและของตกแต่งบ้านย่อมมีคู่แข่งอยู่แล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากว่า 35 ปีของครอบครัว เขาเชื่อมั่นว่าธุรกิจของแกรนด์โฮมมีจุดขายที่แข็งแรง นั่นก็คือการคัดสรรและการบริการ

“ผมพูดได้เลยว่าแกรนด์โฮมมีความชำนาญในเรื่องการคัดสรรเป็นพิเศษ รวมทั้งการหาแหล่งผลิตสินค้าที่มีดีไซน์หรือมีความยูนีก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ทั้งดีไซน์ที่เก๋ๆ และงบที่ลูกค้าตั้งไว้ เมื่อนำมารวมกับการบริการที่ดีของเรา ซึ่งมีการบริการส่งตรงถึงบ้านและใส่ใจรายละเอียดแล้ว ผมจึงเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะกลับมาหาเราอีกแน่นอน

อย่างที่บอกไปว่า เราอาจจะไม่ค่อยได้ทำพีอาร์กับแบรนด์มากนัก ดังนั้น ก็ยังมีลูกค้าบางคนที่อาจจะไม่รู้ว่าแกรนด์โฮมขายอะไร ในปีนี้ผมจึงตั้งเป้าไว้ว่าจะบุกเรื่องการทำประชาสัมพันธ์ให้มีการรับรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเราก็มีอีกหลายๆ เรื่องที่ต้องพัฒนาต่อไป

อย่างตัวผมชอบในเรื่องการชิมอาหาร ผมก็คิดไว้ว่าจะนำความชอบของตัวเองมาต่อยอดพัฒนาโดยเปิดเป็นธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้ก็ค่อยๆ ทยอยเปิดไปหลายสาขาแล้ว เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเดินดูวัสดุหรือของตกแต่งบ้าน พวกเขาจะได้มีร้านอาหารให้นั่ง มีกาแฟให้ดื่ม ซึ่งต่อไปมันก็จะกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเรา และแกรนด์โฮมก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้แห่งใหม่ไปโดยปริยาย”

พีระพล ทิ้งท้ายว่า เขาทำงานสัปดาห์ละเกือบ 7 วัน ในวันว่างนอกจากการเข้าฟิตเนสแล้ว เขาชอบตระเวนไปชิมอาหารอร่อยตามร้านอาหารทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ รวมทั้งยังมีงานอดิเรกคือชอบถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ลง IG : naginna_bkk และ FB Fanpage : Grand de Cafe อีกด้วย เรียกว่าเป็นนักบริหารที่บาลานซ์ทั้งเรื่องงานและชีวิตได้อย่างลงตัว

 

ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ช่วยลดมลพิษด้วยรถยนต์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/492856

ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ช่วยลดมลพิษด้วยรถยนต์ไฟฟ้า

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ประกฤษณ์  จันทะวงษ์

เนื่องจากโลกของเราเริ่มมีมลภาวะเป็นพิษมากขึ้น ทำให้โลกร้อนมากขึ้นทุกที หลายประเทศจึงพยายามในหลายๆทาง ในการช่วยลดมลภาวะและอุณหภูมิของโลกให้เย็นลง หนึ่งในวิธีการดังกล่าวก็คือการใช้พลังงานสะอาด อย่างเช่นการใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ แทนการใช้เชื้อเพลิงอย่างก๊าซหรือน้ำมัน เพราะเชื่อกันว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานสะอาดและราคาถูกกว่าอีกด้วย

ประเทศไทยเอง ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน วันนี้มีโอกาสได้สัมภาษณ์นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย คนแรกของประเทศไทย ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล สมาชิกผู้ก่อตั้ง และได้รับเลือกให้เป็นประธานคนแรกของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ที่จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิล และลดการปล่อยมลพิษบนท้องถนน

นอกจากเป็นประธานคนแรกของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยแล้ว เขายังสวมบทบาทในการเป็นอาจารย์ประจำจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ส่วนสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเพิ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมา

“ก่อนหน้านี้เกือบ 2 ปี ก็มีการรวมตัวของคณะทำงานจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันทำงานและช่วยกันผลักดัน ผมก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งยุคบุกเบิก จนกระทั่งสามารถก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จึงมีการเลือกนายกสมาคมและได้ผมมาทำงานให้เป็นคนแรก และแน่นอนว่าเราอยากให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกันเยอะๆ”

บทบาทในการเป็นนายกสมาคมของเขานั้น คือ การผลักดันในระดับนโยบายให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษเป็นภาพของ Go Green อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อปี 2558 เขาได้เป็นที่ปรึกษาให้กับคณะอนุกรรมการพลังงาน ซึ่งอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อช่วยร่างให้เกิดนโยบายให้รถยนต์ใช้พลังงานสะอาดและราคาถูกจากไฟฟ้า เนื่องจากประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มลภาวะเป็นพิษสูงในระดับต้นๆ ของโลก

จนเกือบ 2 ปี หลังจากนั้นจึงเกิดสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้รวมศูนย์ของผู้ที่ทำงานด้านรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนักวิชาการ อาจารย์ ผู้ประกอบการ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ไม่ให้กระจัดกระจาย มารวมตัวกันให้เป็นกลุ่มก้อน ตั้งเป็นสมาคมเกิดขึ้น เพื่อเป้าหมายให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

 

เขาบอกว่า ตอนนี้ก็มีใช้บ้างแต่ยังน้อยอยู่และอาจจะราคาสูง ถ้ามีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น มีจุดชาร์จแบตเตอรี่มากขึ้น ราคารถก็จะถูกลง ซึ่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงกว่า ราคาถูกกว่า ถ้าสามารถผลิตรถยนต์ให้สามารถชาร์จแบตได้นานพอจะวิ่งได้ 200-300 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งตอนนี้ราคาจะอยู่ที่คันละ 2 ล้านกว่าเกือบ 3 ล้านบาท หากสามารถทำให้ราคาขายอยู่ที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท คนก็จะซื้อใช้กันมากขึ้น

ผศ.ดร.ยศพงษ์ บอกด้วยว่า มีห้างสรรพสินค้าในย่านกลางเมือง 2-3 แห่ง ที่พร้อมให้ความร่วมมือในการเปิดเป็นจุดให้บริการชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้า หากมีจุดที่ชาร์จแบตเตอรี่ที่หาง่ายสะดวก ก็มั่นใจว่าจะมีคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นสัก 10-20% ของจำนวนผู้ใช้รถในตอนนี้ ก็จะสามารถช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากยิ่งขึ้น

“เมื่อคนใช้มากขึ้น รถก็จะราคาถูกลง มลพิษก็จะลดลงตามไปด้วย เพราะมลพิษเป็นตัวการสำคัญในการทำให้คนเป็นมะเร็ง เราก็อยากให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้มากขึ้น เพราะกระแสสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่คนสนใจและให้ความสำคัญมากขึ้น เชื่อว่าคนอยากให้ความร่วมมือนะ ถ้าราคารถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แล้วราคารถอยู่ที่คันละไม่เกิน 8 แสนบาท จะมีคนใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากกว่านี้เป็นธรรมดา ที่ยิ่งคนใช้เยอะราคาจะถูกลง เชื่อว่าภายใน 3-5 ปี เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น”

เขาบอกว่า ภายในปีนี้จะพยายามผลักดันให้ในกรุงเทพมหานครมีการสร้างจุดประจุไฟฟ้าที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างน้อย 20 แห่ง และปีหน้าจะพยายามเพิ่มจุดชาร์จให้ได้มากขึ้นเป็น 50-80 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังมองภาพในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้านี้ว่า ให้คนไทยมีรถคันแรกเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพราะทุกวันนี้คนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามักจะเป็นรถคันที่ 2-3 แล้ว เพราะรถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาแพง คนรวยเท่านั้นถึงจะมีเงินซื้อได้

“ถ้าคนชั้นกลางสามารถซื้อได้ และเป็นรถคันแรกของเขาก็จะดีมากมายเลย ซึ่งทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยพยายามที่จะผลักดันผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นคนไทยให้เข้ามาในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า เพราะอยากให้โอกาสกับแบรนด์ไทย คนไทย ซึ่งก็มีฝีมือและคุณภาพที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก”

หลังจากที่เขาได้ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายหน่วยงานของภาครัฐมาเป็นเวลาหลายปี ก็เริ่มมีหน่วยงานที่ให้ความสนใจกับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า โดยกระทรวงพลังงานได้ส่งเสริมให้รถตุ๊กตุ๊กเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาใช้พลังงานจากไฟฟ้า ซึ่งมีโครงการนำร่องรถตุ๊กตุ๊กรุ่นใหม่จำนวน 2.2 หมื่นคัน ภายใน 5 ปี โดยกระทรวงพลังงานให้งบในการจัดการจำนวน 100 คันแรก จำนวน 40 ล้านบาท ในราคาคันละ 4 แสนบาท เพื่อลดมลพิษบนถนนให้น้อยลง

 

ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรี จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ภาคอินเตอร์ ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ กรุงลอนดอน โดยเขาเป็นนักเรียนทุนของรัฐบาลตอนเรียนปริญญาเอก และยังได้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นจากสหราชอาณาจักร สาขาผู้ประสบความสำเร็จด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

สำหรับหลักการทำงาน เขาบอกว่า ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ทำงานด้วยหัวใจ ใช้สมองในการแก้ไขปัญหา ลงมือทำอย่างจริงจัง เวลาทำงานต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เวลาลงมือทำก็ทำจากภาพเล็กๆ ลงมือทำทันที ไม่สะสม ไม่ดองงาน

เมื่อเจออุปสรรคปัญหาอย่าท้อ แก้ไขทำผิดให้เป็นถูกแล้วเริ่มใหม่ งานทุกอย่างมีปัญหาเสมอมากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานทุกคน ชีวิตมันต้องมีเรื่องเสียดทานถือเป็นเรื่องปกติ ปัญหามีไว้แก้เป็นธรรมดาของทุกสิ่งในโลก อะไรไม่เคยทำ ให้ลองเรียนรู้และลองทำไป กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เดี๋ยวก็จะประสบความสำเร็จได้เอง การทำเรื่องใหม่แล้วประสบความสำร็จได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องท้าทาย

“อย่ากลัวที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ เพราะโลกเปลี่ยนไปทุกวัน มีเรื่องให้เรียนรู้ทุกวัน คนเราต้องเรียนรู้กันไปตลอดชีวิต อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งก็จะไปไม่ถึงสิบ ที่สำคัญเราต้องพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ๆ ไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะอาชีพครูอาจารย์คือการสร้างคนให้มีความรู้และเป็นคนดี อย่าลืมที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่นๆ อยู่เสมอ” — นี่คือแนวคิดในการทำงานของเขา

“เราจะคิดว่ามีพรุ่งนี้เสมอ เพียงแต่โอกาสอาจไม่ได้มาพรุ่งนี้เสมอไป เมื่อมีโอกาสได้ทำสิ่งที่ถูกสิ่งที่ควร จงทำอย่างเต็มที่และสุดความสามารถ เราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เรากำหนดวันนี้ ผลของการตัดสินใจในวันนี้ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตในวันพรุ่งนี้เสมอ”

ผศ.ดร.ยศพงษ์ ยังน้อมนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว กรรมคือผลของการกระทำ เนื่องเพราะเคยบวชเรียนมาแล้ว และมองศาสนาในเชิงหลักวิทยาศาสตร์ แต่ในการทำงานนั้นมีทั้งความเป็นศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัว

 

บารมี เที่ยงธรรม ดำเนินชีวิตด้วยสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 16:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/492122

บารมี เที่ยงธรรม ดำเนินชีวิตด้วยสติ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แบงค์-บารมี เที่ยงธรรม วัย 32 ปี ทายาทคนสุดท้องของ จองชัย เที่ยงธรรม อดีต รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม กับ ดร.มุกดา เที่ยงธรรม

ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้ มีดีกรีจบการศึกษาปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ (บีเอ) สาขาวิชาการตลาด จากมหาวิทยาลัยมหิดล (อินเตอร์) ปัจจุบันเขาดูแลและเป็นเจ้าของสวนอินทผลัม ที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งตั้งให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพาะพันธ์ุและจำหน่ายต้นพันธุ์อินทผลัม และดูแลกิจการที่บ้านคือโรงสับไม้สุพรรณ 2015 (วู้ดชิป) ผู้ผลิตเชื้อเพลิงส่งโรงงานไฟฟ้าชีวมวล

ค่าที่คุณพ่อเป็นชาว จ.สุพรรณบุรี โดยกำเนิด แม้เขาจะเติบโตและเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ แต่ก็หลงรักบ้านเกิดของผู้เป็นพ่อ โดยตั้งใจพัฒนา จ.สุพรรณบุรี ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันดับต้นๆ ของประเทศไทยให้ได้ ล่าสุดจึงได้เป็นโต้โผใหญ่ในการจัดเลดี้ แรลลี่ ทริป “รักจังสุพรรณบุรี” เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของ จ.สุพรรณบุรี โดยใช้เรื่องการท่องเที่ยว โดยบารมีในตำแหน่งประธานการจัดงานและประธานสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ (yec) ภายใต้สมาคมหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกงานหนึ่งที่ท้าทายมากเพราะเป็นการจัดเลดี้ แรลลี่ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้สุภาพสตรีได้สิทธิพิเศษเต็มที่

บารมีเผยถึงแรงบันดาลใจในการจัดงานที่เลือกเจาะกลุ่มสุภาพสตรี ด้วยเขาเติบโตมากับนักบัญชี คือ คุณแม่และพี่สาวมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีกำลังและอำนาจการจับจ่ายสูง และชื่นชอบของสวยๆ งามๆ จ.สุพรรณบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ลองไปแวะสักครั้งแล้วจะติดใจ

“เลดี้ แรลลี่ ทริป เราเชิญชวนเฉพาะสาวๆ ให้มาร่วมสนุกกับการแข่งขันแรลลี่ เนื่องจากเป็นเส้นทางการแข่งขันที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และผู้หญิงส่วนใหญ่จะสนุกกับกิจกรรมชิม ชม แชะ ผ่านทางโซเชียลมีเดียมากกว่าผู้ชาย

ผมอยากให้สุพรรณบุรีเป็นที่ปักหมุดแหล่งท่องเที่ยวของคนไทย ผู้หญิงเวลาเจอสวนดอกไม้สวยๆ ของ จ.สุพรรณบุรี ผมรับรองว่าอดใจถ่ายภาพกับดอกไม้สวยๆ ไม่ได้แน่ ถ่ายเสร็จแล้วก็อยากเอาลงอินสตาแกรม เราต้องการให้เกิดเป็นกระแสออนไลน์ในวงกว้าง

เราอยากบอกนักท่องเที่ยวว่าตอนนี้สุพรรณบุรีมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย จุดประสงค์ของการจัดงาน คือ รักจัง สุพรรณบุรี เกิดจากความรักสุพรรณ เมื่อเรารักจังหวัดเราก็อยากให้คนสุพรรณมีเศรษฐกิจที่ดี เมื่อประชากรมีความสุข อาชญากรรมก็จะลดลง เมื่อคนมีอาชีพ มองว่าเราก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยเริ่มที่เรา แต่ผมทำคนเดียวไม่ไหว แต่การช่วยชักชวนคนให้แวะสุพรรณบุรี จากที่เคยเป็นแค่ทางผ่าน อยากให้นักท่องเที่ยวมานอนค้างที่สุพรรณบุรีมากขึ้น อยากให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสความอร่อยดั้งเดิม มาเห็นวิถีชีวิตของคนสุพรรณบุรี พาไปร้านขายปลาสลิดที่อร่อยเป็นที่โปรดปรานของท่านอดีตนายกฯ บรรหาร ที่ชอบไปรับประทาน เรียกว่าอร่อยแบบพื้นถิ่นจริงๆ”

แรลลี่ “รักจังสุพรรณบุรี” ภายใต้โครงการ “เที่ยวสุขใจ ใกล้แค่เอื้อม” ยังเชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันสำนึกรักบ้านเกิด เนื่องจาก จ.สุพรรณบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ รวมทั้งมีศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร เรียกได้ว่า จ.สุพรรณบุรี คือ อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญและการสร้างสรรค์กิจกรรมครั้งนี้ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวทั่วไปเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ชุมชน งานจัดระหว่างวันที่ 6-7 พ.ค. อวดแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อุทยานมังกรสวรรค์ วัดป่าเลไลยก์ ชมสวนอินทผลัมศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) บึงฉวางเฉลิมพระเกียรติ สามชุก ตลาดร้อยปี เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่เปิดรับสมัครมาก็มีผู้ให้ความสนใจมากมาย

นอกจากนี้ หมวกอีกใบหนึ่งของบารมีคือการเป็นชาวไร่หน้ามน เจ้าของสวนอินทผลัมที่ดูแลแทนคุณพ่อ ซึ่งการปลูกมาจากวิสัยทัศน์ของคุณพ่อทั้งสิ้น

“สวนอินทผลัมของเราเป็นสวนที่ใหญ่ปลูกบนพื้นที่ 40 ไร่ แต่มีต้นกล้าอีกราวแสนต้น ผมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุด ผมพยายามช่วยชาวไร่ตัดคนกลางออกไป ตอนนี้เกษตรกรฉลาด เขาถามก่อนว่าเอาต้นกล้าของผมไปปลูกแล้วผมจะรับซื้อไหม ผมบอกว่าทำไมจะขายให้ผมกิโลกรัมละ 200 บาทล่ะ ผมจะช่วยให้เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 800 บาทได้นะ เพราะผมเห็นเกษตรกรทำงานตากแดด แบกรับภาระเสียหายเอง วัชพืชแมลงต่างๆ ค่าปุ๋ยค่ายาต้องดูแลเอง ดังนั้นเวลาขายก็ควรได้ราคาดีๆ ซิ  ตอนนี้เรามีโรงไม้สักวู้ดชิป เรานำไม้ท่อนมาย่อยให้เหลือหนึ่งนิ้วคูณหนึ่งนิ้ว ส่งให้โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้ามิตรผล เป็นต้น”

ต้นแบบดี ต้นกล้าจึงดีตามไปด้วย บารมี กล่าวว่า คุณพ่อจองชัยก็คือต้นแบบที่ดีให้เขาได้เดินตาม คุณพ่อสอนเขาเสมออันดับแรก คือ การช่วยเหลือคน เกิดมาในชีวิตนี้สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ ดูแลพ่อแม่ได้ ถ้าเมื่อไหร่คุณยังดูแลตัวเองไมได้ คุณจะกลับมาเป็นภาระคนอื่นเสมอ ย้อนกลับไปที่สังคมขนาดใหญ่ถ้าคนไทยดูแลตัวเองได้ปัญหาการเมืองก็จะไม่เกิด จะไม่มีการคอร์รัปชั่น ประชาชนจะไม่ยอมขายเสียง

“พ่อยังสอนผมอีกคือ เมื่อดูแลตัวเองได้ เราต้องมีเหลือเก็บเผื่อยามฉุกเฉินคือต้องมีเงินออม อุบัติเหตุมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ดังนั้นเราต้องมีเงินสำรองไว้ เมื่อออมเงินได้แล้วนอกเหนือจากนั้นลองเอามาลงทุน ถ้ามี
เหลือจริงๆ ต้องตอบแทนสังคมบ้าง เพราะหากเราทำธุรกิจสะอาดอย่างไร เมื่อเราได้ก็ต้องมีคนเสีย เช่น เรากินเครื่องดื่มยี่ห้อเอ ยี่ห้อบีก็ไม่ได้ลูกค้า

ผมคิดว่าคนเราเกิดมามีพื้นฐานที่ไม่เท่ากัน ส่วนโอกาสจะเท่ากันไหม โอกาสอาจวิ่งเข้าหาเรา แต่เราต้องมีความพร้อมที่จะรับโอกาสนั้นด้วย อีกทั้งต้องเตรียมตัวให้พร้อม บางคนเวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ดเดอร์ เราสนุกผ่อนคลายเต็มที่ได้ แต่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายเราให้ดีด้วย เพราะหากเรามีเงินหมื่นล้านแต่ต้องนอนติดเตียงเพราะเราไม่ดูแลสุขภาพให้ดี เงินที่มีก็ไม่มีประโยชน์”

เห็นเป็นคนคุยสนุกและเป็นที่รักของเพื่อนๆ แบบนี้ การทำงานของบารมีก็มีมุมที่เครียดบ้าง แต่ค่าที่เคยบวชเรียนในบวรพระพุทธศาสนาหลายครั้ง ทำให้เขาได้ซึมซับคำสั่งสอนของพระประยุทธ์ ปยุตโต คือสติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“อยู่แต่ในวัดประมาณ 1 เดือนเป็นอย่างต่ำ ในวัดที่ผมบวชอยู่ย่านพุทธมณฑลสาย 4 เป็นวัดที่เคร่งมาก กุฏิของพระสงฆ์ห้ามฆราวาสเข้าไปเดินเพ่นพานเด็ดขาด และพระสงฆ์ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ในวัดก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ฉันและสวดมนต์เป็นเวลา และเป็นวัดที่มีแต่ให้ ผมเห็นมีตู้รับบริจาคเพียงตู้เดียวและเก็บไว้ลึกมากๆ

อยู่ที่วัดนี้ผมได้ศึกษาธรรมะ ได้ข้อคิดว่าชีวิตนี้มีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีสติ เวลาเราโกรธก็โกรธหนึ่งถึงสิบ แต่สิ่งที่พระอาจารย์สอนคือเราโกรธให้รู้ว่าโกรธ แต่คนเราจะห้ามความโกรธไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ถ้าเรามีสติ โกรธหนึ่งคั่นไว้ ความโกรธจากความรุนแรงจะลดลง หากเรามีสติ สติจะมาช่วยเราคิด ศีลห้าข้อที่ต้องยึดครองที่สุดและอันตรายที่สุดคือ ศีลข้อ 5 คือสุรา แค่ดื่มเหล้าแล้วไม่มีสติก็สามารถฆ่าคนได้ ซึ่งพบเห็นในข่าวอยู่เสมอๆ”

หากมีปัญหาทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว สองสิ่งที่บารมีไม่สามารถปราบได้ คือ ครอบครัว เช่น ญาติพี่น้องกับคนรัก ส่วนเรื่องงานอื่นๆ ใช้คำง่ายๆ ก็แค่การปล่อยวาง หรือช่างมันนั่นเอง

“บางครั้งเราอยากให้งานออกมาดีให้เป็นแบบนี้ๆ แต่หากไม่เป็นไปตามที่คิด ผมคิดปลงเสมอว่าบางอย่างในตัวผม ผมยังเปลี่ยนไม่ได้เลย สุดท้ายแล้วการงานทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเรามัวแต่โทษคนอื่น คนนั้นจะไม่มีวันเจริญเลย เราต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเอง ถ้าผมสั่งงานไป เกิดความเสียหายก็แค่ลงโทษแค่นั้นก็พอ แต่ผมเป็นคนที่ให้โอกาสคนทำผิดได้แค่ครั้งเดียว แต่ผมก็ให้อภัยเขานะครับ แต่ผมจะไม่กลับไปร่วมงานกับเขาใหม่เด็ดขาด เพราะผมถือว่าเขาไม่ได้ให้ใจผมเต็มร้อย”

บารมีฝากทิ้งท้ายว่า เงินรายได้จากการจัดเลดี้ แรลลี่ รักจังสุพรรณบุรี ภายใต้โครงการเที่ยวสุขใจ ใกล้แค่เอื้อม รายได้บางส่วนจะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช และมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรีต่อไปด้วย

 

ศริญญา มานะมุติ ไม่ตีกรอบคนชอบหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 18:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/491990

ศริญญา มานะมุติ ไม่ตีกรอบคนชอบหนัง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

การมีโรงหนังทางเลือกเพื่อเป็นสถานที่รวมตัว แลกเปลี่ยนความเห็นมุมมองจากหนังอิสระไม่จำกัดค่ายคือสวรรค์เล็กๆ ของคนรักหนัง และจากจุดเริ่มต้นความคิดนี้ คนรักในงานศิลปะ 3 คน (มิ้ว-ศริญญา มานะมุติ, เม่น-วงศรน สุทธิกุลพาณิช และนิค-นิโคลัส ฮัดสัน-เอลิส) ที่ต้องการให้คนไทยเข้าถึงหนังดีๆ ได้ง่ายขึ้นในชื่อ ตรีโลจี (Threelogy) จึงรวมตัวกันและเริ่มต้นจัดป๊อปอัพ ซินีมา อยู่หลายครั้ง เพื่อวัดกระแสความนิยมและความต้องการของคนดูหนังเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว

วันนี้ในกรุงเทพฯ มีโรงหนังอิสระที่ฉายเฉพาะหนังนอกกระแสอย่างแท้จริงแล้ว ด้วยฝีมือคนรุ่นใหม่ Bangkok Screening Room (BKKSR) ถือกำเนิดขึ้นโดยเป็นที่อยู่ใหม่ให้กับหนังที่หลากหลาย ณ ใจกลางเมืองที่ศาลาแดง ซอย 1

มิ้ว ศริญญา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง BKKSR เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เป็นป๊อปอัพ ก็ได้กระแสตอบรับดี “แต่เราคิดว่ามันไม่ยั่งยืน อาจจะไปๆ มาๆ หายๆ พวกเราอยากทำให้จริงจังกว่านั้น ก็เลยตัดสินใจว่าอยากทำเป็น
โรงหนังอิสระ ที่บริหารจัดการอย่างมืออาชีพ มีระบบที่สนับสนุนการดู การทำหนังของศิลปิน ที่อยู่ในสายหนังอย่างจริงจัง มีพื้นที่สำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยน

เรามองว่าสิ่งที่กำลังจะสร้างไม่ฉาบฉวย พอคิดอย่างนี้ปุ๊บ ก็จัดแจงขายบ้าน ขายทุกอย่างที่ออสเตรเลีย แล้วบินกลับมาลุยงานนี้เต็มๆ เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 เพื่อนๆ ถามว่าบ้ารึเปล่า เราว่าก็นิดนึงนะ (หัวเราะ) แต่มันดีที่ได้กลับบ้าน” มิ้วเล่า

สาวร่างเล็กเติบโตและเรียนปริญญาตรีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จาก UWS เมืองซิดนีย์ และปริญญาโทสาขาศิลปะการจัดการ จาก RMIT เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มีประสบการณ์การทำงานมากกว่าสิบปีในด้านการจัดนิทรรศการ และด้านการดูแลลูกค้าจากพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญอย่าง Museum of Contemporary Art (ซิดนีย์), The Australian Centre for the Moving Image และ Museum Victoria (เมลเบิร์น) ของออสเตรเลีย

มิ้ว บอกถึงการตัดสินใจกลับมาปักหลักในบ้านเกิด “สำหรับงานในออสเตรเลียเราก็มีแนวทางและมุ่งเน้นเรื่องการสร้างโอกาสให้กับศิลปินหน้าใหม่อยู่แล้ว คิดว่าถ้ากลับมาทำงานที่บ้านจะต้องไม่ทิ้งแนวทางที่เราเคยทำมา จากการที่เราเคยทำโรงหนังป๊อปอัพ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าหนังทางเลือกอิสระหาดูยากในเมืองไทย และพื้นที่ฉายหนังอิสระอย่างต่อเนื่องมีจำกัดมาก นี่คือเหตุผลที่เราตั้งใจสร้าง Bangkok Screening Room ขึ้นมา ใช้ประสบการณ์จากการทำงานที่เราได้มาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะในออสเตรเลีย ที่จัดแสงศิลปะภาพเคลื่อนไหวและนำเทคโนโลยี IMAX เข้ามาผสมผสานกัน เป็นโรงหนังเล็กๆ แต่ได้มาตรฐาน

เราอยากทำให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้หลายคนได้รู้จักหนังมากขึ้น สร้างบรรยากาศให้สบาย ไม่ได้ดูเป็นทางการ หรือหรูหรา จนคนมองจากข้างนอกไม่กล้าเข้ามา ใช้พื้นที่ด้านนอกเป็นบาร์เล็กๆ ทำอาหารและเครื่องดื่มกันเอง ดูแลกันเองทุกขั้นตอน ความอบอุ่นจึงค่อยๆ เกิดขึ้น หลายคนสบายใจที่มาใช้พื้นที่ตรงนี้ เราเห็นคนจากหลากหลายวงการที่รักหนัง ได้มานั่งพูดคุยกัน เป็นโลกอีกใบหนึ่งของพวกเขา ที่มีเพื่อนที่มีความรักความชอบในสิ่งเดียวกันมาเจอกัน”

ในวัย 37 ปี การเริ่มธุรกิจของตัวเองไม่ง่ายเลยสำหรับเธอและเพื่อน โดยเฉพาะการเริ่มต้นตั้งไข่จากศูนย์ ใช้เงินทุนจากการเก็บหอมรอมริบตลอดการทำงานที่ผ่านมากว่า 10 ปี “สิ่งที่เราทำยังไม่เคยมีมาก่อน ยังใหม่มากในเมืองไทย ไม่มีโมเดลธุรกิจต้นแบบ ดังนั้นจึงค่อนข้างใช้เวลากับการวางโมเดลธุรกิจ เราต้องแน่ใจว่างานของเราจะอยู่ไปได้อีกนานๆ เพราะเราตั้งใจไว้แล้ว วางโครงสร้างทั้งรูปแบบอาคารและแนวทางการสร้างความมั่นคงของธุรกิจ

พวกเราทำกันเอง 3 คน ออกแบบสถานที่เอง วางโครงสร้างต่างๆ เอง ใช้เงินเก็บของตัวเองมาทุ่มให้กับที่นี่ ไม่ได้หวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่เราหวังว่าระบบที่เราวางไว้จะเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ สร้างอิมแพ็กต์ อยากให้มีคนเห็นว่ามีคนที่รักและทุ่มเทกับหนังและงานศิลปะอยู่จริงๆ หรืออย่างน้อยก็เป็นโมเดลตั้งต้นให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้นำไปทำตามหรือต่อยอด โดยที่ยังมีพวกเราคอยให้คำปรึกษา”

ภายในพื้นที่เล็กๆ มีที่สำหรับดูหนัง 52 ที่นั่ง หนุ่มสาวผู้ก่อตั้งมุ่งหวังให้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาแนวทางการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักทำหนังรุ่นใหม่ๆ “เกณฑ์ในการเลือกหนังของเรา จะฉายหนังทุกประเภททั้งฮอลลีวู้ดยุคคลาสสิก หนังอินดี้ทั้งของไทยและต่างประเทศ หนังเราจะต้องมีซับไตเติ้ลทุกเรื่อง และหนังแต่ละเรื่องจะมีเวลาฉายเท่ากัน เวียนรอบอย่างเท่าเทียม

สิ่งที่แตกต่างคือเราเปิดพื้นที่ให้กับหนังสั้นที่เป็นฝีมือคนทำหนังรุ่นใหม่ รวมถึงใช้เป็นพื้นที่สำหรับเทศกาลหนังที่เด็กภาพยนตร์มารวมตัวกัน พวกเราไม่ได้เป็นแค่ที่ให้คนมาดู แต่เป็นพื้นที่ให้เขาได้มาทำด้วย สำหรับผู้กำกับไม่ว่ารุ่นเก๋ามากฝีมือหรือคนเพิ่งเตาะแตะหรือคนที่มีฝันและอยากแสดงฝีมือ ที่นี่รับฉายหนังให้คุณด้วย สำหรับใครที่อยากแสดงผลงานสั้นๆ ก็มีโอกาสส่งผลงานเข้ามา หนังที่ได้รับเลือกจะเปิดฉายก่อนภาพยนตร์เรื่องหลัก”

ถามเราว่าเพราะอะไรจึงเชื่อในพลังโรงหนังอิสระ เธอบอกว่า เคยเห็นโรงหนังอิสระมีในหลายประเทศแล้ว ทั้งอังกฤษ สหรัฐ “ใกล้ๆ เมืองไทยก็จะมีสิงคโปร์ ฮ่องกง บ้านเราก็เคยมีโรงหนังแบบสแตนด์อะโลนตามหัวเมืองต่างๆ มากมาย แต่ระยะหลังก็ถึงยุคเสื่อมโทรม โรงหนังเล็กๆ ในต่างจังหวัดก็ทยอยปิดตัวกันไปเยอะ เพราะคนส่วนใหญ่เข้าไปดูหนังในห้าง และได้ดูหนังที่เหมือนๆ กัน

พวกเราเชื่อว่ายังมีคนอีกไม่น้อยที่อยากดูหนังที่แตกต่างออกไป แต่ยังหาพื้นที่ไม่ได้ พวกเราจึงคิดว่าเราเป็นทางเลือก และหวังว่า BKKSR จะเป็นตัวช่วยไม่มากก็น้อยในการลดช่องว่างเพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างหลากหลายของคนดูหนัง เราไม่ได้ต่อต้านหนังกระแสหลัก เพราะอย่างวันหยุดบางครั้งก็ไปดูหนังบล็อกบัสเตอร์เหมือนกัน”

มิ้ว สรุปพร้อมฝากทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า สามารถติดตามความเคลื่อนไหว หรือร่วมสร้างโรงหนังทางเลือกแห่งแรกของกรุงเทพฯ ได้ที่ http://www.bkksr.com ตั้งอยู่บริเวณศาลาแดง ซอย 1

 

ศิรินันท์ ตั้งพินิจกุล เป็นเชฟเบเกอรี่ด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/491184

ศิรินันท์ ตั้งพินิจกุล เป็นเชฟเบเกอรี่ด้วยใจรัก

โดย…ภาดนุ ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

สาวเก่งวัย 31 ปี ฝน-ศิรินันท์ ตั้งพินิจกุล ครีเอทีฟมากความสามารถของบริษัท เอสซีจี ปูนซิเมนต์ไทย หลังจากทำงานประจำมาหลายปี ล่าสุดเธอไล่ตามความฝันอีกอย่างของตัวเองจนสำเร็จ ด้วยการเป็นเชฟเบเกอรี่สมใจ

“ที่จริงแล้วฝนหลงใหลในเรื่องศิลปะและการทำขนมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ ฝนมีความฝันที่ชัดเจนอยู่ 2 อย่างว่า ถ้าไม่ทำงานในวงการโฆษณาคือเป็นครีเอทีฟ ก็จะเป็นเชฟเบเกอรี่ให้ได้ หลังจากเรียนจบชั้น ม.ปลาย ฝนก็เลือกเรียนปริญญาตรีด้านครีเอเทีฟ แล้วเรียนต่อปริญญาโทด้านเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างอยู่ที่นั่นฝนก็หัดทำขนมอยู่เรื่อยๆ โดยดูจากทีวีบ้าง ยูทูบบ้าง พอจบปริญญาโท ก็กลับมาทำงานที่เมืองไทย โดยทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟอยู่ถึง 7 ปี วันหนึ่งพอนั่งทำงานอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า ในเมื่อเราชอบทั้งงานครีเอทีฟ ชอบทั้งการทำขนม ทำไมไม่นำสองอย่างนี้มารวมกันล่ะ

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฝนจึงลาออกจากงานประจำและไปลงเรียนหลักสูตรทำเบเกอรี่ที่ “เลอ กอร์ดอง เบลอ” วิทยาลัยดุสิตธานี โดยลงหลักสูตรเต็ม 9 เดือน พอเรียนจบฝนก็เป็นผู้ช่วยเชฟที่นั่นอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงออกมาสร้างแบรนด์เบเกอรี่ออนไลน์ของตัวเองที่ชื่อ ‘เบเกอเรทีฟ’ (Bakerative) ขึ้นมา โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นศิลปะที่รับประทานได้ ฉะนั้นขนมแต่ละชิ้นจึงเป็นเสมือนงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกเมนูจะมีเรื่องราวและมีที่มาที่ไป”

ฝนบอกว่า เบเกอเรทีฟตอนนี้มีด้วยกัน 15 เมนู โดยจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ช่วงไหนถ้ามีผลไม้ตามฤดูกาล เธอก็จะนำมาเป็นวัตถุดิบด้วย อย่างช่วงนี้มีมะม่วงเยอะ เธอก็จะทำมูสมะม่วงกินคู่กับทาร์ตตกแต่งด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ ส่วนเมนูอื่นที่ทำก็เช่น คุกกี้แอนด์ครีมชีสเค้ก ซึ่งเป็นเค้กสไตล์ญี่ปุ่นที่เนื้อนุ่มเบา แต่ได้รสชาติเข้มๆ ของคุกกี้แอนด์ครีมมาตัดกัน หรืออีกเมนู คือ “ดาร์กช็อกโกแลตลาเวนเดอร์มูส” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดที่ชื่อ The Starry Night ของ วินเซนต์ แวนโก๊ะห์ ซึ่งเป็นภาพดวงดาวยามค่ำคืนที่แวนโก๊ะห์ใช้ทุ่งดอกลาเวนเดอร์เป็นสถานที่วาดรูปนี้ เธอจึงทำเป็นเค้กดาร์กช็อกโกแลตเพื่อสื่อถึงท้องฟ้ายามค่ำคืน สลับเลเยอร์กับมูสลาเวนเดอร์ในแต่ละชั้นแทนทุ่งลาเวนเดอร์ เรียกว่าเมนูนี้มาจากแรงบันดาลใจในความรักศิลปะบวกกับความคิดสร้างสรรค์ที่เธอมี

“พูดง่ายๆ คือ เบเกอเรทีฟ เป็นขนมที่มีความหลากหลาย มีทั้งเค้ก ทาร์ต ขนมสไตล์ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ซึ่งฝนพยายามครีเอทขึ้นมาให้เกิดความแตกต่างทั้งในเรื่องของรสชาติและรูปลักษณ์ โดยลูกค้าของเบเกอเรทีฟก็คือคนกลุ่ม B ขึ้นไปจนถึง A ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือคนวัยทำงานที่ชอบความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พวกเขาจะมองหาขนมซึ่งเป็นของขวัญที่สามารถพูดแทนพวกเขาได้

ฉะนั้นขนมแต่ละชนิดหรือเค้กที่จะนำไปส่งให้กับลูกค้าในวันเกิด หรือวันสำคัญ เราจึงใส่ใจรายละเอียดเลยว่า เค้กชิ้นนี้ต้องใช้เทียนสีอะไรถึงจะเข้ากัน ถ้าลูกค้าต้องการสั่งขนมไปให้ผู้ใหญ่ เราก็จะแนะนำเมนูที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นขนมที่มีผลไม้ หรือถ้าลูกค้าสั่งไปวันสำคัญอื่นๆ เราก็จะถามว่าสั่งให้ผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าผู้หญิงจะใช้เทียนสีชมพูไหม หรือถ้าเป็นผู้ชายก็จะแนะนำเทียนสีเขียว เป็นต้น”

ฝนบอกว่า นอกจากขนมทั้ง 15 เมนูแล้ว ตอนนี้ยังไม่ได้รับสั่งทำขนมแบบเมด ทู ออร์เดอร์ โดยตรง แต่ยกตัวอย่างว่า ถ้าเมนูนั้นมีส่วนผสมของราสพ์เบอร์รี่ แล้วลูกค้าไม่ชอบ ก็สามารถขอเปลี่ยนเป็นสตรอเบอร์รี่ได้ แต่สูตรทั้งหมดจะไม่ถูกเปลี่ยน เพราะยังต้องการคงเอกลักษณ์ของความเป็นเบเกอเรทีฟเอาไว้นั่นเอง

“หลังจากเปิดขายเบเกอรี่ออนไลน์มาได้ 6 เดือน ก็ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมาก เพราะอย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า เราใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่เริ่มทำขนม ไปจนถึงการส่งขนมให้กับลูกค้าเลยล่ะ พวกเขาจึงสัมผัสได้ บางคนบอกว่าขนมสวยจนไม่กล้ากินเลย ในฐานะคนทำแล้วรู้สึกปลื้มใจนะ สิ่งที่สะท้อนกลับมาอีกอย่างคือ มีกลุ่มลูกค้าประจำที่เคยสั่งซื้อไปแล้ว เริ่มมีการสั่งซ้ำ รวมถึงลูกค้าที่โทรมาแล้วบอกว่าเพื่อนแนะนำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีเบเกอเรทีฟค่ะ

การเริ่มสร้างธุรกิจใหม่นั้นต้องมีการลงทุน มีการจดทะเบียนการค้าทางออนไลน์ ในอนาคตก็คาดว่าน่าจะมีการขยับขยายช่องทางธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยจะมีการดีลกับบริษัทใหญ่ๆ รวมทั้งมีมาร์เก็ตติ้งแพลนไว้ว่า อีกไม่น่าจะเกินครึ่งปี เราน่าจะเข้าสู่ตลาดสแน็กบ็อกซ์ระดับสูงได้ และในอีก 1-3 ปีนับจากนี้ ฝนคิดว่าเบเกอเรทีฟก็น่าจะมีหน้าร้านสาขาแรก และอาจต่อยอดธุรกิจโดยดีลกับสปาหรือร้านอาหารอื่นๆ ด้วยการทำเป็นขนมเมนูซิกเนเจอร์ไปส่งให้ร้านเหล่านี้ด้วย”

ฝนเสริมว่า ด้วยความที่ขนมเป็นทั้งศิลปะและแฟชั่น ดังนั้นขนมทั้ง 15 เมนูของเธอจึงปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่เหมาะสม และมีคุณภาพในแต่ละเมนูไปตามฤดูกาลหมุนเวียนกันไปตามสถานการณ์ หรือกระแสนิยมในช่วงนั้นๆ

“วัตถุดิบที่ฝนเลือกนำมาใช้ทำขนมส่วนใหญ่ 80% เป็นวัตถุดิบที่สั่งมาจากต่างประเทศ เช่น แป้ง เนย ครีม ชีส จากฝรั่งเศส ดอกลาเวนเดอร์และช็อกโกแลตจากเบลเยียม แต่ราคาขนมก็ไม่ได้แพงเกินไป สามารถจับต้องได้ อย่างสโคน 15 ชิ้นจะขาย 490 บาท เค้ก 2 ปอนด์ขาย 1,500 บาท ซึ่งถ้าพูดถึงการตกแต่งที่เราทำให้แล้ว ก็ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล อ้อ เรื่องรสชาตินั้นอร่อยแน่นอน ถ้าลูกค้าสนใจดูรายละเอียดและราคาของขนมหรือเค้กได้ที่ FB/IG : Bakerative ได้เลยค่ะ

หลักในการทำงานสำหรับฝนแล้วคิดว่าทุกคนมีความฝัน แต่จะต้องค้นหาให้เจอว่าความฝันกับความจริงมันมาบรรจบกันตรงไหน ถ้าเราหาจุดกึ่งกลางของทั้งสองอย่างนี้เจอ เราก็จะมีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิต อย่างฝนเองก็บรรลุความฝันไปส่วนหนึ่งแล้วคือมีแบรนด์ขนมของตัวเอง แต่ความฝันอีกส่วนหนึ่งที่รออยู่ก็คือการเปิดร้านสาขาแรก ซึ่งตอนนี้เรายังไม่พร้อม ฝนจึงขอมุ่งมั่นกับการทำขนมสวย อร่อย และเน้นคุณภาพให้มากที่สุด เพื่อสร้างฐานลูกค้าและสะสมชื่อเสียงที่ดีไว้ แล้วความฝันอื่นๆ ของเราก็จะสามารถต่อยอดและสานต่อให้เป็นจริงได้แน่นอนค่ะ”

 

ณัชชานันท์ พีระณรงค์ สอนภาษาอังกฤษจากชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 16:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490993

ณัชชานันท์ พีระณรงค์ สอนภาษาอังกฤษจากชีวิต

โดย…มัลลิกา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เรียกว่าตื่นมาก็เจอกับเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีเลย สำหรับ “ดีเจนุ่น-ณัชชานันท์ พีระณรงค์” ดีเจคลื่น 88.5 EDS จัดรายการช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เพราะตอนนี้ดีเจ หรือนักจัดรายการวิทยุ ต้องเปิดเพลงผ่านระบบ RCS หรือ Radio Computing Services (เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการสร้างศูนย์เก็บข้อมูล ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับดีเจ หรือแม้แต่การควบคุมเสียง หรือการเพิ่มหรือลดเสียงเพลงเข้าออกในรายการ ก็สามารถตั้งระบบอัตโนมัติได้ตั้งแต่เริ่มรายการไปจนจบ)

“ระบบ RCS ช่วยให้จัดรายการง่ายขึ้น สามารถเลือกเพลงได้ง่าย แต่เราอยู่หน้าไมค์ต้องมีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใส่ซาวด์เอฟเฟกต์เวลาพูด เช่น เสียงปรบมือ หรือมิวสิกเบส เปิดเสียงเพลงคลอเบาๆ เวลาพูด คล้ายเสียงเปียโน ช่วยทำให้เสียงเราฟังแล้วไม่น่าเบื่อ”

นอกจากเป็นดีเจที่คลื่น 88.5 EDS ณัชชานันท์ ยังเป็นผู้ประกาศข่าว ช่อง 13 (ช่อง 3 แฟมิลี่) 2 รายการ คือ รายการมิดไนท์ แฟมิลี่ รายงานข่าวทั่วไปหลังเที่ยงคืน และรายการ วีคเอนด์ไลฟ์ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 น. เป็นรายการข่าววาไรตี้ที่แทรกภาษาอังกฤษ จากรายการนี่เอง ทำให้ณัชชานันท์กลายมาเป็นครูนุ่นของน้องๆ ที่สอนภาษาอังกฤษผ่านแฟนเพจ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์

“ในรายการนี้ถือโอกาสสอนภาษาอังกฤษ เอาศัพท์จากข่าว เป็นกึ่งรายการสอนภาษา ส่วนตัวก็รับสอนภาษาอังกฤษ จัดเป็นไพรเวทคลาส หรือ 3-5 คน บางคนก็ติวเก็งข้อสอบเพื่อจะสอบเข้าสถาปัตย์อินเตอร์ แต่ส่วนมากที่นุ่นสอนจะเน้นคอร์สพูด”

Welcome to พื้นที่ภาษาอังกฤษจากสถานการณ์ชีวิตของนุ่นเอง ในแฟนเพจ ชื่อ Emglish afternoonz มียอดคนกดติดตามเกือบ 7 หมื่น และในทวิตเตอร์ @eng_afternooz มียอดฟอลโลว์ 2 แสนกว่า

“นุ่นถ่ายทำได้ทุกที ไปเที่ยวก็ถ่าย ทั้งในไทยต่างประเทศ แฟนๆ ได้เห็นวิวสวยๆ ด้วย อย่างไปประเทศอังกฤษ เช็ก อินที่ไหนก็ถ่ายด้วย หันมาสอนคนในกล้อง หรือขับรถป้ายแดงแล้วต้องจ่ายค่าปรับ ระหว่างรอเซ็น ก็สอนภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง เจออะไรก็ถ่าย เรียกว่าเป็นการสอนการพูดในการใช้ชีวิตของนุ่น ภาษาอังกฤษตามชีวิตนุ่น

“อย่างตอนนี้คนสนใจอะไร ข่าวไหนดัง ก็ต้องสอนอิงกระแส เพราะเราเอาตัวเองมาอยู่ในโซเชียล เราต้องสนใจมันมากกว่าให้มันมาสนใจเรา ไม่งั้นเราจะอยู่ไม่ได้ โซเชียลมันคือสังคม ถ้าเราไม่พูดเรื่องเดียวกับเขา เราก็อยู่คนละโลก ก่อนนอนแม้จะเหนื่อยก็ต้องดูหน่อยว่าคนในโลกโซเชียลเขาคุยอะไรกัน สนใจอะไร คนฟอลโลว์เราเขาสนใจอะไร เรายืนจุดนี้เราต้องมองคนตามเราว่าเขาไปไหน เขาทำอะไร ถึงจะทำให้เราซัคเซส”

กว่าจะลงเป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ไม่กี่นาที เธอใช้เวลาตั้งใจถ่ายทำ ตัดต่อหลายชั่วโมง เพื่อให้เป็นคลิปสอนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด

“ใช้กล้องหน้า iPhone 7 Plus มีขาตั้งกล้องติดตัวตลอด แล้วใช้แอพพลิเคชั่น imovie ในการตัดต่อ ความถี่ในการลงทุกวัน นอกจากติดธุระยุ่งจริงๆ ก็จะหายไป 2-3 วัน แต่ไม่บ่อยค่ะ

“เวลาถ่ายนุ่นจะถ่ายไม่เกิน 5 นาที ก่อนตัดต่อ เพราะจากประสบการณ์คนจะไม่สนใจคลิปที่ยาว ดังนั้นของนุ่นจะใช้เวลาสั้นสุด 20 วินาที ยาวสุดไม่เกิน 2 นาที อย่างคลิป 20 วินาที สอนให้ออกเสียง เช่น get to /get through ตอนนี้จะสอนเยอะขึ้นหน่อย สอนให้เป็นประโยค สอนวิธีการพูด คลิปจะไม่ซ้ำกัน เพราะแต่ละวันนุ่นเจอเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน อย่างไปเที่ยวนี่ถ่ายเก็บไว้หลายๆ คลิป

“แล้วตอนมาตัดต่อคลิปก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้ได้คลิป 1 นาที ตอนถ่ายก็ไล่ไปเรื่อย ไม่ยาวมาก 5 นาที เราตัดเอง ใช้แอพพลิเคชั่น imovie  ตัดไม่ได้ยากนะ เพราะนุ่นเน้นความดิบของคลิป ตัดฉับๆ เปลี่ยนช็อต ไม่ได้สวยมาก เอาความรู้ ไม่มีเพลงประกอบ

“เวลาลงเฟซบุ๊กไม่ห่วง แต่เนเจอร์ของคนใช้ทวิตเตอร์ เป็นคนที่เสพอะไรเร็วกว่าเฟซบุ๊ก ต้องไวมาก มาเร็วไปไว คลิปต้องจบไม่เกินนาที ทวิตเตอร์จะเป็นประเด็นสังคม ไม่มีโชว์รูปเยอะ ดังนั้นเวลาตัดต่อนุ่นจะใช้เวลานาน คิดเผื่อคนใช้ทวิตเตอร์ คำสองคำก็จะตัด หวงเวลา 2-3 วินาที ที่เราเกริ่น หายใจก็ตัดออก ถ้ามีวิวสวยๆ ก็คงไว้แต่คำพูดต้องกระชับ แต่ถ้าวิวเป็นเมนหลักของเรื่องก็คงไว้ อย่างตอนไปลอนดอน เหมือนให้คนดูได้ไปเที่ยวกับเรา”

ทุกขั้นตอนละเอียด และใส่ใจมาก ยิ่งตอนใส่ซับไตเติล เธอจะพิถีพิถันมาก

“พอตัดต่อเสร็จ จะใส่ซับไตเติล ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ซับไตเติลจะไม่เขียนแบบภาษาเขียน แต่จะใส่สระผันเสียงแบบเจ้าของภาษา ออกเสียงท้ายยังไง เช่น Apologise ใส่ซับไตเติลว่า อะ-พ่อล-ล่ะ-จ่ายยส์ ออกเสียงให้ตรงตัวกับเสียงอังกฤษ

“ในขั้นตอนนี้นุ่นใช้แอพพลิเคชั่น mysubtitle โหลดวิดีโอตัดเสร็จลงในแอพนี้ เลือกช่วงจะขึ้นวินาทีนี้ถึงวินาทีนี้ ใช้เวลาทำนานกว่าตัดต่ออีก คลิปหนึ่งบางที 100 กว่าซับ ถ้าสั้นๆ ก็ 70 นุ่นใส่แทบจะทุกคำศัพท์ เวลาให้คำศัพท์ ก็จะให้การใช้ประโยชน์ไปด้วย อย่างคำว่า Crab ออกเสียงยาว แปลว่า ปู ออกเสียงสั้นๆ แปลว่า ห่วย แล้วมีรูปประโยคให้ด้วย

“หลังจากหลงซับไตเติลเสร็จแล้ว รีเช็กกลับไปดูที่ไอมูฟวี่อีกรอบ แล้วก็อัพเลย ไม่ค่อยใส่เอฟเฟกต์ หรือฟิลเตอร์ เราเอาความดิบ เวลาที่อัพลงประมาณเก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมง เที่ยงถึงบ่าย อีกทีหลังหกโมงถึงสามทุ่ม เป็นช่วงที่คนเข้าเล่นเยอะ”

การอัพโหลดวิดีโอลงในแฟนเพจ ทวิตเตอร์ ไม่ได้มีรายได้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ผู้คนรู้จักนุ่นในบทบาทครูสอนภาษาอังกฤษ หลายคนติดตามเธอโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เธอเป็นดีเจ ผู้ประกาศข่าว หากแต่มีผู้ปกครองและน้องๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เธอสอนพิเศษ ซึ่งทำให้นุ่นมีรายได้ และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เธอรักจะทำ

 

กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ความสุขอยู่รอบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490964

กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ความสุขอยู่รอบตัว

โดย…มัลลิกา

แม้งานที่กลายเป็นงานประจำไปแล้ว คือ พิธีกรท่องเที่ยว รายการ “เซย์ไฮ!” แต่ชื่อของ ติ๊ก-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ ที่อยู่ในการจดจำของแฟนๆ คือ นักแสดงเจ้าบทบาท

ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ค่อยเห็นผลงานแสดงของเธอสักเท่าไร แต่ติ๊กไม่ได้หายไปจากงานแสดงเสียทีเดียว เพราะได้ผันตัวไปเป็นผู้จัดละคร และยังเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์อีกด้วย

เที่ยวคืองาน งานคือไลฟ์สไตล์

ได้เห็นหน้าตาผ่านจอช่อง 3 ทุกค่ำคืนวันศุกร์ ในบทบาทพิธีกรรายการ เซย์ไฮ! นานถึง 12 ปีแล้ว ซึ่งติ๊กเป็นผู้ผลิตรายการเอง

งานที่เธอทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เธอไม่ได้รู้สึกเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องตรากตรำเคร่งเครียดไปกับมัน เสมือนงานอดิเรกคือการท่องเที่ยว และการรักท่องเที่ยวนำมาซึ่งงาน งานที่ทำด้วยความรัก ก็จะทำให้สนุกกับการทำงานทุกๆ วัน เคล็ดลับดีๆ ง่ายๆ แบบติ๊ก

“11 ปีที่ผ่านมา ติ๊กนำเสนอการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น เป็นความชื่นชอบส่วนตัวด้วย ไปกี่ทีก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไปเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สถานที่ต่างๆ ฤดูกาลต่างๆ มีมุมมองแตกต่างกันไป คือ 11 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอาจจะมีเปลี่ยนไปบ้าง แต่ถ้าไปเมืองต่างจังหวัดยังมีที่น่ารักอยู่ ทั้งสถานที่และผู้คน ยังมีอะไรให้ศึกษาเรื่อยๆ มันยังไม่สิ้นสุดที่จะเสาะหามาฝาก ยังมีซอกเล็กซอกน้อย อะไรที่ซ้ำกับคนอื่นทำเราก็ฉีกแนว

“แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ทำท่องเที่ยวญี่ปุ่น คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะมาก เราก็ไปหาตลาดใหม่ จะได้ไม่ซ้ำ แต่ติ๊กไม่ทิ้งญี่ปุ่นแน่นอน ที่ชอบญี่ปุ่นที่สุด ชอบภูมิประเทศเป็นสิ่งที่แตกต่างจากไทย มีสโนว์ มีภูเขา แล้วญี่ปุ่นเราพาญาติผู้ใหญ่ไปได้สะดวก เพราะประเทศเขามีช่องทางสำหรับวีลแชร์ เขาเป็นประเทศที่มีระบบในเรื่องพวกนี้ ผู้ใหญ่ไปได้อย่างสะดวกสบาย มีการเตรียมพร้อมสำหรับท่องเที่ยว

“ติ๊กชอบไลฟ์สไตล์คน ชีวิตความเป็นอยู่ มีความเป็นค่านิยมที่เป็นญี่ปุ่น ไม่เป็นตะวันตก หรือ เป็นเอเชียสุดโต่ง เขามีเอกลักษณ์ของเขา มีความน่ารัก มีวัฒนธรรม ขอบเขตของสังคมที่เราหลงเสน่ห์ มีวินัย มีความสามัคคี ความสะอาดสะอ้าน อาหารอร่อย ทุกอย่างผ่านควอลิตี้ เขาให้คุณภาพตรงนี้มากกว่าในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ติ๊กชื่นชม”

ทำรายการท่องเที่ยวลงตัวกับไลฟ์สไตล์ และเป็นการพักผ่อน

“ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว เพราะชอบเปิดโลกทัศน์ แต่ก็ชินกับญี่ปุ่น ไปไหนมาก็ตาม ในปีหนึ่งก็ต้องกลับไปญี่ปุ่นอยู่หลายครั้ง ชินทุกซอกทุกมุม เวลาคิดอะไรไม่ออก ไปญี่ปุ่นเป็นที่แรก ไม่เบื่อ เวลาไปก็มีไปซ้ำด้วย ไปที่ใหม่ๆ

“ติ๊กต้องเสาะแสวงหาที่เที่ยวทุกเดือน เพื่อให้ทันผลิตรายการ เฉลี่ยวันเดินทางก็เดือนละครั้ง ไปครั้งละ 10 วัน ยิ่งตอนนี้รายการท่องเที่ยวมีเยอะ ไหนจะมีในเฟซบุ๊ก มีบล็อกเกอร์ต่างๆ เราอยู่นิ่งไม่ได้เลย แต่ละรายการก็จะมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง

“รายการเราเน้นเรื่องราวจริงๆ ไม่ใช่มาสนุกสนานแล้วไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่นั่นเลย เราเน้นสถานที่ ไปแล้วจะเจอแบบไหน ใครดูทริปนี้ ไปไหนตลอดทริป เมื่อมารวมกันก็สามารถเป็นไกด์ท่องเที่ยวได้เลย เราสอดแทรกความรู้ทั้งอาหารการกิน ผู้คน เสน่ห์ของสถานที่ และเราหาสิ่งใหม่ๆ มานำเสนอ”

ทำเถอะ…สิ่งที่เป็นตัวตนของเรา

มาถึงงานผู้จัดละครกันบ้าง ซึ่งผลงานเรื่องแรกกำลังจ่อคิวออกอากาศทางช่อง 3 เรื่อง “รักพลิกล็อก” ที่มีโจทย์จากช่องให้ปั้นเด็กใหม่ประดับวงการ พระนางจึงลงตัวที่ 2 คู่ โดยมีนางเอกร่างเล็ก “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” ช่วยดันน้องๆ คู่กับนักแสดงลูกครึ่งไทย-อังกฤษ “ปีเตอร์ เดนแมน” และคู่ของ “สายไหม มณีรัตน์” กับ “เพื่อน-คณิน ชอบประดิถ”

ติ๊กบอกว่า รอมานานเหมือนกันกว่าจะได้ฤกษ์ออกอากาศ

“คาดว่าปีนี้ได้ออกอากาศ รอผู้ใหญ่เคาะว่าเมื่อไร แต่คงอีกไม่นานค่ะ การทำงานผู้จัดไม่ได้ยากมาก เพราะทุกอย่างมีขั้นตอนของมันอยู่แล้ว อุปสรรคที่มีเป็นเรื่องปกติสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ งาน แต่เราผ่านไปด้วยดีเพราะได้ทีมงานที่ดี มีทางออก แก้ไขได้ ติ๊กในฐานะผู้จัดก็เป็นแค่กลไกเล็กๆ ที่ช่วยกันขับเคลื่อน”

ไม่ว่าจะงานเบื้องหน้า เบื้องหลัง เจอปัญหาหนัก-เบา เหมือนกันหมด แต่อยู่ที่วิธีคิดที่จะจัดการกับมัน

“บางงานมันมีระบบแก้ไขของมัน แล้วติ๊กไม่ชอบที่จะเอาปัญหามาทำให้เราหนักใจ เวลาเกิดปัญหาก็รอเวลาจัดการแก้ไขกันไป จะไม่ทุกข์ร้อน เกิดอะไรก็แก้กันไป”

ผลงานในบทบาทผู้จัดจะมีเรื่องต่อไปอีกหรือไม่นั้น ติ๊กบอกว่า มีแน่นอน แต่ยังไม่อยากเปิดงานใหม่ ถ้าผู้ใหญ่และผู้ชมยังไม่ได้เห็นผลงานเรื่องแรก ขอให้ผลงานเรื่องแรกได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ส่วนโปรเจกต์ภาพยนตร์ อีกไม่นานพร้อมจะเปิดตัวต่อสาธารณะ

“ในส่วนของงานในสายนี้ ยังมีอะไรที่สามารถเติบโตได้มากกว่านี้ ยังทำได้เรื่อยๆ จริงๆ แล้ว ติ๊กชอบทำธุรกิจ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร ชอบเป็นตัวของตัวเอง แต่ติ๊กไม่ได้มีระบบพื้นฐานแบบนั้น ติ๊กทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก ได้เจอกับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก เลยชินกับสายงานนี้ การมาเป็นผู้จัดก็เหมือนเป็นเส้นทางของมัน

“จริงๆ ติ๊กอยากทำอย่างอื่นด้วยซ้ำ แต่เราสัมผัสสิ่งนี้มาตลอดเวลา ที่ติ๊กจะบอก คือ อะไรที่วัยรุ่นคนไหนอยากทำ ทำเถอะ สิ่งที่เป็นตัวตนของเรา คนจะเห็นผลงานของเรา คุณขายของเขาจะเห็นของของคุณ เป็นลูกจ้างเจ้านายก็จะเห็นสิ่งที่คุณทำ ไม่จำเป็นต้องตามรอยใคร

“อย่างอาชีพนักแสดงไม่ใช่ยอดของทุกแขนง ไม่ต้องเป็นพิธีกร นักร้อง ทุกคนไม่ต้องมากระจุกอยู่ตรงนี้ ตอนนี้มีงานหลายแขนง เงินก็ดี มีหน้าตาในสังคม หามันให้เจอ เด็กวัยรุ่นเห็นนักแสดงคือไอดอล ทำตามกันเป็นระบบ ติ๊กอยากให้ทุกคนมีงานอื่นๆ ที่เราไม่ต้องไปแย่งกับใคร แต่เป็นงานที่ถนัด เราได้โชว์ความสามารถของเราจริงๆ

“ทุกวันนี้คนแอ็กทีฟตามกันไปหมด อยากแต่งตัวแบบนี้ อยากถ่ายรูปตรงนี้ ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง เมื่อไม่ได้ดังที่ตั้งใจก็เป็นสภาวะเครียด บางทีก็ไม่ต้องเสพมันมากก็ได้ เสพเป็นการเปรียบเทียบเราด้อยกว่าอย่าเสพ เราจะได้เป็นตัวของเราเอง เราอยากแต่งตัวแบบนี้ก็เป็นสไตล์เรา เราอยากไปนี่ก็เป็นแบบเรา

“ติ๊กไม่ค่อยไปตามที่เขาโพสต์กันในโซเชียล เราเป็นตัวของเราเอง มีความสุขของเราเอง เราหาได้พอใจกับตัวเอง เราพอเพียงในขอบเขตเราจริงๆ เรามีความสุขกับสิ่งที่อยู่รอบตัว เราได้เจอมัน ไม่ต้องแบบคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ไม่ต้องเปรียบกับใคร”

บางทีการใช้ชีวิตให้ง่าย ก็สามารถเจอความสุขง่ายๆ เพียงลืมตาตื่นนอน เพียงก้าวออกจากประตูบ้าน เพียงเปิดโลกใบใหม่จากที่คุ้นเคยเดิมๆ เพียงเข้าใจในความต้องการของตัวเอง และหามันให้เจอ…

 

โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ ความเปล่งประกายของแบรนด์จัสมิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2560 เวลา 08:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490749

โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ ความเปล่งประกายของแบรนด์จัสมิน

โดย…ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สิ่งที่แบรนด์จัสมินยึดถืออยู่เสมอ คือทำให้ทุกคนเมื่อได้เข้ามาภายในร้านจะต้องรู้สึก “ภาวะไร้แรงกดดัน”  ไม่ว่าใครก็ตามต้องไม่รู้สึกว่าตัวเองนั้นตัวเล็ก รู้สึกเกร็ง หรือกดดัน นี่คือวิสัยทัศน์ของร้านเพชรจัสมิน (JASMIN) ชื่อยี่ห้อบ่งบอกสัญชาติไทยแท้โดยชัดเจน ร้านหรูหราโดดเด่นในแบบไม่เกรงคู่แข่งแบรนด์อินเตอร์ที่ผุดเรียงรายบนศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ผู้บริหารอายุยังน้อย โสภาพรรณ ทรัพย์มณีอนันต์ รองประธานกรรมการบริหาร จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป อธิบายว่า ไม่ได้มองจิวเวลรี่เป็นแค่เพียงเครื่องประดับ แต่คืองานศิลปะช่วยเพิ่มความสวยงามและเสริมสร้างความมั่นใจ สร้างความสุข และความสบายใจให้กับผู้สวมใส่

โสภาพรรณ บอกพร้อมรอยยิ้มสดใสกันเองว่า “แม่ค้าขายเพชร” ร้านนี้จึงทำหน้าที่เป็นปรึกษาให้ทุกคนที่เดินเข้ามาอย่างเป็นกันเอง ไร้ภาวะกดดันให้คนต้องซื้อจนรู้สึกอึดอัด ความพยายามส่งความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ผ่านอัตลักษณ์ของแบรนด์ ส่งให้บริการภายใต้บรรยากาศของร้านโชว์ความเรียบหรู จริงใจ และเป็นกันเอง กลายเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น

ทุกคนเปล่งประกายได้ทุกวัน

“ทุกคนคือคนพิเศษมีเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร…”  โจทย์นี้จึงเป็นความภูมิใจ ความท้าทาย ที่ได้ช่วยคนมาเลือกเพชรค้นหาเครื่องประดับล้ำค่าให้ได้เหมาะกับความต้องการ เพื่อเผยความพิเศษซึ่งในแต่ละคนไม่ซ้ำกัน และให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ มีความสุขกับตัวเองในทุกๆ วัน

“รสนิยมการเลือกเครื่องประดับก็ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้วนะคะ ร้านมีลูกค้าหลากหลาย คนต่างชาติที่เข้ามาก็จะขอดูเพชรที่เรียกว่า DIF เพชรไร้ตำหนิขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ดีที่สุด ถ้าไม่มีก็จบ แต่ถ้ามี ราคาหลักสิบล้านบาทแม้เป็นลูกค้าขาจรก็ตัดสินใจซื้อเลยก็เคยมีค่ะ แต่คนไทยไม่ซีเรียสว่าเพชรน้ำต้องขาวบริสุทธิ์สวยที่สุดเท่านั้น ทำให้กลายเป็นเสน่ห์ของธุรกิจสายนี้ คือการคุยกันแล้วถูกคอเอ็นจอยก่อนแล้วจึงตัดสินใจ ร้านเพชรไม่ได้ขายของอย่างเดียวนะคะ ธุรกิจนี้ขายเซอร์วิสติดให้ไปด้วยค่ะ เริ่มตั้งแต่การพูดคุยใส่ใจทุกๆ คน แล้วเมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราก็รับได้ทั้งหมด

ซึ่งไม่ได้ยากเกินความสามารถ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) จัสมินมีโรงงานผลิตอัญมณีเป็นของตัวเอง ดีไซน์แบบหรือปรับเปลี่ยนตามที่ลูกค้าต้องการได้ทั้งหมดค่ะ การบริการในเรื่องไทมิ่ง คนจ่ายเงินไปแล้วก็ย่อมอยากได้ของเร็วๆ เราก็สามารถกำหนดเวลาให้ได้เร็วขึ้นค่ะ คนซื้อก็ต้องอยากใสของสวยๆ เร็วๆ นะคะ”

โสภาพรรณ ผู้บริหารแบรนด์รุ่นสองแบรนด์จัสมิน เพชรอยู่ในวงการอัญมณีกว่า 50 ปีแล้ว สไตล์ร้านเพชรยี่ห้อไทยเน้นความหรูหราลักซ์ชัวรี่ไม่แพ้แบรนด์นอก และในความหรูระยิบระยับมีความอบอุ่นแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

“ดิฉันเน้นพนักงานเสมอค่ะ  ซึ่งพนักงานหลักใครเดินเข้ามาต้องมีโอกาสได้เจอมากกว่าไม่เจอเสมอ ก็คือดิฉันนี่ละค่ะ (บอกพลางหัวเราะชอบใจ) ดิฉันเน้นบริการให้คนเดินเข้าร้านเราที่บอกไว้คือต้องไม่รู้สึกว่าตัวเล็ก สิ่งที่แบรนด์จัสมินยึดถือจะต้องรู้สึกภาวะไร้แรงกดดัน เราใส่ใจตั้งแต่โทนสีของการตกแต่งร้านสีน้ำเงินอมเทานิดๆ ซึ่งเป็นโทนให้ความรู้สึกมั่นคงอบอุ่น สีนิ่งๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

ดิฉันชอบพูดคุยทั้งลูกค้าขาประจำ หรือคนซื้อเพชรหน้าใหม่ก็พูดคุยกันได้สนุกค่ะ (ยิ้ม) เกี่ยวกับเพชร คนซื้อของราคาสูงย่อมต้องการของดีที่สุด แต่บางคนอาจไม่มีข้อมูลเรื่องอัญมณี ก็เปิดมินิคอร์สแนะนำกันเต็มที่กันได้เลย ร้านมี 2 สาขาค่ะ ที่ ดิ เอ็มโพเรียม อีกแห่งที่โรงแรมดุสิตธานีคุณพ่อบุกเบิกไว้เป็นร้านแรก คุณพ่อสนุกกับการทำงานค้าขายเพชร เป็นภาพในความทรงจำของดิฉันก็ว่าได้ค่ะ เพชรคือเครื่องประดับยอดนิยมมากๆ พ่อไปเปิดร้าน 8 โมงเช้ากว่าจะกลับถึงบ้านก็เที่ยงคืนไปแล้ว

ซึ่งทุกวันนี้คุณพ่อก็ประจำอยู่ที่ร้านดุสิตนะคะ พ่อรักในอาชีพนี้ ก็ส่งทอดความรักนี้มาสู่รุ่นลูก พี่ชายของดิฉันเริ่มเข้ามาต่อยอดกลุ่มคนที่เริ่มอิ่มกับเพชร หันมาสะสมพลอย เช่น ไพลิน มรกต ทับทิม แล้วสิ่งที่ท่านเน้นเสมอคือธุรกิจต้องทำให้ได้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ครอบครัวเราเหมือนถูกกำหนดให้เดินมาทางสายอัญมณีแล้วนะคะ ก็มีญาติที่มีโรงงานเผาพลอย ก็ลงตัวกับการที่พี่ชายเริ่มทำธุรกิจค้าพลอยเพิ่มไลน์เข้ามาด้วยค่ะ การมีโรงงานทำให้เราควบคุมต้นทุนและราคาได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือทำให้เราไม่พลาด คุณพ่อส่งคัมภีร์ในเรื่องนี้ให้แก่รุ่นลูกๆ ค่ะว่าขายดีไม่ดีมีผลเสียน้อยกว่า ซื้อของมาขายผิด

ความจริงใจคือที่สุดของธุรกิจที่ไม่ได้ขายของแค่บาทสองบาท บางชิ้นขึ้นหลักหลายสิบล้านบาทเป็นมรดกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น พ่อสร้างสมดีมาขนาดนี้ถ้ามาเสียรุ่นลูกก็เป็นเรื่องที่รุ่นเราคอนเซิร์น คุณภาพจึงเป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจตลอดเวลา

ดิฉันคลุกคลีอยู่กับเครื่องประดับทุกๆ ชิ้นในร้าน ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลยค่ะ ถึงขายไม่ได้แต่เมื่อมองไปที่เครื่องประดับคุณภาพเยี่ยมงดงาม ก็มีความสุขแล้วนะคะ ไม่ใช่มองไปเจออะไรก็ไม่รู้นะที่อยากจะขายมันออกไปเร็วๆ ของแบบนี้สู้ไม่มีในร้านดีกว่าค่ะ ของในร้านทุกชิ้นต้องล้ำค่าในตัวเองค่ะ”

โสภาพรรณ บอกพลางรอยยิ้มสดใสกันเอง ดูสบาย กลายเป็นเสน่ห์ของร้านเพชรแบรนด์หรูหรา

เปล่งประกายบ่งบอกตัวตน

ใครชื่นชอบความเรียบง่ายไม่ไหวติงตามกระแสแฟชั่น ลองเริ่มต้นที่เพชรรูปทรงกลม-Round Brilliant Cut ความเรียบง่ายของเพชรทรงกลม นำมาสวมใส่ได้หลายโอกาส สื่อความเป็นสาวใจดีอารมณ์เย็นบุคลิกอ่อนหวาน นุ่มนวล อบอุ่น และมองโลกในแง่ดี โสภาพรรณ บอกเลือกเพชรรูปทรงนี้เลย แล้วแนะนำคล่องแคล่วแบบนี้แต่ก็เพิ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเมื่อ 2-3 ปีนี้เอง

หลังเรียนจบปริญญาตรีสะสมประสบการณ์เปิดโลกการทำงาน ฝ่ายการตลาดที่ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง และอินเทิร์นในเอเยนซีระดับชาติ จากนั้นจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการตลาด มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงที่ได้ไปฝึกงานกับร้านจิวเวลรี่ที่นั่น ซึ่งทำให้เกิดคำถามกับตัวเองในเรื่องการงาน

“ใช้เวลา 3 เดือนก่อนบินกลับ คือคำถามไม่รู้ว่าเราชินเห็นทุกวันกับจิวเวลรี่ หรือเรารักมันล่ะ? จุดเริ่มต้นฝึกงานที่ร้านเครื่องประดับเขาให้เราช่วยเรื่องงานออกแบบ ซึ่งไม่ใช่เพชรจ๋าแบบในเมืองไทย แต่เป็นอัญมณีผสมกับนิล ปะการัง พอได้ทำก็รู้สึกว่าเราก็ทำได้นี่ แต่เหตุผลที่สุดของชีวิตคือดิฉันเป็นคนบ้างานมาก งานคืออันดับหนึ่ง ครอบครัวจึงกลายเป็นเรื่องรองไปโดยปริยาย ขณะที่เราก็อายุมากขึ้นทุกวันและพ่อแม่ก็เช่นเดียวกันนะคะ แล้วถ้าเป็นแบบนี้จะกลายเป็นอนาคตที่เราเสียใจไหม? ถามตัวเองก็ได้คำตอบว่าเสียใจนะ เพราะฉะนั้นก็ควรกลับมาทำงานอยู่กับครอบครัว

กลับจากสหรัฐไม่นานค่ะ แค่ครึ่งปีก็ได้งานใหญ่คือได้ช็อปที่ ดิ เอ็มโพเรียม จำได้ว่าได้พื้นที่วันจันทร์ห้างต้องเปิดวันศุกร์ 3 วันค่ะ (หัวเราะ) ดิฉันต้องเสกเนรมิตร้านนี้ขึ้นมาให้ได้ ต้องจัดเครื่องประดับในสต๊อก 400 ชิ้นที่ต้องผ่านตาดิฉันจดจำให้ได้ทุกๆ ชิ้นเลยค่ะ โหดตรงนี้ (ว่าแล้วก็หัวเราะอีก) ใช้วิธีสเกตช์ลงสมุดไม่ใช้การถ่ายรูปด้วยนะคะ เพราะการถ่ายๆ ไปเรื่อยๆ จำไม่ได้แม่นเท่าการวาดมือหรอกค่ะ ทุกอย่างผ่านตาผ่านมือเรามากกว่า แล้วเป็นนิสัยการทำงานของเราด้วยค่ะ ชอบจดทุกอย่างลงสมุดมากกว่าบันทึกในโน้ตแพด ดิฉันเชื่อว่าระบบมือเร็วทันใจกว่า

ก้าวต่อไปก็คงไปพร้อมร้านนี้คือสร้างดีไซน์ที่เป็นยูนีค เอกลักษณ์ของเรา คือ “Everyday Shining ทุกคนเปล่งประกายได้ทุกวัน” ทุกคนมีค่าอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และคงความคลาสสิกเอาไว้ด้วยค่ะ เพราะคือสิ่งที่ทำให้เพชรอยู่ได้ตลอดกาล”

ถ้าเพชรเปรียบเสมือนนางเอก นางเอกของแต่ละคนก็สวยไม่เหมือนกัน โสภาพรรณ บอกพร้อมไม่ลืมรอยยิ้มในฐานะเจ้าของร้านเพชรก็ขอเลือกเพชรรูปทรงสี่เหลี่ยมมรกต-Emerald Cut เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูง เรียนรู้เร็ว คิดวิเคราะห์ไว เป็นนักคิด นักวางแผนตัวยง มีความกระตือรือร้นเปี่ยม

เพชรทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสื่อถึงความค่อนข้างทรงอิทธิพล ตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์ มีศักยภาพสูง หัวแข็งโดยเฉพาะกับเรื่องของความคิด หรือสิ่งที่วางแผนไว้ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตรงกับผู้บริหารหญิงคนนี้อย่างที่สุด

 

ฐาปกรณ์ สุจริตอภิรักษ์ ออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อชีวิตโฟลว์ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/490605

ฐาปกรณ์ สุจริตอภิรักษ์ ออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อชีวิตโฟลว์ๆ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เมื่อนึกถึงการออกแบบแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายไปในแนวทางแฟชั่นไปเลย หรือไม่ก็การออกแบบบ้าน แต่ถ้าเป็นเรื่องของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์อาจจะนึกภาพไม่ค่อยออกเท่าใดนัก วันนี้เราได้ไปสัมภาษณ์ชายหนุ่มวัย 35 ปี ที่ทำงานทางด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์มานานกว่า 10 ปี เป็นอาชีพที่เขาทำงานตามสายงานที่ได้ร่ำเรียนมา เป็นอาชีพเดียวที่เขาทำนับตั้งแต่จบการศึกษา

ฐาปกรณ์ สุจริตอภิรักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์แบรนด์ โฟลเวิร์ก (Flowork) ของ บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เหล็กและเฟอร์นิเจอร์ไม้ชั้นนำของไทย เขาจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม ออกแบบผลิตภัณฑ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยจบเอกด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์  ระหว่างเรียนมีการประกวดออกแบบ เขาได้รางวัลชมเชยจากการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สนามทำจากหวาย ให้กับบริษัท ฮาวายไทย

เขาจะถนัดการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ โดยจะปรับให้เหมาะสมกับการผลิตแบบจำนวนมาก รวมไปถึงการวิเคราะห์และออกแบบเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการออกแบบเพื่อรองรับพฤติกรรมในการใช้งานในการทำงาน และในสำนักงาน เฟอร์นิเจอร์เพื่อชีวิตโฟลว์ๆ ของคนออฟฟิศ

ด้วยความเข้าใจในความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง เขาจึงพยายามจะออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อมุ่งตอบโจทย์เฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศที่ลงตัวทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน

เขาบอกว่าโดยทั่วไปพนักงานใช้เวลาทำงานในออฟฟิศโดยเฉลี่ย 8-10 ชั่วโมง/วัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก ดังนั้น เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ในออฟฟิศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำองค์กรรุ่นใหม่หันมาให้ความใส่ใจทั้งในเรื่องของคุณภาพและดีไซน์กันมากขึ้น จึงคิดค้นแบรนด์ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างดีที่สุด มุ่งเน้นการผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพเยี่ยมสำหรับการใช้งานในออฟฟิศ จึงเป็น One Stop Service สำหรับมัณฑนากร ตอบทุกโจทย์ความต้องการของเฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฐาปกรณ์ กล่าวว่า ในการดีไซน์เฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศ นอกจากเรื่องของความสวยงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงขนาดพื้นที่และการใช้งานจริงด้วย เช่น โต๊ะทำงาน ต้องมีช่องสำหรับเดินสายไฟ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีพื้นที่ในการวางเอกสารและจัดเก็บอุปกรณ์ที่จำเป็น และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญมากก็คือเก้าอี้ พนักงานออฟฟิศใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดังนั้น เก้าอี้ที่ดีจะต้องออกแบบมาเพื่อท่านั่งที่ถูกต้อง ช่วยประคองหลัง ทำให้นั่งสบาย ลดการเป็นออฟฟิศซินโดรม

สำหรับโฟลเวิร์ก เฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศที่ผ่านการดีไซน์และการผลิตด้วยความใส่ใจในทุกขั้นตอน นอกจากจะเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารแล้ว ยังส่งผลต่อความสุขของคนทำงาน และช่วยให้การดำเนินงานภายในองค์กรเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่นอีกด้วย

ไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขานั้น อันดับหนึ่งในดวงใจเลยก็คือ กษัตริย์นักพัฒนา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทย ผู้ที่เป็นนักคิดและนักพัฒนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย “พระองค์ท่านมีบทบาทในชีวิตผมมากๆ ในตอนมัธยมปลายผมได้ศึกษาเรื่องกังหันน้ำชัยพัฒนาอย่างจริงจัง เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจเลยว่าอยากเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ อยากออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งาน” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

เมื่อเข้ามาเรียนแล้วก็ได้เจอไอดอลอันดับที่สอง อาจารย์ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ จากการที่เขาได้เรียนวิชาความรู้จากอาจารย์ และได้อาจารย์คอยให้คำแนะนำในเรื่องของหลักการทำงาน วิธีการทำงานออกแบบ ให้คำปรึกษาทั้งในเรื่องของการออกแบบและเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตในฐานะนักออกแบบ

ในการทำงาน เขายึดหลักการทำงาน 23 ข้อ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางในการทำงานเป็นหลัก พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน ทรงมีมุมมองที่กว้างไกลทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง

“ผมเป็นคนชอบมีทีมงานเป็นคนที่เก่งๆ เก่งกว่าได้ยิ่งดีเลย เราทำงานกันเป็นทีม เรียนรู้กันและกัน ยิ่งทำงานกับคนเก่ง เราก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ และหลักการบริหารงานของผม คำว่าทีมสำคัญที่สุด ทุกคนต้องสามารถรู้เรื่องงานของแต่ละคนได้ เน้นให้มีการแชร์การทำงานกันเสมอ

ที่สำคัญคือหลักการ Work Life balance ที่ใช้โดยตลอดครับ โดยในทีมจะเน้นการทำงานแบบรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จ ไม่อนุญาตให้อยู่ทำงานหลังเลิกงานครับ อันนี้ห้ามโดยเด็ดขาด เพราะต้องการให้เอาเวลาที่เหลือไปใช้ให้เกิดประโยชน์อื่นๆ เช่น เรียนรู้ พักผ่อน อยู่กับครอบครัว”

การทำงานต้องเป็นระบบ ที่เริ่มจากการศึกษาหาข้อมูลจากวงกว้างก่อน เพื่อให้เขามีข้อมูลโดยรวม จากนั้นค่อยทำการวิเคราะห์แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ ทีละจุดๆ โดยที่เขาต้องพยายามมองผลกระทบให้ครอบคลุมกับทุกข้อมูลที่มีมาทั้งหมดด้วย

เนื่องจากเขาต้องคอยตรวจเช็กก่อนว่าการออกแบบนั้นเหมาะสมกับกระบวนการผลิตภายในโรงงานหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้ตีกรอบจำกัดอยู่แค่ความสามารถในการผลิตของโรงงานอย่างเดียว หากมีชิ้นส่วนในการออกแบบที่จำเป็นต้องมี แล้วเขาวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าแล้ว ก็จะหาผู้ผลิตที่สามารถทำได้มาผลิตให้ เพราะเขาคำนึงถึงการออกแบบสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเป็นหลัก

เรื่องการออกแบบนั้นมีตันหรือไม่นั้น เขาตอบว่ามีบ้างเหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นขั้นตอนที่ทำการผลิตตัวอย่าง ที่ผลิตออกมาแล้วไม่ได้ตามที่ได้วิเคราะห์และออกแบบไว้ อาจจะเนื่องจากเทคโนโลยีในการผลิต หรือจากการทดลองใช้งาน ทำให้บางทีแทบจะไปต่อไม่ถูกเลย เพราะว่าเป็นแบบที่มีการกลั่นกรองแล้วพอสมควร พอทำไม่ได้เลยเหมือนแทบจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนตอนออกแบบจะเป็นตอนที่สรุปโจทย์ไม่ลงตัว ส่วนมากจะมาจากข้อมูลความต้องการที่เรามีนั้นมากเกินไป ทำให้ต้องคิดการออกแบบที่ตอบสนองหลายอย่างเกินไป เลยทำให้โจทย์กว้างมาก ทำไปเรื่อยๆ ก็จะเจอแต่ปัญหาให้แก้ไขที่เพิ่มเข้ามา ส่วนมากเลยต้องวนกลับมาตั้งโจทย์ใหม่อีกครั้ง และพยายามลดทอนให้เหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

โชคดีว่าอยู่บริษัทแบบนี้แม้มีกรอบในการออกแบบ แต่ก็อิสระในการคิดพอสมควร เพราะที่บริษัทนี้ให้อิสระในการคิดกับเขามาก โดยทางทีมขายและการตลาดจะใส่ใจกับเรื่องที่ว่า งานที่ออกแบบมานั้นตอบโจทย์ความต้องการและข้อมูลที่ให้ไปได้แค่ไหน และมีจุดเด่นที่อะไร และให้ความสำคัญกับการทดลองใช้งานจริงมากกว่าที่จะมาจำกัดการออกแบบด้วยงบประมาณหรือต้นทุน เนื่องจากเขาดูแลครอบคลุมในส่วนของต้นทุนอยู่แล้วในขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งทางบริษัทก็เชื่อใจและมั่นใจในประสบการณ์ทำงานของเขาพอสมควร เลยทำให้เขาสามารถทำงานออกแบบที่มีประสิทธิภาพที่ดีออกมาได้จริง ไม่ใช่ฝันอยู่แค่บนกระดาษออกแบบเท่านั้น

สำหรับการออกแบบที่ดีในความคิดเขานั้นคือเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงภาพโดยรวมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องตอบโจทย์ให้ได้ครอบคลุม และคิดถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวของชิ้นงานที่เขาจะออกแบบ เพื่อให้สามารถเข้ากันได้อย่างลงตัว ทั้งในตอนที่มีการใช้งาน และไม่ได้มีการใช้งาน โดยเขามีคติประจำใจว่า สินค้าที่คุณออกแบบ ไม่ได้อยู่เพียงชิ้นเดียวในห้องเปล่าๆ ดังนั้นหากเขาจะเป็นนักออกแบบที่ดีเขาต้องไม่คิดถึงแค่งานออกแบบของเขาอย่างเดียว และถ้ายิ่งคิดถึงการลดภาระให้กับสภาพแวดล้อมได้ก็จะดีมากขึ้น

ซิกเนเจอร์ที่เป็นการออกแบบที่บ่งบอกถึงตัวเขาเอง อยู่ที่รายละเอียดข้างใน ภายนอกส่วนมากจะดูเรียบง่าย แต่ภายในจะประกอบไปด้วยหลายๆ ชิ้นงาน ที่มีการออกแบบมาให้รองรับกันและกัน ส่วนมากงานออกแบบจะออกแบบมาในแนวทางรองรับพฤติกรรมการใช้งานให้ได้หลายๆ รูปแบบ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปมาได้ในตัว และรูปแบบที่สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมได้กลมกลืนกัน

เขาบอกว่าเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค เขาพยายามที่จะให้พลังใจตัวเอง ด้วยการพยายามมองบวกเข้าไว้ ส่วนมากก็จะคิดว่าเขาคงสื่อสาร ทำให้คนอื่นไม่เข้าใจเพียงพอ และยังพยายามไม่มากพอ ยังเก่งไม่มากพอ เลยทำให้ยังเจอกับอุปสรรคอยู่ แต่ถ้าเจออุปสรรคที่ไม่สามารถแก้ไขเลย ก็จะยอมถอยหลังมาหนึ่งก้าว เพื่อมองภาพรวมก่อน ค่อยก้าวเข้าไปใหม่ เขาคิดว่าถ้าพยายามมองบวกเข้าไว้ ใจเย็น และคิดให้รอบคอบอย่างมีสติ อุปสรรคถูกแก้ไข หรือทุเลาลงได้

 

หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ ดร.ณัชร สยามวาลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2560 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/489945

หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ ดร.ณัชร สยามวาลา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เวทีเป็ดเปลี่ยนโลกได้คัดเลือกเป็ด 14 คน ขึ้นไปพูดเรื่องที่ตัวเองถนัด ว่าด้วยสิ่งที่ทำจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้อย่างไร หนึ่งในนั้นคือ ดร.ณัชร สยามวาลา ผู้ที่ถูกจั่วหัวว่า นักเขียน นักดาบ ผู้ค้นพบว่าสุดยอดการต่อสู้คือ การต่อสู้ภายใน

เขาเริ่มศึกษาเรื่องการเจริญสติตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันเป็นนักเขียนและวิทยากรหัวข้อ “สติกับการพัฒนาภาวะผู้นำและทรัพยากรบุคคล” หรืออย่างเวทีเป็ดเปลี่ยนโลกนับเป็นเวทีทอล์กโชว์ครั้งแรก ซึ่งเขาได้ยกเรื่องการสื่อสารภายในขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ

“การสื่อสารภายใน หมายถึง การตั้งความฝัน พูดกับตัวเอง ความคิด และการเจริญสติสมาธิ เพราะการที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลกจะต้องเริ่มจากการสื่อสารภายในอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารสามารถเปลี่ยนโลกได้จริง ดังนั้นทุกคนต้องเริ่มจากการตั้งความฝันว่าจะทำอะไร”

การเจริญสติเบื้องต้นจะทำให้ตนรู้ทันใจตัวเองมากขึ้น เป็นทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น แต่จะได้ผลดีที่สุดหากฝึกเป็นเวลานาน จะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ถึงระดับโครโมโซม และจะทำให้ค้นพบศักยภาพภายในที่ตนยังไม่รู้ว่ามี

การเจริญสติทำให้เขามีพลังให้สามารถอ่านหนังสือ 365 เล่ม ใน 365 วัน และทำให้กล้าทำความดี เช่น กล้าเปิดเพจเฟซบุ๊ก (ดร.ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD) ซึ่งต้องทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ กล้าพูดให้กำลังใจทหารหนุ่มที่บาดเจ็บ และกล้าที่จะถวายหนังสือเขียนแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9

“การทำสติยังทำให้เรารอดตาย” เขากล่าวต่อ “หลังจากเข้ารับการผ่าตัดและมีโอกาสที่จะไม่รอดชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว แต่ช่วงวินาทีนั้นระหว่างความเป็นและความตาย สติที่ฝึกมาแล้วในระดับชาวบ้านธรรมดามันเข้ามาช่วยเราในช่วงรอยต่อที่กำลังจะตายได้อย่างดีเลย

ถ้าถามว่าหากตายตอนนั้นจะไปดีไหม ไปดีแน่นอนเพราะจิตสงบนิ่งเหมือนทะเลยามเช้าแม้ว่าร่างกายจะเจ็บปวดก็ตาม เหมือนกับว่ามีธรรมะมาสอนตอนที่กำลังจะตาย และเกิดความรู้ความเข้าใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้เห็นอริยสัจสี่ สองข้อคือทุกข์และสมุทัย และทำให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ที่เจ้าชายสิทธัตถะบรรลุธรรมเป็นเรื่องจริงและพิสูจน์ได้จริง เพราะกระบวนการนั้นเป็นไปได้จริงๆ คนเรามักมองพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธรูป แต่แท้จริงแล้วพระองค์เป็นคนธรรมดาที่สามารถตรัสรู้และบรรลุธรรม ดังนั้นทุกคนจึงสามารถเป็นเช่นนั้นได้หากได้รับการฝึกเจริญสติ”

เป้าหมายในชีวิตของเขาคือ การเผยแพร่การเจริญสติให้คนเข้าใจ จับต้องได้ เข้าถึงง่าย และให้คนรับรู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ซึ่งหลายคนมองว่า ดร.ณัชรเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ แต่เบื้องหลังพลังมหาศาลเหล่านั้นเป็นเรื่องของสติล้วนๆ

การเจริญสติไม่ใช่เป็นการนั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว แต่สามารถฝึกสติได้ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน กล่าวคือ รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร รู้การเคลื่อนไหวของกาย ไวต่อการเปลี่ยนแปลง และรู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันใจในปัจจุบันขณะ และเมื่อกำลังสติและสมาธิสมส่วนเมื่อไหร่ ปัญญาทางโลกและปัญญาทางธรรมจะผุดขึ้นมาเอง

“เวลาเข้าไปร้านหนังสือจะเห็นเรื่องฮาวทูเยอะมาก ทั้งการพัฒนาตัวเอง ทำอย่างไรให้มีความสุข ทำอย่างไรให้ร่ำรวย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนต้องการพัฒนาตัวเอง คนต้องการความสุขในชีวิต แล้วอะไรล่ะคือความสุข ความสำเร็จ เราจึงนำเรื่องสติและเรื่องทางธรรมะมาตอบ”

ยกตัวอย่างหนังสือเรื่อง ออกกำลังใจ เกี่ยวกับวิธีการหาความสุขง่ายๆ ในชีวิตประจำวันในมุมมองของการฝึกสติที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ทันที และเรื่อง สำเร็จทางโลกเพราะสุขทางธรรม เกี่ยวกับธรรมวิทยาศาสตร์ หลังจากได้เรียนทางไกลด้านศาสตร์แห่งสุข (The Science of Happiness) กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เพราะการทำทาน การให้ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย สุขภาพ สมอง และความอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ในระดับชีววิทยา

เมื่อย้อนกลับไปในประวัติการศึกษา ดร.ณัชร เป็นแค่เด็กนิเทศศาสตร์คนหนึ่ง ที่รู้ว่าชอบอะไรเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ ขณะเดียวกันก็จะชอบรู้เรื่องนอกคณะ เริ่มจากการเป็นเด็กศิลป์-ภาษาที่มีความฝันอยากเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ แต่คณะนิเทศศาสตร์ในสมัยนั้นเปิดรับทักษะของเด็กสายวิทย์-คณิต เขาจึงตัดสินใจลงติวคณิตศาสตร์ 2 เดือนก่อนสอบ และเลือกคณะนิเทศศาสตร์เป็นอันดับ 1 ปรากฏว่าสามารถเข้าคณะที่ตั้งใจได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในสายศิลป์-คำนวณ

“ที่มาของการเป็นเด็กนิเทศเป็นเรื่องสนุก เพราะไปด้วยความบ้าบิ่น ไปด้วยใจล้วนๆ และความฝันที่อยากเขียนลงหนังสือพิมพ์ก็เป็นจริงตั้งแต่ปี 1 ได้ลองเขียนประสบการณ์รับน้องเป็นภาษาอังกฤษส่งไปที่เครือบางกอกโพสต์ และได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ ดังนั้นถ้าเด็กอยากเป็นอะไร ผู้ใหญ่ควรให้การสนับสนุน เพราะถ้าเขารักที่จะทำอะไรและได้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช่จะช่วยกล่อมเกลาให้เขากล้า”

เมื่อเข้าสู่การศึกษาปริญญาโท เขาตัดสินใจไปสหรัฐ เพื่อศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์และการทูต โรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด และนับเป็นอีกครั้งที่เขาพิสูจน์ได้ว่า หากมีความฝัน มีแรงบันดาลใจอันแรงกล้า และตั้งใจทำอย่างจริงจัง สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ก็จะเกิดขึ้นกับคนคนนั้น

นอกจากนี้ เขาได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นครั้งใหม่หลังจากทำงานไปได้ราว 10 ปี ว่า เริ่มสงสัยใคร่รู้ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมจากการได้เห็นคนรอบข้างทำให้ดู

“ได้ลองไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกที่บ้านไรวา ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าเราได้เจอวิชาที่สุดยอดมาก เราเรียนมาหลายสาขาแต่ไม่มีสาขาไหนที่น่าตื่นเต้นเท่าสาขานี้ เพราะการปฏิบัติธรรมคือวิชาการใช้ชีวิต จะทำยังไงถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความทุกข์น้อยลง

จำได้ว่าเมื่อกลับจากคอร์สปฏิบัติแล้วมาอยู่ในสิ่งแวดล้อม แต่ตัวเรากลับมีความสุขมากขึ้น และนอกจากจะมีความสุขแล้วยังโกรธด้วยว่า ทำไมประเทศไทยไม่ทำให้วิชานี้เป็นสิทธิพื้นฐานของคนทั้งประเทศ เพื่อคนไทยจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

การปฏิบัติธรรมคือ การลงมือทำอย่างพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตื่นจนนอน แต่เป็นวิชาที่ยากและจำเป็นต้องมีอาจารย์ดี เขาค้นพบอาจารย์เหล่านั้นที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ที่ได้กลับไปปฏิบัติธรรมบ่อยครั้ง เหมือนคนทั่วไปที่ติดใจในรสชาติของอาหารแล้วอยากกลับไปกินที่ร้านเดิมบ่อยๆ นอกจากนี้ ดร.ณัชรยังมีความประสงค์เผยแพร่วิชานี้ไปสู่คนทั่วไปในฐานะนักนิเทศศาสตร์

“อยากทำโฆษณาให้การวิปัสสนา โดยพระพุทธเจ้าไม่ต้องจ้าง แต่เราเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่หลวงปู่หลวงตาที่คนรู้จักแล้วใครจะเชื่อ จึงเป็นที่มาให้อยากไปเรียนปริญญาเอกต่อในสาขาวิปัสสนา เพื่อพิสูจน์ว่าการวิปัสสนานั้นดีอย่างไร มีความเป็นสากล ข้ามกาลเวลา ข้ามทวีป และทุกคนสามารถใช้ได้อย่างไร”

ก่อนไป ดร.ณัชรคิดที่จะทำวิทยานิพนธ์หัวข้อ “การวิปัสสนากับเซน” เพราะเซนคือวัฒนธรรมที่อยู่ในชีวิตจิตใจของคนญี่ปุ่น เรียกได้ว่าการเจริญสติหรือการวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน คือสิ่งที่อยู่ในทุกศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น ประกอบกับได้รู้จักการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหวแบบเซน และการฝึกดาบซามูไรโดยบังเอิญ เขาจึงได้เรียนรู้และฝึกฝนการฟันดาบภายใต้การเจริญสติ

จากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น และทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “บทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำในซามูไรโบราณของญี่ปุ่น”

เขายังได้เพียรฝึกฝนการฟันดาบอย่างจริงจัง จนได้เป็นนักกีฬาทีมชาติไทยลงแข่งชิงแชมป์โลก และได้กลับมาเขียนหนังสือเรื่อง วิถีดาบ วิถีเซน อย่างที่ตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่ม

“การวิปัสสนาจะช่วยขัดเกลาและกล่อมเกลาเราไปให้เรากลายเป็นผู้ให้มากขึ้น อยากช่วยเหลือคนมากขึ้น และในที่สุดสิ่งที่อยากทำทุกอย่างก็ได้ทำ ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จบปริญญาเอกด้านสังคมวิทยา ได้เขียนหนังสือ ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องของการมีศีลและการฝึกเจริญสติ ถ้ามีสองสิ่งนี้ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็จะสำเร็จ”

ปัจจุบัน ดร.ณัชรใช้ชีวิตเต็มที่มาตลอด 50 ปี โดยไม่มีวันไหนที่เขาไม่นึกถึงความตาย เพราะเมื่อตนไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร คำพูดที่ใช้กับคนที่รัก หรือการกระทำที่มีต่อเขาจะอ่อนโยนและจริงใจอย่างเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

“คำขวัญประจำใจของตัวเองเป็นสุภาษิตของเซนประโยคหนึ่งคือ อิจิโกะ อิจิเอะ หมายความว่า หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ มันเป็นประโยคอันทรงพลังที่ทำให้รู้ว่า เราต้องทำให้การพบกันทุกครั้งกับทุกคนกับทุกกิจกรรมเป็นครั้งที่ดีที่สุด เพราะทุกครั้งคือครั้งเดียวเสมอ และโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นอีกอาจไม่มีอีกแล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

ฉะนั้น หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ ไม่ว่าจะทำอะไร จงทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ทำ และนั่นเป็นครั้งเดียว ณ ขณะนั้นก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลง