โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ ผู้ส่งต่อศิลปะแห่งเรือนเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/489373

โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ ผู้ส่งต่อศิลปะแห่งเรือนเวลา

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เพราะเชื่อว่าเรือนเวลาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจ ความประณีตในการสร้างสรรค์ไม่ต่างกับงานศิลปะ จึงไม่แปลกที่โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) ผู้นำแห่งโลกของเครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะร่วมเป็นผู้สนับสนุนรองอย่างเป็นทางการในงานอาร์ต บาเซิล ตั้งแต่ปี 2013 และยังร่วมกับศิลปินชื่อดังเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่น่าประทับใจมาโชว์ ณ เลานจ์ของแบรนด์ในงาน “อาร์ต บาเซิล 2017” ซึ่งจัดขึ้น ณ คอลเลกเตอร์ เลานจ์ คอนเวนชั่น แอนด์ เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ประเทศฮ่องกงอีกด้วย

เลานจ์ของโอเดอมาร์ส ปิเกต์ในปีนี้ โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็นด้วยผลงานประติมากรรมต้นไม้ “Second Nature” โดยเซบาส เตียน เออร์ราซูริส โดยผลงานชิ้นนี้จะจัดแสดงเป็นซีรี่ส์ให้เห็นพัฒนาการการเติบโตในแต่ละยุคของต้นไม้ โดยจะหมุนเวียนไปโชว์ในงานอาร์ต บาเซิลทั้ง 3 เมือง ได้แก่ ฮ่องกง บาเซิล และไมอามี เปรียบเหมือนจิตวิญญาณของโอเดอมาร์ส ปิเกต์ที่ถ่ายทอดเป็นมรดกจากเจเนอเรชั่นสู่เจเนอเรชั่น ไม่ต่างกับต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกภายใต้ผืนดินพร้อมขยายกิ่งก้านสาขาและผลิใบ

ถัดจากประติมากรรมต้นไม้ แขกผู้มีเกียรติจะได้ตื่นตาตื่นใจกับการจัดแสดงเรือนเวลารุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นพิเศษต่างๆ ก่อนจะได้ชื่นชมผลงานวิดีโอ “Circadian Rhythm” โดยเฉิง ราน ศิลปินดาวรุ่งจากจีน วิดีโออินสตอลเลชั่นชิ้นนี้จะพาผู้ชมท่องผ่านโลกแห่งภูมิทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของ “วัลเลย์ เดอ ฌูซ์” ก่อนดำดิ่งเข้าสู่แต่ละองค์ประกอบของเรือนเวลาอันทรงคุณค่า

ในงานนี้ โอลิวิเยร์ โอเดอมาร์ รองประธานบอร์ดแห่งโอเดอมาร์ส ปิเกต์ ไม่เพียงเดินทางมาร่วมงานด้วยตัวเอง แต่ยังให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อพาไปรู้จักกับแบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 141 ปี โดยโอลิวิเยร์ ร่วมพาย้อนวันวานไปสู่วัยเด็กอย่างน่าสนใจว่า ในวัยเด็ก เขาเคยสงสัยว่า ทำไมคุณปู่ (พอล เอ็ดเวิร์ด ปิเกต์) ถึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับจักรกลเล็กๆ เหล่านี้ กระทั่งวันหนึ่ง คุณปู่ได้ไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้จักรกลเล็กๆ จนจุดประกายให้เขาเริ่มหลงใหลในโลกของเรือนเวลาแบบไม่รู้ตัว

“ผมจำได้ว่า วันหนึ่งคุณปู่กลับมาพร้อมชิ้นส่วนของนาฬิกา ท่านค่อยๆ อธิบายให้ผมฟังถึงการทำงานของพวกมัน แถมยังประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นให้ผมดู ว่ามันทำให้นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้อย่างไร เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังพาผมไปที่โรงงานไปนั่งอยู่ข้างๆ ช่างทำนาฬิกา เพื่อดูการทำงานแบบใกล้ชิด ทำให้ผมเริ่มอินกับโลกของการทำนาฬิกามาตั้งแต่ตอนนั้น”

ความประทับใจนี้ ถูกบันทึกไว้ในเสี้ยวความทรงจำของโอลิวิเยร์เสมอมา หลังจากเรียนจบด้าน Materials Physics เขาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อทำงานเกี่ยวกับการทดลองและวิจัยนานถึง 10 ปี ก่อนจะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว เขาเริ่มต้นจากการทำงานในฝ่ายปฏิบัติการก่อนเป็นเวลา 8 ปี ถึงก้าวขึ้นมาร่วมเป็นบอร์ดของบริษัท

“การเข้ามาทำงานที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย ความท้าทายของผมในเวลานั้นคือ จะนำความรู้ในสายงานเดิมที่อิงกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจของครอบครัว ซึ่งยังคงรูปแบบดั้งเดิมได้อย่างไร ตอนนั้นผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ จนเมื่อทำงานไปสักพัก ผมถึงได้รู้ว่า ผมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหัวใจในการผลิตของเรา คือ การใช้ทักษะแรงงานคนในการสร้างสรรค์เรือนเวลา เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตนาฬิกาให้บอกเวลาได้เท่านั้น แต่เรากำลังสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยความประณีตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ถามถึงความกดดันในฐานะผู้สืบทอดตำนานของแบรนด์นาฬิการะดับตำนานจากวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ โอลิวิเยร์ ตอบอย่างน่าสนใจว่า ถึงจะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่เขาไม่ได้มองว่า โอเดอมาร์ส ปิเกต์ เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือสิ่งที่สะท้อนถึงแหล่งกำเนิดของศาสตร์นาฬิกาชั้นสูง อย่างวัลเลย์ เดอ ฌูซ์

“หน้าที่ของผม คือ รักษาแบรนด์โอเดอมาร์ส ปิเกต์ที่มีเอกลักษณ์ คือ การสร้างสรรค์เรือนเวลาด้วยฝีมือ ในฐานะแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์สืบทอดกันมายาวนานให้คงอยู่ในวัลเลย์แห่งนี้ต่อไป พร้อมส่งต่อความภาคภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อมาให้ผม กว่าจะมาถึงวันนี้ บรรพบุรุษของเราต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมหาศาล ผมจำได้ว่าคุณปู่เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเหลือช่างทำนาฬิกาอยู่เพียง 3 คน ผลิตนาฬิกาได้แค่ 1 เรือนต่อปี แต่บรรพบุรุษของเราก็สามารถนำพาแบรนด์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้ เพราะฉะนั้นตัวผมเองในฐานะฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกับฟันเฟืองอื่นๆอีกนับร้อย ก็ต้องทำให้เต็มที่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับแบรนด์ของเรา”

อย่างไรก็ตาม โอลิวิเยร์ยังย้ำถึงอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้โอเดอมาร์ส ปิเกต์ ยังคงโลดแล่นในฐานะแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงได้อย่างสง่างาม คือ โอเดอมาร์ส ปิเกต์ เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์เรือนเวลาที่ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ครอบครัวผู้ก่อตั้งมาจวบจนปัจจุบัน

“เหตุผลที่ยังเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเราในฐานะผู้สืบทอดยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความเชื่อในอิสรภาพ การเป็นตัวของตัวเอง เพื่อสานต่อศิลปะชั้นสูงที่ได้รับการส่งต่อจากบรรพบุรุษอย่างแท้จริง สิ่งที่เราทำในวันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน และเรียนรู้ที่จะนำทุกบทเรียนมาพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าภายใต้หัวใจหลัก นั่นคือ ความสง่างาม ความแม่นยำเที่ยงตรง และประสิทธิภาพอันเป็นเลิศ”

มาถึงคำถามสุดท้ายซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้เราได้มาร่วมพูดคุยในวันนี้ นั่นคือ ในฐานะผู้ผลิตเรือนเวลา โอลิวิเยร์มองว่าเรือนเวลานั้นมีความสัมพันธ์กับงานศิลปะในแง่มุมใด

“ผมมีความเชื่อว่าศิลปิน หรือคนที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับศิลปะล้วนมีความเชื่อและแรงบันดาลใจมาจากรากฐานคล้ายๆ กัน หลายครั้งที่ศิลปะเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้กับโอเดอมาร์ส ปิเกต์ หรือต่อยอดไปสู่ชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้นผมมองว่า เรือนเวลาก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เป็นมากกว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการบอกเวลา แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างให้กับผู้พบเห็นได้ไม่ต่างกัน” โอลิวิเยร์กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

 

ริค ดินเจน เชฟดาวรุ่งแห่งซาเวลเบิร์ก กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488932

ริค ดินเจน เชฟดาวรุ่งแห่งซาเวลเบิร์ก กรุงเทพฯ

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก เจ้าของห้องอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์น “ซาเวลเบิร์ก” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิทยุ ได้ประกาศแต่งตั้ง ริค ดินเจน เชฟหนุ่มไฟแรงบุคลิกดี วัย 25 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ เป็น Chef de Cuisine คนใหม่ประจำห้องอาหารซาเวลเบิร์ก

แม้ว่าเพิ่งเริ่มงานกับซาเวลเบิร์กเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ก็มีลูกค้าหลายรายเริ่มหลงใหลในรสชาติอาหารฝีมือของเขาเข้าแล้ว ยิ่งเป็นเชฟหน้าตาดีและอัธยาศัยดี เชื่อว่าเชฟริคจะเป็นที่รู้จักและครองใจลูกค้าของซาเวลเบิร์กอย่างแน่นอน

สำหรับเส้นทางเชฟของริคนั้นหลังจบจากวิทยาลัย De Rooi Pannen ในปี 2012 ก็พยายามพัฒนาฝีมือด้านการทำอาหารของเขาอย่างรวดเร็ว หลังฝึกงานในห้องอาหารหลายแห่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ ก็ได้เริ่มงานแรกเป็น Chef de Partie ของสองห้องอาหาร ต่อมาได้ขึ้นเป็น Sous Chef ในห้องอาหารชั้นนำของเนเธอร์แลนด์

ริค กล่าวว่า การได้ทำงานที่ซาเวลเบิร์กภายใต้การดูแลของเชฟเฮงค์ผู้มีประสบการณ์การทำอาหารมายาวนาน ทั้งเป็นเจ้าของและหุ้นส่วนของห้องอาหารชั้นนำในต่างประเทศ และยังเป็นเชฟคนเดียวในเนเธอร์แลนด์ที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ถึง 4 ร้านอีกด้วย ถือเป็นโอกาสที่ดีของสำหรับเขา

“เฮงค์มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในเนเธอร์แลนด์มาก การได้มาทำงานที่ซาเวลเบิร์กจึงเป็นโอกาสดีของผมที่จะได้เรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด ซึ่งผมตั้งใจตลอดมาว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นเชฟมืออาชีพตามความฝันของตัวเองตั้งแต่เด็ก ผมไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการทำงานในครัวใกล้ชิดกับเชฟมากประสบการณ์เช่นเขา”

ริค กล่าวต่อว่า ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เชฟแต่ละคนที่เขาได้ทำงานด้วยต่างก็ได้สอนในสิ่งใหม่ๆ ให้อยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาเองคือคนที่สามารถเลือกและกำหนดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้

“เวลาทำงานผมตั้งใจทำให้ดีที่สุดเสมอ ผมเริ่มจากทำงานในร้านขายแซนด์วิชในเนเธอร์แลนด์ จากนั้นก็ไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้ทำในห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาว และยังเป็นห้องอาหารที่ได้รับรางวัลห้องอาหารที่ดีที่สุดในเนเธอร์แลนด์ ผมกำลังพยายามที่จะไปอยู่จุดนั้นบ้าง”

คุณลักษณะอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของริค คือ เป็นคนมีความทะเยอทะยาน โดยเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะคว้ามิชลินสตาร์ให้ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งการได้ทำงานภายใต้การดูแลของเชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก ความฝันนี้ก็ไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม

ปัจจุบันริคได้รังสรรค์เมนูของเขาให้กับซาเวลเบิร์ก โดยเพิ่งคิดเมนูหลักขึ้นมาเป็นเมนูล็อบสเตอร์ ที่มีขั้นตอนการทำหลายขั้นตอน เคี่ยวช้าๆ ด้วยน้ำมันสมุนไพร เพิ่มรสชาติด้วยยี่หร่า ส้ม เลมอน และคาเวียร์ เป็นจานที่สัมผัสได้ถึงรสชาติที่หลากหลาย

อีกเมนูคือหอยนางรมโปะด้วยเสาวรส แตงกวา และพริกแดง ถือเป็นเมนูระหว่างคอร์สที่ยอดเยี่ยม ซึ่งคุณจะได้ลิ้มรสเค็มๆ จากตัวหอยนางรม รสเปรี้ยวจากเสาวรส และความมันจากแตงกวา

ล็อบสเตอร์

สูตรสำหรับ 3-4 คน

วิธีทำ

– ต้มน้ำในกระทะให้เดือดแล้วใส่ส่วนก้ามของล็อบสเตอร์ลงไปต้มประมาณ 5 นาที

– ต้มส่วนหางเป็นเวลา 4 นาทีเมื่อสุกให้นำลงใส่ในน้ำเย็นจัดแล้วนำออกมาทำความสะอาด

– เสร็จแล้วให้หั่นส่วนหางเป็นแว่นๆ (เนื้อส่วนก้ามสำหรับทำเป็นทาร์ทาร์)

– ทำเจลยูซุ ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล น้ำเปล่า ยูซุ ผงวุ้น เจลแลนและคูลี่มะนาวเหลือง

– ทำเฟนเนลกรอบ ประกอบด้วย น้ำตาล เนยละลาย เกลือดอกไม้ น้ำ เมล็ดเฟนเนล ผิวมะนาว

– ทำน้ำสต๊อกเฟนเนล ประกอบด้วย เฟนเนล หัวหอม กระเทียมพริกหยวก ผิวส้ม พริกไทยดำ เมล็ดผักชี เมล็ดเฟนเนล น้ำเปล่า

– ใส่เฟนเนลที่หั่นแล้วลงในน้ำเย็นจัดผสมมะนาวเพื่อให้เฟนเนลมีสีสวยงามและมีความกรอบ เสร็จแล้วแยกน้ำออก

– ผสมเฟนเนลเข้ากับเกล็ดส้มเมล็ดเฟนเนล ใบเฟนเนล น้ำมันมะกอก เกลือและพริกไทย

– ตกแต่งด้วยผักเครส น้ำมันมะกอก ใบเฟนเนล คาเวียร์ เนื้อส้มย่าง ดอกไม้

 

พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ สมดุลคือความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488567

พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ สมดุลคือความสุข

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

อยู่ในแวดวงธุรกิจมาร่วม 20 ปี “พิมจันทร์ วิมุกตานนท์” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) ผ่านงานระดับโกลบอล ทำงานกับคนมาแล้วหลากหลาย แต่เธอยังมีความสุขและสนุกที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ในวัยหนึ่งการเดินทางแบบแบ็กแพ็กคือความชื่นชอบ แต่วันหนึ่งเธอก็เลือกที่จะหยุดและสนุกกับสิ่งตรงหน้าคือการทำงาน

แม้จะเรียนจบปริญญาตรีภาคดุริยางคศิลป์ตะวันตก เอกเปียโน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่พิมจันทร์มองหาขณะนั้นไม่ใช่งานด้านดนตรี เธอมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไป

“โดยปกติเราเป็นคนชอบสังเกตคน ใส่ใจผู้คน บวกกับชอบการทำงานเชิงสร้างสรรค์ และการวางแผน ตอนนั้นลองไปทำงานด้านการขายและการตลาด โชคดีที่บริษัทให้โอกาสคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ได้ศึกษาวิธีการทำงานด้านนี้ ยิ่งทำงานด้านการตลาดยิ่งสนุกทำให้เห็นทางของตัวเอง เห็นจุดแข็งตัวเอง

จากนั้นประมาณ 2-3 ปี ก็ไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สเตต (New Mexico State University) สหรัฐอเมริกา กลับมาทำงานกับลอริอัลประเทศไทย แล้วก็ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจนรู้สึกว่าคุ้มแล้วพอแล้ว อยากกลับมาทำงานที่บ้าน เพราะอยากดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วย สุดท้ายก็เลยมาดูแลงานด้านการตลาดให้โฟร์โมสต์ได้ 4 ปีแล้ว”

ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบขณะนี้ คือการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด การดูแลผู้บริโภค “ทีมงาน” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้งานต่างๆ บรรลุเป้าหมาย “ก่อนหน้านี้เราทำงานร่วมกับคนหลากหลายเชื้อชาติ พอกลับมาทำงานที่เมืองไทยคิดว่าจะเป็นปัญหา สรุปว่าไม่ใช่ ทุกครั้งที่เรามีการเปลี่ยนแปลง มีการได้ทำงานที่ใหม่ หรือเปลี่ยนประเทศใหม่ ก็ทำให้เรามีความสามารถในการปรับตัว มีความยืดหยุ่น และมีความสามารถในการทนรับความเสียดทานได้ดี

มาอยู่ที่โฟร์โมสต์แรกๆ ก็ไม่ต้องปรับมาก แต่เพราะเราอยู่กับองค์กรระดับโลกมานาน อยู่กับคนต่างชาติมาเกือบ 10 ปี พอมาอยู่ที่นี่เรามาดูแลประเทศไทย น้องๆ ในทีมและเพื่อนร่วมงานก็คนไทยทั้งหมด แต่ว่าเนื่องจากที่นี่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลอยู่แล้ว ก็มีความลงตัวมีความเป็นไทย นอบน้อม เคารพซึ่งกันและกันแบบไทยๆ ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีการเรียนรู้ต่างๆ ที่เป็นของต่างประเทศ ฟรีสแลนด์คัมพิน่ามีความอินเตอร์สูง ทำให้เราไม่ต้องปรับตัวเยอะ

ดิฉันเข้ามาดูแลกลยุทธ์และดูแลทีมงานให้ได้ทีมที่ดีที่สุด เหนือกว่าวัฒนธรรมคือทัศนคติในการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ความเก่งกาจของการทำงานก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญสำหรับทีมเวิร์กก็คือทัศนคติ ดังนั้นถ้าหากเราจะรับคนเข้ามาร่วมทีมก็ต้องให้มั่นใจว่าคนใหม่ที่จะเข้ามาจะทำงานไปในทิศทางเดียวกัน มองเห็นสิ่งเดียวกันว่าเราได้ทำงานอยู่ในองค์กรที่อยู่แล้วมีคุณค่าต่อสังคม สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งของการทำงาน”

พิมจันทร์ เล่าต่อว่า สภาพแวดล้อมในที่ทำงานกระตุ้นให้เธอสนุกและต้องหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำมาแชร์ให้กับคนในองค์กร

“ดิฉันเชื่อว่าทำงานคือการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ เราต้องคิดเสมอว่าเราจะต้องเลือกคนที่มีนิสัยในการทำงานที่ดี ง่ายๆ คือเป็นคนนิสัยดี คือคนที่ควบคุมตัวเองได้ ควบคุมอารมณ์และทำงานร่วมกับคนอื่นได้ พอได้ทีมที่ดีการทำงานก็มีความสุขความสนุกอยู่ในนั้น ความเครียดจากงาน ซึ่งเป็นการแข่งขันก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อมีทีมงานที่ดีมันหมดความกังวล

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคืออุปนิสัยในการเรียนรู้ การทำงานหลายคนคิดว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาเอามาใช้ได้เรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วคือไม่ใช่ เพราะเราก็เหมือนเราเป็นนักเรียน มีเรื่องใหม่ๆ ที่เราต้องเข้าใจตลอดเวลา ก็สนับสนุนให้น้องๆ ในทีมต้องออกไปเรียนรู้ หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเติมในคลัง อ่านหนังสือ เทรนนิ่ง ทำให้คุณค่าของเราไม่หายไป

“น้องๆ ในทีมทำให้เราสดชื่นและเนื้องานที่ทำก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การมาทำงานในทุกวันไม่มีอะไรน่าเบื่อ หลังจากเข้ามาทำงานที่โฟร์โมสต์ได้ประมาณหนึ่งปี ก็คิดว่าน่าจะปรับเปลี่ยนบรรยากาศในออฟฟิศให้เป็นลักษณะเปิดโล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของการตลาดคืองานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ และอีกหลายองค์ประกอบรวมกัน ดังนั้นไม่จำกัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยฉากกั้น ทุกที่สามารถทำงานได้หมด สามารถใช้ห้องผู้บริหารเป็นห้องประชุมได้ ทุกคนสามารถเดินเข้าไปพูดคุยเรื่องงานได้ตลอดเวลา เมื่อบรรยากาศสนุก เราในทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่เราจะได้งานดีๆ ก็มีเปอร์เซ็นต์มากกว่า”

ตลอดเวลาของการสนทนา ตาเธอเป็นประกายเมื่อพูดถึงการทำงาน เธอบอกว่าในช่วงวัยหนึ่งการเดินทางคนเดียวคือความสุข แต่ในวันที่เป็นผู้บริหารและการได้กลับมาอยู่บ้านคือเมืองไทย สิ่งที่เธอยึดถือและทำมาตลอดคือ การมาทำงานคือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

พิมจันทร์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายว่าก่อนหน้านี้ชอบแบกเป้เที่ยวศึกษาผู้คนและธรรมชาติ “วันนี้พอเราหยุดเราพอกับสิ่งที่ต้องเดินทางก็มุ่งหน้าทำงาน แต่ทำโดยไม่เครียด ไม่ได้คิดว่ามันคือการทำงาน การทำงานนั้นเป็นการทำให้ตัวเองดีขึ้นในฐานะการเป็นมนุษย์ ถ้าไม่ทำงานเราก็ต้องทำอะไรบางอย่างอยู่ดี เพราะคงไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ ไปวันๆ แน่นอน

การทำงานคือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่น เป็นประโยชน์ต่อตัวเองยังไง คือเราต้องปรับปรุงตัวเองและปรับปรุงตัวเองทุกวัน วันนี้ในฐานะที่เป็นหัวหน้า เราเป็นหัวหน้าที่ดีหรือยัง เราเป็นพนักงาน เราดีต่อเพื่อนร่วมงานเราหรือเปล่า วันนี้เราสร้างความลำบากให้ใครบ้าง ถ้าเราคิดและตระหนักสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา เราก็จะเกิดการปรับปรุงทำให้ตัวเราเองดีขึ้น อารมณ์มั่นคงขึ้น โมโหน้อยลง บ่นน้อยลง คิดถึงคนอื่นมากขึ้น และมันสำคัญว่า การเป็นหัวหน้าคนต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ถ้าเรามั่นคงทางอารมณ์เด็กๆ ก็จะไม่กลัว กล้าถาม กล้าเรียนรู้ บรรยากาศการทำงานก็ดีขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานก็สูงขึ้น แค่การทำงานและฝึกฝนตัวเองก็ส่งผลดีต่อคนอื่นทั้งลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน”

ผู้บริหารฟรีสแลนด์คัมพิน่า บอกต่อว่า ถึงไม่ได้ทำงานก็ต้องคอยดูตัวเองตลอดเวลาว่าในฐานะเป็นลูกสาว เป็นพี่สาว เราเป็นยังไง “ก็เหมือนเป็นการใช้ชีวิตอยู่ทุกๆ วัน ทุกวันนี้เรามีความพอใจ รู้สึกว่ายังมีประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่นอยู่ ก็นับเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เช่นเดียวกับปณิธานขององค์กรที่เกิดจากเกษตรกรโคนมเนเธอร์แลนด์ อยู่มานาน 60 ปี เพื่อพัฒนาสุขภาพของลูกค้าและพัฒนาเกษตรกรโคนมบ้านเราให้เป็นความยั่งยืนของการพัฒนา ดิฉันเข้ามาทำงานที่นี่ก็พยายามสานต่อความยั่งยืนต่อไป และพัฒนาให้มันดีขึ้นให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น”

ชีวิตที่แสนจะพอดีและเรียบง่ายของผู้บริหารที่มีรอยยิ้มในใบหน้าเสมอ กว่าจะเดินทางมาถึงจุดที่เป็นที่รักของทุกคน พิมจันทร์ บอกว่าเพราะไม่เครียด

“การจัดสมดุลให้ตัวเองจะทำให้เราไม่จำเป็นต้องลาพักร้อนเพื่อหนีความวุ่นวาย เราจะอยู่ในความวุ่นวายได้อย่างพอดี (ยิ้ม) วันทำงานก็สนุกกับงาน วันหยุดก็ให้เวลาดูแลครอบครัว ดูแลต้นไม้ที่ปลูก สอนเปียโนให้หลาน ไปออกกำลังกาย และเจอเพื่อนฝูง

ความเรียบง่ายคือความสุข ก็เลยไม่ได้ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเพราะใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข ดิฉันมองว่าทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้ บางคนแก่แล้วก็ยังแสวงหาอยู่ก็เหนื่อย เป็นภาระกับตัวเอง ถ้าเราฝึกตัวเองให้อยู่กับปัจจุบันได้มันก็ไม่เป็นภาระกับตัวเอง เริ่มต้นเลยเราก็จะสบายใจ ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใจ” พิมจันทร์ ทิ้งท้าย

 

พชร วีระพันธ์ เริ่มจากเล็กไปใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2560 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488395

พชร วีระพันธ์ เริ่มจากเล็กไปใหญ่

โดย…อนุสรา ทองอุไร

ชายหนุ่มวัย 30 ปลายๆ เขาเป็นตัวแทนของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยตัวเขาเองด้วยเงินส่วนตัวก้อนเล็กๆ ขณะอายุยังน้อย หรืออาจจะใกล้เคียงคำว่าสตาร์ทอัพของยุคนี้ พชร วีระพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอยราวาณิชย์

เขาเล่าย้อนประวัติให้ฟังว่าหลังจากเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทางด้านวิศวกรรมโยธา ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ก็มาทำงานตามสายงานที่เรียนมาอยู่ 4-5 ปี ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ก็รู้สึกเบื่อหน่ายไม่มีความสุขกับงาน และโดยที่ไม่มีแผนการอะไรรองรับเลย เขารู้สึกเบื่อจนทนไม่ไหวก็ลาออกจากงานเลย โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรต่อไป และมีเงินเก็บอยู่ไม่กี่หมื่นบาท

“เคยรู้สึกไหมว่า อยู่ๆ เราก็เบื่อมากแล้ว จนไม่อยากไปทำงาน การไปทำงานคือความทุกข์ แล้วตอนนั้นไม่มีภาระต้องผ่อนอะไร ผมก็ลาออกทันที หยุดพักจริงๆ เลยอยู่บ้าน 2-3 เดือน พอหายเบื่อก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อ แบบว่าไปตายเอาดาบหน้าค่อยว่ากัน นึกย้อนกลับไปก็เออ บ้าบิ่นพอสมควรนะ (หัวเราะ) ตอนนั้นอายุ 27 ปี” เขาเล่าขำๆ

ออกจากงานได้พักใหญ่ แต่เขาเคยทำงานในสายช่างก็ยังมีคนรู้จัก ก็มีงานเล็กๆ น้อยๆ มีรายได้พอสมควรจากการไปรับตรวจงาน เวลาที่มีคนซื้อบ้านเสร็จแล้วก่อนโอนบ้านจะมีการไปตรวจบ้านก่อนการโอน ซึ่งคนซื้อบ้านจะไม่มีความรู้ว่าบ้านดีไหม ตรงไหนมีปัญหาหรือเปล่า เขาก็จะไปทำหน้าที่ตรวจเช็กแทน ก็จะได้ค่าตรวจหลังละ 5,000-7,000 บาท ก็มีงานเข้ามาตลอดเกือบทุกวัน วันละ 2-3 หลัง ก็อยู่ได้

เขาจึงตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อมารับงานตรงนี้ ทำอยู่ปีกว่าก็รู้สึกมันนิ่งไป เนื่องจากเป็นงานที่ต้องไปลงมือทำเอง ให้ลูกน้องไปทำแทนไม่ได้ ถ้าเราไม่ไปเองก็ไม่ได้เงิน ระยะยาวแล้วมันไม่มั่นคง เงินหมุนใช้ไปเรื่อย ไม่มีเงินเหลือเก็บ ทำอยู่ปีกว่าก็ขยายไปทำบริการหลังการขาย บ้านไหนน้ำรั่ว หลังคาเปิด น้ำซึม ก็ส่งช่างไปดูแล รับช่วงมาจากบริษัทใหญ่ๆ 2-3 โครงการที่เขาไม่ทำงานแบบนี้แล้ว ทำอยู่ 2 ปี เริ่มมีเงินเข้าพอสมควร

เขาตั้งบริษัทใหม่อีกครั้งชื่อไอยราวาณิชย์ โชคดีที่มีบริษัทหนึ่งเขาจะให้สร้างโกดังสินค้าขนาดกลางๆ มูลค่า 25 ล้านบาท เป็นงานแรกที่ได้งานใหญ่ระดับนี้ เป็นโกดังสินค้า ลูกค้าที่จ้างก็ใจดีให้เงินมาหมุนก่อนเพราะเขาเองก็ไม่มีทุนมากพอ ใช้เวลาสร้าง 1 ปี จบงานก็เหลือเงินพอสมควร

เขาทำคนเดียวไม่ได้หุ้นกับใคร ลุยเองทุกอย่าง รับสร้างแต่โรงงาน ไม่รับสร้างบ้าน เพราะงานบ้านจุกจิก โรงงานง่ายกว่า สะดวกรวดเร็ว ไม่จุกจิก จุดเด่นของเขาคือการสร้างโรงงานสำเร็จรูป ตอนตั้งบริษัทนี้อายุแค่ 31 ปี เขาไปเป็นตัวแทนจำหน่ายโรงงานสำเร็จรูปจากออสเตรเลียยี่ห้อ Ranbuild สร้างเร็ว ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ งบไม่บานปลาย

ทำอยู่ประมาณ 6 ปี มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนมียอดขายปีละเกือบ 50 ล้านบาท ลูกค้าจะอยู่ย่านนิคมอุตสาหกรรมแถวชลบุรีและระยอง โดยอาคารเหล็กสำเร็จรูป Ranbuild นั้นมีจุดเด่นไม่เฉพาะเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับธุรกิจได้หลากหลาย

นอกจากนี้ ยังผ่านกระบวนการทางวิศวกรรม เพื่อให้มีความทนทานและความแข็งแรงเพิ่มขึ้น คุณสมบัติพิเศษต่างๆ ของอาคารเหล็กสำเร็จรูป คุณภาพสูง อุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โครงสร้างที่ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และมีความคุ้มค่าในเรื่องของราคา ระบบโมเดลที่เป็นเอกลักษณ์นั้นจะช่วยให้สามารถเสริมโครงสร้างชุดใหม่ขนาดต่างๆ เข้าไปกับโครงสร้างเดิมได้เพื่อขนาดที่เหมาะสมที่ต้องการ

แต่พอทำไปทำมามันก็เริ่มมีข้อจำกัด คือทำได้เฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น แต่โรงงานขนาดใหญ่ทำไม่ได้ เพราะบางทีลูกค้าต้องการโรงงานขนาดใหญ่เกิน 30 เมตรขึ้นไป โครงสำเร็จรูปใหญ่ไม่พอ

เขาก็เลยพัฒนาสินค้าจากที่มีอยู่แล้วสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองชื่อ Easy Build โดยแบรนด์เขาเอง แต่ไปจ้างโรงงานผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งมีโนว์ฮาวทางด้านนี้ สามารถทำออกมาใหญ่แค่ไหนก็ได้ ทำจากเหล็กรีดร้อน หลังจากนั้นมาพบว่าที่ประเทศเวียดนามก็มีการรับจ้างผลิตแบบนี้เช่นกัน ใกล้กว่าและถูกกว่า ก็เปลี่ยนมาใช้ซัพพลายเออร์ที่ประเทศเวียดนาม ส่งมาประกอบที่ประเทศไทย ซึ่งก็ไปได้ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะบริษัทเขาสามารถรับสร้างโรงงานได้ครบวงจรตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีอัตราการเติบโตปีละ 20-30% ต่อปี และปีนี้เขาตั้งยอดขายไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท สำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และมีโรงงานติดตั้งอยู่ที่ จ.ระยอง

พชร เล่าถึงการทำงานของเขาว่า เขาเริ่มทำธุรกิจจากเล็กๆ และค่อยขยายไปเรื่อยๆ แบบที่เรียกว่านกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่กู้เงินธนาคาร ใช้เงินสดเป็นหลักแล้วขยายไป ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่สร้างหนี้ ช้าๆ แต่มั่นคง เริ่มต้นธุรกิจตอนอายุ 27 ปี ด้วยเงินหลักหมื่น เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ จนวันนี้อายุ 38 ปี เขาเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น

“ผมทำงานมาตามขั้นตอน ไม่เคยมีฟลุก ไม่เคยมีโชคช่วย กว่าจะได้งานได้เงินต้องลงทุนลงแรงด้วยตัวเองมาตลอด ไม่มีใครซัพพอร์ต แต่โชคดีว่าที่ทำงานมาแม้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ไม่เคยเจอปัญหาอุปสรรคอะไรหนักๆ จนรับมือไม่ได้ ถือว่าเหนื่อยแต่ก็คุ้ม

วันที่ตัดสินใจลาออกจากงานมาทำของตัวเอง ถือว่าโชคดีที่มีลูกบ้าในวันนั้น เพราะถ้ายังทำงานเป็นลูกจ้างเขาอยู่ผมก็คงไม่รู้จักเงินล้าน คงติดอยู่กับความสบายในกรอบเดิมๆ ออกมาทำเอง ข้อดีคือเหนื่อยมากได้มาก และเราได้เป็นนายตัวเอง ทำให้รวยได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ได้ไปทำให้คนอื่นรวยอย่างเดียวแล้วเราจน แต่ความเสี่ยงก็มากกว่าถ้าเกิดพลาดขึ้นมา” เขาเล่าอย่างจริงจัง

สไตล์การทำงานของเขานั้นไม่ชอบทำงานแบบอุ้ยอ้าย บริษัทไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเยอะ ชอบเล็กกะทัดรัดตัดสินใจรวดเร็ว มีความคล่องตัว อะไรทำได้ทำเอง ที่เหลือตัดให้ซัพพลายเออร์เขาไม่ต้องแบกต้นทุนที่เป็นคนมาก เวลางานน้อยจะได้ไม่เครียด

เขาบอกว่าแนวโน้มของธุรกิจนี้ในระยะ 3-4 ปีนี้ยังไปได้ดี เพราะเมื่อปีน้ำท่วมใหญ่โรงงานจากอยุธยา ย้ายมาทางนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกกันเยอะ ทำให้บริษัทเขามีงานอย่างต่อเนื่อง โตอย่างน้อย 15-20% ทุกปี บ่อยครั้งที่โรงงานขนาดใหญ่มากๆ เขาก็รับไม่ได้เพราะสร้างให้ไม่ทัน

กลุ่มลูกค้าของเขาจะป็นกลุ่มนักธุรกิจระดับเอสเอ็มอีเป็นหลัก มูลค่าการก่อสร้างโรงงานเขารับได้ตั้งแต่ระดับ 1 ล้านบาท จนถึง 100 ล้านบาท ถ้าใหญ่กว่านั้นเขาจะไม่รับ เพราะต้องใช้เวลาดูแลในการทำงานนานเกินไป

หลักปรัชญาในการทำงานของเขาก็คือทำงานให้เต็มที่ เรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เทคโนโลยีทางด้านนี้ก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ต้องพยายามอัพเดทอยู่เสมอ บริหารจัดการเวลาให้ดี วันทำงานจันทร์-ศุกร์ เขาให้เวลากับงานอย่างเดียว วันหยุดให้เป็นเวลาของครอบครัวอย่างแท้จริง พยายามใช้ชีวิตหลายๆ ด้าน  พยายามไปท่องเที่ยวกับครอบครัวปีละ 1-2 ครั้ง คือ Work hard and play hard

“คือผมเห็นคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราทำงานจนลูกโต รอให้เป็นคุณตาเป็นคุณยายก่อนถึงค่อยมีเวลาไปเที่ยวถึงตอนนั้นสุขภาพก็ไม่ค่อยดี เที่ยวไม่สนุก ลุกนั่งไม่สบาย ผมก็เลยเริ่มเที่ยวตอนยังมีแรง ถือว่าเงินหามาได้ก็ให้ความสุขกับตัวเองและคนที่เรารักไปพร้อมๆ กัน ทำทุกบทบาทให้เต็มที่ รักษาสมดุลทุกอย่างให้ลงตัว เรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องเที่ยว” เขาเล่าด้วยรอยยิ้ม

 

ชัชพล แสงสุรีย์วัชชรา จากธุรกิจส่งออกสู่งานเอ็กซิบิชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/488211

ชัชพล แสงสุรีย์วัชชรา จากธุรกิจส่งออกสู่งานเอ็กซิบิชั่น

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เดือน มิ.ย. 2560 จะมีงานมหกรรมแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับความสวยความงามครั้งแรกในเอเชีย ได้แก่งาน Beauty and Make Over Expo 2017 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ถือเป็นงานที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 31 ปี “เบนซ์” ชัชพล แสงสุรีย์วัชชรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเอ็มโอ (ประเทศไทย) เจ้าของธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าและนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ หมายมั่นและคาดหวังความสำเร็จไว้สูง แม้จะเป็นครั้งแรกของการจัดงานในลักษณะดังกล่าวก็ตาม

งานนี้เป็นการจับมือกันระหว่างบริษัท บีเอ็มโอ ของชัชพล กับนักลงทุนมาเลเซียที่รวมเอาคนกลาง ผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ผลิต เจ้าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์และคลินิกความงามทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ มากกว่า 200 บูธ มาไว้ในงานครบครัน โดยชัชพลบอกว่าการจัดงานเอ็กซิบิชั่นเป็นอีกไลน์ธุรกิจนอกเหนือจากธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าและนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ

“ผมว่าเศรษฐกิจไม่ตอบโจทย์จีดีพีเท่าไร ผันแปรตลอด จีดีพีไทยลดลงทุกปี แต่มีธุรกิจหนึ่งคือธุรกิจความงามไม่มีตกเลย ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี คนก็ยินดีจ่าย แล้วผมมองว่าประเทศไทยได้รับความนิยมลำดับต้นๆ ในแวดวงความงามและศัลยกรรม ต่างชาติเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าและศัลยกรรมความงามเพิ่มทุกปี ทำให้ธุรกิจความงามเราเติบโตรวดเร็ว เนื่องจากราคาสินค้าและค่าบริการยังอยู่ในระดับจับต้องได้ เมื่อเทียบราคากับยุโรปและสหรัฐหรืออย่างเกาหลี แล้วมาตรฐานของเราก็อยู่ระดับไม่ต่างกัน นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกธุรกิจนี้ และเน้นความงามเป็นหลัก” ชัชพล กล่าว

ด้วยความที่เป็นงานแรก ชัชพลหมายมั่นตั้งใจทำให้แตกต่างจากงานอื่นๆ โดยได้รวมเอาทุกปัจจัยสำคัญสำหรับตลาดความงามเพื่อช่วยให้คนในวงการนี้ไม่ต้องเสียเวลาติดต่องานหลายที่ เช่น ถ้าอยากเสริมความงาม อยากทำศัลยกรรมก็มีคลินิกความงามพร้อมให้คำปรึกษา เป็นต้น เขาจึงเน้นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนำเข้าเครื่องมือการแพทย์ คลินิกศัลยกรรมและความงาม เจ้าของและผู้ผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมทั้งหลายจากทั้งในและต่างประเทศมาอยู่ในงาน

“ไฮไลต์สำคัญในงานคือการมีสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ จากต่างประเทศที่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในไทย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยากเดินทางลัดเข้าสู่ธุรกิจความงาม รวมถึงเวิร์ก ช็อปต่างๆ เกี่ยวกับทิศทางธุรกิจความงามของไทยและเอเชียจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ

ที่สำคัญงานนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุน อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย และ U Drink I Drive ที่มอบบัตรส่วนลดมูลค่า 3,000 บาท สำหรับผู้สนใจออกบูธในวันงานด้วย ตั้งเป้าคนมาร่วมงาน 3 วัน ที่ 2 หมื่นคน หรือวันละประมาณ 7,000 คน” ชัชพล กล่าว

นับเป็นผู้บริหารหนุ่มอายุยังน้อยที่มีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าย้อนชีวิตก่อนนี้ก็คงจะไม่แปลกใจกับมุมมองการทำธุรกิจของเขาในปัจจุบันที่น่าสนใจ ชัชพลมีความเป็นนักบริหารที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น อดทนและความกล้า ไม่ว่ากล้าคิดและกล้าทำ เคยผ่านชีวิตที่สุขสบายและสู้กับความยากลำบากมาครบ

“ครอบครัวผม คุณพ่อคุณแม่มีลูก 5 คน ผมเป็นคนที่ 2 ในวัยเด็กค่อนข้างสุขสบายมาก เพราะครอบครัวเราทำส่งออก แต่ต่อมาประสบปัญหาทางธุรกิจจนไม่สามารถทำต่อได้ พนักงานออกหมด ตอนนั้นผมพิ่งจบ ม.6 น้องๆ ก็เรียนอยู่ ส่วนผมก็เลือกเรียนรามคำแหงพร้อมหาทางช่วยครอบครัวด้วยการทำส่งออกนี่แหละ โดยไปดึงพนักงานเก่ามาช่วยเทรน

จากนั้นผมตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาทำแพตเทิร์นเดิมที่พ่อแม่เคยทำมา พยายามประคองธุรกิจมาเรื่อยๆ จนวันนี้และธุรกิจนี้ก็ยังเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัวผมส่งน้องๆ เรียนจนจบและมีงานทำ ครอบครัวกลับมามีความสุขเหมือนเดิม ตอนนี้ผมมีบ้าน มีรถของตัวเอง แต่ผมก็ต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อครอบครัว”

นอกจากธุรกิจส่งออก ชัชพลยังทำธุรกิจนำเข้าไวน์จากต่างประเทศ ส่งให้กับโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ ในไทยอีกด้วย โดยเขารู้จักกับผู้ชายชาวสวิสคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องไวน์เลยได้มาร่วมธุรกิจกัน

“คนนี้เคยเป็นลูกค้าผมมาก่อน เขาอยากทำร้านนวดที่สวิตเซอร์แลนด์ก็มาปรึกษาผม แต่คุยไปคุยมาเขารู้เรื่องไวน์ดี ผมเลยชวนทำธุรกิจไวน์เลย เขาฟังเราพูดแล้วโอเค ก็เลยไปจดบริษัทหนึ่งเป็นดิสทริบิวเตอร์ (ผู้จัดจำหน่ายไวน์) ส่วนผมก็เป็นอิมพอร์เตอร์นำเข้าไวน์จากบริษัทเขา ซึ่งพอผมตัดสินใจนำเข้าไวน์ ก็ไปเรียนเรื่องไวน์ที่กอร์ดอง เบลอ 4 เดือน จนมีความรู้เรื่องไวน์สามารถสื่อสารเรื่องไวน์กับลูกค้าและผู้บริโภคได้”

เขากล่าวว่า เมื่อทำธุรกิจจำต้องรู้เรื่องนั้นๆ จึงต้องไปเรียน เพราะถ้าไม่เรียนก็จะไม่มีความรู้ที่จะไปสื่อสารกับคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือผู้บริโภค ที่สำคัญเขามองถึงการเป็นอาชีพหนึ่งในอนาคต

“ชีวิตเราไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าถามอนาคต อาชีพหนึ่งที่อยากเป็นก็คือซอมเมอลิเยร์ (Sommelier) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ซึ่งต้องไปเรียนต่ออีกมาก เมืองไทยตำแหน่งนี้เงินเดือนน่าจะสูง 7-8 หมื่น แต่เมืองนอกสตาร์ทขั้นต่ำ 2-3 แสน ก็มองเหมือนกันถ้าไม่มีอะไรทำหรือตกงาน (หัวเราะ) อาจจะไปสายนี้”

อย่างไรก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้นักธุรกิจหนุ่มผู้นี้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจล่าสุด กับงาน Beauty and Make Over Expo 2017 ที่จะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 

ญาดา เรืองสุขอุดม ปรุงโลกใบใหม่ในจานอาหารญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487808

ญาดา เรืองสุขอุดม ปรุงโลกใบใหม่ในจานอาหารญี่ปุ่น

โดย…ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

อาหารมีความน่ารัก มีความขำขันอยู่ในสิ่งที่เรากำลังกินมัน เป็นมุมมองของเชฟหน้าใสมีรอยยิ้มติดมุมปากดูน่ารักน่าชังพอๆ กับอาหารที่ปรุง “เชฟแก้ว” ญาดา เรืองสุขอุดม เชฟและเจ้าของร้านอาหารชิโอะ (Shio) ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าเกลือ ครีเอทเมนูอาหารที่มีแบบฉบับของตัวเอง ชัดเจนทั้งรสชาติ การปรุงรส และการตกแต่งจานที่ไม่ซ้ำแบบใคร พิกัดร้านอยู่ที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ คึกคักไปด้วยชาวอาทิตย์อุทัยมานั่งชิมเต็มร้าน

เกลือมีความหมายที่ธรรมดาสามัญ เป็นรสที่มีในอาหารทุกๆ ชาติ เชฟแก้ว บอกที่มาที่ไปของการเลือกตั้งชื่อร้านชื่อสั้นๆ จำง่ายๆ แนวทางของอาหารเติบโตไปพร้อมๆ กับระยะเวลา 4 ปีที่เปิดร้านขึ้นมา จากจุดเริ่มต้นอาหารจานเดียวที่เรียกว่า โยโชะกุ มีเมนูให้เลือกตั้งแต่หมูทอดทงคัตสึ เริ่มคลี่คลายจากรสดั้งเดิม เป็นการครีเอทเมนูให้เลือกได้หลากหลาย ในแบบอาหารฝรั่งของคนญี่ปุ่น ทั้งแฮมเบอร์เกอร์ สเต๊ก สปาเกตตีซอสครีมโชยุ พิซซ่าคาโบนาร่า ราดมาพร้อมไข่ออนเซ็น

ทุกๆ จาน เชฟเริ่มต้นที่ภาชนะหน้าตาแปลกใหม่ ช่วยชูรสและสีสันที่เป็นทั้งอาหารตาก็เป็นอีกเอกลักษณ์ของร้านอาหารฝรั่งสไตล์ญี่ปุ่นที่อร่อยล้ำ

“ปรัชญาการทำอาหารยึด 3 ข้อ คือ เข้าใจ เคารพ และชื่นชมในวัตถุดิบชนิดนั้นๆ อาหารของร้านจึงเป็นการนำความใหม่ ผสานกับทักษะการปรุงที่ยึดความเก่าแก่ดั้งเดิมไปด้วย แล้วความที่เราอายุไม่เยอะ (บอกพลางยิ้มน้อยๆ) ถ้าทำแต่อาหารสไตล์คลาสสิกออกมา วัยรุ่นก็คงไม่มีใครอยากกินนะ คนมากินอาหารที่ร้านเราคงอยากได้พลังงานของวัยรุ่น หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

กะหล่ำจิ๋วกับฟัวกราส์จานนี้ ก็เหมือนได้กินโลกในอีก Chapter โดยไม่ละทิ้งวิธีการปรุงตำรับเดิม แปรสภาพมิกซ์ขึ้นมาเป็นจานใหม่ เหมือนสนุกกับการปลูกผักจิ๋วๆ ใช้ผักกะหล่ำน้อยก็นำมาปลูกใหม่ แต่ก็ไม่เหมือนเดิมเพราะมีสิ่งที่เปลี่ยนไปซ่อนอยู่ข้างใน คือรสเข้มข้นของฟัวกราส์ที่ไปกันได้กับซอสบัลซามิกเทริยากิ ที่ให้รสเปรี้ยวและหวาน มีการจัดวางบนคุกกี้ครัมเบิ้ล ออกกรุบกรอบวางให้ดูคล้ายดิน เพิ่มรสชาติผักออกกรอบ มีฟัวกราส์หอมนุ่มเนียนลิ้น

หลายๆ เมนูมาจากการทำให้คนรอบข้างชิมกัน เพื่อนๆ ชอบขอให้ทำอาหารให้กิน ซึ่งเราก็รู้สึกดี รู้สึกสงบทุกครั้งที่ได้เข้าครัวทำอาหาร และเป็นอย่างแรกเลยนะที่ได้ทำแล้วไม่เคยเบื่อ ได้ลองหั่นผักครั้งแรกก็ชอบเลย ชอบความรู้สึกขณะหั่น (บอกพลางยิ้มอีกครั้ง) พอได้ลองผัด ทอด ก็ชอบทุกๆ ขั้นตอนในการปรุงอาหาร ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นเชฟอะไรนะตอนนั้น ก็ทำแบบเด็กๆ ทำอะไรยังไม่เป็น แต่ก็ทำอาหารง่ายๆ ให้คุณแม่กิน แม่ก็ชมว่าผัดมาม่าฝีมือเราอร่อยดี (หัวเราะ) เส้นมาม่าแห้งดี เคล็ดลับก็แค่ไม่ต้องปรุงรสอะไรมากมาย กะเพราเนื้อก็ทำให้ง่ายที่สุด”

จากความสุขในการทำอาหาร จึงเลือกต่อยอดความรู้ไปร่ำเรียนที่สถาบันฮาโตริ กรุงโตเกียว พื้นฐานนอกจากเรียนการทำอาหารญี่ปุ่น หลักสูตรมีทั้งการเรียนทำอาหารฝรั่งและอาหารจีน เชฟแก้วบอกสิ่งที่ได้นอกจากความรู้ ก็คือการเปิดใจ เมนูอาหารที่ร้านชิโอะ จึงมีความหลากหลาย ออกแนวผสมผสานระหว่างอาหารฝรั่งและใส่ความเป็นญี่ปุ่นลงไปอย่างกลมกลืน

“ได้เรียนอาหารหลายๆ ชาติ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจมอยู่กับรสชาติใดรสชาติหนึ่ง ไม่มีรสที่ดีที่สุด อาหารทุกจานมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกัน ก็เลยชอบการแสวงหาเส้นทางใหม่ แต่ที่สุดแล้วคนเราก็อยากเดินทางกลับมาหารากเหง้าของเราเอง ตอนเด็กๆ เริ่มทำร้านด้วยแรงขับเคลื่อน แต่พอมาถึง ณ วันนี้กลายเป็นการปรุงด้วยความรู้สึกอยากทำอาหารญี่ปุ่นที่ใช้วัตถุดิบของไทย

เริ่มตั้งแต่เกษตรปลูกผักเอง รู้จักน้ำ รู้จักดินที่เราปลูก เราคงได้พื้นฐานอาหารญี่ปุ่นเน้นรสชาติจากธรรมชาติเอาไว้ พอมาผสมกับอาหารไทยที่เน้นการปรุงรสให้ครบรส”

สนุกกับการสร้างสรรค์ร้านญี่ปุ่นสไตล์มีแบบฉบับของตัวเอง เชฟแก้ว บอกด้วยรอยยิ้มเบาๆ เป็นบุคลิกติดตัวว่าจากร้านนี้เป็นความฝันวัยเด็ก พอมาถึง ณ เวลานี้ก็ขอฝันใหม่ไปอีกก้าว กำลังคิดนำอาหารไทยเข้ามาเป็นส่วนประกอบนำเสนอเมนูใหม่ๆ

แฟนคลับชิโอะโปรดติดตาม…

 

นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487633

นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก

โดย…มีนา

ทศวรรษนี้ไม่มีนักออกแบบชาวเอเชียคนใดที่จะโด่งดังในวงการแฟชั่นโลกเกินไปกว่า กัว เป่ย ดีไซเนอร์สุดอลังการ ที่สร้างชื่อในฐานะ “ดีไซเนอร์โอต-กูตูร์คนแรกของจีน” ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งสมาชิกพิเศษแห่งสมาพันธ์ห้องเสื้อชั้นสูงแห่งเอเชีย (Asian Couture Federation) ทั้งเป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมดีไซน์แห่งโรส สตูดิโอ (Rose Studio) ที่มีทีมงานกว่า 450 คน ฝีมือคุณภาพที่เหนือมาตรฐาน ความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ รายละเอียดหรูวิจิตร และการบริการเหนือระดับ

โรส สตูดิโอ เป็นที่กล่าวขานในหมู่ลูกค้าชาวจีนที่นิยมแฟชั่นชั้นสูง กลายเป็นแบรนด์ที่บรรดานักการเมือง ดารา คนดัง นักธุรกิจชั้นนำ และแฟชั่นนิสต้าในจีนให้ความนิยม ไม่เพียงเท่านั้นชื่อของเธอยังขจรไกลไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่ ริอันนา ป๊อปสตาร์ชื่อดัง เลือกสวมใส่ชุดคลุมสุดอลังการสีเหลืองนกคานารี ที่หนักถึง 25 กิโลกรัมของ กัว เป่ย ไปเฉิดฉายบนพรมแดงงาน New York’s Met ที่ผ่านมา

ล่าสุดผลงานของเธอได้มาเป็นโชว์เปิดงานงาน BIFW 2017 (Bangkok Internation Fashion Week 2017) ที่จัดขึ้นที่สยามพารากอนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดย กัว เป่ย ได้กล่าวชื่นชมในพระปรีชาด้านแฟชั่นของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วย

กัว เป่ย ยังกล่าวถึงแฟชั่นโชว์ของเธอครั้งแรกในประเทศไทยครั้งนี้ว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก เธออยากนำงานสวยๆ มาให้คนไทยได้ชม แต่ตัวคอลเลกชั่นล่าสุด Spring/Summer 2017 ยังจัดแสดงอยู่ที่ปารีส เธอจึงนำคอลเลกชั่นก่อนหน้ามาให้ชม ซึ่งมีชื่อคอลเลกชั่นว่ายุ่ยเจี้ย หมายถึงการพบปะ คนเราทุกคนจะเริ่มต้นรู้จักด้วยการพบกัน ก็เป็นการแนะนำกันระหว่าง กัว เป่ย กับประเทศไทย ถือเป็นแฟชั่นโชว์ที่มีความพิเศษมากๆ

“สำหรับความคาดหวังของดิฉันในการแสดงผลงานครั้งนี้  ถือเป็นการที่เราจะได้รู้จักกันและดิฉันก็ชอบประเทศไทย ดิฉันอยากจะลองนำศิลปะวัฒนธรรมไทยบางอย่าง หรือลวดลายบางอย่างนำเข้าไปผสมกับชิ้นงานออกแบบ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีความยาวนาน ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปพระบรมมหาราชวังไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยคิดว่าจะมีชิ้นงานที่พิเศษ สวยงาม และดูสูงส่งขนาดนี้ และคนไทยก็มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เป็นที่น่ายกย่องมาก ดิฉันเลยคิดว่าจะนำอิทธิพลของศิลปะไทยไปลองใส่ในชิ้นงานดู นี่คือความคาดหวังในอนาคตของดิฉันด้วยค่ะ”

กัว เป่ย ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ในฐานะ 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลก โดยคอลเลกชั่น Magnificent Gold ของเธอนั้นได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงในนิทรรศการ Costume Institute’s Spring 2558 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิแทน (Metropolitan Museum) มหานครนิวยอร์ก นอกจากนี้ เธอยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการจัดแสดงผลงานทั้ง 4 คอลเลกชั่นในจีน และได้รับ
คำเชิญให้เดินทางไปจัดแสดงคอลเลกชั่นโอต-กูตูร์ในงาน Paris Couture Show อีกด้วย

กัว เป่ย ในวัย 49 ปี เล่าว่า เธอเกิดมาในยุคที่เพิ่งผ่านการปฏิวัติวัฒนธรรมมาหมาดๆ ทำให้ทุกคนอยู่ในสภาพที่ไม่ได้คิดถึงความสวยงาม ทุกคนใส่เสื้อผ้าเหมือนยูนิฟอร์มกันหมด เช่น ชุดสีเทาและสีดำ ด้วยหัวคิดของนักออกแบบแฟชั่น กัว เป่ย จึงมองเห็นช่องว่างจึงเลือกเรียนออกแบบแฟชั่นในปี 1982 ระยะทางของการที่เป็นแฟชั่นดีไซน์จึงเป็นระยะทางที่ยาวนานมาก โดยความตั้งใจของเธอคือจะนำความงดงามของศิลปะจีน เช่น ศิลปะการปักผ้าแบบโบราณ รวมถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมของจีนมาเผยแพร่ให้ได้ชมโดยทั่วกัน

 

“การเป็นดีไซเนอร์ที่ประเทศจีนนั้นยากมาก เรียกได้ว่าเหมือนหาต้นไม้สักต้นในโอเอซิส เพราะฉะนั้นกว่าที่จะก้าวมาถึงจุดนี้มันต้องใช้หลายอย่างมาก การเป็นดีไซเนอร์ทุกคนอาจจะคิดว่ามีแต่ความทันสมัย การมีชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในมุมมองของดิฉันไม่ใช่ การเป็นดีไซเนอร์ของดิฉันนั้นต้องมีแกนหลัก อย่างเช่น เทคนิคการตัดผ้าแบบโบราณ หรือการที่ลักษณะลวดลายตามแบบราชสำนักโบราณ พวกนี้คือแกนที่จะทำให้ดีไซเนอร์ยืนยงอยู่ได้นาน และสิ่งนี้คือสิ่งที่ดิฉันไปเสาะหาแสวงหามาตลอด 30 ปี ดีไซเนอร์ที่ดีจึงต้องมีแกนหลักค่ะ”

ทำงานด้านการออกแบบ แรงบันดาลใจถือเป็นสิ่งที่สำคัญ กัว เป่ย มักหาแรงบันดาลใจได้จากสิ่งที่อยู่ในใจเธอ รวมทั้งการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่ที่ให้แรงบันดาลใจแก่ กัว เป่ย ได้ดีมากๆ คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ เช่น อาหรับ หรือเอเชีย ซึ่งจุดต่างๆ ประวัติในที่ต่างๆ ออกมาเพื่อใส่ลงไปในชิ้นงาน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าชิ้นงานของเธอนั้นเน้นเรื่องอะไร หรืออย่างการไปปารีส เธอชื่นชอบการไปโบสถ์ โดยคอลเลกชั่นล่าสุดของเธอก็ได้อิทธิพลมาจากโบสถ์ที่ปารีสนี่เอง

“จริงๆ การทำงานระดับโลกหรือระดับไหน คุณจะเจออุปสรรคและปัญหาในทุกขั้นตอน ซึ่งตัวดิฉันเองไม่กลัวปัญหา เพราะปัญหาและอุปสรรคนำมาซึ่งโอกาสที่ดีมาให้ พอเจอปัญหาเราก็จะมีพลัง เหมือนออกไปรบกับศัตรู ซึ่งดิฉันจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้ง ฉะนั้นดิฉันจะยอมรับและเข้าใจและชอบปัญหามากกว่า เพราะปัญหาทำให้เราโตขึ้นก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งของชีวิต”

กัว เป่ย บอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยแพลนหรือคิดอะไรล่วงหน้า ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ที่เธอได้เริ่มเรียนดีไซน์ โดยไม่ได้คิดว่าจะมีวันนี้ เพราะฉะนั้นปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกว่า คนเราจะต้องมีหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ ในฐานะดีไซเนอร์เธอก็มีหน้าที่ที่จะสื่อในเรื่องวัฒนธรรมจีน ความงดงามและประวัติศาสตร์ของจีนออกไป นั่นคือเป้าหมายลึกๆ ของเธอ โดยในอนาคตอยากจะทำชุดเจ้าสาวในแนวชุดประจำชาติ เพื่อประกาศให้รู้ว่านี่คือคนจีนและเธอมีความภาคภูมิใจในประเทศของเธอ

“การเป็นดีไซเนอร์จะต้องมีไฟ ไฟก็คือแรงบันดาลใจลึกๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้อยากทำ ถ้าถามว่าไฟมาจากไหน ไฟมาจากความรัก รักในสิ่งที่ทำ แต่ความรักนี้ไม่ใช่ความรักธรรมดา สำหรับมนุษย์ความรักนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องทุ่มเท ต้องอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างลงไป ให้มันออกมาเป็นชิ้นงาน ไม่ใช่ลักษณะที่ทำฉาบฉวย ทำให้ผ่านไปพอให้มีชื่อเสียงแล้วจบ สำหรับดิฉันมันคือการกระโดดลงไปทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นปัจจัยตรงนี้ ถ้าคุณไม่มีความรักในงานที่ทำ ซึ่งเป็นความรักแบบลึกซึ้งทุ่มเททั้งชีวิต มันจะไม่ประสบความสำเร็จเลย

ดิฉันจะรู้สึกประทับใจมากที่มีคนเข้ามาหาให้ดิฉันทำเสื้อผ้าให้ เสื้อผ้าไม่ได้อยู่กับคนในช่วงเวลาเดียว แต่จะอยู่กับคนที่เข้ามาสั่งทำตลอดชีวิต มันเป็นการให้ช่วงเวลาดีๆ ที่สวยงามกับลูกค้า ดิฉันไม่ได้เหมือนกับแฟชั่นดีไซเนอร์ทั่วไป ไม่ได้เดินตามรอยดีไซเนอร์ชื่อดังในต่างประเทศ ดิฉันคิดว่าดิฉันมีทางเดินที่อยากนำเสนอว่า ในตู้เสื้อผ้าเรามีกางเกงยีนส์เป็นร้อยตัวซ้ำๆ มันเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ หรือผู้หญิงบางคนจะซื้อเสื้อผ้าใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้งมันดูเสียเปล่า การที่เราจะซื้อเสื้อผ้าเราต้องชอบก่อน และดิฉันอยากจะทำเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แค่ชอบ แต่ให้คนที่ซื้อไปใส่รักไปเลย และอยู่กับลูกค้าไปตลอด”

สุดท้าย กัว เป่ย ฝากแนะนำดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ ว่า เราต้องเซตเป้าหมายก่อน จากนั้นเราต้องขีดเส้นกรอบมันไว้ เส้นกรอบเหมือนข้างในมันว่าง อาจจะเป็นกลมๆ ขีดเส้นไว้เพื่อให้เรารู้ว่าเราจะเดินทางไปถึงได้อย่างไร“

ถ้าอยากมีชื่อเสียงก็ต้องมีคอนเนกชั่นกับนักข่าว ติดต่อดาราที่มีชื่อเสียงมาใส่ชุดของเรา จ่ายเงินมันทำได้แต่มันจะไปไม่ไกล เพราะสิ่งที่เราทำมันกลวง เหมือนในกล่องเรามันไม่เต็มมันกลวง ต้องทำชิ้นงานเยอะๆ เพื่อเติมเต็มกล่องของเราให้เต็ม เราก็จะสำเร็จและไปได้ไกล เพราะชิ้นงานมันจะพิสูจน์ตัวเอง บางคนอาจจะคิดว่าเงินบันดาลได้ทุกสิ่ง แต่ความจริงมันไม่ใช่ แต่เวลาต่างหากที่สำคัญ เพราะมันจะทำให้คุณประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง”

 

หนุ่มหล่อนักสร้างบ้าน วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487433

หนุ่มหล่อนักสร้างบ้าน วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล

โดย…โยธิน อยู่จงดี

“สําหรับผมแล้วบ้านคือจุดเริ่มต้นชีวิตที่ไม่ว่าเราจะล้มหรือท้อสักกี่ครั้ง เราก็ยังมีบ้านให้กลับมีคนในครอบครัวอยู่ให้กำลังใจเราเสมอ ผมจึงใฝ่ฝันอยากเป็นคนที่สร้างบ้านให้ทุกคนได้อยู่อย่างมีความสุขในบ้านที่ผมสร้างขึ้น” เปา-วีระศักดิ์ จงประวัติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามมั่นคง กล่าว

วีระศักดิ์ เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเรจินา (University of Regina) ประเทศแคนาดา เป็นทายาทคนที่ 3 ของสมศักดิ์-วีนัส จงประวัติสกุล เจ้าของกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสาเข็ม แผ่นพื้น บริษัท สยามคอนกรีต ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ มากมาย จนเริ่มขยายกิจการมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ชานเมืองและ จ.ปทุมธานี ในนามบริษัท สยามมั่นคง

“ด้วยความที่ครอบครัวของผมคลุกคลีอยู่กับธุรกิจก่อสร้างมาหลายสิบปี จนมาทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ผมก็มีความตั้งใจว่าวันหนึ่งเราจะต้องกลับมาช่วยธุรกิจของทางบ้านให้เติบโตขึ้น จึงตัดสินใจเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเรจินา ประเทศแคนาดา

พอกลับมาประเทศไทยในช่วงที่ผมช่วยงานที่บ้าน บริษัทก็สร้างอพาร์ตเมนต์อีกร่วม 10 ตึก และตัวผมเองก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงงานเสาเข็มอีกแห่งหนึ่ง จึงมีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งเรื่องระบบการเงิน บัญชีเบื้องต้น รวมทั้งงานก่อสร้าง ผมคิดว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการช่วยธุรกิจของครอบครัวก็คือช่วยสร้างประสบการณ์ในการทำงานอีกระดับ ที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง

อย่างเวลาเราอยู่ที่บ้านเราจะได้ฟังเวลาคุณพ่อคุณแม่คุยกับแขกผู้ใหญ่ของท่าน และก็จะได้คำสอนข้อคิดของคนที่มีประสบการณ์อยู่เสมอๆ และยังได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้เรียนรู้งานใหญ่ที่สำคัญ เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเราเอง อย่างครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เรียนรู้งานจากคุณโกมลและคุณปราโมทย์ เจษฎาวรางกูล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท วังทอง กรุ๊ป

ตอนนั้นท่านทั้งสองได้ให้โอกาสร่วมทำหมู่บ้านไอ ดีไซน์ วิภาวดี ให้เรียนรู้งานตั้งแต่เริ่มโครงการ การวางผังออกแบบโครงการ ออกแบบบ้าน ดูงานก่อสร้าง และงานขาย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือว่าได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากมืออาชีพที่มีค่ามากสำหรับเรา จนเราคุยกับครอบครัวว่าเราน่าจะออกมาทำโครงการอสังหาฯ ของเราเองเพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 เป็นธุรกิจที่มีเสน่ห์ มีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลาเพราะมีอย่างจำกัด”

จนกระทั่งโครงการสยามไฮวิลล์ออกมาเป็นรูปร่างและถูกจองจนเกือบหมดในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถเปิดโครงการที่ 2 สยามไฮวิลล์ วงแหวนธัญญะ การันตีความสามารถของผู้บริหารหนุ่มหล่อรายนี้เป็นอย่างดี

“ผมคิดว่าการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นงานที่สนุก ตั้งแต่การที่เราจะเลือกทำเลที่ดินมาทำโครงการ เลือกรูปแบบโครงการที่เราจะทำ รวมทั้งรูปแบบทางสถาปัตยกรรม มีความท้าทายจากปัญหาในทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้เราต้องมองหานวัตกรรมมาใส่ เพื่อให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง

แนวทางในการเลือกทำเลของผม อยู่บนพื้นฐานความต้องการของตลาด ต่อมาก็คือการเดินทางสะดวก สิ่งแวดล้อมดี ผมชอบเลือกโครงการที่ใกล้กับทางด่วนสามารถเดินทางเข้าตัวเมืองได้ง่าย มีตลาด วัด ศูนย์การค้า ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินทางซื้อของใช้ในบ้านได้สะดวกก็ทำให้บ้านชานเมืองเป็นทั้งบ้านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและยังได้บรรยากาศบริสุทธิ์อีกด้วย

ในความคิดของผมบ้านต้องเป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องเป็นรากฐานอนาคตอันมั่นคงให้กับลูกค้า เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสุขในทุกๆ วัน เราจึงออกแบบบ้านของเราโดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัย เน้นวัสดุที่มีคุณภาพ การก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน การออกแบบที่เน้นการอยู่สบาย ให้ผู้อยู่อาศัยอยู่แล้วมีความสุข

ขั้นตอนการสร้างก็เป็นงานหนักที่ต้องเจอปัญหารอบด้าน ผมจำได้ว่าในโครงการแรกนั้นถือว่าเรายังเป็นมือใหม่มากในการบริหารงานในขั้นตอนการก่อสร้าง เรามีเพียงประสบการณ์ด้านวัสดุก่อสร้าง และการทำอพาร์ตเมนต์ แต่กับหมู่บ้านจัดสรรแล้วเป็นสิ่งที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง มีความซับซ้อนกว่ามากในแง่ของการออกแบบและการบริการลูกค้า”

ผู้บริหารหนุ่มเชื่อว่าการซื้อบ้านคือการต่อยอดของชีวิต “คนเราเลือกบ้านที่ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะหาได้ และเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้านในแบบที่ตัวเองเป็น ให้อยู่แล้วมีความสุขอยู่แล้วสบาย หลายคนเลือกซื้อบ้านให้เป็นของตัวเอง เพื่อจะได้ประโยชน์อย่างอื่นตามมา เช่น สร้างครอบครัว แต่งงาน มีห้องให้ลูกอยู่ ไม่ต้องไปอยู่ห้องเช่าเหมือนเมื่อตอนอยู่คนเดียว

บางคนก็ปรับพื้นที่บ้านในการทำธุรกิจ เพราะไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเช่า ถือเป็นการประหยัดต้นทุนของกิจการของตัวเองได้ หลายๆ คนอาจจะกำลังทำงานประจำอยู่และมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ก็สามารถนำพื้นที่ใช้สอยของบ้านและเวลาที่ว่างของตัวเองนั้นมาประกอบกิจการตามความถนัดของตัวเอง เช่น การเปิดสอนพิเศษให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน การสอนดนตรี ศิลปะต่างๆ

หากพื้นที่บ้านค่อนข้างกว้างก็สามารถจัดพื้นที่เป็นธุรกิจงานสัมมนา การทำเวิร์กช็อปในบ้าน ในสวนหลังบ้าน สำหรับผู้ที่สนใจในการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาวิชาชีพต่างๆ ได้ ซึ่งหากทำได้สำเร็จจริงเราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า รายได้ที่ได้เพียงแค่ในวันเสาร์-อาทิตย์ อาจจะสามารถสร้างได้มากกว่าการผ่อนบ้านทั้งเดือนเลยก็เป็นได้ และนั่นหมายความว่าเราสามารถนำทรัพย์สินของบ้านมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด นอกจากจะได้บ้านเป็นของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตได้ด้วย”

 

ฉัตรชัย ศิริไล โลกที่ต้องก้าวตามให้ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2560 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487230

ฉัตรชัย ศิริไล โลกที่ต้องก้าวตามให้ทัน

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

“ไม่มีอะไรในโลกที่ได้ผลออกมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างมันย่อมมีข้อผิดพลาด เพราะเราต้องทำงานกับทีม กับลูกค้า กับคู่ค้า เราจึงต้องมีจุดที่เราต้องถอยคนละก้าว มีจุดที่ยอมรับได้ ถึงจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากทุกคนจะเอาแต่ได้ทั้งหมดมันจะเกิดปัญหาและทำให้องค์กรไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้” ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ เริ่มต้นบทสนทนา

“ย้อนไปตั้งแต่สมัยผมเรียนหนังสือ ผมมีเป้าหมายอยู่อย่างหนึ่งในชีวิตคืออยากเป็นหมอ เพราะในยุคสมัยที่ข่าวอีสเทิร์นซีบอร์ดกำลังดัง เด็กเอนทรานซ์ส่วนใหญ่อยากจะเลือกเรียนอยู่ 2 คณะก็คือ วิศวกร กับแพทย์ ส่วนตัวผมไม่ชอบทำงานตากแดด (หัวเราะอารมณ์ดี) เลยขอเลือกเรียนหมอดีกว่า

เอนทรานซ์ยุคนั้นจะมีให้เลือก 6 คณะ 3 คณะแรกผมเลือกคณะแพทยศาสตร์หมดเลย ที่เหลืออีก 2 อันดับ ผมก็เลือกคณะที่เกี่ยวกับประมง คิดว่าไม่ได้เรียนหมอก็จะไปเป็นประมง อันดับสุดท้ายเลือกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (สถิติศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าคะแนนของเราสามารถลงได้ก็ไปลงเอาไว้ ปรากฏว่าผลสอบออกมาไปติดที่คณะสุดท้าย

ผมก็เลยคิดว่า ก็จะลองเรียนรู้ไปก่อน ถึงเวลาสอบเอนทรานซ์ใหม่อีก 1 ปีค่อยสอบหมอใหม่ แต่พอเรียนไปเรียนมากลายเป็นว่าเราตั้งใจที่จะเรียนให้จบ เพราะว่าเราเลือกสาขาการประมวลผลสถิติด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเราก็ชอบและสนใจด้านคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

เรียนจบก็เข้ามาทำงานธนาคารได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ สหรัฐอเมริกา สมัยนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ในต่างประเทศจะเรียนกันค่อนข้างหนัก ทำงานอยู่แล็บประมาณตี 3 กลับถึงหอพักโดยใช้รถบัสของทางมหาวิทยาลัยประมาณตี 4 แล้วก็ตื่น 7 โมงเช้า เพื่อเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยต่อแล้วก็เลิกประมาณตี 3 ชีวิตก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ประมาณ 2 ปี

สิ่งที่ผมได้จากการเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ระบบการจัดการความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือคำว่า อาร์ต ออน ไซน์ หรือการมีศิลปะบนวิทยาศาสตร์ จริงอยู่ว่าการคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์สอนให้เรารู้จักวิธีการคิดออกมาให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด คือถ้ามีคะแนนร้อยคุณจะต้องทำให้ได้เต็มร้อย แต่ในชีวิตของการทำงานจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว จึงต้องมีจุดยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่มีทางที่ทุกคนจะเห็นเหมือนคุณ และไม่มีสิ่งใดจะได้ผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องทำให้เต็มที่ เพราะระบบการสอบของมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ ในข้อสอบแต่ละข้อ หากคุณทำได้จะได้บวกจากคะแนนปกติไปอีก 20 คะแนน แต่หากทำไม่ได้จะกลายเป็นติดลบ 20 ที่อื่นเป็นแบบนี้หรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าระบบการคิดคะแนนแบบนี้เป็นระบบคิดคะแนนที่ดี ทำให้เราต้องตอบอย่างเต็มที่ มั่วไม่ได้ เพราะถ้ามั่วคือติดลบ ถ้าทำเต็มที่เต็มกำลังจะได้คะแนนบวกเพิ่มไปอีก ข้อไหนไม่ได้พักไว้ก่อนไปทำข้ออื่นแล้วกลับมาตอบใหม่ ตั้งใจคิดคำตอบออกมา ติดนิสัยมาจนถึงวันนี้ที่ไม่ว่าจะทำอะไรต้องเต็มที่เสมอ”

ไม่ใช่เพียงแค่หลักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ผู้บริหารหนุ่มเลือกมาใช้ เทคนิคจากงานอดิเรก เช่น การต่อจิ๊กซอว์และมุมมองในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานธนาคาร ก็ช่วยให้เขานำพาองค์กรให้เดินหน้าประสบความสำเร็จให้เป็นองค์กรสมัยใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

 

“ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราค่อนข้างมาก ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือร่นระยะทางความเร็ว ความรู้ ให้สั้นลง เดี๋ยวนี้เด็กๆ อยากจะรู้เรื่องอะไรสักเรื่องแค่เข้าอินเทอร์เน็ตก็ได้ข้อมูลเพียงพอที่จะทำให้เขามีความรู้มากพอๆ กับผู้ใหญ่ ดังนั้นเราจะต้องยอมรับและใช้เทคโนโลยีให้ตรงตามจุดประสงค์ และเรื่องอายุก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนรู้อีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีเริ่มปรับตัวให้เข้ากับชีวิตเราได้มากขึ้น

องค์กรของเราเองก็เช่นกันที่ต้องปรับให้ทันตามเทคโนโลยี แต่ความเปลี่ยนแปลงคงจะไม่เกิดในทันทีทันใดภายในหนึ่งเดือน ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่ยิ่งต้องใช้เวลานาน แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องพัฒนาตัวเองให้ทันโลก ยิ่งการทำงานในสายการเงินแล้วยิ่งได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

สิ่งที่ธนาคารทำ ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีด้านการเงินเข้ามาร่วมให้บริการ อย่างเช่นการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านแอพพลิเคชั่น และอนาคตต่อไปอาจจะมีระบบการจองคิวล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียเวลาเข้ามารอครึ่งค่อนวันเหมือนแต่ก่อน เพื่อลดคำว่าเสียเวลาลงให้มากที่สุด แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีก็หมายความว่าพนักงานของเราทุกคนก็ต้องปรับตัวให้ก้าวทันตามเทคโนโลยีที่เข้ามาด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะต้องเป็นไปในรูปแบบที่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

การทำงานก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ ทุกอย่างมันไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จภายในครั้งเดียวหรือเห็นภาพภายในครั้งเดียว สิ่งที่เราทำก็คือหาชิ้นส่วนที่เป็นขอบเพื่อสร้างกรอบการทำงานออกมา รู้ว่าขอบเขตของรูปอยู่ตรงจุดไหนบ้าง จากนั้นก็ค่อยไปแยกส่วนทีละชิ้น บ้าน ท้องฟ้า ต้นไม้ และน้ำทะเล หรือขึ้นอยู่กับว่าเราต่อภาพอะไร จากนั้นแยกภาพส่วนใดส่วนหนึ่งออกมาต่อข้างนอกให้สำเร็จ แล้วก็นำมาต่อให้เสร็จเป็นส่วนๆ

 

ส่วนไหนที่คุณหาไม่เจอ ส่วนใดที่คุณยังไม่สามารถต่อได้เลย เวลานั้นให้คุณถอยออกมาก่อน การทำงานก็เช่นกัน เวลาที่เราทำงานแล้วเราเจอปัญหาไม่ว่าจะพยายามแก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ อยากหาทางออกก็ไม่เจอ ให้ถอยออกมาก่อนแล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่ ก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ จะมีชิ้นส่วนบางชิ้นที่เราหาอย่างไรก็ไม่เจอ ให้พักไว้ก่อนแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ไปกินข้าว ทำสมองให้กลับมาปลอดโปร่ง

เมื่อเดินกลับมาหาใหม่ คุณจะพบว่า ในทุกครั้งคุณจะพบจิ๊กซอว์ที่เป็นปัญหา ในการทำงานของเราก็เช่นกัน หากจะพูดในแง่ของการทำงานเป็นทีมก็สามารถทำได้เช่นกัน การทำงานเป็นทีมเราต้องแยกให้ชัดเจนว่าทีมไหนที่จะต่อกรอบ ทีมไหนจะหาชิ้นส่วนภายในภาพ เมื่อทุกทีมทำภาพเสร็จแล้วก็นำมาต่อรวมกันเป็นภาพใหญ่ที่สวยงาม แต่ปัญหาอย่างหนึ่งในการทำงานเป็นทีมก็คือจะมีบางชิ้นส่วนที่ก้ำกึ่งคาบเกี่ยวระหว่างการทำงาน ซึ่งมันจะเป็นชิ้นส่วนปัญหา ให้แยกมาพักไว้แล้วค่อยคิดกันทีหลัง เพราะว่าถ้าเกิดคุณมัวเสียเวลาในการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดทำงานอย่างไรก็จะไม่มีวันสำเร็จ

ถ้าเวลานี้คุณต่อรูปนี้ไม่ได้ คุณก็ไปต่อรูปอื่นค่อยๆ เป็นรูปร่าง เมื่อคุณทำไปเรื่อยๆ วันละเล็กวันละน้อยมันจะประสบความสำเร็จในภาพที่คุณต้องการ มีคำกล่าวที่เขาชอบว่ากันว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การต่อจิ๊กซอว์หรือการวางแผนในการทำงานให้ประสบความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน มันต้องใช้เวลา

ในการบริหารงานผมตั้งเป้าไว้ 4 ปี เราจะต้องเห็นอะไรในองค์กร แล้วก็แบ่งออกไปว่าในแต่ละปีเราจะต้องเห็นอะไร แล้วสื่อสารกับทุกคนในองค์กรให้เห็นภาพเดียวกัน ในการทำงานผมจะบอกลูกน้องเสมอว่าแผนเปลี่ยนได้ แต่เป้าหมายเปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าในสถานการณ์จริงมันมีตัวแปรอย่างอื่นมากมายที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้นแผนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อทำให้งานของเราเดินหน้าไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ

 

ในการทำงานของผมจะมีเป้าหมายสูงสุดที่เราตั้งไว้ว่า ถ้าทำได้ก็คือกำไรและเกิดถึงจุดนึงที่เราตั้งอยู่ แต่ถ้าเกิดไม่ถึงจุดที่เราตั้งไว้แต่ว่ายังอยู่ในระดับที่เราพอใจว่าสามารถทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่เรารับได้ ยิ่งในฐานะเบอร์หนึ่งขององค์กรเวลาเกิดปัญหาเราจะเสียกำลังใจไม่ได้ และเวลาที่เราจะทำงานอะไรก็ตาม เราต้องทำให้เต็มที่เต็มร้อยเต็มความสามารถที่มี

เพราะชีวิตมีอยู่ 2 อย่างที่เราเอาคืนไม่ได้ก็คือเวลากับความตาย ถ้าเราทำไม่เต็มที่อย่ามาทำให้เสียเวลาชีวิต เพราะว่าเวลาผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย มันย้อนกลับคืนแก้ไขไม่ได้ ถามว่าในชีวิตมีสิ่งไหนที่เรารู้สึกเสียดายไปบ้างที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเอาได้ ก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงชีวิตที่ผมอายุประมาณ 29 ปี

ตอนนั้นผมเป็นเลขาฯ ผู้จัดการใหญ่ ประมาณทุ่มสองทุ่มผมยังนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ มองกระจกลงไปข้างล่างเห็นเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันลงไปเตะบอลบ้าง ก็ออกไปเดินช็อปปิ้ง รับประทานอาหารกับครอบครัว กับคนรัก ซึ่งผมไม่ได้มีชีวิตแบบนั้น แต่ผมก็ได้ชีวิตที่ดีอีกด้านหนึ่งกลับมา

หากจะบอกจริงๆ แล้วในชีวิตของคนเราไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก็อาจจะต้องยอมเสียอีกสิ่งหนึ่งไปเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้ทำให้ดีที่สุด ทำเต็มที่ในทุกสิ่งที่เราได้ทำก็พอ”

 

บนเส้นทางตัวโน้ตแห่งฝัน วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/487084

บนเส้นทางตัวโน้ตแห่งฝัน วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ระหว่างที่กลับมาเยือนเมืองไทยในระยะเวลาสั้นๆ วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล หรือ ต๊ะ มีงานดนตรีให้ทำไม่น้อย ในค่ำวันที่เราไปสัมภาษณ์นั้น เขาต้องไปเล่นกีตาร์ให้กับ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม ก่อนหน้านั้นก็เพิ่งไปร่วมวงกับ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ที่รายการ The Mask Singer ในวันถัดไปเขาก็มีคิวทำเวิร์กช็อปและมินิคอนเสิร์ตกับ แจ็ค-ธรรมรัตน์ ดวงศิริ ที่ลาว รวมทั้งยังมีเล่นให้กับ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ อีกด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า ในแวดวงนักดนตรีไทยแล้ว ต๊ะได้รับการยอมรับในฝีมือไม่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเป็นมือกีตาร์ชาวไทยซึ่งกำลังโลดแล่นสร้างชื่อสร้างงานอยู่ในอเมริกาด้วย

นักกีตาร์หนุ่มวัย 30 ปีคนนี้ จบการศึกษาสาขา Guitar Institute of Technology (GIT) จาก Musician Institute (MI) สหรัฐอเมริกา เคยทำงานเป็นครูผู้ช่วยสอนที่สถาบันนี้ ก่อนจะกลายเป็นนักดนตรีอิสระ ซึ่งมีงานแสดงตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในลอสแองเจลิส รวมถึงการบันทึกเสียงให้ห้องอัดให้กับศิลปินมีชื่อ และสอนกีตาร์ให้กับคนที่สนใจ

8 ปีที่อเมริกา ทำให้ต๊ะกลายเป็นมือกีตาร์ผู้ช่ำชองในหลากหลายแนวทางดนตรี ทั้งแจ๊ซ อาร์แอนด์บี กอสเพล ฯลฯ แต่ถ้าย้อนไปยังจุดเริ่มต้น หนุ่มเชียงใหม่คนนี้เริ่มมาจากเปียโนคลาสสิก ก่อนจะมาหลงรักกีตาร์ และดนตรีเมทัล “พ่อส่งไปเรียนออร์แกนตั้งแต่ 5 ขวบ แล้วก็เรียนเปียโนคลาสสิกมาจนถึงอายุ 15 ปี พอตอนเรียนมัธยมผมก็มาเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เขาก็เอาเอ็กซ์เจแปนมาให้ฟัง” นั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยน บวกกับการได้รู้จักกับงานของ ไมเคิล แจ็กสัน ทำให้เขาเลิกเรียนเปียโนหันไปสนใจกีตาร์อย่างจริงจัง และในปีท้ายๆ ของการเรียนระดับมัธยม ต๊ะก็ตัดสินใจลาออกมาศึกษานอกโรงเรียนและฝึกกีตาร์คลาสสิก เขาใช้เวลา 1 ปี จากที่เล่นไม่เป็นเลยจนสามารถสอบเข้าเรียนภาควิชาดนตรีในมหาวิทยาลัยพายัพได้ ระหว่างนั้นเขากับเพื่อนก็ตั้งวงเมทัล และมีผลงานอัลบั้มออกมาหนึ่งชุด

ไม่นานต่อมาก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต๊ะต้องออกจากมหาวิทยาลัยและเดินทางไปออสเตรเลีย เขาตั้งใจจะไปเรียนที่นั่น แต่ทิศทางชีวิตก็หันเหอีกครั้ง เมื่อนักดนตรีรุ่นพี่แนะนำให้ไปเรียนกีตาร์ที่อเมริกาแทน “พี่เขาบอกว่า ถึงแม้ว่ายูจะเก่งที่สุดในออสเตรเลีย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จหรือจะดังได้ ที่อเมริกาน่าจะมีโอกาสมากกว่า แล้วพอดีช่วงนั้นดอลลาร์อเมริกากำลังลงด้วย ก็เลยไป”

พอไปถึงอเมริกาได้ 6 เดือน ด้วยความจำเป็นของทางบ้านทำให้ต๊ะต้องดูแลค่าใช้จ่ายของตัวเอง นอกเหนือไปจากค่าเล่าเรียนซึ่งพ่อแม่จ่ายให้ “ตอนนั้นอายุประมาณ 22 รู้สึกเคว้งคว้างมาก ตอนแรกว่า เราจะเน้นไปเรียนอย่างเดียว” หนุ่มน้อยจึงต้องหางานทำ ซึ่งก็รวมถึงเล่นดนตรีที่ร้านอาหารไทยด้วย

ที่เอ็มไอ ต๊ะมีโอกาสได้ฝึกวิชากับอาจารย์ ซึ่งเป็นนักดนตรีระดับโลก หลังเรียนจบเขาถูกเลือกให้เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน เขาทำงานนี้อยู่หนึ่งปี ก่อนออกมาเป็นนักดนตรีอิสระทำงานในสตูดิโอและสถานที่ต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้ต๊ะได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการทำงานกับนักดนตรีต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม และแบ็กกราวด์ มือกีตาร์หนุ่มเชื้อสายเอเชียคนหนึ่งต้องดิ้นรนต่อสู้ไม่น้อย แรกๆ เขาหางานตามประกาศ ต่อมาเมื่อมี “คอนเนกชั่น” มากขึ้น ก็ทำให้โอกาสและประสบการณ์ถูกหยิบยื่นมามากขึ้น “งานตอนนี้ก็อาทิตย์หนึ่งก็น่าจะประมาณ 4 งาน ก็ไม่ถึงกับสบายมาก แต่ก็ไม่ได้แร้นแค้น พอมีเก็บนิดหน่อย ไม่ถึงกับว่าสามารถจับจ่ายใช้สอยได้เต็มที่”

เป้าหมายในอนาคตของต๊ะ คือ “ทำอัลบั้มของตัวเองให้เสร็จภายในปีนี้ เป็นเพลงบรรเลงแนวทางดนตรีน่าจะรวมแนวทางที่ผมชอบ ทั้งแจ๊ซ อาร์แอนด์บี ทั้งหมดให้ผสมอยู่ด้วยกันได้ ปกติผมเล่นกีตาร์หลากหลายแนวอยู่แล้ว มันเกิดจากการเรียนรู้จากคนที่ถนัดในแนวทางนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าของจริงมันเป็นยังไง เวลาเราไปทำงานที่ไหน เราก็ต้องดูด้วยว่า งานนี้คนนี้เขาต้องการยังไง ผมไม่ได้เป็นคนที่ต้องยึดกับสิ่งที่เคยเรียนมา หรือเคยฟัง หรือเคยทำ แต่ละคนซึ่งผมไปร่วมงานด้วยเขาก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกผมไปทำงานด้วย ผมก็จะทำสุดความสามารถให้ได้อย่างที่เขาต้องการ แต่เราก็ไม่ลืมใส่ความเป็นตัวเราเข้าไปด้วย เพราะนี่คือเหตุผลที่เขาเลือกเรามา”

อีกหนึ่งความตั้งใจของต๊ะ คือ การออกทัวร์กับศิลปินที่มีชื่อเสียง ซึ่งน่าจะเป็นประสบการณ์สนุกและท้าทาย เพราะการใช้ชีวิตในรถบัสกับวงยาวนานหลายๆ เดือนเพื่อไปเล่นตามที่ต่างๆ นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องปรับตัวทุกอย่าง แม้จะยาก แต่ต๊ะคิดว่าโอกาสกำลังจะมาถึงไม่นานนี้ งานชิ้นล่าสุดของต๊ะ คือสร้างสรรค์แอมป์กีตาร์รุ่นซิกเนเจอร์ให้กับบริษัทผู้ผลิตแอมป์กีตาร์ในไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันออกจำหน่ายแล้ว

ประสบการณ์เกือบ 10 ปี ทำให้ต๊ะเชื่อว่านักดนตรีไทยมีความสามารถ และน่าจะมีโอกาสในการทำงานระดับอินเตอร์มากกว่านี้ อีกทั้งวงการดนตรีไทยน่าจะพัฒนาไปได้อีกไกล หากรัฐบาลหรือเอกชนให้ความสำคัญและสนับสนุนด้วย “เหมือนเกาหลีที่เขาลงทุนไปมาก ทุกวันนี้เขาก็ได้กลับคืนมาเพราะอุตสาหกรรมบันเทิง ถ้าลองฟังเทียบดูระหว่างเคป๊อปกับเพลงฝรั่ง ผมว่าปัจจุบันคุณภาพมันใกล้กันมาก เพราะเขาเอาโปรดิวเซอร์ระดับโลกเข้าไปทำงานเพลง ทำให้เกิดการพัฒนาในวงการเพลงของเขา จริงๆ แล้วไทยเราควรจะทำได้มากกว่านี้ เรามีนักดนตรีและโปรดิวเซอร์เก่งเยอะแยะ”

บนเส้นทางสายดนตรี ยังคงมีฝันที่ วรเศรษฐ์ อภิญญาวัชรกุล ต้องการไปให้ถึงและทำให้ได้ “ตอนนี้งานที่อเมริกาก็ยังมีให้ทำเรื่อยๆ ที่เมืองไทยก็มีบ้าง ก็ไม่อยากทิ้ง ถ้ามีโอกาสก็คงต้องไปๆ มาๆ แบบนี้ก่อน” อาจจะไม่ได้สวมเสื้อทีมชาติไทยเหมือนนักกีฬา แต่หลายคนที่ได้รับรู้เรื่องราวของเขาต่างก็ส่งกำลังใจไปให้ และเชียร์ให้มือกีตาร์คนนี้ประสบความสำเร็จที่อเมริกา