ดีอีเร่งเครื่อง เน็ตหมู่บ้าน เสร็จตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495333

ดีอีเร่งเครื่อง เน็ตหมู่บ้าน เสร็จตามเป้า

“ดีอี” มั่นใจเน็ตหมู่บ้านเสร็จทันตามแผน พร้อมเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจดิจิทัลทุกระดับ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลในทุกระดับ โดยในส่วนเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นกำลังเร่งวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้าน โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 7.49 หมื่นหมู่บ้าน จะอยู่ในการดูแลของกระทรวง 2.47 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งมั่นใจว่าจะเสร็จในปีนี้แน่นอน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเจริญพอสมควร ส่วนที่เหลือจะเป็นส่วนที่อยู่ในความดูแลของ กสทช.ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2561

ทั้งนี้ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนี้จะเป็นโครงข่ายที่สร้างโอกาสให้ประชาชนมีความเท่าเทียมกันในการที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มีตลาดอี-คอมเมิร์ซที่กว้างขึ้น นอกจากนี้กระทรวงยังผลักดันโครงการดิจิทัลพาร์ค เพื่อเป็นพื้นที่ในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อสนับสนุนโครงการอีอีซี ผลักดันการลงทุนระบบบิ๊กดาต้าตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และโครงการ อื่นๆ ที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มขึ้นมาโดยเฉพาะการลงทุนในอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปีนี้ เคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศก็ต้องเสร็จภายใน 1 ปี ต้องทำให้ได้ ไม่มีผ่อนเวลาแล้ว ข้าราชการหรือปลัดคนไหนที่ทำไม่ได้ก็ปลด

“รัฐบาลมีเวลาอีกปี เพื่อดำเนินการด้านต่างๆ ใครบอกว่า 3 ปีรัฐบาลไม่ทำอะไร ผมเข้ามาปีครึ่งทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง คนที่พูดตนเองรู้ปัญหา แต่ทำไมเมื่อก่อนอยู่เฉยๆ ถ้าลงมือทำวันนี้แน่นอนที่ผลมันจะออก 3-4 ปี ข้างหน้า” นายสมคิด กล่าว

 

ความจริงเรื่องเอกราช-อธิปไตยไซเบอร์ของไทยกับปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495270

ความจริงเรื่องเอกราช-อธิปไตยไซเบอร์ของไทยกับปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

โดย…ปริญญา หอมเอนก ACIS/Cybertron Cybersecurity Research LAB  CIS Professional Center Co., Ltd. and Cybertron Co., Ltd.

จากกระแส “Digital Disruption” และ “Digital Transformation” ทั่วโลก ทำให้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของโลกมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำว่า ” Digital Transformation” หรือ “Digital Disruption” เป็นสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ ปัจจัยทั้ง 4 ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลดังกล่าวได้แก่ The Four IT Mega Trends in S-M-C-I Era (ดูรูปที่ 1)

 

 

 

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากปัจจัยทั้งสี่ดังกล่าวจึงมีผลกระทบเกิดขึ้นใน 3 ระดับได้แก่ ระดับบุคคลและครอบครัว  ระดับองค์กร และระดับประเทศ ไปถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ (National Security) ปัจจุบันประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยในดินแดนของประเทศเราในเชิงกายภาพ (Physical) แต่หลังจากระบบอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการติดต่อสื่อสารของคนไทยในหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนความนิยมในการใช้งานสมาร์ทโฟน และโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทย ทำให้มีการเก็บข้อมูลคนไทยทั้งประเทศไว้ในระบบคลาวด์  โดยส่งผ่านจากทางสมาร์ทโฟนและโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น Facebook, Youtube และ Line

ณ เวลาที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความ พฤษภาคม พ.ศ. 2560 มีคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนกว่าหนึ่งร้อยล้านเครื่อง เฉลี่ยใช้งานวันละ 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยโปรแกรมยอดนิยมคงหนีไม่พ้นสามโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดปรากฎการณ์มหกรรมการเก็บข้อมูลของคนไทยเข้าสู่ระบบคลาวด์ของบริษัทผู้ให้บริการโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายทำให้มีการจัดเก็บเกิดการเก็บพฤติกรรมผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องทั้งที่ผู้ใช้ทราบและไม่ทราบมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อมูลตำแหน่งการใช้งาน (User Location) , พฤติกรรมการค้นหาข้อมูล (User Search Behavior and Search Keyword) พฤติกรรมการเข้าชมภาพและวิดีโอ ตลอดจนพฤติกรรมในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ เช่น การจองโรงแรม การจองตั๋วเครื่องบิน ทำให้ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ตกอยู่ในมือของผู้ให้บริการการค้นหาข้อมูล และ ผู้ให้บริการโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ มีกลไกในการวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลของเรา โดยใช้เทคโนโลยี่ Big Data Analytic และ Machine Learning  ทำให้ผู้ให้บริการสามารถล่วงรู้พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สมาร์ทโฟน การค้นหาข้อมูล การใช้โปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ การรับรู้ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ทำให้ผู้ให้บริการสามารถทราบถึง “Digital Lifestyle” ของผู้คนอย่างไม่ยากเย็นนักจากข้อมูลที่เราเองเป็นคนใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว

ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือปัญหา “Cyber Sovereignty” หรือ “ความเป็นเอกราชทางไซเบอร์” ของผู้คนในประเทศตลอดจนไปถึงปัญหาความมั่นคงของชาติ (National Security) ซึ่งคนไทยเองส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังถูกละเมิดในเรื่อง “Cyber Sovereignty”   เนื่องจากปัญหาดังกล่าวถูกซ่อนอยู่ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและการใช้งานสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ทำให้ผู้ให้บริการที่เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก มีความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ และ สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการขาดรายได้ของรัฐบาลไทยจากการจัดเก็บภาษีจากยอดเงินในระดับหมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีผู้ให้บริการได้อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากผู้ให้บริการทำการ Settlement Payment โดยการใช้ Payment Gateway นอกประเทศไทย เป็นต้น

จึงมีผู้กล่าวเปรียบเปรยได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตประจำวันอยู่ใน “The Matrix” หลายท่านอาจกำลังนึกถึงนวนิยายไซไฟ แต่จริงๆแล้วเรากำลังอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนมีความเกี่ยวพันกับ S-M-C-I อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ซึ่งเปรียบเหมือนเรากำลังอยู่ใน “สภาวะไซเบอร์” ซึ่งปัจจัยทั้งสี่ S-M-C-I กำลังมีผลกับเราอย่างไม่รู้ตัว โดยปัจจุบันคนไทยมี Facebook Account มากกว่า 42 ล้าน และ LINE Account มากกว่า 33 ล้าน โดยมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องในแทบทุกวัน เรียกได้ว่าเป็น “New Platform” ที่คนไทยกำลังใช้ในการติดต่อสื่อสารกันแทนการใช้งานเทคโนโลยีในอดีต

 

หลายท่านอาจยังไม่ทราบอีกว่า การใช้งานโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือการใช้งาน “Search Engine” ในการสืบหาข้อมูลนั้น หลายครั้งที่เราค้นหาข้อมูลอะไรบางอย่าง จากนั้นในเวลาไม่นานนักกลับมีการนำเสนอสินค้าและบริการต่างๆกลับมาหาเราได้อย่างตรงใจเราเหมือนว่าระบบนั้นรู้ใจเราเป็นพิเศษ ซึ่งปรากฎการณ์นี้ เราเรียกว่า “Filter Bubble Effect”  ที่ระบบจะแสดงผลลัพธ์การค้นหาข้อมูล เป็นไปตาม “Digital Lifestyle” ของเรา ยกตัวอย่าง เช่น คนสองคน ค้นหาคำๆเดียวกัน แต่ผลลัพธ์อาจจะไม่เหมือนกัน ท่านผู้อ่านลองค้นคำว่า “Hotel Bangkok” จากมือถือหรือคอมพิวเตอร์พร้อมๆกัน จะพบว่าระบบจะแสดงผลลัพธ์เสนอโรงแรมมาให้เราเลือกไม่เหมือนกันในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องแปลกแต่จริง

ปัญหาจากปรากฏการณ์ “Fitter Bubble Effect” ของโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์และโปรแกรมค้นหาข้อมูลต่างๆก็คือ เราจะได้รับข้อมูลที่ต่างจากข้อมูลความเป็นจริง โดยเราจะได้รับข้อมูลที่ตรงกับใจเราเป็นส่วนใหญ่ กล่าวได้ว่าโปรแกรมดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “Echo Chamber Effect” คือผลลัพธ์ที่ระบบแสดงออกมามักจะเป็นไปในทางเดียวกัน เช่น เป็น comment เชิงบวกจาก post social ของเรา โดยเราจะไม่ค่อยเห็น post หรือ comment ที่แตกต่างหรือขัดแย้งไปจากความคิดของเรา ทำให้เราไม่สามารถที่จะรับรู้ความจริงที่อาจจะตรงกันข้ามกับผลลัพธ์ที่เราเห็นในโลกโซเชียลมีเดีย กล่าวได้ว่าโซเชียลมีเดียมีผลต่อการตัดสินใจ ความเชื่อ ความคิด ความต้องการในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ มีผลกับแบรนด์ มีผลกับชื่อเสียงของบุคคลและองค์กร มีผลต่อความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการต่างๆ เมื่อกระแสพาไป ทำให้คนส่วนใหญ่หลงเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน

 

Thailand 4.0 จำเป็นต้อง Upgrade Digital Literacy ให้เป็น คนไทย 4.0 ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการใช้งานโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์จึงจำเป็นต้องใช้งานอย่าง “มีสติ” และ “รู้เท่าทัน” เรียกว่าเราจำเป็นต้องมี “Digital Literacy” ที่ดีในระดับหนึ่ง ไม่หลงในกระแสโซเชียล ซึ่งไม่ง่ายนักสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะรู้เท่าทันภัยมืดดังกล่าว แม้กระทั่งผู้ใหญ่อย่างเราท่านบางครั้งยังมีความคิดตามไปกับกระแสโซเชียลอันเชี่ยวกรากเลยด้วยซ้ำไป ประโยชน์จึงไปตกอยู่ในมือผู้ให้บริการโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์ และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโฆษณาโปรโมทสินค้าและบริการ เราจึงมีความจำเป็นต้องเข้าใจในสองปรากฎการณ์ดังกล่าวเพื่อที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อความเข้าใจที่เกิดจากการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงและถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างไม่รู้ตัว

 

จึงไม่น่าแปลกใจที่อาชีพที่กำลัง Hot Hit ที่สุดใน Silicon Valley ขณะนี้ก็คือ “Data Scientist” และ “Machine Learning Expert” ยกตัวอย่างใน Agoda หรือ Booking ซึ่งเป็นเว็บไซต์และโมบายแอพชื่อดังในการจองโรงแรม กำลังรับสมัครพนักงานในสาขานี้ เพื่อจะได้เสริมกำลังในการนำเสนอโรงแรมให้ตรงกับใจและพฤติกรรมของลูกค้าให้มากที่สุด โดยหลายท่านเคยพบกับประสบการณ์ในการเลือกชมสินค้าซ้ำๆกันหลายครั้งพบว่า หลังจากเข้าไปชม เข้าไปเลือกสินค้าและบริการดังกล่าวหลายครั้ง พอถึงเวลาจะซื้อจริงๆพบว่าราคาเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แต่หลังจากที่ลองเปลี่ยน Internet Browser พบว่าราคากลับเข้าสู่ราคาปกติ นับเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับ Data Scientist ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น ผู้ใช้บริการควรรู้เท่าทันวิธีการดังกล่าว และ ร่วมกันเรียกร้องสิทธิในการนำข้อมูลส่วนบุคคลของเราที่ไม่ควรจะถูกละเมิดไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือนำไปใช้ทางการตลาดโดยไม่บอกกล่าวเล่าสิบต่อเจ้าของข้อมูลเสียก่อน

กล่าวโดยสรุป ปัญหาด้าน “Privacy” กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันที่กำลังคืบคลานเข้ามาแบบเงียบๆ และปัญหาด้าน “Privacy”  จะหนักว่าปัญหาด้าน “Security” ในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องคอยหมั่นปรับปรุง “Digital Literacy” ของเราในการใช้งานโซเชียลมีเดีย และ สมาร์ทโฟนต่างๆที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันให้ “รู้เท่าทัน” เทคโนโลยีที่กำลังละเมิดความเป็นส่วนตัวของมนุษย์โดยมนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งในมุม “เศรษฐศาสตร์” และ ในมุม “ความมั่นคงของชาติ” ที่รัฐบาลก็จำเป็นต้อง “ตื่นตัว” และ “ระวัง” ให้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมรับต่อ “Digital Disruption Effect”  เพื่อให้ประเทศไทยของเราเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่าง มั่งคั่ง มั่นคง และ ยั่งยืน สมดังที่ตั้งใจไว้ และ อย่าลืมว่า “Thailand 4.0 จำเป็นต้อง Upgrade Digital Literacy ให้เป็น คนไทย 4.0 ด้วยเช่นกัน”

มาถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Data Economy” ที่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่กำลังใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เราช่วยกันใส่เข้าไปในระบบอย่างเต็มที่ เปรียบเสมือนกำลังขุดเจาะน้ำมัน แต่หาใช่บ่อน้ำมันไม่ กลับเป็นบ่อข้อมูลที่ผู้ผลิตและผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่กำลังขุดเจาะกันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง สมกับคำกล่าวที่ว่า “Data is a new oil of Digital Economy”

 

กลุ่มทีวีดิจิทัลพลิกขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495181

กลุ่มทีวีดิจิทัลพลิกขาดทุน

กลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัลประกาศกำไรไตรมาสแรกขาดทุน 3.5 ล้าน พลิกจากกำไร 127 ล้าน ช่วงเดียวกันของปีก่อน เนชั่นขาดทุนหนัก เวิร์คพอยท์กำไรดี จีเอ็มเอ็มแกรมมี่เด้งมีกำไร3.5ล้าน

กลุ่มธุรกิจทีวีดิจิทัล 8 แห่ง ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสแรกขาดทุน 3.5 ล้านบาท พลิกจากกำไร 127 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) แย่ที่สุดขาดทุน 255 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 537.5% รองลงมา คือ บริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC) อันดับสาม อาร์เอส อันดับสี่ อสมท (MCOT) ขาดทุนลดลง อันดับห้า บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) ขาดทุนลดลง อันดับหก บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) กำไรเพิ่มขึ้น อันดับเจ็ด บริษัท โมโนเทคโน โลยี (MONO) พลิกมีกำไร อันดับแปด จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ พลิกมีกำไร 3.5 ล้าน

ทั้งนี้ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ชี้แจงว่ารายได้จากการขายและบริการลดลง 19% ตามภาวะเศรษฐกิจฉุดรายได้จากการขายโฆษณาลดลง 24% และรายได้จากการจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์ พ็อกเกตบุ๊ก การ์ตูน และหนังสือเด็ก ลดลง 13% ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10% จากต้นทุนขายและบริการลดลง 7% ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 50% เนื่องจาก มีค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายและการ ตลาดเพิ่มขึ้นและจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานตามโครงการให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจ

นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท บีซีอีเวิลด์ ชี้แจงว่ากำไรลดลง 57% จากการที่รายได้จากการขายเวลาโฆษณาต่ำกว่าที่เคยทำได้ แม้จะควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายแล้วก็ตาม อีกทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนยังมีกำไรพิเศษจากการขายทีมฟุตบอลมาเพิ่มอีกด้วย

นางระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง ชี้แจงว่าขาดทุนไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 74% เพราะมีรายได้รวมทั้งสิ้น 465 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เนื่องจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจ ทีวีดิจิทัลช่องอมรินทร์ทีวี เอชดี ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนมาจากเรตติ้งที่ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็นลำดับที่ 7 จากช่อง ฟรีทีวีทั้งหมด

 

ดีอียันเน็ตประชารัฐ รอส่งมอบครบสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495180

ดีอียันเน็ตประชารัฐ รอส่งมอบครบสิ้นปี

“ดีอี” ย้ำสิ้นปีติดตั้งอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านครบ 2.47 หมื่นแห่ง ก่อนตั้งบรอดแบนด์แห่งชาติดูแลรักษาเครือข่าย

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2560 ได้เห็นชอบรายงานผลการดำเนินการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้านทั่วประเทศ 2.47 หมื่นหมู่บ้าน จะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ จากที่ขณะนี้วางเครือข่ายแล้ว 99 หมู่บ้านในชื่ออินเทอร์เน็ตประชารัฐ หลังจากนี้จะทยอยส่งมอบในแต่ละเดือนให้ครบ 2.47 หมื่นหมู่บ้านภายในสิ้นปีนี้

สำหรับหมู่บ้านที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะติดตั้งเสร็จกลางปี 2561 ซึ่งจะทำให้ไทยมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตชุมชนครอบคลุม 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศ โดยในระยะต่อไปจะมีการจัดตั้งบริษัทบรอดแบนด์แห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ขึ้นมาดำเนินการดูแลรักษาเครือข่ายด้วย

 

นายกฯย้ำทุกกระทรวงป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 17:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495093

นายกฯย้ำทุกกระทรวงป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่

นายกฯกำชับทุกกระทรวงป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่ พร้อมให้กระทรวงดีอีให้คำแนะนำหน่วยงานรัฐ

นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ เปิดเผยถึงมาตรการป้องกันของกระทรวงการต่างประเทศกับปัญหามัลแวร์เรียกค่าไถ่ “วอนนาคราย (WannaCry)” แพร่ระบาดในระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ว่า นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการหน่วยงานภายในต่างๆและศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศฯให้อัพเดทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่ พร้อมกับติดตามเฝ้าระวังเรื่องมัลแวร์นี้ ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) มาช่วยติดตามพร้อมกับให้คำแนะนำเรื่องนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน การประชุมครม.วันนี้ (16พ.ค.) นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกกระทรวงให้อัพเดทโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมไมโครซอฟต์และระมัดระวังการใช้อีเมล เพื่อป้องกันการถูกมัลแวร์ดังกล่าวโจมตี อีกทั้ง ให้กระทรวงดีอีให้คำแนะนำแก่หน่วยงานรัฐต่างๆด้วย สำหรับกระทรวงการต่างประเทศนั้นระบบป้องกันฐานข้อมูลสำคัญต่างๆ และระบบทำหนังสือเดินทางยังมีความปลอดภัย

ด้าน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีฝ่ายไอซีทีคอยเฝ้าดูเรื่องนี้อยู่รวมถึงทุกๆกระทรวง ซึ่งจะต้องพยายามดูแลให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ระบบเกิดปัญหา เพราะกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก และยืนยันว่าระบบของกระทรวงยังไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้กระทรวงให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา

 

นายกฯย้ำใช้คำสั่งศาลให้เฟซบุ๊กปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495090

นายกฯย้ำใช้คำสั่งศาลให้เฟซบุ๊กปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์เผยใช้คำสั่งศาลในการให้เฟซบุ๊กปิดกั้นยูอาร์แอลผิดกฎหมาย เผยเหลืออีก 131 ยูอาร์แอล หลังปิดไปแล้ว 6,900

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีครบกำหนดการขอความร่วมมือเฟซบุ๊กในการปิดกั้นและลบเพจที่มีเนื้อหาที่มีความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 นั้น โดยส่วนตัวไปบังคับเฟซบุ๊กได้หรือไม่ และใครทำได้ ที่ผ่านมารัฐขอความร่วมมือตลอด แต่เพิ่งให้ความร่วมมือในช่วงนี้ที่มีการปิดเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายกว่า 6,900 ยูอาร์แอล เหลือ 131 ยูอาร์แอล

“ตอนนี้พยายามทำตรงนี้อยู่ ต้องห้ามกันไปเรื่อยๆ ขอความร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ ภาคเอกชน และคนที่รับผิดชอบโดยตรง คือ คนที่กำกับดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย ล้วนเป็นธุรกิจทั้งสิ้น ต้องใช้คำสั่งศาลในการปิด ซึ่งมีวิธีการที่ดีกว่านี้ไหม ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ไม่ควบคุมอะไรเลยก็ต้องเป็นอยู่แบบนี้ ก็ต้องไปคิดเอา”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

กสทช.เผยเฟซบุ๊กพร้อมแบนยูอาร์แอลผิดกม.หากได้รับหมายศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/495065

กสทช.เผยเฟซบุ๊กพร้อมแบนยูอาร์แอลผิดกม.หากได้รับหมายศาล

กสทช.เผยเฟซบุ๊กยืนยันให้ความร่วมมือนำยูอาร์แอลผิดกฎหมายออก หากได้รับหมายศาล เผยยังขาดหมายศาลอีก 97 ยูอาร์แอล

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า กสทช.ได้รับรายงานจาก สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย(ไอเอสพี)ว่า ยังมียูอาร์แอล ที่ผิดกฏหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นยูอาร์แอลของเฟซบุ๊กจำนวน 131 ยูอาร์แอล ที่ยังไม่นำออก กสทช.จึงประสานงานเพื่อส่งหมายศาลให้เฟซบุ๊กดำเนินการโดยล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ส่งหมายศาลเพิ่มเติมมาอีก 34 ยูอาร์แอล ขาดหมายศาลอีก 97 ยูอาร์แอล โดยกระทรวงดิอีจะส่งหมายศาลมาให้โดยเร็วที่สุด

“เฟซบุ๊กยืนยันว่าจะดำเนินการนำข้อมูลออกให้หากได้รับหมายศาลครบถ้วนตามหลักสากล”นายฐากรกล่าว

นายฐากรกล่าวอีกว่า ในอนาคตจะดำเนินการใน 2 ทาง คือเมื่อกระทรวงดิอีได้รับหมายศาลแล้วจะประสานตรงไปที่เฟซบุ๊ก ขณะที่กสทช.จะประสานงานตรงไปที่สมาคมไอเอสพีเพื่อให้ดำเนินการกระบวนการติดตามว่า เมื่อเฟซบุ๊กได้รับหมายศาลแล้วจะดำเนินการให้อย่างไร ซึ่งกสทช. คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้กระบวนการนำข้อมูลผิดกฏหมายออก จะดำเนินการได้ครบสมบูรณ์

ภาพ…เอเอฟพี

 

ไมโครซอฟท์จี้โลก กำกับอาวุธไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494993

ไมโครซอฟท์จี้โลก กำกับอาวุธไซเบอร์

ประธานไมโครซอฟท์จี้รัฐบาลทั่วโลกจัดการอาวุธไซเบอร์ หลังหลุดออกมาจากหน่วยงานมั่นคงสหรัฐ

แบรด สมิธ ประธานของไมโครซอฟท์ บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ที่ตกเป็นเหยื่อการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยแรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่ระบาดไปทั่วโลก เปิดเผยว่า การโจมตีดังกล่าวนับเป็นสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลทั่วโลกให้หาทางกำกับดูแลอาวุธไซเบอร์ด้วยกฎเดียวกับที่บังคับใช้กับอาวุธ หลังมัลแวร์ที่แพร่กระจายในครั้งนี้ถูกลักลอบขโมยมาจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ)

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์วิกิลีกส์เปิดเผยเอกสารของซีไอเอ แสดงให้เห็นว่าซีไอเอกำลังมุ่งเน้นหาทางเจาะระบบสมาร์ทโฟน ทั้งระบบไอโอเอสของแอปเปิ้ล อิงค์ และแอนดรอยด์ ของกูเกิลอิงค์ รวมถึงสมาร์ททีวีของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์

สมิธ ระบุว่า เอ็นเอสเอและสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) มีอาวุธที่อันตรายสะสมไว้ และเมื่อหลุดออกมาก็สร้างผลกระทบไปทั่วโลก โดยสถานการณ์ดังกล่าวเปรียบได้ดังกองทัพสหรัฐปล่อยให้มีผู้ขโมยขีปนาวุธออกไปใช้

ภาพ เอเอฟพี

 

ชี้องค์กรไทยตื่นแล้วปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494982

ชี้องค์กรไทยตื่นแล้วปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ไมโครซอฟท์ชี้พนักงาน 67% เริ่มรู้สึกว่าองค์กรไทย ขยับใช้เทคโนโลยีเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านโลกดิจิทัล

น.ส.ชุติมา สีบำรุงสาสน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ได้จัดทำผลสำรวจไมโครซอฟท์ เอเชีย เวิร์คเพลซ 2020 โดยสำรวจคนทำงาน 4,200 คน จาก 14 ประเทศในเอเชีย พบว่า คนทำงานไทย 67% รู้สึกว่าบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่เริ่มปรับตัวใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่โลกการทำงานในยุคดิจิทัลแล้ว เป็นอันดับ 3 ของประเทศในเอเชียที่ตระหนักสูง รองจากอินเดียและเวียดนาม ส่วนค่าเฉลี่ย 14 ประเทศอยู่ที่ 48%

ทั้งนี้ ปัจจัยการไปสู่โลกทำงานยุคดิจิทัลมี 3 ส่วน คือ คน สถานที่ และเทคโนโลยี โดยต้องพัฒนาคนให้ทำงานได้ยืดหยุ่น จะทำได้ต่อเมื่อวัฒนธรรมองค์กรมีการประสานงาน แบ่งปันข้อมูลกัน และผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ ด้านสถานที่ องค์กรต้องออกแบบรูปแบบการทำงานให้คนทำงานได้จากทุกที่ เข้าถึงข้อมูลได้แบบไม่มีความเสี่ยง ต้องมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากข้อจำกัดเรื่องสภาพแวดล้อม ซึ่งจากการพูดคุยฝ่ายทรัพยากรบุคคลองค์กรไทย พบว่า ผู้บริหารทุกองค์กรให้ความสำคัญเปลี่ยนผ่านการทำงานสู่ยุคดิจิทัลและวางเรื่องนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์องค์กร

“เมื่อถามถึงเทคโนโลยีเด่นๆ ที่จะช่วยยกระดับที่ทำงานในปี 2563 พบว่า 42% คิดถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) 42% ต้องการระบบเครือข่ายสังคมภายในองค์กรเพื่อสื่อสารด้วยวิดีโอและเสียง40% ต้องการพื้นที่ทำงานเสมือนจริงเพื่อพูดคุย ส่งเอกสารเรียลไทม์” น.ส.ชุติมา กล่าว

สำหรับไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวไมโครซอฟท์ ทีมส์ พื้นที่ทำงานรูปแบบแอพพลิเคชั่นแชตบนออฟฟิศ 365 สร้างประสบการณ์แชตใหม่สำหรับทำงานเป็นทีม เป็นศูนย์กลางที่ทีมมีเครื่องมือและข้อมูลพร้อมทำงานเสมอ ปรับแต่งพื้นที่ทำงานได้ และระบบรักษาความปลอดภัย

ภาพ เอเอฟพี

 

ผ่ากลยุทธ์ ฟื้นแบรนด์โมโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2560 เวลา 02:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494976

ผ่ากลยุทธ์ ฟื้นแบรนด์โมโต

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หลังหายไปจากตลาดสมาร์ทโฟนไทยประมาณ 6-7 ปี และกลับมาอีกครั้งก็กลายเป็นหนึ่งในเครือธุรกิจของยักษ์ใหญ่จากจีนอย่างเลอโนโวด้วยดีล 2,910 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2557 สำหรับในไทยเลอโนโวก็ได้ส่งทีมบริหารที่ดูแลเฉพาะแบรนด์โมโตโรล่าโดยเฉพาะ หวังคืนชีพสมาร์ทโฟนกลุ่มไฮเอนด์เต็มสูบ

อาวิทย์ จิระเลิศพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความเป็นแบรนด์โมโตโรล่ายังคงเป็นที่เชื่อถือในตลาดสมาร์ทโฟนที่มีความทนทานและคุณภาพ ซึ่งหลังจากนี้พร้อมทำตลาดเต็มที่ในชื่อแบรนด์ โมโตโรล่า แต่ยังคงใช้ชื่อรุ่นของสมาร์ทโฟนต่างๆ ว่า โมโต เช่นเดิม

“เราจะสื่อสารกับลูกค้าในชื่อแบรนด์ว่า โมโตโรล่า ให้มากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นว่าเรากลับมาแล้วและเน้นสร้างแบรนด์อิมเมจในสื่อหลักมากขึ้น เพราะโมโตโรล่าค่อนข้างแข็งแรงในกลุ่มผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นฝาพับ”อาวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ยังทุ่มงบเพิ่มจากเดิม 200% เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่มีสินค้าทุกระดับราคาและตั้งเป้าติดอันดับท็อป 3 ในกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ โดยจะประกาศออกทุกช่องทางให้ลูกค้าได้รับรู้ อาทิ การออกงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ในวันที่ 18-21 พ.ค.นี้ ด้วยบูธโมโตโรล่าที่แยกออกมาจากเลอโนโว เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เข้าไปเดินในงานทราบถึงความเป็นโมโตโรล่ามากขึ้น

แม้ว่าโมโตจะมีผู้ติดตามมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเจนเอ็กซ์ปลายๆ จนถึงยุคเจนวาย (Generation Y) ที่ยังซื้อเครื่องนอกมารีวิว ซึ่งบริษัทต้องการสื่อสารแบรนด์ให้กับคนทั้งกลุ่มเจนวายและเจนแซด (Generation Z) ที่ไม่เคยสัมผัสสินค้าของโมโตได้รู้ถึงประสิทธิภาพของเครื่องที่ดีเยี่ยมและเป็นแบรนด์ยุคแรกๆ ที่อยู่ในใจของผู้ใช้งาน (Top of mine) มานาน ในขณะเดียวกันก็บอกให้คนรุ่นเจนวายทราบว่าโมโตกลับมาแล้ว

นอกจากนี้ การทำตลาดแบรนด์เลอโนโวและโมโตจะแยกทีมกันอย่างชัดเจนและโฟกัสตลาดกันคนละกลุ่ม ซึ่งโมโตจะมีสินค้าทุกระดับราคาเพื่อให้ลูกค้าสามารถหาซื้อมาใช้งานได้ตามสเปกเครื่องและราคาที่ต้องการ โดยจะแบ่งเป็น 4 ซีรี่ส์ ซีรี่ส์ละ 2-3 รุ่น ที่จะเปิดวางขายตลอดทั้งปี

จุดเด่นสำคัญที่โมโตจะสื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ คือแบรนด์โมโต ไม่ว่าจะระดับราคาเท่าไหร่ การอัพเดทซอฟต์แวร์บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของโมโตจะทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นแบรนด์เดียวที่ใช้แอนดรอยด์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงมั่นใจได้เรื่องความเสถียรของระบบ ไม่มีปัญหาเครื่องค้างและหน่วง ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ดีที่สุด

การกลับมาครั้งนี้ถือว่าเป็นจังหวะของตลาดสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนและเกาหลีที่กำลังเจอปัญหาใหญ่ แน่นอนว่าจะเป็นโอกาสในการกลับมาของโมโตเพราะผู้ใช้งานจะเริ่มเปิดใจมองแบรนด์อื่นๆ มากขึ้น หากรอยัลตี้ของแบรนด์อันดับ 1 และ 2 ทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียโอกาสในจุดนี้ได้ ต้องรอติดตามการกลับมาของโมโตโรล่าภายใต้บริษัทเลอโนโวดูสิ ว่าจะเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงอีกรอบหรือไม่