กสทช.กำชับผู้ให้บริการมือถือ-อินเทอร์เน็ตป้องกัน “วอนนาคราย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494911

กสทช.กำชับผู้ให้บริการมือถือ-อินเทอร์เน็ตป้องกัน "วอนนาคราย"

กสทช. สั่งกำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่-อินเทอร์เน็ต-วงจรสื่อสารระหว่างประเทศ ป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์วอนนาคราย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามข่าวที่ปรากฏขณะนี้ว่าหลายประเทศถูกคุกคามจากมัลแวร์ วอนนาคราย ที่แพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์ทั่วโลก โดยมัลแวร์ดังกล่าวเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่ข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ โดยการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์ดังกล่าวจะไม่สามารถเปิดใช้งานข้อมูลใดๆ ได้เลย จนกว่าเจ้าของเครื่องจะยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อปลดล็อก นั้น

จากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช. ขณะนี้ ยังไม่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และผู้ให้บริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ (IIG) ในประเทศไทยรายใดที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของมัลแวร์เหมือนในบางประเทศที่มัลแวร์นี้เข้าไปในระบบทำให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมไม่สามารถคิดค่าบริการ และให้บริการได้ แต่เพื่อเป็นการป้องกัน สำนักงาน กสทช. จึงได้สั่งกำชับไปยังผู้ให้บริการทุกราย ให้ตรวจสอบระบบเครือข่ายสารสนเทศ และเตรียมการป้องกันการคุกคามจากจากมัลแวร์วอนนาครายไม่ให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การให้บริการ การคิดค่าโทรศัพท์ ค่าบริการ บริการคลาวด์ เซอร์วิสต่างๆ ที่ให้บริการกับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งขอให้ผู้ให้บริการทุกรายเตรียม Call Center เพื่อให้ข้อมูลการป้องกันการโจมตีจากมัลแวร์วอนนาครายให้กับผู้ใช้บริการด้วย

 

ตร.เผยองค์กรในไทย2-3รายถูก “วอนนาคราย” โจมตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494907

ตร.เผยองค์กรในไทย2-3รายถูก "วอนนาคราย" โจมตี

ตำรวจเผยองค์กรบางส่วนในไทยถูก “วอนนาคราย” โจมตี เผยตำรวจสากลได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการกองบังคับการการสนับสนุนทางเทคโนโลยีสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ผบก.สทส.) กล่าวถึงการป้องกันการถูกโจมตีจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ “วอนนาคราย” หลังผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้อาจเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ ในวันนี้ ว่า  ปัจจุบันการเผยแพร่ไวรัสดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วโลก ในส่วนของไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบได้มีการแจ้งเตือนให้แนวทางการปฏิบัติ แนวทางการป้องกัน ให้ผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการหรือผู้ดูแลระบบ ต้องทำการอัพเดทซอฟต์แวร์วินโดวส์ให้ทันสมัย รวมทั้งสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆได้ที่ www.thaicert.or.th

ในส่วนของผู้ดูแลระบบให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนเนื่องจากถ้าติดไวรัสแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้า ถ้าหากบริษัทใดหรือองค์กรใดถูกไวรัสจนได้รับความเสียหาย สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ในประเทศไทยทราบว่ามีองค์กรที่ถูกไวรัสโจมตีแล้วบางส่วนประมาณ 2-3 รายแต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่เบื้องต้นยังไม่มีการไปแจ้งความกับปอท.

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับทราบ หน่วยงานต่างๆทั่วโลกก็มีความเป็นห่วงโดยเฉพาะตำรวจสากล ได้แจ้งแผนประทุษกรรมมายังไทย

สำหรับการโจมตีของไวรัสดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว ซึ่งต้นทางของคนที่ปล่อยทราบว่ามาจากทางยุโรป ไม่สามารถระบุได้ว่าประเทศใด ซึ่งคนร้ายก็จะอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง สามารถเคลื่อนที่ไปได้ตลอดสำหรับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการโจมตีนอกจากเรียกค่าไถ่แล้วก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีอะไรแอบแฝงหรือไม่

ภาพจาก www.fm91bkk.com

 

เทคโนโลยี VR ช่วยนักศึกษาแพทย์ฝึกแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 13:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494895

เทคโนโลยี VR ช่วยนักศึกษาแพทย์ฝึกแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วย

MPathic VR ช่วยให้บรรดานักศึกษาแพทย์ซ้อมรับมือกับสถานการณ์ยากลำบาก เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

การแจ้งข่าวร้ายไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นคุณผู้อ่านจะทำอย่างไรถ้าต้องบอกกับคนที่อยู่ตรงหน้าว่าเขาเหลือชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแค่ 3 เดือนเท่านั้น หรือลูกของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว หลังการผ่าตัด มันเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัด และไม่ใช่เราทุกคนที่จะได้ทำหน้าที่แจ้งข่าวอันไม่พึงประสงค์นี้บ่อยนัก แต่ไม่ใช่กับบรรดาแพทย์ผู้ต้องทำงานอยู่กับความเป็นความตายตลอดเวลา

ด้วยเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงที่เรียกกันว่า MPathic VR อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่เป็นหลักสูตรฝึกหัดให้บรรดานักศึกษาแพทย์ทั้งหลาย เรียนรู้วิธีการแจ้งข่าวร้ายอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยโรคมะเร็ง หรือการเสียชีวิตจากการรักษาก็ตาม เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Medical CyberWorlds โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรดาแพทย์ฝึกหัดเหล่านี้เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งผลการศึกษาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาชี้ชัดว่า นักศึกษาแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝนจาก MPathic VR รู้สึกว่าตนเองมีทักษะ และความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นในการสื่อสาร

นักเรียนแพทย์ทดลองแจ้งข่าวร้ายว่าผู้ป่วยเป็นลูคิเมีย กับ MPathic VR

สำหรับขั้นตอนการเรียนรู้ นักศึกษาแพทย์จะสนทนาแบบเรียบไทม์กับคาแรคเตอร์ใน VR พวกเขาจะต้องตีความสิ่งที่ตัวละครพูด และภาษากายของตัวละคร เพื่อรับรู้ว่าขณะนั้นตัวละครกำลังรู้สึกอย่างไร และควรตอบสนองด้วยการกล่าวสิ่งใดต่อ ซึ่งปฏิกิริยาของตัวละครใน VR นั้นจะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ผ่านสีหน้า แววตา น้ำเสียงอย่างเหมือนจริงที่สุด พร้อมกันนั้น VR เองก็จะพิจารณาสิ่งที่นักศึกษาพูด อารมณ์ และภาษากายของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ในท้ายที่สุดระบบจะมีปุ่ม Reset ให้กด เพื่อเริ่มใหม่ เหมือนเล่นเกม ซึ่งสิ่งนี้ไม่อาจทำได้ในชีวิตจริง

หลังการฝึกฝน แพทย์ฝึกหัดเหล่านี้จะเรียนรู้ถึงการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ไม่น่าแปลกใจว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ว่าระบบบริการสุขภาพนั้นๆเป็นระบบที่ดี  ผลสำรวจก่อนหน้าระบุว่าการสื่อสารที่แย่ระหว่างเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และผู้ป่วยนำไปสู่การรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดได้ ซึ่งข้อมูลจาก CyberWorlds การรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดคร่าชีวิตผู้ป่วยมากถึง 210,000 – 440,000 ทุกปี

นอกจากนั้นนักศึกษายังได้สามารถฝึกฝนในการรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอื่นๆอีก 2 สถานการณ์จากเทคโนโลยี VR นี้เช่น การทำงานร่วมกับพยาบาลที่กำลังหงุดหงิดเพราะทิ้งให้เข้าเวรคนเดียว กับการเผชิญกับครอบครัวที่กำลังขัดแย้งกันในการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น

ด้านทางผู้ผลิตเองระบุว่าเทคโนโลยีของพวกเขานั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานจริง มากกว่าการฝึกอบรมแบบเดิมๆ รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในวงการแพทย์ ก่อนหน้านี้ในหลายวิทยาลัยก็ใช้เทคโนโลยี VR ในการจำลองอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อฝึกซ้อมมือให้แก่การผ่าตัดมาแล้ว

ตัวอย่างสถานการณ์จำลองอื่นๆ จากเทคโนโลยี VR

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Codefilms

 

 

โลกผวามัลแวร์ใหม่ โจมตีซ้ำอีกระลอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494860

โลกผวามัลแวร์ใหม่ โจมตีซ้ำอีกระลอก

โลกผวามัลแวร์ตัวใหม่ เตือนภัยแฮ็กเกอร์อาจโจมตีซ้ำอีกระลอก

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ทั่วโลกยังวิตกการโจมตีระลอกใหม่ด้วยแรนซัมแวร์ตัวใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีก หลังกลุ่มแฮ็กเกอร์นิรนามส่งมัลแวร์ดังกล่าวโจมตีระบบคอมพิวเตอร์กว่า 1 แสนเครื่องทั่วโลก แม้ไมโครซอฟท์จะปล่อยอัพเดทระบบปฏิบัติการวินโดวส์ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ เพื่อกำจัดมัลแวร์ “วอนนาคราย” ที่ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลสหรัฐแจ้งเตือนให้ระวังมัลแวร์ดังกล่าว และหากพบการติดไวรัสให้รายงานต่อกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ทันที

คริสเตียน คารัม นักวิจัยด้านความมั่นคงจากสิงคโปร์ กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายที่โดนมัลแวร์ในครั้งนี้เป็นทั้งหน่วยงานรัฐ รวมถึงเอกชนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม คาดว่าจะได้เห็นผู้ใช้หลายคนกลับไปทำงาน และอาจพบว่าตกเป็นเหยื่อของอีเมลแฝงมัลแวร์

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ยังไม่พบว่ามัลแวร์โจมตีระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์หน่วยงานราชการในประเทศไทย แต่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เฝ้าระวังอยู่แล้ว

 

“ConvoLab” แชตบอตขุมพลังเพื่อธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494833

"ConvoLab" แชตบอตขุมพลังเพื่อธุรกิจ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” หนึ่งเทคโนโลยีมาแรงสามารถนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ได้หลากหลาย รวมถึง “แชตบอต” ที่บริษัทไทย “ConvoLab” ได้พัฒนาแชตบอตให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร และธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีความพิเศษและโดดเด่นอย่างมาก

“ทัชพล ไกรสิงขร” ผู้ร่วมก่อตั้ง ConvoLab เปิดเผยว่า การสร้าง ConvoLab ที่เป็นแชตบอต (Chatbot) ระบบตอบรับอัตโนมัติ โดยเป็นเครื่องมือให้แก่บริษัทและธุรกิจสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วผ่านโซเชียล แพลตฟอร์มต่างๆ โดยสามารถตอบคำถามของลูกค้าที่เข้ามาจำนวนมาก และทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่รวดเร็วเช่นกัน ส่งผลดีต่อองค์กรในการให้ข้อมูล การทำตลาด รวมถึงการชี้แจงต่างๆ ถือว่าบริษัทเป็นผู้พัฒนาระบบแชตบอต (Chatbot) เป็นรายแรกๆ ในประเทศไทย

ConvoLab ก่อตั้งโดยตนเอง พี่ชาย และคุณแม่ ที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ทั้งด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ การเงิน รวมถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องเทรนด์ โดยตนเองก่อนหน้านี้ก็ทำงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมาเป็นเวลาหลายปี และมีความสนุกที่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จึงสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ตลาด ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาสู่ตลาดในปี 2559 และเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2560

“ทีมก่อตั้งจาก 3 คน คือ ผม พี่ชาย และคุณแม่ ทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านต่างกัน ส่วนผมที่เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมพลังงานทดแทน และระหว่างเรียนก็เขียนโปรแกรมหารายได้เสริมจนกระทั่งเรียนจบที่ต่างประเทศ สกอตแลนด์ จึงเริ่มทำงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชื่นชอบ”ทัชพล กล่าว

“ทัชพล ไกรสิงขร” ผู้ร่วมก่อตั้ง ConvoLab

แชตบอต (Chatbot) ถือเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) ของบริษัท จะมีความพิเศษไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วแล้ว โดยสามารถใช้งานโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งไลน์ แชต หรืออื่นๆ ได้ ซึ่งใช้เวลาในการตอบคำถามให้แก่ลูกค้าเพียง 3 วินาที อีกทั้งสามารถโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษได้ รวมถึงสามารถส่งข้อมูล แพ็กเกจ และรูปภาพ ไปจนถึงแผนที่ให้แก่ลูกค้าได้ด้วย ดังนั้นองค์กรที่ใช้บริการ ConvoLab ยังช่วยองค์กรเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนในด้านต่างๆ รวมถึงส่งผลดีต่อการวางแผนกลยุทธ์การทำตลาด

ขณะเดียวกันบริษัทก็มีการพัฒนาเครื่องมือใหม่มาเสริมบริการต่างๆ แก่ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีทีมงานภายในองค์กรเพิ่มเป็น 7 คน ส่วนลูกค้าที่ใช้บริการในปัจจุบันจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ประมาณ 5 บริษัท ซึ่งผลตอบรับจากการใช้บริการนั้นอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง

“ทัชพล” กล่าวต่อว่า การทำสตาร์ทอัพองค์ประกอบสำคัญ คือ การมีความอดทนและมีคุณธรรม รวมถึงต้องประเมินโอกาสทางธุรกิจและความเป็นไปได้ประกอบกันด้วย พร้อมกันนี้ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาองค์กร เทคโนโลยีภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ดีแก่ลูกค้า

“สตาร์ทอัพต้องมีความอดทนและมีคุณธรรมประกอบกัน พร้อมกับต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสทางธุรกิจ ทุกอย่างไม่มีความสำเร็จเพียงคืนเดียว ทุกคนจะต้องผ่านช่วงที่มีอุปสรรค ไม่สำเร็จมาก่อน แต่อย่าหมดกำลังใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”ทัชพล กล่าว

ขณะเดียวกันเริ่มมีการขยายแบรนด์ไปในตลาดต่างประเทศแล้ว โดยได้มีพันธมิตรที่ได้ร่วมมือทำตลาดในฮ่องกง รวมถึงสนใจจะขยายตลาดอื่นในอาเซียน เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีทิศทางที่กำลังเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการไปต่างประเทศอาจจะอยู่ในรูปแบบการมีพันธมิตรในต่างประเทศ

“อีกสิ่งสำคัญในการบริหารบริษัท คือ ทีมงานที่ทุกคนเปรียบเสมือนทีมเดียวกันที่ร่วมทำงานผลักดันบริษัทให้เติบโตไปด้วยกัน พร้อมกันนี้บริษัทก็ได้นำแนวทางตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้หลักการทำงานไว้ ทั้งเรื่องคุณธรรมมาเป็นแนวทางสำคัญของบริษัท” ทัชพล กล่าว

บริษัทได้วางเป้าหมายว่าจะพัฒนาทางด้านเอไอ (AI) เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ต่อไปได้อย่างไม่จำกัด โดยมีแชตบอตเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (แฟล็กชิป)

“ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่พัฒนาจะช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ส่งผลดีต่อองค์กรและธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการวางแผนกลยุทธ์ทำการตลาด การทำแคมเปญการตลาด ไปจนถึงการช่วยเพิ่มยอดขายของลูกค้า พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันบริษัทสู่ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีสุดออกมาสู่ประเทศไทย”ทัชพล กล่าวทิ้งท้าย

 

 

นักเรียนอินเดียเจ๋ง! ประดิษฐ์ดาวเทียมเบากว่าสมาร์ทโฟนให้นาซ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494830

นักเรียนอินเดียเจ๋ง! ประดิษฐ์ดาวเทียมเบากว่าสมาร์ทโฟนให้นาซ่า

ดาวเทียมที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเพียง 64 กรัม จากหนุ่มนักประดิษฐ์ชาวอินเดีย กำลังจะถูกทดสอบการใช้งานจริงในเดือนหน้า

ริฟาท ซารุก เด็กนักเรียนจากเมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑู วัย 18 ปี เพิ่งจะทุบสถิติใหม่ของเทคโนโลยีการสร้างดาวเทียม ด้วยการประดิษฐ์ดาวเทียมที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ด้วยน้ำหนักเพียง 64 กรัม เท่านั้น เบากว่าสมาร์ทโฟนเสียอีก

ดาวเทียมจิ๋วดวงดังกล่าวนี้มีชื่อว่า KalamSat โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของอดีตประธานาธิบดีด็อกเตอร์ เอ.พี.เจ อับดุล กลาม ประธานาธิบดีคนที่ 11 แห่งอินเดีย และกำลังเตรียมที่จะถูกปลดปล่อยออกจากสถานีอวกาศของนาซ่า ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยภารกิจดังกล่าวจะกินเวลารวมทั้งสิ้น 240 นาที และดาวเทียมของซารุกจะได้ทดลองใช้งานจริงบนอวกาศเป็นเวลานาน 12 นาที  ซึ่งจะเป็นความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ของชาวอินเดีย เนื่องจากนี่จะเป็นครั้งแรกที่ดาวเทียมฝีมือเด็กนักเรียนมัธยม ถูกองค์กรอวกาศระดับโลกนำไปใช้งานจริง รวมถึงเป็นความหวังใหม่ของเทคโนโลยีอวกาศราคาถูกในอนาคต

ซารุก นักเรียนชั้นเกรด 12 และผลงานดาวเทียมจิ๋วของเขา

ดาวเทียมทรงลูกบาศก์ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำหนักเบาที่สุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการประกวด Cubes in Space ที่จัดขึ้นโดยสหรัฐอเมริกา ตัวดาวเทียมถูกผลิตขึ้นจากแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุที่ใช้สำหรับการปรับปรุง และซ่อมแซมอาคาร มีน้ำหนักเบา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรง และทนทานต่อการสึกกร่อน ซึ่งวัสดุดังกล่าวถูกผลิตขึ้นจากกระบวนการพิมพ์แบบ 3 มิติ

ทั้งนี้ดาวเทียม KalamSat ไม่ใช่ผลงานแรกของหนุ่มน้อยนักประดิษฐ์ชาวอินเดีย ก่อนหน้านี้ในปี 2015 ซารุกเพิ่งจะปลดปล่อยบอลลูนสำรวจสภาพอากาศน้ำหนัก 1,200 กรัมที่บรรจุด้วยก๊าซฮิเลียม ออกจากเมือง Kelambakkam ในรัฐบ้านเกิดของเขาไป

เส้นใยคาร์บอนเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากในอุตสาหกรรมการบินและวิศวกรรมอวกาศ รวมถึงการทหาร

ปัจจุบันอินเดียมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีทางอวกาศ ด้วยเป้าหมายการเป็นประเทศผู้นำทางอวกาศ ด้วยความโดดเด่นที่ต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อินเดียเพิ่งจะประสบความสำเร็จด้วยการปลดปล่อยดาวเทียมนาโนจำนวน 104 ดวง ด้วยการยิงจรวดขึ้นไปยังอวกาศภายในครั้งเดียว โดยดาวเทียมส่วนใหญ่นั้นเป็นดาวเทียมของต่างชาติ ที่ใช้สำหรับธุรกิจด้านการสื่อสาร และอินเตอร์เน็ต

และย้อนกลับไปในปี 2013 อินเดียได้ส่งจรวดไร้คนขับขึ้นสู่วงโคจรของดาวอังคาร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 73 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น หรือถูกกว่าปฏิบัติการโดยองค์การนาซ่าถึง 9 เท่า เมื่อเทียบกันแล้ว และในปี 2014 เองจรวดจากอินเดียที่ขนส่งดาวเทียม 4 ดวงขึ้นไปยังอวกาศนั้น มีราคาถูกกว่าทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง Gravity ภาพยนตร์ดังที่เล่าเรื่องราวการเอาชีวิตรอดจากภารกิจบนอวกาศของฮอลลีวูดเสียอีก

บอลลูนสำรวจ และเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ผลงานของซารุก เมื่อปี 2015

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Wion

 

 

ไอยราคลัสเตอร์ พัฒนาโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494808

ไอยราคลัสเตอร์ พัฒนาโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน

เฟซบุ๊ก ห้องปฏิบัติการวิจัยไอยราคลัสเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี SUT Aiyara Cluster ได้เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน พร้อมระบุวิธีการใช้และลิงค์ในการดาวน์โหลดผ่านเฟซบุ๊กของ ห้องปฏิบัติการวิจัยดังนี้

ห้องปฏิบัติการวิจัยไอยราคลัสเตอร์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี พัฒนาโปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน

โปรแกรมป้องกันไม่ให้มัลแวร์ WannaCry ทำงาน เนื่องจากขณะนี้มัลแวร์ได้ระบาดหนักไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก มีเครื่องติดมัลแวร์ตัวนี้แล้วไม่น้อยกว่า 155,000 เครื่อง บางท่านอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรเครื่องเราลง Windows ใหม่ก็ได้ แต่เครื่องเราก็อาจจะถูกใช้เป็นแหล่งกระจายมัลแวร์ต่อไปให้คนอื่นที่เขามีข้อมูลสำคัญก็ได้ครับ

==========================================

ดาวน์โหลด:

https://github.com/chanwit/wannacry_blocker/releases/download/v4/block_wannacry.zip

ตรวจสอบรุ่นอัพเดท :

https://github.com/chanwit/wannacry_blocker/releases

==========================================

วิธีใช้:

*** แตก zip ไฟล์ แล้วดับเบิลคลิ๊กที่ไอคอนครับ

1. เปิดโปรแกรมค้างไว้ (ปิดได้ที่ tray icon)

2. ใส่โปรแกรมไว้ใน Startup Folder

3. โปรแกรมสามารถ disable SMB1 เพื่อป้องกันการแพร่ของ malware

(ต้องรันโปรแกรมแบบ Run as Administrator)

โปรแกรมทำงานโดยการสร้าง Mutex ชื่อ

“MsWinZonesCacheCounterMutexA”

แบบ global ที่สามารถเข้าถึงได้จากทุก process ขึ้นมาในระบบเพื่อหลอกไม่ให้ malware WannaCry / WannaDecryptOr ทำงาน

** โปรแกรมนี้ไม่สามารถกำจัด malware ได้ ทำได้เพียงป้องกันไม่ให้ malware ทำงาน **

มีนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยพบว่า code ภายในของ malware ตัวนี้มีการตรวจสอบค่า Mutex ดังกล่าว ถ้าพบจะตัว malware จะไม่เริ่มทำงาน

อ้างอิง: https://securelist.com/blog/incidents/78351/wannacry-ransomware-used-in-widespread-attacks-all-over-the-world/

พัฒนาโดย ห้องปฏิบัติการวิจัยไอยราคลัสเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

==========================

เพิ่มเติมข้อมูลจากเพจ : Hacking & Security Book นะครับ

สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกัน WannaCry หรือ WannaCrypt หรือ WannaCrypt0r ก็แล้วแต่คือ

1. Patch MS17-010 ถ้า patch ไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ก็ไปข้อ 2 (แต่ยัง recommended ให้ patch หากทำได้นะครับ)

2. Disable SMBv1 โดยด่วน เพราะการกระทำของ MS17-010 จะโจมตีไปยัง SMBv1 ดังนั้นหากเราปิดมันก็กันได้เช่นกัน

3. Block 445 จากการเข้าถึงจากภายนอก ส่วนภายในก็พยายามกัน Server ให้ดีในการเข้าถึง อนุญาตการเข้าถึง server ต่างๆเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น

4. พยายามทำ Backup บ่อยๆ ถือเป็นไพ่ตาย และแน่นอนว่าการ Backup ดังกล่าวไม่ใช่การ backup ภายในเครื่อง เพราะถ้าติด Ransomware ขึ้นมา มันไล่ลบ Backup ทิ้งก่อนเลยนะครัชบอกให้

==========================

ภาพจาก : https://intel.malwaretech.com/botnet/wcrypt

 

ทั่วโลกผวาภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494736

ทั่วโลกผวาภัยไซเบอร์

เกิดเหตุโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่ใน 99 ประเทศทั่วโลก กระทบเอกชนและหน่วยงานรัฐนับหมื่นแห่ง

รอยเตอร์ส เปิดเผยว่า “ชาโดว์ โบรกเกอร์ส” กลุ่มแฮ็กเกอร์นิรนามส่ง “วอนนาคราย” แรนซัมแวร์ที่เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ 99 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบีบบังคับให้หน่วยงานที่โดนโจมตีต้องจ่ายเงิน 300-600 เหรียญสหรัฐ (ราว 1-2 หมื่นบาท) ผ่านสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์ เพื่อแลกกับการปลดล็อกระบบคอมพิวเตอร์ โดยประเทศที่ตกเป็นเป้าโจมตีหลักประกอบด้วย รัสเซีย อังกฤษ และจีน

รายงานระบุว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์กระจายแรนซัมแวร์ดังกล่าวผ่านโค้ดคอมพิวเตอร์ชื่อ อีเทอร์นัลบลู ที่ลักลอบขโมยมาจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ซึ่งโค้ดดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยเอ็นเอสเอเพื่อใช้จัดการ กับมัลแวร์ของอาชญากร

เอวาสต์ บริษัทพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ป้องกันภัยไซเบอร์ เปิดเผยว่า ตรวจพบการโจมตีทั้งหมด 7.5 หมื่นครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ด้าน มัลแวร์เทค บริษัทวิจัยความปลอดภัยไซเบอร์อิสระ ระบุว่า องค์กรต่างๆ ในรัสเซียถูกแรนซัมแวร์ดังกล่าวโจมตีมากที่สุดถึง 1.1 หมื่นแห่ง ตามด้วยหน่วยงานในจีนที่ 6,500 แห่ง และหน่วยงานสหรัฐที่อย่างน้อย 1,600 แห่ง นอกจากนี้การโจมตีดังกล่าวยังส่งผลต่อระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล 16 แห่ง และหน่วยงานสาธารณสุข 45 แห่งในอังกฤษ รวมถึงเฟดเอ็กซ์ บริษัทขนส่งชื่อดังของสหรัฐ และเทเลโฟนิกา บริษัทโทรคมนาคมสเปน

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของรัสเซีย เปิดเผยว่า คอมพิวเตอร์กระทรวง 1,000 เครื่องโดนโจมตี แต่ยืนยันว่าไม่มีข้อมูลถูกขโมย ซึ่งหลังเกิดการโจมตีดังกล่าวไม่กี่ชั่วโมง สำนักข่าวอาร์ไอเอของรัสเซีย รายงานอ้างธนาคารกลางรัสเซียว่า พบการโจมตีระบบธนาคารภายในประเทศด้วยเช่นกัน

ด้าน ไมโครซอฟท์ ระบุหลังเกิดเหตุว่า บริษัทได้ออกอัพเดทเพิ่มการตรวจจับและป้องกันแรนซัมแวร์ดังกล่าวแล้ว

รอยเตอร์ส ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวปลุกความวิตกเกี่ยวกับความเปราะบางของหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะสหรัฐที่ 90% ของซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงพัฒนาเพื่อใช้จู่โจมอาชญากรมากกว่าเน้นการป้องกันจุดอ่อน ซึ่งเป็นโอกาสให้แฮ็กเกอร์หาช่องโหว่เพื่อใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ดังกล่าว

 

ก.ดิจิตัลเตือนภัยมัลแวร์แนะอัพเดทวินโดว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494713

ก.ดิจิตัลเตือนภัยมัลแวร์แนะอัพเดทวินโดว์

รมว.ดิจิตัลเตือนภัยมัลแวร์เรียกค่าไถ่กระจายผ่านช่องโหว่ของวินโดว์ โดยแนะนำให้รีบอัพเดททันที

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนภัยมัลแวร์เรียกค่าไถ่กระจายผ่านช่องโหว่ของวินโดว์ โดยแนะนำให้รีบอัปเดททันที พร้อมแนวทางการป้องกัน โดยมีรายละเอียดตามที่ปรากฎด้านล่างนี้

 

อี-คอมเมิร์ซ 2.0 จับตามองนาทีทองผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494441

อี-คอมเมิร์ซ 2.0 จับตามองนาทีทองผู้ประกอบการ

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ECOMMERCE COACH คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมอีคอมเมิร์ซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์

หลายท่านคงได้ยินคำว่าอี-คอมเมิร์ซ 2.0 ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่คือยุคทองของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเลยก็ว่าได้ เพราะสร้างโอกาสมากมายให้แก่ผู้ประกอบการ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาส เรามาดูกันครับว่าปัจจุบันอี-คอมเมิร์ซ 2.0 เปลี่ยนแปลงจากยุค 1.0 อย่างไรบ้าง แล้วเคล็ดลับอะไรที่จะทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุดจากอี-คอมเมิร์ซ 2.0

อี-คอมเมิร์ซ 1.0 ยุคแห่งการเริ่มต้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตราวต้นยุค 90 ซึ่งสมัยนั้นผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ด้วยความที่ eBay สามารถตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคได้ตรงจุด ส่วน Amazon ก็มีสินค้าให้เลือกมากมาย จึงกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันดุเดือดระหว่างร้านค้าปลีกในท้องถิ่นกับสองเว็บไซต์ดังกล่าว

อี-คอมเมิร์ซ 2.0 การเติบโตของเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ทำให้การเป็นเจ้าของเว็บอี-คอมเมิร์ซทำได้ง่ายในไม่กี่คลิก ในยุคแห่งอี-คอมเมิร์ซ 2.0 เราจึงได้เห็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น การเข้ามาของโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ก็ยังส่งผลให้เกิดการตลาดรูปแบบใหม่อย่างโซเชียลคอมเมิร์ซ โดยอาศัยผู้ใช้โซเชียลมีเดียช่วยแชร์ และกระจายข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคอี-คอมเมิร์ซ ยังได้บีบให้ยักษ์ใหญ่ในตลาดอี-คอมเมิร์ซต้องปรับตัวเช่นกัน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ออกมาเรื่อยๆ เช่น Amazon ตั้งแต่ปี 2005 ได้ประกาศตัวบริการใหม่อย่าง Amazon Prime หรือโปรแกรมที่ให้สมาชิกสามารถเข้าถึง Streaming Video เพลง อีบุ๊กส์ และบริการขนส่งฟรี ซึ่งลูกค้าสามารถชำระค่าบริการเป็นรายปี หรือรายเดือน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ปลายปี 2015 ร้านหนังสือแห่งแรกของ Amazon ได้เปิดตัวขึ้นในซีแอตเทิล โดยปรับตัวจากโลกออนไลน์มาสู่โลกจริง (Physical World) ถัดมาอีกปี ก็มีข่าวเตรียมเปิดตัวร้านค้าอัจฉริยะในปี 2017 ในชื่อว่า Amazon Go ร้านค้าที่รวมเอา AI เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า

ปัจจุบันประเทศไทยยังมีนโยบายที่ช่วยปรับปรุงภาพรวมของเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าจะส่งผลดีกับอี-คอมเมิร์ซ ดังเช่นโมเดลประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม และใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป จากการเกษตรดั้งเดิม เป็นเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอดจาก SMEs ไปเป็น Smart Enterprises และ Startup ที่มีศักยภาพสูง จากภาคบริการที่มีมูลค่าต่ำไปเป็น High Value services จากแรงงานทักษะต่ำไปเป็นแรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

3 สิ่งที่ควรรู้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดในยุคอี-คอมเมิร์ซ 2.0

1.ลงทุนสร้างตัวตนบนโลกดิจิทัลของตัวเอง การมีเว็บไซต์ที่ดี ก็เปรียบเสมือนการมีหน้าร้านที่สวยงาม เพราะเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรากระจายสินค้า ทำการตลาด และเติมเต็มความต้องการของลูกค้า และยังถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ

2.ใช้พลังของโซเชียลมีเดียอย่างเต็มศักยภาพ โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดหนึ่งที่สำคัญไปแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ทำธุรกิจออฟไลน์ ก็ยังใช้ช่องทางนี้เพื่อเข้าสู่โลกออนไลน์ แต่เราควรจะต้องสร้างฟอลโลเวอร์ที่มีคุณภาพควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด และหมั่นตรวจสอบกล่องข้อความ ตอบคำถาม ตลอดจนคอมเมนต์ต่างๆ จากลูกค้าด้วย

3.“ลูกค้า” คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด เราควรที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และ Customer Journey ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ผ่านการเก็บข้อมูลสมาชิก หรืออีเมลจะเป็นประโยชน์มากถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าจริงๆ แล้วลูกค้าของเราต้องการอะไรทำยังไงให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพื่อเอามาต่อยอดในการขาย และช่วยอัพยอดขายต่อไป เพราะสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในโลกยุคดิจิทัลคือฐานลูกค้า และข้อมูลลูกค้า

เรียกได้ว่า ยุคอี-คอมเมิร์ซ 2.0 นั้น เป็นนาทีทองสำหรับผู้ประกอบการออนไลน์ โดยอาศัยการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เป็นไปตามสมัยและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อพยายามถีบตัวเองให้เหนือคู่แข่ง

โอกาสอันดีมาถึงแล้วครับ อย่านิ่งนอนใจ ลงมือทำไปพร้อมกันนะครับ