ส่องเหตุผลที่คนเลือกใช้ Uber และ Grab

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494439

ส่องเหตุผลที่คนเลือกใช้ Uber และ Grab

โดย…โธธโซเชียล

“น้อง! ไปไม่ทัน พี่ต้องไปส่งรถ” หรือ “น้อง! รถพี่แก๊สหมด เรียกคันใหม่นะ” จากการเก็บข้อมูลในเดือน มี.ค. พบว่ามีผู้โดยสารโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียว่าถูกแท็กซี่ “ปฏิเสธ” 3,200 ข้อความ เฉลี่ยโพสต์วันละ 106 ครั้ง!!

จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ปัจจุบัน Uber และ Grab เป็นบริการการขนส่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทางทีมงานได้รวบรวมข้อมูลบนโซเชียลมีเดียที่พูดถึง Uber และ Grab ในเดือน มี.ค. พบว่ามีการพูดถึง Uber 76% และ Grab 24% สาเหตุหลักที่ทำให้การบริการของทั้งสองได้รับความนิยม คือ ความปลอดภัยราคา และความสะดวกสบาย

ในแง่ของความปลอดภัย Uber มาเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่่ Grab จะได้รับความนิยมสูงกว่าในเรื่องราคาที่ไม่แพงมาก โปรโมชั่นที่ดีกว่า และความสะดวก

แต่ถึง Uber และ Grab จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ยังเป็นบริการที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย เนื่องจากรถยนต์ที่นำมาให้บริการไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะ ค่าโดยสารไม่ได้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงคนขับรถไม่มีใบขับขี่สาธารณะ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอย่างมากในสังคม

 

องค์กรชั้นนำขับเคลื่อนสู่ยุค 4.0 ฝ่า Digital Disruption

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494438

องค์กรชั้นนำขับเคลื่อนสู่ยุค 4.0 ฝ่า Digital Disruption

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เข้าสู่ Digital Disruption อย่างเต็มตัว อีก 10 ปีข้างหน้าองค์กรขนาดใหญ่เหลือไม่ถึง 60% เพราะไม่สามารถปรับโมเดลธุรกิจได้ทันกับโลกดิจิทัล อายุของบริษัทจะสั้นจากการถูกเปลี่ยนมือ หลายองค์กรใหญ่ในไทยเริ่มขับเคลื่อนและลงทุนทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

พิษณุ วิเชียรสรรค์ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มตราช้าง เปิดเผยว่า การปฏิวัติโรงงานของไทยเบฟเวอเรจ ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนันแอลกอฮอล์ 30-40 โรง มาจากวิชั่นของผู้บริหารสูงสุด “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี จึงจัดตั้งศูนย์เบฟเทค ขึ้นมาอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยรวบรวมวิศวกรระดับแนวหน้าของบริษัทมาร่วมกันคิดค้นพัฒนาเครื่องจักรระบบออโตเมชั่นและโรบอต ภายใต้งบลงทุนไม่จำกัดสำหรับหน่วยงานที่กำลังพัฒนาระบบใหม่ ติดตั้งโรงงานในเครือกว่า 1,000 จุด

ด้าน ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า การก้าวสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 หรือใช้ระบบออโตเมชั่นทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลดต้นทุนผลิตรองรับกับวิชั่น 2020 สู่ผู้นำในอาเซียนที่มั่นคงและยั่งยืน โดยไทยเบฟฯ ผนึกกำลังร่วมกับเอฟแอนด์เอ็น จากการทำตลาดเครื่องดื่มในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ขยายไปประเทศอื่นในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย

ในส่วนธุรกิจอาหาร การส่งออกเผชิญกับความท้าทายสถานการณ์โลกยังไม่สู้ดีและกำแพงภาษีในรูปแบบต่างๆ วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า แผน 3 ปี (2560-2563) บริษัทตั้งเป้าทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัลลงทุน 1,000 ล้านบาท นำระบบอีอาร์พีซอฟต์แวร์มาใช้ในการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต โลจิสติกส์พัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ที่เน้นคุณภาพ ใช้บิ๊กดาต้าวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค สอดรับยุทธศาสตร์เบทาโกร ปี 2563-2573 มุ่งเติบโต 10-15% ผลักดันรายได้รวมทั้งปี 1 แสนล้านบาท และ 3 ปีข้างหรือปี 2563 ตั้งเป้ารายได้ 1.4 แสนล้านบาท

ขณะที่มุมมองของผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสเปลเชียลิตี้สโตร์อย่างออฟฟิศเมท ยังต้องผสมผสานช่องทางจำหน่าย “โอทูโอ”โดย วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท ซีโอแอล กล่าวว่า บริษัทวางเป้าหมายเป็นเดสติเนชั่นให้กับธุรกิจสินค้าและบริการทางอี-คอมเมิร์ซ เอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ ผ่านช่องทางโอทูโอ หรือทั้งออฟไลน์จากร้านค้า สเปเชียลิตี้สโตร์ ไปสู่ช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้าบนโทรศัพท์มือถือผ่านทางแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีทั้งซื้อสินค้าบนออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน

อีริค อีเดลแมน ประธาน บริษัท เฮงเค็ล (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำผมจากเยอรมนี กล่าวว่า ยุทธศาสตร์เฮงเค็ล 2020+ทั่วโลกตั้งเป้าโต 2-4% ต่อเนื่อง 3 ปี ด้วยการผลักดันธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 หรือโรงงานอัจฉริยะ โดยในไทยมี 3 แห่ง เริ่มปรับปรุงโรงงานผลิตภัณฑ์กาวที่โรงงานบางปะกง นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครไปแล้ว พร้อมจัดทำแอพพลิเคชั่น House of Color สำหรับแฮร์สไตล์ เพื่อช่างผมรับรู้ถึงเทรนด์ใหม่ การทรานส์ฟอร์มรายได้ช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือปี 2563 รายได้เพิ่มกว่า 1.47 แสนล้านบาท จากรายได้ทั่วโลก 7.1แสนล้านบาท

การทรานส์ฟอร์มก้าวสู่ยุค 4.0 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แฟชั่น หากจะเป็นสิ่งที่องค์กรต้องทำ เพื่อยืนหยัดท่ามกลางการเกิดของเทคโนโลยีที่พร้อมจะทำลายล้างธุรกิจให้ตายไปในชั่วพริบตา เหมือนเช่นไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์เพราะไม่สามารถปรับตัวเองได้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

กสทช.ยืดถึง16พ.ค. ปิดเว็บหมิ่นเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494420

กสทช.ยืดถึง16พ.ค. ปิดเว็บหมิ่นเฟซบุ๊ก

กสทช.ขีดเส้น 16 พ.ค. ปิดเว็บผิดกฎหมายหมด รออีก 131 URL ในเฟซบุ๊ก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. 2560 ไอเอสพี ได้แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการปิดเว็บไซต์ผิดกฎหมายตามหมายศาลและคำสั่งของ กสทช.จำนวน 6,900 URL สามารถดำเนินการปิดกั้นได้แล้ว 6,300 URL เหลืออีก 600 URL คาดว่าจะดำเนินการได้ไม่เกิน 7 วัน

ทั้งนี้ หลังครบกำหนดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. พบว่าใน 600 URL เป็นเนื้อหาใน เฟซบุ๊ก 309 URL โดย ณ วันที่ 11 พ.ค. สามารถปิดกั้นได้ทั้งสิ้น 469 URL เหลืออีก 131 URL ที่ยังไม่สามารถปิด กั้นได้ โดยเป็นเพจในเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม หลังจากการหารือร่วมกันของสำนักงาน กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปอท.) หน่วยงานด้านความมั่นคงและผู้ให้บริการไอเอสพีและไอไอจี จะยืดระยะเวลาในการดำเนินการปิด URL ที่เหลือ จนถึงเวลา 10.00 น.วันอังคารที่ 16 พ.ค.นี้ และจะเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการอีกครั้ง หากยังหลงเหลือ URL ผิดกฎหมายที่ยังไม่สามารถปิดกั้นได้ จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยจะพิจารณาจากความผิดว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือไอเน็ต ในฐานะนายกสมาคมผู้ให้บริการไอเอสพี เปิดเผยว่า สมาชิก ไอเอสพี 11 ราย ได้ส่งหนังสือแจ้งขอความร่วมมือจากเฟซบุ๊ก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่า เฟซบุ๊กจะให้ความร่วมมือ ทำให้เพจ 309 URL ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายได้ดำเนินการปิดกั้นแล้ว 178 URL เหลืออีก 131 URL ที่ยังรอดำเนินการ เพียงแต่ยังไม่มีการตอบกลับจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการจากเฟซบุ๊ก

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ในส่วนของ 131 URL นั้น มีบางส่วนที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดด้านคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 อาจยังไม่ครอบคลุมเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละเว็บไซต์ว่าเข้าข่ายผิดตามกฎหมายใดบ้างและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอาผิด เนื่องจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ พบว่าการดำเนินงานด้านปิดกั้นเว็บไซต์หรือเนื้อหาที่เผยแพร่บนออนไลน์อย่างผิดกฎหมายมีการประสานงานและทำงานได้เร็วมากขึ้น ซึ่งผู้ให้บริการไอเอสพี สามารถใช้วิจารณญาณในการพิจารณาปิดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมายได้ทันทีภายใน 24 ชม. โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล

 

‘สแนปแชต’ ปัญหารุม อนาคตยังไม่ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494412

‘สแนปแชต’ ปัญหารุม อนาคตยังไม่ชัด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง หุ้นของสแนปแชต อิงค์ เจ้าของสื่อโซเชียล สแนปแชตร่วงลงไปถึง 25% ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปถึงกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.08 แสนล้านบาท) ระหว่างช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ เมื่อคืนวันที่ 10 พ.ค.ตามเวลาสหรัฐ

ทิศทางดังกล่าวสวนทางกับเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่สแนปแชตออกหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยสามารถระดมทุนไปได้ถึง3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) สูงสุดนับตั้งแต่เฟซบุ๊กออกไอพีโอปี 2012 หนุนให้หุ้นสแนปแชตปิดพุ่งขึ้น 44% ในวันแรกของการออกไอพีโอ และดันมูลค่าตลาดไปอยู่ที่  2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.72แสนล้านบาท)

แม้สแนปแชต เปิดเผยว่า รายได้ไตรมาสแรกปี 2017 เพิ่มขึ้นมาเกือบ 4 เท่า อยู่ที่ 149.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,197 ล้านบาท) แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 158 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,488 ล้านบาท)

นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งานรายวันของสแนปแชตเพิ่มขึ้นเพียง 5% อยู่ที่ 166 ล้านราย ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 158 ล้านราย เมื่อครั้งที่สแนปแชตขายหุ้นไอพีโอ ซึ่งสร้างความผิดหวังซ้ำซ้อนให้กับบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์

“จำนวนผู้ใช้งานยังขยายตัวอยู่ที่เลขหลักเดียว เราไม่คิดว่าภาวะชะลอตัวดังกล่าวจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสแนปแชตกำลังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันอันดุเดือด” เคธี่ บอยล์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด อีมาร์เก็ตเตอร์ กล่าว

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่าเมื่อเทียบกับอินสตาแกรมแอพพลิชั่นแชร์ภาพถ่ายที่เฟซบุ๊ก บริษัทสื่อโซเชียล ชื่อดังซื้อกิจการไป การขยายตัวของฐานผู้ใช้งานสแนปแชตนั้นน่าเป็นห่วง โดยจำนวนผู้ใช้อินสตาแกรมเพิ่มขึ้น 100 ล้านราย/เดือน ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา จนไปอยู่ที่ทั้งหมด 700 ล้านคน

แนวโน้มดังกล่าวปลุกความวิตกว่าสแนปแชตจะสามารถแข่งขันกับอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กได้หรือไม่โดยในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังสแนปแชตออกไอพีโอ เฟซบุ๊กได้เพิ่มฟีเจอร์ที่คล้ายคลึงกับสแนปแชตลงไปบนโซเชียลมีเดีย เช่น สตอรี่ ที่เป็นการส่งข้อความวิดีโอสั้นๆ และจะหายไปภายในเวลา 24 ชั่วโมง

ทิศทางอนาคตไม่ชัด

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าปัญหาของสแนปแชต คือ ทิศทางในอนาคตของบริษัทยังไม่ชัดเจน หลัง ดรู โวลเลอโร ประธานฝ่ายการเงินของสแนปแชตปฏิเสธเปิดเผยแนวโน้มทางการเงินของบริษัทประจำรายไตรมาส ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ

แม้ก่อนหน้านี้ สแนปแชตประกาศยกระดับธุรกิจให้เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มโซเชียล ด้วยการเริ่มจำหน่ายสเปกทาเคิลส์ แว่นตาที่สามารถอัดวิดีโอได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถโพสต์บนสแนปแชตผ่านมุมมองของตัวเองได้โดยตรง แต่ฐานผู้ใช้คืออีกอุปสรรคสำคัญที่สกัดจุดมุ่งหมายดังกล่าว

ฟลูเอนท์ บริษัทวิจัยข้อมูลตลาด เปิดเผยว่า ผู้ใช้สแนปแชตไม่มั่นใจว่าจะใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือไม่ โดยผู้ใช้ที่ระบุว่าต้องการใช้สแนปแชตต่ออยู่ที่ 65% ห่างจากคู่แข่งอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมที่สัดส่วนผู้ใช้ดังกล่าวอยู่ที่ 87% และ 74% ตามลำดับ

หวังรายได้จากโฆษณายังยาก

ในปัจจุบันสแนปแชตทำเงินจากการลงโฆษณาระหว่างโพสต์ของผู้ใช้ ซึ่งทำให้เพื่อนผู้ติดตามของผู้ใช้ดังกล่าวสามารถเห็นโฆษณาไปด้วย อย่างไรก็ดีเม็ดเงินจากโฆษณาบนสแนปแชตยังไม่มากพอที่จะเป็นฐานรายได้หลักของบริษัทอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก

สาเหตุที่รายได้จากโฆษณาของสแนปแชตยังไม่แข็งแกร่ง มาจากสแนปแชตไม่สามารถทำให้บริษัทโฆษณาเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นที่เป็นฐานผู้ใช้หลักได้ ทำให้ไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากบริษัทที่เคยลงโฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์

ทั้งนี้ การเปิดตัวฟีเจอร์ “สตอรี่” ของอินสตาแกรมเมื่อเดือน ส.ค. 2016 ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้สแนปแชต โดยเว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีเทคครันช์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงดังกล่าว ยอดวิวของสแนปแชตปรับลงมาอยู่ระหว่าง 15-40% เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มหันไปใช้งานอินสตาแกรมมากกว่า

ทิศทางดังกล่าวส่งผลต่อรายได้จากโฆษณาของสแนปแชต โดย เคทเอ็ดเวิร์ด ผู้ก่อตั้ง ฮาร์ทบีท บริษัทตัวแทนที่ให้บริการลงโฆษณาออนไลน์ เปิดเผยว่า จำนวนแบรนด์ที่ลงโฆษณาบนสแนปแชตนั้นปรับตัวลดลง และส่วนใหญ่หันไปทำแคมเปญโฆษณาลงบนอินสตาแกรมมากกว่า เนื่องจากติดตามผลตอบรับของการโฆษณา

ได้ง่ายกว่าสแนปแชต สอดคล้องกับผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นของทั้งสแนปแชตและอินสตาแกรม พบว่า 71% มองเห็นโฆษณาบนอินสตาแกรมมาก
กว่าสแนปแชต

“ที่จริงแล้วเราคิดว่าสแนปแชตกำลังเสียโอกาสหลายอย่างในการสร้างรายได้ให้บริษัทไป เนื่องจากสแนปแชตยังไม่เข้าใจมูลค่าของข้อมูลที่บรรดาแบรนด์และธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญ เมื่อจ่ายเงินลงโฆษณาออนไลน์” เอ็ดเวิร์ด กล่าว

 

“Deep learning” ทางเลือกสกัดสินค้าปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494383

"Deep learning" ทางเลือกสกัดสินค้าปลอม

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การระบาดของสินค้าปลอม โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังที่คุกคามแบรนด์ต่างๆ มาโดยตลอด เนื่องจากสินค้าดังกล่าวสามารถนำกลับมาขายใหม่ได้เรื่อยๆ ผ่านช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ และความพยายามไล่ล่าหาสินค้าแบรนด์เนมราคาถูกของผู้บริโภค ยิ่งทำให้ปัญหาสินค้าปลอมลุกลามหนักขึ้นกว่าเดิมจนล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า เม็ดเงินในธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอมอยู่ที่ถึง 4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท)

แม้ในปัจจุบันบรรดาผู้ซื้อพยายามคัดกรองสินค้าปลอมด้วยตัวเองก่อน เช่น การนำกระเป๋าที่วางจำหน่ายไปเปรียบเทียบกับกระเป๋าของแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรอยเย็บ ขนาดตัวอักษร หรือป้ายแบรนด์แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้ผลเสมอไป เนื่องจากสินค้าปลอมเลียนแบบของแท้ได้แทบจะเหมือนจริง จนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้

ด้วยเหตุนี้ สตาร์ทอัพไอทีบางแห่ง เช่น Entrupy จากสหรัฐ จึงทดลองพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบสินค้าปลอม โดยใช้ Deep learning ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก โดยเลียนกระบวนการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์ ทำให้เครื่องจักรและซอฟต์แวร์สามารถจดจำและจำแนกภาพหรือเสียงได้

อุปกรณ์แบบพกพาของ Entrupy สามารถระบุสินค้าปลอมได้ เพียงแค่ถ่ายภาพส่วนต่างๆ ของกระเป๋า เช่น หมายเลขซีเรียล
นัมเบอร์ วัสดุ ตะเข็บบนกระเป๋า ด้วยความละเอียดสูงมาก แล้วใช้เทคโนโลยี Deep learning เปรียบเทียบกับรูปภาพกระเป๋าของแท้บนฐานข้อมูล เมื่อตรวจสอบพบว่ากระเป๋าดังกล่าวเป็นของแท้ ผู้ใช้จะได้รับใบประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการ

วิธยุทธ์ ศรีนิวาสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Entrupy เปิดเผยว่าผลการสแกนสินค้าปลอมของอุปกรณ์ดังกล่าวมีความแม่นยำสูงถึง 97.1% ทำให้ได้รับความเชื่อถือและการสนับสนุนเงินทุนจากบรรดาแบรนด์ต่างๆ กว่า 130 แห่ง เช่น ดิออร์ ชาแนล หลุยส์ วิตตอง

ทั้งนี้ Deep learning ไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวที่มีการนำมาใช้แยกแยะสินค้าปลอม โดยก่อนหน้านี้ อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากจีน จับมือกับแบรนด์ชื่อดัง เช่น หลุยส์ วิตตอง ซัมซุง และมาร์ส เพื่อทดลองใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า กวาดล้างการจำหน่ายสินค้าปลอมออกไปบนแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าของบริษัท

อาลีบาบาระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถสแกนสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ถึง 10 ล้านชิ้น/วัน ซึ่งช่วยจัดการสินค้าปลอมไปได้ถึงกว่า 380 ล้านชิ้น และปราบผู้ค้าของปลอมไปได้ 1.8 แสนราย ในช่วงเวลา 12 เดือนจนถึงเดือน ส.ค. 2016

อย่างไรก็ดี เจ้าของแบรนด์บางราย อย่าง เนชลา มาทัม-ฟินน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง เดอะ ฟิฟธ์ คอลเลคชั่น มองว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบสินค้าปลอมเพียงอย่างเดียวยังไม่พอสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าว โดยรัฐบาลและผู้บริโภคจำเป็นต้องมีส่วนร่วมช่วยเหลือภาคธุรกิจด้วยเช่นกัน

รัฐบาลควรออกมาตรการจัดการสินค้าปลอมอย่างเด็ดขาด เพื่อจัดการผู้จำหน่ายสินค้าปลอม ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ต้องไม่สนับสนุนการซื้อสินค้าปลอมเช่นกัน

 

“แอปเปิ้ล” สร้างประวัติศาสตร์!มีมูลค่าตลาด8แสนล้านเหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494264

"แอปเปิ้ล" สร้างประวัติศาสตร์!มีมูลค่าตลาด8แสนล้านเหรียญ

แอปเปิ้ลกลายเป็นบริษัทแรกในสหรัฐที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศแอปเปิ้ล อิงค์ กลายเป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 28 ล้านล้านบาท) โดยหุ้นของแอปเปิ้ลปรับขึ้น 33% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นแล้ว 50% นับตั้งแต่การเลือกตั้งสหรัฐในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความหวังต่อการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน

รายงานข่าวระบุว่า หากแอปเปิ้ลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลจะขึ้นไปถึงระดับ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปลายปีนี้

ภาพ…เอเอฟพี

 

ตั้งองค์กรคุมไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494216

ตั้งองค์กรคุมไซเบอร์

ประธาน กสทช. ดันตั้งองค์กรคุมความปลอดภัยไซเบอร์ ฝากงานวางแผนแม่บทจัดสรรคลื่นครอบคลุมทุกกิจการ

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า อยากให้จัดตั้งองค์กรระดับนานาชาติเข้า มาดูแลงานด้านความปลอดภัยของข้อมูลผ่านระบบไซเบอร์ (ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้) ซึ่งต้องบูรณาการหลาย ฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน

“การดูแลด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ต้องบูรณาการหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ และเอกชน แม้การดูแลเป็นไปได้ยาก แต่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ควรเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไซเบอร์ ก็คือรัฐบาล แต่ต้องทำงานร่วมกับหลาย ภาคส่วนทั้งรัฐวิสาหกิจและเอกชน โดยอาจเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน” พล.อ.อ.ธเรศ กล่าว

สำหรับกรรมการ กสทช.ชุดนี้ จะหมดวาระเดือน ต.ค. 2560 โดยต้องการให้ กสทช.ชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนแม่บทจัดสรรคลื่นความถี่ โรดแมปการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนที่สามารถใช้งานเครือข่ายได้ต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ กสทช.ได้จัดทำแผนแม่บทการจัดสรรคลื่นความถี่ แล้วแต่อยากให้ลงรายละเอียดมากขึ้น เช่น จัดสรรคลื่นความถี่ตามการใช้งานสำหรับโทรคมนาคม โทรทัศน์ หรือกิจการดาวเทียม รวมถึงกิจการอื่นๆ ให้มีความชัดเจน

นอกจากนี้ ร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 จะปรับเปลี่ยนการทำงานของ กสทช. จากเดิม เป็นการดูแลของสองฝั่ง คือ ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม ที่มีการบริหารจัดการแยกออกจากกัน เป็นการ ทำงานร่วมกัน แต่แยกเป็นด้านการบริหารจัดการคลื่นความถี่ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านความ ปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งอาจตั้งเป็นคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อดูแลโดยตรง ปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พล.อ.อ.ธเรศ กล่าวว่า ผลการดำเนินการของ กสทช.ที่ผ่านมาเป็น ที่น่าพอใจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาตโดยวิธีการประมูล โดยประมูลทีวีดิจิทัลมี รายได้ 5.08 หมื่นล้านบาท ด้านกิจการโทรคมนาคมประมูลคลื่น 2100MHz 1800MHz และ 900MHz มีรายได้รวม 2.74 แสนล้านบาท

 

แชตบอตเครื่องมือตลาด ปฏิวัติธุรกิจเพิ่มยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494163

แชตบอตเครื่องมือตลาด ปฏิวัติธุรกิจเพิ่มยอดขาย

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

กระแสที่มาแรงในวงการไอทีในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นการทำ แชตบอต (Chatbot) หรือการใช้หุ่นยนต์สมองกลมาคอยโต้ตอบคำถาม จากนี้จะเริ่มเห็นธุรกิจที่มีจำนวนลูกค้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น โอเปอเรเตอร์ ธนาคาร หรืออี-คอมเมิร์ซ เริ่มนำแชตบอตมาใช้ทำซีอาร์เอ็มแทนการส่งอีเมล ที่จะกลายเป็นขยะคนไม่อ่านและไม่สร้างยอดขาย

กล้า ตั้งสุวรรณ กรรมการเจ้าหน้าที่บริการ บริษัท โธธ โซเชียล ผู้ดำเนินธุรกิจเซอร์วิส โซลูชั่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจในไทยเริ่มหันมาใช้แชตบอตหรือหุ่นยนต์สมองกลเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำตลาดมากกว่าแค่เป็นเครื่องมือสื่อสารไปมาระหว่างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น การทำซีอาร์เอ็มหรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในลักษณะเพอร์ซันนัลไลซ์ ซึ่งเป็นการทำตลาดเฉพาะรายบุคคล หรือการใช้แชตบอตเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดทำแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ รวมไปจนถึงการดูแลลูกค้าเมื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบอตจะมีความชาญฉลาดสามารถตอบคำถามได้ทุกอย่าง แต่ก็เป็นเพียงแค่พื้นฐานและมีความซับซ้อนได้ไม่มากนัก เมื่อในกรณีที่บอตไม่สามารถตอบคำถามลูกค้า สุดท้ายก็ต้องพึ่งพามนุษย์หรือใช้คอลเซ็นเตอร์ในการโต้ตอบ ดังนั้นแชตบอตจึงไม่สามารถเข้ามาทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แต่เป็นการช่วยให้ธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมาก ตอบคำถามข้อมูลสินค้าและบริการ หรือรับเรื่องกรณีไม่พึ่งพอใจกับสินค้าได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถรองรับกรณีที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของธุรกิจแชตบอตของบริษัท ขณะนี้มีกลุ่มลูกค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์หรือสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังวางแผนใช้แชตบอตทำซีอาร์เอ็มในรูปแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ นอกจากนี้ยังมีลูกค้าธนาคารทีเอ็มบีหรือทหารไทยกำลังนำระบบดังกล่าวมาใช้การบริการลูกค้า รวมไปถึงธุรกิจสื่อทีวี ซึ่งบริษัทมองว่าแชตบอตเหมาะกับธุรกิจที่มีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมากหรือแบรนด์ที่ทำตลาดในระดับแมส โดยปัจจุบันมีลูกค้าแชตบอตมากกว่า 10 ราย และกลุ่มธุรกิจดังกล่าวผลักดันรายได้ให้กับบริษัทเติบโตมากกว่า 10%

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยแทบทุกเจเนอเรชั่นติดการเล่นแชตบนสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว โดยเฉพาะ 4 เจเนอเรชั่น ประกอบด้วย เบบี้บูมเมอร์ เจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนแซด การนำแชตบอตเข้ามาใช้ในธุรกิจเพื่อเป็นตัวช่วยการโต้ตอบคำถาม ทั้งทางด้านข้อมูลสินค้า จึงเป็นบริการสอดรับกับพฤติกรรมของคนไทย ซึ่งในขณะนี้แชตผ่านทางโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์มากกว่าการใช้โทรศัพท์พูดคุยกันแล้ว

สำหรับการนำแชตบอตใช้ในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เริ่มมีบ้างแล้วในแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือไลน์ เว็บไซต์ เช่น ใช้แชตบอตช่วยตอบข้อมูลของสินค้าผ่านการแชต ช่วยให้ผู้ซื้อสินค้ามีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ส่วนใหญ่การนำแชตบอตมาใช้ธุรกิจมักเป็นคำถามที่ลูกค้าส่วนใหญ่ถาม เช่น โอนเงินอย่างไร สินค้าหมดหรือยัง มีสินค้าในสต๊อกไหม มีโปรโมชั่นอย่างไรบ้าง เป็นต้น ขณะนี้ตลาดดอตคอมเริ่มนำระบบแชตบอตมาใช้แล้วด้วยเช่นเดียวกัน

จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย สายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ ประจำไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่าการใช้แชตบอตในไทยยังเป็นแค่ยุคเริ่มต้นเท่านั้น โดยหุ่นยนต์ในหน้าต่างแชตจะสามารถโต้ตอบคำถามทั่วไปได้ แต่ยังมีข้อจำกัดความสามารถการตอบยังไม่มีความซับซ้อนมากนัก นอกจากนี้ยังรองรับกับกรณีที่ลูกค้ามีปัญหาการใช้สินค้า เป็นการรับเรื่องและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และป้องกันการแพร่กระจายข่าวในโลกโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์

ดังนั้น ปีนี้แชตบอตที่เกิดขึ้นในไทยยังไม่มีความฉลาดมากพอ แต่เทรนด์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แชตบอตถึงเริ่มพัฒนาก้าวไปสู่สมองกลอัจฉริยะมากขึ้น ด้วยการนำแมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาใช้ร่วมกันสามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนและอาจคาดเดาถึงความต้องการสินค้าและบริการต่างๆ ได้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล จนอาจทำให้ผู้ใช้บริการลืมไปเลยว่า เป็นหุ่นยนต์ที่คอยตอบคำถาม ต่อไปธุรกิจสามารถนำข้อมูลจากแชตบอต มาวิเคราะห์ถึงความต้องการของลูกค้าเพื่อต่อยอดทำธุรกิจได้มากขึ้น

ขณะที่กระแสแชตบอตมาแรงส่งผลให้มีบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ประกาศเปิดตัวแชตบอตลงตลาด ยกตัวอย่าง Trim ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อยกเลิกบริการ หรือ Melody แชตบอตทางการแพทย์จากไป่ตู้ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัยโรคผู้ป่วยให้กับคณะแพทย์ และบนเฟซบุ๊กแมสเซนเจอร์สำหรับคอยแจ้งเตือนเมื่อเกิดการจ่ายเงินซื้อสินค้า และแชตบอตจากบัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรส ซึ่งมีบริการเช็กการใช้บริการ วงเงินให้กับผู้ถือบัตร

ความเคลื่อนไหวของธุรกิจในไทย การนำแชตบอตมาใช้ ยกตัวอย่างเช่นเอไอเอส นำเอาระบบ Ask Aunjai Virtual Agent ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่พัฒนามาจากการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งหุ่นยนต์อัจฉริยะ แชตบอต และสมาร์ท โนวเลดจ์เบส ทำให้สามารถตอบคำถามลูกค้าบนออนไลน์ โซเชียลมีเดีย อาทิ เว็บไซต์เอไอเอส และบน My AIS ได้ทุกคำถาม ตลอด 24 ชั่วโมง สิ่งสำคัญคือเอไอเอสได้เพิ่มความเป็นมนุษย์ การมีอารมณ์ต่างๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดเหมือนได้คุยกับพนักงาน

ต่อไปธุรกิจจะมีพนักงานที่คอยตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานไม่เคยบ่นแถมเงินเดือนอาจไม่ต้องปรับขึ้น ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภค ก็พร้อมเปิดรับแม้ว่าจะพูดคุยกับหุ่นยนต์ที่อาจไร้ความรู้สึก ไร้อารมณ์ร่วม แต่ข้อจำกัดก็ยังคงด้านความปลอดภัยของลูกค้าที่สามารถเกิดการแฮ็กได้ โดยเฉพาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่ต้องระมัดระวังภัยคุกคามอาชญากรโลกไซเบอร์

 

วิดีโอออนดีมานด์พุ่ง ดูผ่านมือถือ-แท็บเล็ตสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/494161

วิดีโอออนดีมานด์พุ่ง ดูผ่านมือถือ-แท็บเล็ตสูงสุด

“ไอฟลิกซ์” เผยยอดคนชม วิดีโอออนดีมานด์พุ่ง ส่วนใหญ่ดูผ่านมือถือ-แท็บเล็ต นิยมคอนเทนต์กลุ่ม ดราม่า และคอมเมดี้

ไอฟลิกซ์ ผู้นำบริการสตรีมและดาวน์โหลดซีรี่ส์และหนังระดับโลก เผยสถิติการรับชมคอนเทนต์ของสมาชิกหลังเปิดให้บริการแล้ว 10 ประเทศทั่วเอเชีย ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา บรูไน มัลดีฟส์ ปากีสถาน เวียดนาม และเมียนมา พบว่าปัจจุบันมีสมาชิกไอฟลิกซ์กว่า 5 ล้านราย รับชมคอนเทนต์ไปแล้วกว่า 5,000 ล้านนาที และสมาชิกไอฟลิกซ์ ชอบดูคอนเทนต์กลุ่ม ดราม่า และคอมเมดี้

ขณะที่สถิติการให้บริการในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2558 พบว่า มีสมาชิกไอฟลิกซ์ในไทยรวมกว่า 1 ล้านราย มีการรับชมไอฟลิกซ์โดยเฉลี่ย 135 นาที/วัน ส่วนใหญ่ของสมาชิก (66%) อายุ 18-34 ปี แบ่งเป็น 39% เป็นกลุ่มเจนวาย (Gen-y’s) และ 27% เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล สมาชิกส่วนมากนิยมดูไอฟลิกซ์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ (มือถือและแท็บเล็ต) ถึง 69% และชอบดูตอนกลางคืน ตั้งแต่เวลา 21.00-01.00 น. โดยชื่นชอบคอนเทนต์กลุ่มดราม่า เกาหลี คอมเมดี้ แอ็กชั่น และไทย
(ตามลำดับ)

 

เสื้อชั้นในอัจฉริยะตรวจมะเร็งเต้านม คิดค้นโดยหนุ่มเม็กซิกันวัย 18 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2560 เวลา 20:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493855

เสื้อชั้นในอัจฉริยะตรวจมะเร็งเต้านม คิดค้นโดยหนุ่มเม็กซิกันวัย 18 ปี

เสื้อในตรวจวัดข้อมูลของเต้านม แรงบันดาลใจจากเด็กหนุ่มที่ต้องทนเห็นแม่ทนทุกข์จากมะเร็งเต้านม

ในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 8 ของผู้หญิงจะป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และในปี 2017 นี้ ทางองค์กรมะเร็งเต้านมเปิดเผยสถิติที่น่าตกใจว่าจะมีหญิงสาวที่เพิ่งตรวจพบว่าตนป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมากถึงกว่า 63,000 คน ย้ำว่านี่แค่ในสหรัฐเพียงประเทศเดียว

มะเร็งเต้านมเป็นอะไรที่ผู้หญิงรู้กันว่าทุกคนมีความเสี่ยง แต่การละเลยการหมั่นตรวจเช็คร่างกายของตนเอง ส่งผลให้การรักษาเป็นไปอย่างล่าช้าตามไปด้วย นอกจากนั้นไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ในผู้ชายเองก็สามารถป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้ด้วยเช่นกัน ด้วยอัตรา 1 ต่อ 1,000

ที่เม็กซิโก เด็กหนุ่มวัย 18 ปีรายหนึ่งได้ออกแบบเสื้อในอัจฉริยะขึ้นมา ที่จะช่วยตรวจสอบอาการเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าผู้สวมใส่อาจกำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และไอเดียของเขาเพิ่งจะชนะรางวัล Global Student Entrepreneur Awards หรือ GSEA รางวัลที่มุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่มาหมาดๆ

หน้าตาของเสื้อชั้นในอัจฉริยะ EVA

จูเลียน ริโอส คันทู ผู้อยู่เบื้องหลังไอเดียกล่าวว่า แรงบันดาลใจของการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะมาจากการเห็นแม่ของเขาเองต้องทนทุกข์ทรมาณจากมะเร็งเต้านม ซึ่งในที่สุดแม้จะรักษาจนหายได้ แต่แม่ต้องตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้างอย่างถาวร

สำหรับเสื้อชั้นในอัจฉริยะตัวนี้ มีชื่อว่า EVA ตัวเขา และเพื่อนอีก 3 คนได้ร่วมกันพัฒนามันขึ้นภายใต้บริษัทที่ตั้งขึ้นเองว่า Higia Technologies ด้วยการทำงานของระบบไบโอเซนเซอร์กว่า 200 ตัวที่กระจายกันติดอยู่รอบๆเสื้อชั้นใน เซนเซอร์เหล่านี้จะทำหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิของเต้านม, รูปร่าง ตลอดจนน้ำหนัก เพื่อเก็บข้อมูล

และสำหรับสาเหตุที่ว่าทำไมต้องเป็นเสื้อชั้นใน จูเลียนให้เหตุผลว่าก็เพราะเสื้อชั้นในนั้นถูกสวมใส่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับหน้าอกพอดี โดยการจะตรวจวัดข้อมูลของเต้านมให้ได้คุณภาพนั้น ผู้สวมใส่จำเป็นต้องสวมเสื้อชั้นในที่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ไบโอเซนเซอร์สามารถรวจจับค่าความร้อนได้ตามจุดต่างๆ เช่นในบางกรณีที่เกิดเนื้องอกขึ้นภายในเต้านม เส้นเลือดจะไปเลี้ยงยังบริเวณดังกล่าวมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ของการเกิดโรคมะเร็ง และสามารถตรวจสอบได้ผ่าน EVA

EVA ยังทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น ในการเก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบอีกด้วย

อย่างไรก็ตามผลงานของเขายังคงเป็นเพียงแค่ไอเดียที่น่าสนใจเท่านั้น และยังไม่ได้ผ่านการทดลองทางการแพทย์ หรือยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถตรอวจสอบได้จริง ซึ่งอันนา เปอร์แมน นักวิจัยจากศูนย์วิจัยมะเร็งในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ในบางครั้งการไหลเวียนที่เพิ่มขึ้นของโลหิต ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ของการเกิดมะเร็งเสมอไป

ทั้งนี้เงินรางวัลจำนวน 20,000 ดอลล่าร์สหรัฐที่เขาและเพื่อนได้มาจากการประกวดไอเดียดังกล่าว คาดว่าจะถูกนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขา และหลังผ่านขั้นตอนการทดสอบทางการแพทย์แล้วจึงจะเห็นเสื้อชั้นในอัจฉริยะวางขายยังตลาดจริง

การตรวจสอบอาการของมะเร็งเต้านมด้วยตนเองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหลายคนมักมองข้ามไป ก่อนหน้านี้ศิลปินหญิงเคยออกแบบอินโฟกราฟฟิกง่ายๆเพื่อเป็นประโยชน์แก่บรรดาหญิงสาวในการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยตนเองมาแล้ว จากการเปรียบเทียบง่ายๆกับผลเลมอน เช่น รอยบุ๋ม รอยผื่นแดง หรือการมีเลือดออกจากหัวนมเป็นต้น

อินโฟกราฟฟิกให้ข้อมูลการตรวจสอบมะเร็งเต้านมด้วยตนเองง่ายๆ ผ่านการปรียบเทียบกับเลมอน

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Higia Technologies