อุปกรณ์ติดตามผู้สูงอายุสมองเสื่อม ในกรณีหายออกจากบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493705

อุปกรณ์ติดตามผู้สูงอายุสมองเสื่อม ในกรณีหายออกจากบ้าน

บริษัทญี่ปุ่นผลิตอุปกรณ์พกพาที่ช่วยติดตามตัวผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในการตามหาตัวหากหายออกไปจากบ้าน

บริษัทดูแลความปลอดภัยขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากลำบากของการติดตามผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยอาการสมองเสื่อม หรืออาการอัลไซเมอร์ เมื่อพวกท่านหายออกจากบ้านไป หรือหลงทางด้วยการผลิตอุปกรณ์ขนาดเล็กแบบพกพาได้ ที่สามารถแชร์สถานที่อยู่ของผู้สวมใส่

อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Mimamori ถูกผลิตโดย Sohgo Security Service หรือในชื่อเรียกว่า Alsok และขณะนี้อุปกรณ์จำนวน 2,000 ชิ้นได้ทดลองใช้แล้วใน 10 เมืองของญี่ปุ่น

ตัวอุปกรณ์จะทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นผ่านบลูทูธ ซึ่งจะช่วยส่งสถานที่อยู่ของผู้ใช้งานมายังโทรศัพท์มือถือของพยาบาลผู้ดูแล หรือสมาชิกครอบครัวของผู้สูงอายุที่หายตัวออกไปจากบ้านได้

อุปกรณ์สามารถติดกับรองเท้าของผู้สวมใส่ได้

ในกระบวนการทดลอง ทางบริษัทระบุว่า Mimamori ช่วยย่นระยะเวลาการตามหาบุคคลที่หายตัวไป โดยทางทีมงาน 12 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 ทีมเพื่อทำการทดลอง พวกเขาพบว่าใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้นในการตามหาตัวของผู้สวมใส่อุปกรณ์ เปรียบเทียบกับการตามหาบุคคลจากสถานที่ที่คาดเดาว่าพวกเขาอาจเดินทางไปนั้นต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว หากไม่มี Mimamori เป็นตัวช่วย

ที่ญี่ปุ่นประเทศที่มีสัดส่วนของประชากรสูงอายุมากนี้ รายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า คดีผู้ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมหายตัวออกจากบ้านนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12,208 คดีในปี 2015 ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับในปี 2015 ที่ตัวเลขอยู่ที่ 1,452 คดีเท่านั้น

ที่อยู่ของผู้สูงอายุจะถูกส่งเข้ายังโทรศัพท์ของสมาชิกครอบครัว ผ่านแอพพลิเคชั่น

ซึ่งนอกเหนือจากการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนแล้ว Alsok ยังทำงานร่วมกับอีก 23 บริษัท เช่นร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในการที่ให้พนักงานของพวกเขาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ในการช่วยตามหา นอกจากนั้นยังมีการออกแบบอุปกรณ์แบบตั้งโต๊ะ ในการติดตามสำนักงานต่างๆเพื่อช่วยตรวจจับสัญญาณบลูทูธจากผู้สวมใส่ที่หายตัวไปอีกด้วย

“หากผู้คนในเมืองพากันดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เราจะสามารถสร้างเครือข่ายที่ช่วยกันสอดส่องดูแลผู้สูงอายุภายในเมืองได้” โคจิ ทาเคดะ เจ้าหน้าที่จากเมืองทามะกล่าวกับสำนักข่าว Kyodo

ทั้งนี้อุปกรณ์จะถูกวางตลาดจริงในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ สนนราคาของอุปกรณ์อยู่ที่ 2,200 เยน ในขณะที่ Mimamori แบบตั้งโต๊ะนั้นสนนราคาที่ 23,000 เยน ซึ่งทาง Alsok มีแผนที่จะเปิดให้เช่าแบบรายเดือนสำหรับบริษัทห้างร้านที่สนใจ

ญี่ปุ่นสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ผลสำรวจปี 2015 มีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 26.7% จากค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 8.5%

 

 

โลกเร่งหาทางรับมือ ข่าวลวงสะพัดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493612

โลกเร่งหาทางรับมือ ข่าวลวงสะพัดออนไลน์

โดย…ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เมื่อจำนวนเม็ดเงินที่ทุ่มเข้าสู่โฆษณาออนไลน์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางส่วนจึงผันตัวมาเป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารเพื่อดึงผู้ติดตามและดึงดูดเงินโฆษณา และหลายครั้งการเผยแพร่ข่าวสารนั้นเป็นไปในแนว “ล่อกด” (คลิกเบต) ด้วยการใช้ “ข่าวลวง”

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ยังเกิดขึ้นไปทั่วโลก และยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานว่า ข่าวลวงเกี่ยวข้องกับสหรัฐแพร่กระจายอยู่บนโซเชียลมีเดียของจีนด้วยเช่นกัน อย่าง วีแชท (WeChat) และเหว่ย ป๋อ (Weibo) โดยผู้ใช้ในจีนไม่สามารถไปเช็กต้นทางจากสหรัฐได้ เนื่องจากจีนใช้ “เกรท ไฟร์วอลล์” ที่เป็นระบบเซ็นเซอร์ข่าวสารจากต่างประเทศ ครอบคลุมถึงเว็บไซต์ข่าวและโซเชียลมีเดียของต่างชาติ

หนึ่งในเรื่องที่ได้รับการแพร่กระจายในจีน ยังรวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิดที่ว่า ทีมหาเสียงของฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต วางแผนลอบสังหาร เซธ ริช พนักงานของคณะกรรมการพรรคเดโมแครต ที่เสียชีวิตจากกระสุนปืนระหว่างถูกปล้น เพื่อเป็นการสั่งสอนกรณีปล่อยให้เอกสารลับหลุดไปถึงวิกิลีกส์ เว็บไซต์จอมแฉชื่อดัง แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ได้รับการสรุปสาเหตุที่แท้จริงก็ตาม

ไฟแนนเชียล ไทม์ส ระบุอีกด้วยว่า การเผยแพร่ข่าวสารปลอมในจีนลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขาดวัฒนธรรมฉุกคิดก่อนเผยแพร่ โดยแม้กระทั่งสื่อของทางการจีนอย่างหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี ยังเคยแปลบทความจากเว็บไซต์ข่าวล้อเลียน ดิ ออเนียน ที่ระบุว่า คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกในปี 2012

อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข่าวลวงดังกล่าว ตามมาด้วยความพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยในส่วนของภาคประชาชนมีการก่อตั้งแอคเคาต์ส่วนตัวในเหว่ยป๋อและวีแชท โซเชียลมีเดียของจีน และคอยตรวจสอบข่าวลือต่างๆ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนก็มีความเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับข่าวปลอมเช่นกัน เช่น เทนเซนต์ เจ้าของวีแชท จัดตั้ง เจียวเจิ้น เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบข้อเท็จจริง

ไม่เฉพาะแต่จีน ในประเทศอื่นๆ ต่างประสบกับข่าวลวงด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเลือกตั้งอย่างฝรั่งเศสและเกาหลีใต้

เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้สมัครตัวเก็งที่คาดจะคว้าชัยในการเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบชิงวันที่ 7 พ.ค.นี้ ยื่นฟ้องร้องต่อแหล่งข่าว “X” หลังมีการเผยแพร่ข่าวว่า มาครองมีการจัดตั้งบริษัทอยู่นอกประเทศ (ออฟชอร์) ในชื่อ ลา โพรวิดองซ์ บนเนวิส เกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล สอบถามไปยังคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินของเนวิส พบว่าไม่มีชื่อบริษัทดังกล่าวปรากฏลงทะเบียนบนเกาะแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ต้องเผชิญกับข่าวลวงในช่วงเวลาตึงเครียดกับเกาหลีเหนือและช่วงเวลาประวัติศาสตร์หลังการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นครั้งแรก เช่น ทรัมป์ ต่อต้านการถอดถอนประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ หรือรัฐบาลจีนช่วยส่งนักเรียนจีนในเกาหลีใต้ราว 6 หมื่นคน เพื่อมาร่วมการเดินขบวนขับไล่ปาร์กกึนเฮ เป็นต้น

บรรดาบริษัทเทคโนโลยีต่างตื่นตัวในการจัดการกับข่าวลวงดังกล่าว เช่น ฟันท์ เอไอ บริษัทสตาร์ทอัพของเกาหลีใต้ เริ่มให้บริการอัพเดทข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับผู้สมัครในแอพพลิเคชั่นแชตยอดนิยมของเกาหลีใต้อย่าง คาเคา ทอล์ก เช่น การให้คำมั่นหลัก คะแนนความนิยม และข่าวสารล่าสุด โดยเมื่อผู้ใช้พิมพ์ข้อความหรือคำถามไปยังแชตบ็อท โรส ระบบตอบกลับอัตโนมัติจะส่งข้อมูลกลับไปให้ผู้ใช้จากการประมวลฐานข้อมูลขนาดใหญ่

 

13 ช่องดิจิทัลยืดจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493473

13 ช่องดิจิทัลยืดจ่าย

13 ช่องทีวีดิจิทัล ขอยืดจ่ายค่าธรรมเนียม กสทช.ให้สิทธิถึง 22 พ.ค.นี้ นักวิชาการแนะ 7 แนวทางกำกับโอทีที ส่วนช่อง 7 ขอยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อกวันที่ 15 มิ.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้มายื่นขอขยายระยะเวลาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฯ ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 23 พ.ค. 2560 จำนวน 13 ราย

สำหรับ 13 ช่อง ได้แก่ 1.บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ 2.บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น 3.บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง 4.บริษัท ไบรท์ ทีวี 5.บริษัท อสมท (2 ช่อง) 6.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ 7.บริษัท วอยซ์ ทีวี 8.บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ 9.บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง 10.บริษัท อาร์.เอส. เทเลวิชั่น 11.บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น 12.บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล และ 13.บริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี

ขณะที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะนี้เหลือเพียงช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และช่องทีวีรัฐสภา ที่ยังไม่มายื่นขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลที่ให้บริการเป็นการทั่วไปผ่านดาวเทียม (Must Carry)

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ผลการหารือการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต โอเวอร์ เดอะท็อป หรือโอทีที ร่วมกับกลุ่มนักวิชาการ ได้เสนอแนวทางการกำกับดูแล 7 ประการ ได้แก่ 1.เสนอแนะให้มีการสร้างความสมดุลในการดูแลการประกอบกิจการ เพื่อมิให้กระทบต่อการสร้างสรรค์และกระทบต่ออุตสาหกรรมใหม่ 2.เสนอแนะให้มีการกำกับดูแลโฆษณาที่ไม่เหมาะสมในบริการโอทีที 3.เสนอแนะให้กำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์ว่าบริการโอทีทีใดที่มีอิทธิพลต่อสาธารณะในวงกว้าง

สำหรับประการที่ 4เสนอแนะให้มีการกำกับดูแลผ่านแพลตฟอร์มที่ให้บริการ โดยให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่เบื้องต้นในการกลั่นกรองบริการให้เหมาะสมก่อน ที่จะมีการเผยแพร่ไปยังผู้รับชม 5.เนื้อหาที่สำคัญบนโอทีที ก็คือ เนื้อหาจากสื่อเดิม ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลในลักษณะเดียวกัน มิใช่เนื้อหาแบบเดียวกันนำเสนอบนสื่อเดิมไม่ได้ แต่สามารถนำเสนอบนสื่อใหม่ได้ 6.ควรคำนึงถึงประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ การขัดต่อศีลธรรม อันดี และประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน 7.เสนอแนะให้ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถแยกแยะระหว่างข้อมูลที่เป็นข้อเท็จ จริงและความเห็นส่วนตัว โดยสัปดาห์ หน้าจะหารือกับผู้ประกอบการโทรทัศน์ ผู้ให้บริการโอทีทีทั้งในและต่างประเทศต่อไป

นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 แจ้งว่า จะเริ่มต้นยุติการให้บริการบาง พื้นที่ 15 มิ.ย.นี้ และจะทยอยหยุดให้บริการทุกพื้นที่ภายในปี 2563 ซึ่งช่อง 7 จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานปี 2566

 

ปิด6,300เว็บไซต์ผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493343

ปิด6,300เว็บไซต์ผิดกฎหมาย

ปิดเว็บผิดกฎหมาย กว่า 6,300 ยูอาร์แอล รอเจรจาเฟซบุ๊กสัปดาห์หน้า ย้ำประชาชนอย่าตื่นตระหนก

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือไอเอสพี ได้เข้าหารือกับ กสทช. เพื่อแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการแยกเนื้อหาผิดกฎหมายออกจากระบบอินเทอร์เน็ต โดยได้ดำเนินการปิดที่อยู่เว็บไซต์ (ยูอาร์แอล) ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายแล้ว 6,300 ยูอาร์แอล เหลืออีก 600 ยูอาร์แอล รวมเฟซบุ๊ก คาดว่าจะสามารถนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมดภายในสัปดาห์หน้า

“ขณะนี้รอการตอบกลับมาของเฟซบุ๊ก คาดว่าจะได้รับความร่วมมือที่ดี สำหรับข้อกังวลที่ไทยจะบล็อกเฟซบุ๊กหรือไม่นั้น ขออย่าตื่นตระหนก เพราะเนื้อหาผิดกฎหมายเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่มีการใช้งานเฟซบุ๊กทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เป็นการคัดกรองของศาลและดำเนินการจัดการตามคำสั่งของศาลที่ระบุเท่านั้น” นายฐากร กล่าว

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือไอเน็ต ในฐานะนายกสมาคมผู้ให้บริการไอเอสพี กล่าวว่า อีก 600 ยูอาร์แอล ที่ไม่สามารถปิดได้นั้น เนื่องจากมีการเข้ารหัสและอยู่ภายใต้อำนาจผู้ให้บริการในต่างประเทศทั้งหมด โดยผู้ให้บริการในประเทศทุกรายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และนำเนื้อหาที่ผิดต่อกฎหมายออกทั้งหมดแล้ว ซึ่งไอเอสพีต้องการแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อคำสั่งของ กสทช.และเร่งดำเนินการให้อย่างเต็มที่

น.ส.ศุภสรณ์ รุ่งโรจน์วุฒิกุล ตัวแทนจากสมาชิกสมาคมไอเอสพี กล่าวว่า ผู้ให้บริการคอนเทนต์ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ ซึ่งเฟซบุ๊กเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์รายเดียวที่ยังไม่มีการตอบรับการขอความร่วมมือกลับมา โดยไอเอสพีทุกรายได้เร่งคัดกรองเนื้อหาตามคำสั่ง และทางสมาคมได้ส่งหนังสือแจ้งแก่เฟซบุ๊กเพื่อขอความร่วมมือในการคัดกรองเนื้อหาผิดกฎหมายบนเฟซบุ๊กตามคำสั่งศาล

ทั้งนี้ เนื้อหาที่ได้ดำเนินการปิดกั้นไปแล้ว 6,300 ยูอาร์แอล ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ การพนันและสื่อลามก

 

เฟซบุ๊กจ้างคนเพิ่ม3,000 หวังช่วยสกัดเนื้อหารุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493339

เฟซบุ๊กจ้างคนเพิ่ม3,000 หวังช่วยสกัดเนื้อหารุนแรง

เฟซบุ๊กเตรียมจ้างพนักงานเพิ่ม 3,000 คน ช่วยสกัดไลฟ์สด- สอดส่องเนื้อหาที่ส่อไปในทางรุนแรง

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจ้างพนักงานเพิ่ม 3,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2018 เพื่อช่วยสอดส่องเนื้อหาที่ถูกแจ้งว่ามีความไม่เหมาะสม รวมถึงยุติการเผยแพร่ข้อความที่มีความเกลียดชัง การละเมิดสิทธิเด็ก และการทำร้ายตนเองผ่านการถ่ายทอดสดของเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยจะทำงานร่วมกับทีมเดิมที่มีพนักงานอยู่แล้วราว 4,500 คน ซึ่งจะปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ทั่วโลก

ซัคเกอร์เบิร์ก ระบุว่า บริษัทกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้วิดีโอเหล่านี้ถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้น และทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และการนำวิดีโอดังกล่าวออกจากระบบ

นอกจากนี้ การจ้างพนักงานเพิ่มจะช่วยให้เฟซบุ๊กคัดกรองเนื้อหาที่ส่อไปในทางรุนแรง เช่น คำที่แสดงถึงความเกลียดชัง และบริษัทจะทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีโอกาสเข้าถึงที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด และเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วย หลังจากที่เฟซบุ๊กเผชิญปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

 

แอดดิจิทัลผงาด’เฟซบุ๊ก-กูเกิล’กวาดรายได้โฆษณาโลก20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493338

แอดดิจิทัลผงาด'เฟซบุ๊ก-กูเกิล'กวาดรายได้โฆษณาโลก20%

 เฟซบุ๊กคว้ารายได้โฆษณา 2.7 แสนล้าน ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ดันรายได้สุทธิพุ่งไม่หยุด

เฟซบุ๊กสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังรายใหญ่ของโลก เปิดเผยยอดรายได้จากการโฆษณาปรับตัวขึ้น 51% เป็น 7,900 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 แสนล้านบาท) ส่งผลให้รายได้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนไปอยู่ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ท่ามกลางจำนวนผู้ใช้รายวัน 1,300 ล้านคน

เดวิด เวห์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (ซีเอฟโอ) ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า ระบบของเฟซบุ๊กจะขึ้นราคาค่าโฆษณาตามความต้องการซื้อพื้นที่โฆษณา โดยการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือคิดเป็น 85% ของยอดโฆษณาทั้งหมด ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 82% เมื่อไตรมาสแรกของปี 2016

อย่างไรก็ตาม เวห์เนอร์ ระบุว่า การขยายตัวทางรายได้ของเฟซบุ๊กซึ่งได้จากโฆษณาเป็นหลัก มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในปี 2017 นี้ เนื่องจากเฟซบุ๊กถึงจุดอิ่มตัวในเชิงจำนวนโฆษณาที่ปรากฏตัวบนหน้าเฟซบุ๊กของผู้ใช้ โดยไม่ทำให้ผู้ใช้รำคาญแล้ว

นอกจากนี้ เวห์เนอร์ ระบุว่า แม้การใส่โฆษณาแทรกกลางระหว่างวิดีโอ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจะยังคงมีโอกาสเติบโตอยู่ แต่กลยุทธ์ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

“เมื่อมองไปในปี 2017 หรือหลังจากนี้เฟซบุ๊กจะมีโครงการริเริ่มที่พวกเราเชื่อว่ามีคุณค่าสำหรับชุมชนและบริษัทในระยะยาว แต่จะเป็นผลลบสำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงาน” เวห์เนอร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ เซนิธออปติมีเดีย บริษัทสื่อและที่ปรึกษา เปิดเผยสื่อที่คว้ายอดโฆษณามากที่สุดในโลก 30 อันดับ พบว่า อัลฟาเบธ บริษัทแม่ของกูเกิล เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดัง และเฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์รายใหญ่ของโลกคว้าสัดส่วนงบประมาณสำหรับการทำโฆษณาจากทั่วโลกไปถึง 20% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 7.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) และ 2.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.4 แสนล้านบาท) ตามลำดับ

อันดับ 3 ได้แก่ คอมแคสต์ โทรคมนาคมรายใหญ่จากสหรัฐได้ค่าโฆษณาไปทั้งหมด 1.29 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) และนับเป็นสื่อดั้งเดิมเพียงเจ้าเดียวที่ติดอยู่ในการจัดอันดับดังกล่าว ส่วนอันดับสุดท้ายได้แก่ทวิตเตอร์ที่แม้จะรั้งท้ายแต่มียอดโฆษณาเติบโตขึ้นมาที่สุดถึง 734% ระหว่างปี 2012-2016

ทวิตเตอร์รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2017 นี้ ทำรายได้ไป 548 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) มากกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ 511.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท)

ขณะเดียวกัน ฝ่ายอินเตอร์แอ็กทีฟ คอมมูนิเคชั่น ของไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส สหรัฐ พบว่าการใช้จ่ายเพื่อโฆษณาทางโทรศัพท์มือถือคิดเป็น 51% ของงบการโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในสหรัฐเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 77% เป็น 3.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการโฆษณาบนดิจิทัลในภาพรวมปรับขึ้น 22% เป็น 7.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ การโฆษณาด้วยวิดีโอออนไลน์ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2016 ที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 53% เป็น 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.18 แสนล้านบาท) ขณะที่

การโฆษณาในรูปแบบวิดีโอผ่านโทรศัพท์มือถือปรับขึ้นมากถึง 145% เป็น 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.47 แสนล้านบาท)

 

เตือนผู้ใช้จีเมลระวังภัย “ฟิชชิง” หลอกคลิ๊กลิงค์ล้วงข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493271

เตือนผู้ใช้จีเมลระวังภัย "ฟิชชิง" หลอกคลิ๊กลิงค์ล้วงข้อมูล

เตือนผู้ใช้จีเมลระวังอีเมลหลอกลวงให้คลิ๊กลิงค์เพื่อล้วงข้อมูลผู้ใช้ ขณะที่กูเกิลเผยปิดบัญชีต้นตอที่ปล่อยอีเมลหลอกแล้ว

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ได้เกิดการโจมตีโดยใช้อีเมลหลอกลวง หรือ ฟิชชิง (phishing) ซึ่งพุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ใช้งานจีเมลส่งผลให้กูเกิลต้องดำเนินการปิดบัญชีต้นตอที่ส่งต่ออีเมลหลอกลวงนี้

การโจมตีแบบฟิชชิงคือการส่งอีเมลไปหาผู้ใช้จีเมลโดยระบุชื่อคนส่งเป็นคนรู้จัก แต่การโจมตีครั้งนี้แตกต่างไปจากการฟิชชิงทั่วไป เนื่องจากอีเมลใหม่นี้จะขอให้ผู้รับอีเมลกดเข้าแอพพลิเคชั่น Google Doc

เมื่อผู้รับอีเมลคลิกที่ลิงค์ Google Doc ในอีเมลหลอก หน้าจอจะเปลี่ยนไปที่ Google.com จากนั้นผู้ใช้งานจะถูกขอให้กดอนุญาตแอพฯที่แฮ็กเกอร์ได้เขียนไว้ เพื่อเจาะข้อมูลบัญชีจีเมลซึ่งจะทำให้เห็นอีเมลและรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมด

คูเปอร์ ควินทิน นักเทคโนโลยีประจำมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation เปิดเผยว่า แอพฯดังกล่าวยังส่งอีเมลในชื่อของผู้โดนฟิชชิงไปหาผู้ใช้งานรายอื่นๆ และไม่ว่าจะเปลี่ยนรหัสผ่านหรือเปิดระบบตรวจสอบยืนยันสองขั้นตอนก็แก้ไขไม่ได้

ด้านกูเกิลได้ออกแถลงการณ์ว่า บริษัทได้ปิดการใช้งานบัญชีต้นตอและลบหน้าเว็บปลอมออกแล้ว โดยทางทีมงานกำลังดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ใช้จีเมลได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าไหร่

 

โลกลุยพัฒนาเอไอ หวังพลิกโฉมบริการสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493223

โลกลุยพัฒนาเอไอ หวังพลิกโฉมบริการสุขภาพ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในปัจจุบันการขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล ทำให้ทั่วโลกต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการเดินหน้าพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อตอบสนองดีมานด์ด้านบริการสุขภาพที่นับวันก็ยิ่งปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเอไอเพื่อใช้ในงานบริการสุขภาพมีความก้าวหน้าไปมาก ตั้งแต่การนำไปใช้ขั้นพื้นฐานอย่างการสอบถามอาการป่วยเบื้องต้นของคนไข้ หรือที่เรียกว่า เอไอผู้ช่วยดูแลสุขภาพ เช่น Your.MD แอพพลิเคชั่นบนมือถือขับเคลื่อนด้วยเอไอ ซึ่งเป็นแชตบอตถามคำถามด้านสุขภาพ และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้น อ้างอิงตามแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อเห็นว่าผู้ใช้มีปัญหาสุขภาพที่ควรต้องไปพบแพทย์ โดยขณะนี้ หน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ รับรองข้อมูลที่ Your.MD แนะนำแล้ว ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความถูกต้องเรื่องข้อมูล

ขณะเดียวกัน Ada เป็นอีกหนึ่งเอไอผู้ช่วยดูแลสุขภาพ ที่ได้รับการผสมผสานเข้าไปใน Alexa ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะของอเมซอน โดย Ada จะประเมินอาการป่วยเบื้องต้นของผู้ใช้ และมีตัวเลือกให้ติดต่อแพทย์ตัวจริง เช่นเดียวกับ Babylon Health เอไอผู้ช่วยที่คอยติดตามอาการของผู้ป่วยจากบันทึกข้อมูลสุขภาพในอดีต และสามารถเปิดระบบติดต่อแพทย์โดยตรงให้ผู้ป่วย ผ่านไลฟ์วิดีโอ

บรรดาเอไอผู้ช่วยเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยประหยัดเวลาเดินทางไปพบแพทย์ เมื่อมีอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่บุคลากรการแพทย์ขาดแคลน

นอกเหนือจากเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำด้านสุขภาพแล้ว เอไอยังสามารถตรวจจับความผิดปกติในร่างกายระยะแรกได้ด้วยเช่นกัน เช่น อัลกอริทึมเอไอ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด ในสหรัฐ โดยอัลกอริทึมเอไอนี้สามารถตรวจจับความผิดปกติบนผิวหนังที่เสี่ยงพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังได้รับการฝึกฝนให้จดจำภาพไฝ ผดผื่นหรือริ้วรอยบาดแผลบนผิวหนังกว่า 1.3 แสนรูป

ด้าน กูเกิล ยักษ์ใหญ่ไอทีได้ทดลองใช้ DeepMind เอไอที่บริษัทพัฒนาขึ้นไปใช้ต่อสู้กับโรคตาบอด โดยฝึกให้ตรวจหาความผิดปกติในดวงตาตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น อาการจอประสาทตาเสื่อมหรือภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ซึ่งหากตรวจพบอาการดังกล่าวในระยะแรกจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ถึง 98%

ขณะเดียวกัน Morpheo เป็นอีกแพลตฟอร์มเอไอที่จะช่วยวินิจฉัยภาวะนอนไม่หลับจากรูปแบบการนอน ซึ่งช่วยผู้ป่วยประหยัดเวลาการรักษาได้อย่างมาก เนื่องจากกระบวนการรักษาแบบเดิมๆ นั้น มีความซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน

ทั้งนี้ การวางแผนเพื่อให้การรักษาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดย Watson เอไอที่พัฒนาขึ้นโดย ไอบีเอ็ม บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งล่าสุด ไอบีเอ็มเตรียมนำแพลตฟอร์มเอไอ Watson for Oncology ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ไปใช้ในเครือข่ายโรงพยาบาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย สำหรับดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยเฉพาะ

การนำเอไอมาช่วยในการบริการสุขภาพต่อไปในอนาคต จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยแล้ว ยังนับเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้บุคลากรทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน

 

วิดีโอออนดีมานด์แข่งดุ รับเทรนด์ดิจิทัลไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/493176

วิดีโอออนดีมานด์แข่งดุ รับเทรนด์ดิจิทัลไลฟ์

เรื่อง | ทีมข่าวการตลาดไอที

นับว่าเป็นปีแห่งการแข่งขันสำหรับกลุ่มธุรกิจการ รับชมคอนเทนต์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน หรือวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand : VOD) ที่ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มีสตาร์ทอัพและผู้ให้บริการทั้งรายเล็กและใหญ่ตบเท้าเข้ามาให้บริการในไทยมีทั้ง อยู่รอดและปิดตัวลงไป จนในปัจจุบันเหลือผู้ให้บริการเพียง 6 ราย คือ ไอฟลิกซ์ (iflix) ฮอลลีวู้ดเอชดี (Hollywood HD) ไพรม์ไทม์ (Primetime) ฮุค (HOOQ)เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) โมโนแม็กซ์ (Mono maxxx) และดูนี่ (Doonee) ที่ยังให้บริการอยู่ในขณะนี้

อาทิมา สุรพงษ์ชัย หัวหน้าฝ่าย การตลาด บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นดูหนังออนไลน์ กล่าวว่า คนไทยมีความนิยมในการรับชม คอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยอุปกรณ์สื่อสารอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและสมาร์ททีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของคนกลุ่มนี้คือ ต้องการคอนเทนต์ที่ตรงใจ เลือกได้เอง มีหลากหลายและเก็บไว้ดูภายหลังได้

การรับชมแบบทันทีอาจติดปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต คนไทยจึงนิยมที่จะดาวน์โหลดมาเก็บไว้เพื่อรับชมในอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์พีซีหรือทีวีก็ตาม เพื่อให้สามารถรับชมคอนเทนต์ได้อย่างไม่สะดุด และผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมในลักษณะนี้ที่คล้ายคลึงกันกับผู้ให้บริการเกือบทุกราย

ทั้งนี้ ไอฟลิกซ์มั่นใจในจุดแข็งว่ามี จำนวนคอนเทนต์มากที่สุดและตั้งแต่เปิดให้บริการมามีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 5 ล้านรายในไทย 1 ล้านรายเป็นยอดแอ็กทีฟครึ่งหนึ่ง การเดินกลยุทธ์ร่วมกับพาร์ตเนอร์จำนวนมากในปีนี้จะทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่าได้ไม่ยาก

“การเข้าใช้งานได้ง่ายและมีจำนวนภาพยนตร์ ซีรี่ส์และการ์ตูนที่มากที่สุดถึง 3 หมื่น ชม. ถือว่าเป็นจุดแข็งของไอฟลิกซ์ แต่วัตถุประสงค์หลักของ ไอฟลิกซ์ในการเพิ่มคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการของผู้ชมชาวไทยนั้น ไม่ใช่การแข่งขันกับผู้ให้บริการแบบเดียวกันแต่เป็นการแข่งขันกับเว็บผี ซีดีเถื่อนให้หมดไป รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ใช้งานรับชมคอนเทนต์แบบถูกลิขสิทธิ์ เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบซื้อขายหนังแบบ ผิดกฏหมายด้วย” อาทิมา กล่าว

นอกจากนี้ ความต้องการของผู้ใช้งานในการรับชมคอนเทนต์ต่างประเทศ คือ คำบรรยาย เพราะคนไทยไม่ได้เก่งภาษาที่ 2 หรือ 3 มากนัก แต่คอนเทนต์ที่มีทั้งภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากดังนั้นการแปลบทบรรยายให้รวดเร็วของผู้ให้บริการทุกรายจะทำให้การรับชมเป็นไปอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นเหตุผลหลักที่ลูกค้าจะเลือกใช้บริการ

ชานตา อารูล ฝ่ายสื่อสารองค์กรและเทคโนโลยี เอเชีย เน็ตฟลิกซ์ กล่าวว่า เน็ตฟลิกซ์ทดลองให้บริการในไทยมาแล้วกว่า 1 ปี เหตุผลที่ยังไม่เปิดตัวชัดเจนเพราะต้องการเรียนรู้ตลาดและแปลเนื้อหาคอนเทนต์ให้ทันต่อความต้องการของตลาด เมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ จึงแสดงความมั่นใจว่าจะบุกตลาดไทยอย่างเต็มที่ แม้จะยังไม่มีแผนตั้งออฟฟิศในไทยแต่ก็มั่นใจได้ว่าลูกค้าที่มีปัญหา

สำหรับผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์ฮอลลีวู้ด พิรุฬห์ พิหเคนทร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอลลีวูด มูฟวีส์ เอจี กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจวิดีโอออนดีมานต์ ทุกค่ายใช้กลยุทธ์เดียวกัน คือ การมีคอนเทนต์ที่ดีและในลักษณะเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ยังแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือการ ดูคอนเทนต์ได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น บริษัทได้ลงทุน 1,000 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ หนังเพื่อเสริมคอนเทนต์ให้แข็งแกร่งจากปัจจุบันมีกว่า 2,000 เรื่อง

พร้อมกันนี้ เปิดตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ดอท (DOT) ในไตรมาส 3 โดยผนึกกับพันธมิตร อาย ไอโอ (eye Io) พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกจากซิลิคอน วัลเลย์ ช่วยบีบอัดข้อมูลช่วยให้การดาวน์โหลดหนังแต่ละเรื่องเร็ว 0.1 วินาที จากปกติดาวน์โหลด 4 วินาที และยังรับชมไลฟ์ทีวีกว่า 50 ช่อง ช่องเอ็กซ์คลูซีฟ 5 ช่องเพื่อตอบโจทย์การดูหนังบนทีวีภายในบ้าน ขยายฐาน ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียม จากเดิมการดูหนังผ่านมือถือ โน้ตบุ๊กสำหรับรายได้ทั้งปีตั้งเป้า 1,000 ล้านบาท เติบโต 100% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 500 ล้านบาท

ต้องติดตามว่าผู้ให้บริการรายใดจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดได้มากที่สุดในยุคที่การแข่งขันแบบดิจิทัลดุเดือดขนาดนี้

 

ไลน์สติ๊กเกอร์พุ่ง500ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 06:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492987

ไลน์สติ๊กเกอร์พุ่ง500ล.

ไลน์สติ๊กเกอร์บูม ผู้ใช้ดาวน์โหลดกว่า 500 ล้านครั้ง ปีนี้เล็งเพิ่มครีเอเตอร์เป็น 1.5 แสนราย และออกมิวสิคสติ๊กเกอร์เจาะแฟนคลับ

นายกณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติกเกอร์ Line ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมามีผู้ใช้งานไลน์และดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ไปใช้แล้วทั้งหมดกว่า 500 ล้านครั้ง เฉลี่ยผู้ใช้งาน 1 ราย จะมีสติ๊กเกอร์จำนวน 15 ชุด ทำให้ปัจจุบันความต้องการสติ๊กเกอร์ใหม่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงคาดหวังจะเพิ่มนักออกแบบสติ๊กเกอร์ (ครีเอเตอร์) เป็น 1.5 แสนราย จากปัจจุบันมี 1 แสนราย และจับมือกับค่ายเพลงดังทำมิวสิคสติ๊กเกอร์เจาะกลุ่มแฟนคลับ

สำหรับสติ๊กเกอร์ยอดนิยมที่ขายดีที่สุดในวันแรกที่เปิดจำหน่าย 5 อันดับ คือ Noo-Hin Animated with Sound (หนูหิ่น Animated with Sound), Paopao Bangplee (เจ๊เปาบางพลี), Nong Mind Dukdik v.3 (น้องมาย ดุ๊กดิ๊ก v.3), Pangpond animated with sound (ปังปอนด์ : เจี๊ยวจ๊าว ดุ๊กดิ๊ก) และ GMM hit songs for daily life (GMM ท่อนฮุกเพลงฮิต)

ขณะที่ 5 อันดับ ครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์ที่ขายดี คือ Jazzspkk (แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก) , Hello Sunny (ซันนี่ ที่รัก), Circle Dukdik (หัวกลม ดุ๊กดิ๊ก), BearPlease (หมีขอ) และ Funny Face Collection (คอลเลกชันของหน้าตลก)

ปัจจุบันสติ๊กเกอร์ในระบบไลน์มี 4 รูปแบบ คือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียง และสติ๊กเกอร์ป๊อปอัพ โดยการเพิ่มสติ๊กเกอร์รูปแบบที่ 5 มิวสิคสติ๊กเกอร์ขึ้นมานี้เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ให้ใส่เสียงเพลงความยาว 8 วินาที ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่ทำสติ๊กเกอร์รูปแบบนี้และเปิดจำหน่ายไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งไลน์เปิดให้ครีเอเตอร์วางขายสติ๊กเกอร์ได้ 8-40 ตัว/เซต ราคาเซตละ 30-150 บาท ทำให้สามารถทดลองการตอบกลุ่มผู้ใช้งานและปรับรูปแบบให้เหมาะเพื่อขยายตลาดได้กว้าง

นายกณพ กล่าวว่า ไลน์ได้ปรับนโยบายส่งเสริมครีเอเตอร์ โดยเซตที่จำหน่ายอยู่ 3.8 หมื่นเซต ยังโตได้อีกมาก โดยสิ่งที่ไลน์จะทำปีนี้คือส่งเสริมอาชีพนี้ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับคนรุ่นใหม่ จากเดิมเป็นการมอบรางวัลให้แก่ครีเอเตอร์ที่ขายสติ๊กเกอร์ได้มากสุดในแต่ละปี เป็นการส่งเสริมคาแรกเตอร์ให้ไม่จบแค่หน้าจอมือถือ แต่ผลิตออกมาเป็นสินค้า มีการทำตลาดแคมเปญร่วมกันโดยช่วงแรกไลน์จะเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมด ซึ่งเดือน มิ.ย. หน้าจะเห็นสินค้ากลุ่มนี้ออกมาทำตลาด และยังทำเวิร์กช็อปทั่วประเทศ เพื่อให้อาชีพครีเอเตอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้านช่องทางซื้อสติ๊กเกอร์จะมีการเพิ่มรูปแบบและช่องทางใหม่ต่อเนื่อง