เล็งเปิดเสรีแข่งขันเอกชนดูแลดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492835

เล็งเปิดเสรีแข่งขันเอกชนดูแลดาวเทียม

ดีอีระบุผลศึกษาต้องเปิดให้เอกชนแข่งขันดูแลดาวเทียมไทยคม 4, 5, 6 หลังหมดสัญญาสัมปทานปี 2564

แหล่งข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้รายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบถึงการดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมและการจัดหาดาวเทียมสื่อสารภาครัฐ โดยกระทรวงจะใช้ผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกอบการพิจารณา พร้อมรับฟังความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ข้อสรุปว่านโยบายการบริหารกิจการดาวเทียมสื่อสารในระยะยาว หลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง ควรเปิดตลาดให้มีการแข่งขันแบบมีข้อตกลงกับรัฐบาล โดยใช้ระบบใบอนุญาตเป็นรายระบบดาวเทียมสื่อสาร

สำหรับการบริหารกิจการดาวเทียมสื่อสารช่วงเปลี่ยนผ่านกรณีดาวเทียมไทยคม 4, 5, 6 ภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงในปี 2564 แต่ดาวเทียมยังมีอายุใช้งานเหลืออยู่นั้นควรให้ดำเนินการคัดเลือกเอกชน เพื่อใช้สิทธิและหน้าที่การรักษาวงโคจร รวมถึงการประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสารที่ใช้สิทธิในวงโคจรดังกล่าวตามระบบใบอนุญาตแบบมีเงื่อนไข ส่วนดาวเทียมดวงต่อๆ ไปที่อาจจะจัดส่งขึ้นก่อนสัญญาสิ้นสุด ยังต้องมีความผูกพันที่จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขสัมปทานให้ครบถ้วน

“ครม.ได้รับทราบแนวทางดังกล่าวและให้กระทรวงดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ โดยต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 และ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553” แหล่งข่าวเปิดเผย

 

พบกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้รู้สึกถึงอาการของโรคพาร์กินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492795

พบกับอุปกรณ์ที่ช่วยให้รู้สึกถึงอาการของโรคพาร์กินสัน

อุปกรณ์ที่ช่วยให้แพทย์ และผู้ดูแลเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น ด้วยการสัมผัสอาการของโรคผ่านการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า

ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทส่วนกลางนี้ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องทุข์ทรมาณจากอาการสั่น การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไปจนถึงอาการอ่อนเพลีย และเหนื่อยล้า

แน่นอนว่าแพทย์นั้นรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ตามอาการอย่างเต็มที่ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเข้าใจอาการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง ในเมื่อพวกเขาไม่อาจสัมผัส หรือรู้สึกได้ว่าการป่วยเป็นโรคพาร์กินสันนั้นชีวิตจะกลายเป็นเช่นไร

อาการของโรคพาร์กินสันเกิดจากเซลล์ที่ผลิตโดปามีนในซับสแตนเชียไนกรา อันเป็นบริเวณหนึ่งในสมองส่วนกลางตาย ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว

ด้วยการออกแบบจากบริษัท Klick Labs ในแคนาดา พวกเขาได้สร้างอุปกรณ์สวมใส่ได้ขนาดพกพาขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของอาการโรคที่ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเผชิญ เพื่อที่แพทย์ที่ทำการรักษาจะได้ทำความเข้าใจคนไข้ของตนมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การดูแลเอาใจ่ใส่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้มีลักษณะเหมือนปลอกแขน ที่ประกอบด้วยสายไฟขนาดใหญ่ ตัวอุปกรณ์ถูกแบ่งเป็นตัวส่ง และตัวรับ สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน และแพทย์ เมื่อทั้งคู่สวมใส่อุปกรณ์แล้ว หากผู้ป่วยเกิดอาการสั่นขึ้นมา ตัวอุปกรณ์จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังตัวรับ และส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังกล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อของผู้สวมใส่หดตัว ขยายตัว หรือกระตุกในแบบเดียวกัน ราวกับว่าพวกเขาเองก็กลายเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันคนหนึ่งเช่นกัน

ตัวอุปกรณ์จะทำหน้าที่ถ่ายทอดอาการของโรคจากผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการตรวจเส้นประสาท และกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า

เพราะผู้ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ไม่อาจทำความเข้าใจได้เต็ม 100% หากพวกเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน เมื่อสวมใส่อุปกรณ์ บรรดาแพทย์ และผู้ดูแล ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวจะสามารถทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดการหยิบจับแก้ว หรือเจาะหลอดลงในกล่องนมจึงเป็นเรื่องทำได้ยากสำหรับผู้ป่วย และการหดตัว เกร็งตัวของกล้ามเนื้อตลอดเวลา จะส่งผลให้พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้า

และขณะนี้ทางบริษัทเองกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอุปกรณ์ของพวกเขาสำหรับการถ่ายทอดประสบการณ์ของโรคอื่นๆมากขึ้น  รวมถึงอนาคตของกระบวนการรักษาทางการแพทย์ หากผู้ป่วยสามารถถ่ายทอดอาการของโรค ไปยังตัวแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญที่อยู่อีกมุมหนึ่งของโลกได้ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปรับการรักษาด้วยตนเอง

นอกจากนั้นพวกเขายังมีแผนที่จะต่อยอดเทคโนโลยีด้วยการใช้ VR เช่นการจำลองการเดินของผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือเส้นโลหิตตีบ เพื่อให้คนธรรมดาอย่างเราๆนั้นรู้สึกเช่นเดียวกันกับผู้ป่วย และตระหนักถึงภัยอันตรายของโรคร้ายเหล่านี้ รวมทั้งคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของตนให้ดีอยู่เสมอเช่นกัน

จิม (ซ้าย) และแพทเป็นฝาแฝดกัน จิมป่วยเป็นพาร์กินสัน ด้วยอุปกรณ์นี้แพทสามารถรับรู้ได้ว่าฝาแฝดของเขารู้สึกอย่างไร

 

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Klick

 

 

โฆษณาดิจิทัลในสหรัฐพุ่ง8ปีติดกัน พลิกแซงหน้าทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492783

โฆษณาดิจิทัลในสหรัฐพุ่ง8ปีติดกัน พลิกแซงหน้าทีวี

เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในสหรัฐปี 2016 พุ่ง 22% แซงหน้าโฆษณาทีวี กูเกิล-เฟซบุ๊ก ครองตลาด

สมาคมโฆษณาอินเตอร์แอ็กทีฟ(ไอเอบี) เปิดเผยรายงานว่า สถิติเม็ดเงินจากการโฆษณาในรูปแบบดิจิทัลของสหรัฐในปี 2016 เพิ่มขึ้น 22% ไปอยู่ที่ 7.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) ทำสถิติเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่อีมาร์เก็ตเทียร์ บริษัทวิจัยตลาดดิจิทัล ระบุว่า เม็ดเงินดังกล่าวยังสูงกว่าการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ในปี 2016 ที่ทำเงินได้ 7.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.4 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องในธุรกิจโฆษณาดิจิทัล ส่งผลให้บริษัท กูเกิล และเฟซบุ๊ก ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดโฆษณาดิจิทัล โดยคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2017 กูเกิลจะมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจดังกล่าวราว 40.7% และเฟซบุ๊กจะมีส่วนแบ่งราว 19.7%

ขณะที่ยอดโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือในปี 2016 ขยายตัวถึง 77% ไปอยู่ที่ 3.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มียอดสูงกว่าครึ่ง จากยอดโฆษณาดิจิทัลทั้งหมด

แรนดัล โรเธนเบิร์ก ประธานไอเอบี ระบุว่า ธุรกิจโฆษณาผ่านโทรศัพท์คือแรงขับเคลื่อนหลักของธุรกิจอินเทอร์เน็ตในปี 2016 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของโลกออนไลน์ในการบรรลุเป้าหมายทางการตลาด และการทำโฆษณาในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจาก “โทรศัพท์เป็นอันดับแรก” ไปสู่ “โทรศัพท์เท่านั้น” เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จากพิโวทอล รีเสิร์ช กรุ๊ป ให้ความเห็นว่า การที่เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลแซงหน้าโฆษณาทางโทรทัศน์จะไม่ส่งผลกระทบต่อวงการโทรทัศน์มากนัก เพราะแต่ละบริษัทมีการแบ่งส่วนของงบประมาณไว้แล้ว

ภาพ…เอเอฟพี

 

ส่องตลาดไอทีเจนบีรอวันเกิด ติดเล่นแชตก้าวสู่โลกเอไอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492637

ส่องตลาดไอทีเจนบีรอวันเกิด ติดเล่นแชตก้าวสู่โลกเอไอ

โดย…ทีมข่าวไอทีโพสต์ทูเดย์

อีก 3 ปีข้างหน้า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสูงสุด ที่มีประชากรอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปต่อจำนวนประชากรทั้งหมดเกือบ 20% ทิศทางตลาดไอทีกับกลุ่มผู้สูงวัย จึงเป็นตลาดที่ไม่ควรมองข้าม ขณะนี้กลุ่มผู้สูงวัยไทยเริ่มมีพฤติกรรมการเล่นแชตผ่านทางไลน์ เริ่มใช้งานแอพพลิเคชั่นเช็กสุขภาพกันแล้ว

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือเจนบี เกิดระหว่างปี 2489-2507 ปัจจุบันมีอายุ 51-69 ปี ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม 40-50 ปี เริ่มซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์แพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซ อย่างเฟซบุ๊กและไลน์อย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มสินค้าที่กลุ่มผู้สูงอายุมองหาส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเพื่อสุขภาพ ตามมาด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ยังซื้อสินค้าทางอี-คอมเมิร์ซในสัดส่วน 15% เท่ากับกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่โอกาสที่กลุ่มผู้สูงอายุซื้อของออนไลน์เติบโตขึ้น เพราะมีกำลังซื้อสินค้าสูง ราคาสินค้ามีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าน้อย ส่วนกลุ่มอายุ 20-40 ปี เป็นฐานลูกค้าในอี-คอมเมิร์ซสัดส่วน 70% การซื้อสินค้าความถี่สูงและราคามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ

ขณะที่กลุ่มสินค้าไอทีที่น่าจับตามอง และคาดว่าจะแจ้งเกิดในตลาดผู้สูงอายุภายใน 2-3 ปีข้างหน้า คือ ไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตสำหรับสรรพสิ่ง เช่น สัตว์เลี้ยงไอที แต่กลุ่มสินค้าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุจะเกิดหลังจาก 2-3 ปีอย่างแน่นอน

จักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ ประธานบริหารสายงานผลิตภัณฑ์และการจัดการ บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป ร้านค้าปลีกไอทีแอดไวซ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,200 บาท/เดือน ปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสผลักดันให้กลุ่มผู้สูงอายุ 40-50 ปี ในตลาดต่างจังหวัดมีกำลังซื้อสูงขึ้นและเปลี่ยนสมาร์ทโฟนจากระดับราคา 3,500 บาท มาเป็นระดับราคา 5,000-6,000 บาท

“เบื้องต้นรอความชัดเจนกระทรวงการคลังมอบเบี้ยให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งมีแผนเจรจากับโอเปอเรเตอร์ทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุร่วมกัน โดยกลุ่มผู้สูงอายุ 40-50 ปี มีแนวโน้มให้สมาร์ทโฟนเพื่อสำหรับการพูดคุยบนไลน์หรือเฟซบุ๊กกับลูกหลานหรือกลุ่มเพื่อนร่วมวัยเดียวกัน จึงต้องการฟีเจอร์ที่รองรับ แต่พฤติกรรมของคนเมือง เชื่อว่ามีโอกาสพัฒนาไปถึงระดับการเล่นอุปกรณ์ไอโอที”จักรกฤช กล่าว

ในส่วนของกลุ่มสมาร์ทโฟน ชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทย ออปโป้ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนออปโป้ กล่าวว่า สมาร์ทโฟนสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุในไทยต้องใช้ระยะเวลา 10 ปี ตลาดถึงแจ้งเกิด หรือเป็นกลุ่มที่อยู่เจเนอเรชั่นเอ็กซ์มีอายุเพิ่มจาก 40 ปีเป็น 50 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่พัฒนาตามเทคโนโลยีมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มเจเนอเรชั่นบี นิยมเล่นแชตทางไลน์ แต่การพัฒนาสู่ฟีเจอร์ต่างๆ เป็นไปได้น้อย

สำหรับตลาดสมาร์ทโฟนมูลค่า 1 แสนล้านบาท หรือ 15 ล้านเครื่อง สำหรับผู้สูงอายุขณะนี้มีสัดส่วนไม่ถึง 1% และยังไม่มีแบรนด์ใดเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง

สุธีรา จำลองศุภลักษณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเลิร์นนิ่ง มีเดีย บริษัท ล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า ผู้สูงวัยมีความต้องการเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ไอทีมากขึ้น ทั้งสมาร์ทโฟน กล้องดิจิทัล คอมพิวเตอร์พีซี เพราะต้องการสื่อสารกับลูกหลาน แต่ลูกหลานไม่ได้มีเวลาสอนเต็มที่ ผู้ที่มาเรียนต้องการใช้แอพพลิเคชั่นผลิตคอนเทนต์ได้เอง เช่น ถ่ายรูป ทำคลิป อัพโหลดไฟล์บนโซเชียลมีเดีย โดยชมรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อผู้สูงวัย (OPPY Club) มีผู้มาเรียน 300 คน ปลายปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

สิ่งที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและรู้สึกมีความสุขกับวัยเกษียณ คือ การไม่ตกเทรนด์ ซึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่คนกลุ่มนี้ได้ดีขึ้น แม้ว่าไอทีสำหรับเจนบียังไม่ได้เกิดเต็มตัว แต่ก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพและรอวันแจ้งเกิดอย่างแน่นอน

 

ค้นพบวิธีสร้างอิฐจากดินดาวอังคาร ช่วยการสร้างอาณานิคมง่ายดายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 14:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492631

ค้นพบวิธีสร้างอิฐจากดินดาวอังคาร ช่วยการสร้างอาณานิคมง่ายดายขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีการสร้างอิฐจากดินของดาวอังคารเอง ช่วยความหวังตั้งอาณานิคมนอกโลกเข้าใกล้ความเป็นจริงไปอีกขั้น

มนุษย์เราฝันใฝ่อยากจะตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารในอนาคต ความพยายามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากโครงการพัฒนาจรวด และเทคโนโลยีจากหลายองค์กร เพื่อทำความฝันดังกล่าวนี้ให้เป็นจริงในเร็ววันที่สุด อย่างไรก็ตามกระบวนการขนส่งวัสดุ และอุปกรณ์ปริมาณมหาศาลขึ้นไปยังดาวอังคารเพื่อก่อสร้างสถานที่อยู่อาศัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยได้คิดค้นวิธีการเปลี่ยนแปลงดินของดาวอังคารให้กลายเป็นก้อนอิฐ โดยไม่ต้องใช้สารประกอบอื่นๆเพิ่มเติม ใช้เพียงแค่แรงดันเท่านั้น

สภาพที่แห้งแล้งของดาวอังคาร ดาวเคราะห์สีแดงที่เป็นหมุดหมายอาณานิคมใหม่ของมนุษย์ในอนาคต

โครงการดังกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนจากนาซ่า ร่วมกับทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยซาน ดิเอโก ในการดำเนินการวิจัย ต่อยอดจากการสนับสนุนโดยประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับการสนับสนุนทุนให้นาซ่าดำเนินภารกิจส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารให้ได้ภายในปี 2033 นี้

ทั้งนี้ไอเดียการใช้ดินจากดาวเคราะห์นั้นๆ มาเป็นอิฐในการก่อสร้างเองไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างไรก็ตามผลของงานวิจัยชิ้นนี้ ที่ผ่านกระบวนการทดลองสร้างอิฐ ด้วยการจำลองดินแบบดาวอังคารได้แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนประกอบอื่นๆเพิ่มเติมมากนัก ในกระบวนการ และขณะนี้กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการสร้างเตาเผาอิฐ พลังงานนิวเคลียร์ในการสร้างอิฐ

เหล็กออกไซด์ในดินดาวอังคารช่วยให้อิฐที่ได้มีความแข็งแกร่ง โดยไม่ต้องใช้สารประกอบอื่นๆช่วย

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ในระหว่างการทดลองที่ห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัย ทีมวิศวกรลองพยายามลดปริมาณโพลิเมอร์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างอิฐลงเรื่อยๆ จนในที่สุดพวกเขาค้นพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้สารประกอบอื่นๆในการสร้างอิฐ

ทีมนักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า ภายใต้แรงอัดความดันสูง เหล็กออกไซด์ภายในดินของดาวอังคารจะทำหน้าที่เป็นสารยึดเกาะ และเปลี่ยนให้ก้อนดินดังกล่าวมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พวกเขาพบว่าอิฐจากดาวอังคารเหล่านี้นั้นแข็งแกร่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กเสียอีก

ในการสร้างสิ่งก่อสร้าง นักวิทยาศาสตร์เพียงแค่วางอิฐเรียงต่อกันไปเท่านั้น และขณะนี้ทางทีมนักวิทย์กำลังทดลองผลิตอิฐในหลากหลายรูปแบบ และขนาดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานจริง

“ผู้คนที่เดินทางไปยังดาวอังคารล้วนเป็นผู้กล้าหาญ พวกเขาคือผู้บุกเบิก และผมอยากจะให้เกียรติพวกเขาอีกตำแหน่งในฐานะนักก่ออิฐ” Yu Qiao หัวหน้าการวิจัยกล่าว และเชื่อว่าในอนาคตโครงการวิจัยของพวกเขาจะยิ่งพัฒนาไปไกลกว่านี้หลายเท่า “ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ 16 ปีข้างหน้าเป็นเวลามากพอที่จะพัฒนาวัสดุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เธอกล่าว

ภาพฝันของอนาคต กระบวนการสร้างอิฐช่วยให้การปลูกสิ่งก่อสร้างง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น

 

โลกไอทีเร่งพัฒนาเอไอ หวังคุมไลฟ์เสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492536

โลกไอทีเร่งพัฒนาเอไอ หวังคุมไลฟ์เสี่ยง

โดย…กิตติณัฏฐ์ จันทร์สุเทพ

ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีไล่ตั้งแต่ในสิงคโปร์ไปจนถึงฟินแลนด์ ต่างกำลังแข่งกันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อช่วยคัดกรอง ค้นหา และบล็อกภาพวิดีโอที่มีความรุนแรงที่ถ่ายทอดสดในโลกออนไลน์ ก่อนที่จะเป็นกระแสลุกลามไปทั่วอินเทอร์เน็ต ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่อ้างได้ว่าสามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ทั้งหมดแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ เหตุฆาตกรรมลูกสาววัย 11 เดือน ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ นับเป็นเหตุรุนแรงครั้งล่าสุดที่มีการถ่ายทอดสดในโลกออนไลน์ ทำให้เกิดคำถามต่อ “ประสิทธิภาพการทำงานของระบบการแจ้งเหตุรุนแรงบนเฟซบุ๊กและการคัดกรองเนื้อหา” เนื่องจากวิดีโอที่มีความรุนแรงมักปรากฏให้เห็นได้ง่าย และทำให้บริษัทต่างๆ พยายามเร่งแก้ปัญหานี้ ซึ่งรวมถึงกูเกิลที่ประสบปัญญาเดียวกันบนเว็บไซต์ยูทูบ

ผู้ประกอบการหลายรายต่างมุ่งไปยังด้าน “การเรียนรู้เชิงลึกของเอไอ” โดยสร้างระบบประสาทเสมือนจริงที่เลียนแบบการทำงานของมนุษย์ นำมาพัฒนากับเอไอ เพื่อให้สามารถตรวจจับภาพ รวมถึงวิดีโอที่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้ โดยเป็นการต่อยอดมาจากความพยายามในช่วงทศวรรษที่ 50 ที่เลียนแบบการทำงานของระบบประสาทที่ทำงานเชื่อมต่อกับสมอง

แมตต์ เซียเลอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท คลาริฟาย บริษัทวิเคราะห์วิดีโอในสหรัฐ ระบุว่า การพัฒนาให้เอไอมีระบบประสาทเสมือนจริงที่ตรวจจับภาพวิดีโอรุนแรง เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมนุษย์เพิ่งจะมีคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมากพอ และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสอนให้คอมพิวเตอร์แยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้

การเรียนรู้ด้วยภาพ

การพัฒนาเอไอในระยะเริ่มแรก ให้สามารถตรวจจับภาพความรุนแรงได้ เริ่มจากการใส่รูปภาพจำนวนมากเข้าไปในคลังสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เอไอสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งใดคือป้ายบอกทางบนถนนหรือวิดีโอที่มีความรุนแรง

อภิจิต ชานพัก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเกรย์มาทิก ในสิงคโปร์ ระบุว่า ภาพความรุนแรงต่างๆ ที่ป้อนให้เอไอเรียนรู้นั้น มีตั้งแต่การทำร้ายร่างกายไปจนถึงเลือด ซึ่งบางครั้งหากไม่สามารถหาภาพหรือวิดีโอที่ต้องการได้ ทีมวิศวกรก็จะลงมือจัดฉากถ่ายทำวิดีโอด้วยตนเอง ขณะที่เซียร์เลอร์ระบุว่า ระบบอัลกอริทึ่มของคลาริฟาย สามารถแยกแยะวัตถุในวิดีโอได้แล้ว เช่น มีด หรือ ปืน

แม้ว่าการใช้คลังภาพจำนวนมากจะช่วยให้เอไอคัดกรองวิดีโอต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ระบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะปัจจุบันมนุษย์เริ่มคิดหาวิธีแปลกๆ ก่อเหตุสยองมากขึ้น ซึ่งเกินความสามารถของเอไอที่จะคัดกรองได้

ข้อจำกัดอย่างที่ 2 คือ แต่ละคนมีมุมมองต่อภาพของความรุนแรงแตกต่างกัน จุนเล วัง หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัท พิกเพียวริฟาย ในฝรั่งเศส ระบุว่า ภาพที่มีองค์ประกอบของความรุนแรง อาทิ เลือดหรืออาวุธนั้นสามารถคัดกรองได้ง่าย แต่บริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยในการคัดกรองภาพที่ไม่มีองค์ประกอบของอาวุธหรือเลือด เช่นเดียวกับภาพการทำร้ายร่างกายซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ยากในการตรวจพบ รวมถึงภาพที่เป็นสื่อของเหตุรุนแรง เช่น ภาพธงของกองกำลังติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)

การทำงานของมนุษย์ยังสำคัญ

มิกา โรเชียเนน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท วาลอสซ่า ในฟินแลนด์ ระบุว่า แม้การเข้ามาของเอไออาจช่วยให้ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายขึ้น แต่การทำงานของมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการตรวจสอบยืนยันเนื้อหา เช่นเดียวกับ วัง ที่ระบุว่า การใช้เอไอเพื่อระบุถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานอาจเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัด

อย่างไรก็ดี โรเชียเนน ให้ความเห็นว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจต่อเรื่องดังกล่าวยังช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากแต่ละบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทซึ่งต้องจัดการกับเนื้อหาที่ผลิตโดยคนนอกทั่วไป ก็อาจต้องเผชิญการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นจากภาครัฐเช่นกัน

 

ซัมซุงส่งเอส8สู้ศึกลั่นปีนี้เห็นโน้ตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492381

ซัมซุงส่งเอส8สู้ศึกลั่นปีนี้เห็นโน้ตใหม่

ซัมซุง ส่งกาแล็คซี่ เอส 8 สู้ศึกสมาร์ทโฟนไฮเอนด์กลางปี ยันปลายปีกาแล็คซี่ โน้ต มาแน่

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดเผยว่า ซัมซุงประสบความสำเร็จหลังเปิดให้จองเครื่องกาแล็คซี่ เอส 8 ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ โดยหลังเปิดจองไปตั้งแต่ช่วงวันที่ 17-23 เม.ย.ที่ผ่านมา มียอดเพิ่มขึ้นกว่าการเปิดจองรุ่นกาแล็คซี่ โน้ต 7 ถึง 1.5 เท่า และพร้อมวางขายจริงในวันที่ 5 พ.ค. 2560 นี้ ถือว่าเป็นเรือธงที่จะมากระตุ้นตลาดช่วงกลางปีและยืนยันว่าช่วงปลายปีนี้ลูกค้าจะได้เห็นซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ตรุ่นใหม่แน่นอน

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนของปีนี้อยู่ที่ 18-20 ล้านเครื่อง อัตราการเปลี่ยนเครื่องเฉลี่ย 18-24 เดือน แสดงให้เห็นว่ายังมีความต้องการสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนอยู่มาก โดยซัมซุงยังทุ่มงบเต็มที่ในการสื่อสารแบรนด์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเทรนนิ่งพนักงานในเรื่องของผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่นี้เพิ่มเติม เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ และในขณะนี้ก็ยังไม่มีแผนตั้งโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนในไทย

สำหรับราคาของเอส 8 ที่มีขนาดหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว อยู่ที่ 2.79 หมื่นบาท ในขณะที่ เอส 8+ ขนาดหน้าจอ 6.2 นิ้ว ราคาอยู่ที่ 3.09 หมื่นบาท ลูกค้าที่จองซื้อล่วงหน้าได้รับของแถมมูลค่ารวม 6,950 บาท ซึ่งผู้ที่ซื้อภายใน 3 เดือนนี้ หากเจอปัญหาสามารถเปลี่ยนเครื่องได้ทันที แต่หลังจากนี้จะอยู่ที่ โปรโมชั่นของพันธมิตรแต่ละราย

 

เฟซบุ๊กเหลวคุมไลฟ์ปลิดชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2560 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492214

เฟซบุ๊กเหลวคุมไลฟ์ปลิดชีพ

เฟซบุ๊กเจอปัญหาใหญ่ คุมถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายไม่ได้ กูรูไอทีมองเครื่องมือเดิมยังจัดการได้ไม่เต็มที่

เฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลมีเดียชื่อดังยังไม่สามารถควบคุมคอนเทนต์ที่มีเนื้อหารุนแรงได้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดฆ่าตัวตายผ่านบริการ เฟซบุ๊ก ไลฟ์ แม้ก่อนหน้าบริษัทออกมาตรการจัดการปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาช่วยคัดกรองเนื้อหาสุ่มเสี่ยง เปิดระบบแชตกับนักจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวไม่ให้ผู้ใช้ฆ่าตัวตาย หรือการเพิ่มความสะดวกในการรายงานเหตุฆ่าตัวตายให้เร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กไม่เคยเปิดเผยจำนวนเหตุไลฟ์สดฆ่าตัวตาย แต่หลังเกิดเหตุดังกล่าวครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ตายเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี เหตุเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเกิดเหตุชายอายุ 49 ปี ที่รัฐอลาบามา ของสหรัฐ ยิงตัวตายผ่านไลฟ์ ห่างไปไม่นานนักจากเหตุน่าสลดใจที่ชายอายุ 21 ปี ในไทยฆาตกรรมลูกสาวอายุ 11 เดือน เมื่อวันที่ 25 เม.ย.

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุล่าสุด รอยเตอร์สรายงานว่า เฟซบุ๊กตกลงร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนามสร้างช่องทางแยกเพื่อสื่อสารกับทางการเวียดนามโดยตรง ในการทำตามคำขอร้องของรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อปราบปรามคอนเทนต์รุนแรงบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการกวาดล้างข่าวปลอมด้วยเช่นกัน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นไม่นานหลังกูเกิลบริษัทไอทีรายใหญ่ ประกาศปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมเพื่อเพิ่มการขจัดข่าวปลอมและเนื้อหาที่มีความรุนแรง

ก่อนหน้านี้ ซีเอ็นเอ็นและเดอะ การ์เดียน ระบุว่า ความต้องการผลักดันให้บริการไลฟ์เป็นตัวสร้างรายได้หลักให้บริษัท อาจส่งผลให้เฟซบุ๊กควบคุมคอนเทนต์บนไลฟ์ได้ไม่เต็มที่ ด้านเว็บไซต์ เอนแกดเจ็ต รายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีว่า เฟซบุ๊กมีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาถ่ายทอดสดฆ่าตัวตาย ด้วยการตัดสัญญาณการไลฟ์ แต่เฟซบุ๊กยังดำเนินการดังกล่าวได้ไม่รวดเร็วพอ และลบวิดีโอฆ่าตัวตายช้าเกินไป จนวิดีโอไลฟ์เหล่านั้นแพร่กระจายบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

ด้าน ซาราห์ ที โรเบิร์ต ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย ยูซีแอลเอ ในสหรัฐ กล่าวว่า การเพิ่มเครื่องมือให้ผู้ใช้ช่วยรายงานไลฟ์ฆ่าตัวตายได้เร็วขึ้นนั้น ยังไม่เหมาะสำหรับแก้ปัญหา และเพิ่มภาระให้ผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้ต้องเห็นคอนเทนต์รุนแรงดังกล่าวโดยตรงก่อน

 

5 สถานที่เช็กอินยอดนิยม ช่วงสงกรานต์ของคนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 21:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492198

5 สถานที่เช็กอินยอดนิยม ช่วงสงกรานต์ของคนกรุง

โดย…โธธ โซเชียล

ถึงแม้ว่าเทศกาลสงกรานต์หลายคนจะกลับบ้านต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวต่างประเทศพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดยาว แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ปักหลักรอเล่นน้ำสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นสถานที่รวมตัวของคนหนุ่มสาวที่อยากจะออกมาสาดน้ำใส่กันเพื่อคลายร้อน

เราได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากทาง Instagram เพื่อดูว่าคนส่วนมากเช็กอินสถานที่เล่นน้ำที่ไหนในกรุงเทพฯ กันบ้างในช่วงวันที่ 13-15 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่า RCA เป็นสถานที่มีคนเช็กอินสูงที่สุด 40% เพราะมาพร้อมกับกิจกรรม ONYX Presents Aquafest 2017 และยังมีเทศกาลดนตรี S2O ภายใต้ ชื่องาน S2O Songkran Music Festival 2017 รองมาคือ สยาม ที่ปีนี้มาในธีมสงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ายกสยามเป็นสถานที่มีคนเช็กอินรองลงมา 27% ตามด้วย ข้าวสาร สีลม และเซ็นทรัลเวิลด์ มีจำนวนเช็กอิน 14% 10% และ 9% ตามลำดับ

จากสถานที่ยอดฮิตทั้งหมด สถานที่และช่วงเวลาที่มีเหล่าหนุ่มสาวพร้อมใจกันเช็กอินมากที่สุดคือ RCA เวลา 19.00 น. โดยเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ แม้จะเข้มงวดเรื่องการจัดกิจกรรมรื่นเริงขึ้นมาก แต่ทีมงานเชื่อว่าก็ยังเป็นที่น่าจดจำอีกปีของหลายๆ คนแน่นอน

 

รวยได้ด้วยการทำงานในสาย Cyber Security

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 21:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492196

รวยได้ด้วยการทำงานในสาย Cyber Security

งานด้าน Cyber Security ยังถือว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้ตลาดงานในสาย Cyber Security มีการแย่งพนักงานกันอย่างจริงจัง และด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่วันนี้เองตลาดทางด้านนี้ก็ยังขาดแรงงานในการทำงานอีกมากมาย

โดย…พงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ

ตลาดงานในบ้านเราเพิ่งจะเริ่มให้ความสำคัญกับสายงานด้าน Cyber Security มาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันยังมีความต้องการด้านนี้ในระดับกลางๆ สำหรับองค์กรทั่วๆ ไป แต่หากเป็นองค์กรขนาดกลางถึงใหญ่และให้ความสำคัญกับการทำธุรกรรมทางด้านอินเทอร์เน็ต หรือทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบเครือข่าย ค่าตัวของสายงานด้านนี้ในไทยก็มีค่าตัวที่ไม่ธรรมดาเช่น กัน เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเงินของไทยขั้นต่ำก็เริ่มต้นที่ 7 หมื่นบาทแล้ว และหากมีประสบการณ์ก็สามารถเพิ่มขึ้นถึง 2-3 แสนบาท

หากจะว่ากันจริงๆ แล้ว งานสายนี้ในเมืองไทยได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยไปกว่าในประเทศอื่นๆ เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐที่ได้รับอยู่ราวๆ 1-1.2 แสนเหรียญสหรัฐ/ปี สำหรับ Security Engineer โดยทั่วไป แต่หากสามารถขยับไปถึงในระดับ Security Expert ได้ก็จะมีรายรับที่เพิ่มขึ้นตามความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.5-1.8 แสนเหรียญสหรัฐ

หากขยับขึ้นไปยังสายงานด้านการบริการ เช่น Security Manager สำหรับในไทยหากอยู่ในองค์กรขนาดเล็กถึงกลางอาจจะนับรวมกับ IT Manager ไปได้ แต่สำหรับองค์กรที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ก็จะมีการแยกการทำงานตามฟังก์ชั่นการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ในสายนี้มีรายรับตั้งแต่ 1-1.4 แสนเหรียญสหรัฐ และหากไต่ขึ้นไปถึงระดับ Security Director ก็สามารถทำรายได้ได้ถึง 2 แสนเหรียญสหรัฐเลย

ในสาย Cyber Security ในความเป็นจริงยังแยกการทำงานออกเป็นอีกหลายส่วน แต่หากจะพูดถึงส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหารและมีรายรับเยอะมากตำแหน่งหนึ่งคงหนีไม่พ้น Security Architecture ที่จะเป็นผู้กำหนดเทคโนโลยีในการใช้งานที่เหมาะสมตลอดจนไปถึงคอยกำกับดูแลในเรื่อง Security ให้เป็นไปตามมาตรฐานของการทำงานในองค์กรต่างๆ เช่น ISO 27001, ITIL รวมไปถึง COBIT ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการวางแผนระบบ Security

สุดท้ายหากสามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงระดับสูงสุดของสาย Security ในองค์กรแล้วอย่าง CISO (Chief Information Security Officer) ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนของระบบการรักษาความปลอดภัยของทั้งองค์กรรายรับจะเริ่มต้นจาก 1.5-2.4 แสนเหรียญสหรัฐ

นับจากวันนี้ไปงานทางด้านสายนี้จะมีความต้องการสูงขึ้นไปอีก 5-10 ปีเลยทีเดียว ซึ่งคุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเข้าไปสู่สายอาชีพนี้อย่างเต็มตัว