เฟซบุ๊กคิดการใหญ่ สร้างโลกเสมือนนอกจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492116

เฟซบุ๊กคิดการใหญ่ สร้างโลกเสมือนนอกจอ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ในงาน F8 ของเฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลกที่จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก คืออีกหนึ่งคนที่ต้องการผสมผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง

ไฮไลต์หนึ่งในงานครั้งนี้ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยี AR ที่เฟซบุ๊กทุ่มเทพัฒนามาโดยตลอด ด้วยการนำ AR มาใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นกล้อง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเมนูร้านอาหาร กราฟฟิก หรือข้อมูลต่างๆ ที่เป็นข้อมูลเสมือนบนโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากนี้เฟซบุ๊กกำลังพัฒนาแว่นตาที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นโลกเสมือนจริงทับซ้อนโลกจริงได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น

การพัฒนาแว่นตาดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยิ่งใหญ่ในการยกระดับเทคโนโลยี AR ให้เหมาะกับชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบัน ขอบเขตของ AR ยังคงมีขีดจำกัดอยู่ เนื่องจากการใช้งานต้องทำผ่านหน้าจอทัชสกรีนบนสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ เฟซบุ๊กจึงริเริ่มโปรเจกต์พัฒนา Building 8 เทคโนโลยีที่จะช่วยเชื่อมต่อการสั่งการของสมองเข้ากับการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ โดยไม่ต้องฝังชิปเข้าไปในสมอง เพื่ออุดช่องโหว่ของการใช้งาน AR ในปัจจุบัน

เรจินา ดูแกน หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาที่ดูแลโปรเจกต์ Building 8 เปิดเผยในงานว่า เป้าหมายของ Building 8 คือการสั่งพิมพ์ข้อความจากสมองมนุษย์ได้โดยตรงราว 100 คำ/นาที ซึ่งเร็วกว่าการพิมพ์บนสมาร์ทโฟนถึง 5 เท่า ซึ่งจะปูทางสู่การใช้งานเทคโนโลยี AR และ VR ได้โดยไม่ต้องผ่านหน้าจอทัชสกรีนหรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับ อีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง เทสลา ที่พัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับ และสเปซเอ็กซ์ บริษัทบุกเบิกด้านการสำรวจอวกาศ โดย มัสก์ ก่อตั้ง Neuralink บริษัทพัฒนาการคิดค้นการเชื่อมสมองมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ช่วงก่อนหน้านี้

แม้ว่าโปรเจกต์ดังกล่าวของทั้งเฟซบุ๊กและเทสลาจะดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่การเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

สไลมาน เบนส์ไมอา นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก แสดงความเห็นว่า สมองมนุษย์มีความซับซ้อนมาก และเทคโนโลยีในขณะนี้ยังไม่สามารถบันทึกและตรวจจับการทำงานของเซลล์ประสาทได้ โดย เบนส์ไมอา กล่าวว่า สมองมนุษย์มีเซลล์ประสาทราว 1 แสนล้านเซลล์ และการบันทึกการทำงานของเซลล์ประสาท 1 เซลล์นั้น ต้องอาศัยขั้วไฟฟ้า 1 อัน แต่เทคโนโลยีล่าสุดยังผลิตขั้วไฟฟ้าได้เพียง 100 ขั้วเท่านั้น

ความทะเยอทะยานดังกล่าวในการเชื่อมสมองมนุษย์กับอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ จึงต้องจับตาดูต่อไปในระยะยาว

 

“เอชทีซี” ส่งสมาร์ทโฟน2รุ่นใหม่บุกตลาดไทยอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492087

"เอชทีซี" ส่งสมาร์ทโฟน2รุ่นใหม่บุกตลาดไทยอีกครั้ง

เอชทีซีรุกตลาดไทยอีกครั้ง ส่งสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ในตระกูล U Series วางจำหน่ายเน้นดีไซน์เด่น-สเปคแน่น

เอชทีซี คอร์ปอเรชั่น ผู้นำด้านนวัตกรรมมือถือและเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลลิตี้ ประกาศรุกตลาดไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่ HTC U Ultra และ HTC U Play ในประเทศไทย ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีที่แตกต่างและก้าวล้ำอย่างเหนือชั้น พร้อมดีไซน์ที่สวยโดดเด่นในทุกมิติ สมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมรูปทรงที่ใช้งานง่ายและลงตัว พร้อมพื้นผิวที่แวววาวดุจผิวน้ำ ที่สำคัญยังมาพร้อมเทคโนโลยีด้านเสียง HTC USonic ซึ่งจะวิเคราะห์การรับรู้เสียงของผู้ใช้เพื่อปรับเสียงที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ รวมทั้งกล้องหน้าที่เลือกความละเอียดได้ทั้งแบบเมกะพิกเซล (MegaPixel) และอัลตร้าพิกเซล (UltraPixel) จึงให้ภาพถ่ายที่มีสีสันสวยสว่างสดใสในทุกรายละเอียด

นายไฟซาล ซิดดิคิว ประธานบริหาร ภูมิภาคเอเชียใต้ เอชทีซี กล่าวว่า การเปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ในตระกูล HTC U Series ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรุกตลาดไทยอีกครั้ง โดยเอชทีซีจะนำเสนอสมาร์ทโฟนอีกหลากหลายรุ่นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ที่ผ่านมาเราได้มุ่งพัฒนาในด้านดีไซน์และคุณภาพ รวมถึงระบบเสียง HD adaptive และเทคโนโลยีเอไอ (Artificial Intelligence) ที่จะแทรกอยู่ในทุกฟังก์ชั่นของตัวเครื่อง เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานแบบพรีเมียมและมีคุณภาพระดับโลก”

HTC U Ultra และ HTC U Play มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยลงตัวและใช้งานง่าย พร้อมพื้นผิวที่แวววาวดุจผิวน้ำ ทั้ง 2 รุ่นมีหน่วยความจำ 64GB ในตัวเครื่อง

 

HTC U Ultra

HTC U Ultra มาพร้อมเทคโนโลยีสองหน้าจอ (dual display) และ HTC Sense Companion (เอชทีซี เซนส์ คอมพาเนียน) ซึ่งเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะเรียนรู้และปรับตัวตามการใช้งานของคุณอย่างต่อเนื่อง ตัวเครื่องยังมาพร้อมลำโพงไฮ-ไฟ HTC BoomSoundTM และกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล ซึ่งทั้งกล้องหน้าและหลังสามารถเลือกความคมชัดแบบ UltraPixelTM ที่เหมาะกับสภาพแสงน้อยได้ จึงช่วยให้ถ่ายภาพได้คมชัด โฟกัสได้เร็วขึ้น และได้ภายถ่ายในเวลากลางคืนที่ดียิ่งขึ้น HTC U Ultra มีให้เลือก 2 สีคือสีดำบริลเลียนท์ และสีน้ำเงินแซฟไฟร์

 

 

HTC U Play

HTC U Play มีหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ในรูปทรงที่เพรียวบางและโค้งรับกับฝ่ามือ มาพร้อมกล้องหน้าและหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งสามารถถ่ายภาพเซลฟี่ในโหมดพาโนรามาได้ถึง 150 องศา และมีช่องรับแสงไวขึ้นถึง 4 เท่าเพื่อการถ่ายภาพในเวลากลางคืนที่ดียิ่งขึ้น HTC U Play มีให้เลือก 2 สีคือสีดำบริลเลียนท์ และสีน้ำเงินแซฟไฟร์

HTC U Ultra วางจำหน่ายแล้วในราคา 22,490 บาท และ HTC U Play ในราคา 14,990 บาท ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.htc.com/th

 

หัวเว่ย ออกแถลงการณ์มั่นใจใช้แรมตรงรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492074

หัวเว่ย ออกแถลงการณ์มั่นใจใช้แรมตรงรุ่น

หัวเว่ย ชี้แจง ปมดราม่าสเปกใน P10 และ Mate 9 มั่นใจใช้หน่วยความจำตรงรุ่น

จากกรณีหน่วยความจำของเครื่องหัวเว่ย mate 9 เป็นกระแสในโลกออนไลน์ทำให้ทางบริษัท หัวเว่ย ต้องออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าตามรายละเอียด ดังนี้

เรียน ลูกค้าคนสำคัญของหัวเว่ยทุกท่าน

หัวเว่ยได้ทราบถึงการพูดถึงเรื่องหน่วยความจำของ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series จึงขอเรียนชี้แจง ดังนี้

UFS 2.1 เป็นมาตรฐานอินเทอร์เฟสที่กำหนด โดยสมาพันธ์ร่วมด้านวิศวกรรมชิ้นส่วนอิเลคตรอน (JEDEC) โดยทั้งมาตรฐาน UFS 2.1 (JEDEC Standard No.220C) และ UFS 2.0 (JEDEC Standard No.220 B) มีอัตราความเร็วเท่าเทียมกัน ระหว่าง 249.6 – 583.04 MB/วินาที หรือ 2496 – 5830.4 Mb/วินาที และ Huawei Mate 9 Series เป็นไปตามมาตรฐานอินเทอร์เฟสของ UFS 2.1

สำหรับ Huawei P10 Series หัวเว่ยมีมาตรฐานในการจัดหาชิ้นส่วนและเลือกใช้โซลูชั่นจากผู้ผลิตหลากหลายที่น่าเชื่อถือทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าหัวเว่ยจะสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคควบคู่ไปกับการมีปริมาณการผลิตที่พอเพียงต่อความต้องการของผู้บริโภค

ในส่วนของเรื่อง DDR4 RAM บริษัทขอยืนยันว่า Huawei Mate9 Series และ P10 Series ใช้ DDR4 RAM

สำหรับคุณลูกค้าที่ใช้ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series อยู่และมีความกังวลเกี่ยวกับสินค้า สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าหัวเว่ย สาขา เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (เวลาให้บริการ 10.30 – 19.30 น.)

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ขอยืนยันว่าเราดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงมาตรฐานสินค้าและความพึงพอใจของลูกค้าคนไทยทุกท่านเป็นสำคัญ

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

 

สั่ง’ไอเอสพี’ล้างข้อมูลหมิ่นภายใน7วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492052

สั่ง'ไอเอสพี'ล้างข้อมูลหมิ่นภายใน7วัน

กสทช. สั่งผู้ให้บริการไอเอสพี แยกเนื้อหาผิดกฎหมายออกจากระบบภายใน 7 วัน เริ่ม 27 เม.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงาน กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคง มีมาตรการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต

สำหรับก่อนหน้านี้ ไทยมีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในเครือข่ายการนำส่งข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ (Content Delivery Network-CDN) หรือ ซีดีเอ็น ซึ่ง กสทช.ได้ตรวจหนังสือทั้งหมดจากกระทรวงดีอีที่แนบ คำสั่งศาลในการปิดเว็บไซต์ และถอดเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย จัดทำเป็นคำสั่ง กสทช. และนำสั่งให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ หรือไอเอสพี ภายในวันที่ 27 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ไอเอสพีต้องดำเนินการแยกเนื้อหาผิดกฎหมายออกจากระบบทั้งหมดภายในเวลา 7 วัน นับจากวันที่ได้รับคำสั่ง จากนั้น กสทช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง หากพบว่าไอเอสพี ไม่กระทำตามคำสั่ง จะดำเนินการลงโทษ ตั้งแต่ ปรับ การระงับ และเพิกถอนใบอนุญาต

 

กสทช.ออกประกาศผลิต-ขาย-รับติดตั้งกล่องเน็ตทีวีต้องขออนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 21:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/492027

กสทช.ออกประกาศผลิต-ขาย-รับติดตั้งกล่องเน็ตทีวีต้องขออนุญาต

กสทช.ออกประกาศให้ผู้ผลิต-นำเข้า-จำหน่าย-รับติดตั้งกล่องอินเทอร์เน็ตทีวีต้องขอรับอนุญาตก่อน ป้องกันการนำกล่องไปลอบแปลงสัญญาณ

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เรื่อง การผลิต นําเข้า จําหน่ายหรือมีไว้เพื่อจําหน่ายหรือรับติดตั้ง กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet TV Box) โดยมีสาระสำคัญคือ ผู้ใดประสงค์จะผลิต นําเข้า จําหน่ายหรือมีไว้จําหน่ายหรือรับติดตั้งกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะต้องขอรับอนุญาตจากกสทช. หารฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

ประกาศดังกล่าวระบุด้วยว่า ด้วยปัจจุบันมีการผลิต นําเข้า หรือจําหน่ายกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet TV Box) ที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคที่สามารถใช้รับชมรายการโทรทัศน์ในรูปแบบ IPTV/OTT เช่น Media Box, Android Box, Apple TV Box, TV Stick, HDMI Dongle, Chromecast เป็นต้น จํานวนมาก และอย่างแพร่หลาย โดยมีการนํากล่องรับสัญญาณดังกล่าวไปใช้ลักลอบรับหรือแปลงสัญญาณโทรทัศน์ เพื่อนําไปให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยออกอากาศเนื้อหารายการที่ละเมิดลิขสิทธิ์อันส่งผลให้เจ้าของสิทธิและประเทศชาติได้รับความเสียหาย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำหรับเนื้อหาประกาศทั้งหมดมีดังนี้

 

 

 

 

 

ภัยร้ายมัลแวร์กระจายทั่วอาเซียน “7ชาติ” เสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491869

ภัยร้ายมัลแวร์กระจายทั่วอาเซียน "7ชาติ" เสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์

 

เตือน 7 ชาติอาเซียนเสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์ พบเซิร์ฟเวอร์ปล่อยมัลแวร์ 9,000 แห่ง เว็บไซต์อีก 270 เว็บ

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) นำทีมผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเอกชน และเจ้าหน้าที่จากประเทศในอาเซียน 7 แห่ง ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียเมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ตรวจพบว่ามีเซิร์ฟเวอร์ระบบบัญชาการและควบคุมมัลแวร์เกือบ 9,000 แห่งภายในภูมิภาค และยังพบเว็บไซต์ติดมัลแวร์อีก 270 แห่ง ซึ่งรวมถึงเว็บไซต์หลายแห่งของรัฐบาลที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

ทั้งนี้ เซิร์ฟเวอร์เกือบ 9,000 แห่งดังกล่าวใช้ควบคุมมัลแวร์หลายชนิด เช่น มัลแวร์ที่มุ่งโจมตีสถาบันการเงิน มัลแวร์เรียกค่าไถ่ รวมถึงใช้โจมตีด้วยการเพิ่มทราฟฟิก (ดีดอส) และใช้ปล่อยสแปม

สำหรับความร่วมมือสืบสวนดังกล่าวเป็นความพยายามจัดการกับอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ทะลวงระบบกระทรวงกลาโหมของสิงคโปร์ ก่อนขโมยข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐไปราว 850 ราย

นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับหนึ่งด้วยมาตรฐานระดับโลก แต่ไม่มีทางเพียงพอ ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็พยายามที่จะปิดช่องว่างใหญ่ที่สุดคือมัลแวร์จากการเชื่อมต่อทุกช่องทาง

สั่งผู้ให้บริการเน็ต ถอดเว็บนอกคอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491840

สั่งผู้ให้บริการเน็ต ถอดเว็บนอกคอก

กสทช.เครื่องร้อน มอบอำนาจผู้ให้บริการเน็ตถอดเนื้อหาเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูงออกทันที ไม่ต้องรอ กสทช.-กระทรวงดีอี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตต่างประเทศ (ไอไอจี) ว่าการดำเนินการกับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ให้อำนาจไอเอสพีถอดเนื้อหาเว็บไซต์หมิ่นได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจาก กสทช. หรือ กระทรวงดีอี จากก่อนหน้านี้ กสทช.จะมีหนังสือออกเป็นคำสั่งของ กสทช. หรือคำสั่งของกระทรวงดีอีให้เอาเว็บไซต์และเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออก โดยผู้ให้บริการที่ได้รับหนังสือคำสั่งได้ถอดเนื้อหาผิดกฎหมายออกทั้งหมด

สำหรับเนื้อหาในซีดีเอ็น (Content Delivery Network) ซึ่งตั้งสำนักงานในประเทศไทยยังพบเนื้อหาผิดกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ โดย กสทช.จะจัดทำวาระเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ดำเนินการ ซึ่งจะมีมติแจ้งอีกครั้งในวันที่ 27 เม.ย. โดยภายในสิ้นเดือน เม.ย.หรือต้นเดือน มิ.ย. ต้องเกิดผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านเนื้อหา หรือเว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัสทำให้ผู้ให้บริการไอเอสพีไม่สามารถถอดออกได้ทันทีให้ดำเนินเรื่องแจ้งกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ เพื่อประสานงานหน่วยงานภายนอกประเทศ ให้ติดต่อผู้ให้บริการ ดำเนินการเอาเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายออก

ทั้งนี้ เนื้อหาและเว็บไซต์ที่มี ความคลุมเครือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ให้รอคำสั่ง กสทช. หรือกระทรวงดีอีอีกครั้ง โดยเนื้อหาที่ผิดกฎหมายยังครอบคลุมไปถึงการละเมิดลิขสิทธิ์และเนื้อหาลามก

“ได้กำชับให้ผู้ให้บริการไอเอสพีเอาเนื้อหาผิดกฎหมายออก โดยเฉพาะกรณีมาตรา 112 ให้ดำเนินการทันทีไม่ต้องรอคำสั่ง กสทช. แต่ความยากในการดำเนินการคือความร่วมมือของผู้ให้บริการโอทีที หรือโอเวอร์ เดอะ ท็อปในต่างประเทศที่มีการเข้ารหัสเนื้อหา โดยที่ผ่านมาทาง กสทช.ได้พยายามดำเนินการในประเด็นนี้มาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว” นายฐากร กล่าว

 

ซิสโก้แนะรัฐปั้นสมาร์ทซิตี้ตรงจุด เร่งผลิตคนรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491692

ซิสโก้แนะรัฐปั้นสมาร์ทซิตี้ตรงจุด เร่งผลิตคนรับไทยแลนด์ 4.0

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การพัฒนาประเทศไทยในเรื่องของการเป็นสมาร์ทซิตี้ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นั้น ยังไม่ค่อยมีจุดแข็งที่ชัดเจนเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับในต่างประเทศที่ต้องการเดินหน้าในการเป็นเมืองของนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรม ทำให้การสนับสนุนเพียงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์หรือคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกครัวเรือนถือว่าเป็นเพียงรายละเอียดย่อย แต่ยังมีจุดแข็งที่รัฐควรมองหาว่าต้องการให้แต่ละจังหวัดในไทยมีความโดดเด่นในเรื่องใด

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 หรือ การทำสมาร์ทซิตี้ที่ซิสโก้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะประเทศจะได้ก้าวข้ามเรื่องของกับดักรายได้ปานกลางและใช้นวัตกรรมให้มากขึ้น ซึ่งคนไทยเองต้องมองเรื่องของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนคนอื่น รู้จักใช้และอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น ว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าหรือบุคลากรในประเทศมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบเดิม

การทำเนชันแนลบรอดแบนด์ที่ภาครัฐผลักดันให้มีในทุกหมู่บ้านนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ควรมองเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นคือเรื่องของการจัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือฟรีไว-ไฟเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคิดแค่เรื่องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจะขาดแรงผลักดันด้านอื่นๆ ไม่สามารถต่อยอดให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้อย่างแท้จริง

ถ้าจะเน้นเรื่องของไอโอทีก็ต้องชัดเจนว่าเป็นไอโอทีสำหรับอะไร อย่างเช่น หน่วยงานการท่องเที่ยวต้องการผลักดันให้เมืองหรือจังหวัดใดเป็นสมาร์ทซิตี้ ก็ต้องมีคลังข้อมูลเพื่อให้นักท่องเที่ยว สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเมือง ร้านอาหาร การเดินทางภายในเมืองนั้นได้สะดวก รวมทั้งมีเครื่องมือที่ตอบโจทย์การใช้งานเทคโนโลยีของนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง รวมทั้งปรับใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

ทั้งนี้ การเป็นสมาร์ทซิตี้จำเป็นต้องมีจุดแข็งของเมืองเพื่อเป็นแรงผลักดันเรื่องบทบาทและหน้าที่ของคนในท้องถิ่น ทำให้แต่ละเมืองมีจุดเด่นที่แตกต่างเพื่อสร้างความน่าสนใจและเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีได้อย่างตรงจุด ซึ่งซิสโก้ได้เข้าไปช่วยส่งเสริมในแง่กิจกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองทั่วโลกรวมทั้งอุตสาหกรรมต่างๆ

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจาก ซิสโก้ เข้าไปทำเรื่องสมาร์ทซิตี้ที่ภูเก็ต พบว่า การขาดแคลนบุคลากรยังคงเป็นเรื่องสำคัญ จึงได้จับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการทำเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา เพราะยังขาดบุคลากรอีกมาก ทั้งระดับอาชีวะหรือราชภัฏในการมาเป็นแรงหนุนในระดับปฏิบัติการตื่นตัวในการผลักดันให้เรื่องเทคโนโลยีเป็นภาคบังคับเพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น

ถ้ามองในเรื่องของจังหวัดที่ทำสมาร์ทซิตี้และมีอิมแพ็กเยอะสุดคงหนีไม่พ้นกรุงเทพฯ ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ ถ้าไม่มีทิศทางในการทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ที่ชัดเจน ก็อาจทำไม่สำเร็จเพราะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีแต่หมายถึงความร่วมมือกับหลายภาคส่วนไปจนถึงข้อกฎหมาย แต่ถ้าเดินหน้าทำเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่ทุกคนอยากเข้ามา

ทั้งนี้ ซิสโก้ยังคงผลักดันในเรื่องของการสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 20 ปี ผลิตบุคลากรกว่า 4.4 หมื่นคน เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเป็นดิจิทัลอีโคโนมีนั้นต้องมีคนมารองรับ เพราะแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดยังมีน้อย สถาบันการศึกษายังผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดได้น้อยมาก รวมทั้งทักษะด้านภาษาของคนไทยก็ยังมีไม่มากพอ ซึ่งบริษัทยังคงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง จุฬาฯ เกษตร ฯลาดกระบัง นิด้าและคุยกับทางสถาบันอาชีวะเพิ่มเติม แต่ยังติดที่ต้องปรับหลักสูตรซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน

นอกจากนั้น กระแสของการทำไอโอทีหรืออินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ก็กำลังมาแรง อาจกล่าวได้ว่า ซิสโก้ เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีระดับโลกและเห็นเทรนด์ในเรื่องของไอโอที จึงตัดสินใจซื้อกิจการ Jasper Technologies, Inc. เพื่อต่อยอดธุรกิจด้านไอโอที หลังคาดการณ์แล้วว่าในปี 2563 จะมีการโจมตีองค์กรที่ใช้งานอุปกรณ์เพื่อการทำงานกว่า 25% ขณะที่ภาคธุรกิจวางงบด้านการรักษาความปลอดภัยเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไอดีซีได้คาดการณ์มูลค่าไอโอทีของไทยในปีนี้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท

วัตสัน กล่าวเสริมว่า ซิสโก้พูดเรื่องไอโอทีมา 2 ปีกว่าแล้ว บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม เพราะมองภาพกว้างคือโลกของการเชื่อมต่อซึ่งไอโอทีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์นี้ การทำในเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นต้องดูหลายปัจจัย เพราะซิสโก้ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเทคโนโลยีจึงต้องมีให้ครบวงจรมากกว่าผูกขาดเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ องค์การมหาชน (ETDA) ชี้ว่าไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่มีความเสี่ยงทางไซเบอร์มากที่สุดของภูมิภาคเอเชีย และอันดับที่ 11 ของโลก โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 มีภัยคุกคามถึง 1,017 กรณี ซึ่งภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะระบบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 47.45% ของช่วงเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมาและจากจำนวนไอพีแอดเดรสทั้งสิ้น 8.8 ล้านไอพีที่ใช้งานอยู่ในประเทศไทย มีการติดมัลแวร์มากถึง 2 ล้านไอพี

ดังนั้น สิ่งที่จะผลักดันเทคโนโลยีในอนาคตจะมี 4 เรื่อง คือ 1.โซลูชั่นต้องใช้งานได้ง่าย 2. เมื่อจำนวนอุปกรณ์เกิดขึ้นอย่างมหาศาล จะต้องทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น แมชีนต้องคุยกันได้ 3. ต้องฉลาดกว่าเดิม เมื่อเกิดข้อมูลขึ้น ระบบจะต้องมีความรู้และอิสระในการวิเคราะห์ผลออกมาและ 4.ต้องมีความปลอดภัย รวมทั้งควบคุมการใช้เทคโนโลยีได้ นี่คือแนวคิดที่ซิสโก้จะมุ่งในปีนี้

สิ่งที่สำคัญในการทำไอโอทีคือ เรื่องของความถี่ ควรมีย่านความถี่ที่เอื้อต่อการที่อุปกรณ์จะสื่อสารกันเองได้ อย่างเช่น เทคโนโลยี LoRa® Alliance ที่อยู่บนมาตรฐาน Low Power Wide Area หรือ LPWA ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ต่ำ สำหรับรองรับอุปกรณ์ไอโอที หากเป็นการใช้งานในไทยควรอยู่ในย่านความถี่ 920-925 เมกะเฮิรตซ์ เพราะเป็นความถี่ที่ใช้งานข้ามประเทศได้

การลงทุนในเรื่องของไอโอทีของภาครัฐยังไม่มากเท่าเอกชน เพราะต้องแข่งขันและอยู่ได้ด้วยตนเอง จึงเห็นหลายบริษัทสนใจเรื่องการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน การผลิต เฮลท์แคร์ ค้าปลีก เพราะมีโอกาสนำเทคโนโลยีไปใช้งานสูงมาก

“กลุ่มธนาคารเริ่มทำฟินเทค ส่วนรีเทลก็ทำการตลาดแบบออมนิแชนแนล เพื่อรองรับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป”

วัตสัน เล่าว่า แจ็ค หม่าเอง เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า บริษัทต่างชาติล้วนแต่อยากลงทุนในไทย เพราะผลตอบรับในตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่ภาครัฐของไทยเดินหน้าช้า เช่นเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถลงทุนได้ทันที

นอกจากเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น การตื่นตัวในเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ พร้อมลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เพราะไม่อยากเสี่ยงกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทำให้ต้องรอดูความชัดเจนในการลงทุนของภาครัฐในปีนี้ว่าจะช่วยจุดกระแสไอโอทีเพิ่มเพื่อเอื้อการลงทุนให้แก่ภาคธุรกิจอย่างไรได้บ้าง

Interest Targeting อนาคตตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491691

Interest Targeting อนาคตตลาดออนไลน์

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

Interest Targeting คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามความสนใจ เช่น หากทำธุรกิจฟิตเนส เวลาทำโฆษณาสามารถเลือกคนที่สนใจการออกกำลังกายหรือรักษาสุขภาพได้ เป็นต้น

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบนี้ ตอนนี้นิยมขึ้นสื่อออนไลน์ใหญ่อย่าง Google และ Facebook พัฒนาระบบกำหนดกลุ่มเป้าหมายชนิดนี้หลายปีแล้ว พยายามมากที่จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมเรา เช่น Facebook จับพฤติกรรมเราผ่านการดู หรือคลิก Post การ Like Page การ Check In สถานที่ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าเราสนใจอะไร

Google จับพฤติกรรมเราหลักๆ ผ่าน Gmail และ Google Chrome เวลานี้เราใช้ Email ฟรีจาก Gmail ใช้ Browser จาก Chrome เป็นหลัก Google ใช้รหัสเข้า Gmail ไว้ Login ที่ต่างๆ เช่น Youtube แล้วติดตามพฤติกรรมเราจากการเข้าหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ผ่าน Google Chrome อ่านข้อมูลในเมลเราว่า เราอ่านเมลที่มีเนื้อหาอะไร (Google ไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเรา “Agree” ไปแล้ว ตั้งแต่วันสมัครใช้ Gmail) เพื่อวิเคราะห์ว่าเราสนใจเรื่องอะไร ทำให้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนตามช่วงเวลา

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายนี้ มีผลอะไรกับอนาคตการทำตลาดออนไลน์? วันนี้การทำตลาดออนไลน์ยากขึ้น เพราะลูกค้าฉลาดขึ้น สื่อออนไลน์จะทำโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง กำหนดแค่อายุ เพศ คงไม่พอ จะรอลูกค้าอยากได้สินค้าจริงแล้วค่อยมาค้นหาสถานที่ซื้อผ่าน Google คงไม่ทัน วันนี้สื่อออนไลน์กำลังคิดว่าทำอย่างไรจึงดักการซื้อให้ไวที่สุด เพื่อโอกาสขายมากที่สุด

ทั้ง Google และ Facebook คิดตรงกันว่าคนที่สนใจจะซื้อสิ่งใดในอนาคตมักเข้าดูข้อมูลสินค้านั้นผ่านเว็บไซต์ หรือ Facebook หรือมีข้อมูลเขียนผ่าน Email ดูรีวิวใน Youtube หรือช่องทางอื่น หากเจ้าของสินค้ามีโอกาสโฆษณาก่อนก็เหมือนได้จองพื้นที่ความคิดลูกค้าก่อนว่า หากมีคลิกมาดูสินค้า แม้ยังไม่ซื้อ ก็ใช้โฆษณาแบบ Remarketing (ใน Google) หรือ Retargeting (ใน Facebook) คือทำโฆษณาเฉพาะกลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์แล้วเท่านั้น ติดตามลูกค้ากลุ่มนี้จนกว่าเขาจะซื้อ

อนาคตเราอย่าได้สนใจสินค้าอะไรเลยนะครับ แค่สนใจสินค้าเหล่านั้นก็จะเริ่มตามเราให้ซื้อแล้วครับ

 

ตั้งอนุกก.คุมแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491663

ตั้งอนุกก.คุมแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต

กสทช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต แจงอำนาจควบคุม 28 เม.ย.นี้

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม กสทช.นัดพิเศษ วันที่ 24 เม.ย. 2560 มีมติให้จัดธุรกิจบริการแพร่ภาพและเสียงบนระบบอินเทอร์เน็ต หรือโอเวอร์ เดอะ ท็อป-โอทีที (Over-the-top) อยู่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยจะตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล มีวาระการทำงาน 1 ปี โดยตนจะทำหน้าที่เป็นประธานในคณะกรรมการ

“มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลว่าได้รับผลกระทบและต้องการให้มีการแข่งขันอย่างยุติธรรม คาดจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลแล้วเสร็จ ก่อนวันศุกร์ที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพิ่มเติม หากเราเข้าไปกำกับดูแลอย่างรวดเร็วก่อนหน้านี้ สิ่งใหม่ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ หรือกิจการเดิม จึงมีประเด็นในการเข้ามาดำเนินการกำกับดูแล” พ.อ.นที กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่าบริการ OTT หมายความถึง Facebook Live, Youtube หรือ Line TV เข้าข่ายหรือไม่นั้น พ.อ.นที กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ขอยกตัวอย่างใดๆ ทั้งสิ้นว่าเป็นกิจการใดบ้างที่เข้าข่าย OTT จนกว่าที่ประชุมจะมีมติในคำจำกัดความออกมาอย่างเป็นทางการเสียก่อน

ก่อนหน้านี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยในการประชุมผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรกำกับดูแลของประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ เอทีอาร์ซี ลีดเดอร์ (ATRC Leaders) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่าได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลบริการประเภทโอทีที  ซึ่งกำลังเป็นปัญหาทั่วโลกในขณะนี้ โดยวันที่ 12-13 ก.ย.นี้ กสทช.จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือผู้ประกอบการโทรคมนาคมในอาเซียนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม