เยอรมนีประสบความสำเร็จทดสอบรถยนต์บินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2560 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491629

เยอรมนีประสบความสำเร็จทดสอบรถยนต์บินได้

Lilium Jet รถยนต์บินได้ที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ โดดเด่นด้วยการลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าในแนวตั้ง ไม่ต้องพึ่งรันเวย์

คุณผู้อ่านที่เติบโตมากับภาพยนตร์ และนิยายวิทยาศาสตร์คงใฝ่ฝันที่จะเห็นรถยนต์บินได้บินว่อนฉวัดเฉวียนเต็มท้องฟ้า นวัตกรรมที่ดูเป็นโลกอนาคตมากๆนี้ได้เข้ามาแทนที่การเดินทางบนพื้นดิน ในขณะที่ถนนหนทางเลือนหายไป และกลายเป็นพื้นที่ใช้สอยอื่นๆแทน เพื่อรองรับปริมาณประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าภาพฝันนี้ดูเป็นเรื่องห่างไกล และอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายสิบปี อย่างไรก็ตามล่าสุดผลการทดสอบจากประเทศเยอรมนีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ภาพดังกล่าวนี้อาจกลายเป็นจริงในอนาคตอันใกล้

Lilium Jet รถยนต์บินได้คันต้นแบบซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพิ่งจะทำการทดสอบไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ด้วยความคาดหวังว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้จะเข้ามาปฏิวัติการเดินทางแห่งอนาคต

จากผลการทดสอบแม้ว่าระบบการบิน และแบตเตอรี่ของ Lilium จะยังไม่เสถียรภาพมากนัก และต้องทำการทดสอบเพิ่มเติมต่อไป แต่จากในคลิปวิดีโอที่คุณผู้อ่านจะได้ชมในตอนท้ายจะเห็นว่ารถยนต์ของพวกเขานั้นบินได้จริง!

โฉมหน้าของรถยนต์บินได้สัญชาติเยอรมัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ท

หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Lilium Jet ก็คือ รถยนต์ของพวกเขานั้นสามารถลอยตัวขึ้นจากพื้นโลกได้เลยในแนวตั้ง (จินตนาการถึงเครื่องบินเวลาขึ้นสู่ท้องฟ้าจำเป็นต้องแล่นด้วยความเร็วผ่านรันเวย์ แต่ Lilium Jet ไม่ต้อง) และเมื่อขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว รถยนต์คันดังกล่าวจะออกบินไม่ต่างจากเครื่องบินเจ็ท

ณ ปัจจุบัน Lilium Jet สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 5 คน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะหนึ่งในปัญหาที่ทางบริษัทกำลังพยายามแก้ไขก็คือการสรรหาแบตเตอรี่ที่ช่วยให้รถยนต์ของเขานั้นเดินทางได้ไกล และเร็วกว่าเดิม โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

กราฟฟิกเปรียบเทียบการเดินทางจากแมนฮัตตัน ไปยังสนามบิน JFK ด้วยแท็กซี่ และรถยนต์บินได้

Lilium เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่เข้ามาสู่สนามแข่งขันในการพัฒนารถยนต์บินได้ เพื่อการขนส่งรูปแบบใหม่แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Airbus, Aeromobil หรือมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีแก่บรรดาผู้บริโภคอย่างเราๆ เพราะการแข่งขันจะนำมาซึ่งความทะเยอทะยาน และความพยายามในการสร้างรถยนต์บินได้ที่มีคุณภาพที่สุดเพื่อเอาชนะคู่แข่ง อย่างไรก็ตามยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีเลยทีเดียว กว่าภาพฝันดังนิยายวิทยาศาสตร์นั้นจะเกิดขึ้นจริง

ในอนาคต Liliu Jet จะเข้ามาปฏิวัติการเดินทาง

 

 

 

 

เลิกหงุดหงิดใส่คนข้างๆ พบอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะบรรเทาปวดประจำเดือน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 15:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491521

เลิกหงุดหงิดใส่คนข้างๆ พบอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะบรรเทาปวดประจำเดือน!

แผ่นประคบร้อนแบบสวมใส่เพื่อวันมามากโดยเฉพาะ สามารถควบคุมระดับความร้อนได้ผ่านสมาร์ทโฟน

เวลาเป็นประจำเดือนคุณผู้อ่านรับมือกับความเจ็บปวดอย่างไร บางคนเลือกใช้ยา บางคนเลือกใช้ถุงน้ำร้อน ในขณะที่บางคนเลือกที่จะระบายอารมณ์ใส่คนข้างๆแทน แน่นอนว่าปัญหาปวดท้องที่มาพร้อมๆกับประจำเดือนนั้นเป็นอะไรที่น่าเบื่อ และน่าหงุดหงิดเป็นที่สุด ในยุคสมัยที่มนุษย์จะเดินทางไปดาวอังคารกันแล้ว เรายังคงต้องเผชิญกับความทรมานจากประจำเดือนกันทุกเดือน ต้องขอขอบคุณนวัตกรรมใหม่ล่าสุดนี้ที่ในที่สุดก็มีนักประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาช่วยบรรเทาปัญหาแก่บรรดาผู้หญิงเสียที

Aika Black-T เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นิยามตนเองว่าเป็นแผ่นประคบร้อนชนิดสวมใส่ได้ ผลงานจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ที่ตั้งใจออกแบบอุปกรณ์มาเพื่อให้บรรดาคุณผู้หญิงยังคงสามารถดำเนินกิจกรรมในชีวิตต่อไปได้ตามปกติ ด้วยรูปทรงคล้ายกับกางเกงชั้นใน ตัวอุปกรณ์ทำจากผ้าคอตตอน 100% ช่วยให้สวมใส่สบาย และยังสามารถซักทำความสะอาดได้อีกด้วยสำหรับวิธีการใช้งานก็เพียงแค่สวมใส่ Aika Black-T เข้าไปทับกางเกงชั้นใน เปิดการทำงานของอุปกรณ์ ทางคณะผู้ผลิตการันตีว่าสามารถบรรเทาอาการปวดจากประจำเดือนได้ถึง 80% ภายในระยะเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น

หน้าตาของ Aika Blcak-T ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

นอกจากนั้นยังสามารถเลือกระดับความร้อนจากแผ่นประคบได้ตามใจชอบอีกด้วย และที่เก๋ไก๋ไปกว่านั้นก็คือ Aika Black-T นั้นเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถควบคุมได้ผ่านแอพพลิเคชั่น ลองจินตนาการดูว่าคุณเป็นประจำเดือนในวันทำงาน ฉะนั้นแล้วระหว่างวันหากคุณรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็สามารถลดระดับความร้อน ลงหรือปิดการใช้งานได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยที่ไม่ต้องถอดกางเกงให้วุ่นวาย

ทางผู้ผลิตยังระบุอีกว่าอุปกรณ์ของพวกเขานั้นจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณผู้หญิงอีกมาก สนนราคาของ Aika Black-T นี้อยู่ที่ชิ้นละ 89 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น อายุการใช้งาน 1 ปี ซึ่งถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับการใช้เแผ่นประคบร้อนอื่นๆ หรือถุงน้ำร้อนตามปกติทุกๆเดือน และเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาแล้ว คุณก็ไม่ต้องคอยทานยาแก้ปวดอีกต่อไป

ตำแหน่งที่ตั้งของแผ่นประคบอยู่ในจุดที่ส่งความร้อนช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างดี

“คุณผู้หญิงทั้งหลาย นี่คือสิ่งที่จำเป็นกว่าเครื่องสำอางเสียอีก!” เมดิสัน วัย 32 ปี กล่าวหลังได้มีโอกาสทดลองใช้ สุดท้ายนี้หากคุณผู้อ่านสงสัยว่า Aika Black-T สามารถใช้งานได้นานแค่ไหน ตัวแบตเตอรี่ที่ให้ความร้อนนั้นสามารถอยู่ได้นาน 3 – 6 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เปิดใช้งาน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว มาถึงบรรทัดนี้หากคุณผู้อ่านสนใจล่ะก็ทางผู้ผลิตระบุว่าพวกเขาจะเริ่มวางจำหน่ายสินค้าในเดือนมิถุนายนนี้ รู้เช่นนี้แล้วจะรออะไร พอกันทีกับความหงุดหงิดทุกครั้งที่มีประจำเดือน!

ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ได้ผ่านสมาร์ทโฟน

 

 

 

 

กทค. ลดค่าปรับค่ายมือถือลอบโอนย้ายลูกค้า เหตุทำผิดเพราะจำเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491517

กทค. ลดค่าปรับค่ายมือถือลอบโอนย้ายลูกค้า เหตุทำผิดเพราะจำเป็น

กทค. เสียงข้างมากใจดี ลดค่าปรับทางปกครองให้สามค่ายมือถือกว่า 350 ล้าน อ้างเหตุน่าเห็นใจ ค่ายมือถือเจตนาทำผิดเพราะความจำเป็น

ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 10/2560 เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา กทค. เสียงข้างมาก 3 ต่อ 1 เสียง ได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางและผลการคำนวณจำนวนค่าปรับทางปกครองของคณะทำงานพิจารณาทบทวนคำสั่งกำหนดจำนวนค่าปรับทางปกครอง กรณีผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 3 ราย ได้แก่ บจ. แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค, บจ. ดีแทค ไตรเน็ต, และ บจ. ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการ โดยผลของมติดังกล่าว กำหนดให้ บจ. แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ชำระค่าปรับทางปกครองวันละ 5,400,591.64 บาท จำนวน 41 วัน รวมเป็นเงิน 221,424,257.34 บาท, บจ. ดีแทค ไตรเน็ต ชำระค่าปรับทางปกครองวันละ 1,239,538.88 บาท จำนวน 17 วัน รวมเป็นเงิน 21,072,160.99 บาท, และ บจ. ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ชำระค่าปรับทางปกครองวันละ 166,576.30 บาท จำนวน 44 วัน รวมเป็นเงิน 7,329,357.05 บาท คิดเป็นยอดรวมค่าปรับของผู้ประกอบการทั้งสามรายประมาณ 249.82 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาสืบเนื่องจากทางสำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติในการโอนย้ายลูกค้าของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในเครือของตนจากระบบสัมปทานไปสู่บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มเปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2100 MHz เมื่อต้นปี 2556 โดยมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้บริการคงสิทธิเลขหมายที่ต้องเป็นความสมัครใจของผู้ใช้บริการในการขอโอนย้าย สำนักงาน กสทช. จึงมีคำสั่งลงวันที่ 14 ธันวาคม 2558 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งสามรายชำระค่าปรับรวมเป็นจำนวน 595.96 ล้านบาท แต่ในเวลาต่อมาผู้รับใบอนุญาตได้ยื่นอุทธรณ์ และ กทค. ส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราค่าปรับทางปกครองที่สำนักงาน กสทช. กำหนดนั้นสูงเกินไป จึงมีการตั้งคณะทำงานฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาทบทวนคำสั่งกำหนดจำนวนค่าปรับใหม่ ซึ่งผลการคำนวณของคณะทำงานฯ ดังกล่าวทำให้จำนวนค่าปรับลดลงจากเดิมราว 346.14 ล้านบาท

สำหรับหลักการที่คณะทำงานฯ ใช้เป็นแนวทางในการคำนวณค่าปรับใหม่ ซึ่ง กทค. เสียงข้างมากเห็นชอบคือ “แม้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายมีความจงใจที่จะกระทำความผิดดังกล่าว แต่ต้องกระทำเพราะความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบจากการใช้บริการเมื่อหมดสัญญาสัมปทาน ขณะที่ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์จากการโอนย้ายเลขหมาย เช่น ช่วยประหยัดค่าเดินทาง ค่าเสียเวลาเพื่อไปโอนย้ายเลขหมาย และค่าธรรมเนียมในการโอนย้ายเลขหมาย จึงต้องคิดค่าปรับทางปกครองให้เหมาะแก่พฤติการณ์การกระทำความผิด”

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ nbtcrights.com ได้เคยตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางในการคำนวณค่าปรับทางปกครองของคณะทำงานฯ ว่า “ไม่ได้พิจารณาให้ความสำคัญถึงข้อท้วงติงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยมีหนังสือสอบถามการดำเนินการจัดการปัญหาของ กทค. และสำนักงาน กสทช. มาแล้วหลายครั้ง ในเรื่องที่การฝ่าฝืนดังกล่าวกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทานที่ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท โทรคมนาคม ควรได้รับ ซึ่งกระทบต่อรายได้เข้าสู่รัฐด้วย” นอกจากนี้ “โดยข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่ามีผลกระทบตามมามากมาย เช่น ผู้บริโภคจำนวนมากที่ถูกโอนย้ายเลขหมายโดยไม่รู้ตัว ต้องประสบปัญหาตัวเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่สามารถรองรับการใช้งานในระบบใหม่ได้ ทำให้ไม่สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เกิดความเสียหายและต้นทุนที่ต้องเดินทางไปเปลี่ยนซิมการ์ดใหม่ ขณะที่ผู้บริโภคบางรายเมื่อเปลี่ยนซิมการ์ดใหม่ ก็ถูกบังคับให้ต้องใช้โปรโมชั่นที่แพงขึ้น และที่สำคัญเป็นการละเมิดเรื่องความสมัครใจซึ่งถือเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้บริการคงสิทธิเลขหมาย”

 

 

ลาซาด้าปักธงปี’62 อี-คอมเมิร์ซปาร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491329

ลาซาด้าปักธงปี'62 อี-คอมเมิร์ซปาร์ก

ลาซาด้าเล็งตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ก ในไทยปี 2562 ยก ระดับเอสเอ็มอี

นายอเล็กแซนดรอ บิสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัท ลาซาด้า ภายใต้กลุ่มอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ประกาศแผนการก่อตั้งโปรเจกต์ อี-คอมเมิร์ซ ปาร์ก ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2562

“โครงการดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศสู่ตลาดนานาประเทศ และอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อด้านการขนส่ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม” นาย อเล็กแซนดรอ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ก จะนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอี-คอมเมิร์ซชั้นนำในภูมิภาค โดยจะเป็นจุดนัดพบของเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และพันธมิตรทางโลจิสติกส์ รองรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์มูลค่าของตลาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2564

นอกจากนี้ ลาซาด้าได้ทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ จัดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพด้านอี-คอมเมิร์ซให้กับเอสเอ็มอีไทย

 

เร่งดิจิทัลฮับเชื่อมจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491216

เร่งดิจิทัลฮับเชื่อมจีน

นายกฯ เร่งลงทุนเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยง One Belt One Road ของจีน ผลักดันไทยเป็นฮับดิจิทัลภูมิภาค

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด) ได้สั่งการให้ขยายศักยภาพการลงทุนวางโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ สู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ให้เร่งเฉพาะส่วนประเทศไทยก่อน เนื่องจากต้องเจรจากับประเทศที่จะต้องลากเคเบิลผ่าน โดยรัฐบาลจะใช้การลงทุนนี้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของจีน ซึ่งในเดือน มิ.ย.นี้ จีนได้เชิญรัฐมนตรีหลายกระทรวงจากไทยไปร่วมประชุมด้วย

“จะทำให้เห็นยุทธศาสตร์จีนที่ชัดเจนและสามารถลงทุนเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของจีนได้ หากทำได้จะเพิ่มปริมาณการใช้ข้อมูลผ่านเคเบิลใต้น้ำที่ได้ลงทุนไปสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับดิจิทัลของภูมิภาคได้เร็วขึ้น” นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการดำเนินการตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand) รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) บนพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยจะเน้นให้เกิดการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจดิจิทัลควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลให้เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลของประเทศ

ขณะเดียวกัน ได้รับทราบความคืบหน้าโครงการลงทุนวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรืออินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยภายใน สิ้นปี 2561 จะมีอินเทอร์เน็ตความ เร็วสูงครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศทั้ง 100% เพื่อผลักดันการค้าขาย อี-คอมเมิร์ซให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น

 

โซนี่เพิ่มผลิตมือถือไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2560 เวลา 06:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491177

โซนี่เพิ่มผลิตมือถือไทย

โซนี่ เพิ่มฐานการผลิตสมาร์ทโฟนในไทยหลังได้บีโอไอ ช่วยลดต้นทุนแรงงานจีน พร้อมขยายเป็นฐานป้อนกลุ่มอาเซียน

นายซาโตชิ เมกาตะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายผลิตภัณฑ์โซนี่โมบายล์ บริษัท โซนี่ ไทย เปิดเผยว่า โซนี่ได้เพิ่มฐานการผลิตสมาร์ทโฟนในไทยในชื่อบริษัท โซนี่ ดีไวซ์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ที่ปทุมธานี เพื่อเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและประกอบสมาร์ทโฟนเพื่อขายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้ผลิตรุ่นเรือธง XperiaTM XZs มาวางขายเป็นรุ่นแรก

ทั้งนี้ โซนี่มีฐานผลิตชิ้นส่วนในไทยอยู่แล้ว แต่หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ปทุมธานี ทำให้ต้องปิดปรับปรุงบางส่วนและย้ายฐานการผลิตไปที่ จ.ชลบุรี โดยโซนี่มองว่าการเพิ่มฐานการผลิตสมาร์ทโฟนในไทยเพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงงานจีนที่สูงขึ้น ประกอบกับภาครัฐของไทยประกาศสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือบีโอไอ จึงตัดสินใจปรับโรงงานบางส่วนเพื่อผลิตสมาร์ทโฟนแทน และได้จ้างงานกว่า 4,000 ตำแหน่งรองรับการเติบโต ถือเป็นโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนแห่งแรกในรอบ 20 ปี หลังจาก ที่มีโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนในจีนไปก่อนหน้านี้ และบริษัทยังคงมีฐานการผลิตสินค้าอื่นๆ ในอีกหลายประเทศ เช่น จีน ยุโรป มาเลเซีย

นอกจากนี้ โซนี่ยังมองโอกาสตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มพรีเมียมว่ายังมีการเติบโตได้ และบริษัทยังคงเป็นท็อป 4 ในกลุ่มนี้ เพราะสินค้ามีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นในเรื่องของฟีเจอร์ เช่น ระบบตรวจจับการถ่ายภาพ Motion Eye TM  เทคโนโลยีการถ่ายวิดีโอแบบ ซูเปอร์สโลว์โมชั่นที่ดีระดับโลก จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับแบรนด์ในตลาดพรีเมียมได้

สำหรับสินค้าในพอร์ตทั้งหมดของบริษัททั้ง 5 กลุ่ม คือ กล้องถ่ายภาพ ทีวี เครื่องเสียง เพลย์สเตชั่น และมือถือ ยังคงโดดเด่นในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครึ่งปีแรกจะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่วาง 4 รุ่น การผลิตสินค้าในไทยจะช่วยให้นำสินค้าเข้ามาขายในตลาดได้เร็วขึ้น แต่เรื่องราคาและกำหนดวางขายจะเป็นช่วงเดียวกันทั่วโลก

 

จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ระบบการศึกษายุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 20:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/491061

จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ระบบการศึกษายุคดิจิทัล

“แม้ครอบครัวจะลำบากแค่ไหน แต่แม่ผมก็พยายามส่งผมเรียนอย่างสุดความสามารถ และต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย เพื่อที่จะมีโอกาสกว้างมากขึ้น” นรินทร์ คูรานา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการระบบการศึกษาดิจิทัลสำหรับโรงเรียน และผู้ปกครอง

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

นรินทร์ เล่าถึงพื้นฐานการศึกษาที่ครอบครัวให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แม้สุดท้ายด้วยความยากลำบาก ทำให้ต้องถูกออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับเป็นแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เขาวางเป้าหมายในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่ย่อท้อ

แม้จะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน แต่ นรินทร์ ไม่ทิ้งด้านการเรียน ไปสอบเทียบกับการศึกษานอกโรงเรียนและใช้วุฒิไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน และกลับมาปักหลักพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีแค่ไอเดียในการทำธุรกิจ เบื้องต้นเขาต้องการทำธุรกิจค้าขายด้วยการสแกนนิ้วมือ

“ปัญหา คือ โมเดลธุรกิจนั้นกว้างเกินไป โดยที่เรายังไม่สามารถไปทำให้ทั้งประเทศ หันมาใช้ระบบของเราได้ จึงได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ หันมาใช้กับองค์กรที่มีขนาดชัดเจน อย่างโรงเรียน” นรินทร์ กล่าว

เมื่อมีไอเดียแล้ว เขาเริ่มหาผู้ลงทุน โดยเขียนจดหมายไม่ต่ำกว่า 100 ฉบับ เพื่อขายไอเดียธุรกิจของบริษัท จับจ่ายฯ ทั้งโรงเรียน นักธุรกิจระดับประเทศ มีเพียง 1 เดียว ที่ตอบกลับมาหาเขา แต่ก็ปฏิเสธ ขณะนั้นเงินก้อนสุดท้ายของเขาเริ่มจะหมดลง และเขากำลังจะอดตาย

 

 

นรินทร์ ตัดสินใจใช้เงินก้อนสุดท้ายนั้น บินไปประเทศจีน หาเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน และโชคดีที่แฟนของเพื่อนเป็นนักลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ เพียง 15 นาทีที่คุยกัน เขาตัดสินใจลงทุนกับบริษัท จับจ่ายฯ ด้วยเงิน 1 ล้านบาท ในสิ้นปี 2559 และในเดือน เม.ย.ของปีนี้ บริษัทระดมทุนเพิ่มได้อีก 3 เท่า เพื่อพัฒนาระบบของบริษัท จับจ่ายฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัท จับจ่ายฯ เป็นระบบการบริหารจัดการของโรงเรียน ทั้งการตรวจสอบการเข้าชั้นเรียนของนักเรียน ผ่านระบบการสแกนนิ้ว ให้ครูและผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้ และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ครูประจำชั้นและผู้ปกครองสามารถรู้ได้ว่าใครมาเรียน ใครขาดเรียน

นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งเกรด สั่งการบ้าน ตรวจการบ้าน รวมทั้งระบบการซื้อขายสินค้าภายในสหกรณ์ของโรงเรียน โดยใช้ระบบการสแกนนิ้ว โดยที่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน ซึ่งสามารถควบคุมการใช้จ่ายของนักเรียนได้ด้วย ปัจจุบันมีหลายโรงเรียนที่เลือกใช้ระบบของบริษัท จับจ่ายฯ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวะ จ.สงขลา โรงเรียนอินเตอร์ ที่ จ.ภูเก็ต และอีกหลายโรงเรียนที่อยู่ระหว่างการเข้าไปเจรจาธุรกิจ

นรินทร์ กล่าวว่า ระบบของบริษัท จับจ่ายฯ เข้ามาตอบโจทย์ระบบการศึกษาแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง รูปแบบการใช้งานทั้งหมดเป็นดิจิทัล สามารถตรวจสอบได้ และรายงานผลแบบเรียลไทม์ ที่บุคลากรด้านการศึกษาสามารถวางแผนการศึกษาได้ง่าย ขณะที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียนได้มากขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนที่ใช้ระบบนี้ไม่ต่ำกว่าหมื่นคนทั่วประเทศ และคาดว่าภายในปีนี้จะมีรายได้ 10-15 ล้านบาท

“การดำเนินธุรกิจบริษัท จับจ่ายฯ มีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ทีมงาน ผลิตภัณฑ์ การตลาด ซึ่งทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก ผมเริ่มจาก 2 คน มีคนบอกผมว่าเสียเวลาเปล่า ไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยมีปัญหาครอบครัวเป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้ความลำบาก และพยายามไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้”

บริษัท จับจ่าย คอร์ปอเรชั่น ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ในปี 2559 และเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายเวทีฟินเทค ชาเลนจ์ จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นรินทร์ กล่าวว่า การเลือกที่จะทำธุรกิจด้านการศึกษา ถือเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะในโรงเรียน ซึ่งมีระบบที่ยึดถือและใช้กันมานาน ขณะเดียวกันถ้าในบรรดาธุรกิจสตาร์ทอัพ ธุรกิจการศึกษา เป็นอะไรที่ไม่เซ็กซี่ เหมือนกับธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น ฟินเทค เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมอื่นๆ แต่มองว่าการศึกษา ระบบโรงเรียนเป็นตลาดใหญ่ ประเทศไทยมีโรงเรียนกว่า 4 หมื่นแห่ง มีนักเรียนทั่วประเทศกว่า 4 ล้านคน แต่มีเพียงหลักพันโรงเรียนเท่านั้นที่ใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และนี่คือโอกาสของบริษัท จับจ่ายฯ

นอกจากนี้ การทำธุรกิจของจับจ่าย เป็นแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) สิ่งสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทพยายามเจาะเข้าไปนำเสนอบริการกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง โดยมีวิสัยทัศน์ต้องการทำให้โรงเรียนในประเทศไทย “โก ดิจิทัล” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนอีกระดับหนึ่ง รวมถึงการหาพันธมิตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ และต้องหาบริการที่จะตอบรับกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

นรินทร์ กล่าวว่า มีคำพูดหนึ่งของ เชส บราวน์ นักพูดระดับโลก ที่ว่า “It’s not over until we win” หรือ จะไม่จบ จนกว่าเราจะชนะ และนี่คือเป้าหมายที่บริษัท จับจ่ายคอร์ปอเรชั่น จะก้าวไป และทำให้ชื่อของเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

“เสื้อผ้าอัจฉริยะ”มาแรง พลิกอนาคต Wearable Device

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490950

"เสื้อผ้าอัจฉริยะ"มาแรง พลิกอนาคต Wearable Device

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หากเอ่ยอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) แล้ว คนส่วนใหญ่คงนึกแค่เพียงสมาร์ทวอตช์ ซึ่งกำลังครองส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวอยู่ถึง 95.7% ตามรายงานของไอดีซี บริษัทวิจัยตลาดอุปกรณ์เทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ

อย่างไรก็ดี เทรนด์อุปกรณ์สวมใส่ใกล้จะเปลี่ยนแปลงไปในอีกไม่นานนี้ โดยไอดีซี ระบุว่า เสื้อผ้าอัจฉริยะจะเข้ามาช่วงชิงความนิยมจากสมาร์ทวอตช์ และคาดว่าตลาดดังกล่าวจะขยายตัวจาก 1.2% ในปี 2016 ไปอยู่ที่ 9.4% ภายในปี 2021 นี้

ไอดีซี เปิดเผยว่า แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความนิยมของผู้บริโภค ที่เริ่มหันไปใส่ใจความทันสมัยตามแฟชั่นของอุปกรณ์สวมใส่ ควบคู่ไปกับฟังก์ชั่น การใช้งานมากยิ่งขึ้น

“บรรดาบริษัทเทคโนโลยีจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อตามเทรนด์ดังกล่าวให้ทัน และนำเสนออุปกรณ์สวมใส่ที่มีความหลากหลายเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เรายังคาดว่าบริษัทไอทีจำนวนมากจะจับมือแบรนด์แฟชั่น เพื่อนำความสร้างสรรค์ของบรรดาแบรนด์เหล่านั้นมาเปลี่ยนโฉมผลิตภัณฑ์” ไจเทช อูบรานี นักวิเคราะห์อาวุโสฝ่ายอุปกรณ์ติดตามเคลื่อนที่ของไอดีซี กล่าว

เมื่อไม่นานนี้ การเปิดตัวเสื้อแจ็กเกตจากโปรเจกต์ Jacquard ที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะโดยเฉพาะ ผ่านความเป็นพันธมิตรครั้งใหม่ระหว่างกูเกิลและลีวายส์ แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง ยิ่งตอกย้ำว่า การปรากฏโฉมของเสื้อผ้าอัจฉริยะเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกขณะ

โปรเจกต์ดังกล่าวมุ่งบุกเบิกการเอาเส้นใยนำไฟฟ้าเข้าไปใช้ทอเสื้อผ้าโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เสื้อผ้าสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน โดยในแจ็กเกตตัวทดลองนั้น ผู้สวมใส่สามารถรับโทรศัพท์เพียงแค่สัมผัสบริเวณแขนเสื้อ นอกจากนี้ยังแตะบริเวณข้อมือแขนเสื้อเพื่อเรียกกูเกิลแมปขึ้นมา หรือเปลี่ยนเพลงที่กำลังฟังระหว่างขี่จักรยานได้ด้วย

ขณะนี้การใช้งานแจ็กเกตดังกล่าวยังจำกัด เนื่องจากเป็นเพียงตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนเท่านั้น และยังไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณข้อมือแขนเสื้อที่เป็นจุดส่งสัญญาณสำคัญระหว่างอุปกรณ์ได้ แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม จากการผสมผสานเข้าไปในเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่กันอยู่ทุกวัน

อย่างไรก็ดี กูเกิลไม่ใช่บริษัทไอทีแห่งเดียวที่สนใจพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะ โดยก่อนหน้านี้ซัมซุงผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากเกาหลีใต้จับมือกับบริษัท โคลทติ้ง พลัส จากฟินแลนด์ เพื่อพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เสื้อผ้าอัจฉริยะของซัมซุงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงแจ็กเกต แต่ยังรวมไปถึงชุดสูท เสื้อเชิ้ต และเข็มขัด โดยซัมซุงจะมุ่งพัฒนาการใช้งานเพื่อเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นทางการแพทย์บนอุปกรณ์ต่างๆ ของบริษัทเป็นหลัก เพื่อให้ข้อมูลสุขภาพกับผู้สวมใส่ได้ในทันที

ด้านดิจิทัลเทรนด์ส เว็บไซต์นำเสนอข่าวสารด้านเทคโนโลยี มองว่าเสื้อผ้าอัจฉริยะน่าจะได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะอย่างสมาร์ทวอตช์ ยังมีขีดจำกัดในการตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้สวมใส่ และมุ่งเน้นที่การใช้งานด้านสุขภาพเป็นส่วนใหญ่

 

อเมซอนเจองานช้าง ชิงเค้กค้าปลีกเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490453

อเมซอนเจองานช้าง ชิงเค้กค้าปลีกเอเชีย

อเมซอนเจองานยากชิงตลาดค้าปลีกออนไลน์อินเดีย หลังบริษัทเจ้าถิ่นเพิ่มการลงทุนรักษาตลาด

เอเอฟพีรายงานว่า อเมซอนอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐซึ่งกำลังเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่อินเดีย อาจต้องเผชิญการแข่งขันอย่างดุเดือดยิ่งขึ้นจาก ฟลิปคาร์ท บริษัทค้าปลีกออนไลน์ภายในประเทศ ที่จับมือกับบริษัทต่างชาติรายใหญ่เพิ่มการลงทุนรักษาส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศเอาไว้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟลิปคาร์ทประกาศร่วมมือกับ ไมโครซอฟท์และอีเบย์ จากสหรัฐ รวมถึงเทนเซนต์ บริษัทเทคโนโลยีจากจีน เพิ่มการลงทุนทั้งหมด 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อแข่งขันกับอเมซอน หลังอเมซอนเพิ่มการลงทุนในหน่วยธุรกิจในอินเดีย 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.72 แสนล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อินเดียเป็นโอกาสที่อเมซอนจะกลับมาทวงส่วนแบ่งตลาดอี-คอมเมิร์ซเอเชีย หลังออกตัวช้ากว่าอาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากจีน แม้ว่าขณะนี้ อาลีบาบามุ่งขยายธุรกิจในอาเซียนเป็นหลัก แต่ก็แสดงความสนใจตลาดอินเดียด้วยเช่นกัน เนื่องจากตลาดอี-คอมเมิร์ซ อินเดียมีศักยภาพขยายตัวแข็งแกร่ง โดยขณะนี้ชาวอินเดีย 70% ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน และคาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

ขึ้นรถลงบันไดได้ด้วยวีลแชร์แห่งอนาคต จากนักศึกษาสวิสเซอร์แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2560 เวลา 15:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/490402

ขึ้นรถลงบันไดได้ด้วยวีลแชร์แห่งอนาคต จากนักศึกษาสวิสเซอร์แลนด์

วีลแชร์ที่ช่วยให้ผู้พิการเดินทางได้อย่างอิสระ ด้วยโหมดเปลี่ยนล้อให้สามารถใช้งานได้เข้ากับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นทางลาด หรือพื้นที่ลื่น

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าคุณผู้อ่านจะขึ้นรถลงเรือจนมาถึงที่ทำงานได้ ลองจินตนาการเส้นทางที่คุณใช้เป็นประจำดูว่าหากคุณเองต้องกลายเป็นผู้พิการ การเดินทางในชีวิตปกติของคุณจะยากลำบากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้บริการในหลายระบบขนส่ง และหลายสถานที่ของกรุงเทพ ที่หลายพื้นที่นั้นยังไม่เอื้อประโยชน์ใช้สอยให้แก่ผู้พิการอย่างเต็มที่

เทคโนโลยีในปัจจุบันสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยให้มนุษย์เรามีชีวิตที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน โดรน และอื่นๆอีกมาก แต่เหตุใดวีลแชร์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นกลับยังคงมีหน้าตาไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซูริก ในสวิสเซอร์แลนด์พัฒนาวีลแชร์รูปแบบใหม่ ที่ช่วยให้ผู้พิการสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบันไดก็ตาม

Scewo ตัวต้นแบบ วีลแชร์แห่งอนาคตที่จะช่วยให้ชีวิตของบรรดาผู้พิการสะดวก และพึ่งตนเองได้มากขึ้น

Scewo คือวีลแชร์ที่สามารถพาผู้ใช้งานเดินทางไปได้ในทุกที่ และอย่างราบรื่น ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานของล้อที่ผู้ใช้สามารถเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆได้ นอกจากนั้นระบบของ Scewo ยังสามารถเปลี่ยนกลับจากโหมดไต่ขึ้นบันได มายังโหมดปกติได้เองอัตโนมัติ เมื่อสิ้นสุดขั้นบันไดแล้ว ในขณะเดียวกันผู้ใช้งานก็สามารถควบคุมทิศทาง และการเคลื่อนที่ของวีลแชร์ได้ผ่านจอยสติ๊ก ที่ติดอยู่กับพนักวางแขน ไม่ต่างจากการเล่นเกม

วีลแชร์แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ประกอบด้วยกันทั้งสิ้น 3 โหมดด้วยกัน โหมด Safe ใช้สำหรับการเคลื่อนที่ในพื้นที่ปกติ โหมด Elevated ใช้สำหรับการเพิ่มความสูงของวีลแชร์ เพื่อเพิ่มมุมมองทางสายตาของผู้พิการให้สามารถมองเห็นโลกรอบตัวในมุมที่สูงขึ้นได้ (จินตนาการถึงการชมวิวบนยอดตึก แต่หากระเบียงที่กั้นสูงกว่าวีลแชร์ คุณคงเสียความรู้สึกน่าดู)

โหมด Elevated ที่ช่วยยกความสูงของวีลแชร์

และโหมดสุดท้ายคือ Track ที่ใช้สำหรับการไต่ขึ้นบันได พื้นที่ลาดชัน ไปจนถึงการเดินบนพื้นลื่นที่มีหิมะปกคลุมเป็นต้น โดยวีลแชร์จะเปลี่ยนจากล้อปกติ ไปใช้ล้อที่มีลักษณะเหมือนกับล้อของรถถังทหารแทน

ล้อแบบพิเศษที่ช่วยให้ Scewo สามารถไต่ขึ้นบันไดได้อย่างราบรื่น และมั่นคง

ฟังดูแล้วน่าสนใจมากๆ และวีลแชร์ที่ว่านี้คงได้รับความสนใจจากบรรดาผู้พิการอย่างล้นหลาม แต่โชคร้าย ขณะนี้ Scewo ยังไม่ถูกวางจำหน่ายในท้องตลาด “ขณะนี้มันยังเป็นเพียงแค่ตัวต้นแบบเท่านั้น มันแพงมาก แต่ความแข็งแรงยังไม่เพียงพอ” Beni Winter หัวหน้าโปรเจคกล่าว

ทางทีมผู้ผลิตตั้งใจไว้ว่าพวกเขาจะยังคงมุ่งพัฒนา Scewo ต่อไป เชื่อว่าสินค้าต้นแบบที่เตรียมพร้อมสำหรับการวางจำหน่ายจริงน่าจะเสร็จภายในสิ้นปี 2018 นี้