อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/492553

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระกริ่งพิมพ์ชะลูด ร.ศ.118 หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว พระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วพิมพ์ ร.ศ.118 เหตุที่เรียกเพราะการหล่อพระในแต่ละช่อนั้นจะมีเพียงองค์เดียวที่อยู่ยอดช่อและมีตัวอักษรบนพระชัยยอดช่อว่า ร.ศ.118 ซึ่งคือปี พ.ศ. 2441เป็นปีที่สร้าง องค์นี้กระแสโลหะจัดจ้านดูง่าย ราคาว่ากันหลักล้าน เป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

 

องค์ที่สอง พระซุ้มกอพิมพ์กลาง กรุวัดบรมธาตุ กำแพงเพชร หนึ่งในชุดเบญจภาคี เป็นพระเนื้อดินเผาที่มีความละเอียดและเนื้อนุ่ม มีจุดสีแดงเล็กตามองค์พระเรียกว่า ว่านดอกมะขาม อันเป็นจุดพิจารณา มี 5 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไม่มีกนก หรือซุ้มกอดำพิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์ขนมเปี๊ยะ พิมพ์กลางดูง่ายสภาพนี้ต้องมีแสนกลาง ของคุณอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร

 

องค์ที่สาม พระปิดตาพิมพ์นั่งบัวเศียรแหลมเนื้อสำริดเงิน หลวงพ่อทับ วัดทอง ธนบุรี พระปิดตาวัดทองทุกองค์ปั้นหุ่นเทียนองค์ต่อองค์ และพระทุกองค์จะไม่มีรอยตะเข็บปรากฏให้เห็นเป็นอันขาด แม้พิมพ์จะคล้ายกันแต่เมื่อหล่อออกมาแล้วจะไม่เหมือนกันพระปิดตาหลวงพ่อทับถ้าผ่านการใช้มาแล้วเนื้อหาจะกลับดำทุกองค์ ท่านได้สร้างพระไว้หลายเนื้อ คือ เนื้อสำริดแก่เงิน เนื้อชิน เนื้อเมฆพัด เนื้อผงและเนื้อแร่บางไผ่ เป็นพระปิดตาที่ขึ้นชื่อมากทางด้านมหาอุตม์ ที่สำคัญของแท้หายากเพราะมีจำนวนการสร้างน้อย สภาพดูง่ายแบบองค์ที่นำมาให้ชม ค่านิยมยังอยู่ที่หลักล้านต้น

 

องค์ที่สี่ พระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ พิมพ์ห้าเหลี่ยมเล็ก เนื้อชินตะกั่ว หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชัยนาท ลักษณะพิมพ์เล็กที่หัวไหล่จะสูงเสมอกลางเศียร ด้านหลังมีจารยันต์พุทธอุดม้วนโลก จัดสร้างที่วังนางเลิ้ง ในพิธีไหว้ครูเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ การจัดสร้างถ้าเป็นเนื้อผงคลุกรักแจกเจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ส่วนเจ้านายชั้นรองลงมาท่านจะแจกพระปิดตาพิมพ์ห้าเหลี่ยม โดยสร้างขึ้นแบบหยอดหลุมเหมือนขนมครก องค์นี้ผ่านการใช้งานมาแล้วทำให้กระแสเนื้อดูง่ายค่านิยมอยู่ที่หลักแสนกลาง

องค์ที่ห้า ชมสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ 7 ชั้นนิยม พระเครื่องที่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างเป็นอนุสรณ์แด่โยมมารดาของท่าน มวลสารประกอบด้วยผงวิเศษทั้งห้าและกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมจันทน์ทั้งเปลือก ปูนขาว ข้าวสุก รวมกับน้ำมันตังอิ๊วทำให้วรรณะมีสีเหลืองนวล ที่นิยมสะสมมี 3 พิมพ์คือ พิมพ์ 7 ชั้น พิมพ์ 6 ชั้น อกตัน และพิมพ์ 6 ชั้น อกตลอด องค์ที่นำมาให้ชมดูง่ายเพราะผ่านการใช้งานมา ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักล้านต้น ของคุณอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร

องค์ที่หก พระสมเด็จพิมพ์แปดชั้นแขนกลมหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร ท่านเป็นศิษย์เอกของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

เนื้อหาส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกับพระเครื่องของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพราะสร้างจากผงพุทธคุณ ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงมหาราช ผงปถมัง ผสมด้วยกระดาษฟาง ปูนขาว กล้วยทั้งเปลือก น้ำมันตังอิ๊ว เป็นต้น องค์นี้สภาพเดิมๆ ไม่ผ่านการใช้ ผิวพรรณมีการยุบตัวตามธรรมชาติ มีความเก่าปรากฏสภาพสวยแบบนี้มีหลักหมื่นปลาย

จากกันด้วยข้อคิด “สรรพสิ่งในโลกนี้ ย่อมเป็นไปตามกรรมและกาลเวลา ดอกไม้จะบานเมื่อถึงเวลา ฉันใด ฉันนั้น สุขและทุกข์ของเรา ย่อมไม่พ้นกรรมตามกาลเวลา”

 

เคล็ดลับสุขภาพดี อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2560 เวลา 16:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496432

เคล็ดลับสุขภาพดี อายุยืน

โดย…ภาดนุ ภาพ เอพี/เอเอฟพี

การที่คนเราจะมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง และอายุยืนยาวได้นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราเองเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการขับถ่าย ล้วนแต่มีผลกับสุขภาพของเราในระยะยาวทั้งสิ้น และนี่คือ “เคล็ดลับ สุขภาพดี อายุยืน” ที่อยากแนะนำให้ปฏิบัติตาม

กินอาหารให้ครบ 3 มื้อในทุกๆ วัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอกับความต้องการตลอดทั้งวัน โดยไม่กินมื้อใดมื้อหนึ่งมากเกินไปจนจุกแน่น และอย่าลืมควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะจะทำให้อ้วนขึ้นได้

กินโปรตีนประมาณ 1 ใน 3 (20-30%) ของอาหารในจาน โดยกินโปรตีนทั้งจากพืชและสัตว์ให้หลากหลาย หมู ปลา ไก่ ถั่ว และธัญพืช อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง ลดการกินเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงลง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้เลือกกินแบบที่ไม่ติดมัน เพราะจะเป็นการลดไขมันอิ่มตัวที่ได้รับ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องไขมันในเลือดสูง หัวใจขาดเลือด มะเร็ง และลดภาระไม่ให้ลำไส้ทำงานหนักในการย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ลง

กินคาร์โบไฮเดรตประมาณ 1 ใน 3 หรือ 30% ของอาหารในจาน (รวมขนม ของหวาน เครื่องดื่มแล้ว) โดยพยายามเลิกกินข้าวขัดสี (ข้าวขาว) ให้น้อยที่สุด พยายามกินข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ (มอลต์) ข้าวสาลี (โฮลวีต) เพราะอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นแหล่งรวมของวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร

หลีกเลี่ยงการกินอาหารทอดและผัด เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว ข้าวผัด ผัดกะเพรา ผัดซีอิ๊ว และผัดไทย เนื่องจากในเนื้อสัตว์และถั่วมีไขมันอยู่แล้ว ซึ่งปริมาณไขมันดังกล่าวก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ในขณะที่อาหารที่ใช้วิธีทอดหรือผัดเพียง 1 จาน อาจมีน้ำมันมากกว่า 4 ช้อนโต๊ะ จึงทำให้เราได้รับไขมันมากเกิน 65 กรัม/วัน และอาจได้รับไขมันอิ่มตัวมากกว่า 20 กรัม/วันด้วย

กินผักให้ได้ประมาณ 1 ใน 3 (30%) ของอาหารในจาน และเมื่อรวมกับผลไม้ที่อยู่นอกจานอาหารอย่างน้อยควรกินวันละครึ่งกิโลกรัม โดยเลือกกินผลไม้ที่สดๆ เพราะหากผ่านการแปรรูปแล้วจะทำให้สารอาหารที่ดีสูญสลายไป พยายามเลือกกินผลไม้ที่มีเส้นใยสูงและมีรสชาติไม่หวานมากนัก เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง สับปะรด

ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร โดยกระจายการดื่มให้ครอบคลุมไปทั้งวัน เพื่อช่วยระบบขับถ่าย (ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้) ช่วยให้ไตขับของเสียได้ดีขึ้น ช่วยให้เลือดไม่ข้นเกินไป (ลดความเสี่ยงโรคความดันและหัวใจ) และช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือด น้ำลาย และน้ำย่อย

กินฟาสต์ฟู้ดและของจุบจิบให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่ เค้ก ของหวาน น้ำสลัด เพราะมีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาล ไขมันทรานส์ และสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากกินขนมพยายามเลือกที่มีส่วนผสมของธัญพืช เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการบ้าง หรือเลือกกินผักผลไม้อบแห้งเป็นของขบเคี้ยว แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ยิ่งกินมากก็จะยิ่งอ้วนมาก

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียม เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส ซุปก้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของขบเคี้ยว พริกน้ำปลา พริกเกลือ กะปิ ซีอิ๊ว น้ำปลา หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรกินโซเดียมมากกว่าวันละ 2,400 มิลลิกรัม (2.4 กรัม)

เลิกดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน ก็ไม่สนับสนุนให้ดื่มหรือสูบ

หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อรา หากกินอาหารนอกบ้าน ต้องดูเครื่องปรุงให้ดีว่า มีโอกาสมีเชื้อราหรือไม่ หากสงสัยว่ามีก็ไม่ควรกินเครื่องปรุงนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง

ก่อนจะซื้อสินค้าอะไรก็ตาม อ่านฉลากให้ถี่ถ้วนเสมอ สังเกตให้ดีว่าสินค้านั้นเลยวันหมดอายุไปแล้วหรือยัง

ควบคุมน้ำหนัก อย่าให้มีค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) เกิน 25 โดยคำนวณได้จาก (น้ำหนัก/ความสูง X 2 = BMI) หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5-24.9 ก็ถือว่าน้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ ให้พิจารณาเปอร์เซ็นต์ไขมันควบคู่ไปด้วย

ออกกำลังกายให้หัวใจเต้น 60-80% ของอัตราการเต้นสูงสุดของคนวัยนั้นๆ โดยออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาทีต่อเนื่อง โดยพยายามออกกำลังกายแบบแอโรบิกควบคู่ไปกับแบบแอนาโรบิก

นอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง/วัน

 

จำกัดความหวานอย่างได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496269

จำกัดความหวานอย่างได้ผล

โดย…สมแขก ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

อาหารจานโปรดในหน้าร้อนคงหนีไม่พ้นน้ำแข็งไส ไอศกรีม น้ำอัดลมเย็นซ่า และสารพัดเครื่องดื่มที่ทั้งหวานทั้งชื่นใจ เริ่มจากหนึ่งแก้ว สองแก้ว บางคนพอหมดร้อนก็ยังติดนิสัยกินของหวานไม่ยอมเลิก เพราะคิดว่าเมนูเหล่านี้จะบรรเทาความเหนื่อย เรียกความสดชื่น และทำให้กระปรี้กระเปร่าได้ แต่เมื่อรับประทานไประยะหนึ่งหากหยุดกิน หรือขาดไปจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ภาวะแบบนี้เรียกว่าภาวะขาดน้ำตาล ซึ่งทำให้ต้องกินของหวานในปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลเกินความต้องการ น้ำตาลเหล่านั้นจะแปรรูปเป็นไขมันสะสมไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อระบบต่างๆ ในร่างกายอีกมากมาย ทั้งความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ

ที่พูดมาทั้งหมดดูเหมือนน้ำตาลจะเป็นผู้ร้าย แต่ร่างกายคนเราก็ยังต้องการน้ำตาลอยู่ เพื่อช่วยการทำงานของระบบต่างๆ ที่สำคัญน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง ดังนั้นร่างกายจึงควรรับน้ำตาลให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกกินน้ำตาลที่มาจากธรรมชาติไม่แปรรูป และจะดีกว่าไหมถ้ามีวิธีที่สามารถสร้างความสดชื่น ในขณะเดียวกันก็จำกัดความหวานให้ร่างกายเราในปริมาณที่พอดีด้วย

กลับตัวปรับใจ การจำกัดความหวานในช่วงแรก ร่างกายที่เคยชินอาจรู้สึกว่าอาหาร หรือ เครื่องดื่มที่เรารับประทานโดยที่ขาดรสหวานจะไม่คุ้น แต่หากให้เวลากับร่างกายในการปรับตัว ไม่เกิน 10 วัน การรับรสของลิ้นเราจะปรับสภาพให้คุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่ไม่หวาน ซึ่งข้อดีคือทำให้เราโหยน้ำตาลน้อยลง

เลือกกิน ตัวอย่างของการเลือกกินซึ่งเป็นเบื้องต้นที่ทำได้ทันที คือ เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำที่มีรสหวาน น้ำเปล่าช่วยให้ความสดชื่น กำจัดของเสียในร่างกาย ช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและออกซิเจนในร่างกายสะดวก และยังทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 8 แก้วต่อวัน จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้านก่อนวัย ต่อมาคือเลือกกินผลไม้สดแทนขนมหวาน ผลไม้สดให้ทั้งวิตามิน เกลือแร่ และมีรสหวานจากธรรมชาติทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ดังนั้นการมีผลไม้สดหลากชนิดไว้ในตู้เย็น จะช่วยกำจัดน้ำตาลที่ไม่จำเป็นได้อีกเยอะ

งดปรุง ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ปรุงแต่ง (รสอาหาร) มากเกินไป ไม่ชิมก่อนปรุง ให้เลิกเสีย ถ้าเป็นไปได้ให้งดเติมน้ำตาลลงในอาหารและเครื่องดื่มที่ปรุงมาแล้ว ถ้าจำเป็นต้องกินอาหารจานเดียวนอกบ้าน ถ้าทำได้ควรสั่งอาหารว่าไม่ใส่น้ำตาล หรือหวานน้อยไว้ก่อน

ตัดใจไม่ได้ ถ้าคุณตัดใจไม่ได้ หักดิบกินของไร้น้ำตาลในทันที ถ้าอยากกินน้ำแข็งไส แนะนำให้ลดน้ำหวานและเครื่องทั้งหลาย แทนที่จะเป็นของเชื่อม ให้เปลี่ยนมาเป็นธัญพืชที่กากใยสูงที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และลดความอยากกินของหวานได้ด้วย เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ลูกพรุน เป็นต้น

ปากต้องสะอาดอยู่เสมอ การแปรงฟัน หรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะของหวาน เป็นเหมือนการล้างรสชาติที่ติดอยู่ในปาก การที่เราไม่บ้วนปากทำให้ต่อมรับรสชาติยังทำงาน ทำให้เรายังมีความอยากกินของหวานหรืออาหารอยู่ จึงรู้สึกเอนจอยอีตติ้งมาก นอกจากทำให้อ้วนยังอาจทำให้ฟันผุได้อีกด้วย

 

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496156

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

โดย…พุสดี

ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ได้ให้ความรู้ถึงการรับมือกับมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงไทยจำนวนมากยังเข้าใจผิดและละเลยเอาไว้

1.ต้องสังเกตตัวเองอยู่เสมอ สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ คลำเจอก้อนแข็งที่เต้านม มีความเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิว หรือมีสีเปลี่ยนแปลงที่เต้านม มีรอยบุ๋มของผิวหนังบริเวณเต้านม หัวนมบุ๋ม มีเลือดออกจากหัวนม เป็นต้น จึงควรสังเกตและตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือน

2.ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม อาทิ มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อยกว่า 40 ปี มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย กินยาคุมกำเนิด หรือยาฮอร์โมนทดแทนหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น คือกลุ่มที่ควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านม

3.ต้องดูแลตัวเองอยู่เสมอ ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายทุกวัน วันละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายจะทำให้การหลั่งของฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม

4.เลิกเข้าใจผิดว่าคนที่เสริมหน้าอกมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าคนทั่วไป เพราะจริงๆ แล้วยังมีความเสี่ยงเท่าๆ กัน แต่จะตรวจหามะเร็งเต้านมยากกว่าคนทั่วไปเท่านั้นเอง

5.โรคมะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายได้ และโอกาสกลับมาเป็นใหม่น้อยมาก หากว่าเจอในระยะต้นๆ การรักษามี 4 วิธีด้วยกัน ได้แก่ 1.การผ่าตัด เป็นวิธีที่ดีที่สุดในระยะต้นๆ โดยตัดเฉพาะส่วนที่มีเชื้อมะเร็งเท่านั้น 2.รักษาด้วยยาเคมี 3.ใช้การฉายแสง และ 4.รักษาทางชีวะ โดยการใช้ฮอร์โมน

 

“สมองเสื่อม” เยียวยาได้ด้วยความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2560 เวลา 15:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/496154

"สมองเสื่อม" เยียวยาได้ด้วยความรัก

โดย…พุสดี

ถึงแม้วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้า แต่โรคที่มากับวัยอย่าง “ภาวะสมองเสื่อม” ก็ยังเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามที่น่ากลัวสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาด

อ.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมการศึกษาและสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความรู้และวิธีรับมือกับภาวะดังกล่าวในงาน “พาราไดซ์ พาร์ค สูงวัยอย่างมีคุณภาพ” ว่าภาวะสมองเสื่อมเป็นความถดถอยในการทำงานของสมอง เกิดจากการสูญเสียเซลล์สมอง โดยเริ่มจากส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจึงลุกลามไปยังสมองส่วนอื่นอย่างช้าๆ บางครั้งอาจใช้เวลาถึง 10 ปี กว่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้

สาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อม ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ อายุที่มากขึ้น พันธุกรรม โรคประจำตัวต่างๆ ได้แก่ โรคของหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงการใช้ยาที่มีผลกดการทำงานของสมองในระยะเวลานาน

อาการที่เด่นชัดมากของภาวะสมองเสื่อม คือ หลงลืม ซึ่งไม่ใช่การขี้หลงขี้ลืมแบบเป็นนิสัย หรือเป็นไปตามความจำที่เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา แต่ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันถดถอยไป อาทิ เริ่มจำไม่ได้ว่าไปไหนมา หรือเมื่อสักครู่พูดว่าอะไร ในบางรายถ้าอาการหนักอาจถึงขั้นจำคนในครอบครัวไม่ได้ หรือลืมว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งนอกจากอาการหลงลืมแล้ว อาจจะส่งผลให้มีบุคลิกภาพเปลี่ยนเป็นก้าวร้าว หรือเงียบซึมได้”

“ถึงแม้ภาวะสมองเสื่อมจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ด้วยการดูแลสุขภาพ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการบริหารสมองและอารมณ์ให้มีความสมดุล ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม เล่นเกม เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ท่องเที่ยวพักผ่อน แต่ทั้งหมดนี้ต้องเกิดจากความพึงพอใจ ไม่ใช่ทำเพราะถูกสั่งให้ทำ

การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมให้ได้ผลดีที่สุด นอกจากการรักษาของแพทย์แล้ว การดูแลของคนใกล้ชิดให้ถูกต้องก็เป็นเรื่องจำเป็นไม่แพ้กัน เพราะภาวะสมองเสื่อมไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเฉพาะกับตัวผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อครอบครัวคนรอบข้าง โดยผู้ดูแลจะต้องทำความเข้าใจและยอมรับกับอาการ เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องความจำ การใช้ความคิด ไปถึงจนสูญเสียการควบคุมตัวเอง จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในการใช้ชีวิตประจำวันได้

นอกจากนี้ ยังต้องให้ความรัก มอบกำลังใจดีๆ ให้กับผู้ป่วย ขณะเดียวกันผู้ดูแลก็ต้องดูแลร่างกายและจิตใจของตัวเองด้วย เพราะอาจเกิดความเครียด หรือปัญหาด้านอารมณ์ หากรู้สึกเหนื่อยก็ควรหยุดพักให้ผู้อื่นมาดูแลแทน เมื่อสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วค่อยกลับมาดูแลใหม่ ด้วยสภาพอารมณ์และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วย ผู้ดูแลจึงควรเป็นคนใกล้ชิดในครอบครัวที่รู้จักและเข้าใจผู้ป่วยดี สามารถทำกิจกรรมร่วมกันกับผู้ป่วยได้ เพราะการดูแลด้วยความรักและความเข้าใจจากบุคคลในครอบครัวนั้น จะช่วยส่งเสริมภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

 

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495931

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย?

โดย…รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ในวันที่ 31 พ.ค.ที่จะถึงนี้ เป็นวันรณรงค์เลิกสูบบุหรี่ของคนทั้งโลก จึงจะขอพูดถึงเรื่องบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งทุกท่านคงทราบดีว่าบุหรี่หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบมีอันตรายต่อสุขภาพมากแค่ไหน โดยประมาณการกันว่าทุกปีมีผู้สูบบุหรี่ทั้งโลกเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ประมาณ 5 ล้านคน

สำหรับในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ต่อปีประมาณ 5 หมื่นคน ยังไม่รวมผู้ที่เจ็บป่วยและทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน

ที่จะคุยกันวันนี้ ไม่ใช่เรื่อง พ.ร.บ.บุหรี่ใหม่หรือเรื่องการหยุดสูบบุหรี่นะครับ แต่เป็นเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า (E-Cigarette) ที่ได้รับความสนใจกันในช่วงระยะหลังนี้ ซึ่งผู้อ่านจะเห็นว่ามีทั้งผู้ที่ต่อต้านว่าไม่ควรให้มีการใช้ในประเทศไทยและผู้ที่สนับสนุนอยากให้สามารถมีการใช้ได้ จนเชื่อว่าหลายท่านอาจเริ่มมีความสับสน

ผมจึงจะขอนำเสนอข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

บุหรี่ไฟฟ้า มีจุดกำเนิดจากจีนมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีหลักการคือมีอุปกรณ์ที่สามารถบรรจุของเหลว (E-Liquid) และมีส่วนที่ทำความร้อนให้ของเหลวเป็นไอระเหย (Atomizer) โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านลิเทียม

น้ำยานี้ส่วนมากมีส่วนผสมสำคัญ คือ Propylene Glycol ที่ทำให้เกิดไอระเหย (Vapor) ลักษณะคล้ายควันเมื่อโดนความร้อน (จึงมีการเรียกวิธีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าว่า Vaping) นิโคติน (มากกว่า 95% ของน้ำยาจะมีนิโคตินเป็นส่วนผสม) และสารปรุงรสและให้กลิ่น

การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ได้นิโคตินเข้าสู่ร่างกาย จึงเรียกบุหรี่ไฟฟ้าว่าเป็น Electronic Nicotine-Delivery Devices, ENDS พ.ร.บ.ควบคุมยาสูบฉบับใหม่ จึงได้ถือว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดหนึ่ง ต้องมีการควบคุมและขออนุญาตก่อนนำเข้าหรือจำหน่าย ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าจะกล่าวอ้างเสมอว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารพิษหรือสารก่อมะเร็ง และมีพิษน้อยกว่าบุหรี่ปกติ เป็นทางเลือกที่ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้มากขึ้น หรือได้รับพิษภัยจากบุหรี่ควันบุหรี่ลดลง จึงมีความพยายามเรียกร้องให้มีการขายได้อย่างเสรี

บุหรี่ไฟฟ้ามีพิษหรือไม่

ควันจากบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบด้วยไอจากสาร Propylene Glycol และมีการตรวจพบว่ามีสารจำพวกโลหะหนักบางหลายชนิดสูงกว่าควันบุหรี่ปกติ และสารนิโคตินที่มีอันตรายต่อภาวะหัวใจ หลอดเลือด และทำให้เกิดภาวะการเสพติด (ในบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิดมีปริมาณนิโคตินในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่ปกติอย่างมาก) และยังมีสารเคมีอื่นที่ผสมเพื่อปรุงแต่งกลิ่นรส ซึ่งยังไม่มีข้อมูลว่าสารเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพอย่างไรในผู้ที่เสพอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีข้อมูลในระยะยาวที่แสดงว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยหรือไม่

แม้ว่าควันจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารก่อให้เกิดมะเร็งและสารอื่นๆ เช่น น้ำมันดิน (Tars) น้อยกว่าควันบุหรี่ และน่าจะมีพิษต่อร่างกายน้อยกว่าควันบุหรี่ปกติที่เกิดจากการเผาไหม้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีพิษ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าย่อมมีโอกาสทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพขึ้นอย่างมากโดยไม่จำเป็น

บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เลิกสูบบุหรี่จริงๆ ได้หรือไม่ การผลิตบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยการเลิกสูบบุหรี่ ดังนั้นข้อมูลที่มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการช่วยเลิกสูบบุหรี่ (Smoking Cessation) โดยที่ผู้สูบมีจุดประสงค์ที่จะเลิกสูบและไม่ติดบุหรี่ไฟฟ้าด้วยนั้น จึงมีไม่มากและข้อมูลปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยให้ผู้สูบเลิกสูบได้มากขึ้นกว่าวิธีการช่วยให้ผู้สูบเลิกสูบบุหรี่ด้วยวิธีมาตรฐาน

ดังนั้น ในปัจจุบันผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ ควรปรึกษาคลินิกที่ช่วยการเลิกบุหรี่หรือโทรที่ Quit Line 1600

จากประสบการณ์ของผม ผู้ที่สูบบุหรี่แล้วใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ ส่วนน้อยมากที่ประสบความสำเร็จและมีผู้สูบส่วนหนึ่งที่กลับไปใช้บุหรี่ทั้งสองชนิดคู่กัน เนื่องจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้ผู้สูบมีตัวช่วยในการสูบบุหรี่ได้มากขึ้น เช่น อาจใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่ที่ห้ามสูบบุหรี่ได้สะดวกขึ้น

ถ้าผู้สูบบุหรี่ปกติหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน ในทางทฤษฎีอาจช่วยลดผลเสียจากการสูบบุหรี่ปกติลงได้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีผลอย่างไรต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลพียงพอและพบว่าผู้สูบส่วนหนึ่งจะหันมาใช้ทั้งบุหรี่ปกติและบุหรี่ไฟฟ้า

แต่ปัญหาที่สำคัญมากกว่าคือกลุ่มเป้าหมายในการขายบุหรี่ไฟฟ้า จะเน้นไปในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและสตรี หลักฐานในต่างประเทศพบว่า คนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน

ในสหรัฐพบว่าวัยรุ่นถึง 15% เคยใช้ E-Cigarette มาก่อน ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลเสียจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมาก และอาจเป็นการนำไปสู่การสูบบุหรี่จริงมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก เสนอให้แต่ละประเทศกำหนดนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์และความสามารถในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในแต่ละประเทศเพื่อป้องกันผู้สูบรายใหม่

จากข้อมูลในปัจจุบันผมมีความเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรให้มีการขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเสรี เราไม่ควรมีทางเลือกที่เป็นสารเสพติดให้กับประชาชน ถ้าต้องการใช้ในการเลิกบุหรี่ ควรใช้ในลักษณะที่เป็นยาช่วยในการเลิกบุหรี่คือมีการควบคุมที่เหมาะสมครับ

 

ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีเสี่ยงมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495769

ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีเสี่ยงมะเร็ง

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

ปัจจุบัน ชีวิตการทำงาน มีโอกาสเสี่ยงกับมลภาวะและสารพิษ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสารเคมี มีโอกาสสัมผัสสารก่อมะเร็ง ผ่านการสูดดมและสัมผัสทางผิวหนังแนะหลีกเลี่ยงด้วยการสวมชุดป้องกัน หรือปฏิบัติงานในที่อากาศถ่ายเท

ร.ต.นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และพิษวิทยา บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) เปิดเผยว่า ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารเคมีชนิดต่างๆ มีโอกาสสูงที่จะสัมผัสกับสารเมทธิล ไอโซบิวทิล คีโตน (MIBK) ที่มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมหวาน ติดไฟและระเหยเป็นไอได้ นิยมใช้เป็นตัวทำละลาย ได้แก่ การผลิตสี น้ำมันเคลือบเงา แล็กเกอร์ หมึก สีสเปรย์ กาว ไนโตรเซลลูโลส เทปแม่เหล็ก สารกึ่งตัวนำ และผลิตภัณฑ์อุดรอยรั่ว นอกจากนี้ยังใช้สำหรับการล้างคราบมันบนผิวโลหะ มีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็ง เนื่องจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้บรรจุสาร MIBK อยู่ในกลุ่มของสารที่อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

สำหรับผู้ที่ทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรม อาจสัมผัสสาร MIBK ได้ผ่านทางการสูดดมไอระเหย และการสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง ในกรณีที่สูดดมไอระเหยของ MIBK เข้าไป อาจทำให้มีอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และถ้าสูดดมในปริมาณที่มีความเข้มข้นสูง สารนี้จะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร เซื่องซึม จนกระทั่งนอนไม่หลับ หากสัมผัสโดยตรงทางผิวหนังหรือดวงตา จะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณที่สัมผัส และเป็นอันตรายต่อระบบประสาทรับความรู้สึกได้เช่นกัน  นอกจากนี้ยังทำให้ตับโตได้อีกด้วย

ข้อแนะนำหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่ชุดป้องกัน และสวมอุปกรณ์ปกป้องดวงตา หลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหย ใช้สารดังกล่าวเฉพาะภายนอกอาคารหรือในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ล้างมือทุกครั้งหลังจากปฏิบัติงานกับสารดังกล่าว หากสัมผัสให้รีบล้างออกด้วยน้ำทันที ถ้ารู้สึกผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์โดยทันที

สำหรับการตรวจวิเคราะห์การสัมผัส MIBK ทางห้องปฏิบัติการนั้น องค์กรนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐแห่งอเมริกา (ACGIH) ได้กำหนด ดัชนีชี้วัดการสัมผัสทางชีวภาพ (BEI) และค่าอ้างอิงสำหรับการตรวจประเมินการสัมผัส MIBK (ค.ศ. 2017) ไว้ดังนี้ Methyl Isobutyl Ketone ในปัสสาวะหลังเลิกกะ (End of Shift) = 1 mg/L โดยห้องปฏิบัติการทางพิษวิทยา  (Toxicology)  ของ N Health พร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์สาร Methyl Isobutyl Ketone (MIBK) ในปัสสาวะ (BEI of MIBK Exposure) ด้วยเทคนิค Gas Chromatography-Mass Spectrometry with Headspace Sampler (HS-GC-MS) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ให้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสูงและน่าเชื่อถือ

 

 

Half Lotus Tree Pose (Ardha Padmasana Vrksasana)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495768

Half Lotus Tree Pose (Ardha Padmasana Vrksasana)

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ช่วยเปิดสะโพกไปพร้อมๆ กับการทรงตัว พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นที่ข้อเท้าและหัวเข่า รวมทั้งยังสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าท้องอีกด้วย (Oblique Muscles)

การฝึกท่านี้ให้ดี ให้เริ่มไล่พลังงานจากฝ่าเท้า เพราะเท้าสัมผัสพื้นโลก จึงเป็นฐานในท่าอาสนะยืน พลังงานจะไล่จากรากฐานฝ่าเท้าขึ้นมาสู่กระโหลกศีรษะ กระจายน้ำหนักลงส้นเท้า จมูกเท้าฝั่งนิ้วโป้ง ไล่ไปจนถึงจมูกเท้าฝั่งนิ้วก้อย เราจะรู้สึกถึงความมั่นคง และสามารถค้างท่าอาสนะได้อย่างสมดุล

วิธีปฎิบัติ

1.เริ่มต้นด้วยท่าภูเขา ไล่จากฝ่าเท้าสู่ด้านบน เก็บหางแต่พอดี (มูลพันธะ) ซี่โครงยืด หน้าอกเปิด ไหล่ตกไปด้านหลัง มือวางข้างลำตัวให้สบาย ตำแหน่งศีรษะอยู่ตามแนวตรงแบบสมดุลกับกระดูกต้นคอ

2.หายใจเข้า ยกขาซ้ายขึ้นมา ยกจากข้อต่อสะโพก กระดูกปลายนิ้วเท้า ใช้มือประคองขา

3.หายใจออก ใช้มือขวาประคองฝ่าเท้า มือซ้ายประคองต้นขา

4.หายใจเข้า นำขาซ้ายขึ้นมาวางที่ต้นขาขวาเพื่อเข้าท่าในท่าครึ่งดอกบัว

5.หายใจออก กดหัวเข่าซ้ายลง แล้วปล่อยมือซ้ายออกวางที่ต้นขาส่วนมือขวายังคงจับฝ่าเท้าไว้

6.หายใจเข้ายกมือซ้ายขึ้นแนบใบหู

7.หายใจออก ส่งมือขวาขึ้นมาระดับไหล่ วาดแขนซ้าย เหนือศีรษะ หันหน้าไปทางด้านขวา จากนั้น ค้างท่า ทรงตัวประมาณ 5 ลมหายใจ ไปจนถึง 1 นาที จากนั้นค่อยๆ ลดขาลง คลายท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง

*นักเรียนสามารถออกแบบแขน ได้อย่างอิสระ หรือจะทำปางมือ (Hand Mudra) แบบไหนก็ได้*

 

เซิร์ฟเซตไทยแลนด์ เครื่องเล่นสร้างซิกซ์แพ็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/495765

เซิร์ฟเซตไทยแลนด์ เครื่องเล่นสร้างซิกซ์แพ็ก

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : เซิร์ฟเซตไทยแลนด์/ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 ลึกเข้าไปในซอยสุขุมวิท 49 ห้องออกกำลังกายเล็กๆ ในอาคารพิมาน 49 ไม่ไกลจากบีทีเอสทองหล่อมากนัก เป็นที่ตั้งของสถานที่ออกกำลังกายสุดชิกอย่างเซิร์ฟเซต (Surfset) การออกกำลังกายแนวใหม่ที่ช่วยให้ได้ออกกำลังกายในแบบที่ไม่เหมือนใคร และน้อยนักที่จะทำได้เหมือนกับการเล่น “เซิร์ฟเซต”

เซิร์ฟเซต พัฒนามาจากกีฬาเซิร์ฟบอร์ด ที่ช่วยให้ร่างกายได้พัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางเพื่อเสริมความสามารถในการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ เพราะการที่มีกล้ามเนื้อแกนกลางที่แข็งแรง จะช่วยให้มีบาลานซ์ในการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ได้ดีขึ้น แต่ถ้าจะให้ขึ้นไปยืนเล่นเฉยๆ คงไม่สนุก ทางเซิร์ฟเซต ไทยแลนด์ จึงพัฒนาคลาสการออกกำลังกายสุดคูลที่ช่วยละลายไขมันได้อย่างดีเยี่ยม

แค่ขึ้นไปยืนเฉยๆ ใครๆ ก็ทำได้ แต่พอลองออกท่าทางแค่ย่อขาลงเท่านั้นล่ะ ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าจะล้มเสียให้ได้ ไม่ใช่เพราะว่าไม่ได้ฝึกทรงตัวมา แต่เพราะกล้ามเนื้อแกนกลาง โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องและรอบเอวนั้นไม่แข็งแรงพอ ก็คงเป็นอย่างที่ว่า เพราะจับมาก็มีแต่ชั้นไขมันหนาเตอะ

 การเล่นเซิร์ฟเซตจะใช้อุปกรณ์คือ เครื่องเซิร์ฟเซต เป็นเซิร์ฟบอร์ดที่ตั้งอยู่บนลูกบอล 3 ลูก รัดด้วยเชือกอย่างดีมีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก เมื่อยืนบนนี้จะให้ความรู้สึกคล้ายกับการเล่นเซิร์ฟบอร์ด แต่ครูฝึกก็แนะนำว่าให้ความรู้สึกคล้ายกันก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นตรงนี้แล้วจะไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดได้เลย เพราะเวลาออกทะเลจริงๆ จะมีแรงลม แรงคลื่นเป็นตัวแปรสำคัญ ไม่เหมือนกับบอร์ดที่อยู่บนพื้นนิ่งๆ

แต่ถ้าจะเล่นเพื่อเสริมความแข็งแรงในการเล่นเซิร์ฟบอร์ด หรือเล่นกีฬาอื่นๆ อันนี้ตอบโจทย์มาก รับรองว่านอกจากจะได้ทักษะการทรงตัวที่ดีแล้ว ยังได้ในเรื่องของซิกซ์แพ็กมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกด้วย เพราะการเล่นยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่เสริมในการเล่น เช่น เชือก ดัมเบล และอื่นๆ เข้ามาช่วยทำให้การเล่นเซิร์ฟเซตมีความหลากหลายมากขึ้น

โดยแบ่งสิ่งที่จะได้จากการเล่นเซิร์ฟเซตก็คือเรื่องของบาลานซ์ เป็นการฝึกการทรงตัวบนบอร์ดซึ่งส่งผลโดยตรงกับการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย ช่วยควบคุมเรื่องการทรงตัว ต่อมาคือการเบิร์น ในการเล่นเซิร์ฟเซตต่อครั้งประมาณ 1 ชั่วโมง ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรีสูงถึง 500-900 แคลอรี

 การเบลนด์ ระหว่างการเล่นอาจจะได้ฝึกโยคะ จากที่คิดว่าเจ๋ง เมื่อมาอยู่บนนี้รับรองว่าไปไม่เป็นสักราย และสุดท้ายคือบิวด์ การเล่นเซิร์ฟเซตก็เหมือนกับการออกกำลังกายแบบอื่นๆ เล่นแล้วหุ่นดีกระชับแบบชิลๆ แถมยังรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่า เพราะมีความสนุกปนฮาเข้ามาระหว่างการเล่นเสมอ

ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.surfsetthailand.com

 

 

โอกาสเป็นงูสวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2560 เวลา 12:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/494814

โอกาสเป็นงูสวัด

โดย…ศ.นพ.ดร.ประวิตร อัศวานนท์ หัวหน้าสาขาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ช่วงนี้มีหลายคนมาปรึกษา หรือเล่าให้ฟังว่าคนนั้นคนนี้เป็น “งูสวัด”

แล้วก็มีคำถามว่าเป็นโรคติดต่อหรือไม่ เป็นแล้วเป็นซ้ำได้ไหม หรือคำถามยอดฮิตว่า ถ้ามันพันรอบตัวจะตายหรือไม่

เลยขอถือโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้ฟังกันสักหน่อยนะครับ

งูสวัด (Herpes Zoster) (ไม่ใช่สวัสดิ์ นะครับ) เป็นโรคที่มีมานานแล้ว เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใสหรือสุกใสตอนเราเด็กๆ นั่นละครับ (Varicella Zoster Virus)

พอเราเป็นสุกใส ถึงแม้ผื่นจะหายหมดแล้ว แต่เชื้อโรคสุกใสนี้จะยังซ่อนอยู่ในตัวเรานะครับ ปกติเชื้อจะซ่อนอยู่ใน “ปมประสาท” ของเรา อยู่เฉยๆ ไม่ทำอันตราย ไม่มีอาการผิดปกติและไม่สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นได้

การที่เชื้อโรคสุกใสอยู่เฉยๆ ได้ ก็เพราะภูมิต้านทานของเราควบคุมเขาอยู่ แต่พอเราอายุมากขึ้นภูมิต้านทานเกิดลดลง ไม่ได้แปลว่าเราเป็นเอดส์หรือภูมิคุ้มกันหายไปถึงจะเป็นโรคนี้ได้นะครับ แต่หมายถึงภูมิเฉพาะที่เอาไว้ต้านเชื้อนี้เกิดลดลง เชื้อก็จะออกมาทางเส้นประสาท

แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันลดลงหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ก็มีโอกาสจะเกิดภาวะนี้มากขึ้น เส้นประสาทคนเรานั้นซ้ายก็ชุดหนึ่ง ขวาก็ชุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาเชื้อออกมาจนถึงปลายประสาท ก็เลยมีลักษณะเป็นแถบๆ เป็นแนวๆ เห็นเป็นผื่น เป็นตุ่มน้ำใสๆ ข้างซ้ายหรือขวา ตามแนวของเส้นประสาท (Dermatome) โดยไม่ข้ามแนวกลางลำตัว เพราะฉะนั้นข่าวลือ (ของคนไทย) ว่าผื่นจะพันรอบตัว เพราะมีชื่อว่า “งู” นั้นจึงเป็นไปไม่ได้นะครับ

คราวนี้ความยากในการวินิจฉัยก่อนจะเห็นผื่น ก็คือระหว่างเชื้อโรคกำลังเดินทางออกจาก “ปม” ประสาท มาตามเส้นประสาทจนมาถึงผิวหนังนั้นน่ะ หลายๆ ท่านก็จะมีอาการปวดโดยยังไม่มีผื่น เพราะฉะนั้นถึงได้ยินกันบ่อยๆ  ว่าบางท่านปวดเหมือนปวดฟันมาก่อน ปวดท้องมาก่อน (จนไปโดนผ่าไส้ติ่งมาก็มี) หรือปวดคอต้องไปดึงคอ

ต่อมามีผื่นขึ้นถึงได้รู้ว่า อ๋อ…อาการทั้งหมดนั้นมาจากงูสวัดนั่นเอง โดยอาการปวดนี้มักมีอาการนำมาก่อนที่จะมีผื่นขึ้นหลายๆ วันได้ หลังจากนั้นก็จะมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้น ซึ่งมักจะคงอยู่ประมาณ 5-7 วันครับ โดยงูสวัดนั้นเป็นแล้วหายเองนะครับ พอภูมิเราเริ่มกลับขึ้นมาจนคุมเขาได้ เขาก็จะแห้งไป แล้วตกสะเก็ดจนหายไปภายในเวลา 2-4 สัปดาห์

ข้อดี คือ มักจะไม่ค่อยเป็นซ้ำอีก ไม่เหมือนเริม ซึ่งเกิดจากไวรัสญาติๆ กัน บางท่านอาจเป็นซ้ำได้สักครั้งหนึ่ง แต่เป็น 3-4 รอบนี้ค่อนข้างพบน้อยมากครับ ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันไม่ดี อาจมีภาวะที่มีการติดเชื้อกระจายไปทั่วร่างกายได้ โดยจะพบว่ามีการกระจายของผื่นออกไปยังส่วนอื่นๆ และอาจพบที่ร่างกายอีกด้านได้

ปัญหาสำคัญของงูสวัดก็คือ ถ้าเป็นตอนอายุมากๆ ถึงแม้ผื่นหายแล้วก็ยังมีอาการปวดแปลบๆ คล้ายๆ ไฟชอร์ตได้อีกหลายเดือน (Post Herpetic Neuralgia) แต่ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามเวลา และหายสนิทในที่สุดนะครับ

งูสวัดนี่ติดต่อไม่ง่ายเหมือนสุกใสนะครับ ถึงแม้จะเกิดจากเชื้อตัวเดียวกัน เพราะเชื้อจะอยู่ในตุ่มน้ำเท่านั้น ไม่เหมือนตอนเป็นสุกใสซึ่งเชื้ออยู่ในเลือด และบรรดาน้ำมูก น้ำลายทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเลยติดต่อได้ง่ายครับ

แต่ถ้าผู้ที่ไม่เคยเป็นสุกใสมาก่อนและไม่เคยได้รับ Vaccine ป้องกันโรคสุกใสและมาสัมผัสกับผิวหนังที่มีแผลของผู้ป่วยงูสวัด ก็มีโอกาสป่วยเป็นโรคสุกใสได้ครับ

ประการสุดท้าย งูสวัดส่วนมากขึ้นเฉพาะที่ผิวหนัง แต่ถ้าขึ้นใกล้ตา หรือแถวๆ หู ต้องระวังนะครับ เพราะเข้าตาทำให้ตาบอด หรือเข้าประสาทหูก็ได้ครับ ควรต้องรีบปรึกษาแพทย์ครับ

การรักษาโรคงูสวัด จะประกอบด้วยการรักษาตามอาการคือการใช้ยาแก้ปวด ส่วนการใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน จะสามารถช่วยลดระยะ

เวลาที่มีผื่น และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ และอาจลดโอกาสเกิดอาการปวดหลังที่แผลหายได้ โดยต้องให้ยาภายในเวลา 72 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น โดยควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำว่าควรใช้ยาต้านไวรัสหรือไม่

ปัจจุบันนี้มีวัคซีนที่สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคงูสวัดได้ (Herpes Zoster Vaccine) โดยพบว่าจะสามารถลดโอกาสเกิดงูสวัดลงได้ประมาณ 50% ถ้าฉีดในผู้สูงอายุ (ไม่สามารถป้องกันได้ 100% นะครับ) มีคำแนะนำให้สามารถฉีด Vaccine นี้ในผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป โดยฉีด 1 ครั้ง และไม่จำเป็นต้องมีการฉีดเพื่อกระตุ้นอีกครับ