ณพน เจนธรรมนุกูล หนุ่มผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481908

ณพน เจนธรรมนุกูล หนุ่มผู้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ   เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มหน้าใสวัย 30 ปี รูปร่างสูงโปร่ง มีรอยยิ้มเขินอายระบายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา เขาออกตัวว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับสื่อสักเท่าไหร่ แทบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์อะไรอย่างเป็นทางการแบบนี้เลย แถมรีบออกตัวว่าพูดไม่ค่อยเก่งอีกด้วย แต่บนความเรียบง่ายน้อยๆ แต่งดงามของเขามันช่างน่าเอ็นดู ทำให้การสัมภาษณ์ในเวลา 1 ชั่วโมงจบไปด้วยดี แบบอบอุ่นสบายใจไม่กดดันทั้งคนถามและคนตอบ

ปอย-ณพน เจนธรรมนุกูล ผู้จัดการทั่วไปสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท สัมมากร ทางด้านการศึกษานั้น เขาจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการบริหาร ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานกว่า 5 ปี ที่ Investment Banking-Bualuang Securities และ Business Development-Rayong Purifier

หลังจากจบการศึกษาเขาได้เริ่มงานทางด้านการเงิน โดยทำงานเป็นวาณิชธนกิจอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงนานถึง 5 ปี ก่อนที่คุณพ่อจะชวนให้มาช่วยงานของธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นธุรกิจทางด้านโรงกลั่นน้ำมันคือ บริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“คือทางครอบครัวของผมมองว่า ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมันถึงจุดอิ่มตัวแล้วอัตราการเติบโตอาจจะช้าๆ ลงในช่วงนี้ เราก็เลยมองหาธุรกิจใหม่ๆ เป็นการขยายไลน์ธุรกิจจากเดิมที่เราเคยทำมา โดยเรามองหาธุรกิจที่น่าสนใจมีอัตราการเติบโตที่ดี เราก็เลยมาซื้อหุ้นส่วนหนึ่งจากบริษัท สัมมากร เพราะในเรื่องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เขามีความเชี่ยวชาญอยู่มาก” เขาเล่าให้ฟังถึงการเข้ามานั่งทำงานในตำแหน่งล่าสุด

เขาเล่าต่อไปว่า หลังจากที่ทางครอบครัวเข้ามาซื้อหุ้นแล้ว เขาก็เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่บริษัท สัมมากร สักพักใหญ่แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นมาเป็นผู้จัดการมาดูแลรับผิดชอบงานทางด้านพัฒนาธุรกิจ ดูงานทางด้านพัฒนาโครงการ โดยการพัฒนาโครงการของบริษัทนั้นมีทั้งแบบที่มีที่เดิมอยู่ก่อน หรือซื้อที่ไว้แล้วค่อยมาคิดพัฒนาทีหลัง และแบบที่มีโครงการจะพัฒนามีรูปแบบแล้วค่อยไปหาที่ที่เหมาะสมเข้ามาสวมโครงการ

 

“คือพิจารณาตามความเหมาะสม ความลงตัวเป็นกรณีไป บางทีไปเจอที่ที่น่าสนใจและไม่แพงมากเราอาจจะซื้อที่เก็บไว้ก่อนแล้วค่อยคิดรูปแบบโครงการเข้ามา ซึ่งแบบนี้จะมีน้อยเพราะเราไม่กล้าที่จะซื้อที่เก็บไว้มันทำให้เงินจม ส่วนใหญ่คือคิดโครงการให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปตามหาที่ที่เหมาะสมเข้ามาสวม ซึ่งแบบนี้เราจะทำบ่อยกว่าไม่เอาเงินไปจมกับที่ดินมากเกินไป เพราะหากว่าเราซื้อที่ล่วงหน้าเอาไว้นานๆ การมีแลนด์แบงก์ที่มากและนานเกินไป ทำให้คาดการณ์ยากกว่า เช่น คาดการณ์ว่าอีก 5 ปี รถไฟฟ้าจะมา แต่พอถึงเวลารถไฟฟ้ายังไม่มาหรือมาล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้แผนงานมีความเสียหายและล่าช้าเกินไป จะทำแล้วค่อยซื้อดีกว่าแม้ที่ดินอาจจะแพงขึ้นไปตามยุคสมัยแต่ก็ป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่าคือ รถไฟฟ้ามาแน่ ทางด่วนผ่านแน่ เราไม่ต้องไปปรับแผนมาก” เขาเล่าให้ฟัง

ณพน ยังเล่าถึงแผนงานระยะสั้นของปีนี้ให้ฟังว่า ในปี 2560 ทางบริษัท สัมมากร จะทำโครงการใหม่ประมาณ 3 โครงการ คือ ทาวน์โฮม 2 ชั้น โฮมออฟฟิศและทาวน์โฮมขนาดใหญ่ โดยจะดูแลทางด้านพัฒนาธุรกิจ ดูพื้นที่เช่า และการตลาด

เขากล่าวว่า จากเดิมที่สัมมากรจะถนัดบ้านเดี่ยว ตอนนี้ทางบริษัทจะเริ่มมาทำทาวน์โฮมมากขึ้น โดยมาเล่นตลาดทาวน์โฮมที่พื้นที่จะเริ่มเล็กลง เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่บ้านจะเล็กลงทุกปี เพราะครอบครัวเริ่มมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ครอบครัวรุ่นใหม่มีลูกเพียงคนเดียว บางคู่แต่งงานก็ไม่พร้อมจะมีลูก แล้วก็ไม่ได้อยากอยู่คอนโด เขาก็เลือกที่จะมาอยู่ทาวน์โฮมแทน เพราะคอนโดสมัยนี้แม้ไม่ได้อยู่กลางเมืองหรือเกาะแนวรถไฟฟ้ามากนักราคาก็ 3 ล้านกว่า ทาวน์โฮมก็ 3 ล้านกว่า เขาเลือกบ้านที่มีที่ดินมีบริเวณ

 

“ถือว่าเป็นการแตกไลน์ธุรกิจของสัมมากรที่มาจับตลาดเล็กลง เพื่อให้ครบวงจรและก็อาจจะมาจับตลาดกลุ่มคอนโดมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ทำมาเพียงโครงการเดียว เพราะที่ผ่านมาเราจับบ้านเดี่ยวเป็นหลัก โดยคอนโดก็พยายามจะเข้ามาในเมืองมากขึ้น คาดว่าปีนี้หรือต้นปีหน้าเราจะมีโครงการที่ซอยอารีย์ขนาด 100 ห้อง เป็นคอนโดแบบโลว์ไรส์สูง 8 ชั้น แต่เราจะไม่บุกคอนโดมากนักเพราะคิดว่าตลาดน่าจะเต็มแล้วเราทำเพื่อให้ครบวงจรของทุกตลาด และเลือกทำเลที่มั่นใจว่ายังมีศักยภาพที่ดีอยู่ แต่พวกบ้านเดี่ยวตลาดแนวราบยังพอไปได้อยู่ ส่วนตลาดที่เราคิดว่าน่าสนใจจริงน่าจะเป็นพวกทาวน์โฮมระดับไฮเอนด์ขนาด 1 ไร่ มี 20 ตึกแบบนี้ แบบจิ๋วแต่แจ๋วเพราะพื้นที่ขนาดนี้ในเมืองยังพอหาได้และตลาดยังพอมีกำลังซื้ออยู่” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

ณพน กล่าวต่อไปว่า การเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของเขาที่นี่ จะพยายามปรับรูปลักษณ์ของโครงการหมู่บ้านสัมมากรให้ออกแบบมาทันสมัยขึ้น เพราะที่ผ่านมาลูกค้าของสัมมากรจะเป็นวัยผู้ใหญ่ เขาอยากได้ลูกค้าในกลุ่มคนวัยทำงานระดับกลางๆ เพราะจุดแข็งของสัมมากรคือคุณภาพดีแต่ราคาถูกกว่าของแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้วเพียงแต่กลุ่มเป้าหมายสูงวัยไปนิด เราจะขยายตลาดมายังลูกค้าที่อ่อนวัยมากขึ้นจากเดิมลูกค้าวัย 50 ก็ขอขยายมาที่ตลาดวัย 30 มากยิ่งขึ้น ซึ่งพยายามจะรีแบรนด์ให้มีความทันสมัย

ทางด้านหลักการทำงานของเขานั้น หลังจากที่ทำงานมาเกือบ 10 ปี เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษเพียงแต่ต้องพยายามเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีและความรู้นั้นมีเรื่องราวใหม่ๆเข้ามาทุกวัน ถ้าหยุดเปิดรับสิ่งใหม่ก็จะกลายเป็นคนล้าหลังไปโดยปริยาย ต้องทำตัวแอ็กทีฟอยู่เสมอ อย่าเฉื่อยชา โชคดีที่เขาทำงานทางด้านการเงินมาก่อน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เลยทำให้เขาเป็นคนแอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลา

 

พอเปลี่ยนสายงานมาทำด้านอสังหาริมทรัพย์ก็มีการปรับตัวบ้าง เพราะองค์กรการเงินกับอสังหาริมทรัพย์มีความแตกต่างกันพอสมควร เขาจึงต้องเรียนรู้งานแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอการปรับตัวก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ยิ่งการเข้าไปในองค์กรใหม่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงอย่างอ่อนโยนและประนีประนอม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขององค์กรเป็นสำคัญ

เขาบอกว่าการทำงานทุกอย่างต้องเจออุปสรรคปัญหามากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอปัญหาเขาก็จะพยายามคิดบวกเข้าไว้ แล้วค่อยๆ มาแก้ปัญหาทีละเรื่องๆ แต่โชคดีว่าโดยส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนใจเย็นและเป็นคนมีเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ ทุกอย่างจึงไม่มีอะไรเลวร้ายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ แม้ว่าจะทำงานหนักมากในช่วงนี้ แต่เขาก็พยายามแบ่งเวลาในการไปออกกำลังกายตอนเช้าเกือบทุกวันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง โดยเขาจะเข้าฟิตเนสสลับกับชกมวย

นอกจากนั้น เขามีงานอดิเรกในการอ่านหนังสือและสะสมหนังสือหลายประเภท หนังสือที่เขาชอบอ่านจะเป็นแนววิทยาศาสตร์ของไมเคิล ลูวิส หรือนิยายของมุราคามิ งานอดิเรกอีกอย่างที่เขาชื่นชอบคือ การเดินทางท่องเที่ยวแนวธรรมชาติลุยหน่อยแบบเดินป่า ปีนเขา เขาจะมีกลุ่มเพื่อนๆ ที่ไปปีนเขาด้วยกันที่มาเลเซียระดับ 4,000 เมตร พร้อมถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกอีกอย่างที่ทำอยู่อย่างต่อเนื่อง

อดถามถึงคำถามสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการสัมภาษณ์ไม่ได้ว่า โสดหรือไม่ เขาตอบพร้อมรอยยิ้มว่ายังโสด อุ๊ย… ต้องถามต่อในทันที…แล้วสเปกสาวเป็นอย่างไร เขาตอบมาแบบกว้างๆ ว่าชอบสาวๆ ที่แลดูใจดีและมีอารมณ์ขัน

“ที่สำคัญต้องเรียบร้อยนะครับ” สาวเปรี้ยวๆ นั้นไม่ใช่สเปกของเขา!!

 

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จากเด็กลอกหนังสือสู่นักผลิตคอนเทนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481761

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จากเด็กลอกหนังสือสู่นักผลิตคอนเทนต์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพราะเชื่อในพลังของข้อมูลข่าวสาร ตุ๊ก-วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม จึงยึดอาชีพ “นักผลิตข้อมูล” มาตลอดชีวิตผ่านสื่อหลายประเภททั้งวิทยุ หนังสือเล่ม นิตยสาร โดยเริ่มจากเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในกองบรรณาธิการ กระทั่งประสบการณ์ทำให้เธอได้รับโอกาสรับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่นำพา “อะเดย์ บูเลติน” (a day BULLETIN) ออกจากฝั่งไปสู่มหาสมุทรสีฟ้ากับตำแหน่งบรรณาธิการบริหารที่ต้องหาทิศทางและจุดหมายปลายทางของการเดินเรือ

เธอเพิ่งทิ้งทวนหน้าที่เดิมมาสู่ตำแหน่ง “บรรณาธิการอำนวยการ” ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการมาของพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มบริษัทแม่ อะเดย์ โพเอทส์ อย่างรุนแรงและเสียหาย แต่เข็มทิศของอะเดย์ บูเลติน ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

“รู้ตัวว่าชอบงานนิตยสาร เพราะชอบเล่าเรื่อง ชอบสัมภาษณ์คน” วิไลรัตน์เริ่มเล่าถึงเส้นทางในวงการกระดาษ “คนในวงการสื่อทุกคนต่างต้องไล่ตามสื่อใหม่ หรือวิธีการผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะใช้สายตามองหาประเด็นและเลือกที่จะนำเสนออย่างไรนี่ต่างหากคือสิ่งสำคัญ เพราะเราเชื่อในพลังของการซีเล็คและความครีเอทประเด็นขึ้นมาในกรอบของนิตยสารเพื่อตีแผ่ประเด็นเหล่านั้น”

 

จากตำแหน่งนักเขียนในกองบรรณาธิการ ขยับตัวขึ้นไปสู่ตำแหน่งรองบรรณาธิการได้ในก้าวเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากสำหรับคนที่ไม่คิดจะอยู่เฉย ความคิดที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไปเธอจึงปักธงชัยไว้ชัดเจนตั้งแต่ค้นพบตัวตน

“เราสามารถเป็นบรรณาธิการ ถ้ามีความตั้งใจเราก็จะพัฒนาตัวเองไปสู่จุดนั้นได้เร็ว ทั้งพัฒนาความรู้ พัฒนาฝีมือการทำงาน พัฒนาทัศนคติ เพื่อพุ่งเป้าไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของนิตยสาร ถึงแม้ว่ามันจะเป็นนิตยสารแจกฟรี แต่ถ้าเราเลือกเนื้อหา เลือกคนสัมภาษณ์ และเลือกดีไซน์ มันก็จะเป็นหนังสือที่คนอยากเก็บ สุดท้ายแล้วคุณค่ามันเป็นคนละเรื่องกับมูลค่า แม้บนปกจะเขียนว่าฟรี แต่คุณค่ามีมากกว่านั้น”

ทุกวันนี้คนยังต้องการเสพข้อมูลที่ดีและฟรี ทั้งที่ของฟรีในอินเทอร์เน็ตก็มีมาก แต่ความเร็วในโลกออนไลน์ก็ทำให้ทุกอย่างหายวับไปและไม่สามารถจับต้องได้เช่นกัน

 

“ต้นทุนของเราคือกระดาษ ดังนั้น การเลือกเรื่องดีไซน์ รูปภาพ ทุกอย่างต้องถูกคัดเลือกมาแล้วทั้งนั้น ต้องผ่านกระบวนการคิดของคนหลายคน ต้องผ่านกระบวนการที่เนี้ยบและต้องทำทุกอย่างให้ผิดพลาดน้อยที่สุด นิตยสารจึงเสมือนเพื่อนที่รู้จักกันมานาน แกต้องมีอะไรดีๆ มาเล่าให้ฟังแน่ๆ”

ไม่ว่าอนาคตทิศทางของสื่อจะเป็นอย่างไร วิไลรัตน์ก็ยังอยากผลิตข้อมูล เพราะรักในการเขียน การอ่าน และการสำรวจชีวิตผู้คน ซึ่งอีกบทบาทของอาชีพบรรณาธิการก็คือ นักเขียน อย่างหนังสือเรื่อง Only Time Will Tell ที่ได้รวบรวมบทบรรณาธิการในอะเดย์ บูเลติน ไว้ โดยมีธีมใหญ่เกี่ยวกับเวลา

“พอโตขึ้นๆ เรารู้สึกเรื่องเวลาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คำถามที่เราตั้งในวันนี้เราอาจยังตอบไม่ได้ หรือยังไม่รู้คำถาม เวลาจะบอกเราเอง และใช้ได้กับทุกเรื่อง อย่างย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ทุกคนตั้งคำถามว่าฟรีก๊อบปี้จะทำได้จริงเหรอ วันนี้ก็ตอบได้แล้ว” ผลงานชิ้นก่อนๆ มีทั้งเรื่อง If you Care Enough, Everybody hurts และ Lonely Me, Lonely You

 

เวลายังพิสูจน์ด้วยว่า เด็กที่ไม่มีเงินจะซื้อหนังสือในวันนั้น สามารถเป็นคนทำหนังสือเป็นร้อยๆ เล่มได้ในวันนี้ ในวัยเด็กว่า เธอเคยยืมหนังสือเพื่อนมาลอกด้วยมือตัวเองทุกคำ เพราะไม่มีเงินแม้แต่จะถ่ายเอกสาร

“ถ้าเราจะเอาชนะ ทุกอย่างก็สามารถเป็นไปได้ ตอนเด็กๆ ซื้อกระดาษฟุลสแก๊ปกับปากกามานั่งเขียนเรื่องส่งไปตามสำนักพิมพ์ หรือแปลหนังสือภาษาอังกฤษ โดยเขียนใส่กระดาษแล้วให้เขาไปพิมพ์อีกที หาเงินจากการเขียนมาตลอดจนส่งตัวเองเรียนจบ ดังนั้น ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วมันไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาขวางได้”

ฝันอยากเป็นแล้วได้เป็น และได้เป็นในจุดสูงสุดของสายอาชีพคนทำนิตยสาร บางคนอาจรู้สึกอิ่มตัว แต่สำหรับวิไลรัตน์เธอยังรู้สึกมีไฟที่จะทำต่อไปไม่รู้จบ “อาการหมดไฟจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ เรายังสนุกกับงานที่ยังได้ต้องสื่อสาร สนุกกับการเขียนเล่าเรื่องอยู่เสมอ แต่ช่วงไหนที่เหนื่อยและเนือยมาก ก็แค่พัก ไปเดินทาง ออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ บ้าง มันจะเปลี่ยนพลังงานเรา”

ประสบการณ์ชีวิตสอนให้รู้ว่า ความเหนื่อยคือด่านแรกที่ต้องผ่าน ความตั้งใจคือด่านต่อด่านที่ต้องมี และความสุขีคือด่านสุดท้ายที่จะได้รับ ซึ่งจะสุขอย่างเดียวไม่ได้ แต่จำเป็นต้องหาความท้าทายและความรู้สึกใหม่ให้ชีวิตมีเป้าหมายเสมอด้วย

 

ธัญญลักษณ์-ธัญญรส ภูริปรัชญา เราเติมเต็ม ซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481519

ธัญญลักษณ์-ธัญญรส ภูริปรัชญา เราเติมเต็ม ซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เธอเป็น 2 สาวสวยคู่แฝด ที่มาช่วยกันทำธุรกิจจิวเวลรี่ที่สืบทอดธุรกิจเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากคุณแม่ของเธอที่เป็นผู้ริเริ่มมาก่อนและทำตลาดเฉพาะในประเทศ แต่พอมาถึงยุคของ 2 สาว เธอก็มาทำตลาดส่งออกและมีแบรนด์เป็นของตัวเอง

แอม-ธัญญรส แฝดผู้พี่ และโอ๊ต-ธัญญลักษณ์ แฝดผู้น้อง จากตระกูลภูริปรัชญา ทั้งคู่อายุ 37 ปี แอมแฝดพี่นั้นจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทางด้านเคมี แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านบริหาร ส่วนโอ๊ตแฝดน้องจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษทางด้านเดียวกัน

ทั้งคู่เกิดห่างกัน 6 นาที แอม เล่าว่า ตอนที่คุณแม่ท่านตั้งครรภ์พวกเธอ ตอนแรกท่านไม่ทราบว่าได้ลูกแฝด เพราะอัลตราซาวด์แล้วก็ไม่เห็นเพราะบังกันไว้มิด จนกระทั่งก่อนคลอดไม่กี่อาทิตย์ถึงมาทราบว่าได้ลูกแฝด

เธอทั้งคู่ตั้งแต่เล็กจนโตนั้น แทบจะไม่เคยแยกกันเลยตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นมัธยมฯ ปลาย เรียนโรงเรียนเดียวกันมาตลอด มาแยกกันครั้งเดียวตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่พี่สาวเอนท์ฯ ติดจุฬาฯ ส่วนน้องสาวเอนท์ฯ ติดเกษตรฯ พอจบปริญญาตรีไปต่อปริญญาโท ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ และมาแยกกันอีกครั้งตอนที่ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเอง

แอม เล่าว่า เดิมแม่ของเธอทำจิวเวลรี่ขายในประเทศ โดยผลิตเพื่อส่งให้กับร้านเพชรในกรุงเทพฯ เป็นหลัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตแบบขายส่งมานานเกือบ 40 ปี ซึ่งท่านก็ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องเรียนบริหารหรือออกแบบอะไรเพื่อมาช่วยงาน พ่อแม่ให้อิสระในการให้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ

 

“จะมาช่วยหรือไม่… ท่านไม่เคยบังคับ แต่พวกเราก็คิดในใจว่าเราอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะชอบงานค้าขายกันมาตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ตอนเราไปเรียนเมืองนอก เราก็เอาของเหลือสต๊อกของคุณแม่ไปขายที่อังกฤษบ้าง ไปขายเพื่อนๆ บ้าง ไปขายตลาดนัดซันเดย์มาร์เก็ต ซึ่งก็ได้เงินดีทีเดียว เรารู้กันเลยว่าในอนาคต ก็ต้องทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็ลองไปเรื่อยๆ ให้รู้ว่าชอบอะไรแน่” แฝดพี่ย้อนอดีตให้ฟัง

ทางด้านโอ๊ต เสริมว่า จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบปริญญาโทกลับมา ตัวเธอไปทำงานบริษัททางด้านเคมีอยู่ปีกว่า แต่เธอไม่ชอบก็เลยออกมาช่วยงานของแม่

“โอ๊ตคิดว่าถ้าจะทำธุรกิจอะไร ควรทำในสิ่งที่เราคุ้นเคยและรู้จักมันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมองว่าเราน่าจะต่อยอดงานของแม่ได้อีก ก็เลยคิดว่าควรจะขยายตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง จึงไปเรียนต่อด้านอัญมณีแบบครอบวงจร ดูเพชรดูพลอย ออกแบบต่างๆ ครบวงจร แล้วก็มาลองออกแบบ ไปออกงานแฟร์จิวเวลรี่ที่ฮ่องกง ปรากฏว่าได้ผลตอบรับที่ดีมาก จึงค่อนข้างมั่นใจว่ามาถูกทาง ก็เลยทำทั้งสองตลาด คือ มีแบรนด์ของตัวเองในการส่งออกและรับจ้างผลิตด้วย จนกระทั่งงานส่งออกล้นมือ แรกๆ ส่งย่านเอเชีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แล้วเริ่มขยายไปสู่ยุโรปอีกหลายประเทศ ส่วนคุณแม่เห็นว่าลูกทำเองได้ดี ก็ปล่อยให้ทำเต็มที่และท่านก็หยุดขายส่งในประเทศไปอย่างสิ้นเชิง” แฝดน้องเล่าอย่างจริงจัง

หลังจากที่แฝดน้องมาช่วยทำตลาดส่งออกและสร้างแบรนด์ TAMAS เป็นของตัวเอง เธอก็มาลุยงานตรงนี้อย่างจริงจัง ดูแลการตลาด การออกแบบ ทำคนเดียวอยู่ 2-3 ปี จนงานเริ่มเยอะทำคนเดียวไม่ไหว ก็เลยไปชวนพี่สาวให้ลาออกจากงานมาช่วยกัน ซึ่งตอนนั้นพี่สาวทำงานไฟแนนซ์อยู่เกือบ 5 ปี เขามีความสุขกับงานที่ทำ ไม่คิดจะมาทำตรงนี้ ปล่อยให้น้องลุยเดี่ยว เพราะคิดว่าน้องทำได้ ก็ลุยไปเลยเต็มที่ แอม เล่าเสริมต่อไปว่า

“แต่เขาทำได้ 3 ปี มาบอกว่าไม่ไหวแล้วต้องออกมาช่วยกันเถอะ โหลดแล้วจริงๆ จึงต้องออกมาช่วยน้อง เราก็ต้องออกมา โดยรับผิดชอบงานด้านการผลิตและดูโรงงานเป็นหลัก ซึ่งพอเรามาทำด้วยกันมันลงตัว แอมชอบงานผลิตไม่ชอบจุกจิกเจอลูกค้า ชอบทำงานเบื้องหลังเงียบๆ ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เท่าไหร่ ขณะที่น้องชอบพูดชอบเจอคน เขาก็ดูแลการตลาดและการส่งออก เราก็เลยช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างลงตัว” เธอเล่าอย่างมีความสุข

 

ทั้งคู่เล่าว่า พอมาทำตรงแบรนด์ทามาสของตัวเองก็ได้ความรู้ใหม่ๆ เยอะๆ และภูมิใจว่าจิวเวลรี่จากประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมาก และประเทศไทยก็เป็นอันดับต้นๆ ในการส่งออกจิวเวลรี่และมีฝีมือที่ดีเป็นที่ยอมรับ มีจุดแข็งเรื่องฝีมือช่างที่ละเอียดอ่อนช้อยสวยงาม และช่างเจียพลอยก็ฝีมือดีมากๆ และหากมีจุดเด่นที่ดีตลาดต่างประเทศก็ยังไปได้เรื่อยๆ มีอัตราการเติบโตปีละอย่างน้อย 10% ทุกปี

แฝดน้องฝากถึงแฝดพี่

“พี่สาวเป็นคนจริงจังมากในการทำงาน ไม่ค่อยพูด เขาเก่งเรื่องการบริหารจัดการเป็นอย่างดี บางครั้งการทำงานทำให้เขาเครียด และเจ้าระเบียบมาก และคิดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งดูเหมือนดุ เราห่วงอยากให้พี่สาวผ่อนคลายบ้าง ให้พักให้ไปเที่ยวบ้าง กลัวเขาจะเหนื่อยเกินไป มีอะไรก็คุยกันได้ตลอด

“เวลาที่เราจะตั้งท้องจะต้องนัดกันว่าปีนี้จะมีน้องนะ แตะมือกันห้ามท้องพร้อมกัน เพราะเราจะหยุดงานพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกัน ถ้าปีนี้ใครจะวางแผนมีลูกต้องบอกกันไว้ก่อน (หัวเราะ) แต่เราทั้งคู่ก็เหมือนเพื่อน ไม่ได้เป็นแบบพี่น้องทั่วไป เราเหมือนเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ช็อปปิ้งแทนกันได้ เลือกของมาเหมือนกันเป๊ะ”

แฝดพี่ฝากถึงแฝดน้อง

“เขาเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เขาเป็นทุกอย่าง ทั้งเพื่อนทั้งน้อง มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือกันตลอด คุยกันตลอด มีปัญหาเราเคลียร์กันวันเดียวจบ แทบจะไม่เคยขัดแย้งหรืองอนกันเลย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นน้องที่น่ารักไม่มีอะไรต้องห่วงเขาเลย

“ตอนนี้เขาอยากมีลูกอีกคน เราก็ให้กำลังใจบอกให้ท้องไปเลย เดี๋ยวพี่ดูแลแทนเอง ไม่ต้องกังวล เรามีจุดหมายเหมือนกัน ใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน เขาทำให้เรามีความสุข เป็นคนที่เราไว้ใจและพึ่งพาได้ โชคดีที่ได้เขาเป็นแฝดน้อง นึกไม่ออกว่าชีวิตถ้าไม่มีเขาจะเป็นอย่างไร? อยากให้เขามีความสุขสมหวังในทุกอย่างที่เขาต้องการ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

จีรนันท์ เขตพงศ์ วัด ธรรมะ ความสุขใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481515

จีรนันท์ เขตพงศ์ วัด ธรรมะ ความสุขใกล้ตัว

โดย…วรธาร ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบในสังคมเมืองหลวง ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตภายใต้ภาวะความกดดันหลายอย่างจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข่าวสารที่มากมายและระดับการแข่งขันที่รุนแรงตลอดเวลา สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับธรรมชาติของร่างกายและจิตใจ ที่ส่งผลให้ชีวิตเสียสมดุลถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดีก็จะป่วยง่าย ยิ่งความเครียดสะสมก็ทำให้ความสุขของคนเราลดน้อยลง

แน่นอน ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์คละกันไปเป็นธรรมดาตามลีลาของชีวิต ไม่มีใครทุกข์หรือสุขตลอด บางครั้งความสุขก็อยู่กับเรานาน แต่บางทีสุขไม่ทันไรความทุกข์ก็แวะมาเยือนโดยที่ไม่ได้เชิญ บางคนถูกความเครียดจากปัญหาบางอย่างกลุ้มรุมใจปล่อยไว้ไม่หาทางแก้ไขทุกข์ที่มีก็อาจจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนจะไม่แปรจากสมดุลเป็นเสียสมดุล หรือความสุขจะยังคงมีให้ชื่นใจถ้ารู้จักเลือกที่หาความสุขให้กับตัวเองด้วยการหาอะไรบางอย่างทำ ซึ่งสิ่งนั้นอาจมาจากความชอบหรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น บางคนหาความสุขให้กับตัวเองด้วยการอ่านหนังสือหรือสะสมหนังสือ บางคนใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมอาสา บางคนอาจจะปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เลี้ยงกล้วยไม้ อย่างนี้ก็เป็นความสุข

 

จอย-จีรนันท์ เขตพงศ์ ผู้ประกาศสาวมากความสามารถและอัธยาศัยดีแห่งช่อง 7 สี ได้ชื่อว่ามีภาพลักษณ์ของคนวัดติดตัว เนื่องจากสนใจและศึกษาธรรมะ ชอบเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิ และค่อนข้างรู้การบุญการพิธีต่างๆ เกี่ยวกับวัด ซึ่งเพื่อนที่คุ้นเคยและคนในครอบครัวจะรู้จักดีในข้อนี้ และบ่อยครั้งที่ช่อง 7 สีจัดกิจกรรมทางด้านศาสนาเธอมักได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกร

ความสุขจากการเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิถือเป็นสิ่งที่เธอได้สัมผัสอยู่ตลอด เนื่องจากจะไปวัดเกือบทุกอาทิตย์กับน้องกันต์ ลูกชายสุดรักและคุณแม่ของเธอ บางอาทิตย์ก็มีสลับพาลูกชายไปเปิดหูเปิดตายังที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ เป็นต้น

สำหรับวัดที่ไปประจำคือวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป้าหมายคือทำบุญใส่บาตรและฟังธรรม เนื่องจากวัดแห่งนี้จัดให้มีการเทศน์และบรรยายธรรมทุกอาทิตย์เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าวัดฟังธรรมเจริญจิตตภาวนา ขณะที่พระสงฆ์ในวัดหลายรูปก็มีความสามารถในการถ่ายทอดธรรมะได้เข้าใจง่าย

 

“ตอนแรกจอยไม่รู้ว่าวัดพระราม ๙ มีกิจกรรมบรรยายธรรมและตักบาตรตอนเช้าทุกอาทิตย์ในวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) มีคนบอกมาก็เลยไป ประกอบกับคุณแม่อยากไปด้วย เพราะท่านเคยอ่านหนังสือธรรมะของพระวัดนี้แล้วชอบอยากให้พาไปฟังธรรม พอได้มาสัมผัสถึงรู้ว่าจริงท่านอธิบายธรรมะได้ร่วมสมัยและเข้าใจง่าย แถมตอนเช้าๆ มีตักบาตรด้วย ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ติดธุระที่ใดก็จะพาลูกและคุณแม่มาค่ะ”

จีรนันท์ เล่าต่อว่า การเข้าวัดทำบุญฟังธรรมนั่งสมาธิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว และทุกครั้งที่ไปวัดจะต้องพาลูกชายและคุณแม่ไปด้วยเสมอ เพื่อต้องการปลูกฝังสิ่งที่ดีงาม ตัวอย่างดีๆ และสถานที่ที่ดีให้กับลูก รวมถึงให้รู้จักพระสงฆ์ การแสดงออกต่อพระสงฆ์ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่ชาวพุทธควรรู้

“จอยพาลูกเข้าวัดตั้งแต่ลูกเริ่มเดินได้จนวันนี้น้องอายุ 5 ขวบและเข้าโรงเรียนแล้ว ต้องการปลูกฝังเขาในเรื่องการไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ใส่บาตร เหมือนที่เราเคยได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่และปู่ย่าตายายเคยพาทำ โตขึ้นสิ่งดีๆ เหล่านี้จะเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันรักษาใจเขาให้รู้จักคิดทำพูดในสิ่งที่ถูกต้อง

 

ทุกวันนี้ลูกรู้จักการกราบพระ ใส่บาตร นั่งสมาธิ โดยเฉพาะการใส่บาตรและนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่เขาชอบมาก ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนจะใส่บาตรกับคุณยายทุกวัน จอยไม่ได้ใส่ด้วยเพราะออกมาทำงานที่ช่อง 7 ตั้งแต่ตี 3 เพื่อเข้ารายการข่าวเช้าตี 5 ก่อนเข้านอนน้องจะนั่งสมาธิกราบพระก่อนนอนตามที่เราพาทำ ถ้าวันไหนที่จอยกลับจากทำงานเหนื่อยๆ มาถึงล้มตัวนอนเขาก็จะบอกว่าแม่ยังไม่ได้นั่งสมาธิสวดมนต์เลย อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)” จีรนันท์ เล่าถึงวิธีการปลูกฝังลูกในการเข้าวัด

นอกจากการไปวัดทำบุญ ฟังธรรม นั่งสมาธิแล้วสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกาศสาวให้ความสนใจคือการศึกษาธรรมะอย่างง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปวัด ก็คือการอ่านหนังสือธรรมะและฟังพระเทศน์จากคลิปในยูทูบ หนังสือธรรมะที่เธอชอบอ่านส่วนใหญ่เป็นหนังสือธรรมะที่มีเนื้อหาร่วมสมัยและเข้าใจง่าย

“ตอนเป็นเด็กได้ยินพระเทศน์ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เพราะท่านมักอิงภาษาบาลีหรือยกคำบาลีขึ้นมากล่าว บางทีเป็นศัพท์ธรรมะไม่คุ้นหูฟังไปก็ไม่รู้ แต่พอโตขึ้นได้หันมาอ่านธรรมะก็เริ่มเข้าใจ หนังสือธรรมะในยุคปัจจุบันต่างจากสมัยที่เรายังเด็กมาก สมัยนี้เนื้อหาค่อนข้างร่วมสมัยอ่านเข้าใจง่าย แถมรูปเล่มชวนหยิบมาอ่าน มีฉบับการ์ตูนด้วย ธรรมะที่ชอบอ่านก็จะของท่าน ว.วชิรเมธี ของหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านพุทธทาสก็อ่าน แต่ของท่านพุทธทาสต้องคิดตามจึงจะเข้าใจเพราะลึกซึ้ง”

 

จีรนันท์ เล่าว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าสำคัญและมีประโยชน์อย่างมากในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข  ขณะเดียวกันก็เป็นอุปกรณ์ที่ดีเยี่ยมในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของคนเราได้เสมอ ขอเพียงนำมาใช้และเลือกธรรมะให้เหมาะกับสถานการณ์ก็จะผ่านพ้นวิกฤตหรือแก้ปัญหาไปได้

“ครั้งหนึ่งจอยเคยเจอวิกฤตครั้งใหญ่ แต่ผ่านมาได้ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละค่ะ ธรรมะทำให้จอยเห็นคุณค่าความเป็นคนในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าความรักอันประเสริฐของคนที่รักเราก็คือพ่อกับแม่ ขอบคุณคุณแม่ที่ให้ธรรมะคือสติแก่จอยในครั้งนั้นทำให้จอยมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้”ผู้ประกาศคนเก่งทิ้งท้าย

 

‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481512

‘สุขใจที่เป็นผู้ให้’ ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์

โดย…วราภรณ์

ชีวิตในกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกัน ผู้คนแล้งน้ำใจ นี่เป็นเพียงปัญหาเศษเสี้ยวหนึ่งที่ผลักดันให้ หนูดี-ธนัตฤนันท์ นิธิวัฒนะไพบูลย์ วัย 33 ปี อดีตคุณครูสอนภาษาจีนในสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง อยากทำงานจิตอาสาออกไปเป็นครูบนดอยสอนหนังสือเด็กๆ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้ ที่เด็กๆ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับอย่างเดียว แต่ยังส่งกลับความชุ่มชื่นหัวใจให้หนูดีอีกด้วย

และนี่คือเสน่ห์ที่ดึงดูดให้หนูดีทำงานอาสามาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แม้เธอได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีน หากมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียนเธอก็ยังหาเวลาไปทำกิจกรรมค่ายอาสากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอยู่เรื่อยๆ

“โครงการที่หนูดีไปตลอด 2 ปี ไม่ค่อยไปแบบประจำ แต่หากกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขมีโปรแกรมจะไปไหนหากหนูดีว่างมักขอไปด้วย เพราะกลุ่มมีกิจกรรมทำที่หลากหลายมากๆ เช่น โครงการแรกที่หนูดีไปคือ ปลูกป่า ทำฝาย ปลูกป่าชายเลน ถักไหมพรมแจกเครื่องกันหนาวบนดอยตามวัดต่างจังหวัดไกลๆ สิ่งที่ทำให้หนูดีอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง จุดที่ทำให้หนูดีอยากเป็นผู้ให้บ้าง เพราะหนูดีเป็นคนกรุงเทพฯ เราพบเห็นคนแย่งกันตลอด ไม่ค่อยมีน้ำใจให้กัน ที่จอดรถก็ยังแย่งกัน ขับรถก็ไม่ให้ทางกัน รู้สึกผู้คนในเมืองเห็นแก่ตัวกันจัง หนูดีรู้สึกทำไมคนมีแต่อยากได้ๆ ทำไมไม่มีคนให้บ้าง”

 

พอแนวคิดอยากเป็นผู้ให้เริ่มต้น หนูดี เริ่มท่องโลกออนไลน์เห็นตรงโน้นตรงนี้ขาดแคลน และยังมีผู้ขาดแคลนอีกเยอะ คิดว่าตัวเธอเองจะทำอะไรให้พวกเขาได้บ้าง ขณะที่เธอไม่เดือดร้อนเธอก็อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง

“พอเจอเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับจิตอาสาต่างๆ เจอหลายที่มาก ก็ดูว่าหนูดีพร้อมจะไปตรงไหนก่อนเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยไปทำอะไรแบบนี้เลย ก็ไปคนเดียว ได้ไปช่วยเหลือเด็กบนดอยไกลๆ ต้องขึ้นเขาไปไกลมาก ตอนนั้นเราไป ต.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ไปโรงเรียนบ้านดูลาเปอร์ ส่วนใหญ่นักเรียนเป็นชาวเขา เราเอาเครื่องกันหนาวและทุนการศึกษาไปให้เด็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน”

ภาพประทับใจที่ธนัตฤนันท์เห็นคือ ทั้งโรงเรียนมีคุณครูเพียง 3 คน เด็กมีจำนวนไม่เยอะ มีชั้นเรียนเพียงชั้นอนุบาลถึงประถม 6 แต่คุณครูต้องผลัดกันสอน ผลัดกันดูแลเด็กๆ ถ้าพวกเขาต้องการสิ่งของจะลำบากในการเดินทางลงมาจากดอยซึ่งไกลมาก

 

“ที่นั่นขาดแคลนมาก อยู่ไกลผู้คนเข้าไปไม่ถึง ไปครั้งนั้นหนูดีรู้สึกประทับใจเด็กมีความใสมากๆ ซึ่งแตกต่างจากเด็กในเมืองซึ่งมีสิ่งเร้าเยอะ เด็กบนดอยได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ นอกจากเจอเด็กๆ ที่น่ารักแล้วหนูดียังได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้เพื่อนใหม่ พอว่างจากการสอนภาษาจีนหนูดีก็หาเวลาไปค่ายอีกค่ะ ครั้งที่ 2 ไปปลูกปะการัง ไปขัดบ่อเต่าที่ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนี้ไม่ไกลมาก แต่เราเริ่มรู้สึกได้อยู่กับธรรมชาติ ไปกับกลุ่มนี้ได้เจอกับธรรมชาติเยอะมาก จากนั้นหนูดีก็ติดการไปค่ายมากแล้วก็เริ่มไปทุกเดือน เช่น ทำฝายห้วยขาแข้ง ไปถอนต้นสาบเสือที่ ทุ่งกระมัง อุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่ง และก็ไปสอนเด็กนักเรียนบนดอย เหมือนเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เราไปสอนแล้วก็ทำกิจกรรมกับเด็ก ไปเล่นกีฬาสีกับน้องๆ เพื่อทำให้น้องๆ รู้สึกสนุก เราไปสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็ก การไปหลายๆ ที่แม้ต้องนอนอาคารเรียน แม้ไม่นอนกินสบาย อยู่อย่างไรเราก็นอนได้ค่ะ”

สิ่งที่หนูดีได้จากการออกค่ายในทุกเดือนๆ คือจากตอนแรกที่ตั้งใจจะไปเป็นผู้ให้เพราะเธอรู้สึกมีเยอะแล้ว แต่หนูดีกับเหมือนเป็นผู้รับเสียมากกว่า จากความใสๆ ได้ชื่นชมธรรมชาติที่ช่วยบำบัดจิตใจให้รู้สึกมีความสุข ได้เห็นถึงน้ำใจของคนในชุมชนที่เธอไป ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในเมืองใหญ่ ช่วยเติมเต็มความรู้สึกของเธอได้มาก เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องใช้ความอดทนในการแย่งกับคนอื่น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องได้ต้องมีหรือต้องเป็น

 

“หนูดีไปอยู่ต่างจังหวัดรู้สึกว่า เราอยู่ได้อย่างสบาย หนูดีได้เห็นชาวบ้านทำอาชีพธรรมดา แต่พออยู่พอกิน ทำให้หนูดีหันมามองดูตัวเองว่า เราไม่ต้องมีเหมือนคนอื่น ไม่ต้องอยากได้ อย่างเพื่อนร่วมงานมี
แบรนด์เนม แต่หนูดีคิดว่าเรามีแค่นี้พอ เราใช้ถุงผ้าได้ เราพกกล่องข้าวไปเองได้ ทำให้เรารู้สึกเบียดเบียนโลกน้อยลง เพราะการไปออกค่ายทำให้หนูดีรู้ข้อมูลว่าทุกวันนี้เราเบียดเบียนโลกมากเหลือเกิน แต่เราไม่ได้ให้อะไรกับโลกเลย แต่การไปช่วยปลูกป่า เห็นขยะเราก็ช่วยกันเก็บเราต้องช่วยดูแลรักษาธรรมชาติไว้ด้วย”

ด้วยการเสพติดความชุ่มชื่นหัวใจเมื่อได้ออกค่ายอาสาพัฒนา แม้หนูดีได้ทุนไปเรียนต่อภาษาจีนที่ประเทศจีนถึง 3 ปี แต่เธอสัญญากับตัวเองว่า หากมีช่วงเวลาปิดภาคเรียนเธอจะกลับมาออกค่ายอาสาพัฒนากับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุขอีกเรื่อยๆ เพราะการได้ออกค่ายก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต ได้เห็นความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วเธอสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตนเองได้เป็นอย่างดี การออกค่ายอาสาพัฒนาเธอจึงได้อะไรมากกว่าที่คนอื่นคิด

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ทอมมี่ แอคชัวรี นักปั้น… คนคณิตศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481509

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ทอมมี่ แอคชัวรี นักปั้น... คนคณิตศาสตร์

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หากย้อนเวลากลับไปในช่วงวัยเรียนแล้ว ดูเหมือนวิชาคณิตศาสตร์แบบ บวก ลบ คูณ หาร จะเป็นยาขมชั้นเยี่ยมสำหรับหลายๆ คน ที่คอยสกัดกั้นความอยากรู้อยากเห็นให้ลดน้อยถอยลง แต่สำหรับบางคนแล้ววิชาคณิตศาสตร์กลับกลายเป็นยากระตุ้นชั้นยอด เมื่อผู้เรียนรู้ด้วยใจรักและสนุกไปกับมัน จนนำมาต่อยอดและมุ่งสู่อาชีพที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตจนมาถึงทุกวันนี้

อาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยหรือแอคชัวรี (Actuary) ปัจจุบันถือว่าได้เป็นอาชีพชั้นนำระดับแนวหน้าของโลกที่ยังมีความต้องการสูง และสามารถทำงานได้ทั่วโลก

ความจริงแล้ว แอคชัวรีไม่ได้ทำงานแค่ในธุรกิจประกันภัยตามเชื่อเท่านั้น แต่สามารถทำงานได้ทั้งในบริษัทประกันภัย สถาบันการเงินต่างๆ ธนาคารพาณิชย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และหน่วยงานภาครัฐ จึงมีบทบาทสำคัญต่อทุกภาคธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ

เมื่อสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต ประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน และสร้างโมเดลคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ อาจพยากรณ์ในระยะยาวเพื่อที่จะประเมินสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด และโอกาสของสิ่งที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

 

พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ในนามของ ทอมมี่ แอคชัวรี จัดได้ว่าเป็นแอคชัวรีระดับแนวหน้าคนหนึ่งของไทยก็ว่าได้ ปัจจุบันนอกจากหันมาทำธุรกิจส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์แล้ว ก็ยังควบตำแหน่งนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ทอมมี่ บอกว่า แม้ตัวเองจะชอบคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์เลย เมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.4 ก็สอบตกวิชาคณิตศาสตร์มาแล้ว เพราะเป็นช่วงที่เริ่มขึ้นสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย ยังจับจุดวิชาคณิตศาสตร์ไม่ถูก ไม่เข้าใจ ทำให้สอบตก

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เรียนอยู่ ม.1-3 นั้น ผลการเรียนก็ระดับปานกลาง เกรดเฉลี่ย 3 ต้นๆ เท่านั้น ไม่ได้เรียนเก่งมากมายอะไร แต่หลังจากที่สอบตกแล้ว ก็ใช้ความพยายามใหม่  ปรับวิธีการเรียนรู้และคิดใหม่ ทำให้ผลการเรียนออกมาดีขึ้น  ถึงได้รู้ว่าคณิตศาสตร์ ถ้าจับทางได้ถูกแล้วก็จะง่ายขึ้น

“คณิตศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนภาษาหนึ่ง คือถ้าคุณพูดภาษานั้นได้แล้ว ก็จะพูดได้ตลอด เช่น 1+1 = 2  ต้องเป็นข้อเท็จจริงอย่างนี้ ตัวเลขไม่หลอกเรา ถ้าคุณขยันและทำโจทย์เลขอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะได้คำตอบนั้น แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังต้องฝึกฝนอยู่ อย่างเวลาที่นั่งรถติดๆ อยู่ ผมก็มองทะเบียนรถคันอื่น แล้วก็นึกออกมาให้เป็นภาษาอังกฤษ ฝึกไปเรื่อยๆ ให้คล่อง เวลาพูดหรือใช้งานมันก็จะออกมาโดยอัตโนมัติ” ทอมมี่ บอก

 

ทอมมี่ บอกว่า ความจริงแล้วคนที่จะเข้ามาสู่อาชีพแอคชัวรีได้นั้น ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ก็ได้ เพียงแต่ต้องมีความรู้เพียงพอด้านคณิตศาสตร์ เพื่อสอบให้ผ่านเกณฑ์การวัดระดับความรู้จากสมาคมวิชาชีพด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยตามมาตรฐานสากลให้ได้

โดยตามมาตรฐานสากลแล้ว ทอมมี่แจงว่าคณิตศาสตร์ประกันภัยตามมาตรฐานสากลก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับแอสโซซิเอท (Associateship) และระดับเฟลโล (Fellowship) เป็นระดับสูงสุด ที่สามารถทำงานได้ทั่วโลก เช่น มาตรฐานของสหรัฐอเมริกามี 10 ขั้น หรือของอังกฤษ มี 9 ขั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้น 1-5 เป็นขั้นที่ว่าด้วยวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ทั่วไป พอมาถึงขั้นที่ 6-7 ก็จะเริ่มเข้าสู่วิชาชีพเฉพาะมากขึ้น เป็นระดับแอสโซซิเอท และพอสอบได้ครบทั้ง 9-10 ขั้นครบ ก็จะเป็นระดับเฟลโล

เมื่อถามว่าต้องใช้เวลากี่ปีถึงสอบได้ครบหมดทั้ง 10 ขั้น ทอมมี่ บอกว่า เท่าที่เคยเห็นมาก็ใช้เวลาเร็วสุดประมาณ 5 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนให้ดี อย่างปัจจุบันก็มีนักเรียนชั้น ม.5 สอบผ่านได้ 2 ขั้นแล้ว สอบไปเทอมละ 1-2 ตัว พอเรียนจบ ป.ตรี ก็ได้ครบ 10 ตัวพอดี

 

“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างในไทยแต่ละปีถ้าเป็นระดับแอสโซซิเอทก็ทำได้ปีละ 10 กว่าคน และระดับเฟลโลทำได้ปีละ 3-4 คนเท่านั้น รวมๆ กันแล้ว ประเทศไทยก็ยังมีนักคณิตศาสตร์ทั้งระดับแอสโซซิเอทกับเฟลโลหลักร้อยคนเท่านั้น และทั่วโลก็ยังขาดแคลนแอคชัวรีอยู่มาก”

ทอมมี่ลงลึกไปว่าอย่างตัวเขาเองนั้น สมัยที่เรียน ป.ตรี ก็เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาฯ จนจบออกมาทำงานเป็นวิศวกรได้ 1 ปี ถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบงานด้านนี้ พอเห็นบริษัท เอไอเอ เปิดรับสมัครงานแอคชัวรี โดยไม่จำกัดว่าต้องจบด้านคณิตศาสตร์ประกันภัยมาโดยตรงหรือมีคุณวุฒิอะไรมาก่อน ก็เลยไปสมัครและได้รับการคัดเลือกให้ทำงานกับเอไอเอ ตอนทำงานไปก็สอบเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงระดับเฟลโลอยู่แล้ว ก็ต้องย้ายไปทำงานที่เอไอเอฮ่องกง

“การสอบสมัยนั้นต้องบอกว่า อ่านหนังสืออย่างหนักทีเดียว กว่าจะสอบได้ในแต่ขั้น อย่างตอนทำงานอยู่ฮ่องกง การพูดภาษาอังกฤษเขายังไม่แข็งแรงพอ ใช้วิธีสื่อสารด้วยการเขียนกับหัวหน้าผ่านอีเมลเป็นหลัก พออยู่ไปได้ 4 เดือนก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ซึ่งก็ต้องขยันกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ กว่าจะเลิกงานได้ก็ประมาณ 2 ทุ่ม กลับมาถึงบ้านก็อ่านหนังสืออีก 2-3 ชั่วโมง ถึงค่อยนอน”

เวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์ ทอมมี่ก็กำหนดเวลาเลยว่า นอน 8 ชั่วโมง อาบน้ำ 1 ชั่วโมง กินข้าว 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่งโมง รวม 3 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 10-12 ชั่วโมง เอาไว้อ่านหนังสือเป็นหลัก และเล่นกีตาร์ ออกกำลังกายบ้าง ทำอยู่อย่างนี้จนในที่สุดก็สอบได้ระดับเฟลโล

“รวมเวลาที่ทำงานอยู่กับเอไอเอมาทั้งหมดก็ 16 ปี กว่าจะออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเอง ในชื่อ ‘แอคชัวเรียลบิวซิเนส โซลูชั่น’ เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่เป็นบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย และบริการคำนวณผลประโยชน์ของพนักงานตามมาตรฐานบัญชีใหม่”

 

การที่ออกมาตั้งบริษัทเป็นของตัวเองนั้น ทำให้เขามีอิสระในการทำงานมากขึ้น สามารถให้ความรู้หรือแนวทางการเป็นแอคชัวรีได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันทอมมี่ก็ให้ความรู้หรือแนะนำเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊ก “นักคณิตศาสตร์ประกันภัย – ทอมมี่ แอคชัวรี Actuary” อยู่แล้ว หรือบางครั้งก็มีการรวมตัวกันของผู้ปกครองหรือเยาวชนกลุ่มเล็กๆ เพื่อหาแนวทางแนะนำไปเรียนต่อออกมาเป็นแอคชัวรี และตัวเขาเองก็ยังสอนระดับปริญญาโทอีกด้วย

“ปัจจุบันอาชีพแอคชัวรีนี้ก็เปิดกว้างมาก ไม่ใช่แค่จำกัดอยู่ในแวดวงธุรกิจประกันภัยเท่านั้น อย่างแอคชัวรีของออสเตรเลียกว่า 50% ก็อยู่นอกธุรกิจประกันภัย เช่น ทำงานเกี่ยวกับกองทุนรวม การบริหารจัดการความเสี่ยง หรือดูโครงการต่างๆ ของรัฐบาล หรืออย่างที่อังกฤษ รัฐบาลเขาก็มีหน่วยงานกลางด้านแอคชัวรีประมาณ 200 คน มีหน้าที่คอยให้หน่วยงานอื่นๆ มายืมตัวไปร่วมทำงานด้วย เพราะแอคชัวรีถูกสอนให้มองระยะยาวมากที่สุด เป็นเหมือนต้นหนของทุกอาชีพ เพื่อทำแบบจำลองสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับประเทศอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะได้วางแผนได้ถูก ซึ่งไทยเองก็ยังขาดแอคชัวรีที่มาทำงานด้านอื่นอยู่อีกมาก เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในธุรกิจประกันภัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังขาดแคลนอยู่”

การทำงานที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ทอมมี่บอกว่าจะถือคติในการทำงานที่ว่าต้องมีความมุ่งมั่น มีวินัย และสิ่งสำคัญต้องรักในอาชีพที่ตัวเองทำอยู่

“การที่เราจะฝึกฝนตัวเองให้เก่งเฉพาะด้านได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องมีการเรียน หรือการทำงานเป็นมืออาชีพทางด้านใดด้านหนึ่งนั้น ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นเป็นแรงขับเคลื่อน หากไม่มีความมุ่งมั่นมากพอก็มักจะล้มเหลวกลางคัน ซึ่งนอกจากความมุ่งมั่นแล้ว การมีวินัยก็เป็นส่วนสำคัญอีกด้วย อย่างเช่นถ้าต้องสอบก็ควรกำหนดเวลาที่จะอ่านหนังสือต่อวัน ต้องทำให้ได้ อย่ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เลื่อนวันไปเรื่อยๆ และเมื่อมาทำงานแล้ว สิ่งสำคัญสุดที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในอาชีพการทำงาน ก็คือการที่มีใจรักในอาชีพนี้ ทำให้รู้สึกว่างานที่ทำให้ทุกวันเหมือนไม่ใช่งาน แต่คือ ความสนุก ความท้าทายในชีวิต”

สุดท้าย เขาย้ำอย่างหนักแน่นว่า การที่ตัวเองได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าให้กับสังคมในขอบเขตที่สามารถทำได้ ก็ย่อมนำมาซึ่งความภูมิใจและความสุขในการทำงาน มีคุณค่าในตัวเอง

 

กันต์ กันตถาวร ‘ผมไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/481156

กันต์ กันตถาวร ‘ผมไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง’

โดย…นกขุนทอง

เป็นที่รู้จักในบทบาทของนักแสดงมาหลายปี แต่โด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับเสียงชื่นชมในการทำงานก็เมื่อได้ลองงานในบทบาทใหม่ “พิธีกร” ซึ่งส่งให้ชื่อชั้นของ กันต์ กันตถาวร เป็นที่น่าจับตา ยิ่งในขณะนี้ช่องเวิร์คพอยท์เชื่อมือ ป้อนรายการให้ ทั้ง I Can See Your Voice (Thailand) นักร้องซ่อนแอบ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง Bao Young Blood ดนตรีสร้างคุณค่าชีวิตและแฟนพันธุ์แท้ซุปเปอร์แฟน

สำหรับพิธีกรที่ยังไม่มีประสบการณ์สั่งสมมาก 4 รายการนับเป็นจำนวนไม่น้อยเลย ทว่ากันต์ก็ทำได้ดีได้รับดอกไม้มากกว่าก้อนหิน

“จุดเริ่มต้นที่ผมอยากทำพิธีกร มาจากงานแรกที่ผมทำในวงการบันเทิงคือดีเจ ผมได้อยู่กับปรมาจารย์ในการพูดทั้งหลาย ไม่ว่าจะอาไก่ (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) อาตุ่ย (ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาด พงศ์สุชาติ) พี่โป้ง (ณัฐพงษ์ แตงเกษม) พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) พี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล) ผมได้เห็นได้รู้ ผมเลยรู้สึกว่าเฮ้ยพี่เขาเก่งมาก เราได้เรียนรู้งานในเชิงพิธีกรกับการเป็นดีเจที่นี่ ได้คลุกคลีและเห็นและรู้ว่ามันยาก แต่ผมต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าผมทำได้ในวันที่ผมเลือกที่จะทำ

คือสำหรับวงการบันเทิงแล้ว คนที่เข้ามาถ้าไม่ได้เริ่มที่งานพิธีกรเลย อย่างนักแสดงผันตัวมาทำพิธีกร เท่าที่เห็นส่วนใหญ่คือไม่ได้เป็นพระเอกแล้ว จากพระเอกเป็นตัวสอง ตัวสาม คือดาวน์ลงเรื่อยๆ อาจจะเป็นเบื้องหลัง เป็นผู้จัด แต่ผมอยากจะเลือกทำในวันที่ผมเลือกได้ ไม่ใช่จำเป็นต้องเลือก เลือกที่จะทำในวันที่ผมยังไม่ได้ดาวน์ลง ในวันที่ผมยังเป็นพระเอก

ผมต้องการพิสูจน์คำถามว่า ทำไมผมมาทำพิธีกรเป็นหลักล่ะ ทั้งๆ ที่ผมยังเป็นพระเอกนะ ผมต้องการคำตอบให้ตัวเองสำหรับคำถามนี้ คือผมต้องการจะบอกว่าถ้าคนเราตั้งใจจริงและรักที่จะทำมันเราต้องทำได้ ผมไม่ได้บอกว่าตัวผมเก่งนะ ผมแค่จะบอกว่าต้องทำได้ดิวะ ถ้าเราตั้งใจกับมันจริงๆ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอก”

มีงานทำก็ดี งานเยอะก็ดี แต่เยอะแล้วไม่สามารถจัดการเวลาให้ชีวิตทำสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีความสุขแบบพอดี มันก็ไม่ดี ซึ่งการโหมงานหนักที่ผ่านมา ทำให้กันต์ได้กลับมาคิดทบทวนว่าอะไรคือสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ

“เมื่อ 3 ปีที่แล้วผมถ่ายละครหนัก ปกติจะถ่ายกันเต็มที่ 7 วัน 2 เรื่อง คิวจะเป็นวันจันทร์ อังคาร พุธ และพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่ผมไม่ ของผมคิวคร่อมวันกันไปหมด เป็นแบบนี้ตลอดระยะเวลา 3 ปี แล้วผมยังมีธุรกิจที่ต้องดูแลอีก

3 ปีนั้นผมไม่มีวันหยุดเลยสักวัน ทำให้ผมได้คิดและกลับมาถามตัวเองว่าเราต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ ผมอยากมีเวลาดูแลครอบครัว กินข้าวกับพ่อแม่ ไปไหนกับแฟนกับเพื่อนบ้าง บาลานซ์ชีวิตเสีย คืองานดีประสบความสำเร็จแต่ที่เหลือจะพังหมดละนะ มันเลยเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ผมคิดว่าเราไม่อยากจะทำอะไรเพราะเราได้ทำหรือเราต้องทำ ถ้าเราจะทำคือเราต้องเลือกที่เราจะทำและเราต้องรักมันมาก

 

อย่างละครเห็นๆ กันอยู่ว่าการแสดงละครเรื่องหนึ่ง 6-7 เดือน บางเรื่องเป็นปี และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนว่าเราจะเลือกทำในสิ่งที่เรารักและอยากจะทำมันเท่านั้น ผมยังรักในการแสดง ผมแค่ต้องการแมนเนจชีวิตตัวเองให้มันดีให้มันลงตัวเหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง งานละครผมก็จะเลือกแสดงในบทที่ผมอยากเล่นไม่ใช่ต้องเล่น จะถ่าย 2 ปีก็ไม่ว่าเพราะผมอยากเล่น แต่จะไม่ถ่ายละครแบบ 7 วันไม่มีวันหยุดเลย แบบนั้นผมไม่ไหวแล้ว”

พิธีกรคืองานที่เลือกทำ และต้องการพิสูจน์ความสามารถว่าพระเอกก็เป็นพิธีกรได้ดี และยิ่งได้ทำหลายรายการยิ่งได้พัฒนา “จริงๆ ผมยังจับตัวเองไม่ถูกเลยว่าผมเป็นพิธีกรแนวไหน(หัวเราะ) อย่างตอนทำบิ๊กเบนโชว์ (รายการแรก) ผมรู้ตัวเองเลยว่าทำได้ไม่ดีเท่าไร พอมาทำ I Can See Your Voice, The Mask Singer, บาวยังบลัด, แฟนพันธุ์แท้ ผมเริ่มจับแนวได้บ้าง

ด้วยรูปแบบรายการที่มันต่างกัน ผมต้องทำการบ้าน ต้องศึกษาแต่ละรายการว่าต้องเป็นแบบไหน พิธีกรสำหรับผมคือการทำหน้าที่แทนคนดู อันนี้คือหลักพื้นฐาน จากที่ได้รับการสั่งสอนจากปรมาจารย์หลายท่าน พิธีกรต้องถามในสิ่งที่คนดูอยากรู้ ต้องทำในสิ่งที่คนดูอยากทำ รู้สึกในสิ่งที่คนดูรู้สึก แต่ว่ามันจะมีเส้นที่เราจับให้ได้ อย่างแฟนพันธุ์แท้ เราต้องดึงศักยภาพของคนที่มาแข่งออกมาให้ได้ บางทีคนเก่งๆ ไม่พูดหรอกว่าตัวเองเก่ง และเขาจะไม่ค่อยพูดวิธีคิดออกมา เขาจะตอบผลลัพธ์ออกมาเลย แต่ผมต้องทำให้เขาแสดงออกมาว่าเขาเก่ง ผมต้องดึงความเก่งของเขาออกมาให้คนดูได้เห็น ผมต้องถามวิธีคิดเขา

 

อย่างพี่ตา (ปัญญา นิรันดร์กุล) มีผู้แข่งขันเหลืออยู่ 4 คน ถ้าเป็นผมคงจะบอกตอนนี้เหลืออยู่ 4 ตัวเลือกล่ะ ก็เฉยๆ นะ แต่พี่ตาพูดว่า 4 ตัวเลือกจาก 2,000 ตัวเลือก เฮ้ย 4 คนนี้ดูเก่งขึ้นมาทันทีเลยนะ คือพี่ตาทำให้มวลบรรยากาศมันดูสนุกสนาน ดูลุ้น ทำให้ภาพมันชัดขึ้นในสายตาคนดู คือผมจะสังเกตข้อดีของพิธีกรเก่งๆ หลายๆ คนมาปรับใช้

The Mask Singer เป็นการก้าวกระโดดมากสำหรับผม เพราะเป็นพิธีกรคนเดียว แล้วรายการมันใหญ่มาก ผมยังพูดกับพี่แก้ว (ชยันต์ จันทวงศาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานผลิตและบริหารศิลปิน ช่องเวิร์คพอยท์) พี่เอาพิธีกรร่วมสักคนไหม (หัวเราะ) ไม่งั้นมันไม่มีตัวชงตัวรับ พิธีกรคนเดียวมันยากนะ อย่าง I Can See Your Voice ผมทำหน้าที่ดำเนินรายการ พี่ลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) ทำหน้าที่สร้างความสนุกสนาน อันนี้ชัดเจน จะมีการโยนการรับ แต่ The Mask Singer ผมต้องทำหน้าที่ 2 อย่างในคนเดียว คือ ดำเนินรายการ ทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้น แฝงด้วยความสนุก ความตลก โอ้โห อะไรวะ และมันเหนื่อยมาก ต้องมีสมาธิในการฟังมากๆ คนไหนพูดอะไร เพราะเราต้องเอาคำพูดเขามาขยี้ และเราต้องทำหน้าที่ให้มันดูกลมกล่อมกันระหว่างคณะกรรมการกับ The Mask

ผมจะบอกคนใกล้ตัวตลอดว่าช่วยติผมที ถ้าผมยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงให้บอกผมตรงๆ เพื่อที่จะผมได้แก้ไข ผมจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดตรงนี้มาศึกษา ผมไม่ได้เก่งแต่ผมทำการบ้านหนัก ผมมานั่งดูตัวเองในรายการเพื่อวิเคราะห์ตัวเองและแก้ไขในจุดที่พลาด จังหวะนี้ผมไม่คมนะ หน้าผมตกไฟ ผมยืนผิดจุด ผมใช้วิธีการทำงานละครของผมมาประยุกต์ ตอนถ่ายละครต้องมีเช็กเทปรายการก็เหมือนกัน ผมจะมานั่งเช็กตัวเองว่ามีอะไรต้องปรับปรุงอีกไหม พลาดตรงไหน มันไม่สามารถจำได้ มันต้องมานั่งดูและแก้ในหัวสมอง ถ้าจำจะดูไม่ธรรมชาติ ไม่สด ทุกอย่างมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า มันแล้วแต่เทป ผมต้องฟรีสไตล์ และพร้อมจะปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ คือสำหรับคนอื่นทำยังไงผมไม่รู้ แต่ผมทำแบบนี้”

ความรู้สึกต่อกระแสตอบรับที่บอกว่า กันต์ทำหน้าที่พิธีกรได้ดีกว่างานแสดงนั้น เจ้าตัวเปิดใจว่ารู้สึกดีใจ ภูมิใจมาก ในแง่ของนักแสดง หน้าที่ของนักแสดงคือต้องสวมบทบาทเป็นคนนั้นคนนี้ การที่คนดูจะชอบหรือไม่ชอบ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักแสดงคนนั้น มันขึ้นอยู่กับบทบาท กับเนื้อเรื่อง หลายปัจจัย แต่พอเป็นพิธีกร นั่นคือบทพิสูจน์เขาต้องการจะหาคำตอบให้ตัวเอง

 

“การเป็นนักแสดงคือการขายความสามารถในการเป็นคนอื่น แต่การเป็นพิธีกรคือการขายความสามารถในการเป็นตัวเอง ผมว่าการเป็นพิธีกรคือการเป็นตัวเอง แล้วคนดูจะมีความสุขกับการเป็นตัวเองของคนๆ นั้น จริงๆ ผมตลกนะ แต่ก็จริงจังด้วย (หัวเราะ) ผมก็เลยใช้จุดนี้ล่ะมาทำงานพิธีกร อย่างแฟนพันธุ์แท้ ไม่ว่าผมจะสนุกสนานขนาดไหน แต่แข่งก็แข่งแพ้ก็แพ้ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราอินไปกับรายการด้วย ในรายการอื่นๆ ผมหัวเราะคือหัวเราะจริง ผมไม่ได้มาหัวเราะตามสคริปต์ ผมขำก็หัวเราะ”

เรียกว่าตั้งแต่ย้ายสังกัดมาอยู่เวิร์คพอยท์งานเยอะต่อเนื่อง แต่จังหวะเวลาลงตัว ไม่ต้องโหมงานหนัก งานแสดงมีซีรี่ส์เรื่อง 7 วัน จองเวร 2 กับ 7 วัน จองเวร 3 มีละครเรื่องเทวดาตกสวรรค์ ซึ่งถ่ายทำเสร็จแล้ว และกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่องสูตรรักเสน่ห์ร้าย ยังมีงานภาพยนตร์ รักของเรา เดอะโมเมนต์ มีโปรแกรมฉายเมื่อวันที่ 14  ก.พ.นี้เอง

“ละครก็ต้องเลือกบทอะไรที่มันโคตรฉีก ผมจะไม่รับอะไรแบบเดิมๆ ที่เคยรับมา อย่าง 7 วันจองเวร 2 ทั้งเรื่องจะตามหากันต์ คือกันต์หายไปไหนก็ไม่รู้ เทวดาตกสวรรค์เล่นคอมเมดี้ แรงชังที่จบไปก็ดราม่าพีเรียด สูตรรักเสน่ห์ร้ายจะคอมเมดี้แบบแมสๆ เลย แต่หนังรักของเรา เดอะโมเมนต์ คือฉีกจากผมไปเลย ผมเล่นเป็นเกย์ ถ้าผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งแล้วดูมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเกย์ ผมจะไม่ว้าว แต่ถ้าเอาคนที่นักเลงๆ โคตรแมนมาเล่นเป็นเกย์ แล้วคนดูเชื่อได้ มันคือ Success มากสำหรับผม สมมติเอาเต๋า (สมชาย เข็มกลัด) มาเล่นเป็นเกย์ ผมจะว้าว ผมอยากพิสูจน์ว่าผมเล่นได้ ผมไม่ยึดติดกับบทพระเอกเลย บางเรื่องเสนอบทพระเอกมาให้ผม ผมยังขอเล่นเป็นตัวร้ายเลย คือผมจะดู (บทบาท) ว่าผมอยากเล่นมั้ย”

สุดท้ายสำหรับแฟนคลับที่มีกันต์เป็นไอดอล กันต์ฝากบอกว่า เขาไม่ใช่คนเก่ง แต่จะไม่ยอมไม่เก่ง “ผมจะไม่ยอมทำงานออกมาไม่ดี เพียงเพราะวันนั้นเราป่วยหรืออะไรก็ตาม เพราะสุดท้ายมันชื่อของคุณ และมันไม่มีอะไรเกินความสามารถ มนุษย์ถ้าคุณรักและตั้งใจที่จะทำ ผมไม่ใช่ตัวอย่างของคนเก่งหรอกครับ แต่ผมเป็นตัวอย่างได้ คือผมจะไม่ยอมเป็นคนไม่เก่ง”

 

ศิรภพพ์ โอคาเบ โชคดีที่ค้นพบทางของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480970

ศิรภพพ์ โอคาเบ โชคดีที่ค้นพบทางของตัวเอง

โดย…อณุสรา   ทองอุไร ภาพ   วีรวงศ์   วงศ์ปรีดี

คํากล่าวที่ว่าชีวิตออกแบบได้นั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีความฝันอันมั่นคงแข็งแรงและพร้อมที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริง หากมีเป้าหมายที่ตั้งใจแน่วแน่ แม้จะหลงทางไปข้างๆ คูๆ บ้าง แต่ในที่สุดแล้วเขาก็จะมาตามทางเดินที่ไปยังจุดหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนี้ ด้วยวัย 30 ปี เขาสามารถสร้างความฝันให้กลายเป็นจริงได้ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี และเขาตั้งใจทำเส้นทางความฝันของเขาให้สวยงามดูดีได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ จีโร่-ศิรภพพ์ โอคาเบ เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของผลิตภัณฑ์ทำสีผมจากอิตาลี  FRAMESI ที่เพิ่งเข้ามาประเทศไทยได้เพียง 4 ปี ก่อนหน้านี้ 20 กว่าปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขาเป็นแบรนด์สีผมออร์แกนิกที่ตอนนั้นราคาแพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ และตลาดเมืองไทยยังไม่รู้จักคำว่าออร์แกนิก หรือสินค้าปลอดสารเคมี พอแพงกว่าก็ไม่มีใครเลือกใช้คือมาเร็วไปช่างผมไม่รับ  จึงถอนตัวออกไป และกลับมาทำตลาดอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อปี 2013 และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการช่างผมมากขึ้นในตอนนี้ เพราะผู้บริโภคเริ่มรู้จักสินค้าออร์แกนิกปลอดสารเคมี แม้แพงกว่าบ้างก็ยอมจ่าย เพื่อได้ใช้ของมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น

ศิรภพพ์ ได้ย้อนเรื่องราวของเขาในอดีตว่าเป็นเด็กติดเกม วันๆ แทบจะไม่กินไม่นอน บางทีอยู่ที่ร้านเกม 3 วัน 3 คืนไม่กลับบ้าน “คือตอนนั้นก็ช่วยคุณพ่อส่งอาหารทะเลให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ อยู่หลายร้านนะครับ ถ้ามีงานก็ไปช่วยรับของส่งของแทนคุณพ่อ แต่งานมันไม่ยุ่งมากมีเวลาเหลือเยอะ ก็เอาแต่เล่นเกม ตอนนั้นจบบัญชี ปวส. แล้วอายุ 20 กว่าแล้ว แต่ยังคิดไม่ค่อยเป็น จนคุณพ่อป่วยไม่สบาย เราจึงเริ่มมาคิดว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไปบ้านเราจะเอาอะไรกิน คือคิดได้นะแต่ก็ยังไม่เลิกเล่มเกม จนกระทั่งคุณพ่อเสียเราจึงพยายามเลิกแต่ก็ยังไม่สำเร็จ  แต่เล่นน้อยลงแต่ยังเล่น จนกระทั่งมีช่วงที่เรือประมงมีปัญหาออกหาปลาไม่ได้งานเราก็กระทบไม่มีอาหารทะเลจะส่ง ก็เลยถามตัวเองว่ามีงานอะไรไหม ที่ทำงานไปด้วยแล้วมีเวลาว่างให้เล่นเกมบ้าง นึกไปนึกมาว่าตอนเป็นวัยรุ่นเราชอบทำผมชอบทำสีผม ซื้อสีมาเปลี่ยนสีผมเอง ซอยผมเอง งั้นก็งานช่างผมก็แล้วกัน งานอยู่กับที่ไม่ต้องขับรถไปส่งของด้วย ที่ร้านทำผมเวลาไม่มีลูกค้าก็มีเวลาเล่นเกม คิดแค่นั้นจริงๆ อายุ 23 แล้วนะ (หัวเราะ)” เขาเล่าให้ฟังแบบขำๆ

ในที่สุดเขาก็มาเรียนทำผมที่ชลาชล โดยที่ไม่ได้นึกชอบจริงๆ เรียนเพื่อมีอาชีพและมีเวลาว่างเหลือบ้าง จบออกมาก็ทำงานกับชลาชลอยู่ไม่กี่เดือนก็ออกมาทำร้านแถวบ้านอยู่ไม่ถึงปี เจ้าของร้านเดิมก็ไม่ทำร้านต่อและจะขายให้เขาทำ เขาเลยรับช่วงร้านมาทำเอง ปรากฏว่างานเยอะจนไม่มีเวลาเล่นเกม ทำไปทำมาเริ่มสนุก แล้วพอเป็นร้านของตัวเองก็อยากทำให้มันดี ให้มันเกิด พอมีเวลาว่างก็เปิดเฟซบุ๊ก เปิดยูทูบดูวิธีการทำผมใหม่ๆ จากต่างประเทศ

ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่บ้าเล่นเกมมาก่อน จินตนาการเขาเลยเยอะ เขาก็บอกกับตัวเองไว้ว่าเขาจะไม่ทำผมสีเดียวให้ลูกค้าเพราะใครๆ ก็ทำได้มันดูน่าเบื่อ เขาจะทำสีผม 3-4 สีบนหัวเดียวกัน แต่ให้สีดูสวยและกลมกลืน แล้วมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ในที่สุดเขาก็ลองผสมสีเองเอาสีนั้นมาผสมสีนี้ แบบต้องสวยต้องเวิร์ก สีติดแน่น ซึ่งบางครั้งต้องเอาสีจากหลายยี่ห้อมารวมกันซึ่งมันก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

“คือมันสวยนะครับ แต่อยู่ได้แค่เดือน 2 เดือนสีหลุด มันไม่ทนเพราะสีไม่ได้ผสมมาจากบริษัท จนกระทั่งวันหนึ่งไปเจอสีของ Framesi จากอิตาลี ได้สีมา 6 หลอด ลองผสมจากสีเอิร์ทโทน แล้วผสมไล่สีน้ำตาลอ่อนไปจนเข้ม แล้วเอาแดงเข้มเข้าไปแทรก ปรากฏว่าเป็นสีจากบริษัทเดียวกัน วัตถุดิบมาจากแหล่งเดียวกัน ทำออกมาได้สวยและติดทนนานได้ 3-4 เดือน ทำออกมาลูกค้าชอบ ก็เริ่มทำให้ลูกค้า แล้วก็กล้าลองสีเยอะๆ ขึ้น เช่น โทนสีฟ้าแต่ไล่เฉด 3-4 สีลงไปบนผมคนเดียวออกมาเนียนแบบคนไม่รู้ว่านี่ใช้ถึง 4 สี เคยทำสีเยอะสุดในหัวเดียวถึง 7 สี และออกมาสวยงามกลมกลืน เวลาลูกค้ามาถ้านึกไม่ออกว่าอยากทำสีอะไร เราก็จะมีภาพวิว ป่า ท้องฟ้า ทะเล หรือภาพการ์ตูนสวยๆ ให้ลูกค้าดูว่าชอบแนวไหน แล้วเลือกโทนสีจากรูปแล้วค่อยเลือกทรงผมว่าจะเอาแบบไหน จนร้านของเราเป็นที่รู้จักว่าทำสีไล่เฉดสวย และลูกค้าของเราก็เป็นผู้ที่สนใจเรื่องการใช้สินค้าปลอดสารเคมี ยอมที่จะจ่ายในราคาที่สูง เพราะการทำผมไล่เฉดสีของเรามีราคาสูงพอสมควร ก็เลยได้จับลูกค้าระดับไฮเอนด์มากขึ้น” เขากล่าวอย่างภูมิใจ

 

ศิรภพพ์ บอกว่าโชคดีคือเขาเจอกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ยอมจ่ายแพงเพื่อใช้ของออร์แกนิก ถ้าลูกค้าไม่เปิดใจรับยอมจ่ายที่สูงกว่า ตลาดตรงนี้ก็คงยากสำหรับเขา เพราะเขาชอบใช้แบรนด์นี้ และลองใช้กับตัวเองแล้วผมไม่เสีย ไม่กระด้าง “สินค้าพอไม่ใช้เคมีมากผมก็ไม่ค่อยเสีย ไม่แข็งกระด้าง เพราะส่วนผสมหลักจะมาจากธรรมชาติ เช่น ทำมาจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมันละหุ่ง ออร์แกนออยล์ มะขามป้อมจากอินเดีย น้ำมันจาก Amaranth จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พอลูกค้าได้ลองเขาจะรู้ผลลัพธ์ด้วยตัวเอง”

หลังจากที่เขาทดลองผสมสีผมใช้เองอยู่ประมาณ 1 ปี และสั่งสินค้าจากแบรนด์ FRAMESI มากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายการตลาดของบริษัทแบรนด์นี้ก็เริ่มจับตามองว่าทำไมเขาสั่งสีจากบริษัทมากกว่าร้านอื่นๆ ก็เลยติดตามผลงานจับตาดูการทำงานของเขาอยู่ปีกว่า  จนแบรนด์พอใจในการทำงานของเขาก็เลยติดต่อให้เขาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย และน้อยที่สุดของแบรนด์จากทั่วโลก

“เขาบอกว่าปกติแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่ประเทศอื่นๆ ของเขาอายุ 40-50 ปีขึ้นไปทั้งนั้นและต้องมีประสบการณ์ในการทำผมนานกว่า 10 ปีขึ้นไป แต่ผมอายุ 30 ปี มีประสบการณ์ทำผมแค่ 4 ปีเท่านั้น ถือว่าน้อยที่สุดในทุกๆ ด้าน แต่มีครีเอทีฟและจินตนาการ ความกล้าลองของใหม่มากที่สุดเขาก็เลยเลือกผม ซึ่งเป็นมาได้ 1 ปี”  เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

หน้าที่ของแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่เขาต้องทำก็คือ การต้องไปเรียนรู้เทรนด์สีผมใหม่ๆ ของบริษัท และได้เดินทางไปดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้กับช่างทำผมจากทั่วโลก ทุกๆ 3 เดือนเขาต้องเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อประชุม ดูงาน หรือไปอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ไปสอนเขาบ้าง ไปเรียนกับเขาบ้าง  โดยช่วงที่ผ่านมาเขามักจะต้องเดินทางไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง เวียดนาม เพื่อไปแสดงการผสมสีและสอนทำสีผมแบบไล่เฉดให้กับช่างของประเทศนั้นๆ ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเขาเอง

ทุกวันนี้ร้านจิโร่ของเขาเป็นร้านทำผมที่ต้องจองคิวล่วงหน้า ไม่สามารถรับลูกค้าขาจรได้เลย คิวทำสีผมของเขาต้องจองล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์ เพราะเขาลงมือทำด้วยตัวเอง และรับลูกค้าทำสีผมเพียงวันละ 3 ท่านเท่านั้น เนื่องจากเขาต้องสอนการทำสีผมอีกด้วย

 

เขามีหลักปรัชญาในการทำงานว่าต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้า มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ถ้าทำงานด้วยความจริงใจ มีคุณภาพสมราคา ก็จะอยู่ในวิชาชีพนี้ไปได้ตลอดชีวิต โดยยึดหลักจริงจังคือมีความตั้งใจในการทำงานเรียนรู้ใหม่ๆ กับการที่เราทำเสมอ จริงใจไม่ยัดเยียดให้ลูกค้าทำโน่นนี่นั่นเกินความจำเป็น เจนจัดในงานของตนเอง รู้ให้ลึกรู้ให้จริง คุยอธิบายให้ลูกค้าฟังอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการอะไรสื่อสารให้ชัดเจน เพราะหากทำผิดพลาดมันเสียทั้งเวลาและความรู้สึกกับลูกค้า ถ้าทำแล้วไม่สวย ไม่ดี ต้องบอก อย่าให้ลูกค้าเสี่ยงทำเพื่อจะเอาแต่เงิน เพราะปากคนยาวกว่าปากกา

เมื่อประสบความสำเร็จก็อย่าลืมเป็นผู้ให้ตอบแทนสังคมกลับคืนบ้าง ซึ่งเขาจะแบ่งเวลาไปตัดผมเพื่องานจิตอาสาอยู่เสมอ เช่น ล่าสุดเขาก็ไปตัดช่วยภาคใต้ ปิดร้านพาช่างไปตัด (หาเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือสอนฟรีในบางโอกาสให้กับผู้ที่สนใจแต่ขาดกำลังทรัพย์ที่จะมาเรียน) เพราะเชื่อว่าสังคมที่ดีต้องมีทั้งผู้ให้และผู้รับจึงจะน่าอยู่

เขาบอกว่าเขาโชคดีที่ค้นพบความชอบและพรสวรรค์ ค้นพบเส้นทางของตัวเองได้ทันเวลา เพราะตอนวัยรุ่นก็ไม่มีความชัดเจนในตัวเองสักเท่าไหร่ว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร รู้แต่เพียงเป็นคนมีจินตนาการสูง ชอบแต่งตัว แล้วชอบทำสีผมเอง ไม่เคยไปเสียเงินทำสีผมให้ร้านไหน ซื้อสีมาทำเองผสมสีเองตลอด แต่ไม่รู้ว่าจะเอาจินตนาการที่มีมาใช้กับอะไรได้บ้าง จนกระทั่งมาเรียนทำผมแล้วก็เอาจินตนาการกับความชอบนั้นมาใส่ในงาน แล้วไปด้วยกันได้ดีอย่างเหมาะเจาะเหมาะสม

จากเด็กติดเกมที่มาเรียนทำผมเพื่อจะหาเวลาว่างเอาไว้เล่นเกม ก็สามารถพลิกชีวิตตัวเองกลายเป็นช่างทำผมที่มีจุดเด่นในเรื่องการทำสีผมไล่เฉดที่เป็นที่รู้จักในวงการทำผมมากยิ่งขึ้น และเป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์สมศักดิ์ ชลาชล ชื่นชมและภูมิใจเป็นอย่างมาก

 

ผู้มัดใจไว้กับวินัย แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480776

ผู้มัดใจไว้กับวินัย แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

คนทุกคนต้องมีหลักยึด ไม่เช่นนั้นก็ไม่มั่นคง โอนเอนโงนเงนไปจากเป้า สำหรับ แคทเธอรีน วชิรา ซอห์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิต จังชั่นส์ สถานฟิตเนส ฟิต จังชั่นส์ (Fit Junctions) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วชิรา ซอห์น ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ สเตย์ลีน (Staylean) หลักของเธอคือวินัย ที่ผูกมัดไว้กับชีวิตและทุกช่วงของชีวิตด้วยความหนักแน่น

ฟิต จังชั่นส์ หนึ่งในสถานฟิตเนสที่มาแรงแซงโค้งทุกคู่แข่ง เบื้องหลังคือคนทำงานที่จริงจัง นอกจากจะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แคทเธอรีน หรือแคท วัย 31 ปี ยังเป็นคู่ชีวิตของ ฟ้าใส พึ่งอุดม เทรนเนอร์คนดัง กรรมการผู้จัดการร่วมของบริษัท ฟิต จังชั่นส์ เรื่องของแคทคือเรื่องของผู้หญิงเอาจริง ผู้มุ่งมั่นต่อเป้าหมายในชีวิต อยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ตามมาเลย

“คุณพ่อเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-เกาหลี ส่วนคุณแม่เป็นลูกครึ่งไทย-จีน แคทจึงเป็นลูกเสี้ยวที่มีส่วนผสมหลายชนชาติ ซอห์นเป็นนามสกุลของคุณพ่อที่ถอดจากภาษาเกาหลีแบบเก่า ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงอ่านว่าซอนเหมือนที่เราได้ยินบ่อยๆ”

คุณพ่อเป็นชาวเกาหลีที่มาตั้งรกรากในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ปักหลักแต่งงานและทำงานในไทย ก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวชื่อ เอ็นโต้แทรเวล นำนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวในไทย เป็นที่รู้จักดีของชาวญี่ปุ่น บริษัททัวร์ของคุณพ่อมีขนาดใหญ่ เมื่อไทยลดค่าบาทช่วงต้มยำกุ้ง จึงถูกผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ประกอบกับถูกยักยอกในส่วนธุรกิจค้าขายจิวเวลรี่

 

“เป็นโชคสองชั้นที่ทำให้บริษัทของคุณพ่อล้มครืน คุณพ่ออายุ 82 ปีแล้ว หมดแรงที่จะลุกขึ้นมาฟื้นธุรกิจ ส่วนแคทตอนนั้นอายุ 10 ขวบ ก็แค่เคยมี แล้วก็ไม่มี ไม่ได้เสียใจค่ะ”

แคทบอกว่า แค่งง แต่ไม่เสียใจ เจ๊งคืออะไรหรือ เราก็ยังมีข้าวกิน เราก็ยังไปโรงเรียนได้ เด็กๆ ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่รู้สึกว่าขาด เพียงแต่รู้ตัวว่าต้องระวังการใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น คิดมากขึ้นก่อนจะซื้อขนมหรือของเล่นสักชิ้น ส่วนคุณพ่อซึ่งเดิมเป็นทหารมาเก่า ชายชาติทหารรับรู้ความล้มเหลวของธุรกิจด้วยอาการสงบนิ่ง แคทว่าเธอคงได้คุณสมบัติส่วนนี้จากพ่อมาบ้าง

ครอบครัวช่วยกันดูแล บิดาของเธอรับจ๊อบเล็กๆ และขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งหมดเพื่อปลดหนี้ พี่ชายอีกคนของเธอก็ช่วยเหลืออย่างมากเพื่อผ่อนภาระหนี้สินของตระกูล เรื่องนี้ส่งผลต่อแคทในเวลาต่อมา ได้แก่ความฝังใจที่ไม่อยากทำธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากไม่อยากล้มและเจ็บร้าวดังในอดีต

“บอกตัวเองว่าจะไม่ทำธุรกิจส่วนตัวเด็ดขาด เพราะรู้ซึ้งว่าไม่รอดแล้วเป็นไง แคทคิดแต่ว่าต้องทำงานหาเงินมาช่วยที่บ้าน รับราชการเต็มที่ก็แค่สองหมื่น เราไม่ทำแน่ แคทอยากเป็นแอร์โฮสเตสเพราะอยากได้เงิน อยากทำงานหาเงินให้มากที่สุด ปลดหนี้ให้มากที่สุด คิดแค่นี้”

 

หากช่วงแรกก็ไม่ได้เป็นแอร์โฮสเตส เธอเข้าทำงานที่บริษัทเทรดเดอร์สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง งานหนักแต่ชอบเพราะได้ทำทุกอย่าง ต่อมามีโอกาสเป็นลูกเรือสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ส บินทั่วโลก ผลตอบแทนดีสมใจแต่เซ็งสังคมจิกกัด รวมทั้งสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย จึงลาออกในที่สุด จะเห็นว่าได้อย่างเสียอย่าง โลกช่างไม่สมดุล

“เครียดเพราะองค์ประกอบหลายอย่าง ป่วยเป็นไทรอยด์ เวลาเหนื่อยจะหายใจไม่ออก เหมือนคนหายใจไม่ทัน สั่น เหนื่อย ฮอร์โมนผิดปกติทำให้ผุดลุกผุดนั่ง คึกตลอดเวลา จนถึงที่สุดคือหมดแรง หนึ่งปีที่ออกอาการ (หัวเราะ) ทำให้ไม่ยากที่จะตัดสินใจ”

ลาออกจากอาชีพที่รักแล้วกลับมาทำงานเทรดเดอร์อีก ครั้งนี้ย้ายไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอีกแห่ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งไหน เพราะทุกคนในที่ทำงานเกลียดกัน แคทบอกว่าชีวิตแย่กว่าตอนที่เป็นแอร์อีก (ฮา) งานหนักมากขนาดที่ว่าคนบ้าทำงานอย่างเธอยังไม่โอเค ชีวิตย้ายงานอีก 1-2 ครั้ง จนถึงครั้งสุดท้ายก็เป็นครั้งที่ “ฟ้าใส” บอกให้เธอลาออก

ฟ้าใสเข้ามาในชีวิต เป็นขณะเดียวกับที่แคทเริ่มมีอาการป่วยจากการทำงานเป็นแอร์โฮสเตส และหันไปฝึกโยคะเพื่อเยียวยาอาการบาดเจ็บของร่างกาย ในคืนวันปีใหม่ปีไหนก็สุดจะจำ 24.00 น. คืนนั้นเธอโพสต์รูปตัวเองเล่นโยคะอยู่คนเดียวในห้อง ฟ้าใสทักเข้ามา ความรักเริ่มต้นจากจุดนั้น

 

“ผู้หญิงคนนี้แปลก โพสต์รูปตัวเองออกกำลังกายตอนเที่ยงคืนวันปีใหม่ แสดงว่าไม่เที่ยว ไม่มีใครที่ไหนเขาทำกัน ยายคนนี้ต้องไม่มีแฟนแน่”

แคทบอกว่า สิ่งที่ฟ้าใสคิดเกี่ยวกับเธอถูกต้องหมดทุกข้อ คือ 1.แปลก 2.ไม่เที่ยว 3.ไม่มีแฟน เมื่อคบหาเรียนรู้กันในเวลาต่อมาก็พบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตรงกัน ทั้งความเอาจริงเอาจังกับชีวิต ความมุ่งมั่น ปูมหลังของครอบครัว รวมทั้งเรื่องแปลก เรื่องไม่เที่ยวและเรื่องไม่มีแฟนนั่นก็ด้วย (ฮา)

ความจริงก็พอรู้จักกันอยู่ก่อน เนื่องจากรุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกัน แคทรับคำชวนของฟ้าใส เธอรับตำแหน่งเป็นครูสอนโยคะที่สถานฟิตเนสของเขา ฟิต จังชั่นส์ สาขาแรกที่พญาไท ทั้งคู่ค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก่อเกิดความรักและตัดสินใจแต่งงานกันอย่างรวดเร็วภายใน 6 เดือนแรกนั้นเอง ทั้งคู่เข้าใจตรงกันว่าไม่อยากเสียเวลา แต่งงานแล้วลุยก่อร่างสร้างตัว ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ค่อยหย่ากันทีหลัง

เป้าหมายในชีวิตคือการทำธุรกิจ ความสำเร็จและความรุ่งโรจน์ที่สามารถเอาชนะในสิ่งที่ต้องการ ฟิต จังชั่นส์เพิ่งก่อตั้งสาขาใหม่เป็นสาขาที่ 3 ที่สวนลุมไน้ท์บาซาร์ ถนนรัชดาภิเษก จะเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้ ส่วนอาหารเสริมเพื่อสุขภาพสเตย์ลีน ตั้งเป้าการเติบโต 10-20% ขณะเดียวกันก็เตรียมแผนจะสร้างร้านอาหารที่มีที่นั่ง สเตย์ลีนจะบุกตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป

“สเตย์ลีนต่อยอดมาจากฟิต จังชั่นส์ค่ะ ไอเดียคือเราเสิร์ฟโปรตีนและอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับคนที่รักการออกกำลังกาย จุดเริ่มต้นคือขนมปัง 2 แผ่นที่แคททำขึ้นที่บ้าน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวน โดยเริ่มแรกนำไปฝากวางไว้ที่ตู้เย็นในฟิต จังชั่นส์ ปรากฏว่าทุกคนต้องการจะกิน”

 

การเห็นโอกาสที่ดีของสเตย์ลีนว่า เทรนด์เพื่อสุขภาพกำลังมาอย่างแรงๆ ประกอบกับฐานสมาชิกของ “ฟ้าใส” ทั้งที่ติดตามในเฟซบุ๊กกว่าแสนคนและที่เป็นซับสไครเบอร์ในยูทูบอีกกว่า 3 แสนคน คือจังหวะที่ทำให้สเตย์ลีนเกิด ครัวกลางอยู่ที่พระราม 9 จัดส่งอาหารและโปรตีนสูตรอร่อยมากมาย ทั้งแซลมอนคั่วกลิ้ง แซนด์วิชอกไก่เพสโต้ ข้าวมันไก่ลีนไหหลำ ที่สาวสวยปรับสูตรมาจากความทรงจำ
ของอาม่าใจดีข้างบ้านวัยเด็ก รวมทั้งอีกมากเมนูจานเด็ด (line id:@staylean) เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือ วินัยการทำงาน วินัยการใช้ชีวิต

“ทำงานหนักแต่ไม่รู้สึกว่าหนัก รู้สึกตรงกันข้ามคือสนุกและชอบในสิ่งที่กำลังทำทั้งหมดค่ะ เครื่องมือและแรงผลักดันสำคัญคือวินัยในการใช้ชีวิต มองย้อนกลับไป วินัยคือสิ่งที่นำแคทมาถึงวันนี้ คือทุกบททุกตอนที่ทำให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ มาได้”

หน้าหวานแต่หัวใจแกร่ง ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ออกกำลังกาย 1-2 ชั่วโมง ดูแลตัวเองแล้วซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ คอนโดไปดูแลครัวกลางที่พระราม 9 จนเช้าสายบ่ายเย็นเสร็จสรรพงานแล้ว “เดิน” กลับคอนโด ใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง เพื่อออกกำลังกายไปด้วยในตัว

ฟิต จังชั่นส์มีฟ้าใสดูแลเป็นหลัก ส่วนแคทแบ่งภาคมาดูแลสเตย์ลีน อีก 5 ปี มีแผนจะนำบริษัท เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อนาคตจึงหมายถึงการทำงานหนักต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร แคทบอกว่าเธอมีความสุข วินัยในชีวิตจะนำเธอไปสู่ทุกสิ่งที่ปรารถนาแน่นอน

 

ศรินญา มหาดำรงค์กุล ผู้หญิงรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480711

ศรินญา มหาดำรงค์กุล ผู้หญิงรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล

โดย…วรธาร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผู้หญิงรุ่นใหม่ไฟแรงที่นอกจากสวยใส บุคลิกดี และเปี่ยมด้วยมนุษยสัมพันธ์แล้วยังเป็นคนเก่งมีความสามารถและมีมุมมองในเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจคนหนึ่ง ริน-ศรินญา มหาดำรงค์กุล ทายาทคนโตของ กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล และหลานสาวของ ดิลก มหาดำรงค์กุล เจ้าของบริษัท ศรีทองพาณิชย์ ผู้นำเข้านาฬิกาแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศและธุรกิจโรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด

ปัจจุบันนั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด โรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ถนนสุรวงศ์ มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลทั้งสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์อันเป็นหัวใจหลักสำคัญของธุรกิจโรงแรมในการสร้างการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมของโรงแรม ตลอดจนการรับรู้ในคุณค่าและผลประโยชน์ของบริการต่างๆ รวมถึงการสร้างการรับรู้ในเรื่องภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรมให้กับลูกค้า

“รินทำมาแล้ว 2 ปีในตำแหน่งนี้ เป็นงานที่ทำแล้วสนุกและมีความสุขค่ะ เนื่องจากโดยส่วนตัวชอบงานโรงแรมอยู่แล้ว ประกอบกับเรียนจบมาทางด้านนี้ด้วย คือจบ MBA บริหารธุรกิจด้านโรงแรม ที่โรงเรียนบริหารธุรกิจบริการชั้นนำของโลกอย่าง Les Roches International School of Hotel Management
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์”

หากย้อนไปก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เธอเคยทำอยู่ที่ Bangkok Marriott Hotel ที่สุขุมวิท 57 ในส่วนของการตลาดได้ประมาณปีครึ่งแล้วย้ายไปที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท สุขุมวิท ซอย 2 ในตำแหน่งเดียวกัน แต่ดูโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออทเพิ่มอีกโรงแรม ทำอยู่ปีครึ่ง จากนั้นจึงย้ายมาที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดจนถึงปัจจุบัน

“เหตุผลที่เลือกทำงานโรงแรมข้างนอกเพราะต้องการหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง อีกอย่างมองว่าการทำงานในธุรกิจของครอบครัวยังไงก็ไม่เหมือนกับทำข้างนอก อีกทั้งอยากรู้ว่าเมื่อทำงานข้างนอกแล้วตัวเองจะก้าวไปถึงจุดตรงไหน

อีกอย่างตอนนั้นเพิ่งเรียนจบใหม่ ประสบการณ์ไม่พอที่จะกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว แม้จะเคยฝึกงานตอนใกล้จบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สวิสโซเทล เลอ คองคอร์ดก็ตาม รินเป็นคนที่ถ้าทำอะไรจะต้องรู้ในเรื่องนั้นให้มากที่สุดและต้องทำงานแบบคนรู้จริง และหากวันหนึ่งจะต้องกลับไปช่วยก็ยังสามารถเริ่มได้ทันที”

ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด กล่าวว่า จากการทำงานโรงแรมมาหลายปีสิ่งหนึ่งที่เห็นคือทุกปีจะมีโรงแรมใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ทุกโรงแรมจึงต้องปรับตัวให้พร้อมกับการแข่งขันกับรายอื่นอยู่ตลอดเวลา ส่วนตัวเชื่อว่าโปรดักต์ทุกคนเท่ากัน แต่สิ่งที่ทำให้โรงแรมไม่เหมือนคนอื่นจะเป็นเรื่องของงานอีเวนต์และกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้กับลูกค้าในแง่ของประสบการณ์มากกว่าในเรื่องของการให้ผลิตภัณฑ์

“สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะทำให้เราพร้อมกับการแข่งขันคือต้องรู้รอบด้านไม่เฉพาะแต่เรื่องโรงแรมอย่างเดียว ต้องคอยดูเทรนด์ของโลก เรื่องการท่องเที่ยว เศรษฐกิจตอนนี้เป็นยังไง มีชาติไหนเข้ามา เหตุการณ์บ้านเมืองเราเป็นยังไง สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้กิจการโรงแรมเดินไปได้

 

สมมติถ้าช่วงไหนเศรษฐกิจเริ่มไม่ดียอดขายของโรงแรมก็จะเริ่มตกไปด้วย เมื่อเรารู้ก็ต้องหาช่องทางในการดึงยอดขายกลับมา ฉะนั้นเราต้องตามเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การท่องเที่ยว เทรนด์ ไลฟ์สไตล์ของคนว่าไปถึงไหน เพื่อจะได้วางแผนถูก เตรียมพร้อมและปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ไม่งั้นก็จะตามหลังคนอื่น

อีกอย่างจะต้องเป็นคนที่หูตากว้างไกล เห็นอะไรอยู่ในกระแสหรือที่ผู้คนกำลังฮิตกัน หรือเทรนด์อะไรกำลังจะมา เราสามารถเอามาปรับใช้ในงานของเราได้ ไม่ใช่อยู่ในสายงานโรงแรมจะต้องสนใจเรื่องของโรงแรมอย่างเดียว สำหรับรินจะติดตามทุกด้านที่กล่าวมาทั้งหมด

ยิ่งเดี๋ยวนี้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียกำลังบูม รินก็จะใช้สื่อออนไลน์ของโรงแรม ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ และไลน์ในการทำมาร์เก็ตติ้ง โปรโมตสินค้าและบริการของโรงแรมเป็นหลัก รวมทั้งใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของโรงแรม นอกจากจะช่วยประหยัดงบแล้วยังรวดเร็วทันใจอีกด้วย ในขณะที่สื่อโฆษณาสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ หรือสื่อพรินต์จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ในเรื่องของไทม์ไลน์ เป็นต้น” ศรินญาแสดงวิสัยทัศน์

เมื่อถามถึงธุรกิจของครอบครัว รินบอกว่า ตั้งแต่ทำงานมาในส่วนของโรงแรมยังไม่เคยเข้าไปช่วยอะไร เนื่องจากเธอยังทำงานและมีความสุขที่เลอ เมอริเดียน แต่ถ้าธุรกิจนำเข้านาฬิกาของศรีทองพาณิชย์มีโอกาสช่วยคุณแม่อยู่บ่อยครั้ง โดยจะติดตามคุณแม่ไปงานบาเซิลแฟร์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เกือบทุกปี

“สมมติถ้าช่วงนั้นรินว่างหรือลาหยุดได้ก็จะไปงานนี้กับคุณแม่แทบจะทุกปี ไปช่วยคุณแม่ดูนาฬิกาเพื่อที่จะนำเข้ามาขายในไทย” ทายาท มหาดำรงค์กุล พูดถึงการช่วยธุรกิจนำเข้านาฬิกาของครอบครัว