เจนนิเฟอร์ คิ้ม ‘ถูกต้อง…ฉันอาภัพรัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480525

เจนนิเฟอร์ คิ้ม 'ถูกต้อง...ฉันอาภัพรัก'

โดย…ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“…ชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ไม่เหมาะ และไม่สำคัญสำหรับดิฉันเลยค่ะ มีความสำคัญแค่แต่งให้คนอื่นดูเท่านั้นเอง” เจนนิเฟอร์ คิ้ม นักร้องดีวาส์ ผู้หญิงตาเล็กๆ หน้ากลมๆ บอกพร้อมเสียงหัวเราะเป็นอาวุธคู่กาย

โอกาสสวมชุดแต่งงานสีขาวเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนในโลกมายา ล่าสุดประกบเพื่อนสุดซี้ “เบน ชลาทิศ” กับบทผัวเมียที่ต้องสลับร่างกัน ในซิตคอมครอบครัวตัวสลับ ทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิทัลฟรีทีวีช่อง 24  เรียกว่าเรื่องนี้ขออัญเชิญตัวพ่อ ตัวแม่วางไมค์ มาโชว์ศักยภาพทางการแสดง แต่ก็ถือเป็นฤกษ์อันดีที่จะได้พูดคุยกันในเรื่องราวความรักเมื่อเทศกาลวาเลนไทน์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง สำหรับคำตอบนักร้องดีวาส์ เจนนิเฟอร์ คิ้ม หรือพี่คิ้ม ก็บอกตามสไตล์

“วัยใกล้จะเมนส์หมดแล้วไม่สามารถใช้มดลูกในการสืบทอดสายพันธุ์ได้อีก การใส่ชุดแต่งงานแบบนี้มันเป็นแค่เสมือน แต่ไม่จริง คือล้ำยิ่งกว่าเสมือนจริงอีกค่ะ” คิ้ม เริ่มต้นสนทนา การพูดคุยกันในวันนี้ นิยามสำหรับเธอต้องใช้คำว่า “Black Valentine” ความรักขมขื่นผ่านมาหมดแล้วทั้งโดนทำร้ายร่างกายโดยผู้ชายที่หวังฝากฝังชีวิต หย่าร้าง ผ่านความผิดหวังถึงขั้นทำร้ายตัวเองกินยานอนหลับประชดชีวิต และในวันนี้ความรักคือการเปย์ ฟังดูน่าตกใจ แต่เมื่อออกมาจากปากเธอคนนี้กลับได้หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง เริ่มต้นมหากาพย์แรกกันเลย

รักแท้ที่หาไม่เจอ

“ทุกครั้งที่ชีวิตผ่านจุดยากๆ  มา ก็จะคิดว่าหนี้ตรงนี้ใช้หมดแล้ว ชาตินี้ฉันเสียหมดหน้าตัก ชาติหน้าอย่ามาทวงนะ เวลาเราไปเจอผู้ชายไม่ดี แล้วเลิกกันไป เราถือว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ กลายเป็นต้นกล้าที่เกิดใหม่และแข็งแรงกว่าเดิม หลายคนอาจมองว่าเราน่าสงสาร ที่ไม่มีใครรักจริง แต่เรามองว่าฉันรักตัวเองพอแล้ว”

เจนนิเฟอร์ คิ้ม เล่าย้อนไปในวัย 27 ปี เคยเจอฝรั่งซ้อมจนหน้าน่วมถึงขั้นต้องขึ้นโรงพักแจ้งความ ชีวิตคู่บทแรกแทบไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการกระโดดลงไปในวังวนแห่งความหวังที่ต้องการชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ

“อยากมีครอบครัวอบอุ่น อยากไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก พอรู้จักผู้ชายคนนี้ก็ไม่คิดอะไรเลยค่ะ แล้วตอนนั้นอาชีพนักร้องก็ไม่โด่งดัง โดนปฏิเสธงานตลอด ถ้าเขาเจอนักร้องที่สวยที่เด็กกว่าเรา ก็ขมขื่นเบื่อไม่อยากร้องเพลงแล้ว จึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับฝรั่ง เพราะจะไปอยู่เมืองนอกมีลูกน่ารัก เปิดร้านอาหารดิฉันทำกับข้าวเก่งก็ฝันไป กระโจนเข้าใส่ไม่รู้น้ำลึกแค่ไหน น้ำเน่าหรือเปล่า ไม่สนใจ คิดแต่อนาคตสวยๆ แต่ไม่ทันได้ไปลายก็ออก ดิฉันอยากแนะนำผู้หญิงด้วยกันค่ะ ว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อย่าทน อย่าคิดว่ามันจะเลิกทุบตีเรา ถ้ามีครั้งแรกก็มีครั้งที่สองแน่นอน

สัญญาณแรกของผู้ชายแบบนี้ คือขี้หึงม-า-ก ความรักต้องเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ดูให้ดีๆ แต่ถ้าเจอก็ช่างมัน เจอแบบนี้ต้องเลิก แล้วคนแบบนี้มันเป็นโรคจิต มันจะตามติด รังควานเรา แต่เราก็ต้องหนีค่ะ อย่าอยู่เฉยๆ ให้คนรอบข้างยื่นมือมาช่วยเราเพื่อให้พ้นวังวนนี้ อย่าท้า อย่ารอ กรณีดิฉันเอาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้โดยใช้เพื่อนที่มีบารมีมีอำนาจบีบมัน ข่มขู่ให้มันรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้าง แล้วมันก็ได้ผลค่ะ ในที่สุดดิฉันก็พ้นจากสถานการณ์นี้ได้

ซิตคอมครอบครัวตัวสลับ

บทเรียนก็กลับมาคิดว่า มันคงเป็นกรรมที่เราต้องชดใช้ แต่เราไม่สงสารตัวเองนะ สงสารผู้ชายคนนั้นมากกว่า เพราะการที่ผู้ชายลุกขึ้นมาตีผู้หญิง เป็นการแสดงความอ่อนแอมากกว่า อย่าซ้ำเติมตัวเองในวันที่เราแย่ๆ เราดูโง่ๆ ในวันก่อน ให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเองที่ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ในวันนี้ค่ะ”

เจนนิเฟอร์ คิ้ม บอกถึงนิยามความรัก ณ ปัจจุบัน ความรักคือการให้ โดยเฉพาะการให้อภัย  คือรักใครให้สุด รักในสิ่งที่เขาเป็น อย่าก้ำกึ่ง รักกันให้สุดๆ ไปเลย

“อย่างเช่นคำว่าเปย์ แม้การให้ในรูปแบบการเปย์ของดิฉันในวันนี้ก็เชื่อว่าดิฉันได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว และในวัยเลยหลักสี่สู่เลขห้า ผู้หญิงวัยนี้คาดหวังกับอะไรไม่ได้ แค่อยู่ได้ไปวันๆ แต่ละวันก็โอเคแล้วค่ะ ไม่คิดร่วมหัวจมท้ายกับใครอีกแล้ว ไม่ยึดติด หมกมุ่นกับใคร ก็ไม่มีการคาดหวังกับใครอะไรอีกแล้ว

ขอขยายความคำว่าการเปย์อีกสักนิด คิ้ม อธิบายอย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีที่แล้ว ไม่ใช่การเปย์ด้วยเงินทองหรือข้าวของราคาแพง แต่เป็นการเปย์ด้วย ‘ปูทะเลนึ่งคุณภาพเกรดเอพลัส ตัวใหญ่ เนื้อแน่น’ ของดีที่สุดสำหรับผู้ชายที่ชื่นชมหมายปอง

นิยามความรักคือการให้ครั้งนี้ เมื่อเกือบสิบปีก่อน ดิฉันชอบปรนเปรอคนที่คลั่งไคล้ด้วยของกิน การกินเป็นยิ่งกว่าเซ็กซ์ตรงที่มันแบ่งปันได้ไม่จำกัด แค่สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยคนสองคน และไม่จำเป็นต้องเราฟินพร้อมกัน เขากินแล้วอร่อยเราก็ฟินไปด้วยดีใจแล้ว ถ้าดิฉันชอบใครมากๆ ดิฉันสั่งให้ที่บ้านทำให้กินเลย ปูไข่เนื้อแน่นมันปูสีเขียวๆ เหมือนขี้เถ้า กระดองปูอ่อนๆ กัดนิดเดียวก็แตกดึงออกมาเนื้อแน่นติดกรรเชียงเป็นเส้นๆ คนเราต้องรู้ธรรมชาติของตัวเองค่ะ หลงใหลใครก็เป็นพัก เกิดปีแพะธาตุไฟ หลงใหลได้ปลื้มใครก็ชอบขวิด ชอบบุกเป็นระยะๆ ตอนนี้ก็เลิกส่งปูไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่เห็นปูทะเลก็จะนึกถึงหน้าเขาคนนี้ทุกครั้งเลยค่ะ” คิ้ม บอกสเปกชอบผู้ชายเก่งซึ่งกลายเป็นแพสชั่นหรือความลุ่มหลงให้ทำสิ่งเหล่านี้สุดตัว

“แต่อย่างไรเราก็ต้องสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเล่นเกมไหน ถ้าเล่นอยู่ฝ่ายเดียวแล้วไม่ได้อะไรกลับมา ไม่มีใครทนเล่นต่อไปหรอกค่ะ ในฝันผู้หญิงก็อยากให้ใครสักคนมารักมาเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีก็องุ่นเปรี้ยวไปเลยค่ะ เราปล่อยวางโสดได้”

ผู้หญิง(อย่า)ชอบครอบครอง

ไม่มีใครทำเราเจ็บหรอกนอกจากตัวเราเอง ลองเบี่ยงความสนใจมาที่ตัวเราเองบ้าง

หลายคนไม่เคยรู้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม เคยจดทะเบียนสมรสเมื่ออายุปลาย 20 มหากาพย์ความรักบทที่สองเริ่มต้นอีกครั้ง นับเป็นวัยเริ่มต้นสร้างชีวิตครอบครัวแสนเพอร์เฟกต์ที่สุด

“ข้อแรกเป็นลูกเศรษฐีค่ะ ดิฉันก็เลยยอมจดทะเบียนด้วย กับอีกข้อคือเอาชนะแม่ของเขาที่หวงลูกชายและตั้งตัวเป็นอริกับดิฉันที่สุด พยายามกีดกันไม่ให้ลูกได้กับดิฉัน ส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ไม่รู้อะไรมาบังตา เอาซี้…ไปอยู่เมืองนอกแต่เราก็มีทะเบียนสมรสนะ ไปจดกันที่เขตบางรักด้วยค่ะ เขาเป็นคนโรแมนติกมาก แล้วก็เข้าข่ายลูกชายคนมีสตางค์ที่นิสัยเสียทุกอย่าง หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ติดเที่ยว ติดเพื่อน และติดหญิง เจ้าชู้  ถามว่าคุ้มไหม ไม่คุ้มเลยกับการจดทะเบียน มีแต่เสียไปเยอะแยะ เพราะถึงเวลามันแสบ ผู้ชายมันจะเกเรทุกอย่าง อะไรที่เราคิดว่าจะได้ก็ไม่ได้ ชีวิตคู่การลงทุนด้วยกันก็นุงนังเรื่องเงินทอง ปวดหัวมาก ตอนนั้นดิฉันไม่อยากได้อะไรจากเขาแล้ว ขอแค่ใบหย่า

แล้วผู้ชายนิสัยเสียมักไม่ยอมรับผิดไม่พอนะคะ มันยังหันกลับมาโทษเราอีก นี่เรื่องจริงเลยนะ พอเกิดเรื่องปุ๊บมันจะพูดเลยว่า นี่ไง เพราะนิสัยเธอนี่แหละถึงเป็นแบบนี้

ผู้ชายทุกคนของดิฉัน เขาบอกเลย ‘คุณคือผู้หญิงที่ขี้เหร่ที่สุดของผม’ เพราะแต่ละคนเป็นเศรษฐี บางคนไม่หล่อเลยนะ แต่คารมดี เวลาเราเลิกกับคนพวกนี้จะรู้จักสันดานผู้ชายไปอีกสเต็ป พวกเจ้าชู้เวลาอยากทิ้งเราเพราะไปมีคนอื่น เราพูดอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดแล้ว หงุดหงิดใส่เราตลอดเวลา หรือไม่บางวันก็ดีดี๊ มารู้ทีหลังมันเพิ่งไปทำความผิดอะไรสักอย่างมา พวกนักดนตรีรุ่นน้องๆ ดิฉันนี่ต้องบอกชู้เป็นหมา (หัวเราะ) ใช้คำนี้เลยค่ะ คลำไม่มีหางก็เอาได้แล้วนะ แล้วผู้หญิงของคนพวกนี้ก็อยู่ในระดับจิกขั้นสูง โทรศัพท์เช็กผู้ชายตลอดเวลา อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? ผู้ชายบอกกินสุกี้อยู่กับพี่คิ้ม แล้วขอเวลาดื่มนิดหน่อย แต่พวกเธอก็รู้จักดิฉันไงคะ ก็ได้ยินเสียงโต้ตอบกลับมา พี่คิ้มดื่มด้วยหรือ? อ้าว…ยุ่งกับดิฉันไม่พอ บอกกินสุกี้ เสียงแว้ดกลับมาอีก สุกี้มันเป็นใคร? นางคนนี้หึงแม้กระทั่งสุกี้

คือได้ยินแล้วก็อ่อนใจ (หัวเราะ) จะบอกว่าผู้ชายพวกนี้มันแอดวานซ์มาก มันเหนื่อยเกินไปนะถ้าใครจะตามใครแบบนี้ เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีถึงขั้นมีแชตไลน์ลับไม่พอนะคะ พวกนี้มันเซฟชื่อกิ๊กเป็นผู้ชายแล้ว แบบแฟนๆ ไอ้พวกนักดนตรีพวกนี้ก็มาเล่ามาฟ้องดิฉันว่ามีสายโทรเข้าตี 3 แฟนนางก็ยื่นโทรศัพท์ให้ดูนี่ไง ไอ้ประวิทย์ แก๊งเล่นรถมันโทรมา แต่ไอ้เพื่อนที่ไหนใครมันจะโทรมาตี 2 ตี 3 ดิฉันก็ผ่านซีนนี้มาก่อน ก็คิดว่าผู้ชายที่เราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราเปลี่ยนตัวเองง่ายกว่าค่ะ” คิ้ม เล่าอดีตกาลของความรักที่วันนี้คนเล่าไปหัวเราะไปได้แล้ว

บทสุดท้ายของความรัก?!!

รู้สึกยังไงที่ถูกมองว่าอาภัพรัก? คิ้ม ไม่ขอปฏิเสธเรื่องนี้เลย “ดิฉันดึงดูดกับผู้ชายเจ้าชู้นะ เจอกันตลอดไม่รู้ทำไม คนที่ดิฉันประชดโดยกินยานอนหลับก็เป็นเพราะเขามีผู้หญิงเยอะแยะ เราก็ผิดพลาดไปอยู่ ณ จุดนั้นด้วย ตอนนั้นอายุสามสิบกว่าๆ แล้วค่ะ คิดว่ารักแท้มีจริง (หัวเราะเสียงดัง) ก็ยอมเป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขา แล้วเขาก็รับผิดชอบเลี้ยงดูผู้หญิงทุกคนดี เป็นเสี่ยขับปอร์เช่ เป็นนักธุรกิจที่เก่ง ดิฉันชอบผู้ชายเก่งอยู่แล้ว ก็มาเฝ้าเราร้องเพลง คือผู้ชายที่เข้ามาก็อยู่ในแวดวงการงานตรงนี้แหละ ไม่เคยได้ใครไปไกลกว่านี้ ซึ่งก็รู้ๆ อยู่ว่าคนพวกนี้เจ้าชู้ม-า-ก

เราเองก็เกิดมาในครอบครัวจีนที่พ่อมีเมีย 3 คน เราเป็นลูกเมียน้อย แต่ไม่เคยได้อะไรน้อยกว่าลูกคนอื่นๆ เพียงแต่รู้สึกว่าต้องแบ่งๆ กันแค่นั้นเอง แม่แต่ละคนมีลูก 4 คน รวมกัน 12 คน เลี้ยงลูกเยอะป๊าเปิดบ่อนไพ่นกกระจอกเลี้ยงลูก ดิฉันก็ติดนิสัยกล้าได้เสียแบบนั้นมา นิสัยไม่เคยนุ่มนิ่มเป็นผู้หญิง แต่พอเขาไม่หยุดที่เราแถมยังหายไปเฉยๆ เลยในระยะเวลา 3 เดือนเองนะคะที่คบหากัน เราก็ผิดหวังสิ่งที่เราอยากได้ ไม่ได้ กลายเป็นชีวิตคู่ที่มีความโดดเดี่ยว ชีวิตคิดว่ามันสิ้นสุดแล้วแค่นั้น เพราะเราไม่เคยเห็นคุณค่าตัวเอง เพ่งเห็นแต่คุณค่าผู้ชายเท่านั้น ถ้าใครคิดแบบนี้ก็ไม่มีทางที่ผู้ชายเขาจะเห็นคุณค่าของเรา

ในที่สุดเขาก็ไปมีคนใหม่อีก โมเมนต์นั้นมืดมนอยู่คนเดียว อยากประชดกินยานอนหลับไป 10 กว่าเม็ด อารมณ์ประชดประชันล้วนๆ ไม่ได้อยากถึงตายนะคะ เพราะเตรียมเก็บกระเป๋าไปโรงพยาบาลไว้หมดแล้ว โทรหาเพื่อนๆ ทุกคน ที่เป็นหมอแจ๊ค สุขารมณ์ โก้ แซกแมน มาหมด รวมทั้งผู้ชายคนนั้นด้วย ยืนทำหน้าตกใจข้างๆ เตียงโรงพยาบาล

แต่ทุกคนไม่ใช่ว่าโชคดี ดิฉันโชคดีที่รอด ดิฉันอยากบอกว่าชีวิตคู่เป็นเรื่องวาสนาบุญกรรมจริงๆ ถ้าไม่มีบุญก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่ายึดมั่นถือมั่นอยากรั้งเขาคืนมา

กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ก็ผ่านความผิดหวังสาหัสกินยาฆ่าตัวตายในครั้งนั้นมาแล้ว ชีวิตรอดมาจนอายุ 37 ปี จึงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร โง่มาก (หัวเราะ) ดิฉันเกลียดผู้ชายที่ชอบดูถูกคน ดิฉันไม่เคยดูถูกใครนะคะ แต่จะดูถูกเฉพาะคนที่ดูถูกเราก่อน ก็ต้องเจอตอกกลับไปบ้าง เพิ่งพูดเป็นว่าคนเราต้องผ่านความโง่มาจึงจะฉลาด แล้วดิฉันจะเล่าให้ฟัง แฟนคนนี้เคยเอารูปแฟนเก่าของเขาให้ดู บอกว่าแต่ก่อนไม่สวยอย่างนี้นะ ทำไมตอนนี้มาก?!! ดิฉันได้ทีตอกกลับอ้าว! …ก็เลิกกับคุณไงคะ ฉลาดขึ้นก็ดูสวยขึ้นเลยค่ะ” คิ้ม พูดเสียงดังแล้วหัวเราะชอบใจเสียงดังๆ ไม่แพ้กันแล้วสำทับต่อไปว่า

“ผู้ชายเลิกกับเรา ดิฉันเปรียบเหมือนเบียร์เลิกผลิตไปแล้ว แต่อย่าคิดว่ามีคนเดียว ขวดเดียว อย่าคิดว่าชีวิตสิ้นสุดแค่นั้น วันนี้มีเบียร์อิมพอร์ตเยอะแยะให้เลือกเลยค่ะ”

นิยามเซ็กซ์และความรัก

“ยังเข็ดเมื่อสิบปีที่แล้วมันรู้สึกด่าตัวเอง อีแก่ ควาย โง่ เคยลองคบคนอายุน้อยกว่า ที่สุดแล้วเขาก็ต้องมีแฟนอายุเท่าๆ กันซ่อนไว้ ดิฉันคบกัน 3 เดือน พอรู้ก็เลิก

ความรักสายเปย์ (หัวเราะ) เปย์อะไรไม่รู้ ซื้อไปเรื่อยๆ ก็หมดไปล้านกว่าบาท ดิฉันก็ไม่ได้ซื้อของมีค่าราคาแพง นาฬิกา เครื่องประดับ หรือกระเป๋าแบรนด์เนมอะไรแบบนี้ไม่ซื้อค่ะ เพราะทั้งดิฉันและเขาก็ไม่ได้มีรสนิยมใช้ของแบรนด์ราคาแพงๆ อะไรแบบนี้ แต่จะเน้นซื้อของใช้ได้ดีๆ คุ้มค่าจริงๆ แล้วใช้ได้ยาวนาน เช่น สูทคัตติ้งเนี้ยบตัวละเป็นหมื่น รองเท้าหนังคุณภาพดีใส่แล้วดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันที ใส่แล้ว(ดูดี)ให้ฉันดูนี่แหละ ไม่ต้องใส่ให้ใครดู แล้วพอเลิกรากันไปดิฉันก็ไม่เคยฟูมฟายว่าเสียเงินไปซื้อของให้ผู้ชาย สนุกจะตายค่ะ มีเงินก็ได้ใช้ ช็อปปิ้งกันสนุกสนาน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของการเปย์ ดิฉันก็ถูกเหน็บกัดจากเพื่อนตุ๊ดกะเทย ว่าไม่ได้เปย์เต็มรูปแบบ แต่เป็น co-sponsor จ่ายร่วมกับรายใหญ่ที่อาจจ่ายมากกว่าเรา หรือเรียกจิกกัดอีกทีคือเป็น ‘พระโคสปอนเซอร์’ เป็นกลุ่มวัวๆ ควายๆ ไปแบบนั้นเลย (คนพูดหน้าตาเฉย แต่คนฟังหัวเราะน้ำตาไหลท้องแข็งตายไปแล้ว 555+)

เราต้องเข้าใจกฎ กติกา มารยาทในการเล่นเกมนี้ ผู้ชายในเกมนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากปลาคาร์ป เวลาเราโยนขนมปังลงไปก็จะว่ายกรูเข้ามาตอดแก้มป่องหนุบหนับน่าเอ็นดู คนเขวี้ยงขนมปังกับปลาก็มีความสุขกันตรงนั้น กินอิ่มก็แยกย้ายค่ะ เหมือนเล่นการพนันสล็อตแมชีน ทุกคนมีความสุขกับการลุ้น แต่แล้วก็ต้องจบ ไม่เดือดร้อนใคร

การเสี่ยงดวงเลือกซื้อหวย และการเลือกสามี เป็นสองเรื่องที่ดิฉันไม่มีดวงทางด้านนี้จริงๆ ไม่มีโชคทั้งแทงเอง และถูกแทงค่ะ (คนฟังหัวเราะท้องแข็งอีกแล้ว) เดินผ่านแผงลอตเตอรี่แม่ค้ากวักมือเรียก พี่คะ พรุ่งนี้รวยค่ะ ดิฉันหันไปบอกเลย พี่รวยตั้งแต่วันนี้แล้วค่ะน้องคะ

ทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องมีเงื่อนไข สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ฉันจะไม่รักผู้ชายคนไหนมากกว่าตัวเอง เราสามารถทำความมั่นคงให้การงานการเงินได้ดี ได้ง่ายกว่า ความมั่นคงทางความรัก มีเท่านี้ก็ต้องมีอีก ทำให้มุ่งอยู่แต่กับงาน ซึ่งการที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินนี่ก็เพราะพื้นฐานเรามาจากบ้านอากงตรอกสลักหิน เปิดบ่อนไพ่นกกระจอกแล้วพ่อก็สานกิจการต่อ การพนันก็คือมีได้กับเสียๆๆ แต่ละวันคือความไม่มั่นคงเลยในชีวิต ทุกวันนี้เลือกสะสมความมั่นคงคือเงิน ทำอย่างไรให้ทำงานได้เงินเยอะๆ ที่สุด ไม่เคยคิดหยุดทำงานเพื่อเพิ่มเงิน ใช้เงินไปลงทุนในหุ้น ที่ดิน ทองคำ โชคดีมีหลานชายลูกพี่สาวเป็นที่ปรึกษาที่ดีเรื่องนี้ค่ะ เขาเรียนจบด้านการเงินมา ซึ่งก็ช่วยดูแลดิฉันในเรื่องนี้ได้อย่างดีเลยค่ะ” เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทิ้งท้ายในแบบสาวสตรองวัยเข้าสู่เลขห้าที่มีความมั่นคงเกินร้อย

 

มนตรี จิรฐิติกาลกิจ ‘ผมรักอาหารไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/480258

มนตรี จิรฐิติกาลกิจ 'ผมรักอาหารไทย'

โดย…วรธาร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เชฟอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิมผู้มากประสบการณ์ ผ่านการทำงานในโรงแรมและภัตตาคารทั้งในและต่างประเทศมามากมายหลายที่ มนตรี จิรฐิติกาลกิจ หรือ เชฟต้น ชูส์เชฟ (Sous Chef) ประจำห้องอาหาร สมูท เคอร์รี่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ที่เพิ่งร่วมงานได้ประมาณ 4 เดือน

ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับพลาซ่า แอทธินี เคยเป็นเชฟอาหารไทยอยู่ที่ห้องอาหารสุโขทัย ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน ดูไบ เป็นเวลา 7 ปี จากนั้นได้ไปทำที่ร้านอาหารไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 2 ปีครึ่ง ได้เผยแพร่อาหารไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก พร้อมทั้งฝากชื่อเสียงด้านการทำอาหารไทยที่สหรัฐด้วยการคว้าแชมป์หัวหน้าพ่อครัวของร้านอาหารไทยจากการแข่งขันเชฟร้านอาหารไทยในสหรัฐ

สำหรับเส้นทางสู่การเป็นเชฟ และประสบการณ์ด้านการทำอาหารของเชฟมนตรี เริ่มต้นมาจากความสนใจการทำอาหารตั้งแต่เด็กโดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจ บ่อยครั้งที่คุณแม่เข้าครัวทำอาหารเป็นต้องเข้าไปเป็นลูกมือช่วยเตรียมวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ อยู่เสมอ เช่น โขลกพริกแกง ล้างผัก หั่นหอม พอมีโอกาสก็ลองทำแล้วเกิดหลงรักในที่สุด

“เด็กคนอื่นในวัยเดียวกับผมอาจชอบอย่างอื่น แต่ผมชอบเข้าครัว ตอนแรกๆ ก็บอกไม่ถูกว่าทำไมชอบ รู้แต่เวลาแม่เข้าครัว (แม่ทำอาหารเก่งและอร่อย) ก็เข้าตามโดยแม่ไม่ต้องบอก ช่วยหยิบจับโน่นนี่นั่น
โชคดีที่แม่คอยสอนการทำอาหารไปด้วย เช่น เมนูนี้ๆ ทำไมต้องเลือกใช้วัตถุดิบนั่นนี่ เครื่องปรุงอันไหนควรใส่ก่อนหลัง เราก็จำๆ มีโอกาสก็ลองทำ รู้สึกสนุกและมีความสุข รู้สึกว่าชอบตั้งแต่นั้น”

ด้วยความมุ่งมั่นหวังเอาดีด้านการทำอาหารและทำงานสายนี้ พอเรียนจบมัธยมต้น มนตรีจึงเลือกเรียนสายคหกรรม จากนั้นก็เข้าสู่โหมดการทำงานทันทีในโรงแรมต่างๆ เริ่มจากการเป็นผู้ช่วยเชฟที่โรงแรม
ดิ เอมเมอรัลด์ จากนั้นย้ายไปแกรนด์ ไฮแอท ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 ปีครึ่ง แล้วกลับมาอยู่โรงแรมสุโขทัยอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะย้ายไปทำที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน ดูไบ และร้านอาหารไทยในสหรัฐ

 

“ผมพยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการทำอาหารให้มากที่สุด ทุกที่ที่ไปทำงานเป็นที่ที่ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น เรียนรู้วัฒนธรรมด้านอาหารของประเทศนั้นๆ อย่างตอนไปดูไบคนที่นั่นชอบพะแนง โดยเฉพาะพะแนงซีฟู้ด เช่น พะแนงกุ้งมังกร ชอบเป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็เป็นโอกาสได้พัฒนาทักษะการทำอาหารในเรื่องของการพลิกแพลงการใช้ส่วนผสม เครื่องปรุง หรือวัตถุดิบต่างๆ เนื่องจากวัตถุดิบและส่วนผสมบางอย่างในต่างประเทศหายาก จึงพยายามดัดแปลง ใช้ส่วนผสมอื่นเข้ามาแทน แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องคงรสชาติให้เหมือนอาหารไทยที่สุด นี่คือความท้าทาย” เชฟต้น เล่าประสบการณ์

เขาเล่าถึงอาหารไทยว่ามีประวัติมาช้านาน ผู้คนส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศต่างนิยมชมชอบ เนื่องจากมีความโดดเด่นในด้านความเข้มข้นและความจัดจ้านของรส มีเครื่องปรุงหลายอย่าง รสชาติอาหารแต่ละอย่างมีรสเฉพาะตัว การใช้เครื่องปรุงรสต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน กรรมวิธีในการทำก็มีหลายวิธี เช่น การตำ ยำ ต้ม แกง ปิ้ง ย่าง หลน จี่ เป็นต้น ทั้งหมดพิถีพิถัน มีขั้นตอนเพื่อให้หน้าตาอาหารออกมาน่า
รับประทานและรสชาติคงความอร่อย

“ผมรักอาหารไทยและถนัดทำอาหารไทยสไตล์ดั้งเดิม เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามต้นแบบมาตรฐานที่บรรพบุรุษได้ทำไว้ ต่างจากแนวฟิวชั่นสลับกันได้ไม่เป็นไร เพราะไม่มีต้นแบบที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการครีเอทของคนทำ

ผมมองว่าร้านอาหารไทยเดี๋ยวนี้ค่อนข้างออกไปแนวฟิวชั่นเยอะ จึงอยากอนุรักษ์อาหารไทยแบบดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหายไป เพราะผมคิดว่านี่คือมรดกไทยอย่างหนึ่ง ที่ปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษเราได้สร้างไว้ จึงควรต้องรักษาไว้ให้ดีชั่วลูกชั่วหลานเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศ” เชฟต้น ทิ้งท้าย

ไก่คั่วพริก

ส่วนผสมน้ำหมักไก่

ไก่ตัวขนาด 800-1,000 กรัม 1 ตัว

น้ำมันหอย 1/4 ถ้วยตวง

กระทียมผง 1/4 ถ้วยตวง

ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วยตวง

น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง

ส่วนผสมเครื่องปรุง

กระเทียมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ

หอมเจียว 3 ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดทอด 3 ใบ

พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด

ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

พริกป่น 1 ช้อนชา

มะนาว 1 ช้อนโต๊ะผักชี 2 ก้าน

วิธีทำ

ล้างไก่ให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำผสมส่วนของน้ำ

หมักให้เข้ากันคลุกเคล้ากับไก่ให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

เปิดเตาให้ได้อุณหภูมิ 180 องศา นำไก่เข้าอบประมาณ 20-30 นาที หรือ จนกระทั่งไก่สุก

พักไก่ให้เย็น จากนั้นสับเป็นชิ้นๆ ใส่หม้อ เปิดไฟอ่อนๆ ใส่ส่วนผสมที่เหลือลงไปคั่วกับไก่จนเครื่องปรุงเข้ากับไก่จนทั่ว

ตักใส่จาน โรยด้วยผักชีและพริกขี้หนูทอด จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว

 

โนเกียตั้งบริษัทในไทยลุ้นฟื้นชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486634

โนเกียตั้งบริษัทในไทยลุ้นฟื้นชีพ

โนเกียเปิดสำนักงานใหญ่ประจำประเทศไทย เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ลุยตลาดไตรมาส 2 ปีนี้

นายอาร์โต นุมเมลลา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำประเทศไทย เพื่อเตรียมทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือโนเกียในประเทศไทย ซึ่งจะมีการเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ (พาร์ตเนอร์) ซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายโนเกียแล้วมากกว่า 1 รายในประเทศไทย ซึ่งในแต่ละช่องทางการจำหน่ายจะมีพาร์ตเนอร์ที่แตกต่างกัน ขณะที่ทั่วโลกบริษัทมีพาร์ตเนอร์ผู้แทนจำหน่ายกว่า 500 ราย ใน 112 ประเทศ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคของโนเกียเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจากการสำรวจภายหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ โนเกียในประเทศจีน พบว่า 74% เป็นผู้ซื้อที่อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือของโนเกียมาก่อน และ 86% ของผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคต้องการให้โนเกียกลับมาขายโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่บริษัทมั่นใจว่าความเป็นเอกลักษณ์ของโนเกียจะสามารถดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาสนใจได้ด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ความเสถียร 2.การใช้งานง่าย และ 3.คุณภาพของผลิตภัณฑ์

“ตลาดในประเทศไทยเป็นตลาดที่โนเกียมองเห็นศักยภาพเช่นเดียวกันกับตลาดเอเชียแปซิฟิกที่สำคัญไม่แพ้กัน” นาย นุมเมลลา กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังคงยืนยันที่จะใช้คอนเซ็ปต์ คอนเนกติ้ง พีเพิล (Connecting People) ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมของโนเกียกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อสื่อสารความเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักทั่วโลก

ขณะที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทยนั้นยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดเช่นเดียวกันกับในหลายประเทศที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เช่นกัน ซึ่งไลน์ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทได้มีการเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในบางประเทศมี 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มสมาร์ทโฟนในรุ่นโนเกีย 3 ราคากว่า 4,800 บาท (139 เหรียญสหรัฐ) โนเกีย 5 ราคากว่า 6,600 บาท (189 เหรียญสหรัฐ) และโนเกีย 6 ราคากว่า 8,000 บาท (229 เหรียญสหรัฐ) ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มฟีเจอร์โฟน ในรุ่นโนเกีย 3310 ราคากว่า 1,700 บาท (49 เหรียญสหรัฐ) โดยมีระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์ พร้อมกันนี้วัสดุที่ใช้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนของโนเกียได้ใช้วัสดุอะลูมิเนียมในทุกรุ่นซึ่งสามารถแข่งขันได้

 

‘ทรู’ร่วมทุนแคนาดาตั้งบริษัทบุกเกมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 06:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486601

'ทรู'ร่วมทุนแคนาดาตั้งบริษัทบุกเกมไทย

กลุ่มทรู ร่วมทุนแคนาดา 175 ล้าน ตั้งเกมอะคาเดมีผลิตเกรทดีเวลอปเปอร์ป้อนอุตฯ เกม ดันไทยฮับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน 3 ปี

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธาน คณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า กลุ่มทรูได้จับมือกับบริษัท แอกซิออน เวนเจอร์ส ประเทศแคนาดา ตั้งบริษัทร่วมทุนทรู แอกซิออน เกมส์ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 175 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ/35 บาท) โดยกลุ่มทรูถือหุ้น 40% และแอกซิออน เวนเจอร์ส ถือหุ้น 60% ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและสร้างคุณค่าเพิ่มทางธุรกิจต่อกลุ่มทรู รวมทั้งร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรองรับตลาดโลกในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนมีแผนที่จะจัดตั้งสถาบันพัฒนาเกมหรือเกมอะคาเดมี เพื่อเป็นศูนย์กลางการเสริมสร้างบุคลากรและเกรทดีเวลอปเปอร์ สำหรับรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเกมของไทย รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตอบสนองนโยบายรัฐที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 โดยคาดว่าจะสร้างเกรทดีเวลอปเปอร์ที่สร้างเกมได้ประมาณ 800 คนใน 3 ปี

นายศุภชัย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดเกมในไทยอยู่ที่ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท คาดปีนี้จะมีมูลค่าตลาด 1.75 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาดเกมทั่วโลกจะมีมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาทในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ารายได้ของอุตสาหกรรมเพลงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์รวมกัน ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุตสาหกรรมเกมมีการเติบโตทั้งด้านการผลิตและการบริโภค จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมเกมทั่วโลก และคาดว่ารายได้จากอุตสาหกรรมเกมในไทยมีโอกาสเติบโตสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท/ปีภายในปี 2568

นายทอดด์ บอนเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท แอกซิออน เวนเจอร์ส กล่าวว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาบุคลากรในประเทศจีนมาแล้ว ซึ่งมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพทั้งในเรื่องบุคคลและการเติบโตของตลาดเกมที่เติบโตอย่าง ต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของตลาดเกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดีขณะนี้ทางบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตเพื่อจัดตั้งเกมอะคาเดมี ซึ่งคาดว่าในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้จะสามารถเปิดให้บริการและคาดว่าจะใช้เวลาทำโปรเจกต์แรกประมาณ 12-18 เดือน เน้นเกมบน มือถือก่อนเนื่องจากตลาดกลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 50-60% ของมูลค่าตลาดรวม

ภาพ http://www.compgamer.com

 

หัวเว่ยลุย5จีเจาะโอเปอเรเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 00:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486597

หัวเว่ยลุย5จีเจาะโอเปอเรเตอร์

หัวเว่ยโชว์เทคโนโลยีคลาวด์เน็ตเวิร์ก 5จี ไอโอที รับเทรนด์โลกเชื่อมต่อผ่านโมบายบรอดแบนด์ 2,000 ล้านคน

นายสตีเว่น หวง รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี เปิดเผยว่า เทคโนโลยีไอซีที 5 เทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ได้แก่ 1.การนำทุกสิ่งเข้าสู่เครือข่ายคลาวด์ 2.การสร้างวิดีโอให้เป็นบริการพื้นฐาน 3.การเพิ่มคุณค่าเครือข่ายให้มากที่สุด/การพัฒนา 5จี ให้ใช้งานได้จริง 4.ระบบปฏิบัติการดิจิทัลที่คล่องตัว และ 5.การนำเทคโนโลยีไอโอทีหรืออินเทอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งมาให้บริการ

ขณะที่แนวโน้มโลกปี 2568 ประชากรจำนวนกว่า 2,000 ล้านคน จะเชื่อมต่อผ่านโมบายบรอดแบนด์ และกว่า 500 ล้านคน เชื่อมต่อผ่านโฮมบรอดแบนด์ การติดตั้งโฮมบรอดแบนด์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการสร้างระบบอินดอร์ดิจิทัลจะช่วยปรับปรุงสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมและยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพคลื่นความถี่ให้ได้มากที่สุดเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ยุค 4.0

สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นไอซีที ภายใต้ “โลกที่มีการเชื่อมโยงสื่อสารที่ดีกว่า” ด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.คลาวด์เน็ตเวิร์ก 2.วิดีโอ 4K/8K 3.ไอโอที 4.เทคโนโลยีรองรับ 5จี เป็นโรดแมปวางไว้ระหว่างปี 2560-2563 ซึ่งในปี 2561 จะเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์เจาะกลุ่มโอเปอเรเตอร์ คาดว่าปี 2563 การใช้งานคนไทยถึงแพร่หลาย ส่งผลให้ค่ายโทรศัพท์มือถือที่ต้องขยายเน็ตเวิร์ก

“การใช้งาน 5จี ของผู้บริโภคจะมีความหลากหลายจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไอโอที คาดการณ์ว่าจะมีอย่างน้อย 100 อุปกรณ์ ดังนั้นโอเปอเรเตอร์ต้องบริหารคลื่นความถี่สอดคล้องกับการใช้งาน ซึ่งหัวเว่ยมีโซลูชั่น 3 รายการ ได้แก่ ความเร็วระดับสูง EMBB ความถี่ต่ำ URLLC และความถี่รองรับการเชื่อมโยงจำนวนมาก MMTC” นายหวง กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์แชร์คลื่นความถี่ของโอเปอเรเตอร์ เช่น หากใช้งาน 2จี ลดลงก็สามารถแชร์คลื่นความถี่ไปใช้ใน 3จี ส่วนผลสำรวจวิดีโอออนดีมานด์ พบว่า คนกรุงเทพฯ ต้องการคอนเทนต์ 4K กว่า 40% พร้อมเปลี่ยนแพ็กเกจโอเปอเรเตอร์ 64% ค่ายมือถือมีแนวโน้มขยายเน็ตเวิร์กรับการรับชมวิดีโอ 4K โดยตั้งเป้ารายได้ทั้งปีโตเป็นตัวเลขสองหลัก

ภาพ…เอเอฟพี

 

“อาลีบาบา” ดันเถาเป่ารุกสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2560 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486528

"อาลีบาบา" ดันเถาเป่ารุกสิงคโปร์

อาลีบาบาผนึกลาซาด้าครั้งแรก ดัน “เถาเป่า” แพลตฟอร์มขายของออนไลน์เข้าสู่สิงคโปร์

อาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของจีน เตรียมขยาย เถาเป่า แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ของบริษัทเข้าสู่สิงคโปร์ ผ่านการดำเนินงานของลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซสิงคโปร์ที่อาลีบาบาซื้อกิจการมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นในการขยายธุรกิจเข้าสู่อาเซียน หลังมีข่าวว่า อเมซอน อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากสหรัฐจะเตรียมเพิ่มการทำธุรกิจในภูมิภาคดังกล่าวเช่นกันในปีนี้

อเล็กซิส แลนเทอร์เนียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของลาซาด้า สิงคโปร์ เปิดเผยว่า ลาซาด้าจะเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ที่แปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และเชื่อมต่อกับเถาเป่าโดยตรง โดยจะเริ่มเพิ่มสินค้าใหม่เข้าไปในระบบ 4 แสนรายการ จาก 5 ล้านรายการ

บลูมเบิร์ก ระบุว่า การเชื่อมเถาเป่าเข้ากับเว็บไซต์ของลาซาด้า จะช่วยผู้บริโภคซื้อสินค้าจากเถาเป่าได้โดยตรงและเพิ่มการปกป้องสิทธิของผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยปัจจุบันผู้ซื้อหลายรายซื้อสินค้าจากเถาเป่าผ่านบริษัทค้าส่ง เนื่องจากไม่เข้าใจภาษาจีนและต้องพึ่งบริการแปลภาษาจากบริษัทดังกล่าว ซึ่งหลายครั้งพบการหลอกลวงขายสินค้าปลอมให้ผู้ซื้อ

“เราต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างแนวทางซื้อสินค้าที่สะดวก โดยทุกอย่างบนเว็บใหม่จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ผู้ซื้อจึงไม่ต้องกังวลเรื่องวิธีการส่งสินค้า การชำระเงิน หรือการขอคืนสินค้า” แลนเทอร์เนียร์ กล่าว

ขณะเดียวกันอาลีบาบาเปิดเผยว่า จะตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าทั้งในมาเลเซียและในอาเซียน

 

โพลเผยเด็กไทยไม่รู้ความหมาย “การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 12:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486357

โพลเผยเด็กไทยไม่รู้ความหมาย "การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์"

นิด้าโพลเผยเด็กไทย 84.30%ไม่เคยได้ยิน-ไม่เข้าใจความหมายของ “Cyberbullying”

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ทัศนคติของเด็กและเยาวชนไทยต่อพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18 – 21 มี.ค. จากเด็กและเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,172 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับทัศนคติของเด็กและเยาวชนไทยต่อพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ หรือ Cyberbullying

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นการเคยได้ยินและทราบความหมายของคำว่า Cyberbullying ของเด็กและเยาวชน พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.30 ไม่เคยได้ยิน และไม่ทราบความหมาย รองลงมา ร้อยละ 8.45 เคยได้ยินและทราบความหมาย (อธิบายความหมายได้ถูกต้องหรือใกล้เคียง) และร้อยละ 7.25 เคยได้ยิน แต่ไม่ทราบความหมาย

ด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ของเด็กและเยาวชน พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.59 ระบุว่า ใช้ Facebook รองลงมา ร้อยละ 88.14 ระบุว่า ใช้ Line ร้อยละ 69.28 ระบุว่า ใช้ YouTube ร้อยละ 57.59 ระบุว่า ใช้ Instagram ร้อยละ 29.44 ระบุว่า ใช้ e-mail ร้อยละ 29.10 ระบุว่า ใช้ Twitter ร้อยละ 17.92 ระบุว่า ใช้ Google + ร้อยละ 15.87 ระบุว่า ใช้ Pantip ร้อยละ 14.42 ระบุว่า เป็นเกมออนไลน์ ร้อยละ 6.06 ระบุว่า ใช้ Bee Talk ร้อยละ 4.52 ระบุว่า ใช้ Whatsapp ร้อยละ 3.07 ระบุว่า ใช้ Skype ร้อยละ 1.62 ระบุว่า ใช้ Kakao Talk ร้อยละ 0.77 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ Blog, hi5, Sanook, Kapook, Bigolive, และ Snapchat และร้อยละ 0.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์

ด้านการเคยพบเห็นพฤติกรรม Cyberbullying หรือ การรังแก การกลั่นแกล้งกัน ทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือเดือดร้อน ในรูปแบบต่าง ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตหรือบนสื่อสังคมออนไลน์ ของเด็กและเยาวชน พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 29.18 ระบุว่า เป็นการโพสต์ด่าทอ พูดจาส่อเสียด ให้ร้าย ดูถูก หรือข่มขู่ทำร้าย รองลงมา ร้อยละ 17.04 ระบุว่า เป็นการแอบอ้าง การสวมรอย หรือปลอมแปลงเป็นผู้อื่น ร้อยละ 14.30 ระบุว่า เป็นการหลอกลวง ฉ้อโกง ต้มตุ๋น ร้อยละ 13.67 ระบุว่า เป็นการสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ ร้อยละ 11.39 ระบุว่า เป็นการแบล็กเมล์กัน ร้อยละ 11.06 ระบุว่า เป็นการคุกคามทางเพศแบบออนไลน์ และร้อยละ 3.37 ระบุว่า ไม่เคยพบเห็นพฤติกรรม Cyberbullying

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงประสบการณ์ของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับพฤติกรรม Cyberbullying การรังแก การกลั่นแกล้งกัน ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือในสื่อสังคมออนไลน์ที่ผ่านมา ว่าเคยเป็นฝ่ายถูกกระทำหรือฝ่ายกระทำ หรือไม่ อย่างไร พบว่า ในจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยพบเห็นพฤติกรรม Cyberbullying ในโลกอินเทอร์เน็ต หรือในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.37 ระบุว่า ไม่เคยเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ รองลงมา ร้อยละ 12.24 ระบุว่า เคยเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว ร้อยละ 5.24 ระบุว่า เคยเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ และร้อยละ 2.15 ระบุว่า เป็นผู้กระทำฝ่ายเดียว

สำหรับความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับพฤติกรรม Cyberbullying แบบตั้งใจ/เจตนา ในโลกอินเทอร์เน็ตหรือในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 34.16 ระบุว่า ควรมีกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น พรบ. คอมพิวเตอร์, พรบ. การละเมิดลิขสิทธิ์, ความผิดทางอาญา ทางแพ่งและพาณิชย์ รองลงมา ร้อยละ 32.96 ระบุว่า ผู้ปกครองควรคอยเอาใจใส่ สอดส่อง ดูแลบุตรหลานของตนเอง ไม่ให้เป็นผู้กระทำ หรือตกเป็นเหยื่อ หรืออบรมสั่งสอน ตักเตือน รวมไปถึงการเรียนรู้และรับมือจาก Cyberbullying ร้อยละ 32.88 ระบุว่า ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจในทางลบ เช่น รำคาญ เครียด อับอาย เดือดร้อน ซึมเศร้า เบื่อ

ร้อยละ 30.15 ระบุว่า เป็นการทำด้วยความคึกคะนอง เพื่อความสนุก หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ร้อยละ 29.46 ระบุว่า เป็นการคุกคามความปลอดภัย หรือ ละเมิดสิทธิ์ ผู้อื่น ร้อยละ 18.87 ระบุว่า เป็นรูปแบบของการระบายความรู้สึกส่วนบุคคล รู้สึกสบายใจ สะใจ ไม่อัดอั้น ร้อยละ 15.29 ระบุว่า ผู้กระทำควรได้รับการปรึกษาจิตแพทย์ ถ้าทำเป็นประจำ หรือมีพฤติกรรมรุนแรงมาก ร้อยละ 14.77 ระบุว่า ถือเป็นเรื่องปกติในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยนี้ ร้อยละ 13.92 ระบุว่า เป็นสิทธิและเสรีภาพการแสดงออกบนพื้นที่ส่วนบุคคลที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย หรือผลกระทบใด ๆ ร้อยละ 0.60 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เป็นเรื่องไร้สาระ ควรเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์, เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี, และทำให้สังคมเสื่อม และร้อยละ 0.51 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงข้อเสนอะแนะเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับ มาตรการ ระเบียบ ข้อบังคับด้านกฎหมาย เพื่อมิให้เกิด พฤติกรรม Cyberbullying แบบตั้งใจ/เจตนา พบว่า เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.94 ระบุว่า ควรมีหน่วยงาน ที่ดูแลเกี่ยวกับ Cyberbullying โดยเฉพาะ เช่น การรับเรื่องการฟ้องร้อง การตรวจสอบพยานหลักฐาน การดำเนินคดี การตรวจสอบอื่น ๆ รองลงมา ร้อยละ 37.75 ระบุว่า ควรมีกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น พรบ. คอมพิวเตอร์, พรบ. การละเมิดลิขสิทธิ์, ความผิดทางอาญา ทางแพ่งและพาณิชย์ ร้อยละ 35.44 ระบุว่า ควรบังคับใช้ระเบียบ ข้อกฎหมาย และบทลงโทษอย่างเข้มงวด มีการลงโทษให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ร้อยละ 34.07 ระบุว่า ควรเพิ่มบทลงโทษกับผู้ที่กระทำผิด และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 28.52 ระบุว่า ควรมีการยืนยัน และตรวจสอบการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต หรือ สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เลข IP ประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือชื่อบัญชีผู้ใช้ ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ควรมีจำกัดอายุของการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต หรือ ในสื่อสังคมออนไลน์ ร้อยละ 1.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ควรสร้างจิตสำนึกที่ตัวเด็กและเยาวชน ให้ตระหนักถึงผลกระทบของ Cyberbullying และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม โดยสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาบทเรียน และผู้ปกครองควรควบคุมดูแล เอาใจใส่บุตรหลาน ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นปัญหาที่ควบคุมและแก้ไขได้ยาก และร้อยละ 2.05 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

 

 

ทรูชูโคเวิร์กกิ้งสเปซย้ำแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486343

ทรูชูโคเวิร์กกิ้งสเปซย้ำแบรนด์

ทรูลุยสร้างแบรนด์ผ่านโค-เวิร์กกิ้งสเปซ ประกาศเทงบ 200 ล้าน ขยายทรูสเฟียร์ให้ครบ 15 สาขาสิ้นปีนี้

นายปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาทำงานนอกสำนักงานมากขึ้น บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาสร้างแบรนด์ทรูให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยการปรับปรุงร้านทรูช็อปให้มีความทันสมัยและมีความเป็นพรีเมียม พร้อมกับเปิดให้บริการโค-เวิร์กกิ้งสเปซ ระดับพรีเมียมภายใต้ชื่อ ทรูสเฟียร์ โค-เวิร์กกิ้ง สเปซ เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าองค์กรระดับแบล็กการ์ด ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศ

สำหรับในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะเปิดทรูสเฟียร์ โค-เวิร์กกิ้งสเปซให้ครบ 15 สาขา ภายใต้งบลงทุนรวม 200 ล้านบาท จากปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้วจำนวน 5 สาขา ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

นอกจากนี้ เพื่อตอบรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ล่าสุดบริษัทได้ใช้งบ 30 ล้านบาท ปรับปรุงร้านทรูช็อปที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนให้เป็นร้านทรู แบรนดิ้ง ช็อป เพื่อให้บริการโค-เวิร์กกิ้งสเปซ และอัพเดทเทรนด์สินค้าไอที เน้นบริการกลุ่มลูกค้าทั่วไปกับเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่บริษัทได้นำมาให้บริการ เช่น อุปกรณ์และแกดเจ็ต จากทั่วทุกมุมโลก การเรียนรู้ Thailand 4.0 ด้วย Digital Park Stadium ความบันเทิงผ่านแอพ TrueID เป็นต้น

“ในส่วนของการเปิดร้านทรู แบรนดิ้ง ช็อป บริษัทจะเปิดให้บริการที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนเพียงแห่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากบริษัทต้องการให้ช็อปดังกล่าวเป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องมาไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว บริษัทต้องการให้ร้านทรู แบรนดิ้ง ช็อปแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมา ถ้าไม่มาถือว่ามาไม่ถึงประเทศไทย เพราะภายในร้านจะเป็นเหมือนดิจิทัล พาร์ค สเตเดี้ยม ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้บริการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดีที่สุด”นายปพนธ์ กล่าว

 

“ไลน์” มุ่งโมบายพอร์ทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 00:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486286

"ไลน์" มุ่งโมบายพอร์ทัล

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับ “ไลน์” หลังประกาศวิชั่นใหม่สู่การเป็นประตูนำไปสู่การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Portal) ด้วยการแตกบริการใหม่เพื่อสร้างให้มากกว่าเป็นแค่แอพพลิเคชั่นสำหรับแชตเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การสร้างรายได้นอกเหนือจากเกม สติ๊กเกอร์และโฆษณา

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์การเป็นประตูนำไปสู่การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือคือ การสร้างไลน์ให้เป็นศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ดิจิทัล ด้วยการนำเสนอการบริการที่ช่วยให้ชีวิตของคนง่ายขึ้น ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตมีด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจของเอซีนีลเส็นคนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน 234 นาที/วัน โดย 1 ใน 3 ของเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน 70 นาที/วัน

ดังนั้น โจทย์ของไลน์คือ ต้องทำอย่างไรเพื่อเพิ่มการใช้บริการไลน์ให้นานขึ้น จึงต้องแตกบริการใหม่ๆ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เนื่องจากการขยายจำนวนผู้ใช้ทำได้ยากจากอัตราการใช้ไลน์ 41 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 94% 2.การรุกกลุ่มธุรกิจคอนเทนต์ในกลุ่มทีวี ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ทีวี โดยปีนี้เปิดรายการใหม่คือ กลุ่มกีฬาและความงาม เพิ่มจากรายการละคร บันเทิง การถ่ายทอดสด

“ไลน์ทีวีเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพปีนี้วางแผนร่วมกับพันธมิตรช่อง 8 พีพีทีวี จีบัน และจะเพิ่มพันธมิตรใหม่ๆ จากธุรกิจหลักๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ไลน์จากโฆษณาทางทีวี เนื่องจากเทรนด์ของผู้บริโภคหันไปดูวิดีโอออนไลน์ 133 นาที/วัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก 65 นาที/วัน นอกจากนี้มีแนวโน้มว่างบโฆษณามูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เป็นงบโฆษณาสัดส่วนราว 10% หรือ 1 หมื่นล้านบาท ปีนี้มีโอกาสเติบโต 30%”

ในส่วนของธุรกิจคอนเทนต์ยังมีบริการแอพพลิเคชั่นไลน์ ทูเดย์ เปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 ด้วยฟีเจอร์นิวส์แท็บเป็นแอพพลิเคชั่นรวบรวมข้อมูลข่าวสารมาไว้บนมือถือ วางเป้าหมายสู่อันดับหนึ่งแพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารบนมือถือและคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาสสุดท้าย

ขณะที่ธุรกิจไฮไลต์ของไลน์และต้องจับตามองคือ 3.กลุ่มธุรกิจบริการ ด้วยการเปิดตัวแชตบ็อต เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยแบรนด์ในการโต้ตอบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น แต่เป็นการเชื่อมโยงกับไลน์ได้เลย เพื่อแก้ปัญหาแอพพลิเคชั่นที่มี 2.2-2.6 ล้านแอพพลิเคชั่น แต่พบว่าคนโดยมากโหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้เพียง 32 แอพพลิเคชั่น และมี 3-5 แอพพลิเคชั่นเท่านั้นที่ใช้งาน

นอกจากนี้ ยังเปิดบริการใหม่ไลน์ ไฟแนนซ์ หรือบริการทางการเงิน และ 4.การขายสินค้าและบริการรองรับกับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าธุรกิจค้าปลีก เปิด บริการ Beacon เพื่อเป็นเครื่องมือการทำโปรโมชั่นเรียลไทม์และไลน์แมนรับส่งพัสดุให้กับลูกค้า

เป้าหมายของไลน์คือ วางตัวเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ดิจิทัลซึ่ง ไลน์ทีวี ไลน์ทูเดย์ และไลน์เพย์จะเป็นธุรกิจปั้นรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากโฆษณาที่คาดว่าจะเติบโตถึง 30%

 

“โวดาโฟน”ผนึกกำลัง ตั้งบริษัทมือถือเบอร์1ในอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 12:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486183

"โวดาโฟน"ผนึกกำลัง ตั้งบริษัทมือถือเบอร์1ในอินเดีย

โวดาโฟนควบรวมพันธมิตรตั้งบริษัทโทรศัพท์มือถือใหญ่สุดในอินเดีย ดันการแข่งขันยิ่งระอุ

บริษัท โวดาโฟน กรุ๊ป ในอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในอังกฤษ ประกาศควบรวมกิจการกับบริษัท ไอเดีย เซลลูลาร์ ของมหาเศรษฐี เบอร์ลา กุมาร์ เพื่อสร้างบริษัทเครือข่ายไร้สายที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ในอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้งานถึง 395 ล้านคน หรือมากกว่าบริษัท เอทีแอนด์ที ของสหรัฐ ถึงกว่า 2 เท่า ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในตลาดอินเดีย ที่มีประชากรมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก

สำหรับโวดาโฟนจะถือหุ้นใหญ่ 45.1% ขณะที่ไอเดีย เซลลูลาร์ จะถือหุ้น 26% คาดว่าบริษัทใหม่นี้จะมีมูลค่า 2.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8 แสนล้านบาท) และส่งผลให้หุ้นของไอเดียพุ่งขึ้นถึง 14% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นมุมไบวานนี้

ทั้งนี้ ตลาดโทรศัพท์มือถือในอินเดียมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น หลังจากมหาเศรษฐี มูเกช อัมพานี เปิดบริษัท จิโอ อินโฟคอม เมื่อปีที่แล้ว พร้อมทำโปรโมชั่นโทรอย่างหนัก ขณะที่ภาร์ตีได้ซื้อเทเลนอร์ จากนอร์เวย์ เมื่อเดือนที่แล้ว

ภาพ…เอเอฟพี