วัดผลให้ตรงจุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 22:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486103

วัดผลให้ตรงจุด

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

โลกแห่งการตลาดออนไลน์มักจะบอกว่าเป็นการทำการตลาดที่วัดผลได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่ว่าคุณจะโฆษณาในสื่อไหน ทั้ง Google หรือ Facebook หรือโฆษณาผ่าน Banner ทุกคนจะวัดผลในจุดเดียวกันคือ “ยอดขาย”

ไม่มียอดขาย แปลว่าการทำการตลาดไม่ได้ผล คุณคิดไม่ผิดครับ แต่คุณเลือกใช้สื่อและเข้าใจสื่อผิด สื่อแต่ละชนิดมีคุณภาพและคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ผมจะเล่าให้ฟังทีละสื่อ

ถ้าคุณอยากได้ยอดขายและต้องการวัดผลที่ยอดขาย สื่อที่ดีที่สุดคือ ทำโฆษณาบน Google ครับ อันนี้ไม่ผิด แต่ถ้าคุณต้องการวัดผลบนการทำการตลาดผ่าน Facebook คุณจะวัดผลตรงไหน

เรามาเข้าใจ Facebook กันอีกทีครับ Facebook คือสื่อสังคมออนไลน์ที่เน้นการมีส่วนร่วมของเจ้าของ Fanpage กับผู้เห็นสื่อ สิ่งที่ Facebook ให้ความสำคัญมากๆ คือ การมีส่วนร่วม หรือ Engagement ซึ่งเราจะได้ยินศัพท์คำหนึ่งเสมอ เมื่อทำการตลาดผ่านช่องทาง Facebook คือ Engagement Rate หรืออัตราการมีส่วนร่วม

วิธีวัดของ Facebook คือ นับจำนวน Like Comment Share รวมถึง Click Link (คือการเข้าไปอ่านเนื้อหาของ Post) หารด้วยจำนวนคนเห็น แปลว่ามีค่าเหล่านี้เป็นเปอร์เซ็นต์ที่ดี (ปกติ 5% ขึ้นไปถือว่าดีแล้วครับ) แปลว่าคนที่เห็น Post คุณมีส่วนร่วมที่ดีกับคุณ

คำถามถัดมาคือมีส่วนร่วมดีแล้ว สินค้าคุณได้อะไร คำตอบคือ คนอ่านเข้าใจข้อดีของสินค้าคุณ เริ่มอยากมีส่วนร่วมในสินค้า เริ่มซึมซับความเป็นแบรนด์คุณ เมื่อถึงเวลาที่คนกลุ่มนี้ต้องการซื้อสินค้าจะคิดถึงสินค้าคุณเป็นอันดับแรกๆ ครับ ดังนั้น Facebook จะเป็นสื่อที่ใช้เวลากว่าจะได้ยอดขาย

การทำโฆษณา Banner เป็นสื่อที่เน้น Brand Awareness หรือการสร้างความรู้จักในแบรนด์ สื่อชนิดนี้วัดได้ 3 ค่าหลักๆ คือจำนวนการเห็น จำนวนการ Click และ CTR

ส่วนค่า CTR (Click Though Rate) หรืออัตราการคลิกเมื่อเทียบกับการแสดงผลเป็นตัววัดว่าวิธีการทำโฆษณา เรายิงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า หากค่า CTR สูง แปลว่า โฆษณาเรายิงไปตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่ถ้าต่ำจะถือว่าการกำหนดค่าโฆษณาผิดและยิงไม่ตรง ค่า CTR มาตรฐานของโฆษณา Banner จะอยู่ราวๆ 0.5% ถึงว่าดีแล้ว

โฆษณาชนิดนี้สิ่งที่คุณจะได้คือ 1.คนรู้จักแบรนด์ 2.เชื่อถือแบรนด์วันที่ต้องการซื้อสินค้าคุณ และ 3.ทำให้คุณมีโอกาสขายได้มากขึ้นและได้ราคาดีขึ้น

วัดผลได้แต่ต้องวัดให้ถูกต้องนะครับ

 

หุ่นยนต์จิ๋วสำรวจดาวอังคาร ที่เดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 15:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/486059

หุ่นยนต์จิ๋วสำรวจดาวอังคาร ที่เดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิว

นาซ่าเตรียมทดสอบหุ่นสำรวจดาวอังคารรุ่นใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติปรับโครงสร้างของล้อให้สามารถเดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิว

หลายองค์กรด้านอวกาศต่างมุ่งมั่นทำงานหนักกันเต็มที่ เพื่อส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารให้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารนั้นเป็นอะไรที่อันตราย และเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัย หรือคาดการณ์ได้ ฉะนั้นแล้วก่อนที่จะส่งมนุษย์ไปจริงๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์จะทำการสำรวจดาวอังคาร ซึ่งจะพึ่งพาใครไปไม่ได้นอกเสียจากหุ่นยนต์!

พบกับ PUFFER หุ่นยนต์ไซส์พกพาจากนาซ่าที่มาในขนาดเล็กกะทัดรัด และสามารถเดินทางได้บนทุกสภาพพื้นผิว ที่สำคัญก็คือหุ่นยนต์ดังกล่าวนี้มีต้นทุนที่ถูกในการผลิต จนสามารถใช้แล้วทิ้งได้เลยทีเดียว โดยแรงบันดาลใจมาจากการพับกระดาษแบบโอริกามิของชาวญี่ปุ่น

พื้นผิวของดาวอังคารมีความหลากหลาย และยากต่อการสำรวจเข้าถึง

ชื่อของเจ้าหุ่นตัวดังกล่าวเป็นคำย่อมาจาก Pop-Up Flat Folding Explorer Robots ดูภายนอกหน้าตาของมันเหมือนกับฟันเฟืองจิ๋ว 2 อันประกอบกัน ซึ่งการออกแบบที่เรียบง่ายนี้มีขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์อย่างเต็มที่ในการสำรวจ

เจ้าฟันเฟือง 2 อันนี้จะทำหน้าที่แทนล้อขับเคลื่อนตัวหุ่นสำรวจไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็สามารถบีบตัวเองให้แบนเมื่อเผชิญกับพื้นที่แคบๆ หรือยึดสูงขึ้นทำหน้าที่ล้ออย่างเต็มที่เมื่อต้องไต่ขึ้นที่สูง (PUFFER สามารถเคลื่อนที่บนพื้นที่ลาดเอียงได้สูงสุดเป็นมุม 45 องศา) นอกจากนั้นยังสามารถกระโดดได้อีกด้วย และด้วยน้ำหนักของโครงสร้างที่เบาเพียง 12 กรัมเท่านั้น  เจ้าหุ่น PUFFER นี้จะยังคงอยู่รอดปลอดภัย และสามารถทำการสำรวจต่อได้หากตกลงมาจากความสูงไม่เกิน 3 เมตร

PUFFER ปรับฟันเฟืองให้แบน เพื่อเดินทางผ่านช่องแคบ

ด้านนาซ่าระบุว่าด้วยคุณสมบัตินี้ จะช่วยให้ PUFFER สามารถเดินทางสำรวจไปบนทุกสภาพภูมิศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายบนดาวอังคาร ไปจนถึงพื้นน้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปา ของดาวพฤหัสบดีเลยทีเดียว

และขณะนี้หุ่นต้นแบบของ PUFFER ก็ได้ถูกสร้างเสร็จสิ้นแล้ว หลังโครงการดังกล่าวดำเนินการร่วมมือระหว่างนาซ่า และอีกหลายองค์กรมานาน 18 เดือน ทางทีมงานวางแผนที่จะทดลองการใช้ PUFFER ลงพื้นที่สำรวจจริง ในทะเลทรายโมฮาวี ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีนี้ เพื่อฝึกซ้อมพวกมันก่อนการปฏิบัติงานจริงบนดาวอังคาร ซึ่งทางนาซ่าวางแผนไว้ว่าภารกิจจะเกิดขึ้นในปี 2020 นี้

PUFFER สามารถไต่ขึ้นพื้นที่ลาดชัดได้สูงสุดเป็นมุม 45 องศา

 

ซอฟต์แวร์เกมไทย จับตาวีอาร์ดูดเงินโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485926

ซอฟต์แวร์เกมไทย จับตาวีอาร์ดูดเงินโฆษณา

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ซอฟต์แวร์เกมในภูมิภาคเอเชียกำลังเนื้อหอม หลังจากทางอเมริกามองว่าเป็นตลาดใหม่ เพราะพฤติกรรมของคนเอเชียเปิดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างง่ายดายและทุกๆ ด้าน และโทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกสิ่งของชีวิต จึงเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการเชื่อมต่อให้คนเสพติดเกมบนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา

ธิดารัธ ธนภรรคภวิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) เปิดเผยว่า ตลาดซอฟต์แวร์เกมในไทยเกือบ 98% มาจากต่างประเทศ เป็นของเกาหลีและจีน และเริ่มมีอเมริกาเข้ามาทำตลาดมากขึ้น ที่เหลืออีก 2% มาเกมพัฒนาขึ้นโดยคนไทย

อย่างไรก็ดี เทรนด์อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมในปีนี้ที่น่าจับตามอง การแจ้งเกิดของอุปกรณ์วีอาร์ (Virtual Reality) เทคโนโลยีในการจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงจะเกิดขึ้นในไทยหรือไม่ และอยู่ในตลาดนานหรือเป็นเพียงแค่กระแส ซึ่งจะทำให้กลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ผลิตคอนเทนต์ออกมารองรับกับความต้องการของตลาด ส่วนกำลังซื้อของผู้เล่นเกมมองว่ามีความพร้อมอยู่แล้ว

เทรนด์ที่สอง การพัฒนาให้ลูกค้าดูโฆษณาสินค้าเพื่อเก็บไอเท็มต่างๆ มาเล่นเกม เริ่มเป็นที่นิยมมากจากผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เพราะสามารถสร้างรายได้จากโฆษณาและขณะเดียวกันข้อดีของการโฆษณาลงในเกม คือ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง จากการที่ผู้เล่นเกมต้องระบุอายุและเพศ เริ่มมีสินค้าลงโฆษณาในเกมแล้ว อาทิ รถยนต์ฟอร์ด หรือกระทั่งแชมพูซันซิล ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสินค้าเป็นผู้หญิงสวนทางกับพฤติกรรมของคนเล่นส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และคาดว่าจะเริ่มมีสินค้าลงโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้ต้องดูโฆษณา

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นและเกมมีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท พบว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในระดับสากลในการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 มูลค่าการส่งออกคิดเป็นกว่า 1,500 ล้านบาท ในส่วนของปี 2559 กลุ่มแอนิเมชั่นมีอัตราการเติบโตเพิ่ม 5%

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2560 กลุ่มเกมมีอัตราการเติบโตกว่า 22% พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่เล่นเกมผ่านโทรศัพท์มือถือจะเป็นกลุ่มที่เล่นเพื่อแคชวลหรือเล่นเพื่อการผ่อนคลาย ใช้ระยะเวลาการเล่นไม่นานเพียง 5 นาที โดยพบว่าตลาดเกมบนมือถือหรือบนแอพพลิเคชั่นมีผู้ผลิตคอนเทนต์ขึ้นมาแข่งขันเป็นจำนวนมาก เพราะอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของคนไทยถึง 68%

ในส่วนผู้เล่นเกมออนไลน์ คนไทยนิยมเล่นและพร้อมจ่ายเงินเพื่อซื้อไอเท็ม ส่วนการเล่นผ่านเครื่องพีซีจะเป็นกลุ่มจริงจัง มีกำลังการซื้อสูง จ่ายเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์การเล่น อย่างไรก็ตามปัญหาของอุตสาหกรรมเกม พบว่าผู้ทำคอนเทนต์ทางด้านโปรแกรมในเชิงลึกยังมีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่ทางด้านภาพแอนิเมชั่นถือว่ามีความเหนือชั้น คนไทยทำกราฟฟิกได้สวยงามและมีความคมชัดและมีความละเอียดมากกว่า

“เกมบนโทรศัพท์มือถือยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากการเข้าถึงคนได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ขาดการพัฒนาเชิงลึก ปัญหาความจุของเมโมรีก็เป็นอุปสรรค”

เหตุผลที่การพัฒนาคอนเทนต์ซอฟต์แวร์ยังน้อย ส่วนหนึ่งเพราะขาดเงินลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้ราว 10 ล้านบาท บางคนมีไอเดียแต่ไม่มีเงินลงทุน ส่วนคอนเทนต์คนไทยนิยมเล่น เป็นการผจญภัย แฟนตาซี

ปัจจุบันไทยมีรายได้จากการสร้างคอนเทนต์ติดอันดับ 20 ของโลก ซึ่งเกมที่ได้รับความนิยมทั้งในไทยและดังไปทั่วโลกในขณะนี้ คือ เกมอารยา (ARAYA) และเกม Home Sweet Home เป็นเกมผีที่ถูกพัฒนาคนไทย ได้รับการยอมรับกระทั่งมียอดผู้ดาวน์โหลด 500 ล้านดาวน์โหลด ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในเวทีโลก BAFTA Game Awards ในงาน BAFTA 2017 หลายรางวัล

“อุปสรรคอุตสาหกรรมเกม ส่วนใหญ่มาจากทัศนคติคนมองว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน เพราะไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลเยาวชนออกมาบังคับใช้อย่างจริงจัง เช่นกำหนดการจัดเรตติ้งเกม เพื่อกำหนดกลุ่มผู้เล่นตามอายุที่เหมาะสมกับคอนเทนต์ ช่วยทำให้เด็กเล่นเกมได้อย่างเหมาะสมกับวัย”

ยกตัวอย่างเทียบกับในประเทศจีนมีการกำหนดชัดเจนสำหรับผู้เล่นอินเทอร์เน็ตต้องนำบัตรประชาชนมาพร้อมกับมีมาตรการควบคุมการเล่น ซึ่งไทยเคยนำมาตรการตรวจบัตรประชาชนมาใช้ระยะหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี เพื่อส่งเสริมให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนและมีเป้าหมายขยายสู่ระดับโลก บทบาทของกลุ่มสมาคมได้ดำเนินการสนับสนุน ช่วยเหลือด้านธุรกิจการค้าและการพัฒนาสินค้าแก่สมาชิก รวมทั้งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการตัวกลางระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในการเชื่อมโยงทั้งสองส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเติบโต สอดรับกับนโยบายประเทศที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

สำหรับงานแบงค็อก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิจิทัล คอนเทนต์ เฟสติวัล 2017 ที่เกิดจากการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐกับเอกชน โดยเป็นการงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิดดิจิทัล วันเดอร์แลนด์ ความมหัศจรรย์ของดิจิทัลคอนเทนต์ เทศกาลประจำปีที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม เพื่อแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสในธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล แอนิเมชั่น เกม อี-เลิร์นนิ่ง คอมพิวเตอร์กราฟฟิก และเวอร์ชวล เอฟเฟกต์ เป็นต้น

ขณะที่การจัดงานปีนี้มุ่งเน้นลักษณะบีทูบี หรือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ แตกต่างจากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใหม่ๆ กับคู่ทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ ได้แก่ อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น ร่วมกว่า 40 ราย เช่น การ์ตูนเน็ตเวิร์ค จากอเมริกา CCTV ANIMATION CO จากประเทศจีน MIXI INC จากญี่ปุ่น และผู้ประกอบการไทยอีก 60 รายเข้าร่วมกิจกรรม

ธิดารัธ กล่าวว่า การจัดงาน แบงค็อกอินเตอร์เนชั่นแนล ดิจิทัล คอนเทนต์ เฟสติวัล 2017 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยไฮไลต์ของงานเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงร่วมบรรยายเทคโนโลยีเทรนด์ใหม่วีอาร์ ในหัวข้อ วีอาร์ เดอะ เวิลด์ เชนจ์จิ้งเทคโนโลยี มั่นใจว่างานดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดี โดยเป้าหมายของการจัดการในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมให้ภาพรวมของธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์เพิ่มมูลค่าขึ้นราว 800 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 780 ล้านบาท

ซอฟต์แวร์ไทยจะไปได้ไกลบนเวทีโลก นอกจากต้องส่งเสริมคนสร้างคอนเทนต์แล้ว ทัศนคติที่มีต่อเกมต้องเปลี่ยนไป และมีความเข้มงวดการดูแลการเล่นของเยาวชนไทย หากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น จากปัจจุบันไทยมีรายได้จากการสร้างคอนเทนต์ติดอันดับ 20 ของโลก และด้วยฝีมือแอนิเมชั่นที่สวยงาม คมชัด การติดอันดับ 1 ใน 10 คงเป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

 

กสทช.ประมูลเบอร์สวย 2 วันกวาดรายได้ 120 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 16:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485913

กสทช.ประมูลเบอร์สวย 2 วันกวาดรายได้ 120 ล้าน

กสทช.จัดประมูลเบอร์สวยสองวันยอดทะลุเป้า 120 ล้านบาท ประมูลออกทั้งหมด 76 เลขหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) รายงานว่า ผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวยทั้งสองวัน จำนวน 200 เลขหมาย มีผู้เข้าร่วมการประมูลทั้งสิ้น 70 คน มีผู้สนใจประมูลเบอร์สวยรวมทั้งสิ้น 76 เลขหมาย จาก 200 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวมทั้งสิ้น 120,482,767 บาท แบ่งเป็น เบอร์สวย 7 ตัวเหมือน จำนวน 16 เลขหมาย และเบอร์สวย 6 ตัวเหมือน จำนวน 60 เลขหมาย โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

สำหรับเบอร์สวย 7 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุดในครั้งนี้ คือ เลขหมาย 091-999-9999 ราคาชนะประมูล 8,020,000 บาท รองลงมาคือ เลขหมาย 088-999-9999 ในราคา 6,610,000 บาท และเลขหมาย 090-999-9999 ในราคา 6,029,999 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 3 ล้านบาท

ส่วนเลขหมาย 6 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุดในครั้งนี้ คือ เลขหมาย 091-199-9999 ราคาชนะประมูล 3,200,000 บาท รองลงมาคือ เลขหมาย 089-899-9999 ในราคา 3,050,000 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 5 แสนบาท

การประมูลเบอร์สวยในครั้งนี้ ถือว่าทำรายได้เข้ารัฐทะลุเป้า จากที่คาดไว้ว่าจะทำรายได้ 100 ล้านบาท โดยทำรายได้สูงถึง 120 ล้านบาท เบอร์สวยที่สำนักงาน กสทช. นำออกมาประมูลทั้งหมดเป็นเบอร์ที่สำนักงานกันออกมาเก็บไว้นานแล้ว มีเพียง 1,300 เลขหมายเท่านั้น ซึ่งไม่มีอีกแล้ว สำหรับการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. คงต้องเดินหน้าประมูลเบอร์สวยต่อไปในไตรมาสที่ 2, 3, 4 และในปี 2561 ต่อเนื่องอีก

 

กสทช.เผยประมูลเบอร์สวยวันแรกได้เงินกว่า72ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485872

กสทช.เผยประมูลเบอร์สวยวันแรกได้เงินกว่า72ล้าน

กสทช.เผยคนแห่ประมูลเบอร์สวยวันแรกได้เงินรวมกว่า 72 ล้าน เผยเบอร์เดียวแพงสุด 8 ล้าน ขณะที่วันที่ 2 ยังคึกคัก

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมการจัดประมูลเลขหมายโทรศัพท์ที่เป็นเลขหมายสวยเป็นวันที่สอง โดยมีการเปิดประมูลทั้งหมด 100 เลขหมาย

ล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 09.45 น. ที่ผ่านมา มีผู้ชนะการประมูลเลขหมายแรก 7 ตัวเหมือน 090-888-8888 ที่ราคา 4,110,000 บาทแล้ว โดยทำการประมูลทั้งหมด มากกว่า 100 ครั้ง ส่วนการประมูล 6 ตัวเหมือน จำนวน 75 เลขหมาย ราคาเริ่มต้นที่ 5 แสนบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 5000 บาทหลักประกันต่อเลขหมาย 5 หมื่นบาทนั้น จะเริ่มทำการประมูลหลังจากประมูลหลังจากเสร็จสิ้นการประมูลเลขหมาย 7 ตัวเหมือน

สำหรับรูปแบบของการประมูลยังคงเป็นการประมูลผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมประมูล ทั้งนี้ การเสนอราคาทุกครั้งของผู้เข้าประมูลทุกคนจะมีการบันทึกไว้ตามเวลาที่เสนอ และเมื่อการประมูลเลขหมายจบลง ผู้เข้าประมูลสามารถตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ว่าชนะการประมูลเลขหมายใดบ้าง หลังจากนั้นผู้ชนะการประมูลจะได้รับหนังสือแสดงสิทธิว่าเป็นผู้ชนะการประมูลจากสำนักงาน กสทช.

ด้าน นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวยวันแรกซึ่งได้เปิดประมูลในวันที่ 18 มี.ค. จำนวน 100 เลขหมาย ว่าภาพรวมมีผู้สนใจประมูลเลขหมายรวม 41 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวมกว่า 72 ล้านบาท แบ่งเป็น เลขหมายสวย 7 ตัวเหมือน จำนวน 10 เลขหมาย และ เลขหมายสวย 6 ตัวเหมือน จำนวน 31 เลขหมาย โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

สำหรับเลขหมาย 7 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุด คือ เลขหมาย 091-999-9999 ในราคาชนะประมูล 8,020,000 บาท รองลงมา คือ เลขหมาย 088-999-9999 ในราคา 6,610,000 บาท และเลขหมาย 090-999-9999 ในราคา 6,029,999 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 3 ล้านบาท

ส่วนเลขหมาย 6 ตัวเหมือนที่มีการประมูลราคาสูงสุดคือ เลขหมาย 088-899-9999 ในราคา 3,050,000 บาท จากราคาตั้งต้นเลขหมายละ 500,000 บาท รวมเวลาการประมูลเกือบ 6 ชั่วโมง

เริ่มแล้ว!ประมูลเบอร์สวยผ่านแอพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485721

เริ่มแล้ว!ประมูลเบอร์สวยผ่านแอพ

กสทช.เปิดประมูลเบอร์สวย 200 เลขหมายผ่านแอพ  ราคาเริ่มต้น  7 ตัวเหมือนที่ 3 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ( กสทช.) จัดการประมูลเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวย ครั้งที่ 1/2560 ระหว่างวันที่ 18-19 มี.ค. โดยการประมูลจะเริ่มขึ้นในเวลา 09.09 น. มีเบอร์สวย 7 ตัวเหมือน 50 เลขหมาย และ 6 ตัวเหมือน 150 เลขหมาย รวมทั้งหมด 200 เลขหมาย

โดย 7 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 1 หมื่นบาท หลักประกันต่อเลขหมาย 3 แสนบาท และ 6 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้น 5 แสนบาท เคาะราคาขั้นต่ำครั้งละ 5,000 บาท หลักประกันต่อเลขหมาย 5 หมื่นบาท
รูปแบบการประมูลเลขหมายสวยครั้งนี้ เป็นการประมูลผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวก และรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมประมูล นอกจากนี้การเสนอราคาทุกครั้งของผู้เข้าประมูลทุกคนจะมีการบันทึกไว้ตามเวลาที่เสนอราคา และมั่นใจได้ว่าระบบประมูลมีความถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส ขณะเดียวกันผู้ประมูลยังสามารถกำหนดเลขหมายที่สนใจประมูลล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน โดยระบบจะมีการเตือนให้ผู้ประมูลไม่พลาดการประมูลในเลขหมายที่ต้องการ หากผู้เข้าร่วมประมูลต้องการประมูลเลขหมายสวยเพิ่ม ก็สามารถวางเงินหลักประกันเพิ่มได้ตลอดเวลา และเมื่อการประมูลเลขหมายสวยจบลง ผู้เข้าประมูลก็สามารถตรวจสอบข้อมูลของตัวเองได้ตลอดเวลาว่าชนะการประมูลเลขหมายใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร โดยผู้ชนะการประมูลจะได้รับหนังสือแสดงสิทธิว่าเป็นผู้ชนะการประมูลเลขหมายสวยจากสำนักงาน กสทช.

ในส่วนของรูปแบบการประมูล แบ่งเป็น 1. ผู้ประมูลเริ่มกดเสนอราคาตามราคาขั้นต่ำที่กำหนดและเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ 2. เสนอราคาตามต้องการคือระบุราคาที่ต้องการเสนอได้ทันที เช่น จากราคา 5 แสนบาท เสนอเพิ่มเป็น 7 แสนบาทได้ทันที 3. การเสนอราคาด้วยการเพิ่มราคาอัตโนมัติจนถึงราคาที่ตั้งใจไว้ คือการตั้งราคาสูงสุดเอาไว้ในระบบ แล้วระบบจะเสนอราคาแต่ละลำดับให้อัตโนมัติจนถึงราคาสูงสุดที่ตั้งงบประมาณไว้หรือจนกว่าจะไม่มีผู้เสนอราคาอื่นเสนอราคาอีก เป็นการช่วยป้องกันกรณีที่อาจเสนอราคาไม่ทันผู้อื่นและเสนอราคาผิดพลาด

สำหรับบรรยากาศ มีผู้ประมูลเดินทางมาร่วมงานประมูลและมีสื่อมวลชนมาร่วมสังเกตการณ์และทำข่าวจำนวนมาก

 

สมาร์ทโฟน “นูเบีย” ลุยขายออนไลน์ เน้นคุณภาพ-ราคาเอื้อมถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 14:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485633

สมาร์ทโฟน "นูเบีย" ลุยขายออนไลน์ เน้นคุณภาพ-ราคาเอื้อมถึง

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

เพิ่งเข้ามาปักธงเปิดตัวทำตลาดสมาร์ทโฟนในเมืองไทยเมื่อเดือน พ.ย. 2559 แต่จนถึงปัจจุบันแบรนด์นูเบีย ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยจากการได้รับการตอบรับของผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะในช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่นูเบียวางเป้าหมายรุกตลาดเมืองไทย

กันตวีร์ แสงสาย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท นูเบีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นูเบียถือเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียง 4 ปี และปัจจุบันถือว่าติดอันดับแบรนด์ในใจของลูกค้าในเรื่องของการใช้งานดี

ปัจจุบันนูเบียวางตลาดสมาร์ทโฟนในไทยรวม 6 รุ่น ราคาเริ่มตั้งแต่ 4,390-1.69 หมื่นบาท โดยรุ่นที่มียอดขายสูงสุดคือ ราคา 8,490 บาท ซึ่งนโยบายการทำตลาดในประเทศไทยนับจากนี้จะบุกตลาดอย่างเต็มที่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 2 หลักแน่นอนในปีนี้

ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่เชื่อมั่นว่าจะทำให้นูเบียประสบความสำเร็จในเมืองไทยคือ การที่สินค้ามีนวัตกรรมที่ดี ตรงความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และการวางระดับราคาที่จับต้องได้เพื่อให้ลูกค้าเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นและเกิดการบอกต่อ รวมถึงการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การสร้างคอมมูนิตี้กลุ่มผู้ใช้

กันตวีร์ กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ของนูเบียจะเน้นทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ได้นโยบายมาจากบริษัทแม่ประเทศจีนเพราะต้นทุนถูกกว่า และเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในทุกประเทศที่นูเบียเข้าไปทำตลาดและวางจำหน่าย

 

กันตวีร์ แสงสาย

นอกจากตลาดประเทศไทยแล้ว นูเบียยังได้ส่งออกไปทำตลาดในหลายประเทศ อาทิ อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป รวมถึงเอเชีย ขณะที่การทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นเริ่มที่ประเทศไทย โดยปีนี้มีแผนขยายตลาดประเทศใหม่เพิ่มขึ้น เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยสาขาในประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางดูแลตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด

สำหรับปี 2560 นี้ บริษัทยังคงใช้คอนเซ็ปต์การทำตลาดที่จะเน้นจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงราคาจับต้องได้ รวมทั้งหนีการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการแข่งขันรุนแรงด้วยการหันไปเจาะตลาดนิชมาร์เก็ตที่มีความต้องการเฉพาะ เช่น ลูกค้าที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นพิเศษ ด้วยการพัฒนาฟังก์ชั่นขึ้นมารองรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ

“การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนเมืองไทยรุนแรงมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เราจึงไม่เข้าไปแข่งขันในตลาดแมสเหมือนเจ้าตลาด แต่จะเน้นการพัฒนาฟังก์ชั่นและฟีเจอร์พิเศษ เช่น ความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อย และเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์เดียวที่สามารถ่ายดวงดาวได้ เป็นต้น” กันตวีร์ กล่าว

ขณะเดียวกันยังได้วางเป้าหมายหรือแผนงานระยะ 5 ปี ที่ยังคงเน้นการทำตลาดและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยที่นิยมซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น โดยตั้งเป้าจะเป็น 1 ใน 3 หรือท็อปทรีในตลาดมือถือออนไลน์ และตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันได้นำสินค้าไปวางจำหน่ายในร้านค้าออนไลน์เกือบทุกรายแล้ว

ขณะเดียวกันบริษัทจะขยายจุดจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปหรือออฟไลน์ด้วย เริ่มจากการเข้าไปจำหน่ายในบิ๊กซีซูเปอร์สโตร์ 10 สาขา เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าจริง ซึ่งจะเป็นการสร้างการรับรู้ในแบรนด์อีกทางหนึ่ง แต่จะยังคงเน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยราคาที่วางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์จะสูงกว่าการซื้อผ่านออนไลน์ เพื่อสร้างพฤติกรรมการช็อปผ่านออนไลน์ให้เพิ่มขึ้น

 หลังจากทำตลาดเต็มปี บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยจะมีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนของบริษัทแม่ โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งวางตำแหน่งของแบรนด์นูเบียให้เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีจุดเด่นและไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเอง

ด้าน เพอรี่ เย่ กรรมการผู้จัดการบริษัท นูเบีย (ประเทศไทย) กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด Nubia Z11 Series รุ่น mini s ภายใต้สโลแกน “Best shot in your hand” ที่โดดเด่นด้วยศิลปะและเทคโนโลยีมาผสานเข้ากับนวัตกรรม การดีไซน์แบบไร้ขอบจอพร้อมฟังก์ชั่นการถ่ายภาพที่มีคุณภาพทัดเทียมระดับกล้องดิจิทัลดีเอสแอลอาร์ วางระดับราคา 8,990 บาท

“มั่นใจว่าการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เนื่องจากที่ผ่านมานูเบียได้มีการทุ่มเทการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนการออกแบบให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ” เพอรี่ เย่ กล่าว

 

อี-วอลเล็ต-โลจิสติกส์เดือด แข่งมัดใจขาช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485632

อี-วอลเล็ต-โลจิสติกส์เดือด แข่งมัดใจขาช็อปออนไลน์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยิ่งนับวันยิ่งเติบโต จากพฤติกรรมคนไทยเริ่มช็อปปิ้งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจอี-วอลเล็ตและโลจิสติกส์คอมเมิร์ซเริ่มแข่งขันช่วงชิงพื้นที่ที่่ยังไม่มีใครเป็นผู้นำตลาดอย่างจริงจัง

สมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส ผู้ให้บริการเติมเงินออนไลน์บุญเติม เปิดเผยว่า ภาพรวมการแข่งขันอี-วอลเล็ตแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่น ปัจจุบันในตลาดมีด้วยกัน 22 แอพ เป็นกลุ่มนันแบงก์ 10 แอพ อาทิเพย์สบาย ทรูมันนี่

ดังนั้น กลยุทธ์หลักที่จะทำให้คนดาวน์โหลดและใช้งาน คือการทำสงครามโปรโมชั่นเพราะผู้บริโภคไม่มีความภักดีและสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้งานได้ฟรี เมื่อเห็นราคาหรือของแถมจูงใจก็พร้อมจะใช้กระเป๋าเงินนั้นจ่ายซื้อสินค้าทันที

สำหรับบริษัทมองว่า จุดแข็งของอี-วอลเล็ตต้องตอบโจทย์การใช้งาน ง่ายและสะดวก และคีย์หลักๆ คือต้องมีบริการชำระเงินเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากกว่า

ขณะที่กลยุทธ์หลักของบริษัทจะมุ่งต่อยอดจากการมีฐานลูกค้าเติมเงินมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท และมีตู้เติมเงิน 1.2 แสนตู้ไปสู่ บี-วอลเล็ต หรือกระเป๋าเติมเงินบนแอพพลิเคชั่นของบริษัท เนื่องจากคนไทยมีอัตราครอบครองโทรศัพท์มือถือ 1.76 เครื่อง หรือ 82.8 ล้านเบอร์ คิดเป็น122% ของประชากรทั้งหมด และเริ่มการซื้อสินค้าบนโทรศัพท์มือถือของคนไทยเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

“บี-วอลเล็ตเริ่มขยายบริการเพิิ่มจาก 60 รายการ เป็น 100 รายการในสิ้นปีนี้ ต้องเป็นบริการมากกว่าแค่พื้นฐานของการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ บริษัทเริ่มด้วยการปูพื้นให้ลูกค้าคุ้นชินกับการซื้อเครื่องดื่มผ่านตู้จำนวน1,000 เครื่องของบริษัท โดยผู้ใช้งานซื้อเครื่องดื่มผ่านทางคิวอาร์โค้ด” สมชัย กล่าว

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับธนาคาร เพื่อให้ลูกค้าโอนเงินมายังบี-วอลเล็ตเพิ่มความสะดวกช่องทางเติมเงิน โดยวางเป้าหมายมีผู้ใช้งานบี-วอลเล็ตเพิ่มจาก 2,000 ราย เป็นมากกว่า 1 หมื่นราย

ด้านยุทธศาสตร์ของเพย์พัลในไทยก้าวแรกคือการผลักดันให้ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซที่ทำธุรกิจซื้อ-ขายในตลาดต่างประเทศเปิดเพย์พัลใช้งานก่อน จากปัจจุบันผู้บริโภคที่ใช้เพย์พัลส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าต่างประเทศมากกว่าจะซื้อสินค้าภายในประเทศ

สมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการเพย์พัล ประจำประเทศไทย กล่าวว่าพฤติกรรมคนไทยมีแนวโน้มการซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยความสะดวกสบาย ประหยัดเงินมากกว่าการซื้อของเงินสดและมีสินค้าให้เลือกมากมาย ทำให้คาดว่าการซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศปีนี้จะเติบโตถึง 84% จากยอดการซื้อสินค้าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การใช้งานเพย์พัลสำหรับการซื้อสินค้าภายในประเทศยังไม่แพร่หลายมีร้านค้าใช้ระบบเพย์พัลยังไม่มาก เพย์พัลจึงต้องมีความพยายามผลักดันให้ร้านค้าต่างๆ หรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใช้เพย์พัลบริการซึ่งเมื่อร้านค้ามีการให้บริการก็จะผลักดันให้ผู้บริโภคใช้งาน ซึ่งเป็นสเต็ปต่อไปของเพย์พัลในไทย

“เราคงไม่ใช่หวังแค่การซื้อขายระหว่างประเทศเท่านัั้น ความเฟื่องฟูโซเชียลคอมเมิร์ซในไทยมีโอกาสที่เฟซบุ๊กเข้ามาบริการชำระเงินแบบบุคคลต่อบุคคล (P2P)ผ่านแอพพลิเคชั่น เมสเซนเจอร์ เหมือนเช่นอเมริกากับยุโรปก็มีความเป็นไปได้” สมหวัง กล่าว

เมื่อมองถึงระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ นับเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ยังมีช่องว่างอีกมาก โดยเฉพาะในยุคนี้ทุกรายหันมาชูการแข่งขันบริการส่งด่วนถึงมือผู้รับในวันถัดไปในตลาดต่างจังหวัด

ชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานกรรมการบริหาร ดีเอชแอลอี-คอมเมิร์ซ ธุรกิจในกลุ่มบริษัท ดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล กล่าวว่า แนวโน้มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในกลุ่มซีทูซีและบีทูซี ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ มีผู้ประกอบการราวกว่า 2.7 ล้านรายทั่วประเทศ และคาดว่าอีก 3-5 ปี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่เพิ่ม 3 หมื่นราย โดยเฉพาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และยังโต 30-35%

ทั้งนี้ ดีเอชแอลได้ขยายการให้บริการรับส่งสินค้าถึงที่ รองรับการใช้บริการอี-คอมเมิร์ซในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในอนาคตจะขยายครอบคลุมต่างจังหวัด อีกทั้งยังมีบริการส่งสินค้าระหว่างประเทศหลังมีเอสเอ็มอีที่ส่งสินค้าไปต่างประเทศ 33% และปลายปีจะเปิดบริการขนส่งสินค้าถึงมือผู้รับต่างจังหวัดในวันถัดไป

ชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลาล่ามูฟ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทเน้นการให้บริการส่งสินค้าตามระยะเวลาที่ต้องการเจาะกลุ่มเอสเอ็มอี ล่าสุดได้เปิดให้บริการขนส่งสินค้ารูปแบบใหม่ภายใน 1 วันในไทย ทำให้ส่งสินค้าได้เร็วกว่าระบบเดิมใช้เวลา 2-3 วัน ด้วยอัตราการขนส่งเริ่มต้น 50-60 บาทขึ้นไป รวมทั้งเปิดบริการเอพีไอ หรือเชื่อมต่อจากบริษัทอี-คอมเมิร์ซ เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าระบบจะเชื่อมต่อมาที่บริษัทขนส่งสินค้า ตั้งเป้าหมายการบริการอี-วอลเล็ตคงจะแข่งกันที่ฟีเจอร์ การใช้งานที่ตอบโจทย์ครบทุกด้าน ส่วนโลจิสติกส์คงเป็นการแข่งขันส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายมีบริการง่าย ครบครัน รวดเร็ว รับรองครองใจขาช็อปคนไทยแน่นอน

 

คนพัฒนาหุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485582

คนพัฒนาหุ่นยนต์

นายพันธ์ศักดิ์   ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ สนับสนุนอุตสาหกรรมภาคการผลิต และภาคบริการของประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันเห็นได้จากการกำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งได้รวมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ด้วย

ดีอีสนับสนุนเอกชนป้อนบุคลากรนวัตกรรมหุ่นยนต์รองรับไทยแลนด์ 4.0 ดันรายได้ต่อหัว 1.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2579

ปัจจุบันไทยมีจุดอ่อนด้านการขาดแคลนบุคลากรในกลุ่มนี้ ดังนั้นจึงต้องการสนับสนุนภาคเอกชนขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ เพราะมีความคล่องตัวมากกว่า ขณะเดียวกันภาครัฐได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากรเป็นมูลค่า 1.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ/ปี (ประมาณ 4.2 แสนบาท) ภายในปี 2579 ซึ่งการสนับสนุนการทำงานที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนา ผลิตแรงงานมีทักษะ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดนวัตกรรม โดยเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะกำหนดกฎระเบียบ และโครงการต่างๆ เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา เช่น โครงการดิจิทัล พาร์คไทยแลนด์ ของกระทรวงดีอี

นายพิสิษฐ์  ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ได้เปิดตัวหลักสูตรปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในปีการศึกษา 2560 เป็นครั้งแรก ซึ่งผลิตนักศึกษารุ่นละ 100 คน รองรับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการหุ่นยนต์ของประเทศ ซึ่งมองว่ายังไม่เพียงพอ แต่เป็นการเริ่มต้นผลิตบุคลากรรองรับความต้องการภาคธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น สามารถทดแทนการทำงานแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพบปัญหาการขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้

ทั้งนี้ เทรนด์อุตสาหกรรมในอนาคตที่ต้องการระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้าไปเสริมมากขึ้น ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์ 2.อุตสาหกรรมภาคส่วนการผลิตอื่นๆ และ 3.ภาคส่วนบริการ ใช้ส่งเสริมการขายและภาคบริการการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความต้องการใช้หุ่นยนต์ของโลกในปัจจุบันว่า 44% ของหุ่นยนต์ทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ 21% ทำงานในอุตสาหกรรมไฟฟ้า 9% ทำงานในอุตสาหกรรมเหล็ก 7% ทำงานในอุตสาหกรรมเคมี และ20% ทำงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ

 

เฟซบุ๊กแนะกลยุทธ์ มัดใจลูกค้าสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 06:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485562

เฟซบุ๊กแนะกลยุทธ์ มัดใจลูกค้าสงกรานต์

โดย…ปากกาด้ามเดียว

เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคโมบายเฟิสต์อย่างเต็มตัว การทำตลาดบนโทรศัพท์มือถือกลายเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ ซึ่งการจะทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้กลยุทธ์ที่ทั้งถูกต้อง ถูกที่ และถูกเวลา

เมื่อพิจารณาจำนวนคอนเทนต์ที่โพสต์บนเฟซบุ๊กในช่วงสงกรานต์ปี 2559 พบว่า 95% ของโพสต์บนเฟซบุ๊กเกิดขึ้นบนมือถือ ระหว่างที่ผู้คนเฉลิมฉลองในเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. และคนไทยโพสต์วิดีโอเพิ่มขึ้น 74% โพสต์รูปภาพเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 1 มี.ค.-30 เม.ย. 2559

ทั้งนี้ การที่ 8 ใน 10 ของคนไทยที่มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง และ 90% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าใช้งานออนไลน์ผ่านทางสมาร์ทโฟน ทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการค้นหาสินค้า เสาะหาข้อมูล รวมถึงการตัดสินใจซื้อสินค้าไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ 70% ของคนไทยค้นหาข้อมูลสินค้าบนสมาร์ทโฟน โดยปัจจุบันผู้ใช้มากกว่า 74% ในไทย เชื่อมต่อกับเพจธุรกิจขนาดเล็กในประเทศอย่างน้อยหนึ่งเพจ โดยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้งานผ่านมือถือเป็นประจำทุกเดือนสูงถึง 44 ล้านคน แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าคนไทยใช้เฟซบุ๊กเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ และเชื่อมต่อกับแบรนด์ที่พวกเขาสนใจ

ขณะที่ออนไลน์คอนเวอร์ชั่นหรืออัตราการตัดสินใจซื้อในช่วงเทศกาลสงกรานต์ยังสูงเกือบเทียบเท่าคอนเวอร์ชั่นในเดือน ธ.ค.เลยทีเดียว และแม้ว่าคนไทยจะช็อปสินค้าน้อยลงในช่วงวันสงกรานต์ เนื่องจากกำลังร่วมฉลองช่วงเวลาสำคัญและแบ่งปันเรื่องราวบนเฟซบุ๊ก แต่ 2 สัปดาห์ก่อนและหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลับพบว่ามีผู้คนซื้อสินค้ามากกว่าช่วงสงกรานต์โดยเฉลี่ยถึง 28% และ 36% ตามลำดับ

จากแนวโน้มดังกล่าวเฟซบุ๊กได้ออกมาแนะนำนักการตลาดถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มยอดขายบนเฟซบุ๊ก ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้เพื่อเชื่อมต่อและมัดใจลูกค้าคนสำคัญตามช่วงระยะเวลาดังนี้

ในสองสัปดาห์ก่อนวันสงกรานต์ควรนำเสนอสินค้าให้โดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยโฆษณาแบบสไลด์ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ารายใหม่ๆ จากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน (Lookalike Audiences) และตอกย้ำความสนใจของผู้ซื้อที่เคยเข้ามาแวะชมสินค้าด้วยโฆษณาแบบไดนามิก

สำหรับวันหยุดก่อนวันสงกรานต์ พบว่าผู้คนกำลังมองหาโปรโมชั่นเด็ดโดนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยร้านค้าสามารถเพิ่มยอดทราฟฟิกได้ด้วยโฆษณาในรูปแบบโปรโมชั่นหรือข้อเสนอ (Offer Ads) และโฆษณาที่สร้างการรับรู้ในพื้นที่ได้ (Local Awareness Ads)

นอกจากนี้ ในระหว่างเทศกาลสงกรานต์ควรสร้างการรับรู้และความรู้สึกดีๆ ต่อแบรนด์ได้ด้วยข้อความสำหรับการเฉลิมฉลองต่างๆ ผ่านทางโฆษณาวิดีโอ หรือมอบข้อเสนอและบริการสุดพิเศษแก่ผู้บริโภค และหลังเทศกาลสงกรานต์ เมื่อคนไทยเริ่มกลับสู่โหมดช็อปสินค้าออนไลน์อีกครั้ง ธุรกิจสามารถทำการตลาดเพื่อกระตุ้นผู้บริโภคที่มีความสนใจในสินค้าได้อีกครั้งด้วยโฆษณาแบบไดนามิก

ธุรกิจที่มองการณ์ไกลเพื่อการเติบโตในอนาคตได้ใช้เฟซบุ๊ก เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับผู้บริโภคตลอดทั้งปี เช่น Chilindo.com เว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ที่ใช้งานระบบพิกเซลของเฟซบุ๊กเทสโก้ โลตัส ได้โปรโมทแคมเปญวิดีโอบนเฟซบุ๊ก และ iBeacon โดยที่ใช้การกระตุ้นยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ส่งผลได้รับคะแนนการจดจำโฆษณาเพิ่มขึ้น เป็นต้น