“สั่งการด้วยเสียง-ข้อความ” อนาคตสมาร์ทโฮมที่ต้องจับตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2560 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485491

"สั่งการด้วยเสียง-ข้อความ" อนาคตสมาร์ทโฮมที่ต้องจับตา

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การสั่งปรับความสว่างหลอดไฟ ซื้อยาสีฟันเพิ่ม หรือแม้กระทั่งสั่งให้เด็กๆ เข้านอนผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป ท่ามกลางความก้าวหน้าของการพัฒนาอุปกรณ์ผู้ช่วยอัจฉริยะภายในบ้านจากหลายบริษัทไอทีรายใหญ่ทั่วโลก

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2014 อุปกรณ์สมาร์ทโฮมแทบไม่เป็นที่รู้จักและมีการใช้งานเลย อย่างไรก็ดี แนวโน้มดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป โดย วอยซ์แล็บ บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีในสหรัฐ คาดการณ์ว่ายอดขายอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่สั่งการด้วยเสียง และนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาผสมผสานในการทำงานด้วยนั้น จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่24.5 ล้านเครื่อง ภายในปี 2017

นอกเหนือจาก เอคโค่ อุปกรณ์ผู้ช่วยอัจฉริยะประจำบ้านของอเมซอน และกูเกิลโฮม ของกูเกิลแล้ว บริษัทไอทีรายอื่นๆ เช่น แอปเปิ้ล อิงค์ กำลังเตรียมขยายการใช้งาน Siri ซอฟต์แวร์ผู้ช่วยในสมาร์ทโฟนไอโฟนและไอแพดไปสู่อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่นเดียวกับซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเกาหลีใต้ และไป่ตู้ ยักษ์ไอทีแดนมังกร ซึ่งซื้อสตาร์ทอัพพัฒนาเอไอไปเมื่อไม่นานนี้ และวางแผนริเริ่มผสานระบบการสั่งงานด้วยเสียงเข้าไปในอุปกรณ์สมาร์ทโฮม

อย่างไรก็ดี ระบบสมาร์ทโฮมอาจไม่จำเป็นต้องสั่งการด้วยเสียงเสมอไปโดยเมื่อไม่นานนี้ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดัง ทดลองพัฒนา Jarvis ระบบสมาร์ทโฮมขับเคลื่อนด้วยเอไอที่สั่งการผ่านข้อความ โดยซัคเกอร์เบิร์กให้เหตุผลว่า ระบบสั่งงานผ่านข้อความรบกวนคนรอบข้างน้อยกว่าการสั่งการผ่านเสียง

นอกจากนี้ ซัคเกอร์เบิร์ก เสริมว่า ปริมาณการส่งข้อความผ่านแชตเพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งข้อความเสียง ซึ่งถือเป็นการบ่งบอกว่าในอนาคตอุปกรณ์อัจฉริยะคงไม่สามารถเน้นที่การใช้งานเสียงได้เพียงอย่างเดียว เพราะการสั่งการผ่านข้อความก็จำเป็นเช่นกัน

แม้แนวคิดการสร้างอุปกรณ์สมาร์ทโฮมสั่งการด้วยข้อความ ดูจะสวนกระแสตลาดอุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งส่วนใหญ่มีระบบสั่งงานด้วยเสียง แต่ ยูนิฟายด์อินบ็อกซ์ บริษัทไอทีขนาดเล็กในสิงคโปร์ ได้ให้บริการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในบ้านผ่านข้อความแล้ว โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อด้วยการป้อนเลขซีเรียลนัมเบอร์ผ่านบัญชีผู้ใช้หรือผ่านหมายเลขโทรศัพ

โทบี รัคเกิร์ท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของยูนิฟายด์ อินบ็อกซ์เปิดเผยว่า บริการนี้ของบริษัทเปรียบเสมือนตัวแปลภาษาระหว่างมนุษย์และอุปกรณ์ต่างๆ โดยขณะนี้บริษัทดังกล่าวรองรับการสั่งงานด้วยข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นแชตราว 20 แอพ รวมถึงผ่านทวิตเตอร์และเอสเอ็มเอสด้วยเช่นกัน

ด้าน เจสัน เจมสัน ผู้อำนวยการฝ่าย วัตสัน อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ จากไอบีเอ็ม มองว่า ในปัจจุบันอุปกรณ์สมาร์ทโฮมส่วนใหญ่เชื่อมต่อกันโดยอาศัยสมาร์ทโฟนเป็นตัวกลาง และการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นแชตบนสมาร์ทโฟนก็เป็นวิธีการที่ผู้ใช้คุ้นเคยอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี บริษัทบางแห่งมองไปไกลกว่าการสั่งการอุปกรณ์ผ่านเสียงหรือข้อความ ด้วยการเพิ่มความอัจฉริยะให้อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้และคาดการณ์พฤติกรรมการใช้งานของมนุษย์ เช่น แอลจี ที่เริ่มใส่เทคโนโลยี Deep Learning เข้าไปเพื่อให้อุปกรณ์สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง หรือเติมถาดทำน้ำแข็งตามการใช้งานของผู้ใช้

ภาพ…เอเอฟพี

 

“สุภิญญา” ยุติปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 14:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485349

"สุภิญญา" ยุติปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช.

“สุภิญญา” ประกาศขอยุติหน้าที่กรรมการ กสทช.ชั่วคราว หลังศาลฎีกาให้รอกำหนดโทษ คดีบุกสภา รอ กสทช. ตีความขัดคุณสมบัติหรือไม่

ภายหลังจากศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกลุ่มองค์กรภาคประชาชน นำผู้ชุมนุมบุกรัฐสภา เมื่อปี 2550 เพื่อขัดขวางการพิจารณาร่างกฎหมาย โดยศาลฎีกามีคำพิพากษากลับ จากยกฟ้องให้ชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นให้รอการกำหนดโทษ 2 ปี โดยหนึ่งในจำเลยตามคำพิพากษา คือ สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. นั้น

ล่าสุด น.ส.สุภิญญา ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ว่า “จากคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีชุมนุมปีนสภาค้าน สนช.วันนี้ แม้ศาลท่านจะไม่ได้กำหนดโทษจำคุก แต่ก็พิพากษาว่าดิฉันกระทำความผิด จึงมีประเด็นทางกฎหมาย วันนี้ดิฉันจะทำบันทึกแจ้งเลขาธิการ กสทช. ถึงคำพิพากษาให้ สนง. ตีความกฎหมาย โดยตั้งแต่วันนี้ดิฉันจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน (ไม่รับค่าตอบแทน) ถ้าการตีความออกมาว่าไม่ขัดคุณสมบัติ ก็ค่อยกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ แต่ถ้าขัดก็ถือว่าสิ้นสภาพการเป็น กสทช.ตามกฎหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ ส่วนตัวตีความว่าขัด พ.ร.บ.กสทช. เพราะศาลฎีกาพิพากษาว่าดิฉันทำความผิดฐานชุมนุมค้าน สนช. แม้ว่าจะยังไม่มีโทษจำคุก จึงตัดสินใจขอยุติการทำหน้าที่ ดิฉันน้อมรับคำพิพากษาสูงสุดของศาลฎีกาในวันนี้ แม้จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำเป็นสิทธิ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจตลอดมา สรุป ก็รอให้ กสทช.ทำการตีความออกมาเป็นทางการ ระหว่างนี้ดิฉันก็หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเก็บของรอไปพลางก่อน มีเอกสารต้องเคลียร์จำนวนมากระหว่างการยุติการปฏิบัติหน้าที่ ดิฉันและทีมก็ไม่รับค่าตอบแทนใดตั้งแต่วันนี้ และจะทำเรื่องส่งคืนทรัพย์สินที่ถือครองในการทำงานคืนโดยเร็ว

การทำบันทึกถึงเลขาธิการวันนี้ว่าขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ ก็เพื่อให้ สนง.สบายใจ ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนอีก คือไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ยังขอเวลาเก็บของระหว่างนี้ดิฉันยังจะได้เข้ามาเก็บข้าวของ เคลียร์เอกสารต่างๆ และเข้า-ออกจนกว่าจะส่งกุญแจห้องทำงานคืนให้ สนง.เป็นการยุติถาวร”

 

ยุค 4 แพลตฟอร์ม ครองสังเวียนอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 22:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485243

ยุค 4 แพลตฟอร์ม ครองสังเวียนอี-คอมเมิร์ซ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การเฟื่องฟูของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในเมืองไทย เป็นยุคของการต่อสู้ 4 แพลต ฟอร์มใหญ่ ได้แก่ มาร์เก็ตเพลสแบรนด์ดอทคอม โซเชียลคอมเมิร์ซ และโมบายคอมเมิร์ซ

ณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการบริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู ผู้ให้บริการบริหารร้านค้าเทพช็อป เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในปีนี้เป็นยุคของการสร้างรากฐานแพลตฟอร์มของตัวเองให้แข็งแกร่งและชัดเจนยิ่งขึ้น รองรับกับพฤติกรรมการยกระดับการซื้อทั้งจาก มาร์เก็ตเพลส แบรนด์ดอทคอม โซเชียลคอมเมิร์ซ โมบายคอมเมิร์ซ ซึ่ง 4 แพลตฟอร์มนี้ผลักดันให้อี-คอมเมิร์ซมูลค่า 2.4 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี

สำหรับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส (E-Marketplace) หรือเว็บไซต์สื่อกลางการติดต่อซื้อ-ขาย แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ในการรวบรวมข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย สินค้าและบริการธุรกิจร้านค้าจำนวนมาก พฤติกรรมของผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นตลาดแมส ราคาเป็นปัจจัยการตัดสินใจซื้ออันดับแรกๆ ส่งผลให้ตลาดดังกล่าวแข่งขันกลยุทธ์ราคาอย่างรุนแรงเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทโดยผู้เข้ามาทำตลาด อย่าง ลาซาด้า อีเลฟเว่นสตรีท เป็นต้น

ในส่วนแบรนด์ดอทคอม หลายคนมองว่าจะทำตลาดยากขึ้น แต่ยังสามารถอยู่ในตลาดและแข่งขันกับมาร์เก็ตเพลสได้ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าแบรนด์ดอทคอมยกระดับมากขึ้น ปัจจัยการตัดสินใจซื้อไม่ได้มองที่ราคา ผู้ซื้อสินค้ากลุ่มนี้จะรู้ถึงความต้องการของตัวเอง ว่าซื้อสินค้าอะไร จึงเลือกซื้อแบรนด์ดอทคอมหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเฉพาะเจาะจง

“โดยมากแบรนด์ดอทคอมให้ความสำคัญกับการออกแบบเว็บไซต์ เน้นสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งให้เหนือชั้นกว่ามาร์เก็ตเพลส มีรูปสินค้าหมุน 360 องศา หรือเป็นวิดีโอ เมื่อเทียบรายการสินค้าก็มีให้เลือกหลากหลายมากกว่ามาร์เก็ตเพลส จึงคาดว่าแบรนด์ดอทคอมจะเติบโตในไทยได้ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ดอทคอมจริงจังเหมือนประเทศอื่นๆ”ณัฐวิทย์ กล่าว

ธนานันท์ อรุณรักษ์ติชัย หัวหน้าฝ่ายบีทูซี อี-คอมเมิร์ซ บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสวีเลิฟ กล่าวว่า โซเชียลคอมเมิร์ซ หรือการขายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญและอยู่ในอี-คอมเมิร์ซไทยได้อีกนาน จากพฤติกรรมคนไทยที่เคยชินกับการซื้อสินค้าในช่องทางดังกล่าวแล้วในปีนี้รูปแบบการขายสินค้าร้านค้าหันมาไลฟ์วิดีโอหรือถ่ายทอดสด เพื่อให้ลูกค้าสามารถเห็นสินค้าและเพิ่มอรรถรส

ภาพรวมธุรกิจโมบายคอมเมิร์ซ หรือการสั่งซื้อและขายสินค้าและบริการต่างๆบนแอพพลิเคชั่น เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มต้องจับตามอง จากการคาดการณ์ว่าปี 2564จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มจาก 50 ล้านเครื่อง เป็น 80 ล้านเครื่อง ประกอบกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย 44 ล้านคนในช่วง 1 วัน ราว 6.4 ชม. เป็นปัจจัยหนุนทำให้มีแอพพลิเคชั่นสำหรับการช็อปปิ้งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามด้วย เช่น Shopee Sudtook ShopSpot เป็นต้น

เทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการช็อปปี้ ผู้ดำเนินธุรกิจซื้อขายสินค้าบนโทรศัพท์มือถือ กล่าวว่า ในไทยมีแนวโน้มการซื้อขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นเติบโตและเป็นตลาดใหญ่กว่าการซื้อสินค้าออนไลน์บนเดสก์ท็อป เหมือนเช่นในญี่ปุ่น ปัจจัยเติบโตมาจากกลุ่มเจเนอเรชั่นแซดเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี ประกอบกับอัตราเข้าถึงโทรศัพท์มือถือของคนไทยเติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่กลยุทธ์ตลาดของผู้ประกอบการจะทำโปรโมชั่นช่วยกระตุ้นการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่มขึ้น และสร้างแบรนด์ให้เป็นรู้จักหลากหลายช่องทาง เพราะแอพพลิเคชั่นในปัจจุบันเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือเป็นประจำ 4-5 แอพพลิเคชั่น และจะมีแอพพลิเคชั่นมากที่สุด 8-10แอพพลิเคชั่น ดังนั้นเมื่อลูกค้าดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นโอกาสจะซื้อสินค้าก็มีสูง

ด้าน ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปีนี้มาร์เก็ตเพลสมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทแพลตฟอร์มดังกล่าวเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% อย่างแน่นอน สำหรับแบรนด์ดอทคอมแม้ว่าเป็นตลาดไม่ใหญ่ แต่รอวันพฤติกรรมผู้บริโภคแยกซื้อสินค้า โดยตลาดนี้มีสินค้าอุปกรณ์กีฬา สินค้าสุขภาพและความงาม นาฬิกา เป็นตัวขับเคลื่อนให้กับตลาด ขณะที่เฟซบุ๊กมีผู้ใช้งาน 44 ล้านคน/เดือน ยังไม่รวมกับอินสตาแกรมหรือทางไลน์ ซึ่งความน่าสนใจของแพลตฟอร์มนี้ คือ การไม่หยุดนิ่งพัฒนาเครื่องมือใหม่ออกมานำเสนอตลอดเวลา

การฟาดฟันของ 4 แพลตฟอร์มบนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ผลักดันให้ตลาดปีนี้มีมูลค่ามากกว่า 2.9 แสนล้านบาท คีย์หลักๆในการแข่งขันเป็นเรื่องของกลยุทธ์ราคา การบริการชำระเงิน ส่งสินค้า และการสร้างความชัดเจน ความมีเอกลักษณ์แต่ละแพลตฟอร์มเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้งาน

 

เอไอเอสเตรียมรับ5จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2560 เวลา 06:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485030

เอไอเอสเตรียมรับ5จี

เอไอเอสรองรับไทยก้าวสู่ 5จี ผนึกควอลคอมม์ ทดสอบเทคโนโลยี 4.5จี แอลทีอี แอดวานซ์เร็ว-แรงตอกย้ำผู้นำ

นายเกรียงศักดิ์ วาณิชย์นที หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ในปีนี้เอไอเอสจะมุ่งหาเทคโนโลยีใหม่มาต่อยอด และพัฒนาเครือข่ายดิจิทัลให้แข็งแกร่ง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องความเร็ว และปริมาณการรองรับการใช้งาน และเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุค 5จี ล่าสุดจับร่วมมือกับผู้ผลิตเทคโนโลยีชิปเซตบนโทรศัพท์มือถือควอลคอมม์

ทั้งนี้ ความร่วมมือควอลคอมม์ได้นำชิปเซตรุ่นที่มีอยู่ปัจจุบันและรุ่นใหม่ที่กำลังจะขาย มาทำการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานเครือข่าย 4.5จี บนเทคโนโลยี 4จี แอลทีอี แอดวานซ์ ซึ่งผลทดสอบชิปเซตระบบ 256-QAM สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบดาวน์ลิงค์ และ 64-QAM เพิ่มขึ้น 30% หรือมีความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่า สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบอัพลิงค์บนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส เพิ่มมากขึ้น 50%

สำหรับเอไอเอสมีเครือข่ายที่มีขีดความสามารถรองรับการใช้งานระดับกิกะบิตแล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการในยุคปัจจุบัน ที่ใช้บริการคอนเทนต์ดิจิทัลอย่างเต็มที่ หรือการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยปัจจุบันเครือข่าย 4จี ของเอไอเอสครอบคลุมพื้นที่ประชากรกว่า 98% ปีนี้วางแผนที่จะลงทุน 4-4.5 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาคุณภาพเครือข่ายให้ดียิ่งขึ้น

นายสุวิทย์ พฤกษ์วัฒนานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ บริษัท ควอลคอมม์ เอ็นจิเนียริ่ง เซอร์วิส กรุ๊ป กล่าวว่า การทดสอบเทคโนโลยีแอลทีอี แอดวานซ์ เพื่อรองรับกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนใหม่ระดับ ไฮเอนด์ที่เริ่มทยอยเปิดตัวเมื่อไตรมาส 4 และปีนี้คาดว่ามีราว 15-18 ล้านเครื่อง และภายใน 6-12 เดือน บริษัทจะพัฒนาชิปเซตเพื่อรองรับกับสมาร์ทโฟนระดับกลางและล่าง

 

ธุรกิจโทรทัศน์ฮ่องกงเข้าขั้นโคม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 21:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/485023

ธุรกิจโทรทัศน์ฮ่องกงเข้าขั้นโคม่า

เพย์ทีวีในฮ่องกงแห่ปิดตัว เหตุพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หันเสพสื่ออินเทอร์เน็ต นักวิเคราะห์แนะรัฐเร่งแก้กฎก่อนธุรกิจเพย์ทีวีจะหายไป

เซาท์ไชนามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์ในฮ่องกงกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช่จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ และรัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหา ด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบการเซนเซอร์เนื้อหาในรายการโทรทัศน์ เพื่อให้สถานีโทรทัศน์สามารถแข่งขันกับสื่อบนอินเทอร์เน็ตได้มากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน ผู้คนในฮ่องกงต่างเบื่อหน่ายกับมาตรการเซนเซอร์บนโทรทัศน์ และความล่าช้าในการปรับตัวไล่ตามเทคโนโลยี ทำให้ผู้ทำธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์หลายรายต้องปิดตัว เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนความนิยมหันไปรับข่าวสารผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ล่าสุด ไอ-เคเบิ้ล (i-Cable) ผู้ให้บริการเพย์ทีวี และหนึ่งในสถานีข่าวที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในฮ่องกง ประกาศจะปิดตัวลงในเดือน มิ.ย. 2017 นี้ หลังจากบริษัท วาฟ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการจะหยุดให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ธุรกิจเพย์ทีวีและบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ต เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรได้ เช่นเดียวกับทีวีบี สถานีโทรทัศน์ที่กำลังพิจารณาปิดตัวธุรกิจเพย์ทีวีของสถานี ตามหลังเอเชียเทเลวิชั่น สถานีโทรทัศน์ที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกงที่ปิดตัวธุรกิจเพย์ทีวีไปเมื่อเดือน พ.ค. 2016 เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในฮ่องกง เกิดขึ้นจากกฎข้อบังคับที่เข้มงวดเกินไปของรัฐบาล โดยนักวิเคราะห์หลายรายเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ อาทิ การปรับปรุงข้อกำจัดที่ล้าสมัยด้านเนื้อหา เวลาในการโฆษณา ปรับปรุงข้อกำจัดทางด้านการใช้ภาษา ปรับแก้ตารางเวลาการออกอากาศ และแก้ไขการห้ามการครองสิทธิ์ข้ามสื่อ ไม่เช่นนั้นธุรกิจโทรทัศน์ในฮ่องกงอาจพบจุดจบได้

 

บิดาแห่ง “www” เรียกร้องยักษ์โซเชียลช่วยสกัดข่าวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2560 เวลา 16:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484978

บิดาแห่ง "www" เรียกร้องยักษ์โซเชียลช่วยสกัดข่าวปลอม

ผู้คิดค้นเวิลด์ไวด์เว็บเขียนจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คร่วมมือสกัดข่าวปลอมปลุกปั่นทางการเมือง

เซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ วัย 61 ปี ผู้คิดค้นเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) เขียนจดหมายเปิดผนึกเนื่องในวาระครบรอบปีที่ 28 ของการถือกำเนิดของ WWW ประกาศแผนการกำจัดข่าวปลอมที่แพร่ระบาดในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะข่าวปลุกปั่นทางการเมืองที่เป็นเท็จ ซึ่งถือเป็นจุดบอดของอินเทอร์เน็ต และจะส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็น แม้แต่ในประเทศที่มิได้ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ประชาชนก็อาจถูกบงการทัศนะและสิทธิเสรีภาพ ด้วยข่าวปล่อยเพื่อหวังผลทางการเมือง

บิดาแห่ง WWW ชี้ว่า ช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหลัก เช่น เฟซบุ๊ก หรือกูเกิล มีระบบคัดสรรเนื้อหาโดยอัลกอริทึ่มที่ประมวลผลมาจากการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ระบบนี้ประเมินเอาว่า ผู้ใช้ “อาจจะ” สนใจเนื้อหาที่ประมวลผลมา แต่เพราะการประมวลผลอิงกับรสนิยมส่วนบุคคล ซึ่งง่ายต่อการนำเสนอข้อมูลที่ลำเอียงและมีอคติ ทำให้เป็นช่องต่อผู้ไม่หวังดีในการกระจายข่าวที่หวังผลทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจ

เบอร์เนอร์ส-ลีเสนอยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี โดยขอแรงผู้พัฒนาช่องทางการสื่อสารต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คจะต้องเป็นธงนำในการต่อสู้กับการแพร่กระจายของข่าวปลอมทางการเมืองต่อไป เช่น การพัฒนาอัลกอริทึ่มที่ไม่ส่งเสริมข่าวที่กระตุ้นอารมณ์ผู้อ่าน แต่เน้นข้อเท็จจริงอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ไม่ควรที่จะมีองค์การที่เป็นตัวตนในการตัดสินว่าข่าวไหนถูกหรือผิด เพราะจะเป็นการส่งเสริมให้ภาครัฐเข้ามาควบคุมโลกออนไลน์มากขึ้น เพราะขณะนี้รัฐเข้ามาสอดส่องความเคลื่อนไหวของชาวเน็ตมากเกินไปแล้ว

 

3 ปัญหาคลาสสิก ในการทำเว็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 22:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484862

3 ปัญหาคลาสสิก ในการทำเว็บ

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

เชื่อหรือไม่ ปัญหาที่คุณจะอ่าน 3 ข้อนี้ เกิดขึ้นกับเจ้าของเว็บมานานตั้งแต่ยุคแรกของการทำเว็บ จนบัดนี้เกิน 20 ปีแล้ว แต่ปัญหานี้ยังไม่เคยหมดไป

ปัญหาแรก ถูกทิ้งงาน

คนที่เคยทำเว็บมาก่อน จะมีเยอะมากที่ทำเว็บแล้วถูกทิ้งงาน คือเรียกว่าพอเก็บเงินงวดแรกไปแล้ว คุยงานได้ไม่กี่ครั้ง หรือส่งแบบหน้าแรกเสร็จแล้วหายไปเลย ติดต่อไม่ได้ หาไม่เจอ เสียเงินฟรี อาการนี้มักจะเกิดจากการที่เจ้าของเว็บมักจะจ้าง Freelance ทำงาน เพียงเพราะราคาถูก หรือรู้จักกันเป็นการส่วนตัวแล้วอาสาทำให้เจ้าของเว็บส่วนใหญ่ชอบคนทำเว็บแบบนี้มาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองได้ดีราคาถูก สุดท้ายก็จ่ายฟรี

ปัญหานี้แก้อย่างไร ง่ายนิดเดียวครับ เลิกจ้าง Freelance ที่ไม่น่าเชื่อถือเถอะครับ ก่อนจ้างใครดูหน่อยว่าเขาตั้งใจทำธุรกิจนี้จริงมั้ย ทำมานานหรือยัง มองผลงาน และที่สำคัญอย่าหวังของดีราคาถูกเลยครับ หาของดีราคาเหมาะสมดีกว่า คุ้มกว่าครับ ถูกทิ้งงานแล้วไม่คุ้ม

ปัญหาที่สอง อยู่ๆ เว็บก็เพี้ยน

เว็บที่เคยแสดงผลอยู่ดีๆ วันดีคืนดี เว็บแสดงผลเบี้ยวบ้าง ไม่แสดงผลบ้าง บางเมนูหายไปบ้าง อันนี้ไม่ต้องตกใจ แต่ต้องเข้าใจก่อนครับว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ Browser ทั้ง Chrome Internet Explorer Safari หรือ Firefox ก็จะมีการอัพเดทโปรแกรมเป็นระยะๆ ซึ่งก็อาจมีผลต่อเว็บไซต์เดิม ทำให้เว็บเดิมมีปัญหา

แก้อย่างไร ง่ายเช่นกันก็ต้องจ้างคนทำเว็บเดิมมาแก้ครับ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือหลายๆ คนที่ทำกันคือ ทำเว็บใหม่ เพราะส่วนใหญ่ เว็บที่เพี้ยนมักจะเป็นเว็บที่ทำมานานแล้ว เป็นเทคโนโลยีเก่า ก็เลยถือโอกาสนี้ทำเว็บใหม่เลย

ปัญหาที่สาม ตามคนทำเว็บเดิมไม่เจอ

ปัญหานี้คือมีเว็บอยู่ครับ วันดีคืนดี เว็บมีปัญหา หรือต้องการต่อชื่อเว็บ หรือต้องการให้มาช่วยเหลือบางเรื่อง แต่ติดต่อคนทำเว็บเดิมไม่ได้ อันนี้จะเจอเหมือนปัญหาแรกครับ คือจ้าง Freelance พอนานวันเข้า Freelance เหล่านี้ก็จะมีอาชีพใหม่ไปแล้วครับ ทีนี้ก็ไม่อยากรับผิดชอบลูกค้าเดิม ก็เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือซะ

เจอแบบนี้แก้ยังไง ก็ง่ายนิดเดียวอีกเช่นกันครับ อย่าจ้าง Freelance ที่ไม่มีคุณภาพก็เท่านั้นครับ

ที่มาเล่าให้ฟัง เพราะหากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เจอ 3 ปัญหานี้ ผมได้บอกวิธีการแก้ไขปัญหาให้แล้วครับ เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้างครับ

 

อิทธิพลโซเชียลมีเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 21:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484861

อิทธิพลโซเชียลมีเดีย

โดย…โธธโซเชียล

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อผู้บริโภคและนักการตลาด ซึ่งวันนี้ทางเรามีข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจเพื่อยืนยันสิ่งเหล่านี้

ในส่วนของ “เฟซบุ๊ก” มีเพจที่แอ็กทีฟทั่วโลกถึง 40 ล้านเพจ กว่า 2 ล้านเพจ มักจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณา เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการสื่อสารแบบ B2C ในขณะที่ “ยูทูบ” มีการดูคลิปทั้งหมด 3,250 ล้านชั่วโมง/เดือน และบริษัทเกินครึ่งในอเมริกาก็ล้วนแล้วแต่มียูทูบ เหมาะกับธุรกิจแบบ B2B และ B2C

มาดูที่ “ทวิตเตอร์” กันบ้าง ทั่วโลกมีการทวีตข้อความถึง 6,000 ข้อความ/วินาที ที่สำคัญคือผลการสำรวจบอกว่า 77% บนทวิตเตอร์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นทัศนคติเชิงบวก ซึ่งแปลว่าส่วนใหญ่อาจจะเป็นกลุ่ม Brand Advocacy หรือคนที่ชื่นชอบแบรนด์ แม้ว่าในเมืองไทยจะเล่นทวิตเตอร์ไม่มากนัก แต่ก็เป็นทางเลือกให้กับนักการตลาดที่ต้องการทำแคมเปญและได้รับการตอบรับไปในทิศทางที่ดี

จะเห็นได้ว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมากในการสื่อสารการตลาดของยุคสมัยนี้ ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มนั้นก็มีพฤติกรรมและการใช้งานของผู้ใช้ที่แตกต่างกันด้วย ฉะนั้นการวางแผนหรือจัดแคมเปญหรือกิจกรรมต่างๆ ควรจะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด

 

 

หนีรถติดด้วยรถบินได้สุดล้ำจาก Airbus

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 15:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484834

หนีรถติดด้วยรถบินได้สุดล้ำจาก Airbus

ยานยนต์แห่งอนาคตที่สามารถวิ่งบนท้องถนน และเปลี่ยนไปบินบนอากาศได้ด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

เมื่อคุณผู้อ่านเผชิญกับปัญหาน่าเบื่ออย่างรถติด จนอยากจะบินได้ให้มันรู้แล้วรู้รอด! ความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆอีกต่อไป เพราะบริษัท Airbus ได้ออกแบบยานยนต์รุ่นใหม่แห่งอนาคตที่สามารถวิ่งบนท้องถนน ด้วยระบบออโต้เมติก ในขณะเดียวกันก็สามารถบินได้ด้วยใบพัดคล้ายโดรน

ยานยนต์สุดล้ำนี้มีชื่อว่า Pop.Up ด้วยการออกแบบร่วมกับ Italdesign และเพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในงาน Geneva Motor Show

Pop.Up ประกอบด้วยตัวแคปซูลห้องโดยสารขนาดพอดีที่สามารถบรรจุผู้โดยสารได้ 2 คน โครงสร้างของฐานติดล้อที่ใช้สำหรับวิ่งบนท้องถนน และโครงสร้างใบพัดคล้ายโดรนที่ใช้ในการเดินทางบนอากาศขนาด 4.4 เมตร ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนั้นแยกจากกัน และสามารถประกอบเข้าด้วยกันได้เมื่อใช้งาน โดยที่ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องลุกออกมาจากห้องโดยสารเลย

โครงสร้างของ Pop.Up ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ฐานที่ใช้สำหรับวิ่ง 2.ห้องโดยสาร และ3.ใบพัดที่ใช้บินบนอากาศ

นอกจากนั้นความเก๋ไก๋ของ Pop.Up ระบบทุกอย่างนั้นใช้พลังงานไฟฟ้า และเป็นระบบอัตโนมัติ นั่นแปลว่าผู้โดยสารเพียงแค่เลือกจุดหมายปลายทางเท่านั้น จากนั้นก็นั่งชิวๆ ยานยนต์จะเดินทางขับเคลื่อนไปยังที่หมายเอง และที่สำคัญก็คือไอเดียสุดล้ำนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะไม่มีการปล่อยมลพิษเหมือนรถยนต์ปกติ

สำหรับไอเดียเบื้องหลังเทคโนโลยีสุดล้ำนี้ ทางผู้ผลิต Pop.Up กล่าวว่า พวกเขาต้องการสร้างยานยนต์ที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในเมืองใหญ่ๆโดยเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหาความหนาแน่นของการจราจร และเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของการขนส่งในอนาคต ที่ผู้คนจะหันมาใช้การเดินทางอากาศกันมากขึ้นแทน

เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้น หลายบริษัทเทคโนโลยีเลือกลุยตลาดใหม่ด้วยการขนส่งทางอากาศแทน

ด้าน Tom Enders ประธานผู้บริหารของบริษัท Airbus กล่าวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ตัวรถยนต์บินได้ต้นแบบที่สามารถทดลองใช้งานได้จริงจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ และทางบริษัทวางแผนว่าการใช้งานจริงจะเกิดขึ้นในปี 2020 นี้ ตามแผนที่วางไว้ ยังไงเสียบรรดาคุณผู้อ่านที่เบื่อรถติดใจจะขาดก็อดใจรอกันอีกหน่อย ในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะได้เห็นยานยนต์ออกมาบินขึ้นฟ้ากันแน่นอน (และอาจนำมาซึ่งปัญหารถติดบนอากาศแทน) เพราะก่อนหน้านี้ที่ดูไบเองก็เพิ่งจะเปิดตัวแท็กซี่โดรนไปหมาดๆเช่นกัน

Pop.Up ตัวต้นแบบแรกเปิดตัวไปแล้วที่ Geneva Motor Show

 

 

ขอบคุณวิดีโอจาก Airbus Group

 

ดีอีสรรหาหัวกะทิรับไทยแลนด์4.0จูงใจอัดเงินเดือน 3.7 หมื่น-2.1 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/484703

ดีอีสรรหาหัวกะทิรับไทยแลนด์4.0จูงใจอัดเงินเดือน 3.7 หมื่น-2.1 แสน

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนสู่รัฐบาลดิจิทัลและหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ภายใต้บริบทไทยแลนด์ 4.0 รัฐต้องเร่งทำงานให้รวดเร็วขึ้นและมีตัวชี้วัดหน่วยงานดิจิทัล

ดีอีเร่งระดมหาบุคลากรหัวกะทิ 100 อัตรา รองรับไทยแลนด์ 4.0 หวังจูงใจอัดเงินเดือน 3.7 หมื่น-2.1 แสน

ทั้งนี้ ได้ผลักดันโครงการจัดหาบุคคลระดับหัวกะทิเข้ามาร่วมทำงานกับหน่วยงานในกระทรวง โดยหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สรรหาบุคลากรคุณภาพขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัล จำนวน 100 อัตรา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพนักงานราชการเชี่ยวชาญ ในอัตราจ้าง 3 ระดับ คือ ระดับเชี่ยวชาญทั่วไป เงินเดือน 109,200 บาท ระดับเชี่ยวชาญในประเทศ เงินเดือน 163,800 บาท และระดับเชี่ยวชาญต่างประเทศ เงินเดือน 218,400 บาท โดยจะต้องมีการประเมินผลงานทุก 1 ปี และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มพนักงานข้าราชการพิเศษเฉพาะกิจ เงินเดือน 37,680- 68,350 บาท การคัดเลือกใช้วิธี สรรหาและเป็นการรับแบบปิด คือ ให้ สกอ.ดึงบุคลากรในระดับอุดมศึกษา

“กระทรวงยังขาดความเป็นดีอี ขาดคนเก่งเฉพาะทางที่เป็นเลือดใหม่ และขาดการจัดเก็บข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์ หากมี 2 ส่วนนี้ให้ครบ จะตอบคำถามได้ว่ากระทรวงดีอีแตกต่างจากกระทรวงไอซีทีอย่างไร” นายพิเชฐ กล่าว