‘มหานคร อีทเทอรี่’ แหล่งแฮงค์เอาท์ใหม่ใจกลางเมือง Eat. Meet. Joy. สั่งครบ จบ และจ่ายในที่เดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670850

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 13:45 น.'มหานคร อีทเทอรี่' แหล่งแฮงค์เอาท์ใหม่ใจกลางเมือง Eat. Meet. Joy. สั่งครบ จบ และจ่ายในที่เดียวเปิดโลกประสบการณ์แห่งอาหารใหม่ล่าสุดกับ ‘มหานคร อีทเทอรี่ (MAHANAKHON EATERY)’ สถานที่แฮงค์เอาท์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Cross-Kitchen Dining กินดื่มตามใจไปกับ 7 ร้าน 7 สไตล์ ครบทั้งร้านอาหารและคาเฟ่พรีเมียม

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

โพสต์ทูเดย์ ปักหมุดแหล่งแฮงค์เอาท์แห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านสาทร-สีลม โดยคิง เพาเวอร์ มหานคร แลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ต่อยอดการเป็นจุดหมายปลายทางด้านแรงบันดาลใจและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกด้วยการเปิด มหานคร อีทเทอรี่ (MAHANAKHON EATERY) ครั้งแรกของการรวม 7 ร้าน (6 ร้านอาหาร และ 1 คาเฟ่สุดฮิป) ในบรรยากาศอันหลากหลายให้มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัวในสโลแกน Eat. Meet. Joy. เพื่อมอบประสบการณ์กูร์เมต์แบบใหม่ภายใต้แนวคิด Cross-Kitchen Dining เพิ่มความสะดวกสบายในการเลือกอาหารและเครื่องดื่มครอสได้จากทั้ง 7 ร้าน ไม่ว่าจะนั่งอยู่ในโซนใด เรียกได้ว่า “สั่งครบ จบ และจ่ายในที่เดียว” อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านอาหาร (Gastronomic Destination) ที่ห้ามพลาดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตในเมือง และพบกับเมนูอาหารที่รังสรรค์ขึ้นใหม่เฉพาะสำหรับมหานคร อีทเทอรี่

สำหรับมหานคร อีทเทอรี่ นำเสนอสุนทรียภาพในการรับประทานอาหารไว้อย่างเหนือระดับ ด้วยพื้นที่ร้านกว่า 700 ตารางเมตร กว่า 200 ที่นั่ง จำนวน 2 ชั้น ชั้นล่างและชั้นลอย โดยรวมตกแต่งสไตล์โมเดิร์นชิคที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ความเป็นตัวตนของมหานคร อีทเทอรี่ และคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างมีเสน่ห์ เน้นพื้นที่การใช้ประโยชน์ และแฝงไว้ด้วยเรียบโก้นำสมัย ผสมผสานเทคนิคการจัดวางโซนร้าน และที่นั่งที่ตอบโจทย์การ Gathering ในบรรยากาศสบายๆแต่มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับเฉพาะของแต่ละร้าน

Other cafe The Cloud (160 บาท) The CUBE (160 บาท)

เริ่มกันที่ร้านแรก ออเทอร์ คาเฟ่ Café Community สไตล์มินิมอลที่เข้าใจและใส่ใจในรสสัมผัสของกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก ประหนึ่งผู้ช่วยที่จะทำให้เรื่องกาแฟที่ซับซ้อนสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยความเป็น Coffee Specialty เราจะได้ค้นพบรสชาติและตัวตนในแบบของตัวเอง  แลด้วยการตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืน จึงได้ออกแบบตกแต่งและใช้อุปกรณ์ภายในร้านที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของธรรมชาติ เมนูแนะนำ ได้แก่ The Cloud และ The CUBE

ICI Chilli Crab (450 บาท)

อีซี่ ICI ร้านขนมหวานและเบเกอรี่ โดยเชฟเปเปอร์-อริสรา จงพาณิชกุล เชฟขนมหวานชื่อดังของไทยที่พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสให้ออกมาดูน่ารักและสนุกสนาน สามารถเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน สมกับชื่อร้าน ICI ที่ออกเสียงว่า “อีซี่” ในภาษาอังกฤษ และมีความหมายว่า ‘ที่นี่’ ในภาษาฝรั่งเศส โดยเชฟตั้งใจถ่ายทอดผลงานออกมาด้วยหัวใจ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคพิเศษต่างๆ เพื่อให้ทุกเมนูงดงามทั้งหน้าตา และรสชาติอร่อย เสมือนดั่งงานศิลปะร่วมสมัยที่สามารถรับประทานได้ เมนูแนะนำ ได้แก่ Chilli Crab และ My Cheese

Rib-Eye Khao-jee E-Sarn (1,150 บาท)
Salmon Confit in Snow Ocean (450 บาท)
Meat & Spice Style Pork Balls (250 บาท)

มีทแอนด์สไปซ์ บาย อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ แบรนด์น้องใหม่ในคอนเซ็ปต์เวสเทิร์นไทยทวิสต์ ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างอาหารตะวันตกเข้ากับความเผ็ดร้อนในแบบไทย จนออกมาเป็นเมนูสุดโมเดิร์นรสชาติจัดจ้านในแบบฉบับของทางร้าน ไม่ว่าจะเป็น สปาเก็ตตี ช่า ช่า ช่า สปาเก็ตตีพอร์คบอลแบบไทย หรือเมนูชื่อดังของเกรย์ฮาวด์อย่างปีกไก่แดดเดียวชุบน้ำปลาทอด รวมถึงเมนูอื่นๆ อีกมากมายที่จะถูก recreate ในรูปแบบใหม่ที่แตกต่าง และเติมเต็มอรรถรสให้กับมื้ออาหารสุดพิเศษ เมนูแนะนำ ได้แก่ Rib-Eye Khaojee E-Sarn และ Salmon Confit in Snow Ocean

Deluxe Selection of 4 cheeses (695 บาท)
Deluxe Selection of 5 cold cut (695 บาท)

เอวรีล กูร์เมต์ แอนด์ บอร์ดิเยร์ ซีเล็กชั่น ศูนย์รวมวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียมจากแหล่งผลิตชั้นยอดในประเทศฝรั่งเศส และยุโรป มีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารมาอย่างยาวนาน และได้รับความไว้วางใจจากร้านอาหาร และโรงแรมชั้นนำในประเทศไทยให้เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบคุณภาพสูงจากแหล่งผลิต อาทิ ไส้กรอก แฮม เนื้อสัตว์ น้ำมันมะกอก แยม และเลอ เบอร์ บอร์ดิเยร์ (Le Beurre Bordier) เนยชื่อดังระดับโลกจากแคว้นบริตตานี ประเทศฝรั่งเศส เมนูยอดฮิต ได้แก่ แซนด์วิช และโคลด์คัตต่างๆ เมนูแนะนำ ได้แก่ Quenelles with Lobster Sauce Nantua & Rice Pilaf และ Pate en croute with foie gras

Fresh oysters (780 บาท)
Fried Oysters หอยนางรมชุบแป้งทอด (520 บาท)

เอล มาร์ ชื่อร้านที่แปลว่า “ทะเล” ในภาษาสเปน นำเสนอซีฟู้ดแอนด์ไพรม์กริลที่มาในคอนเซ็ปต์สบายๆ สไตล์บิสโทรแบบฝรั่งเศส เรียบง่าย ดูสะอาดตา โดยจำลองบรรยากาศของอู่ต่อเรือเก่าในหมู่บ้านชาวประมง นำเสนออาหารทะเลเกรดพรีเมียมสดใหม่จากทั่วโลก อาทิ หอยนางรมสด หอยแมลงภู่ กุ้ง ล็อบสเตอร์ และอาหารทานเล่นขนาดพอดีคำชนิดต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเมนู Prime Cut Steak เสิร์ฟในสไตล์โมเดิร์น ยูโรเปียน ที่ย่างบนเตาพิเศษ Josper Charcoal ที่กักเก็บความฉ่ำของอาหารได้เป็นอย่างดี เพิ่มลูกเล่นและความสนุกให้ผู้ที่มาเยือนด้วย Open-Kitchen ที่สามารถชมกรรมวิธีการปรุงจากเชฟผ่านครัวเปิดอย่างใกล้ชิด เมนูแนะนำ ได้แก่  Josper Grilled Australian Black Onyx 270 Day Wagyu Hanger Steak Served with Chimmicurri  และ Chilled Seafood Platter

Italian style whole roasted organic chicken / (Half 490 บาท)
Pizza Black Truffle – Pizza Porchetta Romana

อิซาเบลล่า อิตาเลี่ยน โรติสเซอรี บาย อันเดรีย ร้านอาหารอิตาเลียนแห่งใหม่ของเชฟอันเดรีย โบนิฟาโช เจ้าของร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังของเมืองหัวหิน “อันเดรีย อิตาเลียน เรสเตอร์รองท์ แอนด์ กริลล์” ที่ครั้งนี้มาในคอนเซ็ปต์ของ Hot Table หรือ Tavola Calda ในภาษาอิตาเลียนกับอาหารสูตรต้นตำรับขึ้นชื่อทั้งพิซซ่าและโฮมเมดพาสต้าโดยเชฟอันเดรียให้ความสำคัญในการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพในการประกอบอาหารเพื่อให้ลูกค้าได้อิ่มเอมไปกับรสชาติตามแบบฉบับอาหารอิตาเลี่ยนสูตรดั้งเดิม เมนูแนะนำ ได้แก่ Italian Style Whole Roasted Organic Chicken และ Spaghetti Hua Hin Rock Lobster

ปิดท้ายด้วยร้านลับอย่าง เมซอง ดู เเวงน์  ไวน์เลาจน์สาขาใหม่ล่าสุดโดยเดอะ ไวน์ เมอร์ชานส์ ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายและนำเข้าไวน์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชั้นนำมากมาย กับครั้งแรกของการเนรมิต Wine Bar อย่างมีเอกลักษณ์ในสไตล์ของโรงบ่มไวน์ฝรั่งเศส พร้อมด้วยที่นั่งที่แฝงความโก้ แต่ให้ความรู้สึกสบายๆ เพื่อมอบประสบการณ์ในการดื่มไวน์ที่ดีที่สุดให้กับผู้มาเยือน เม ซอง ดู แวงน์ ได้คัดสรรไวน์ชั้นเลิศจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี อเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรีเลีย เป็นต้น รวมถึงไวน์หายากจากกว่า 100  ไวน์เนอรีชั้นนำโดยภายในร้านโดยมีซอมเมอลิเยร์ที่มีประสบการณ์คอยให้คำแนะนำ

ตามไปสัมผัสสุนทรียภาพในการรับประทานอาหารกันได้แล้ววันนี้ ณ ‘มหานคร อีทเทอรี่ (MAHANAKHON EATERY)’ ชั้น G อาคารมหานคร คิวบ์ เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 07:00 – 22:00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 677 8721  อีเมล  contact.cube@kingpower.com ติดตามข่าวสาร กิจกรรม และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ได้ที่เฟซบุ๊ก King Power Mahanakhon Instagram: kingpowermahanakhon

#MahanakhonEatery #CrossKitchenDining #EatMeetJoy #KingPowerMahanakhon #MahanakhonCUBE

จุดเช็คอินสุดเก๋ พร้อมดินสุดเนอร์หรูในค่ำคืนนับถอยหลังเริ่มต้นปีใหม่ ณ ห้องอาหารเรดสกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670745

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 09:30 น.จุดเช็คอินสุดเก๋ พร้อมดินสุดเนอร์หรูในค่ำคืนนับถอยหลังเริ่มต้นปีใหม่ ณ ห้องอาหารเรดสกายร่วมเฉลิมฉลองเข้าสู่ปี 2565 ในค่ำคืนอันสุดแสนพิเศษ ที่ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมสนุกสุดเหวี่ยงไปกับบรรยากาศแห่งความสุข ความรื่นเริงรับปีเสือ

บรรยากาศแห่งความสุขแวะเวียนมาทักทายคุณอีกครั้ง ร่วมเฉลิมฉลองเข้าสู่ปี 2565 ในค่ำคืนอันสุดแสนพิเศษ ที่ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมนับถอยหลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ พร้อมสนุกสุดเหวี่ยงไปกับบรรยากาศแห่งความสุข ความรื่นเริงกับช่วงเวลาที่หน้าจดจำ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างเต็มอิ่ม ในค่ำคืนวันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม 2564

ร่วมยกระดับค่ำคืนที่แสนพิเศษ ช่วงเวลาแห่งความสุขในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ให้คุณพร้อมครอบครัวและคนที่คุณรัก ได้สัมผัสกับมื้อพิเศษ กาล่าดินเนอร์อาหารสุดหรู 8 คอร์ส ท่ามกลางบรรยากาศวิวใจกลางมหานครสุดตระการตาแบบ 360 องศา อันแสนโรแมนติก เชฟเนรมิตเมนูความอร่อย ตั้งแต่คอร์สแรกจนถึงคอร์สสุดท้าย ทั้งการผสมผสานเทคนิคที่แตกต่างกันในแต่ละจาน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารผ่านเมนู โดยใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม นำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกทำให้ออกมาเป็นเมนูสุดหรูในค่ำคืนเฉลิมฉลอง พร้อมเพลิดเพลินบันเทิงมากมาย ตื่นตาตื่นใจชมพลุ การแสดงดอกไม้ไฟอันตระการตา

เริ่มต้นมื้ออาหารสุดหรูทุกจานด้วยแรงบันดาลใจจากการทำงานร่วมกันของเชฟแอนเดรีย และเชฟคริสเตียน ในอดีตกับเชฟมิชลินระดับ 3 ดาว ทั้งที่ผ่านมาและในปัจจุบัน เริ่มต้นที่ อามูส บุช อาหารเรียกน้ำย่อย คาเวียร์ครีมดอกกะหล่ำเสิร์ฟมาบนเยลลี่ล็อบสเตอร์กับเบลูก้าคาเวียร์รัสเซีย ต่อด้วย ฟัวกราส์ทอดเสิร์ฟมากับแอปเปิ้ลเรเนตต้าคาราเมลและน้ำส้มรีดักชั่น และ ล็อบสเตอร์เสิร์ฟมาพร้อมกับขิงราดด้วยซอสไวน์ขาว อีกทั้ง ทรัฟเฟิลพาสต้าฟลากอตเทลลี่เสิร์ฟมาพร้อมกับพาร์เมซานซอสไข่ซาบายอนและทรัฟเฟิลขาวอัลบา ก่อนเข้าสู่ความอร่อยในเมนูจากหลักล้างปากด้วย แชมเปญเชอร์เบท ต่อด้วยความอร่อยอาหารจานหลักด้วย ปลาเทอร์บอทและปลาไหลรมควันในกะหล่ำปลีซาวอยราดด้วยซอสฮอสแรดิช และ เนื้อวากิวโอมิ A5 ราดด้วยซอสหลากสไตล์ ก่อนปิดท้ายความอร่อยขึ้นด้วย ช็อกโกแลตนมราดด้วยซอสราสเบอรี่

กาล่าดินเนอร์ 8 คอร์ส ในราคา 11,999 บาท++ต่อท่าน (สำหรับดินเนอร์เอาท์ดอร์) และราคา 9,999 บาท++ต่อท่าน (สำหรับดินเนอร์อินดอร์) พร้อมรับฟรีแชมเปญ จี เอช มุม แกรนด์ กอร์ดอง 1 ขวด ต่อคู่ ตั้งแต่เวลา 19.00 น.

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ โทร. 0 2100 6255 หรือ อีเมล: diningcgcw@chr.co.th

ติดตามข่าวสารของห้องอาหารเรดสกายได้ที่ เว็บไซต์: www.centarahotelsresorts.com/redsky

เฟซบุ๊ก : Red Sky Bangkok อินสตาแกรม: Redskybkk_centara

Soneva Soul เวลเนสใหม่ที่เชื่อมใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670743

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 09:05 น.Soneva Soul เวลเนสใหม่ที่เชื่อมใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวโซเนวา เปิดตัว “โซเนวา โซล” (Soneva Soul) เวลเนสใหม่ล่าสุด ที่เชื่อมใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว นวัตกรรมล้ำสมัยถูกนำมาผนวกกับภูมิปัญญาการรักษาแผนโบราณที่ถ่ายทอดกันมานับพันปี เพื่อประสบการณ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นของแต่ละบุคคล

โซเนวา ผู้ดำเนินกิจการรีสอร์ตหรูชั้นนำ ได้ประกาศเปิดตัว “โซเนวา โซล” (Soneva Soul) ซึ่งเป็นแบรนด์สุขภาพแนวใหม่ที่ผสมผสานการรักษาแบบแผนโบราณที่เกิดขึ้นมายาวนานนับพันปี ผนวกเข้ากับวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่เพื่อเชื่อมใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน

แนวคิดด้านการเปลี่ยนแปลงสุขภาพที่ไม่เหมือนใครนี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของโซเนวาที่อยู่ระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมการบริการที่หรูหราและมีสุขภาวะที่ดีกว่า 26 ปี ที่ผ่านมา ด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญที่สะสมไว้ตลอดการเดินทางอันยาวนานนี้ ทำให้ โซเนวา สามารถนำเสนอบริการด้านสุขภาพที่ไม่เหมือนใครในสภาพแวดล้อมอันเป็นเลิศ ด้วยนวัตกรรมการบำบัด การรักษาความสมดุลและดูแลสุขภาพที่ทันสมัยที่สุด

“แนวคิดเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของทุกสิ่งที่เราทำที่โซเนวา: ความยั่งยืน, ปรัชญาเท้าเปล่าที่จะนำผู้เข้าพักของเรากลับมาเชื่อมโยง สัมผัสกับโลกอีกครั้ง, ในสถานที่ธรรมชาติอันสมบูรณ์, อาหารเพื่อสุขภาพแสนอร่อย และประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต ที่เรามอบให้กับผู้เข้าพัก” โสนุ ชิฟดาซานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งโซเนวากล่าว  “โซเนวา โซล (Soneva Soul) คือจุดสูงสุดของทุกอย่างที่เราได้เรียนรู้ นับตั้งแต่เราเปิดตัวสปาที่โซเนวา ฟูชิ ในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นสปาในรีสอร์ตแห่งแรกในมัลดีฟส์ เช่นเดียวกันกับโซเนวา ที่โซเนวา โซล เรากำลังบุกเบิกแนวทางที่ผสมผสานสิ่งตรงกันข้ามเข้าด้วยกันเพื่อให้ผู้เข้าพักของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงและได้รับประสบการณ์สุขภาวะที่ดีของแต่ละบุคคล”

ในการเสนอแนวทางเพื่อสุขภาพที่ดี, เพื่อความสุข ความสมหวังของผู้เข้าพักแต่ละบุคคล โซเนวา โซล จะรวมสปาทรีทเมนต์ โปรแกรมการเคลื่อนไหวของร่างกาย, การนอนหลับ, โยคะ และการทำสมาธิ รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระดับโลก และนวัตกรรม, การฟื้นฟูและบริการทางการแพทย์เข้าไว้ด้วยกัน และในอนาคตเมื่อแบรนด์เติบโตขึ้นจะมีการปรับแผนดูแลแบบบูรณาการตามหลัก ‘วิวัฒนาการเพื่อการดำเนินชีวิต’ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสถึงศักยภาพสูงสุดและบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพในระยะยาว

โซเนวา โซล สปาบนเกาะแห่งใหม่ที่ โซเนวา จานี่ ได้ยกระดับประสบการณ์ด้านสุขภาพของผู้เข้าพักให้เหนือกว่าทรีตเมนต์และการนวดผ่อนคลายที่ศูนย์สุขภาพหรือรีสอร์ตสปาทั่วไป ตัวอาคาร 3 ชั้นถูกเชื่อมต่อด้วยทางเดินยกสูงคดเคี้ยวท่ามกลางต้นไม้เขียวขจี ซึ่งได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่สวยงามทางด้านตะวันออกของเกาะได้อย่างลงตัว นอกจากสปาบนผืนน้ำแห่งเดิมที่ เดอะ แกเทอร์ริ่ง (The Gathering) แล้ว ยังมีห้องทรีตเมนต์แบบเปิดโล่ง, ห้องสวีทหรูสำหรับให้คำปรึกษา, ห้องบำบัดทางชีวภาพ, ห้องออกกำลังกายอันทันสมัย และบาร์น้ำผลไม้ อีกทั้งศาลาโยคะและที่นั่งสมาธิ ที่ตั้งอยู่สูงเหนือแนวต้นไม้ พร้อมวิว 360 องศาของทะเลสาบสีฟ้าครามของรีสอร์ต

ขณะนี้ โซเนวา โซล อยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อจะเปิดให้บริการที่โซเนวา ฟูชิ, ตั้งอยู่ในบา อะทอล ของมัลดีฟส์ ในอีกไม่กี่อาทิตย์ตามมาด้วยที่โซเนวา คีรี เกาะกูด ประเทศไทย ทั้งนี้ในระยะยาวโซเนวา จะทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกันเพื่อเปิดตัวจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ไม่เหมือนใครทั่วโลก โดยระหว่างนี้จนถึงต้นปี 2565 โซเนวา โซล จะจัดตั้งทีมประจำแต่ละแห่ง ซึ่งประกอบด้วย แพทย์อายุรเวท, แพทย์แผนจีน, แพทย์ด้านการแพทย์บูรณาการ และนักบำบัดที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี ซึ่งทีมงานจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านสุขภาพ การบำบัด, ฟิตเนส และจิตวิญญาณอย่างเต็มรูปแบบแวะเวียนมาจากต่างประเทศเพื่อมาสมทบตลอดปี

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของโซเนวา โซล จะพูดคุยกับผู้เข้าพักแต่ละท่านอย่างใกล้ชิดเพื่อวิเคราะห์และให้ได้โปรแกรมเพื่อสุขภาพครอบคลุมทุกด้านในชีวิต ซึ่งรวมไปถึงการพักผ่อน, ฟื้นฟู ซ่อมแซม จนถึงการล้างพิษ, การเคลื่อนไหวของร่างกาย และการเพิ่มประสิทธิภาพ ตามหลักการต่าง ๆ เช่น ความสมดุล, การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ และการดูแลตัวเอง

ทรีตเม้นต์ต่าง ๆ ที่โซเนวา โซล ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายและความต้องการของผู้เข้าพัก โดยผสมผสานภูมิปัญญาสุขภาพแบบดั้งเดิม เช่น อายุรเวท, การแพทย์แผนจีน, สมุนไพร และเห็ดสมุนไพร ด้วยการรักษาที่ทันสมัยและการบำบัดทางชีวภาพ ซึ่งรวมถึงการทดสอบความแปรผันของอัตราการเต้นของหัวใจ, การรักษาด้วยพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP), วิตามินบำบัดทางหลอดเลือด, การบำบัดด้วยความเย็นจัด, การบำบัดด้วยโอโซน และการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูง โปรแกรมการดูแลสุขภาพของโซเนวา โซล แต่ละแห่งสามารถเข้ารับบริการได้ตามความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น, การบำบัดหลังจากการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ, ฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายหรือจิตใจ หรือเพียงเพื่อการผ่อนคลายและปรนเปรอตัวเอง 

โปรแกรมการเคลื่อนไหวร่างกายของ โซเนวา โซล ดูแลโดยผู้ฝึกสอนฟิตเนสมากประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการออกกำลังกายในยิมด้วยเทคนิคการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระตามธรรมชาติ เช่น จังเกิ้ลยิม และการออกกำลังกายในน้ำ ในส่วนของโปรแกรมการฝึกโยคะ, การควบคุมลมหายใจแบบปราณยามะ และการทำสมาธิ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ ด้วยการเรียนทั้งแบบตัวต่อตัวและแบบกลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญโยคะประจำที่พักและผู้เชี่ยวชาญชื่อดังที่จะแวะเวียนมา และโปรแกรมการนอนหลับที่ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยจะถูกสร้างโปรแกรมให้เหมาะสมของแต่ละบุคคลเพื่อให้มีการนอนที่ดีขึ้นในระยะยาว

เยี่ยมชมเว็บไซต์: https://soneva.com/soneva-soul/

สาขาที่ 5 เปิดแล้ว! “SUSHIRO” สาขา Central Plaza WestGate ร้านซูชิแบบสายพานที่แฟนอาหารญี่ปุ่นต้องลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670741

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 08:50 น.สาขาที่ 5 เปิดแล้ว! “SUSHIRO” สาขา Central Plaza WestGate ร้านซูชิแบบสายพานที่แฟนอาหารญี่ปุ่นต้องลองเปิดสาขาใหม่ให้ชาวบางใหญ่ได้ฟิน กับ SUSHIRO ร้านซูชิชื่อดังอันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น เสิร์ฟความสดรสอร่อยบนสายพาน พร้อมแคมเปญพิเศษประจำเดือนธันวาคม

ภาพ : เฉลิมภพ มีนอก

SUSHIRO ร้านซูชิชื่อดังอันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น มีสาขามากถึง 600 กว่าสาขาในประเทศญี่ปุ่นและรวมไปถึงอีกหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี และไทย มีแนวคิดความตั้งใจที่จะให้บริการซูชิแบบต้นตำรับมาตรฐานแบบเดียวกันกับญี่ปุ่น ที่มาในราคาเข้าถึงได้สำหรับลูกค้าคนไทย          

สำหรับ Sushiro เป็นร้านซูชิแบบสายพานที่ลูกค้าสามารถเลือกหยิบซูชิที่อยากทานจากสายพานได้แบบสะดวกสบาย รวดเร็ว และมีความเป็นส่วนตัว โดยราคาเริ่มต้นที่จานละ 40 บาท มีซูชิให้เลือกทานกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ ราเมง อุด้ง ไข่ตุ๋น สลัดกุ้ง ยำแซลมอน มีของทอดมากมายทั้งไก่คาราอาเกะ กุ้งเทมปุระ ไปจนถึของหวานที่พร้อมมาเสิร์ฟให้อิ่มอร่อยกัน และหากเมนูที่ต้องการทานยังไม่มาถึง ลูกค้ายังสามารถเลือกสั่งเมนูที่ต้องการจากทาง Tablet ที่มีประจำทุกโต๊ะได้อีกด้วย เรียกว่า Sushiro ในไทยใช้ระบบที่ทันสมัยเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่น โดยใต้จานซูชิทุกจานจะมี IC Chip ฝังอยู่เพื่อเก็บข้อมูล และหากซูชิจานนั้นอยู่บนสายพานนานเกินกว่า 350 เมตร ก็จะถูกปัดทิ้งอัตโนมัติ เพื่อคงความสดอร่อยของซูชิบนสายพาน

Sushiro สาขา เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต เป็นร้านสาขาที่ 5 ของ Sushiro Thailand โดยร้านตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 โซนลานน้ำพุ ติดกับทางเข้า MRT สาขานี้สามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 212 ท่าน (ในสถานการณ์ปกติที่ไม่ได้จำกัดจำนวนที่นั่งเนื่องจาก COVID-19) มีทั้งแบบโต๊ะและแบบ counter เพื่อรองรับลูกค้าทั้งแบบที่มาเป็นกลุ่ม และมาท่านเดียว

พิเศษตลอดเดือนธันวาคม 2564 Sushiro ทุกสาขายังมีแคมเปญพิเศษของเดือน เป็นแคมเปญอุนิ หรือไข่หอยเม่น ที่มีเฉพาะเดือนนี้หรือจนกว่าของจะหมดเท่านั้น ในราคาเริ่มต้นเพียงคำละ 60 บาท

ลูกค้าที่สนใจมาทานแต่ไม่อยากรอคิวนาน สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าได้ทางแอปพลิเคชันของ Sushiro ง่ายๆ เพียงเข้า App Store หรือ Play Store แล้วเสิร์ช ซูชิโร่ เพียงเท่านี้ก็จะได้อิ่มอร่อยแบบไม่ต้องรอคิวแถมสะดวกสุดๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : SUSHIRO THAILAND

MCM Cafe x After You เปิดตัว 3 เมนูใหม่ครั้งแรกของเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670637

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08:25 น.MCM Cafe x After You เปิดตัว 3 เมนูใหม่ครั้งแรกของเมืองไทยแฟชั่นนิสต้าและคาเฟ่ฮอปเปอร์ ต้องไม่พลาด! ครั้งแรกของเมืองไทย เมื่อ MCM Cafe x After You เปิดตัว 3 เมนูเครื่องดื่ม-ของหวานสุดปัง ฟินได้ที่ MCM Cafe เท่านั้น

ความสนุกครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อเอ็มซีเอ็ม (MCM – Modern Creation München) แบรนด์เครื่องหนังสุดฮิปสไตล์ New School Luxury จากเยอรมนี จับมือกับ อาฟเตอร์ยู (After You) คาเฟ่ขนมหวานอันดับหนึ่งของประเทศไทย เสิร์ฟความสุขให้ได้ฟินกันถ้วนหน้า แปลงโฉมครึ่งหนึ่งของร้าน MCM Boutique สาขาศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ชั้น G ให้เป็น MCM Café คาเฟ่สุดชิคใจกลางเมือง ที่พร้อมเอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าและคาเฟ่ฮอปเปอร์ขั้นสุด ทั้งช็อป-ชิล-แชะ แบบครบจบในที่เดียว เริ่มแล้ววันนี้ – 20 มีนาคม 2565

สลิล สุญาณเศรษฐกร ผู้บริหารบริษัท พีพี แกลม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง MCM ในประเทศไทย กล่าวว่า “การกลับมาของ MCM Café ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว หลังจากโปรเจกต์ MCM Café ได้ริเริ่มที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017 ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยจึงต้องหยุดพักไป 1 ปี (ปี 2020) และกลับมาจัดอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 4 ในประเทศไทย และการกลับมาครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ส่งท้ายปีก็ว่าได้  และเพื่อให้ยิ่งใหญ่สมการรอคอย MCM เลือกจับมือกับ After You คาเฟ่ขนมหวานอันดับหนึ่งของไทย เพื่อเสิร์ฟประสบการณ์สุดชิคให้แฟนๆ ของทั้งสองแบรนด์ได้ฟินกว่าที่เคย”

ด้าน เมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) เสริมว่า MCM และ After You ได้ร่วมกันคิดค้นเมนูขนมและเครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟขึ้นเพื่อเสิร์ฟที่ MCM Café โดยเฉพาะ แต่ละเมนูมาพร้อมจุดเด่น คือ เป็นการนำดีเอ็นเอของ MCM ที่มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มาผสมผสานกับจุดแข็งของ After You ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เด่นทั้งเรื่องรสชาติ และความคิดสร้างสรรค์ เกิดเป็นเมนูใหม่ที่ใครได้ลองต้องติดใจ

สำหรับ 3 เมนูสุดพิเศษ ประกอบด้วย เอ็มซีเอ็ม บัตเตอร์เบียร์ (MCM Butter Beer) ต้อนรับบรรยากาศของเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง กับซิกเนเจอร์ดริ้งค์ที่ After You คิดค้นมาเป็นพิเศษสำหรับ MCM Café โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของ MCM ด้วยเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Alcohol Free) หวาน หอมละมุนกับน้ำบัตเตอร์สกอตช์โซดาท็อปด้วยครีมสด เหมาะสำหรับจิบเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ดื่มแล้วชื่นใจ ช่วยคลายร้อน 

ต่อที่ แฮมแอนด์ชีส ครอฟเฟิล (Ham & Cheese Croffle)  อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่เกิดจากการนำเมนูยอดฮิตของ After You มารังสรรค์เป็นรสชาติใหม่ ที่นอกจากจะไม่เคยมีวางขายที่ใดมาก่อนเป็นครั้งแรก ยังเป็นครั้งแรกที่อาฟเตอร์ยูรังสรรค์เมนูครอฟเฟิลในเวอร์ชั่นคาว-หวาน ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งรสชาติและรสสัมผัสที่ใครได้ลองต้องติดใจในความกรอบนอกนุ่มใน

และ แอมเบอร์ ครอฟเฟิล  (Amber Croffle) ทีเด็ดของเมนูนี้อยู่ที่ตัวไวท์ช็อกโกแลตคาราเมลสูตรพิเศษที่ราดลงบนครอฟเฟิล นอกจากรสชาติจะเข้มข้นแบบถึงใจ ไฮไลท์ยังอยู่ที่สีของไวท์ช็อกโกแลตคาราเมล ซึ่งได้ถูกรังสรรค์ให้เป็นโทนสีน้ำตาลให้มีเอกลักษณ์ที่คุ้นตา เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีคอนยัค (Cognac) ของแบรนด์ MCM นั่นเอง

นอกเหนือจากความอร่อยที่หาไม่ได้จากที่ไหน MCM Café ยังมาพร้อมอีก 2 ไฮไลท์ที่พลาดแล้วต้องเสียใจ โซน Photo Spot ที่มาพร้อม 2 มุมถ่ายรูปสุดเก๋ อย่างมุม Coffee Trunk ที่นำ Trunk ซึ่งเป็นไอคอนิกของแบรนด์ โดดเด่นด้วยลายวิโซโต้ โมโนแกรม (Visetos Monogram) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาตกแต่ง พร้อมสะกดทุกสายตาอยู่ในมุมที่เด่นที่สุดของ MCM Café อีกมุมที่พลาดไม่ได้ คือ มุม Train Corner ที่นำดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางมาดีไซน์เป็น MCM Coffee Express อย่างลงตัว Outdoor Zone สำหรับลูกค้าที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งชิลๆ บริเวณด้านนอก MCM Boutique เก๋กว่าใครด้วยการเลือกใช้ชุดโต๊ะเก้าอี้ ที่ประดับด้วยร่มลายเอ็มซีเอ็ม โลโก้ (MCM Logo) ให้แฟนๆ ได้มาฟินกับเมนูเครื่องดื่มและของหวานแสนอร่อย พร้อมถ่ายรูปเล่น

ดื่มด่ำกับความสนุกครั้งใหม่พร้อมกันได้แล้วที่ MCM Café ณ ร้าน MCM Boutique ศูนย์การค้าเอ็ม  ควอเทียร์ ชั้น G ตึก Helix เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2565 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00–20.00 น.

พาทัวร์ Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2020 Dubai

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670415

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 15:57 น.พาทัวร์ Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2020 Dubaiชื่นชมความเป็นไทยในงานใหญ่ระดับโลก โพสต์ทูเดย์ พาเที่ยวชมอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน World Expo 2020 Dubai ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

World Expo

ยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานแสดงนิทรรศการระดับโลก สำหรับงานมหกรรมโลกเวิลด์ เอ็กซ์โป (World Expo) ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้น ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว ณ สหราชอาณาจักร ใน พ.ศ. 2394 และได้กลายเป็นงานระดับนานาชาติที่จัดขึ้นทุก 5 ปี โดยหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพในหมู่ประเทศภาคีสมาชิกของสำนักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions หรือ BIE) มีวัตถุประสงค์หลักในการให้การศึกษาแก่สาธารณชน ด้วยการแสดงถึงนวัตกรรมล่าสุด ความก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการ ทิศทางการพัฒนาในอนาคต และการให้ความช่วยเหลือแก่มวลมนุษย์ ทั้งยังเปิดโอกาสให้สาธารณชนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน พร้อมเรียนรู้ความก้าวหน้า และพัฒนาการของศาสตร์แขนงต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น มรดกทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

World Expo 2020 Dubai

งาน World Expo 2020 Dubai นับเป็นงานแสดงนิทรรศการระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมงาน World Expo ครั้งนี้ จำนวน 192 ประเทศ พร้อมองค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ให้การสนับสนุนต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก  Connecting Minds, Creating the Future หรือ เชื่อมความคิด สร้างอนาคต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน องค์กร และประเทศต่างๆ รวมถึงแบ่งปันความรู้ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม และกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการร่วมมือกันสร้างสรรค์อนาคตอย่างยั่งยืน โดยแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อย่อย ได้แก่

  1. โอกาส (Opportunity)
  2. การขับเคลื่อน (Mobility)
  3. ความยั่งยืน (Sustainability)

Thailand

สำหรับประเทศไทย เข้าร่วมแสดงนิทรรศการระดับโลก World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบและเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ (จัดขึ้นระหว่าง 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม  2565) รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักและความเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศ และนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลไทยกับนานาประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ขึ้นแท่นไฮไลท์เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ โดยงานใหญ่ของประเทศไทยใน “วันชาติไทย Thai National Day” (วันที่ 5 ธันวาคม) ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ทางอาคารแสดงประเทศไทยจะได้หยิบยกอัตลักษณ์และเสน่ห์ของวัฒนธรรม รวมถึงประเพณีอันล้ำค่าของไทย ภายใต้แนวคิด Miracle of Smile มหัศจรรย์แห่งรอยยิ้ม มาแสดงสู่สายตาประเทศสมาชิกทั่วโลก ที่ Al Wasl Plaza โดมหลักใจกลางงานเวิลด์เอ็กซ์โปในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงประจำวันบริเวณด้านหน้าอาคารแสดงประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจในทุกๆ วัน 

Thailand Pavilion อาคารแสดงประเทศไทย

อาคารแสดงประเทศไทย หรือ Thailand Pavilion เป็นหนึ่งในอาคาร Self-Build Pavilion ตั้งอยู่โซน Mobility ซึ่งมองเห็นโดดเด่นเพราะขนาดที่ใหญ่ และตั้งอยู่ใกล้กับ Mobility Pavilion โดยมีขนาดพื้นที่ 3,606 ตรม. หรือ 2.25 ไร่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเข้าร่วมในงานเวิลด์เอ็กซ์โป อาคารแสดงประเทศไทยนำเสนอภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคต (Creating the Future) และเป็นเวทีประกาศศักยภาพการเป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยในเวทีระดับโลก ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทยในมิติ Digital for Development ต่อยอดจากประเทศที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนสุวรรณภูมิและวัฒนธรรมอันโดดเด่นแบบสยามเมืองยิ้ม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่อทุกคนไปยังทุกที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในอาคารแสดงประเทศไทย แบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ห้องนิทรรศการหลักด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ เพื่อความน่าสนใจ

การออกแบบอาคารแสดงประเทศไทยได้นำเอาเสน่ห์ของคนไทยมาร้อยเรียงอยู่ในทุกองค์ประกอบ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมตั้งแต่แรกเห็นผ่านดอกไม้ไทยคือ ดอกรัก ซึ่งเปรียบเสมือนการต้อนรับอันอบอุ่นจากคนไทย โดยดอกไม้ยังเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงการพัฒนาที่แผ่ขยายในวงกว้าง เปรียบเสมือนเกสรดอกไม้ที่แผ่กระจายและส่งต่อการเจริญเติบโตต่อไป

สีทอง เป็นสีหลักของตัวอาคารฯ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และแหล่งอารยธรรมของประเทศไทยตั้งแต่ครั้ง “สุวรรณภูมิ” อาณาจักรไทยที่ยิ่งใหญ่เปี่ยมไปด้วยอารยธรรมยาวนานในอดีต และคนไทยนิยมใช้สีทองเป็นสีของอาคารเครื่องยอดต่างๆ เพื่อแสดงถึงความสำคัญของอาคารแห่งนั้น ตัวอาคารโดดเด่นด้วยลวดลายการถักทอคล้ายม่านดอกไม้ (ดอกรัก) เพื่อสื่อถึงการเชื่อมต่อ หรือ Connecting Minds ของคนไทยในยุคดิจิทัล และยังดึงเอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมไทยอย่างศาลาหน้าจั่ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายการไหว้ที่งดงามมาเป็นทางเข้าตัวอาคารที่พร้อมเปิดต้อนรับทุกคนจากทั่วโลก        

พวงมาลัย คือพวงดอกไม้ที่เกิดจากการนำดอกไม้ใบไม้ชนิดต่างๆ ที่มีกลิ่นหอม มาร้อยเรียงให้เป็นพวงดอกไม้มีสีสันและองค์ประกอบที่อ่อนช้อย งดงาม นำมาใช้ในโอกาสมงคล เช่น ไหว้พระ บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ และที่สำคัญใช้สำหรับการ “ต้อนรับ” ผู้คน และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้เมื่อได้รับ “พวงมาลัย” คือ “กลิ่นหอม”  จากดอกไม้ รูปแบบของการร้อยมาลัยจึงถูกนำมาใช้ในงานผนังตกแต่งของอาคาร เพื่อสร้างจินตภาพให้กับผู้เข้าชมอาคาร รับรู้ถึงกลิ่นหอมและรู้สึกถึง “กลิ่นไทย” ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้อาคารแสดงประเทศไทย สามารถแสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม และรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยได้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยใช้สัญลักษณ์นำโชค MASCOT เป็นตัวการ์ตูนสุดน่ารักในชื่อ “รัก” (RAK) และ “มะลิ”(MALI) มาสคอตสองพี่น้องตัวแทนประเทศไทยทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยสร้างจากแรงบันดาลใจคือดอกรักและดอกมะลิดอกไม้สำคัญของไทยที่ใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการร้อยพวงมาลัยเพื่อมอบให้ผู้มาเยือนแสดงถึงมิตรไมตรีและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจริงใจ

4 ห้องนิทรรศการภายในอาคารแสดงประเทศไทย

1 : Thai Mobility ผ่านความงดงามของศิลปะไทย

การจัดแสดงในรูปแบบ Walkthrough Exhibition ที่ผู้เข้าชมจะได้พบกับความงดงามตระการตาของ  “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง” ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราชลมารค และราชรถในตำนาน ซึ่งเป็นพาหนะเดินทางในวรรณคดีของไทยที่มีความงดงามอย่างยิ่ง

2 :  Mobility of Life น้ำขับเคลื่อนชีวิตไทย

การจัดแสดงในรูปแบบ Aquatic Performance สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ สังคม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตจากอดีตสู่ปัจจุบัน ภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ด้วยพระอัจฉริยภาพและโครงการในพระราชดำริ จึงทำให้ประเทศไทยพัฒนากลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคพร้อมต้อนรับนานาประเทศที่มาท่องเที่ยว ลงทุน ทำธุรกิจ ฯ 

3 :  Mobility of The Future  การขับเคลื่อนประเทศในยุคดิจิทัล 

การจัดแสดงในรูปแบบ 360 Adventure พาผู้ชมขึ้นโดรน พาหนะแห่งอนาคต เดินทางสู่ภาพอนาคตจำลองของประเทศไทยที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ทั้ง 7 มิติ ได้แก่ SMART Economy (การเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจและการลงทุน) SMART Mobility (ระบบการขนส่งและการเดินทางที่ทันสมัย) SMART People (การศึกษาที่เข้าถึงทุกคนไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล) SMART Living (การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี) SMART Governance (การพัฒนาระบบข้อมูลและการให้บริการภาครัฐ) SMART Environment  (การบริหารจัดการทรัพยากร) และ SMART Energy (การบริหารจัดการด้านพลังงาน) ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลักดันตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาคอีกด้วย

4 :  Heart of Mobility  หัวใจหลักของการขับเคลื่อน

การจัดแสดงในรูปแบบ “หนังสั้นจากเรื่องจริง” โดยใช้เทคนิคคือ PYRAMID MOTION PICTURE ผ่านคำบอกเล่าของชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย ในแง่มุมต่างๆ กับเสน่ห์แบบไทยที่สร้างความประทับใจให้ทั่วโลก ซึ่งนั่นคือหัวใจของการขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง

ร้านอาหารไทย The Taste of Thai และร้านของที่ระลึก Thai Souk               

ร้าน The Taste of Thai โดย “ลิตเติ้ล แบงค็อก” (Little Bangkok) ซึ่งถือเป็นร้านอาหารไทยยอดนิยมในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดดำเนินงานโดยคนไทย ซึ่งจะมาให้บริการบริเวณชั้นล่างของอาคารแสดงประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 160 ตร.ม. มีการตกแต่งร้านแบบคอนเทมโพรารี่ หรือไทยร่วมสมัย เน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพ และวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เน้นการปรุงสดใหม่ อาทิ ต้มยำกุ้ง, มัสมั่น, แกงเขียวหวาน, ผัดไท, ผัดเปรี้ยวหวาน,  ผัดกะเพรา, น้ำสมุนไพรและขนมไทยสลับเปลี่ยนตลอดการจัดงาน ส่วน Thai Souk พื้นที่ของที่ระลึกและพื้นที่จัดแสดงสินค้าไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการคัดเลือกสุดยอดสินค้าดี สินค้าเด่นของไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมฝีมือของคนไทย ผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพ สปา และเครื่องสำอาง ของที่ระลึก เครื่องประดับ อาหารและเครื่องดื่ม 

กิจกรรมวันพิเศษของอาคารแสดงประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมพิเศษของอาคารแสดงประเทศไทย จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยเพื่อแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์และศักยภาพด้านต่างๆ ของประเทศไทยบนเวทีโลก อาทิ วันชาติไทย ซึ่งยังมีโอกาสสำคัญให้ไปชมกันได้อีก ดังนี้

  • 5 มกราคม – 17 กุมภาพันธ์ 2565 เทศกาลดิจิทัลและนวัตกรรม Thailand Digital and Innovation Festival

จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมจากการคิดค้นของคนไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นำเสนอโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

  • 20 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2565 สัปดาห์พลังงานและสิ่งแวดล้อม Energy and Environment Week

นำเสนอการแสดงนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่าผ่านนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “Energy 4.0” นำเสนอโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงาน

  • 11 – 19 มีนาคม 2565 เทศกาลแห่งความสุข Festival of happiness: Thai Happiness Week with “Thai Select”

อาคารแสดงประเทศไทย ส่งต่อความสุข ด้วยการนำผลไม้ไทยตามฤดูกาล มาจัดแสดงและแจกให้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมกับการออกร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของอาหาร และผลไม้ไทย นำเสนอโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองดูไบ กระทรวงพาณิชย์

  • วันสงกรานต์ : 25 มีนาคม 2565
  • เทศกาลสงกรานต์ 23 – 31 มีนาคม 2565 

เทศกาลสงกรานต์   Songkran Festival ส่งท้ายการจัดงาน World Expo 2020 Dubai  ด้วยสัปดาห์แห่งรอยยิ้มและความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ ในเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งถือเป็นการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณ โดยเชิญชวนให้ผู้เข้าชมงานมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสนุกเสมือนการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ประเทศไทย นำเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ World Expo 2020 Dubai และ Expo 2020 dubaithailand

.

อัลบั้มภาพ

Zuma Bangkok ชวนเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและปาร์ตี้ส่งท้ายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670420

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 15:05 น.Zuma Bangkok ชวนเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและปาร์ตี้ส่งท้ายปีสัมผัสช่วงเวลาแห่งความรื่นเริง เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและปาร์ตี้ส่งท้ายปีแสนพิเศษที่ Zuma Bangkok

ในช่วงเทศกาลวันหยุดที่ทุกคนรอคอยนี้ ซูม่า แบงค็อก (Zuma Bangkok) เชิญชวนทุกคนมาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความรื่นเริงไปกับเทศกาลอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์การรับประทานอาหารมื้อพิเศษสุดกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน เริ่มต้นด้วยเฟสทีฟ ดินเนอร์ เมนู (Festive Dinner Menu) ให้อิ่มอร่อยกับซันเดย์บรันช์สุดอลังการแบบไม่อั้น พร้อมด้วยเมนูในช่วงเทศกาลแห่งความสุข รวมถึงนิวเยียร์ อีฟ พรีเมียม เทสติ้ง เมนู (New Year’s Eve Premium Tasting Menu) ที่จะทำให้เต็มอิ่มและเพลิดเพลินกับเทศกาลวันหยุดนี้

วันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส 24-25 ธันวาคม 2564

เฟสทีฟ ดินเนอร์ เมนู (Festive Dinner Menu) ราคา 3,820++ บาท/ท่าน รังสรรค์โดยทีมเชฟมากความสามารถของซูม่า ที่จะนำเสนอเมนูซิกเนเจอร์และเมนูที่ขึ้นชื่อมากมาย เริ่มที่เมนูจานหลัก ได้แก่ ปลาทูน่าเซียร์และคาเวียร์, ซอสวาฟู และดอกฮานะ โฮจิโสะ (Seared Toro With Caviar, Wafu Sauce And Hana Hojiso), ปลาหิมะกับซอสพริกขิง (Chilean Sea Bass With Green Chili Ginger Dressing), เนื้อสันในย่างราดซอสเผ็ดหวานโรยด้วยต้นหอม (Spicy Beef Tenderloin with Sesame, Red Chili And Sweet Soy), ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานอันขึ้นชื่อจากเชฟเอ็ดดี้ ลี (Chef Eddy Lee) หัวหน้าเชฟของหวาน ที่ประกอบไปด้วยผลไม้หลากหลาย, ของหวาน,  ไอศกรีม และเชอร์เบท เสิร์ฟมาบนน้ำแข็งอย่างสวยงาม

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2564

พบกับซันเดย์บรันช์ ที่ยาวนานที่สุดและได้รับความนิยมอย่างมากในกรุงเทพฯ รับประทานกันแบบไม่อั้น ราคา 2,180++ บาท/ท่าน ให้คุณเลือกอิ่มอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นแบบไม่จำกัด ได้แก่ ทาท่าร์เนื้อเสิร์ฟพร้อมมันหวานทอดกรอบ (Spicy Beef Tartare with Sweet Potato Chips), เทมปุระกุ้งลายเสือและผัก (Black Tiger Prawns and Vegetables Tempura) และไก่คัดพิเศษหมักมิโซข้าวบาร์เล่ย์อบ (Barley Miso Marinated Baby Chicken Oven Roasted On Cedar Wood) และปิดท้ายแบบตื่นตาตื่นใจด้วยของหวานสุดพิเศษของซูม่าสำหรับเทศกาลแห่งความสุขนี้ ซึ่งประกอบด้วยเค้กช็อกโกแลตลาวา และพุดดิ้งขนมปังขิงกับซอสท๊อฟฟี่

เฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยมื้ออาหารสุดพิเศษ วันส่งท้ายปีศุกร์ที่ 31 ธันวาคม 2564

ส่งท้ายค่ำคืนสุดพิเศษและเฉลิมฉลองปีใหม่ ซูม่าจะทำให้คุณมีความทรงจำที่แสนประทับใจ ด้วยนิวเยียร์ อีฟ พรีเมียม เทสติ้ง (New Year’s Eve Premium Tasting Menu) ราคา 5,180++ บาท/ท่าน ที่จะรังสรรค์มื้อสุดท้ายของปี 2564 อย่างอลังการ ซึ่งมีไฮไลท์ได้แก่ คริสตัล ซูม่า คาเวียร์ (Kristal Zuma Caviar), เนื้อวากิวแล่บางกับทรัฟเฟิลขาว (Japanese Wagyu Tataki with White Truffle), หอยนางรมคีลลาร์ดูย่างกับเชอร์เบทส้มยูสุและคาเวียร์ (Grilled Gillardeau Oyster with Yuzu Sorbet and Caviar) และข้าวปั้นใส้ปลาโอโทโร่ กับพริกเม็กซิกัน, แตงกวาและเครื่องเทศ (Seared O Toro maki with Jalapeno, Cucumber and Mixed Herbs) 

งานปาร์ตี้ของซูม่ามีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมายาวนานในเรื่องความอลังการและสนุกสนานควรค่าแก่ความทรงจำ และในวันส่งท้ายปีเก่านี้ที่จะยอดเยี่ยมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ร่วมต้อนรับปีใหม่ 2565 ด้วยการเฉลิมฉลองและนับถอยหลังไปพร้อมกัน ทุกท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของความสนุกสนานแต่ยังคงความหรูหรา พร้อมเพลิดเพลินไปกับแชมเปญ Roederer Cristal 2009 แบบไม่อั้น (ราคา 9,980++ บาท/ท่าน) และดนตรีสดโดยเหล่าศิลปินชั้นนำตลอดค่ำคืนเพื่อให้ทุกคนได้อิ่มเอมกับการปาร์ตี้อย่างเต็มที่และเข้าสู่ช่วงเวลาของการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่

% Arabica : See the World through Coffee เมื่อกาแฟหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670411

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 12:40 น.% Arabica : See the World through Coffee เมื่อกาแฟหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์โพสต์ทูเดย์เช็กอิน % Arabica ร้านกาแฟคลื่นลูกใหม่ในไอคอนสยาม ชมความงดงามของจิตวิญญาณในแบบฉบับญี่ปุ่น พร้อมชวนมองโลกผ่านกาแฟ See the World through Coffee ตามปรัชญาผู้ก่อตั้ง

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

% Arabica นับเป็นหนึ่งในร้านกาแฟสไตล์มินิมอลสัญชาติญี่ปุ่นที่กรุ่นกลิ่นอายของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ทว่า ในขณะเดียวก็สะท้อนความทันสมัยของโลกและไลฟ์สไตล์ของผู้คนผ่าน “กาแฟ” เครื่องดื่มสากลที่เป็นที่ยอมรับในทุกชาติทุกภาษา

“ประเทศไทย คือจุดหมายปลายทางที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์และน่าหลงใหลสำหรับภูมิภาคนี้ เพียงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมในการดื่มกาแฟในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทั่วประเทศ และได้ถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้นำความเชี่ยวชาญของเราในด้านเทคนิคการชงเครื่องดื่มอันพิถีพิถัน พร้อมกาแฟคุณภาพสูง การให้บริการแบบใส่ใจในรายละเอียด และความงดงามของจิตวิญญาณในแบบฉบับญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย” Kenneth Shoji ผู้ก่อตั้ง% Arabica กล่าว

แม้จะคุ้นเคยกันดีกับสัญลักษณ์ “ % ” อันเป็นโลโก้ของแบรนด์ แต่ลึกลงไปหลายคนอาจยังทราบว่า “ % ” มีที่มาจาก “เมล็ดกาแฟที่อยู่บนก้าน” บ่งบอกถึงความเรียบง่ายในสไตล์มินิมอลแบบฉบับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ % Arabica นั่นเอง

สำหรับ % Arabica เปิดสาขาแรกในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม โดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซน์ที่ถูกใจชาวมินิมอลลิสต์ เน้นความกว้างของพื้นที่ใช้สอย เลือกใช้โทนสีขาวที่โดดเด่น สะอาด ดูสบายตา โดยรอบตกแต่งด้วยถุงกระสอบเมล็ดกาแฟภายใต้สัญลักษณ์ของแบรนด์เพื่อแสดงถึงชนิดของเมล็ดกาแฟที่นำเข้ามาจากหลายประเทศทั่วโลก ตกแต่งพื้นและเพดานรับกันเพื่อให้แสงสว่างจากดวงไฟสะท้อนกลับในกระจก ดูหรูหรา สง่างาม เหมาะกับไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และด้วยความเป็นผู้นำด้านความเคลื่อนไหวของกาแฟคลื่นลูกใหม่ % Arabica สาขาไอคอนสยาม นอกจากเป็นสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว ยังเป็น Flagship Store โดยมีเครื่องคั่วสัญชาติญี่ปุ่น Tornado King Coffee Roaster ซึ่งในประเทศไทยมีเครื่องคั่วชนิดนี้ที่นี่เท่านั้น

ที่ % Arabica คอกาแฟจะได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟอย่างใส่ใจในรายละเอียด จากเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดในโลกที่คัดสรรมาแล้ว โดยสามารถเลือกระหว่างเมล็ดกาแฟผสมสูตรพิเศษของ % Arabica (% Arabica blend) หรือแบบดั้งเดิมจากแหล่งเพาะปลูก (single origin) เลือกระดับการคั่วที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล คั่วด้วยเครื่อง Tornado King พร้อมเสิร์ฟให้ดื่มในร้าน หรือแบบนำกลับ และเช่นเดียวกับร้าน % Arabica ทุกสาขาทั่วโลก เครื่องเอสเพรสโซแบรนด์ Slayer จะถูกตกแต่งด้วยเกราะไม้สีขาวในสไตล์ % Arabica เข้ากันได้ดีกับการตกแต่งสไตล์มินิมอลของร้าน

% Arabica Blend เมล็ดกาแฟสูตรลับ Original จากกรุงเกียวโต หนึ่งในเมนูเมล็ดที่ขายดีที่สุดของ % Arabica ได้คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพชั้นเลิศ ผสมผสานให้เกิดรสชาติที่ลงตัว เมล็ดกาแฟ % Arabica Blend อัดแน่นไปด้วยรสชาติที่มีมิติของความเป็นช็อกโกแลตเข้มข้น เมื่อผสมดื่มกับนมจะได้รสชาติหวานหอมที่ลงตัว และเข้ากันกับรสสัมผัสของนมอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นคนชื่นชอบการดื่มกาแฟที่มีความเข้มข้น หรือกาแฟนม % Arabica Blend คือเมล็ดกาแฟสำหรับคุณ

Ice Spanish Latte สำหรับคอลาเต้ที่อยากได้มิติใหม่ๆ แนะนำให้ลองแก้วนี้ ดื่มด่ำความเข้มจากเมล็ดกาแฟ % Arabica Blend ที่ผสมผสานอย่างลงตัวกับนมสดและนมข้น สมบูรณ์แบบทั้งกลิ่นหอม รสกลมกล่อม น่าประทับใจ

ออปชั่นสำหรับคนดื่มกาแฟ แนะนำ Matcha Latte ที่มีเสิร์ฟทั้งแบบร้อนและเย็น ได้รสเข้มข้นของชาเขียวดั้งเดิมจากญี่ปุ่น กลิ่นหอม รสละมุน เติมความสดชื่นด้วย Lemonade Sparkling เลมอนซาบซ่าหอมสดชื่น เปิดต่อมรับรสให้ได้ลิ้มรสธรรมชาติได้แบบเต็มๆ

คนรักไอศกรีมห้ามพลาด % Soft serve ไอศกรีมนุ่มเนื้อแน่นรสกาแฟ Signature ของ % Arabica ที่ให้ความเข้มข้นพร้อมกับความหวานหอมกลิ่นกาแฟ หวานพอดี หรือจะเป็น % Affogato ความเข้มข้นเน้นๆ จาก % Arabica Blend ที่ราดลงบนซอฟต์ครีม ฟินกับความหอมเข้มของช็อตกาแฟ Espresso ตัดกับความนุ่มละมุนของนมจากซอฟต์ครีมได้อย่างลงตัว ให้รสชาติความอร่อยที่มีมิติ

ตามไปเช็กอินกันได้ที่ %Arabica (อาราบิก้า) Bangkok Icon Siam ชั้น 1 ศูนย์การค้า ICONSIAM เปิดให้บริการทุกวัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Arabica Thailand

THE RESORT VILLA เพชรน้ำเอกของอ่าวไทย พร้อมมอบความประทับใจไม่รู้ลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670372

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 15:40 น.THE RESORT VILLA เพชรน้ำเอกของอ่าวไทย พร้อมมอบความประทับใจไม่รู้ลืมโพสต์ทูเดย์ ชวนชมสวรรค์บนดินริมฝั่งทะเลอ่าวไทยในจังหวัดระยอง ที่ THE RESORT VILLA (เดอะ รีสอร์ท วิลล่า) หนึ่งในวิลล่าหรูระดับไฮเอนด์ที่ดีที่สุดของโลก จุดหมายปลายทางของคนที่ต้องการผักผ่อนแบบเป็นส่วนตัว

จากความหลงใหล…สู่การรังสรรค์สิ่งที่ทุกคนเห็นเป็นต้องหลงใหลตามกัน กับมนต์เสน่ห์ของ THE RESORT VILLA (เดอะ รีสอร์ท วิลล่า) ที่พักสุดหรูระดับไฮเอนด์ในไทยที่คว้ารางวัลการันตีจากการโหวตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น

  • 2021 World Luxury Hotel Award | Eco & Green Villa
  • 2020 Seven Stars Luxury Hospitality & Lifestyle Awards
  • 2020 World Luxury Hotel Award | Luxury Private Pool Villa
  • 2019 World Luxury Hotel Award | Eco & Green Villa
  • 2018 World Luxury Hotel Award | Luxury Hideaway Resort 

หากจะให้เปรียบ THE RESORT VILLA จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมา อาจสรรหาคำมาบรรยายถึงความเป็นที่สุดได้ไม่หมด แต่ที่ใกล้เคียงคือ สถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งสวรรค์แห่งความลับที่นักเดินทางต้องมาสัมผัสทุกความพิเศษด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องของที่พัก สไตล์การตกแต่ง การบริการ ความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด ความสวยงาม ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นส่วนตัว กิจกรรมมันส์ๆ เพื่อสายแอ็กทีฟ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และเซอร์ไพร์สในทุกๆ มื้ออาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ พร้อมค่ำคืนที่แสนวิเศษจากการครีเอทธีมความสนุกสนานในแต่ละวัน เพื่อสร้างสีสันและความประทับใจให้ทุกคนที่มีโอกาศได้มาเยือน THE RESORT VILLA แห่งนี้

สำหรับ THE RESORT VILLA ตั้งอยู่ที่ ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง ในภาคตะวันออกของประเทศไทย แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติ ป่าเขา และท้องทะเลอ่าวไทย รายล้อมด้วยหมู่บ้านชาวประมง และสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติอันสวยสดงดงาม โดยถือกำเนิดจากความหลงใหลของนักธุรกิจหนุ่มชาวสวีเดน ผู้มีใจรักในธรรมชาติ และชื่นชอบความเป็นส่วนตัว ผ่านการออกแบบและพัฒนาจนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในสไตล์หรูหรา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ เพื่อมอบความสมบูรณ์แบบแห่งการพักผ่อนในสถานที่อันเงียบสงบแบบไพรเวทให้กับแขกผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายและสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มอิ่ม บนพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องพักเพียง 8 วิลล่า มีพนักงานบริการที่คอยให้บริการและดูแลในส่วนต่างๆ ทั่วรีสอร์ทกว่า 70 ชีวิต และยังมีเชฟประจำรีสอร์ทจากประเทศฝรั่งเศสที่พร้อมรังสรรค์เมนูสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษตลอดการเข้าพัก

ภายในรีสอร์ทแห่งนี้พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยไฮไลท์มากมาย อาทิ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้รวม 1,000 ตร.ม. ที่เชื่อมต่อวิลล่าทั้ง 8 หลัง พื้นที่รับประทานอาหาร 11 แห่ง บาร์ 4 แห่ง ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ครบครัน มีสปาปรนนิบัติแบบครบวงจร โฮมเธียเตอร์เพื่อความบันเทิง อควาเรียมสุดว้าว โซลาร์ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มความตื่นเต้นกลางท้องทะเลด้วยกิจกรรมทางน้ำมากมายที่เลือกสนุกได้ตามความต้องการของทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เจ็ตสกี, เจ็ตเซิร์ฟ, ฟลายบอร์ด, ซีบ๊อบ, เรือคายัค, ดำน้ำ, สนอร์เกิล หรือจะล่องเรือยอชต์สุดหรูดูวิวรอบทะเลอ่าวไทย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจาก THE RESORT VILLA จะเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวและเพื่อนๆ เนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น การเดินทางพักผ่อนกับครอบครัว วันเกิด และวันครบรอบแล้ว ยังพร้อมสำหรับแพ็คเกจงานสำคัญต่างๆ อาทิ พิธีหมั้น งานแต่งงาน ทั้งแบบประเพณีไทยและแบบตะวันตกอีกด้วย 

พบกับเพชรน้ำเอกของอ่าวไทยกับความประทับใจไม่รู้ลืม ได้ที่ THE RESORT VILLA (เดอะ รีสอร์ท วิลล่า) 334 M 3, Kram, Klaeng, Rayong, Thailand 21190 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.theresortvilla.com หรือติดต่อ info@theresortvilla.com

.

อัลบั้มภาพ

โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ จากชานมสู่อาหารสไตล์จีนโมเดิร์น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670330

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ จากชานมสู่อาหารสไตล์จีนโมเดิร์นรีวิวโรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ “Fire Tiger Bar & Restaurant” ลิ้มลองความอร่อยของอาหารสไตล์จีนโมเดิร์น จากต้นตำรับชานมเสือพ่นไฟ ในไอคอนสยาม

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

เรียกว่าเป็นชื่อเสียงเรียงนามที่คุ้นหูกันดี สำหรับ “เสือพ่นไฟ” ที่ทำเซอร์ไพร์สด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารทั้งคาวและหวานมาไว้ที่ Fire Tiger Bar & Restaurant ร้านอาหารสไตล์โรงเตี๊ยมที่เสิร์ฟอาหารสไตล์จีนโมเดิร์น ผสมผสานระหว่างจีนและเวียดนามเข้าด้วยกัน ก่อนจะเพิ่มมิติรสชาติแบบไทยแท้ลงไปอีกหน่อยเพื่อเติมความอร่อยกลมกล่อมและลงตัวมากยิ่งขึ้น

ย้อนกลับไปสู่วันแรกที่ “ชานมเสือพ่นไฟ” ภายใต้แบรนด์ Seoulcial Club เปิดตัวขึ้น หลังเสียงตอบรับและความสำเร็จพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ก่อนจะต่อยอดเป็น Fire Tiger by Seoulcial Club ควบคู่กับการเสิร์ฟความหลากหลายในรอบด้าน ซึ่งยังคงเน้นหนักไปที่ขนมนานาชนิด

จากความสำเร็จในวันนั้น ต่อยอดมาถึงวันนี้ที่ Seoulcial Club ขยายตัวสู่ความอร่อยรูปแบบใหม่ในฐานะของร้านอาหาร ผ่านชื่อ Fire Tiger Bar & Restaurant ที่เสิร์ฟอาหารสไตล์จีนโมเดิร์นสอดแทรกรสชาติร้อนแรงแบบไทยแท้เข้าไป ภายใต้การคิดค้นอย่างพิถีพิถัน และการทดลองซ้ำๆ เพื่อทุกภาพจำที่จะเกิดขึ้นในทุกคำที่ได้ลิ้มลอง

และทันทีที่ Fire Tiger Bar & Restaurant เปิดตัวอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้คอนเซ็ปต์โรงเตี๊ยมบนชั้น G โซน Veranda ของไอคอนสยาม ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ความพิเศษขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือสาขาแรกและสาขาเดียวของเสือพ่นไฟที่ถูกพัฒนาเป็น Bar & Restaurant ที่สำคัญยังมาพร้อมกับวิวริมน้ำกับจุดที่ถือได้ว่าโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่ง รวมถึงยังเป็นแห่งเดียวที่ขายอาหาร และมีเมนูขนมหวานจานพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของที่นี่

เริ่มต้นที่ ชุดข้าวต้มโรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ ข้าวต้มใบเตยหอมกรุ่นเสิร์ฟมาอุ่นๆ ทานคู่กับหมูสับต้มเกี๋ยมบ๊วย กุนเชียงทอด ไชโป๊วผัดไข่ หมูสับผัดหนำเลี๊ยบ ยำไข่เค็มเกี๋ยมฉ่าย ตามด้วย ข้าวตุ๋นต้มยำ ข้าวต้มรสดีที่มาพร้อมปาท่องโก๋กรอบและกากหนูเจียวให้ได้เคี้ยวเพลินๆ

ต่อที่ความหอมละมุนของทรัฟเฟิลในเมนู ข้าวอบเผือกหน้าไก่ทรัฟเฟิล ที่บอกได้คำเดียวว่าดีมากทุกอย่าง ที่สุดของความกลมกล่อม ลงตัวในทุกคำ

ด้านคนรักเส้นต้องว้าวกับ ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ ได้รสจัดจ้านครบเครื่องทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม และความเผ็ดของพริกสดที่เราสามารถเลือกระดับได้ตามใจชอบ

ส่วนคนที่ชอบหม่าล่าบอกเลยว่าต้องสั่ง Hot Pot หม่าล่าพ่นไฟ หม้อไฟไซส์กำลังดีที่สามารถเลือกได้ว่าจะทานเป็นหมูคุโรบุตะ หรือเนื้อวากิว เนื้อสไลซ์ที่ซ่อนตัวมาในจานพริกป่นที่คนกินเผ็ดยังทึ่ง ซึ่งแม้จะเผ็ดชา ทว่า เข้ากันดีกับวุปหม่าล่าที่เสิร์ฟมาพร้อมกับผักสดและเส้นมัน ที่ชูพลังความฟินขั้นกว่า…การันตีว่าเด็ด!!

ดับรสเผ็ดร้อนขอเคี้ยวเพลินๆ ด้วยเมนูขนมและของหวาน แนะนำ ไข่เสือมันม่วง มันม่วงทอดตามแบบเฉพาะของ Fire Tiger Bar & Restaurant  ลูกโต หอมกลิ่นมันม่วง ไม่อมน้ำมัน ให้ความนุ่มหนึบอร่อยกำลังดี ต่อที่ กะลอจี๊เสือพ่นไฟ แป้งกะลอจี๊ทอดสีเหลืองทองกรุบกรอบ โรยด้วยน้ำตาลและงา ราดตามด้วยซอสน้ำตาลดำเสือพ่นไฟ จานนี้ให้ความ ฟินแถมเคี้ยวเพลินเกินต้าน

สายหวานแนะนำ พุดดิ้งชานมเสือพ่นไฟ ส่วนคนชอบหวานๆ เย็นๆ ต้อง น้ำแข็งใสชานมเสือพ่นไฟ เกล็ดน้ำแข็งใสที่ทำจากชานมของทางร้าน ท็อปด้วยครีมชีสและน้ำตาลทรายแดง ได้ฟีลนุ่มละมุน ขาดไม่ได้คือไข่มุกและบับเบิ้ลเจลลี่ ที่พร้อมชูรักชูรสให้เผลอกินหมดแบบไม่รู้ตัว

มาเยือนถิ่นเสือทั้งทีไม่สั่งเมนูนี้เหมือนมาไม่ถึง สำหรับ ชานมเสือพ่นไฟ และ Tiger Egg ไข่พี่เสือไอเท็มสุดคิวท์ที่หิ้วกลับบ้าน ให้เป็นของฝาก หรืออยากสะสม ก็น่ารักไม่หยอก

อยากลิ้มลองความอร่อยแสนพิเศษแบบนี้มากันได้ที่ร้าน Fire Tiger Bar & Restaurant ตั้งอยู่ที่ชั้น G The Veranda Zone ในไอคอนสยาม สอบถามโทร. 02-288-0707 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Fire Tiger by Seoulcial Club