เอไอเอสขายกูเกิล โครมแคส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480186

เอไอเอสขายกูเกิล โครมแคส

เอไอเอสเปิดตัวขายกูเกิล โครมแคสในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป

นายสุวิทย์ อารยะวิไลพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสได้จับมือกูเกิล นำอุปกรณ์ทีวีสตรีมมิ่ง กูเกิล โครมแคส มาจำหน่ายผ่านเอไอเอส ออนไลน์ สโตร์ และในงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2017 ซึ่งจัดขึ้น วันที่ 9-12 ก.พ. นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจำหน่ายในราคา 1,490 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษซื้อในงานดูภาพยนตร์ฮอลิวู้ดจาก HOOQ ไม่อั้น 3 เดือน

ทั้งนี้ คาดว่าช่วง 3 เดือนนี้จะทำยอดขายกูเกิล โครมแคสได้ 5 หมื่นชิ้น รวมทั้งเพิ่มยอดการใช้บริการรับชมวิดีโอผ่านมือถือด้วย เพราะจากสถิติทั่วโลก หลังมีกูเกิล โครมแคส ทำให้ยอดใช้บริการดูวิดีโอผ่านมือถือทั่วโลกปี 2559 โต 34% จากปี 2558

“กูเกิล โครมแคส จะเปลี่ยนรูปแบบการดูทีวีของคนไทยไปอีกขั้น ช่วยสนับสนุนและเพิ่มจำนวนการเข้าชมวิดีโอคอนเทนต์ เนื่องจากประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น โดยเอไอเอสได้พัฒนา แอพพลิเคชั่น เอไอเอส เพลย์ เป็นแอพพลิเคชั่นวิดีโอสตรีมมิ่งรายเดียวของไทยที่ได้รับการรับรองจากกูเกิลให้รับชมบนกูเกิล โครมแคสได้เต็มประสิทธิภาพ”

สำหรับวิธีการใช้งานกูเกิล โครมแคส คือ ลูกค้าสามารถส่งภาพ และเสียงจากจอบนมือถือ ขึ้นสู่จอทีวีได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี ภาพยนตร์ คลิปวิดีโอ เพลง เกม หรือรูปภาพ รองรับการใช้งานทั้งสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ ไอโอเอส แอนดรอยด์ และวินโดวส์ การใช้งานคือเสียบกูเกิล โครมแคสเข้ากับพอร์ต HDMI ของทีวี ก็จะใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังส่งภาพจากจอมือถือไปขึ้นบนจอทีวีแล้วยังสามารถใช้งานมือถือได้ตามปกติ ทั้งโทรออก ส่งข้อความ ใช้แอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมอื่น

 

“อุ๊คบี มอลล์” ประกาศหยุดให้บริการเว็บไซต์ ยันไม่กระทบธุรกิจอีบุ๊คส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480138

"อุ๊คบี มอลล์" ประกาศหยุดให้บริการเว็บไซต์ ยันไม่กระทบธุรกิจอีบุ๊คส์

อุ๊คบี มอลล์ ประกาศหยุดให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ ยันไม่กระทบธุรกิจอีบุ๊คส์ของอุ๊คบี

นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับการยุติการให้บริการอีคอมเมิร์ซในเครืออย่าง อุ๊คบีมอลล์ว่า

บริษัทอุ๊คบี มอลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มีความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งให้ลูกค้าทุกท่านทราบว่า บริษัทฯ จำเป็นต้องยุติการให้บริการธุรกิจอีคอมเมิร์ซเว็บไซต์ของ บริษัทฯ (www.ookbeemall.com) ในวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2558 ที่ลูกค้าทุกท่านให้ความสนับสนุนบริษัทฯเป็นอย่างดีเสมอมานั้น พวกเรารู้สึกซาบซึ้งและขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ลูกค้าทุกท่านยังคงสามารถสั่งซื้อสินค้าจากทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 เวลา 12.00 นาฬิกา

หากมีข้อสงสัยประการใด โปรดติตต่อกับทางทีมลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทฯที่หมายเลข (+66) 02-062-0682  หรืออีเมลล์ support@ookbeemall.com  ทั้งนี้ท่านสามารถติดต่อเราได้จนถึงวันที่ 28 เมษายน 2560

พร้อมทั้งยังกล่าวถึงเหตุผลในการปิดตัวลงไว้ว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เคยให้การสนับสนุนเราครับ หลังจากทบทวนผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ทางผมและผู้บริหาร Ookbee Mall ได้พิจารณาแล้วว่าสมควรหยุดการดำเนินการในส่วนของ e-commerce เนื่องจากไม่สามารถขยายธุรกิจให้มี scale ตามแผนที่เคยวางไว้ได้ โดยภาพการแข่งขันในปี 2017 แตกต่างจากตอนเราตัดสินใจทดลองทำในปี 2015 ไปมาก

สำหรับส่วนธุรกิจอื่นๆของอุ๊คบีเรายังคงให้บริการและขยายกิจการในส่วนของ digital content และ platform อย่างต่อเนื่อง และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขอให้คู่ค้าและผู้ใช้บริการสบายใจได้

อนึ่ง อุ๊คบีเป็นแพลตฟอร์มอีบุ๊ครายใหญ่ของไทยและยังคงเดินหน้าเป็นผู้ให้บริการคอนเทนท์ประเภท UGC (user generated Content) ที่หลากหลายในไทย ไม่ว่าจะเป็น Ookbee Ookbee Comic Storylog  Fictionlog ธัญวลัย และฟังใจ เป็นต้น

 

5 คำถามเช็คความปลอดภัยก่อนคลิกลิงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480063

5 คำถามเช็คความปลอดภัยก่อนคลิกลิงก์

โดย…welivesecurity

Link(ลิงก์) เป็นช่องทางที่ง่ายสำหรับพาผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไปยังที่ต่างๆโดยลิงก์มีทั้งลักษณะเป็นลิงก์ย่อ(สั้น) และลิงก์เต็ม(ยาว) ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนที่แฮกเกอร์ใช้เพื่อการเข้าถึงผู้ใช้บนโลกออนไลน์ด้วยลิงก์ย่อ

เริ่มที่คำถามกันเลย

คุณเชื่อใจคนที่ส่ง/โพสต์ลิงก์นี้มากแค่ไหน?

ความเชื่อใจบนโลกออนไลน์มีคุณสมบัติเหมือนกับในชีวิตจริงแต่คนส่วนมากกลับไม่คิดอย่างนั้นยกตัวอย่างถ้าหากคุณเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะหรือห้างสรรพสินค้าแล้วมีคนชวนคุณไปที่อื่นมีโอกาสน้อยมากที่คุณจะตอบตกลงแต่บนโลกออนไลน์คุณกลับตามคนแปลกหน้าไปโดยการคลิกลิงก์ที่คุณไม่ทราบว่าคือที่ไหน

Phishing เป็นชื่อเรียกการหลอกลวงข้อมูลบนโลกออนไลน์ Phishing พ้องเสียงกับคำว่า Fishing ที่แปลว่าตกปลาซึ่งการตกปลาก็ต้องมีเหยื่อเป็นธรรมดาซึ่งเหยื่อล่อตัวนั้นก็คือลิงก์นี่เองที่หลอกพาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ต่างๆและหลอกให้กรอกข้อมูลด้วยหน้าตาเว็บไซต์ที่คล้ายคลึงกับของจริงจนไม่อาจแยกได้ด้วยสายตา

เพราะฉะนั้นอย่าลืมถามคำถามนี้กับตัวเองก่อนคลิกลิงก์ที่พบหรือที่เห็นด้วยนะครับ

คุณเชื่อใจโปรแกรมเหล่านั้นมาแค่ไหน?

สำหรับโซเชี่ยลมีเดียชื่อดังอย่าง WhatsApp, Google, Facebook, Youtubeหรือ Twitterคลิกของโซเชี่ยลมีเดียเหล่านี้มีความน่าเชื่อถืออยู่พอสมควรแต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่พวกเขาจะมาถึงจุดนี้ก็คงผ่านการเป็นสแปมมาอย่างนับไม่ถ้วน

เพราะฉะนั้นลิงก์บนโซเชี่ยลมีเดียใช่ว่าจะปลอดภัยไปซะทุกอย่างดังนั้นอย่าลืมที่จะตรวจสอบก่อนที่จะคลิกโดยเฉพาะหากลิงก์เหล่านั้นเขียนผิดๆถูกละก็ระวังเอาไว้เลย

คุณเชื่อในเว็บไซต์ปลายทางหรือเปล่า?

หากลิงก์ดังกล่าวนำคุณไปยังเว็บไซต์อื่นที่คุณไม่ได้กำลังเปิดอยู่คุณรู้จักเว็บไซต์เหล่านั้นหรือไม่? นี่เป็นคำถามที่คุณจะต้องนึกถึงก่อนเสมอเพราะคุณคงจะคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีอะไรรอเราอยู่ที่ปลายทาง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลิงก์ตรงกันหรือเปล่า?

ทั้งมิจฉาชีพและแฮกเกอร์มักใช้โอกาสจากเทศกาลมาเล่นกับผู้คนบนโลกออนไลน์อย่างการแข่งขันโอลิมปิกทั้งตั๋วปลอมการพนันที่พักตั๋วเครื่องบินแทบทุกอย่างมาในเทศกาลนี้ทั้งหมดถ้าคุณมีข้อมูลมากพอลองเทียบเคียงกันก่อนว่าตรงกันหรือไม่

ลิงก์ถูกย่อมาหรือไม่?

ความสะดวกสบายที่ได้มาจากโซเชี่ยลมีเดียทำให้ทุกอย่างดูสวยงามสบายตาไปซะทั้งหมดลิงก์ก็เช่นกันหลายครั้งที่มีการใช้ลิงก์ย่อเพื่อความสะดวกในการโพสต์และก็มีหลายครั้งที่ลิงก์เหล่านั้นเป็นของปลอม

เพื่อความสบายใจเรามีเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบลิงก์ดังกล่าวโดยการคัดลองแล้วนำไปวางบนเว็บไซต์ http://longurl.org/ และ http://checkshorturl.com/ เพื่อดูลิงก์เต็มได้

******************************

ที่มา http://www.welivesecurity.com/2015/05/22/5-security-questions-ask-clicking-link/

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.eset.co.th/

 

ทำเว็บแล้วได้ยอดขาย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480052

ทำเว็บแล้วได้ยอดขาย?

โดย…กัมพล ธนาปัญญาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไอท้อปพลัส

ทุกธุรกิจที่มีเว็บไซต์ ปกติจะมีค่าใช้จ่ายรายปี ทั้งค่าจดชื่อเว็บหรือค่าเช่า Hosting ซึ่งทุกปี ผมจะมีทีมงานติดต่อลูกค้าเพื่อแจ้งวันหมดอายุ และมีลูกค้าบางส่วนไม่ต่ออายุ เหตุผลหลักๆ คือ ทำเว็บแล้วไม่เห็นได้ลูกค้าเลย

วันนี้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งที่มาทำเว็บด้วยคาดหวังและมีความเชื่ออย่างมากว่า ทำเว็บแล้ว นั่งเฉยๆ จะมีลูกค้ามาเห็นเว็บ และจะได้ยอดขาย ถ้าเริ่มทำเว็บด้วยแนวคิดแบบนี้ สุดท้ายมักจะผิดหวัง และเป็นความคิดที่ผิดมากๆ และเรื่องใหญ่มาก สำหรับธุรกิจในโลกปัจจุบัน

ทำเว็บแล้วได้ยอดขายหรือไม่…ทำเว็บ “ช่วยให้ได้ยอดขาย” แต่มีเว็บไซต์เฉยๆ จะไม่มีทางได้ยอดขายได้เลย

เว็บไซต์สำหรับผมเป็น Passive Media คือ เป็นสื่อเชิงรับ ถ้าเราเปรียบเทียบเว็บไซต์กับสื่อ Offline สมัยก่อน เว็บไซต์คือ นามบัตร แค็ตตาล็อกสินค้า ประวัติบริษัท เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจสมัยก่อนต้องมี เพราะต้องใช้แจกลูกค้า แต่มีแล้ววางไว้ที่โต๊ะเฉยๆ ไม่ได้ไปแจกใคร ก็ไม่ได้สร้างยอดขาย

ทำเว็บ ถ้าอยากได้ยอดขายจากเว็บต้องทำการตลาดควบคู่ไปด้วย

แล้วถ้ายังคิดไม่ออกว่า จะทำการตลาดบนโลกออนไลน์อย่างไร ต้องทำเว็บหรือไม่…คำตอบผม คือ ต้องทำ

ถ้าเราเปรียบเทียบกับสื่อ Offline อีกครั้ง เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำธุรกิจแล้วต้องพิมพ์นามบัตรหรือไม่ ต้องพิมพ์แค็ตตาล็อกหรือไม่ เพราะเรารู้ว่าลูกค้าเราต้องการดูนามบัตร ดูแค็ตตาล็อกในวันที่เราเข้าไปติดต่อ นำเสนอขายสินค้า เว็บไซต์ก็เช่นกัน

วันนี้ถึงแม้คุณจะไม่ได้ทำการตลาดบนโลกออนไลน์ แต่ทุกวันนี้คุณก็มีการติดต่อนำเสนอขายสินค้าใหม่ๆ ให้กับลูกค้าใหม่ๆ เช่นกัน ลูกค้าเหล่านี้วันนี้ไม่ได้สนใจอยากได้นามบัตร หรือแค็ตตาล็อกสินค้า แต่สิ่งที่เขาสนใจและถามหา คือ “เว็บไซต์คุณ”

วันนี้การมีนามบัตร แค็ตตาล็อก หรือเว็บไซต์ ไม่ต่างกัน สิ่งที่ต่างมีอย่างเดียว คือ “พฤติกรรมผู้ซื้อเปลี่ยนไป”

อย่าให้ธุรกิจคุณต้องพลาด ด้วยความคิดผิดๆ ครับ

 

6 แบรนด์ที่ชาวเฟซบุ๊กไทย “Reaction” มากสุดในปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480047

6 แบรนด์ที่ชาวเฟซบุ๊กไทย "Reaction" มากสุดในปี59

โดย…โธธ โซเชียล

เฟซบุ๊กได้เปิดให้ใช้งานฟีเจอร์ Facebook Reaction คือการแสดงความรู้สึกในโพสต์บนเฟซบุ๊ก เพิ่มมาอีก 5 ความรู้สึก ประกอบด้วย รัก (Love), หัวเราะ (Haha), ตกใจ (Wow), เศร้า (Sad) และ โมโห (Angry) โธธ โซเชียล ได้เก็บรวบรวมข้อมูลในเฟซบุ๊กและสรุปผลว่าแบรนด์ใดมีคนกดแสดงความรู้สึกให้มากที่สุดตลอดปี 2559 ได้แก่

แบรนด์ที่ได้รับ Wow มากสุดคือเครื่องดื่มโค้ก ส่วน Haha เป็น Watson Thailand ที่ได้ไป การกด Love และ Sad เป็นเพจ SCB Thailand ส่วนเพจที่ได้รับการ Share มากที่สุดเป็นเพจของบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ และเพจที่ได้รับ Reaction โดยรวมมากที่สุดก็คือเพจ KFC Thailand

เมื่อแบรนด์รู้จุดประสงค์ว่ากำลังทำคอนเทนต์เพื่อ Reaction แบบไหนจากลูกค้า ค่า Reaction ก็สามารถเป็นตัวชี้วัดให้กับแบรนด์ได้ในระดับหนึ่งว่าสามารถส่งคุณค่าของคอนเทนต์นั้นๆ ไปสู่ผู้บริโภคได้หรือไม่

 

สมาร์ทโฟนแข่งเทคโนโลยีล้ำ สงครามกลาง-บนเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/480045

สมาร์ทโฟนแข่งเทคโนโลยีล้ำ สงครามกลาง-บนเดือด

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

งานมหกรรมโทรศัพท์มือถือ ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป(Thailand Mobile Expo 2017) จัดระหว่าง 9-12 ก.พ. ไฮไลต์เทคโนโลยีมือถือปีนี้ หนีไม่พ้น กล้องถ่ายรูป ลูกเล่นที่เข้ามาเติมสีสันให้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับเออาร์/วีอาร์ โดยสมาร์ทโฟนเซ็กเมนต์กลาง-บน ยังเป็นตลาดที่แข่งขันเดือดพล่าน

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายบริษัท ไทย ออปโป้ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีน เปิดเผยว่า นโยบายการทำสมาร์ทโฟนของออปโป้ ยังคงให้ความสำคัญกับเซ็กเมนต์กลาง-บน พฤติกรรมผู้ใช้เครื่องระดับล่างเริ่มยกระดับการใช้เทคโนโลยีใหม่หรือมีฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นปีแรกที่บริษัทรุกทำสมาร์ทโฟนตลาดบน ซึ่งจะเปิดตัวเดือน ก.พ.ราคามากกว่า 1-2 หมื่นบาท

สำหรับการออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออปโป้ 5-10 รุ่น พร้อมกับมุ่งเน้นเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะนวัตกรรมกล้องถ่ายรูปยังคงเป็นจุดแข็งและจุดขายของแบรนด์ออปโป้ ถือเป็นแบรนด์แจ้งเกิดกล้องถ่ายรูปออกมาสวย ฟังก์ชั่นการใช้งานง่าย เพื่อเอาใจฐานลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ถึง 80% มีพฤติกรรมของแชตและถ่ายรูปแชร์บนโซเชียลมีเดีย กล้องถ่ายรูปจึงเป็นแม่เหล็กสำคัญดึงให้ลูกค้าซื้อออปโป้

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการบริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า การทำตลาดสมาร์ทโฟนหัวเว่ยให้ความสำคัญกับกลุ่มไฮเอนด์และกลาง-บน ฟีเจอร์ที่บริษัทเน้นยังคงจับมือร่วมกับพันธมิตรพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้สมาร์ทโฟนมีความเป็นอัจฉริยะสามารถโต้ตอบได้ เชื่อมต่อไอโอที หรือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเชื่อมอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อทำให้คนมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ปีนี้กล้องถ่ายรูปยังเป็นจุดขายที่สำคัญของหัวเว่ย ส่วนการแจกโทรศัพท์มือถือของโอเปอเรเตอร์เพื่อดึงดูดให้คนมาใช้เลขหมายไม่ส่งผลกระทบต่อค่ายโทรศัพท์มือถือ สำหรับงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริิกิติ์ ปีนี้บริษัทลงทุนเพิ่ม 3 เท่าตัว เพิ่มพื้นที่และโฆษณาบริเวณจัดงานศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มั่นใจว่าปีนี้ภายในงานจะกลับมามีความคึกคัก หลังสัญญาณเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

ทิศทางการแข่งขันงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป พบว่า ทุกค่ายต่างงัดการทำโปรโมชั่น ของแถมพรีเมียมเป็นอุปกรณ์ไอที เช่น แบตสำรอง หรือกระทั่งการผ่อน 0% ระยะเวลา 10 เดือน เป็นต้นรวมทั้งการมีไฮไลต์เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เป็นการเรียกน้ำย่อยไตรมาสแรกก่อนของปี นอกจากนี้ต้องจับตากลุ่มธุรกิจไอทีการเปิดตัวไอโอที อาทิ เอไอเอส อุปกรณ์พกติดตามตัว หรือกระทั่งกลุ่มเออาร์/วีอาร์ ภายในงาน

จาริตร์ สิทธุ ผู้จัดการฝ่ายงานวิจัย สายงานศึกษาตลาดไคลเอนต์ ดีไวซ์ ประจำไอดีซี ประเทศไทย วิเคราะห์ว่า เทรนด์ตลาดสมาร์ทโฟนของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา จากอัตราการใช้ที่แตะ 60% ของประชากรทั้งหมด ทำให้การแข่งขันของสมาร์ทโฟนทุกค่าย จะหันมาโฟกัสเซ็กเมนต์กลาง-บน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มยกระดับการใช้สมาร์ทโฟนจากระดับกลาง-ล่าง ราคา 4,000 บาท มาเป็นระดับกลาง-บน ราคา 6,000-2 หมื่นบาท

สภาพตลาดสมาร์ทโฟนกลาง-ล่าง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากแบรนด์จีนเริ่มทยอยล้มหายตายจากไปแล้ว อย่างไรก็ดีความท้าทายของค่ายมือถือในขณะนี้เป็นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ให้ดีขึ้น ว่ากันว่าเป็นยุคที่โทรศัพท์เทคโนโลยีถึงจุดอิ่มตัว สินค้าที่ออกใหม่แม้กระทั่งไอโฟน 7 หรือซัมซุง โน้ต 7 ไม่ได้เป็นสมาร์ทโฟนใหม่ที่ทุกคนต้องร้องว้าว อยากมี และต้องจับตาเบอร์หนึ่งอย่างซัมซุงที่กำลังเป็นแบรนด์อยู่ในภาวะขาลง จะซ้ำรอยเหมือนโนเกียหรือไม่

 

‘ร้องเพลง’ มูลค่าเพิ่มเสริมภาพลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486302

‘ร้องเพลง’ มูลค่าเพิ่มเสริมภาพลักษณ์

โดย…วราภรณ์

ใครจะคาดคิดว่า “น้ำเสียง” ทั้งการพูดและการร้องเพลงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มศักยภาพภายในคนคนนั้นให้ดูดี หรือเสน่ห์หดหายจากการพูดเพียงประโยคเดียว ดังนั้นการพูดและการร้องเพลงโดยเฉพาะในระดับผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มพูนศักยภาพในตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ

เช่นเดียวกับ ฟลุค ชูสุวรรณ เจ้าของเพจ Alwaysfluke และเจ้าของบริษัทออนไลน์เอเยนซี A1113 คนดังทางโลกออนไลน์ ที่การร้องเพลงเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนาด้านการใช้เสียง แค่อยากพูดให้มีน้ำเสียงน่าฟังเพื่อให้สามารถนำการใช้เสียงอย่างถูกหลัก และเมื่อพูดด้วยน้ำเสียงใช้ได้แล้ว การเพิ่มศักยภาพด้านการร้องเพลงของฟลุคจึงตามมาซึ่งตอนนี้เขากำลังฝึกซ้อมเรียนร้องเพลงอยู่

ในวัย 40 ปี ที่งานส่วนใหญ่ต้องเป็นวิทยากรสอนด้านการแต่งหน้าและดูแลด้านบุคลิกภาพ ทำให้เขาเห็นความสำคัญของการใช้เสียงมากๆ ปัญหาของเขาคือ การพูดด้วยน้ำเสียงโมโนโทนมาตลอด ซึ่งเขาพยายามปรับตัว และหมั่นเช็กการพูดทางช่องทางออนไลน์และฟังจากบทสัมภาษณ์ของตัวเองออกสื่ออยู่อย่างสม่ำเสมอ

มาถึงจุดที่พูด 10 รอบ 1 สัปดาห์ติดกัน ส่งผลต่อเสียงเพราะเขาใช้เสียงไม่ถูกต้อง หาผู้ช่วยคือครูสอนด้านการใช้เสียง หรือวอยซ์เทรนเนอร์ ครูแอร์-ภาชีวี เจริญสุข เริ่มแรกเรียนแค่การใช้เสียงพูดอย่างไรให้มีน้ำเสียงน่าฟัง หลังๆ ในฐานะที่ได้ครูสอนร้องเพลงชื่อดังมาอยู่กับตัวแล้ว จึงขอคุณครูสอนด้านการร้องเพลงไปได้ด้วยเลย

ฟลุค ชูสุวรรณ

“นอกจากครูแอร์จะให้แบบฝึกหัดมาฝึกออกแบบเสียง ครูยังสอนการพูดในที่สาธารณะพูดอย่างไรให้น่าสนใจ ซึ่งการเรียนการพูดต้องมีหลักเกณฑ์ แค่เรียนครั้งแรกเอาแบบฝึกหัดมาฝึกพบการพูดของเราเปลี่ยนไปทันที ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไร ปกติในเฟซบุ๊กของผมจะไลฟ์ทุกอาทิตย์ ก็เริ่มมีคนมาทักว่า เอ่อ… พูดดูมีชีวิตชีวา พูดชัดขึ้น จังหวะดีขึ้น เพราะบางแบบฝึกหัดคำที่ผมพูดไม่ชัด ครูจะให้เอ็กเซอร์ไซส์เสียง ครูสอนให้ผมขยับปากทำลิ้น เราทำอะไรได้มากขึ้นกับเสียง ซึ่งเป็นสิ่งเหลือเชื่อ”

เมื่อพัฒนาด้านการพูดฟังได้รื่นหูแล้ว ฟลุคเรียนร้องเพลงเพิ่ม ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การให้ครูเลือกเพลงที่เหมาะสมกับคาแรกเตอร์เสียงของเขา การร้องเพลงเป็นสิ่งที่ฟลุคชอบมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ครั้งนั้นยังไม่มีทักษะด้านการใช้เสียงที่ดีมากพอ ลักษณะการร้องจึงเป็นการตะเบ็งเสียง ใครฟังก็บอกว่าไม่โอเค พอเขาได้ฟังฟีดแบ็กแบบนั้น เมื่อคนฟังไม่ว้าว เขาจึงต้องหยุดตัวเองไปโดยปริยาย

“ผมคิดว่าร้องเพลงหรือพูดคือการออกเสียงให้เป็นจังหวะจะโคนให้ชัดเจนมันสำคัญมาก ผมมองว่าการร้องเพลงกับการเข้าสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างล่าสุดผมไปงานเปิดตัวน้ำหอม เจ้าของงานเชิญแขกขึ้นไปร้องเพลงบนเวที อย่าง ดร.สมศักดิ์ ชลาชล ร้องเพลง My Way ได้เพราะมาก แขกฟังเพลิน หรือตัวเจ้าของงานเองก็ร้องเพลงเพราะมาก ทุกคนร้องเพลงเพราะมากๆ นักร้องก็เล่นเปียโนแทน เป็นเสน่ห์ของงานเลยก็ว่าได้”

การเรียนร้องเพลงในวัย 40 ปี ถือเป็นการใช้ศักยภาพของมนุษย์เรา แค่หาครูที่สามารถช่วยปลดล็อกศักยภาพในตัวเราให้ได้ แล้วครูมีหน้าที่ผลักดันเราให้ได้ใช้ความสามารถในตัวเราให้เต็มที่ แล้วเราก็จะโชนเสียงในที่สุด ขอแค่เราเตรียมตัวเตรียมความพร้อมด้านการร้องเพลง แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งเราจะสามารถโชว์ความสามารถที่มีของเราออกมาได้

เบส-อคพจน์ ธีรพงษกร

ด้าน เบส-อคพจน์ ธีรพงษกร เจ้าของร้านบลูเวล (Blue Whale) ท่าเตียน ก็เป็นศิษย์มีครู โดยเขาเข้าคอร์สเรียนร้องเพลงในโครงการพัฒนาเสียงพูดและการร้องเพลงสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ โดยการเรียนร้องเพลงของอคพจน์เพื่อเติมเต็มคำที่คนรอบข้างเคยบอกว่า เขาร้องเพลงไม่เห็นเพราะเลย จนเกิดปมในใจว่าคงเป็นนักร้องที่ดีไม่ได้

เขาจึงพับด้านการร้องเพลงในที่สาธารณะไป แต่เมื่อสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มย่านท่องเที่ยวชื่อดังของกรุงเทพฯ ซึ่งร้านแห่งนี้จัดเป็นสถานที่เช็กอินของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากที่สุด แม้เปิดได้เพียง 6 เดือน และเมื่อต้องทำธุรกิจที่ต้องพบปะผู้คน ซึ่งแต่ก่อนเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีปัญหาด้านการใช้น้ำเสียง คือพูดโมโนโทนและมีน้ำเสียงที่เบา เขาจึงพัฒนาตนเองโดยเข้าคอร์สเรียนด้านการพูดและการใช้น้ำเสียง ซึ่งเมื่อพัฒนาตนด้านการพูดได้น่าฟังแล้ว เขาหาขีดจำกัดความสามารถของตัวเองเพิ่มขึ้น โดยเรียนร้องเพลงต่อ ซึ่งคุณครูก็มีหน้าที่หาเพลงที่เหมาะกับเรนจ์เสียงของเขา เพราะเพลงทุกเพลงไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน ดังนั้นเราจึงต้องเลือกเพลงที่เหมาะกับคาแรกเตอร์เสียงของเราเอง แล้วเพลงจะมีความไพเราะมากขึ้น

“จากเมื่อก่อนผมชอบร้องเพลงให้ตัวเองฟังขณะทำงาน แต่ถ้ามีงานเลี้ยงสังสรรค์ร้องคาราโอเกะในกลุ่มเพื่อนก็น้อยมาก แต่หลังจากที่ผมไปเรียนร้องเพลงแล้ว เวลาร้องเพลงให้เพื่อนฟัง เพื่อนจะแปลกใจว่าผมร้องเพลงได้ด้วยเหรอ แต่ผมก็ยังเป็นคนขี้อายไม่กล้าร้องเพลงให้คนอื่นฟังมากนัก แต่การเรียนร้องเพลงของผมเหมือนช่วยปลดล็อกในใจของผมเอง คือ เราคงไม่เหมาะกับการร้องเพลง ซึ่งความจริงคือเราไม่ได้เหมาะกับเพลงทุกเพลง แค่เลือกร้องเพลงให้เหมาะกับเรนจ์เสียงของเรา เพลงก็จะออกมาน่าฟัง ปัจจุบันผมชอบร้องเพลงให้ตัวเองฟัง ทำงานไปด้วยร้องเพลงคลอไปด้วย มันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากครับ”

สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์

สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนอุทธรณ์ราคาศุลกากร สำนักงานมาตรฐานพิธีการและราคาศุลกากร กรมศุลกากร ก็เป็นนักบริหารอีกคนที่รักการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ โดยอาศัยการฝึกฝนร้องเพลงเองตั้งแต่เด็กๆ จนกลายเป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัว เป็นนักเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ลูกน้องและเพื่อนๆ ต้องการตัวเวลามีงานเลี้ยงสังสรรค์

“ดิฉันเห็นด้วยเลยกับประเด็นที่ว่าการร้องเพลงเป็นจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ตัวเราเอง เพราะแค่พูดอย่างเดียวก็ดูธรรมดา แน่นอนการบริหารงานบางครั้งอาจดูจริงจังหรือเข้มงวดเกินไป แต่ถ้าเราร้องเพลงได้เราจะสามารถทำให้ลูกน้องเข้าถึงเราได้ มันดูฟีลฟรี ดูสบายๆ ซึ่งเป็นอีกโหมดหนึ่งที่ลูกน้องเราไม่เคยเห็นหัวหน้างานจับไมค์ร้องเพลง จะเกิดบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรขึ้น เขาก็บันเทิงนะ หัวหน้าก็ไม่ได้เคร่งเครียดตลอดเวลานะ

เวลาไปร้องคาราโอเกะเพื่อนจะชวนไปอยู่แล้วแต่เป็นเพื่อนสมัยโต แต่พอเจอเพื่อนสมัยเด็กแล้วเราถูกเชิญให้ไปร้องเพลงเพื่อนในวัยเด็กของเราจะรู้สึกอะเมซิ่งมาก เฮ้ย ไม่เคยเห็นเลย ทำได้ไง มีคนเคยสอนมาว่าถ้าจะร้องเพลงคนเดียวเราร้องอะไรก็ได้ แต่ถ้าร้องให้คนอื่นฟัง เราต้องเลือกเพลงที่เขาร่วมร้องได้ นั่นคือเพลงที่เต้นสนุกสนานไม่ใช่รักอกหัก ต้องร้องเพลงลูกทุ่งจะได้รับเสียงตอบรับมาก

การร้องเพลงดิฉันฝึกเองตั้งแต่เด็ก เสียงต้องออกมาจากกระบังลม จริงๆ อยากเรียนนิเทศศาสตร์ แต่ไม่ได้เรียน พอศึกษาจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มีเวลาว่างช่วงหนึ่งด้วยความชอบแสดง ชอบร้องเพลงมาก จึงไปเรียนคอร์สศิลปะการแสดงของกันตนา ครูจะสอนด้านการโปรเจกต์เสียง การพูดบทละครต้องมีจังหวะจะโคน การแสดงบนเวทีก็ต้องใช้เสียง พูดอย่างไรให้มีจังหวะไม่ใช่เสียงโมโนโทน

ดิฉันก็ได้เรียนการใช้เสียงจริงจังตั้งแต่ครั้งนั้น และก็มีโอกาสได้แสดงละครด้วย ไม่ว่าจะร้องเพลงหรือการแสดง ก็คือโหมดเดียวกันค่ะ”

 

ถ่ายภาพสวยด้วยมุมมองใหม่ ฮอบบี้สุดฮิตของศิลปินยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486127

ถ่ายภาพสวยด้วยมุมมองใหม่ ฮอบบี้สุดฮิตของศิลปินยุคนี้

โดย…ภาดนุ

งานอดิเรกของคนเราเกิดจากความรักความชอบซะเป็นส่วนใหญ่ และมักจะเป็นสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกดีมีความสุข แถมบางคนยังต่อยอดความคิดไปสู่เรื่องใหม่ๆ ได้อีก เหมือนอย่างนักร้อง-นักแสดงหลายคนในบ้านเรา ที่รักการถ่ายภาพสวยๆ ด้วยมุมมองใหม่ในสไตล์ของตัวเอง จนนำไปสู่ผลงานอื่นๆ ที่ช่วยสร้างความสุขให้กับบรรดาแฟนคลับของพวกเขาไปด้วย ดูอย่างศิลปินหนุ่ม 2 คนนี้สิ

รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์ หรือ รุจ เดอะสตาร์ (วัย 33 ปี) แรกเริ่มเดิมทีที่เข้าวงการมาเป็นนักร้องใหม่ๆ รุจเล่าว่า เขาก็ยังไม่ค่อยสนใจเรื่องการถ่ายภาพมากนัก แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นบ่อยๆ ได้เปิดหูเปิดตา ได้ไปเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม เขาจึงคิดซื้อกล้องและเริ่มสนใจการถ่ายภาพนับแต่นั้น เพราะอยากนำภาพสวยๆ มาให้แฟนๆ ได้เห็นเยอะๆ

รุจ-ศุภรุจ เตชะตานนท์

“ด้วยความที่ยุคนี้มีสื่อโซเชียลเยอะ ทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม พอถ่ายภาพสวยๆ ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นมาได้ ผมก็จะนำมาลงในสื่อออนไลน์เหล่านี้ เพราะอยากแชร์ให้คนอื่นได้เห็นบ้าง ปรากฏว่าพอลงรูปไป ก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมว่าถ่ายรูปสวยกันเยอะมาก ไอจีผมมีคนมาฟอลโลว์ 1.5 แสนคนได้ ก็ถือว่าไม่เยอะนะ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจและรักการถ่ายภาพมากขึ้น”

หลังจากฝึกฝีมือมาเรื่อยๆ ปัจจุบันรุจได้ชื่อว่าเป็นช่างภาพสมัครเล่นฝีมือดีที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้สวยงามคนหนึ่ง ล่าสุดเขาได้ต่อยอดผลงานการถ่ายภาพ โดยกำลังจะออกหนังสือเล่มที่ 3 สไตล์ไกด์บุ๊กที่ชื่อว่า “Japan Best of Reasons” ซึ่งรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยว 4 ฤดูในญี่ปุ่นที่เขาได้ไปสัมผัสมาจำนวน 300 กว่าหน้า โดยมีกำหนดจะเปิดตัวหนังสือวันที่ 7 เม.ย.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สีสีนยามเช้าของภูเขาฟูจิที่ถ่ายจากภูเขาริวกาทาเกะ

“ก่อนหน้านี้ผมได้นำภาพวิวที่ผมถ่ายเองมาตีพิมพ์เป็นหนังสือไปแล้ว 2 เล่ม เล่มแรกคือ “Japan Best Destination” ซึ่งจะรวบรวมภาพสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในญี่ปุ่นที่ผมไปมา ซึ่งจะคล้ายๆ กับโฟโต้บุ๊กเพราะจะเน้นภาพเป็นหลัก ส่วนเล่มที่สองชื่อว่า “ไม่มีการเดินทางครั้งใดที่สูญเปล่า” เล่มนี้จะรวบรวมแคปชั่นแนวคิดที่ผมเคยเขียนไว้ในอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กของผมเอง ซึ่งผมจะเลือกแคปชั่นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและความรักมานำเสนอ พร้อมกับหารูปสวยๆ ที่เหมาะกับแต่ละแคปชั่นมาประกอบ

พอมาถึงเล่มที่สาม ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ทำออกมาแล้วนะ เนื่องจากยังเก็บภาพได้ไม่ครบ แถมยังใช้งบเยอะมากๆ เพราะผมจะจ่ายเงินเองหมดเลย ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าเดินทาง และอื่นๆ โดยไม่มีสปอนเซอร์ เนื่องจากตั้งใจจะทำหนังสือในแบบที่ตัวเองต้องการจริงๆ ถ้าหากมีสปอนเซอร์เข้ามา ก็อาจจะทำให้เนื้อหามันเปลี่ยนไป

ทะเลหมอก

แต่ปัญหาคือผมดันไปวางคอนเซ็ปต์ว่าเป็นการท่องเที่ยว 4 ฤดูในญี่ปุ่น จึงทำให้ต้องเดินทางไป-กลับญี่ปุ่นในปีที่แล้วถึง 25 ครั้ง ไปครั้งนึงก็อยู่ได้แค่  8-10 วัน เพราะผมต้องรับงานอีเวนต์เพื่อหาเงินไว้ไปเที่ยวเพื่อถ่ายรูปต่อ เรียกว่าต้องบินไป-บินมาถี่มากๆ กว่าจะได้หนังสือเล่มที่สามนี้”

รุจเสริมว่า กล้องที่เขาใช้ประจำจะเป็นกล้องโปรของโซนี่ เรียกว่าใช้จนติดมือแล้วก็ว่าได้ อีกอย่างการได้เดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยๆ นอกจากได้เปิดโลกทัศน์ให้รู้จักสถานที่ในญี่ปุ่นมากขึ้นแล้ว ยังได้รู้จักกับเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นั่น ซึ่งรักการถ่ายภาพเหมือนกัน จึงได้ทั้งมิตรภาพและได้เทคนิคการถ่ายภาพจากเพื่อนๆ มาใช้ รวมทั้งยังได้งานเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นอีกด้วย

“สำหรับแฟนคลับที่กำลังรอฟังซิงเกิ้ลใหม่อยู่ ผมตั้งใจไว้ว่าจะปล่อยเพลงใหม่ให้แฟนๆ ได้ฟังกันในช่วงกลางปี ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมงานอยู่ ถ้าไม่มีอะไรผิดคาด ก็น่าจะเป็นเพลงป๊อปเกี่ยวกับความรัก แต่อาจจะไม่ใช่เพลงช้าอย่างที่เคยฟังมา ยังไงก็ฝากติดตามด้วยครับ”

อ๊ะ! แฟนคลับที่รักรุจ อัพเดทได้ที่ IG : suparuj และ FB : Outside The Room

โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน

ด้าน โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน (วัย 32 ปี) นักร้องจากค่ายไวท์ มิวสิค เครือจีเอ็มเอ็ม ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลเพลงรักชื่อว่า “เมื่อวาน” รวมทั้งเป็นดีเจ คลื่น 94 EFM พิธีกร รายการ The Boy บนยูทูบ และนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” ที่กำลังเข้าฉายอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่มีงานอดิเรกสุดฮิตที่ชอบถ่ายภาพเจ๋งๆ แนวๆ

“ที่จริงผมก็สนิทกับพี่รุจนะ ก็เลยได้ซึมซับเทคนิคการถ่ายภาพมาจากเขาเหมือนกัน แต่เราจะชอบถ่ายภาพคนละสไตล์ พี่รุจจะสายแลนด์สเคป ส่วนผมจะสายพอร์เทรต การใช้ชีวิตของคน หรือภาพเบื้องหลังเวทีคอนเสิร์ตซะมากกว่า

ภาพที่ผมถ่ายไว้ ผมจะนำไปโพสต์ลงในแฟนเพจ FB : RookieSnap ที่เปิดมาได้ 5 เดือน มีคนฟอลโลว์อยู่ 3 หมื่นคนได้ ส่วนใหญ่ผมจะถ่ายภาพเพื่อนๆ ในงานปาร์ตี้ ถ่ายการแข่งฟุตบอล ถ่ายแฟชั่นเซตให้ พลอย หอวัง ถ่ายแบ็กสเตจตอนเพื่อนๆ เล่นดนตรี เป็นต้น คือผมจะนำกล้องติดตัวไปด้วยและมักจะถ่ายภาพเก็บไว้เสมอ เมื่อก่อนจะเลือกภาพเท่ๆ ลงวันละ 1 รูป แต่ช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่งมาก จึงอาจจะห่างหายไปบ้าง”

ภาพแฟชั่นของ พลอย หอวัง ถ่ายโดย โอ็ต ปราโมทย์

โอ๊ตบอกว่า เขาถ่ายภาพเพราะชอบเป็นการส่วนตัวและถือเป็นงานอดิเรกอย่างแท้จริง ถึงแม้ฝีมือการถ่ายภาพของเขาอาจยังไม่โปรมากนัก เพราะไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อน อาศัยเรียนรู้เทคนิคมาจากยูทูบ แต่ก็รู้สึกดีใจทุกครั้งที่มีคนเข้ามาชมว่าถ่ายรูปได้สวย เท่ และแนวมากๆ

“กล้องที่ผมใช้จะเป็นกล้องไลก้า ซึ่งตอนนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 รุ่น คือจะใช้เวียนกันไป พูดง่ายๆ ว่าตอนนี้ซื้อกล้องหมดเงินไปเป็นล้านเลยละ (หัวเราะ) พอถ่ายเสร็จก็จะลิงก์รูปลงไปในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ จากนั้นจึงนำมาโพสต์ลงเพจให้คนอื่นได้เข้าไปดูด้วย

หลังๆ มานี้ผมยังบ้าถ่ายกล้องฟิล์มด้วยครับ ซื้อกล้องฟิล์มไลก้า เอฟ 6 มา พอถ่ายไปถ่ายมาก็ยิ่งชอบในความคิดของผมแล้ว การถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มนั้นง่ายกว่าถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล เพราะสำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องกล้อง การใช้กล้องดิจิทัลมันเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร เพราะต้องปรับโหมดเยอะแยะไปหมด แต่กล้องฟิล์มมันไม่ต้องคิดมาก เราอยากได้ ISO หรือค่าความไวของแสงเท่าไหร่ สภาพสีแบบไหน ก็สามารถตั้งให้ตรงกับที่ต้องการและกดชัตเตอร์ได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากอะไร ตอนนี้ผมก็กำลังทำห้องมืดสำหรับล้างฟิล์มที่บ้านด้วยนะ แต่ยังไงผมก็ยังคงใช้กล้องดิจิทัลอยู่แหละ”

ภาพเบื้องหลังบนเวทีคอนเสิร์ตของ นิว-เป๊ก

โอ๊ตทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เพจเฟซบุ๊กของเขาเริ่มโตขึ้นและมีคนติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเขาจึงคิดว่าอยากจะหาสปอนเซอร์เป็นแบรนด์กล้องต่างๆ เพื่อทำรายการในยูทูบ โดยไปชักชวนคนที่รักการถ่ายภาพมาเจอกัน นัดไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยกัน และเรียนรู้เทคนิคไปพร้อมกันเลย ซึ่งเขาอาจจะเชิญเพื่อนที่เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพมาสอนเวิร์กช็อปให้กับผู้ที่มาร่วมรายการด้วย

แหม นับว่าเป็นการต่อยอดความคิดที่เท่ซะจริงๆ เชียว ใครที่เป็นแฟนคลับหนุ่มคนนี้ ติดตามได้ที่ IG : @oatpramote, FB : Pramote.Pathan และแฟนเพจ FB : เที่ยว อยู่ ได้

 

เป้าหมายทางการเงิน มีไว้ไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486122

เป้าหมายทางการเงิน มีไว้ไปให้ถึง

โดย…สมแขก ภาพ รอยเตอร์ส

เผลอแวบเดียวมาใกล้จะปีใหม่ไทยกันอีกแล้ว หลายคนตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2560 แล้วว่าจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่จนแล้วจนรอดเวลาก็ล่วงเลย สำหรับคนที่ตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้ ลองมา
เช็กลิสต์กันดูเสียหน่อยว่าที่ตั้งใจไว้ทำได้แค่ไหน แต่เรามีเป้าหมายที่น่าสนใจมาท้าทายกัน

ล้างหนี้!

พระท่านว่าการเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก ถ้าคุณไม่มีหนี้ก็สบายไป แต่ถ้าคุณมีหนี้ หนึ่งในเป้าหมายที่ควรมีคือเป้าหมายของการล้างหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดที่ดอกเบี้ยแพงแสนแพงนั้น สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ เริ่มต้นทำ “บัญชีรายรับรายจ่าย” จดทุกอย่างที่เป็นรายรับ-รายจ่าย เพื่อที่เราจะได้เห็นว่าเราใช้อะไรกับสิ่งฟุ่มเฟือย และเราจะสามารถประหยัดเงินได้จากรายจ่ายไม่จำเป็นใดบ้าง เพราะทุกวันนี้ที่เงินไม่พอใช้ ปัญหาก็เริ่มจากรายจ่ายนี่แหละ

อย่างไรก็ตาม จะให้ประหยัดรายจ่ายจนสายตัวแทบขาดก็ไม่ไหว แนะนำให้ขายของที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง เพราะสินทรัพย์โดยทั่วไปที่ซื้อมา หากไม่ใช่เพื่อการลงทุนหรือเป็นของสะสมหายาก ความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปแบบกำไร เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของหนี้บัตรต่างๆ ของเราที่ดอกสูงขึ้นทุกวันๆ เอาเป็นว่าไม่ขายวันนี้ก็ต้องขายวันหน้า รีบขายแล้วเอาเงินไปโปะหนี้ดีที่สุด

เริ่มต้นเก็บเงิน

ถ้ายังหาฤกษ์ดีๆ ไม่ได้ เริ่มต้นหลังสงกรานต์ก็ยังได้ ตั้งเป้าว่าเก็บเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้ โดยรักษาระเบียบวินัยของการออม ด้วยการให้หักจากบัญชีอัตโนมัติ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับตัวเลข สิ่งสำคัญของการออมแบบนี้คือ อย่าใจร้อน อย่าคิดถึงผลลัพธ์ สิ่งสำคัญคือสร้างนิสัยการออม ถ้าไม่มีหนี้แล้ว เราจะสามารถออมเงินได้มากขึ้นตามลำดับ

ให้เงินทำงาน

การเริ่มต้นออมเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับการ “ลงทุน” เมื่อไม่มีหนี้ จากลูกหนี้ก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้ ที่ต้องเสียดอกเบี้ยก็จะได้ดอกเบี้ย ซึ่งการลงทุนมีหลายประเภทและความเสี่ยง สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นลงทุน แนะนำให้เริ่มต้นที่ “กองทุนรวม” เนื่องจากมีมืออาชีพคอยบริหารจัดการกองทุนให้ อาจจะความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่อย่างน้อยก็มีโอกาสขาดทุนน้อยกว่าเราเล่นเอง ซึ่งการเลือกลงทุนในกองทุนต่างๆ หรือลงทุนในหุ้น ควรศึกษาให้ละเอียดรอบคอบ

ลงทุนเพื่อสังคม

การลงทุนเพื่อสังคม คือการลงทุนแบบหนึ่ง ที่นอกเหนือจากผลตอบแทนทางการเงินแล้ว ผู้ลงทุนยังต้องการให้ธุรกิจสามารถสร้างหรือทำให้เกิดผลกระทบทางที่ดีขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ ผลกระทบที่ว่านี้ควรเป็นผลกระทบที่ยั่งยืน รวมถึงสามารถขยายผลให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวไปพร้อมกับผลตอบแทนทางการเงิน รูปแบบหนึ่งของการลงทุนเพื่อสังคม คือ “กิจการเพื่อสังคม” ซึ่งมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น แต่ใช้การดำเนินงานแบบธุรกิจที่มีความยั่งยืนทางการเงิน

 

ประสิทธิภาพ แห่ง ‘เวลาว่าง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2560 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486048

ประสิทธิภาพ แห่ง ‘เวลาว่าง’

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วัชรพล แดงสุภา

พระอาทิตย์ขึ้น แล้วพระอาทิตย์ก็ตก วันเวลาโกยอ้าวเหมือนติดปีก เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ได้รับมอบหมายให้ไปงานการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง “วิถีไทยกับการใช้เวลาว่าง” ของสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขผานาทีใกล้เข้ามา จึงรู้ว่าไม่มีเวลาว่าง หรือเอาเข้าจริงๆ ก็อาจจะไม่มีเวลาอยู่เลย!

การประชุมเชิงวิชาการเป็นการศึกษาวิจัยการใช้เวลาว่างคนไทยในลักษณะสหสาขา เริ่มจาก ศ.สุกัญญา สุจฉายา ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงการใช้เวลาว่างในวัฒนธรรมไท-ไทยในอดีตว่า เวลาว่างของคนในสังคมเกษตรกรรมเดิมขึ้นอยู่กับฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนใหญ่ตรงกับช่วงฤดูร้อน พักทั้งพื้นดินและพักทั้งคน รอฝนรอฤดูกาลผลิตรอบใหม่

ช่วงเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง คือ ตรุษสงกรานต์ นอกจากพิธีกรรมและความเชื่อแล้ว การหยุดพักผ่อนจากการทำงานหนักในไร่นา ยังอยู่ในรูปของการละเล่น การแสวงหาความบันเทิง สำหรับหนุ่มสาวเป็นเวลาของการแสวงหาคู่รัก สำหรับพ่อบ้านแม่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่จะได้วางภารกิจของครอบครัว เด็กๆ เป็นช่วงเวลาของความสนุกสนาน

ชนชาติไททุกกลุ่มมีการละเล่นและการแสดงพื้นบ้านอยู่มากมาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย หากแตกต่างกันตามพื้นที่ วัย อาชีพ และชนชั้น เช่น เวลาว่างของชายกับหญิง เวลาว่างของชาวบ้านกับชนชั้นเจ้านาย ซึ่งแตกต่างกันมาก

สำหรับการใช้เวลาว่างของเจ้านายไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ตีความจาก “โคลงเล่นซ่อนหา” เนื้อหาเกี่ยวกับการละเล่นซ่อนหาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระสหาย เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปที่เกาะสีชัง ผู้เล่นจะต้องฟังโคลงแล้วทายว่ากวีกำลังประพันธ์ถึงสถานที่ใดในเขตพระราชฐาน เป็น “การเล่นปริศนาทายคำ” ที่มีคำตอบเป็นสถานที่ที่ตัวละครคือเจ้านายในอดีตเลือกใช้เป็นที่ซ่อน

“โคลงเล่นซ่อนหาสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เวลาว่างของคนไทยในอดีตว่า มีการประกอบกิจกรรมหมู่คณะเพื่อความสนุกสนานพร้อมๆ กับการประเทืองปัญญา อันเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เด่นชัดของสังคมไทย” ศ.สุกัญญา เล่า

พรรณราย ชาญหิรัญ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าถึงการใช้เวลาว่างของชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ว่า เป็นช่วงเวลาของการเปิดโลกทัศน์ของการใช้เวลาว่างแบบใหม่ โดยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกที่เริ่มแผ่เข้ามา เช่น การไปตากอากาศ การเล่นกีฬากอล์ฟ ขี่ม้า รวมทั้งการเขียนหนังสือ

นพ.ดร.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการ สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าถึงการเล่นกับการส่งเสริมสุขภาวะของเยาวชนว่า ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนของเด็กวัยเรียนไทย ปี 2556-2558 พบว่า เด็กอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ โดย 12.6% ของเด็กไทยอยู่ในภาวะอ้วนลงพุง และ 41% ของเด็กที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ใช้เวลาอยู่หน้าจอ 3-6 ชั่วโมงต่อวัน

“เราพบว่าการใช้เวลาต่อวันของเด็กโดยเฉลี่ย มีการนอนหลับ 8.26 ชั่วโมง มีกิจกรรมเคลื่อนไหวต่ำ 13.15 ชั่วโมง และมีกิจกรรมทางกายต่อวันเพียง 2.19 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กอายุ 10-11 ปีทั่วโลกแล้วมีตัวเลขใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่า เด็กทั่วโลกใช้เวลาเหมือนกัน ประสบปัญหาเดียวกัน”

พฤติกรรมเนือยนิ่งของเยาวชนที่กลายเป็นปัญหาระดับโลก จะมีทางออกอย่างไร นั่นคือการส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหว (Active Play) ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการนั่ง การอยู่หน้าจอและการเดินทาง เพิ่มพื้นที่สุขภาวะและกิจกรรมทางกาย วิธีนี้ช่วยเสริมพัฒนาการสติปัญญา พัฒนาการทางเจตคติ และพัฒนาการด้านทักษะร่างกาย โดยเด็กที่ใช้เวลากับกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่ามีผลการเรียนดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น น้ำหนักส่วนเกินลดลง

อานนท์ จันทวิช ผู้อำนวยการสำนักสถิติเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ เล่าว่า สำรวจการใช้เวลาของคนไทยทั้งประเทศทุก 5 ปี คิดเป็นค่าเฉลี่ยของกิจกรรมในชีวิตประจำวันในวันหนึ่งๆ ดังนี้ นอน 8.4 ชั่วโมง อาบน้ำ 1.1 ชั่วโมง รับประทานอาหาร 1.7 ชั่วโมง ทำงาน 8.6 ชั่วโมง ดูโทรทัศน์ 3 ชั่วโมง ท่องอินเทอร์เน็ตและใช้เวลากับโซเชียลเน็ตเวิร์ก 2.03 ชั่วโมง

จากท้องทะเลสู่วิถีเกษตรพอเพียง วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ มูลนิธิกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่าว่า เมื่อพูดถึงเวลาว่าง เวลาว่างคือ “ว่าง” จุดเปลี่ยนในชีวิตเริ่มต้นเมื่อหนีความศิวิไลซ์ไปอยู่เกาะเต่า ดำน้ำ ทำสวน และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ลมพัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อว่างก็ว่ายน้ำ พายเรือ เดินป่า ทำงานศิลปะ
ถ่ายรูปในคืนไร้ดาว

ความว่างกับการใช้เวลาว่าง มีความหมายเหมือนจะคล้ายกันแต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว งานจิตอาสาของหนุ่มนักอนุรักษ์ เริ่มต้นขึ้นแล้วไม่หยุดลงง่าย เริ่มจากโครงการนักอนุรักษ์บ้านเกาะเต่า ดูแลเต่าในพื้นที่
จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาปัญหาและความต้องการของชุมชน พบว่าเด็กบนเกาะว่ายน้ำไม่เป็น (!?!) เนื่องจากส่วนใหญ่ติดตามพ่อแม่ซึ่งอพยพมาจากแหล่งอื่น พ่อแม่ว่ายน้ำไม่เป็นจึงไม่กล้าให้ลูกลงน้ำ

วัชรพล จึงริเริ่มโครงการยุวชนเกาะเต่า สอนเด็กว่ายและดำน้ำ ปลูกฝังความรักและความเชื่อมโยงระหว่างเด็กกับพื้นถิ่นท้องทะเล สิ่งแวดล้อมและสัตว์ โครงการได้รับรางวัลมากมายทั้งในระดับสากล
จากนั้นหยุดว่ายน้ำแล้วหันมาทำสวนเกษตรอินทรีย์ ก้าวข้ามอุปสรรคอย่างยากลำบาก เพื่อจะพบว่าทุกสิ่งที่เราทำ ย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง ปัจจุบันทำงานที่กรีนพีซ “เวลาว่าง” น้อยลงไปเยอะ

ผู้เขียนเองล่ะ! การใช้เวลาของบ่ายวันหนึ่งเข้าร่วมฟังการประชุมเชิงวิชาการที่น่าทึ่ง คือการได้เห็นแง่มุมของเพื่อนร่วมสังคม นอกเหนือจากที่กล่าวมายังมีการใช้เวลาว่างของผู้สูงอายุ การใช้เวลาว่างของอาจารย์มหาวิทยาลัย การใช้เวลาว่างของแพทย์ ได้เห็นเพื่อนมนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้กระทำการ สร้างสรรค์ คิดค้น เรียนรู้ หยิบยืม ผ่อนคลาย ร้อยเรียง ปรับตัว ต่อรอง ครอบงำฯลฯ สืบทอดความเป็นตัวตนให้เหมาะกับสถานการณ์ ความสุขความทุกข์ และความเป็นไปของโลก

ขณะเดียวกันก็สะท้อนตัวเราเองว่า เรากำลังใช้เวลาทำอะไร ถ้ามองให้ลึกลงไป การใช้เวลาก็คือการแสดงออกซึ่งตัวตนในรูปแบบหนึ่ง เหลี่ยมมุมและเนื้อหาที่แตกต่าง สะท้อนถึงรสนิยมและการหยั่งถึงซึ่งประสบการณ์ภายใน อันมีความสำคัญต่อการสร้างตัวตนของเราท่านทั้งหลายอย่างนึกไม่ถึง ย้อนถามไปยังผู้อ่านทุกคนว่า ในมิติของไทยวิถี สิ่งที่เราเคยทำ นำเรามาอย่างไร และสิ่งที่เรากำลังทำ จะนำเราคนไทยไปสู่ที่ใด