ชาร์ลี พาร์เกอร์ ‘เดอะ เบิร์ด’ เจ้าตำรับ ‘บีบ๊อป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484818

ชาร์ลี พาร์เกอร์ ‘เดอะ เบิร์ด’ เจ้าตำรับ ‘บีบ๊อป’

โดย…ปณิฏา

ไมล์ เดวิส เคยบอกว่า เราสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ซได้ด้วยคำเพียง 4 คำ คือ “หลุยส์ อาร์มสตรอง ชาร์ลี พาร์เกอร์”

ขณะที่ 2 คำแรก “หลุยส์ อาร์มสตรอง” เป็นตำนานแห่งแจ๊ซในฐานะผู้บุกเบิกการแสดงเดี่ยว โดดเด่นออกมาจากยุคของบิ๊กแบนด์และสวิง ทางด้าน 2 คำหลัง “ชาร์ลี พาร์เกอร์” เจ้าของสมญานาม “เบิร์ด” นั้น มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ดนตรีแจ๊ซสไตล์บีบ๊อป (Bebop)

ชาร์ลี “เบิร์ด” พาร์เกอร์ ลูกชายคนเดียวของ ชาร์ลส์ และแอดดี พาร์เกอร์ นักดนตรีแจ๊ซคนสำคัญ และเป็นแรงบันดาลใจมากที่สุดคนหนึ่งให้กับนักแซ็กโซโฟน และนักดนตรีสายแจ๊ซคนอื่นๆ

ขณะที่ชาร์ลียังเด็ก ครอบครัวของเขาย้ายไปยังมิสซูรี ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีแจ๊ซ บลูส์ และกอสเพล

ก่อนจะฝึกหัดแซ็กโซโฟนเสียงอัลโต เขาเล่นให้วงดนตรีท้องถิ่น จนกระทั่งปี 1935 จึงออกจากโรงเรียนไปเล่นดนตรีอย่างเดียว เริ่มจากแคนซัสซิตี้ ก่อนจะมีโอกาสเข้าสู่สนามใหญ่แห่งแจ๊ซและบลูส์ อย่างกรุงนิวยอร์ก ในปี 1939

บรรยากาศที่นิวยอร์กแสนจะเป็นใจในการสร้างสรรค์ดนตรี ทั้งยังทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับนักดนตรีสายแจ๊ซและบลูส์มากฝีมือมากมาย ทั้งนักกีตาร์และนักเปียโน และอื่นๆ ซึ่งทำงานร่วมกับชาร์ลี ทั้งที่นิวยอร์ก และชิคาโก ก่อนจะออกอัลบั้มแรกกับวงแม็คชานน์ ออร์เคสตรา ที่แคนซัส ในปีเดียวกัน

4 ปีถัดมา เขาออกอัลบั้มโซโลแซ็กโซโฟน Confessing the Blues อันกลายเป็นอัลบั้มยอดฮิต และเริ่มทัวร์การแสดงไปยังที่ต่างๆ กับ แม็คชานน์ ออร์เคสตรา ก่อนจะไปร่วมงานกับ ดิซซี่ จิลเลสพี จนกลายเป็นคู่หูที่นิวยอร์ก แล้วข้ามไปยังฝั่งฮอลลีวู้ด

สำหรับดนตรีแจ๊ซสายบีบ๊อปนั้น เป็นจังหวะเพลงเร็ว ที่แสดงให้เห็นถึงเทคนิคความเชี่ยวชาญของนักดนตรี โดยเฉพาะความสามารถในการสอดประสานให้ดูกลมกลืนขณะที่เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนคีย์ไปอย่างรวดเร็ว แม้กระนั้น บทเพลงในสไตล์ของชาร์ลี พาร์เกอร์นั้น ออกมาในโทนเศร้าสร้อยและหวานๆ มากกว่ากระโชกโฮกฮาก แม้ว่าจะมีจุดเด่นที่จังหวะซึ่งแตกต่าง และมีการพัฒนาทางตัวโน้ตดนตรีไปอย่างรวดเร็วก็ตาม

แม้จะจับแซ็กโซโฟนเล่นมาตั้งแต่อายุ 11 ชาร์ลีก็ยังต้องขยันฝึกฝนฝีมือในการเล่นอย่างหนัก เพื่อให้เทคนิคในการเล่นเป๊ะพอ โดยเฉพาะการเล่นแบบด้นสด หรือ Improvisation ให้อยู่ในระดับชั้นครู เขาเคยให้สัมภาษณ์พอล เดสมอนด์ นักดนตรีแจ๊ซรุ่นน้องว่า เขาฝึกฝนแซ็กโซโฟนวันละ 15 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3-4 ปี กว่าจะเซียนได้อย่างที่เห็นในช่วงท็อปฟอร์ม

ระหว่างปี 1942–1943 เกิดการสไตรค์ของสหภาพนักดนตรีในสหรัฐ ทำให้มีการอัดเสียงลงแผ่นน้อยลง บรรดานักดนตรีหันไปเน้นการแสดงสด ชาร์ลี พาร์เกอร์ รวมกลุ่มนักดนตรีหนุ่มๆ ด้วยกันเล่นดนตรีกะดึกที่คลับในย่านฮาร์เล็ม กรุงนิวยอร์ก ในจำนวนนี้มี ดิซซี่ จิลเลสพี (เล่นทรัมเป็ต) และตีลอเนียส มังก์ (เปียโน) ชาร์ลี คริสเตียน (กีตาร์) และเคนนี คลาร์ก (มือกลอง) พวกเขาประทับใจประโยคเด็ดของแมรี ลู วิลเลียมส์ บอกกับตีลอเนียส– “เราต้องการดนตรีแบบที่พวกเขาไม่มีทางเล่นได้”

“พวกเขา” หมายถึงชาวอเมริกันผิวขาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าควบคุมวงบิ๊กแบนด์ สวิงต่างๆ ตามคลับในนิวยอร์กสมัยนั้น

ในบทสัมภาษณ์ราวทศวรรษที่ 1950 ชาร์ลี เล่าว่า คำคืนหนึ่งพวกเขากำลังเล่นเพลง Cherokee ในแบบแจมเซสชัน กับมือกีตาร์ วิลเลียม “บิดดี” ฟลีต พอมาถึงท่อนโซโลแซ็กโซโฟนของชาร์ลี มันได้ยกระดับดนตรีไปอีกขั้น เขาบอกว่า ได้ลองเล่นแบบเซมิโทนไปถึง 12 ตัวโน้ต ซึ่งพบว่า มันช่วยปลดปล่อยข้อจำกัดของเมโลดี และนำไปสู่การโซโลแบบด้นสดได้ดีเยี่ยม

นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดนตรีบีบ๊อป ซึ่งในเบื้องแรกนั้นยังไม่แพร่หลายมากเท่าไรนัก เนื่องจากไม่มีการบันทึกเสียงเผยแพร่ การแสดงสดออกรายการวิทยุเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องรอจนหลังจากปี 1945 ที่เริ่มมีการบันทึกเสียงกันอีกครั้ง โดยได้มีการบันทึกการแสดงสดๆ ของชาร์ลี พาร์เกอร์, ดิซซี่ จิลเลสพี, แมกซ์ โรช, บัด พาเวลล์ ฯลฯ ในคอนเสิร์ตที่ศาลาว่าการกรุงนิวยอร์ก จึงทำให้เพลงแนวบีบ๊อปกระจายออกสู่วงกว้าง

วันที่ 26 พ.ย. 1945 ชาร์ลี บันทึกเสียงกับซาวอย เลเบล โดยโฆษณาว่า เป็นการแสดงดนตรีแจ๊ซที่ดีที่สุด เขาแสดงร่วมกับดิซซี่เจ้าเก่า และได้ ไมล์ เดวิส มาเล่นทรัมเป็ต เคอร์ลี รัสเซล เล่นเบส และแมกซ์ โรช เล่นกลอง ครั้งนั้นพวกเขาเล่นเพลง Ko-Ko, Billie’s Bounce และ Now’s the Time

อีกอัลบั้มที่คอแจ๊ซต้องไม่พลาดคือ Charlie Parker with Strings ซึ่งเป็นความต้องการของเขามานานแล้วที่จะแจมกับดนตรีเครื่องสายต่างๆ ในวงออร์เคสตรา ซึ่งนอร์แมน แกรนซ์ เป็นผู้จัดการบันทึกเสียงให้ในวันที่ 30 พ.ย. 1949 โดยวงแจ๊ซ 6 คน บรรเลงแบบด้นสดกับเครื่องสายคลาสสิก ในเพลง Just Friends, Everything Happens to Me, April in Paris, Summertime, I Didn’t Know What Time It Was แล้วก็ If I Should Lose You

Jazz at Massey Hall ซึ่งชาร์ลี พาร์เกอร์ ไปแสดงที่แมสซีย์ ฮอลล์ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 1953 กับกลุ่มคนเคยคุ้น ดิซซี่, บัด, แมกซ์ และชาร์ลส์ มิงกัส เคราะห์ร้ายการแสดงเป็นช่วงเวลาเดียวกับการแข่งขันมวยนัดสำคัญ ทำให้คนส่วนใหญ่อยู่บ้านดูมวย ไม่มาดูคอนเสิร์ต แต่ก็ยังดีที่มีการบันทึกเสียงเอาไว้

งานนี้ ชาร์ลี พาร์เกอร์ ทดลองเล่นแซ็กโซโฟนพลาสติกยี่ห้อกราฟตัน ทำให้ได้เสียงใหม่ๆ และเป็นที่รู้กันว่า เขามักจะทดลองเล่นอุปกรณ์แปลกใหม่เสมอ เห็นได้จากรายการ “เบิร์ดแลนด์” ของเขา ที่โชว์การเล่นแซ็กโซโฟนรุ่นแปลกใหม่ และยี่ห้อที่หลากหลาย ไม่ต่างจากการรีวิวแกดเจ็ตของคนยุคนี้ ในช่วงนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องการสร้างสรรค์แซ็กโซโฟนมาให้ชาร์ลีทดลอง และเลือกใช้แบบถาวรกันทั้งนั้น

สไตล์ดนตรีของชาร์ลี พาร์เกอร์ ได้การยอมรับว่าเป็นตัวโน้ตแตกแถว แบบที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ให้หลุดออกมาจากแวดวงสแตนดาร์ดแจ๊ซ

น่าเสียดายที่การติดมอร์ฟีนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวัยรุ่น พัฒนาไปเป็นการติดเฮโรอีน และติดเหล้า ทำให้ยาเสพติดพรากชีวิตเขาไปด้วยวัยเพียง 35 เท่านั้น

เขาเสียชีวิตด้วยอาการแทรกซ้อนหลายๆ อย่างในวันที่ 12 มี.ค. 1955

 

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ‘Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484815

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ‘Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส’

โดย…พริบพันดาว

มีหนังสือท่องเที่ยวที่น่าสนใจและฉีกแหวกไปอย่างมีสาระ “Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส” ของ สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนอิสระ และได้เปิดตัวไปในงาน LA FOIRE SUISSE Experiencing Swiss Education and Culture จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สุพจน์ เล่าว่า แต่เดิมเขามีโครงการทำหนังสือกับการท่องเที่ยวสวิสอยู่แล้ว จนกลางๆ เดือน ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนใจชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต

“ผมจึงอยากทำอะไรถวายพระองค์ท่านบ้าง เลยได้นำเรื่อง 9 เมืองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์มารวมเป็นเล่ม โดยตั้งใจจะนำรายได้จากการขายหนังสือเล่มนี้ถวายเป็นพระราชกุศลในงานพระบรมศพของพระองค์ท่าน

“ผมตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ตามคอนเซ็ปต์ว่า เนิฟ (Neuf) ที่แปลว่า 9 ตามรัชกาลที่ 9 มีเนื้อหาบันทึกเรื่องเล่าระหว่างทางใน 9 เมือง คือ ซูริค เจนีวา มองเทรอซ์ แอพเพนเซล โรซินิแยร์ เวเวย์ ลูเซิร์น ลา โชซ์ เดอ ฟงด์ และโลซานน์ โดยใช้ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสสื่อว่า เป็นภาษาต่างประเทศที่พระองค์ท่าน รวมถึงครอบครัวราชสกุลมหิดลใช้สนทนากัน เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ที่ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ซึ่งเป็น 1 ใน 9 เมืองที่ผมนำมาเล่าด้วย”

นอกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นเมืองในฝันด้านการท่องเที่ยวของใครหลายคนแล้ว สุพจน์ ยังถือว่าประเทศนี้เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าหนึ่งของประเทศไทย

“ที่นี่มีเรื่องราวและร่องรอยแห่งความทรงจำของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ท่านทรงเคยประทับอยู่กับทุกพระองค์ที่ทรงรักอย่างพร้อมหน้า ทั้งสมเด็จพระบรมราชชนนีฯ สมเด็จพระเชษฐาธิราช รัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน ‘บ้าน’ แห่งความสุขของพระองค์ท่านก็ไม่ผิดนัก”

เขาเท้าความหลังถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรียนหนังสือ แล้วจบมาทำงานกับสายการบินแห่งชาติสวิสกว่า 14 ปี และทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จนทุกวันนี้ ได้เดินทางมาที่สวิสอยู่เนืองๆ ก็มักจะได้พบกับคนเฒ่าคนแก่ชาวสวิสทางแถบฝรั่งเศส ที่ครั้งหนึ่งเคยพบหรือรู้จักกับครอบครัวราชสกุลมหิดล บางคนเล่าถึงความประทับใจในครั้งนั้นให้ผมฟัง ซึ่งก็ได้นำบางส่วนมาเล่าให้ฟังในหนังสือเล่มนี้

“เช่น มาดามโรส-มารี แบร์เชร์ (Rose-Marie Berger) คุณยายวัย 90 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในแฟลตเลขที่ 16 ถนนติโซต์ มาตลอดชีวิต แฟลตแห่งนี้คือสถานที่ที่หม่อมสังวาลย์ มหิดล (พระยศในขณะนั้น) ได้มาเช่าอยู่เป็นครั้งแรกที่เมืองโลซานน์ เราได้เจอมาดามแบร์เชร์ในร้านถ่ายภาพ เดอ จง (De Jongh) ร้านถ่ายภาพที่ฉายพระรูปให้กับครอบครัวราชสกุลมหิดลในอดีต ได้คุยกับมาดามแบร์เชร์ถึงเรื่องเก่าๆ เกี่ยวกับครอบครัวราชสกุลจากประเทศไทยที่มาพักอยู่ชั้นล่างของแฟลตเดียวกับแก”

8 ใน 9 เรื่องของหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องที่เคยลงเป็นตอนๆ ในนิตยสารเพื่อนเดินทางรายเดือนมาแล้ว มีเพียงเมืองโลซานน์ที่มาเขียนเพิ่มเติมเรื่องตามรอยพระบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายหลังวันเสด็จสวรรคต

“ซึ่งต้องบอกว่าเขียนด้วยหม่นหมองมาก แต่ก่อนที่ผมได้ผ่านหรือไปเยี่ยมชมสถานที่พระองค์เคยประทับในสวิตเซอร์แลนด์ เราก็รู้สึกเปรมปรีดิ์ อิ่มเต็มในความรู้สึก แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันบอกว่าไม่มีท่านแล้ว น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง แม้ตอนเขียนเรื่องโลซานน์นี้

“จำได้แม่นว่า เมื่อปี 2535 ผมเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองมองเทรอซ์ ซึ่งตั้งห่างจากโลซานน์สักครึ่งชั่วโมงโดยทางรถไฟ ปีนั้นเกิดเหตุการณ์พฤษาทมิฬ ผมติดตามข่าวทางทีวีตลอดเวลา เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายด้วยพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หนังสือพิมพ์สวิสฉบับหนึ่งพาดหัวหน้าหนึ่งว่า …Dieu Vivant en Thailande – พระเจ้ามีชีวิตจริงที่ประเทศไทย… ตอนนั้นผมยังรู้สึกว่าประเทศไทยจะอยู่อย่างไร หากไม่มีพระองค์ท่าน”

ท้ายสุด สุพจน์หวังเพียงว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวบางส่วนของพระองค์ท่าน และในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งที่จะกราบพระบาททูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านได้

หากต้องการร่วมทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลกับหนังสือเนิฟ สามารถสั่งซื้อหนังสือ Neuf-เนิฟ เก้าเรื่องเมืองสวิส ได้จากเพจ Facebook : MON POTE – มองพจน์

 

คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา นักหลงใหลไตรกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484807

คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา นักหลงใหลไตรกีฬา

โดย…สมแขก ภาพ : คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา

เรานัดพูดคุยกับเจ้าของร้าน Bike Zone สุขุมวิทซอย 26 ที่อุ่นหนาฝาคั่งด้วยจักรยานหลากรุ่น ได้ยินเสียงหมุนเฟืองและล้อจักรยานเป็นระยะๆ เรียกได้ว่าร้านนี้เกิดมาจากความหลงใหลและความรักในกีฬาของ ไตร-คงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา จากร้านจักรยานในโซนเล็กๆ Outdoor Unlimited ของอมรินทร์พลาซ่า ด้วยเทรนด์บวกความรักทำให้ปัจจุบันที่นี่เป็นร้านจักรยานและเป็นคอมมูนิตี้ที่ยืนหยัดและมีชื่อเสียงในวงการไตรกีฬาในเมืองไทยมาไม่น้อยกว่า 8 ปีแล้ว

“ผมชอบเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก พอเข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษก็ทำให้เริ่มชอบปั่นจักยาน เรารู้สึกว่าได้ฟีลของอิสระเหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สนุกมาก การปั่นจักรยานได้ความเร็ว รู้สึกอิสระ และท้าทายไปในตัว ยิ่งเส้นทางที่แปลกใหม่ก็ทำให้สนุกมากขึ้น ส่วนกีฬาอื่นๆ ก็เล่นมาตลอด ทั้งกอล์ฟ เทนนิส แบดมินตัน เซิร์ฟ เรือใบ รักบี้ กลับมาเมืองไทยก็แข่งเรือใบ”

เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทรนด์สุขภาพเริ่มเข้ามาในเมืองไทย กลุ่มคนทำงานเริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเพิ่มให้เป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ ซึ่งการปั่นจักรยานก็เป็นหนึ่งในเทรนด์ คงพันธุ์เริ่มคิดว่าจะมาดูแลร้านจักรยานเต็มตัว เพราะก่อนหน้านี้ก็เป็นผู้บริหารของเกษรกรุ๊ปอยู่

“ตอนที่เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ก็ยังเล่นกีฬาอื่นอยู่ ตีกอล์ฟ เทนนิส แต่พอออกมาทำเต็มตัวแล้วก็ไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย คือลงแข่งขันไตรกีฬา และแข่ง Adventure Racing (การแข่งขัน Multi Sports ประกอบด้วยกิจกรรมการปั่นจักรยาน พายเรือคายัก ปีนหน้าผา ฯลฯ ตามสภาพพื้นที่) ก็เลยลองเล่นและฟอร์มทีมกับเพื่อน พอซ้อมก็ไปแข่งที่ฮ่องกงก่อน เพราะสมัยนั้นเมืองไทยยังจัดไม่เยอะ จากนั้นก็ติดใจ ตอนนั้นเมืองไทยมีปีละหน พอแข่งที่ฮ่องกงกลับมาก็ร่วมมือกับเพื่อนชาวต่างชาติทำบริษัท เอ เอ็ม เอ ซึ่งจัด Adventure Race ในเมืองไทย ทั้งไตรกีฬาและแอดเวนเจอร์ มีคนจัดและสนใจกีฬาพวกนี้มากขึ้น

“ปี 2559 เป็นปีทองของไตรกีฬาสำหรับผม เพราะตลาดไตรกีฬาโตเร็วและมีการจัดแข่งขันบ่อยมาก ซึ่งโดยส่วนตัวสำหรับผม ถ้ามีการจัดงานในเมืองไทยผมลงแข่งทุกรายการที่สามารถไปได้ เราลงรายการไหนได้ก็ลง เพราะเราลงเพื่อความสนุก ไม่ได้ลงแข่งเพื่อล่ารางวัล แต่ละงานถือว่าเป็นการซ้อมไปในตัว ซึ่งเป้าหมายแต่ละปีของผมจะไปงานใหญ่ๆ ระดับโลกปีละ 1 ครั้ง ถ้าไม่มีเวลาก็แข่ง Half Iron Man ปีละ 2-3 หน

“งานแข่งที่ตั้งใจซ้อมคืองาน Iron Man ที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย 2556 ซึ่งต้องซ้อม เพราะต้องว่ายน้ำ 3.8 กม. ปั่น 180 กม. วิ่ง 42 กม. เพราะฉะนั้นต้องซ้อม ถ้าไม่ซ้อมตายแน่ ก็เป็นงานใหญ่ที่ตั้งใจซ้อม การเดินทางไปแข่งตามรายการใหญ่ๆ สำหรับผมถือเป็นการทำงานด้วย ไปเจอเจ้าของแบรนด์จักรยานที่เรานำเข้า ไปกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เป็นการไปเจอเพื่อนใหม่ในสังคมคนชื่นชอบไตรกีฬา”

เจ้าของร้าน Bike Zone บอกถึงเสน่ห์ของไตรกีฬา คือเป็นกีฬาที่เราไม่ได้ไปแข่งขันกับคนอื่น มองจากภายนอกอาจจะเห็นการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ต่อให้ภาพกำลังสื่อว่าคุณกำลังแข่งขันกับคนอื่นอยู่ แต่บรรยากาศจริงๆ ในสนามเต็มไปด้วยพลังงานด้านบวก เห็นและได้ยินเสียงของการเอาใจช่วยซึ่งกันและกัน การช่วยผลักดันกันของผู้เข้าแข่งขัน

 “เพราะเราอยากให้ทุกคนในสนามเข้าเส้นชัยเหมือนกันทุกคน เราวิ่งอยู่ในสนาม เราไม่รู้หรอกว่าคนนี้กับเราแข่งกันหรือเปล่า เราแข่งอยู่กับตัวเอง ทำเวลาให้ดีที่สุดของตัวเอง พอแข่งจบแล้วค่อยมาดูว่าเราอยู่ตรงไหนของการแข่งขัน สิ่งสำคัญของไตรกีฬาคือเราต้องรู้ตัวเรา และเราตั้งเป้าหมายที่เราไปถึงได้ ไม่เครียดเกินไป

“ถ้าย้อนกลับไป ช่วงที่ผมซ้อมเพื่อไปแข่ง Iron Man ผมตั้งเป้าไว้ 13 ชั่วโมง ก็ซ้อมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่ตั้งเป้าเพื่อกดดันตัวเอง เราจะเครียด เราจะต้องสร้างสมดุล เราทำได้โดยที่ไม่หนักเกินไป พอแข่งจริงก็ได้ตามเป้า ก็คือเอาความสนุกเป็นตัวตั้ง ระหว่างอาทิตย์จะซ้อมช่วงเย็น วิ่งสวน ว่ายน้ำ จักรยานขึ้นเทรนเนอร์ เสาร์อาทิตย์จะใช้ทำอะไรยาวๆ เช่น ปั่นยาว วิ่งยาว เรามีเวลา อาหารการกินปกติ กินเหมือนเดิม ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเราไม่ต้องผอมขนาดนั้น เราไม่ได้แข่งระดับโปร แต่รักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ ถ้าเราเบาไปพลังเราก็จะไม่มี ที่มาที่ไปของการเล่นกีฬาเพราะชอบกิน ก็ต้องเอาออก ถ้าไม่เล่นกีฬาน้ำหนักคงเป็นร้อยกิโลแล้วตอนนี้” คงพันธุ์ พูดอย่างอารมณ์ดี

ฝากถึงมือใหม่หัดไตรฯ หนุ่มผู้รักไตรกีฬาคนนี้บอกว่า

“คนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ ที่เล่นได้พักเดียวก็เลิก เพราะเขาเริ่มต้นด้วยการกดดันตัวเอง ลงแข่งเพื่ออยากได้สถิติดีๆ ก็ซ้อมหนัก จนเขาไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ไม่สมดุลชีวิตด้านอื่นให้พอดี แน่นอนว่าถ้าเขาซ้อมหนักเขาอาจจะได้สถิติที่ดี แต่เล่นไม่นานเขาก็เบื่อ บางคนแค่ 2 ปีก็เลิก กลายเป็นว่าสองปีนี้เขาเครียดจนเขาไม่มีชีวิตอื่นเลย ผมว่าจะต้องหาสมดุลที่ถูกต้องให้ชีวิต หาอะไรที่กลางๆ ดีที่สุด หากใครอยากเริ่มต้นไตรกีฬา แต่ไม่รู้จะไปทางไหน ที่ Bike Zone ยินดีให้คำแนะนำ”

 

ธีรศักดิ์ อุดมพร ชีวิตเนิบช้าสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484805

ธีรศักดิ์ อุดมพร ชีวิตเนิบช้าสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติ

โดย… อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนส่วนใหญ่มักจะบ่นว่าชีวิตทุกวันนี้เร่งรีบ เคร่งเครียด แข่งขันกันอย่างรุนแรง และจะวาดฝันกันไว้ว่าถ้าเลือกได้ชีวิตหลังเกษียณจะไม่อยู่ในกรุงเทพฯ เนื่องจากกรุงเทพฯ อยู่ยากขึ้นทุกวัน แออัด เบียดเสียด ข้าวของก็แพง ค่าครองชีพสูงลิบ ผู้คนก็ดูจะแห้งแล้งน้ำใจยิ่งขึ้น

ดังนั้น หลายคนจึงวาดฝันไว้ว่าจะมีบ้านชานเมืองสักหลังปลูกต้นไม้ ใช้ชีวิตช้า อยู่กับธรรมชาติอากาศดีๆ อ่านหนังสือจิบกาแฟ ชงชา แบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ แต่จะมีใครสักกี่คนที่ทำได้แบบนั้นถ้าพื้นเพไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นต่างจังหวัด การจะหาที่หาทางเอาไว้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่มีการวางแผนเตรียมการที่ดี

ธีรศักดิ์ อุดมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณัฐกานต์ เขาเป็นวิศวกรที่ทำธุรกิจทางด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ และใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาตลอดชีวิต แต่เขาก็มีความฝันว่าอยากมีบ้านต่างจังหวัดที่มีบริเวณ ได้ปลูกต้นไม้ เป็นบ้านใต้ถุนสูง แค่เปิดประตูหน้าต่างก็มีลมเข้าอากาศดีได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์

 “ผมมองภาพตัวเองไว้เลยว่า ชีวิตหลังวัย 50 ผมจะไม่อยู่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เห็นภาพตัวเองนั่งทำงาน อ่านหนังสือท่ามกลางบ้านในสวนที่มีต้นไม้โอบล้อม บ้านโล่งสบายๆ เดินชมนกชมไม้ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่รีบเร่ง” เขาเล่าถึงความฝันให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

วางแผนปลูกบ้านทำสวนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ดังนั้น เขาจึงวางแผนชีวิตไว้เลย ด้วยการเริ่มเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อที่แปลงใหญ่กว่า 7 ไร่ เพื่อทำสวนและปลูกบ้านเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ธีรศักดิ์เริ่มเก็บเงินตอนอายุ 40 ปลายๆ เพื่อเตรียมซื้อที่และปลูกบ้าน โดยบ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ตัวบ้านกินพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางวา ที่เหลือเป็นพื้นที่สวนทั้งหมด ซึ่งเขาจะไปบ้านที่เขาใหญ่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาจะช่วยกับคนเฝ้าบ้านปลูกต้นไม้เอง

บนพื้นที่กว่า 7 ไร่นั้นปลูกต้นไม้กว่า 20 ชนิด ทั้งมะม่วงหลากหลายพันธุ์ มะละกอ กล้วย มะปราง เงาะ มะเฟือง เชอร์รี่ไทย เมลอน มีครบทั้งไม้ดอกไม้ใบไม้ประดับ ไม้กิน พืชผักสวนครัว และเขาปลูกแบบปลอดสารพิษใช้ปุ๋ยคอกตามธรรมชาติ

ปลูกต้นไม้ตามใจชอบ

เขากล่าวว่าคือชอบอะไรอยากกินอะไรก็ปลูกตามใจชอบเลย กินอะไรปลูกอันนั้น กินเองก่อน เหลือก็แจกเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ถ้ายังเหลืออีกค่อยขาย ทำตามแนวทางคำสอนของในหลวง ร.9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

“ผมลองปลูกเมลอน ทำโรงเรือนเล็กๆ ขึ้นมาแค่โรงเดียวปลูกไว้ 300 กว่าต้นปรากฏว่าติดลูกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น กินเอง แจกเพื่อนฝูง แล้วยังมีเหลือไปขายได้เงินมาเกือบหมื่นบาท โอ้! (หัวเราะ) ดีกว่าที่คิดราคาดีมากของไม่พอขาย วิถีเกษตรถ้าตั้งใจทำจริงจัง แบบมีระบบระเบียบก็พอจะอยู่ได้ไม่ลำบาก พอเพียง พอใช้ ไม่อดอยาก รายได้จากการขายผลไม้ในสวนก็พอที่จะจ่ายค่าแรงครอบครัวคนสวนและใช้จ่ายในสวนทั้งหมดได้ อาชีพเกษตรกรถ้าตั้งใจทำก็เลี้ยงชีพได้ชีวิตหลังเกษียณของผมหลังจากนี้ก็สบายใจได้” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

ปลูกบ้านประหยัดพลังงาน

นอกจากจะจริงจังกับวิถีเกษตรแล้ว เขายังปลูกบ้านให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยเขาปลูกบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง รับลมและแสงจากธรรมชาติ และทั้งบ้านสร้างโซลาร์เซลล์ใช้เอง เนื่องจากเขาใหญ่อากาศจะเย็นสบายถึงปีละ 8 เดือน ดังนั้นเขาจึงปลูกบ้านใต้ถุนสูง เพดานสูง บ้านมีหน้าต่างรอบบ้าน และประตูขนาดใหญ่

 “แม้กระทั่งหน้าร้อนอย่างเดือน เม.ย. ที่บ้านนี้ก็ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลย เปิดหน้าต่าง มีลมเข้ามาตลอด ถ้าร้อนหน่อยก็เปิดพัดลมเบอร์ 1 ก็เย็นสบายแล้ว แล้วบ้านตั้งอยู่กลางสวนไม่มีตึกสูงหรือต้นไม้ใหญ่บัง ดังนั้นได้รับลมเต็มๆ แสงก็ส่องเข้ามาเต็มที่ไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวันเลย เป็นชีวิตที่ดีมาก แล้วผมก็สร้างพลังงานแสงอาทิตย์เป็นโซลาร์เซลล์ขึ้นใช้เอง ผมไม่ได้ทำใหญ่โตมากแค่ไม่ 10 ตารางเมตร แต่สามารถใช้ในบ้านของผมและบ้านคนสวนได้เลย ถ้าเดือนไหนพลังงานแสงอาทิตย์ไม่พอก็ใช้ไฟจากการไฟฟ้า เสียค่าไฟแค่เดือนละ 40-50 บาทเท่านั้น เป็นชีวิตที่ดีมาก” เขาเล่าอย่างมีความสุข

ธีรศักดิ์ เล่าต่อไปว่า เขากลับมาที่บ้านสวนเขาใหญ่ทุกวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ มาใช้ชีวิตแบบเนิบช้าง่ายๆ สบาย จะเดินชมสวนตัดแต่งกิ่งไม้ หรือบางทีก็ขี่ม้าดูรอบสวนเพื่อเป็นการออกกำลังกายไปด้วยจูงบ้างขี่บ้าง เป็นชีวิตที่หาไม่ได้ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ชีวิตช้าๆ เนิบๆ แบบนี้ ออกแบบได้ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ

“อยู่บ้านสวนแต่งตัวสบายๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย ขี่ม้า ใช้รถไฟฟ้าคันเก่า ขับไปรอบสวน ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ไม่ต้องคอยดูเวลา ไม่ต้องกลัวรถติด วิถีสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ชีวิตที่เลือกแล้ว”

รู้จักจังหวะเวลา

เขาบอกว่าการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ก็ไม่ได้บอกให้ช้ากับทุกสิ่ง แต่เป็นการสร้างสมดุลแห่งช่วงเวลาในชีวิตอย่างเหมาะสม อาจมีบ้างที่ชีวิตต้องการความเร่งด่วน แต่ถึงอย่างไรความเร่งด่วนคงไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเสมอไปหรอกใช่ไหม ฉะนั้นสิ่งไหนควรรีบให้รีบ สิ่งไหนช้าได้ก็อย่าเร่งตัวเองเท่านั้นพอ

 ไม่เพียงแต่ชะลอจังหวะชีวิตของตัวเองให้ช้าลง แต่ควรต้องมีสติกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ให้มากที่สุด สิ่งที่เกิดไปแล้วปล่อยผ่าน สิ่งที่ยังไม่เกิดช่างมัน สนใจแค่นาทีที่กำลังเป็นไป สิ่งแวดล้อมที่กำลังนั่งหายใจอยู่ และคนที่มาร่วมหายใจอยู่ข้างๆ กันเท่านั้นพอ

เพียงแค่เราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น เราก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้แทบทุกวินาที โดยที่ไม่จำเป็นต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วออกเดินทางไปหาธรรมชาติจากที่ไกลๆ ให้เหนื่อยเลย ไม่เชื่อลองเงยหน้าจากหนังสือ มือถือ แท็บเล็ต แล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่าง เปิดโอกาสให้ตัวเองเดินย่ำเท้าบนพื้นหญ้า ให้สายลมพัดพาผมให้ปลิว ให้ผิวได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งแทนการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สัมผัสทุกสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติมากขึ้นอีกนิด แล้วคุณจะรู้สึกโชคดีกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้นทุกวัน

“อย่าลืมว่าเรามีแค่ 1 สมอง กับ 2 มือเท่านั้น ดังนั้นอย่าบังคับตัวเองให้ทำอะไรพร้อมกันหลายๆ อย่าง เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในชีวิตได้ จับของสิ่งเดียวด้วยสองมือยังไงก็ชัวร์กว่าแยกอีกมือไปจับ

ของอื่นๆ ในเวลาเดียวกันใช่ไหม

“เห็นได้ชัดว่า การใช้ชีวิตในทุกวันนี้ไม่ได้หมุนวนไปพร้อมกับปัจจัยทั้ง 4 เพียงอย่างเดียว ทว่าเราทุกคนต่างหยิบเอากระแสใหม่ๆ ในสังคมติดไม้ติดมือไปคนละอย่างสองอย่าง แต่ไม่ว่าจะมีเทรนด์อะไรเข้ามา ขอแค่ให้เรามีสติกับการใช้ชีวิตตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็มีชีวิตที่สมดุลได้แล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

 

ชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484803

ชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผล อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

หากฟังเรื่องราวชีวิตของ แต็ก-อานนท์ วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา แม้ผ่านมาเพียง 38 ฝน แต่ก็เต็มไปด้วยบาดแผลในการใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ผ่านการผจญภัยมากมาย เช่น การติดคุกนานถึง 12 ปี แต่สามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีได้ อาจเป็นเพราะเขาโชคดีที่ได้รับโอกาสและกำลังใจที่ดีของผู้เข้าประกวดรายการเดอะวอยซ์ซีซั่นที่ 5 ทีมโค้ชก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ที่ผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้าย

อานนท์ เชื่อว่าเรื่องราวที่หลงผิดของเขาอาจเป็นตัวอย่างและบทเรียนให้คนอื่นๆ อย่าทำตามเด็ดขาด

ปัจจุบันเขามีจุดยืนในชีวิต มีความชัดเจนว่าเขาจะตั้งใจเป็นคนดี มีความหวังในชีวิต แล้วชีวิตนี้พอแล้วกับเรื่องที่ไม่ดี

วัยเด็ก ครอบครัวเป็นรากฐานที่สำคัญ

นามสกุล “วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา” ของอานนท์ สืบเชื้อสายมาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 พอพ่อกับแม่ของเขาหย่ากัน ค่าที่เป็นลูกชายคนโต แม่ของเขาจึงอยากให้ใช้นามสกุลของแม่ อานนท์ เล่าว่า ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนตอนอายุ 14 ปี ที่กลายเป็นหัวโจกในโรงเรียน การต้องการได้รับการยอมรับในโรงเรียน

“จุดเปลี่ยนของผม จากที่พ่อสอบเข้าทำงานที่การท่าเรือได้ ครอบครัวเราต้องย้ายมาอยู่ที่คลองเตย ผมอยู่ที่นั่นนาน 8 ปี พอผมสอบเข้ามัธยม 1 ได้ ตอนนั้นอายุ 12 ต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่บ้านย่า ความยากลำบากของผมคือการต้องปรับตัว ผมเริ่มโดนเพื่อนใหม่แกล้ง ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ผมต้องอยู่ห่างจากแม่ แม่ซึ่งต้องทำงานหนักคนเดียวเพื่อเลี้ยงลูก 3 ผมรู้สึกขาดความอบอุ่นหนักกว่าเดิม มีปัญหาไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอกใคร เก็บไว้คนเดียว จนหาทางออกให้ตัวเอง คือ ก็เลวเหมือนเพื่อน กลายเป็นหัวโจก มีเรื่องชกต่อย จนไปเกี่ยวข้องกับสารระเหย ตอนไปออกค่ายลูกเสือผมไปดมจนเมา จากที่เคยโดนลงทัณฑ์บนจากการสูบบุหรี่ก็โดนให้ออกจากโรงเรียนตอนอยู่แค่มัธยม 2 เท่านั้น”

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเริ่มยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

พอโดนให้ออกจากโรงเรียนชีวิต เขาเริ่มเคว้ง จากหัวโจกในโรงเรียนกลายเป็นหัวโจกภายในหมู่บ้าน เมื่อลูกน้องมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนต่างหมู่บ้าน เขาก็ต้องไปช่วยเคลียร์ปัญหา แล้วก็เกิดอุบัติเหตุทำร้ายร่างกาย มีดด้ามยาวที่เหน็บอยู่ข้างหลังอานนท์ที่ชักออกมาเพื่อป้องกันตัวเอง กลายเป็นอาวุธกรีดแขนเพื่อนต่างหมู่บ้าน เขาถูกตำรวจตามตัวต้องหนีหัวซุกหัวซุนมาอยู่กับแม่ที่ย่านคลองเตย ตอนนั้นเขาอายุเพียง 14 ปี

“เมื่อผมก็ต้องหนีไปอยู่กับแม่ที่คลองเตย ครอบครัวพ่อก็เริ่มย้อนกลับมามอง จะแก้ไขปัญหาอย่างไร พ่อก็พาผมไปสมัครเรียนที่อำนวยศิลป์แต่ก็เข้าไม่ได้ ผมก็เลยคว้าง ตอนอยู่บ้านยาย ผมแค่เกเรตีกับเพื่อนกลุ่มอื่น แต่พอมาอยู่คลองเตย ผมเริ่มปรับตัวกับเพื่อนที่คลองเตย เริ่มติดสารระเหย จนถูกจับได้ไปโรงพักก็ถูกประกันตัวและปล่อยออกมา”

ชีวิตของอานนท์เริ่มตกอยู่ในวังวนของสารระเหยอยู่อีก 5 เดือน สถานที่ปลอดภัยในการทำสิ่งผิดคือบ้านเพื่อน แม่ห้ามแม่เตือนก็เลิกไม่ได้

จากนั้นชีวิตดิ่งลงลึกที่กัญชา ชีวิตของเด็กที่ปราศจากนายท้ายเรือนำพาชีวิต ชีวิตเขาเลวร้ายหนักอย่างที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับลูกหลานก็คือ เขาเริ่มรู้จักเฮโรอีน เพราะทำตามเพื่อน แค่เพื่อนให้ลองครั้งแรกก็ลองทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วก็ติดยาเสพติดที่น่ากลัวที่สุดหลังจากเสพได้เพียง 6 เดือน เขาเริ่มติดหนักขึ้นเพราะเป็นช่วงเวลาที่สารเสพติดส่งผลร้ายแรงต่อร่างกาย

“พอผมเริ่มติดมันจะเกิดอาการที่เลวร้ายคือ ผมตื่นมาวันหนึ่งรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อาการนี้บ่งบอกว่าผมตกเป็นทาสมันแล้ว แต่ผมจะมีความทรงจำบางอย่างกับเฮโรอีนคือจะแค่สูบ แต่ไม่ฉีดเพราะผมเคยเห็นคนตายในโอ่งน้ำที่แฟลตเพราะฉีดเฮโรอีน”

 อานนท์ บอกว่า ช่วงอายุ 14-18 ปี เป็นช่วงเวลาที่เขาพลาดเอง เพราะผลจากสารเสพติดตัวร้ายคือมันยิ่งกว่าถูกกลืนกินชีวิต มันไม่สนุกอีกต่อไป เพราะเวลาที่เขาเสี้ยนยา มันจะเกิดอาการนอกจากครั่นเนื้อครั่นตัวแล้ว จะมีอาการน้ำมูกไหล หาวทั้งวัน กินอะไรไม่ได้ ยิ่งร่างกายโหยยามากเท่าไหร่ อาการจะยิ่งหนักขึ้น มันทรมานมาก จนหนักสุดเขาอาเจียนเป็นน้ำสีเหลืองๆ ขย้อนออกจากกระเพราะและกินอะไรไม่ได้เลย ระบบภายในร่างกายรวนทั้งหมด

อานนท์ หาคำตอบในชีวิตได้ว่า เขาต้องเลิกมันให้ได้ เพราะหากตกเป็นทาสยาเสพติดมีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอซื้อยาเสพ และมักถูกโกงอยู่เสมอ เพื่อนที่ทำงานขายคอมพิวเตอร์รู้ว่าอานนท์ติดยาก็พยายามรวบรวมเงินให้ไปซื้อยามาประทังชีวิต แล้วก็ถูกโกงโดนเชิดเงินไปราว 1.8 หมื่นบาท

“ขณะนั้นผมได้งานเป็นพนักงานในร้านคอมพิวเตอร์ ขณะทำงานพอร่างกายของผมต้องการมันมากๆ แล้วไม่ได้ ผมทำงานไม่ได้ต้องกลับบ้าน ผมหมดแรงอยู่ในซอยบ้าน มีเด็กๆ เล่นชิงช้าอยู่ข้างๆ ขณะที่ผมอาเจียนอยู่นั้น มันน่าเวทนามากๆ นึกถึงตัวเองว่าทำไมเราถึงได้เป็นแบบนี้ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ทำให้ผมย้อนกลับไปชีวิตในวัยเด็กของผมก็เคยมีเสียงหัวเราะแบบนี้ แล้วทำไมชีวิตผมจึงกลายเป็นแบบนี้ ทำไมต้องเป็นทาสยาเสพติด ตอนนั้นผมอายุแค่ 17 ปี ผมมีแรงสู้ รวบรวมเรี่ยวแรงเดินกลับห้อง และผมก็รวบรวมความกล้าบอกพ่อว่า พ่อผมติดแป๊ะ (เฮโรอีน) ผมต้องการความช่วยเหลือจากพ่อ เพราะผมรู้ว่ามีศูนย์เลิกยาเสพติดอยู่แถวๆ บ้าน พ่อก็พาผมไปสมัครเพราะผมยังไม่ 20 ต้องมีผู้ปกครองพาไป แต่การรักษาคือผมไม่ได้ฉีดเข้าเส้น จึงไม่ได้กินยาเมทาโดน โดยพ่อลางาน 30 วันเพื่อพาผมไปศูนย์บำบัดยาที่บ่อนไก่

“ตอนผมบอกพ่อว่าผมติดยา พ่ออึ้งแล้วก็เงียบ แต่ก็พาผมไปบำบัด ตอนที่ผมบำบัดที่ศูนย์เจ้าหน้าที่ให้กินยานาน 30 วัน ช่วงเวลานั้นผมได้ใกล้ชิดพ่อมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก หากเกิดอาการเสี้ยนยาเหมือนตอนที่เป็นไข้หวัดใหญ่แล้วลุกไม่ขึ้นแต่มันจะคูณสอง ทั้งอาเจียนทั้งไส้บิด มันทรมานมาก ผมใช้แบบสูบก็ต้องบำบัดด้วยการกินยาล้างพิษ กินยาทุกเช้า กินยาไป 3 วันแรกทุกข์มากๆ ผมถูกมัดติดทั้งแขนและขาติดกับขาเตียง นอนกลิ้งกับพื้น แม่ต้องเอายาเย็นๆ มาทาตามตัวเพื่อช่วยบรรเทาอาการ เพราะผมรู้สึกข้างในผมหนาวมาก ผมนอนกระตุกทั้งคืน แม่ต้องใจแข็ง ผมร้องให้แม่ปล่อยผมเหอะ แม่ก็ใจแข็งมัดไว้ไม่ให้ไปไหน หลังผ่านไป 15 วัน ถึงเริ่มกินอะไรได้ ณ ตอนนั้นให้ผมกลับไปเป็นแบบนั้นอีก ผมไม่เอาแล้ว”

เลิกยาได้แล้วต้องเปลี่ยนสังคม

สิ่งที่ต้องทำหลังเลิกงานได้ คือ ต้องเปลี่ยนสังคม เพราะหากคบเพื่อนกลุ่มเดิมต้องกลับมาเป็นทาสยาเสพติดอีกแน่ อานนท์เริ่มเอาตัวออกไปจากที่นั่น โชคดีที่เจอพี่ที่เล่นดนตรีทำให้เขาได้วิชาร้องเพลงมา และได้เจอแฟนคนแรก สัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปเป็นทาสยาเสพติดอีก แม้มีเพื่อนๆ ใกล้ตัวเสพ เขาก็ไม่ไปยุ่งกับมันอีก เพราะประสบการณ์ช่วยสอนใจ สำหรับวันนั้นกำลังใจกับเป้าหมายชีวิตของเขาสำคัญที่สุด เขาพยายามหาคุณค่าชีวิตของเขาเอง ชีวิตช่วงหลังเลิกยาเสพติดมันเต็มมาก ทำให้เขาหายใจต่อไปได้

หลงผิดเป็นทาสยาบ้า

แล้วอานนท์ก็พ่ายแพ้ให้กับชีวิตอีกครั้ง เมื่อจิตใจไม่เข้มแข็งมากพอที่จะปฏิเสธกับยาเสพติดอีก เพราะฉะนั้นการคบเพื่อนที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

“ผมเล่นดนตรีได้ปีเศษ มีเพื่อนติดยาก้าวเข้ามาในชีวิต เพื่อนแค่เอ่ยพากันเข้าไปในชุมชน ใช้ยาได้แค่ 2 เดือนผมเริ่มติดอีกแล้ว อาการเดิมๆ กลับมา และเปลี่ยนจากเฮโรอีนเป็นยาบ้าที่กระตุ้นประสาท ตอนนั้นผมเริ่มกลับไปเรียนศิลปะที่พระนคร เรียนศิลป์ประยุกต์ ตอนนั้นอายุ 18 ปี ด้วยเป็นยากดประสาททำให้ผมมีอาการก้าวร้าว และเข้าใจผิดคิดว่ายาบ้าช่วยทำให้เขาสร้างสรรค์งานศิลปะที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งผิด”

ในที่สุดเขาติดยาบ้าหนักมาก กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่ได้นอนหลับพักผ่อน กินไม่ได้ เริ่มมีโลกส่วนตัว จับจดทำอะไรซ้ำๆ แล้วก็โดนจับครั้งแรกในข้อหาครอบครองยาบ้า พ่อไปประกันตัวออกมาแล้วศาลตัดสินรอลงอาญาต้องไปรายงานตัว แต่ก็ไม่ช่วยทำให้เขาเข็ดขยาด สุดท้ายผ่านไปเพียง 9 เดือน เขาก็โดนจับกุมครั้งแรกเข้าเรือนจำโทษฐานครอบครองยาบ้า ต้องจำคุก 1 ปี 6 เดือน

ถูกจำกัดอิสรภาพ

เข้าคุกวันแรกอานนท์บอกว่าเขารู้สึกกลัวไปหมด ต้องทำตามผู้คุมบอกให้แก้ผ้าดูว่าพกสิ่งต้องห้ามเข้ามาหรือไม่ สั่งให้อาบน้ำเพื่อชำระร่างกายเพียง 1 วินาที ก็ต้องทำให้เสร็จ ตอนนั้นเขาเกิดจินตนาการว่าการติดคุกจะโดนปฏิบัติเหมือนในภาพยนตร์ที่เขาดูผ่านตามาหรือไม่ ทำให้เขาเกิดความกลัวมากๆ

“อาหารมื้อแรกในคุกใส่จานอะลูมิเนียมบุบๆ มา มีข้าวแล้วก็มีเหมือนแกงส้มผักเหมือน

เน่าๆ โปะลงมา ผมก็ต้องกิน วันแรกจำได้นอนร้องไห้อย่างเดียว กลัวไปหมด พอขึ้นไปนอนในห้องขังที่จุคนราว 50 คน มีทั้งคนเก่าคนใหม่คละกัน พอเข้าไปคนถามกันเจี๊ยวจ๊าวว่าผมมาจากไหน พอบอกคลองเตย ผมก็ถูกดึงไปกลุ่มที่มาจากคลองเตย แม้ผมรู้สึกอุ่นใจแต่จริงๆ เราเหมือนไปเป็นเหยื่อเขาที่จะถูกดึงของเยี่ยมจากญาติ ของฝากมาถึงผมน้อยมาก แล้วผมก็ถูกจำแนกแดน”

รวมเบ็ดเสร็จอานนท์ถูกจำกัดอิสรภาพนานถึง 12 ปี เข้าๆ ออกๆ คุกทั้งหมด 5 ครั้ง เพราะเหตุผลเดียวคือการไม่รักตัวเอง เพราะหลังจากออกจากคุกครั้งแรกหลังจากติด 1 ปี 6 เดือน เขาเจอสภาพกดดันจากแฟนคนแรกที่มาขอเลิก แม้คุกจะพัฒนาทักษะ วุฒิภาวะ ผ่านการบำบัดทำให้เขาโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น แม่ก็พบว่าอานนท์เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

แต่ในวัย 20 ต้นๆ เมื่อแฟนมาขอเลิก ประกอบกับเขาต้องมีภาระหาเงินมาส่งเสียให้น้องเรียน อานนท์จึงหลงผิดกลับไปค้ายาและเสพยาจนต้องติดอยู่ในวังวนแบบเดิมๆ ซึ่งอานนท์วิเคราะห์ว่ามันมาจากปัญหาจากใจของเขาเองที่ไม่เข้มแข็งพอ คิดว่ายาเสพติดจะช่วยให้เขาแก้ปัญหาได้ แต่จริงๆ แล้วกลับสร้างปัญหาใหม่ๆ แล้วก็กลับเข้าคุกอีก

เริ่มหลงระเริง

“รอบสองผมโดนจับครอบครอง 5 เม็ด รอบสามโดนอีก 30 เม็ด รอบสี่โดนข้อหาจำหน่าย แล้วก็มีรอบที่ห้าซึ่งการกลับมาครั้งนี้หัวหน้าของเรือนจำไม่ให้ผมจับเครื่องดนตรีอีก ผมรู้สึกแย่มากๆ เพราะย้อนไปตอนติดคุกรอบที่สี่นาน 3 ปี ผมได้เจอกับครูโฉมฉาย อรุณฉาน ครูไปสอนร้องเพลงในเรือนจำลาดยาว ทัณฑสถานพิเศษกลาง ผมก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ ผมเหมือนเป็นเพชรในรุ่น ฉายแววส่องประกาย

“มีอยู่วันหนึ่งผมเรียนจบหลักสูตรต้องใส่สูทเข้ารับประกาศนียบัตร ครูบอกกับผมว่าเมื่อไหร่พ้นโทษไปหาครูนะ พอผมถูกปล่อยตัว ผมก็ไปหาครู แล้วกรมประชาสัมพันธ์ก็ส่งผมไปร่วมงานคอนเสิร์ต ครูให้โอกาสผมมากๆ ผู้คนก็ฮือฮาที่ผมเป็นนักโทษ คนชื่นชมมาก เติมเต็มผมจนล้น แล้วผมก็หลงระเริง คนนู้นคนนี้หยิบยื่นโอกาส แต่ผมก็ใจอ่อนแค่เพื่อนบอกว่าเอาหรือเปล่า ผมก็หันไปติดยาเสพติดอีก แล้วก็ขาดความรับผิดชอบ

“สุดท้ายสิ่งที่ดีๆ ที่เข้ามาก็ออกไปพร้อมกันหมด แล้วผมก็เคว้งอีกครั้ง แล้วก็ไปคว้าฟางเส้นสุดท้ายค้ายาเหมือนเดิม พอกลับเข้าคุกไปครั้งสุดท้ายผมเหมือนหมาเลย เข้าไปไม่มีใครยอมรับ คนรักก็ไม่ต้อนรับ ไม่ให้ผมจับเครื่องดนตรีแล้ว เพราะผมอายุมากแล้ว แต่รองหัวหน้าก็ยังเมตตาผม ยังรับผมเข้าแดนเดิม จริงๆ แล้วคนที่ผิดสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือโอกาส ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งที่สำคัญกับผมมากที่สุด ถ้าต่างคนต่างคิดว่าคนนี้ไม่ไหวแล้วถูกดันออกไป เขาจะกลับมาเป็นคนดีได้อย่างไร ต้องขอบคุณหัวหน้าและรองที่ยอมรับผม แล้วจุดเปลี่ยนความคิดผมก็คือหัวหน้าบอกว่า อย่าให้กูเห็นมึงจับเครื่องดนตรีนะ ทำให้ผมเกิดเข็ดหลาบในใจ ผมไม่ได้จับเครื่องดนตรีนานถึง 2 ปี จากที่ผมโดนตัดสินจำคุก 6 ปี 7 เดือน”

แล้วเขาก็ได้เจอพี่ตูน บอดี้สแลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ซึ่งถือเป็นผู้จุดประกายครั้งสำคัญในชีวิตของอานนท์

เหมือนเจอแสงไฟที่ปลายอุโมงค์

ผ่านไป 2 ปี อานนท์เริ่มได้จับเครื่องดนตรี เพราะมีรายการเจาะใจมาถ่ายทำรายการในเรือนจำ มีตูน บอดี้สแลม และป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม เข้ามาจัดคอนเสิร์ต เป็นช่วงเวลาที่นักร้องคนเก่าถูกปล่อยตัวไป เรือนจำต้องหานักร้องมาโชว์แทน แล้วผู้ใหญ่ก็เห็นศักยภาพของเขา อานนท์จึงได้กลับมาจับไมค์อีกครั้ง และก็ได้ร้องเพลงร่วมกับไอดอลในดวงใจ ตูน บอดี้สแลม บนเวที

“บนเวทีผมได้ร้องเพลง ‘แสงสุดท้าย’ ซึ่งเป็นเพลงของพี่ตูน เราได้ร้องเพลงบนเวทีเดียวกัน พี่ตูนชมผมว่าผมร้องเพราะกว่าพี่เขาอีก พี่น่ารักมาก พี่ตูนให้กำลังใจผมว่าทำต่อไป ทำให้สุด มีความสุขกับสิ่งที่ทำ มันช่วยเติมพลัง พี่ตูนบอกว่าผมมีดี หากขาดอะไรบอกเขา ผมบอกพี่ตูนว่า ผมอยากได้กีตาร์โปร่ง แล้วพี่ตูนก็ยกกีตาร์ของพี่ตูนราคา 3 หมื่นบาทให้ การเจอพี่ตูนผมเหมือนได้รับพลังอะไรบางอย่าง แล้วพี่
ตูนก็ได้เขียนให้กำลังใจใส่กระดาษให้ผมว่า แต็กร้องเพลงเพราะมากครับ หวังว่าจะได้ร้องเพลงร่วมกันอีก แล้วเซ็นชื่อพี่ตูนลงไป ผมยังเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ดูทุกคืน”

หลังจากนั้นเขาต้องถูกจำกัดอิสรภาพต่ออีก 4 ปี เป็นช่วงเวลาที่เดอะวอยซ์ เวทีเติมความฝันซีซั่น 1 เกิดพอดีในเมืองไทย มันเป็นพลังส่งต่อให้อานนท์ตั้งใจทำวันที่เหลือให้ดีที่สุด เขาจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่ เขากล้าที่จะท้าทายตัวเองและทำให้สำเร็จ และสามารถเอาชนะหัวใจดวงเดียวกันได้สักที หลังจากที่เขาแพ้มาโดยตลอด

“ทุกวันนี้ผมกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ผมเริ่มหันมาออกกำลังกาย เริ่มฝึกฝนตัวเอง เตรียมความพร้อมทั้งหมดเพื่อตัวผมเอง บนเวทีเดอะวอยซ์ซีซั่น 5 ผมพยายามทำให้ดีที่สุด เวลา 4 ปีในคุก ผมมีเป้าหมายที่ชัดเจน ผมจะไปเดอะวอยซ์ แล้วผมก็ทำได้สำเร็จ”

โอกาสหลังออกจากคุก

ปัจจุบันอานนท์ได้เซ็นสัญญากับค่ายทรูมิวสิค และร้องเพลงประจำอยู่ที่ร้านน็อกเอาท์ 28 ย่านห้วยขวาง วันพฤหัสฯ พุธ กับเสาร์ และที่ร้าน goo เกษตรนวมินทร์ นอกนั้นยังออกงานอีเวนต์อยู่อย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี บทเรียนที่เขาได้จากการจำกัดอิสรภาพคือ อานนท์บอกว่าเขารู้สึกรังเกียจตัวเองทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าไอ้ขี้คุก บางคนที่ดูถูกตัวเองอยู่แล้ว จะยิ่งไม่มีแรงก้าวต่อไป ดังนั้นการให้โอกาสเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ตราบใดที่สังคมผลักคนที่เคยพลาดแล้วออกไป

“คนที่เขาทำผิด เขาจะถูกทิ้งเคว้งคว้าง แล้วเมื่อไหร่เขาจะได้กลับมาเป็นคนเต็มคนเหมือนเรา ที่สำคัญพวกเขาต้องการความรักจากคนในครอบครัว อย่าพูดถึงอดีตของเขา อยากให้ผู้ว่าจ้างเห็นใจ เราควรใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากกว่าติดอยู่กับอดีตซึ่งเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้อีก การที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเงิน เงินเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น”

สำหรับน้องๆ พี่แต็กอยากบอกน้องๆ ว่า ปัจจุบันเด็กเริ่มติดยาอายุน้อยลงเรื่อยๆ ก่อให้เกิดคดีอาชญากรรมมากมาย

“ยาเสพติดเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนไม่เป็นคน ทำให้คนไม่มีสติในการตัดสินใจ อยากฝากน้องๆ ว่า เชื่อในความสุขและความรักที่ได้รับจากคนในครอบครัว คนที่หลงผิดกับยาเสพติดมันเป็นความสุขที่ไม่จีรังและไม่มีอยู่จริง ขอให้น้องๆ รักพ่อแม่มากๆ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เด็กมีหน้าที่เรียนก็จงเรียนเพื่อตัวเอง อยากฝากให้คิดและตระหนัก

“แม้ว่าวันนี้ใครก็ตามหลงเข้าไปแล้วก็ขอให้หยุด และหลุดออกมาให้ได้ และให้โฟกัสเรียนให้มากๆ เพราะการเรียนมันเป็นตัวบอกว่าเรายังมีอนาคตเหลืออยู่ ถ้าเราไม่ได้เรียนยิ่งไปกันใหญ่ ผมไม่อยากเห็นแต็กคนที่ 2 เวลา 12 ปีในคุก ผมรู้สึกเสียดายเวลามากๆ  ถ้าผมจะมีลูก ผมอยากให้เขาเรียนรู้ทุกอย่าง แล้วเมื่อเขาโตขึ้นแล้วค่อยให้เขาเลือก ผมจะเลี้ยงลูกแบบไม่บังคับ ผมจะรักเขาให้มากๆ ผมจะเป็นเพื่อนเขา อยากให้เขารู้สึกว่าอยู่กับพ่อจะปลอดภัย มีอะไรเขาจะพูดกับผม เพราะผมรู้สึกผมห่างกับพ่อแม่ อยากให้ทุกคนกล้าที่จะพูดกับลูก การพูดกันสำคัญมากนะครับ” อานนท์ ผู้เคยมีอดีตที่พลาดพลั้งฝากทิ้งท้าย

 

มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย อยากได้ต้องลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484701

มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย อยากได้ต้องลงมือทำ

โดย…เบ็ญจวรรณ

“ในความทรงจำวัยเด็กตั้งแต่เริ่มจำความได้ เป๋าไม่เคยสร้างความฝันเลยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่บอกและตอกย้ำกับตัวเองไว้ตั้งแต่อายุ 12 ปี ว่าโตขึ้นมาจะช่วยที่บ้านทำงาน เราจะเป็นและประกอบอาชีพนั้น ไม่ใช่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เพราะได้เห็นและสัมผัสกับความยากลำบากและจุดที่พีกที่สุดในการทำงานหาเงินของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ทั้งๆ ที่ที่บ้านไม่เคยขอเลยว่าโตขึ้นแล้วต้องมาช่วยงานที่บ้าน”

มนัสนันท์ ตันติประสงค์ชัย หรือเป่าเป๋า กรรมการผู้จัดการสถาบัน การบิน ฟลาย แอนด์ เซนส์ สถาบันน้องใหม่วงการการบิน ที่เตรียมเปิดตัวในเดือน มี.ค.นี้ เล่าว่า ตัวเองเป็นลูกสาวคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 3 คน ในวัยเด็กเป็นคนเดียวที่เห็นถึงความเหนื่อยยากของครอบครัว ในช่วงที่คุณพ่อบุกเบิกเส้นทางการบินในประเทศกัมพูชา ต้องเดินทางไปมาระหว่างประเทศ การทำงานอย่างไม่มีวันหยุด จึงเกิดการเรียนรู้และซึมซับสิ่งเหล่านั้น จนรู้สึกถึงความรับผิดชอบขึ้นมาเราเป็นพี่สาวคนโตของบ้าน ต้องเป็นหัวแรงหลักให้กับครอบครัวในอนาคต

“การเริ่มทำงานตั้งแต่วัยเด็ก ความรับผิดชอบกับการบริหารงานที่มากกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน การต้องคิดแผนธุรกิจด้วยตัวเอง ทำให้บุคลิกเรานิ่งๆ และดูเป็นผู้ใหญ่ ตอนที่บริหารจัดการคุณอุดมได้ปล่อยอิสระเต็มที่ในด้านการคิด การอ่านสถานการณ์ทำงาน จนบางครั้งกระทบกระทั่งกับพนักงาน แต่ก็ไม่ได้ใช้อัตตาการเป็นเจ้าของบริษัทมาตัดสินปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากการสอนของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ให้ท้ายลูกสาวตัวเองเลย” มนัสนันท์ กล่าว

การไม่มีอภิสิทธิ์เหนือใครได้ สร้างระเบียบวินัยการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี ทำให้บุคลากรกล้าที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเรา ครั้งหนึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่สามารถปรับมาใช้ในชีวิตการทำงานจนถึงปัจจุบัน เมื่อครั้งถูกกัปตันต่างชาติด่า เรื่องผิดกฎการบิน จำเป็นต้องแก้สถานการณ์ด้วยตัวเอง ในช่วงแรกที่เกิดปัญหายอมรับว่ามีร้องไห้ แต่การบริหารจัดการต้องดำเนินต่อไป เมื่อถูกด่าครั้งที่สองมีเพียงโมโห เมื่อเกิดครั้งต่อไป ประสบการณ์ต่างๆ ยิ่งเพิ่มพูนและมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

มนัสนันท์ บอกว่า ชีวิตช่วงที่ผ่านมาได้หยุดการทำงานกว่า 4 ปี เพื่อไปทำหน้าที่แม่ดูแลลูกอย่างเต็มที่ เมื่อส่งเขาเข้าโรงเรียน ได้มองถึงศักยภาพและประสบการณ์ ที่เรามีในวงการการบิน ประกอบกับคอนเนกชั่นที่มีในช่วงเป็นอาจารย์สอนพิเศษกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงมีแนวคิดในการเปิดสถาบัน เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และปั้นบุคลากรทางการบินของไทยให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมประเทศอื่น

การกลับมาเป็นผู้บริหารอย่างเต็มตัว และเป็นธุรกิจของตัวเองในครั้งนี้ ได้ปรับรูปแบบการทำงาน จากเดิมที่เราเองเป็นเจ้าของบริษัทมีบุคลากรที่เป็นลูกจ้าง แต่ปัจจุบันการติดต่อประสานงานต้องพลิกบทบาทพูดคุยกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ในส่วนนี้จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างมาก

สิ่งหนึ่งในการใช้ชีวิต และเป็นหลักแนวคิดของการบริหารจัดการที่นำมาปฏิบัติอยู่เสมอ และมองว่าแนวทางนี้สามารถใช้ได้กับคนทุกวัย คือ การเป็นคนมีความรับผิดชอบ อ่อนน้อมถ่อมตน และการตรงต่อเวลา ถือเป็นแรงส่งที่จะผลักดันให้ การดำเนินชีวิตประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน

มนัสนันท์ บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวสอนเสมอมาว่า อยากได้อยากเป็นอะไรต้องทำด้วยตัวเอง อย่าหวังแต่จะใช้มรดกจากพ่อแม่เท่านั้น เช่นเดียวกับการตั้งสถาบันครั้งนี้ ได้เลือกตึกบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่เช่าจากคุณอุดม พร้อมเล่าติดตลกว่า ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่เองตามปกติไม่มีอภิสิทธิ์ว่าเป็นลูกสาวแต่อย่างใด

ถือเป็นตัวอย่างของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ก่อร่างธุรกิจที่เกิดจากความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมากับธุรกิจครอบครัว จนเป็นธุรกิจของตัวเองในที่สุด

 

ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ เลี้ยงลูกสนุกๆ บน ‘บ้าน’ ชั้นที่ 20!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484700

ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ เลี้ยงลูกสนุกๆ บน ‘บ้าน’ ชั้นที่ 20!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 เจ้าแม่พายหมูแดง ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอพริล เบเกอรี่ เจ้าของพายหมูแดงสูตรดัง “เอพริล” เล่าให้ฟังถึงชีวิตสนุกและการเลี้ยงลูกบนตึกสูง

ณธนพร หรือ อร เล่าว่า บ้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบันเป็นบ้านของคุณพ่อสามี ตั้งอยู่ที่ถนนสาธุประดิษฐ์ สูง 27 ชั้น โดยชั้นที่ 1-19 เป็นอพาร์ตเมนต์หรู ชั้นที่ 22-27 เป็นออฟฟิศของคุณพ่อสามี ส่วนชั้นที่ 20-21 เป็นบ้านที่เธอใช้เลี้ยงลูก

อรเล่าว่า เธอเองเติบโตในบ้านที่นครสวรรค์ ถามว่าต้องปรับตัวหรือไม่เมื่อมาอยู่ตึกสูง คำตอบคือ “ไม่” เพราะก่อนหน้าที่จะแต่งงานก็อยู่คอนโดมิเนียมมาตลอด

สำหรับลูกๆ ทั้ง 3 คน เกิดในบ้านหลังนี้ แม้จะกังวลบ้างเรื่องระเบียงหรือบันไดสูงที่เด็กๆ อาจจะปีนป่าย แต่ก็ใช้ความระมัดระวัง

“วัยเด็กของอรคือบ้านและพื้นที่กว้างๆ สำหรับวิ่งเล่น ตอนเด็กๆ จะมีชะลอมใหญ่มากเท่าตัวคนอยู่หน้าบ้าน อรชอบขึ้นไปกระโดดบนนั้น สำหรับลูกๆ อยู่บนตึกสูง แม้จะไม่มีพื้นที่ให้วิ่งเล่นขนาดนั้น แต่ก็พอมีพื้นที่ให้ลูกๆ ได้เล่นได้ใช้พื้นที่เพื่อความซุกซน” อรเล่า

ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของลูก แก้ไขด้วยมาตรการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับเด็ก เด็กเล็กปีนได้ทุกอย่าง กะพริบตาทีเดียวไปอยู่หน้าบันไดแล้ว ทุกคนในบ้านจึงต้องช่วยกันกำกับ ต้องช่วยกันดูแล

 หน้าต่างทุกบานของบ้านชั้นที่ 20 และ 21 ต้องปิดล็อกและมีเหล็กดัด เด็กเล็กต้องอยู่ในสายตาพี่เลี้ยงหรือผู้ใหญ่ตลอดเวลา ปัจจุบันคนโต-น้องต้นไผ่ อายุ 2 ขวบครึ่ง แฝด-น้องต้นกล้าและน้องต้นหลิว อายุ 6 เดือนเศษ

“ตัวเราเองต้องถี่ถ้วน ตามเช็กทุกจุดในบ้านค่ะ อรเช็กอย่างสม่ำเสมอ หน้าต่างล็อกหรือยัง ประตูล็อกหรือยัง เช็กตลอดเวลา เมื่อทุกคนเห็นเราเคร่งครัดในเรื่องความปลอดภัย ทุกคนก็จะเข้มงวดกับตัวเองไปด้วย”

เลี้ยงลูกบนตึกสูง มีข้อดีและมีข้อเสีย หนึ่งในข้อดีคือลูกไม่มีตุ่มยุงกัด (ฮา) เนื่องจากอยู่บนตึกสูง ยุงบินขึ้นไม่ถึงนั่นเอง บ้านของอรมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง เพราะฉะนั้นก็มีพื้นที่สำหรับเด็กเล่นจะได้วิ่งเล่นเต็มที่ แม้จะไม่ถึงกับสามารถขี่หรือขับรถของเล่นได้ แต่ก็ไม่ถือว่าแคบคับ

น้องต้นไผ่ชอบที่สุดคือมุมระเบียงกว้างขวาง น้องชอบเล่นน้ำบนระเบียงแล้วมองออกไปที่ฟ้ากรุงเทพฯ

“ต้นไผ่ชอบเล่นน้ำมากๆ แต่เราก็ต้องคอยดู เพราะจะหนาว เนื่องจากบนตึกสูงลมพัดแรงมาก เด็กเป็นหวัดง่าย ห่วงความหนาวแต่ไม่ห่วงเรื่องความสูง เพราะใช้วิธีบล็อกทุกจุด ระเบียงของเรามีความสูงเท่าตัวคน แม้จะบังวิว แต่สบายใจว่า ลูกปลอดภัยแน่”

 

ทายาท ศรีปลั่ง ยึดกฎแห่งกรรม สู่หลักบริหารองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484692

ทายาท ศรีปลั่ง ยึดกฎแห่งกรรม สู่หลักบริหารองค์กร

 โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

กฎแห่งกรรมมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งนี้หลายคนถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เด็ก แต่หลายคนเมื่อได้พบเห็นประสบการณ์ตรงหน้าไม่เป็นไปดังคำสอนที่เคยได้ยิน พานคิดไปว่าเหตุใดกฎแห่งกรรมไม่ทำงาน ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป

สำหรับ ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์ เขาใช้เวลาช่วงกลางชีวิตพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์จนรู้แจ้งว่า “กฎแห่งกรรมมีจริง”

นอกจากยึดหลักนี้ใช้ดำรงชีวิตของตัวเอง ยังมีแนวคิดถ่ายทอดหลักคิดเรื่องกฎแห่งกรรมให้องค์กรใช้บริหารงานอีกด้วย

ทายาท เล่าว่า ตั้งแต่เด็ก ก็ไม่ใช่เด็กที่ครอบครัวพาเข้าวัด หรืออ่านหนังสือธรรมะ เพราะที่บ้านมองว่าเป็นเรื่องงมงาย ซึ่งเขาเองไม่ได้สนใจศึกษาธรรมะแต่อย่างใด

ยิ่งครอบครัวส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา และยังได้ทำงานที่นั่นอีกระยะหนึ่ง ก็ยิ่งไม่มีความเชื่อหรือศรัทธาเรื่องเหล่านี้ กระทั่งชีวิตล่วงเลยเข้าสู่วัยเกือบ 50 ปี

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ ทายาท เกิดความสงสัยและอยากลองค้นหาคำตอบว่า “กฎแห่งกรรมมีจริงหรือไม่?”

คือช่วงหนึ่งเขาป่วยเป็นไมเกรนหนักมาก ถึงขั้นถูกหามเข้าไปนอนในห้องไอซียูและต้องฉีดมอร์ฟีนระงับความเจ็บปวดนาน 10 วัน ระหว่างเป็นไมเกรนก็เห็นภาพสัตว์ที่เขาเคยตีศีรษะสมัยเด็กผุดขึ้นมา ทำให้เกิดคำถามในใจว่าเหตุใดต้องเห็นภาพเหล่านี้ พลันนึกตามไปว่าสัตว์เหล่านี้คงเจ็บมากเหมือนกันตอนที่ถูกทำร้าย

เมื่อหายจากอาการไมเกรน จึงเริ่มสนใจอยากศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ประกอบกับมีเพื่อนชวนไปทำบุญ พร้อมชักชวนให้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยด้านพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลว่าจะได้เชื่ออย่างมีหลักการและไม่งมงาย

ทายาท จึงตัดสินใจเรียนต่อด้านพุทธจิตวิทยา ศึกษาหาคำตอบที่อยากรู้ว่า ทำไมต้องเจ็บป่วย ทำไมบางคนรวย

ระหว่างเรียนก็ได้พบกับคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน เช่น บางคนมีฐานะยากจน ทำให้สงสัยว่าทำไมบางคนต้องลำบากเช่นนั้น ขณะที่บางคนมีชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งตัวเขาเองก็เช่นกัน ยิ่งทำให้อยากค้นพบความจริงว่า กฎแห่งกรรมมีจริงหรือไม่? หรือเป็นแค่ตำราอยู่ในพุทธคัมภีร์

ด้วยเหตุนี้เอง ทายาท จึงเลือกศึกษาลงลึกในคำสอนของพระพุทธเจ้า พร้อมสนใจทำวิจัยเรื่องกฎแห่งกรรม และด้วยความที่เคยไปเรียนและไปทำงานในต่างประเทศ จึงมีโอกาสเข้าถึงช่องทางค้นคว้าหาความรู้จากหลายแหล่ง เช่น ไปอ่านงานวิจัยหรือผลงานในต่างประเทศ ซึ่งก็พบบทวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตอบคำถามเกี่ยวกับอดีตชาติว่ามีจริงหรือไม่?

โดยมีคนจากศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ เป็นตัวอย่างในงานวิจัยนั้น ปรากฏว่าคนเหล่านี้ต่างเห็นอดีตชาติของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นแม้ ทายาท ไม่ได้สนใจ ไม่เชื่ออย่างเต็มที่ว่าอดีตชาติมีจริง แต่เขาก็เชื่อว่า เมื่อการวิจัยสะท้อนว่าอดีตชาติมีจริงได้ กฎแห่งกรรมก็น่าจะมีจริงเช่นกัน

 “สมัยเด็กเราเป็นโรคเยอะ เจ็บป่วยง่าย เป็นหอบหืดตลอด โตมาก็ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ จะเป็นคนกลัวความสูง กลัวพูดในที่สาธารณะ ซึ่งเราอยากแก้ปมเหล่านี้จึงไปหา นพ.ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ ผู้ที่ทำเรื่องจิตใต้สำนึกบำบัด ที่ศูนย์อนัมคารา เลยหายจากโรคกลัวความสูง เพราะได้ย้อนอดีตพบว่าชาติที่แล้วเราเป็นนักบินและตกเครื่องบินตายเลยกลัวความสูง ส่วนเรื่องประหม่าต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะ ก็ไปบำบัด พบว่าเป็นเรื่องของในอดีตเคยเกิดมาเป็นลูกที่อยู่แต่ในกรอบ พ่อแม่บังคับเล่นดนตรี ต้องเรียนเก่ง บังคับทุกอย่าง”

ทายาท อธิบายว่า เขาไม่ได้สนใจเรื่องอดีตชาติมาก แต่สนใจเรื่องกฎแห่งกรรม ทว่าอดีตชาตินำมาซึ่งการพิสูจน์กฎแห่งกรรมดังนั้นก็ยินดีศึกษา โดยส่วนตัวเขาไม่ได้เชื่อเรื่องอดีตชาติแบบ 100% แต่เชื่อ 50/50 จึงอยากหาเครื่องวัด อยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับอดีตชาติช่วงที่ไปบำบัดเป็นเรื่องที่คิดไปเองหรือไม่ เลยนำเข้าเครื่องไบโอฟีดแบ็ก เครื่องวัดหัวใจและภาวะสมองมาใช้ทำวิจัย การวัดจากเครื่องนี้ทำให้รู้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คนพูดจากอดีตหรือพูดจากการปรับแต่งเรื่อง

ตัวอย่างงานวิจัยของทายาท คือพนักงานของเครือสหพัฒน์ ก่อนวิจัยได้วางหลักเกณฑ์ว่าผู้ที่เป็นตัวอย่างวิจัยต้องเป็นคนที่มีการศึกษา มีวุฒิภาวะ มีตำแหน่งหน้าที่การงาน เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีเวลาดูภาพยนตร์หรือเข้าเจ้าเข้าทรง เป็นคนที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง โดยได้คัดเลือกจนเหลือกลุ่มตัวอย่างวิจัยกว่า 200 คน ที่เชื่อมั่นว่ามีคุณภาพ พบว่า มีคนที่ป่วยเพราะเหตุจากอดีต คนยากจนก็จากอดีต คนไร้คู่ครองไม่มีคนรักก็จากอดีตชาติ เมื่อรู้ถึงอดีตแล้ว สิ่งที่ทำเพิ่มคือนำคนเหล่านี้เข้าสู่แนวทางเจือจางกรรม

“คนไทยติดคำว่า แก้กรรม แต่ในพระไตรปิฏก ไม่มีการแก้กรรม โดยการแก้กรรมคือพิธีกรรม ทำให้เราสบายใจเท่านั้น แถมพิธีกรรมบางอย่างไปสร้างเวรกรรมเพิ่มอีก สิ่งที่พระพุทธองค์สอนคือให้ทำบุญ เพื่อเจือจางกรรมเก่า แต่ต้องเป็นบุญใหม่ที่สามารถไปจางกรรมเก่าได้ เช่น เคยฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ต้องทำบุญช่วยชีวิตคน ช่วยชีวิตสัตว์ ไม่ใช่การทำสังฆทาน โดยนำเงินไปหยอดตู้อย่างเดียว แต่อาจไปช่วยเพื่อนมนุษย์เพื่อให้เขาหายป่วยโดยที่ไม่ใช่การทำบุญหวังผลอย่างที่คนไทยทำ”

ทายาท มองว่า การย้อนอดีตเป็นการให้คนได้ปลดปล่อยอารมณ์ตกค้าง เมื่อทำร่วมกับการเจือจางกรรม ผลลัพธ์ที่เกิดคือ คนผู้นั้นจะมีหิริโอตตัปปะ ไม่กล้าทำบาป ไม่กล้าทำผิดอีก จากนั้นก็จะมีสุขภาพจิต สุขภาพกายดีขึ้น เมื่อมองไปในมุมของการทำงาน ก็จะเกิดความเป็นทีมงานดีขึ้น จึงอยากให้นำวิธีการนี้มาใช้กับสังคมไทย

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยพัฒนาคนโดยใช้หลักตะวันตกมาโดยตลอดตั้งแต่อุตสาหกรรมเข้ามา แต่เรากลับได้ยินคำกล่าวว่า ทำไมสังคมไม่ค่อยมีความสุข แม้นำระบบของชาติตะวันตกมาใช้ เช่น ระบบสร้างความผูกพันในองค์กร แต่ก็ยังไม่มีความสุข คนก็ยังกลั่นแกล้งกัน ไม่อายต่อบาป แต่หากนำหลักเจือจางกรรม โดยนำเรื่องศีล 5 การเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษเข้าไปประยุกต์ใช้ในองค์กร คนเราก็จะไม่กล้าทำเรื่องไม่ดีเลย เพราะละอายต่อบาป”

ทายาท ระบุว่า ในมุมของการบริหารองค์กร การประเมินผลงานไม่ตรงความจริง มาสาย ลักทรัพย์ พูดจาเอาตัวรอดไปวันๆ มุสาวาทา มีผลเป็นบาปทั้งนั้น การเจือจางกรรมเหล่านี้ไม่ง่าย ส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกรรมก่อนจึงจะรู้สึกตัว เช่น หลายคนต้องเป็นมะเร็งก่อน ต้องได้รับความทรมานจากการทำบาป คนที่โกหกอยู่ดีๆ จะมีคนเกลียด หากมีการนำกรรมคัลเจอร์ คือมีวัฒนธรรมองค์กรที่นำเรื่องบาปบุญ เรื่องการประพฤติตามศีล 5 ไปใช้ จะช่วยยั้งไม่ให้เกิดการทำบาปเหล่านี้ได้

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมศีล 5 ในองค์กรหรือในสังคมที่คนไทยทำผิดกันบ่อย ทายาท อธิบายว่า คงเป็นเรื่องโกหกเพื่อเอาตัวรอด

“บางคนบอกว่าทำไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่ได้ทำ ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนลาออก ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมผิดศีล 5 เกิดการลวนลามทางเพศในองค์กร หลายคนที่ถูกกระทำไม่กล้าพูด แต่เมื่อเจอนักวิจัยที่น่าเชื่อถือพูดคุยด้วยแบบหนึ่งต่อหนึ่งจึงกล้าบอกออกมา นอกจากนั้นเรื่องการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงานก็เป็นพฤติกรรมผิดศีลอีกข้อที่พบมาก”

ด้านพฤติกรรมในสังคม โดยเฉพาะการใช้โลกโซเชียลมีเดียนั้น เราจะพบว่าคนที่ทำผิดเพราะตามกระแสก็มีมากมาย หลายครั้งมีกระแสออกมาว่าคนนั้นผิด ซึ่งในข้อเท็จจริงผิดจริงหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่คนก็ว่าและด่าไปแล้ว เรียกว่าเป็นการทำบาปแบบไม่ยั้งคิดก็ได้

“สังคมไทยควรมีสติ ละอายต่อบาป หลายครั้งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดและถูกนำมาแชร์บนโลกโซเชียล เราสงสารผู้เสียหายหรือชอบซ้ำเติมคนในสังคมกันแน่ เราชื่นชมยินดีในความลำบากของคน ทำไมต้องไปชื่นชมพฤติกรรมที่คนคนหนึ่งโดนใส่ความมากเกินไปในสิ่งที่เขาทำ ถ้าเราเจอคนทำร้ายคนอีกคนให้ทุกข์ใจ…เราอยู่กับใครก่อน ใจเราไปอยู่กับคนทุกข์ใจก็ถือว่า โอเค ถ้าไปกระหน่ำซ้ำเติมคนทำร้าย ไปยินดี มีแวบหนึ่งไหมที่อยากช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก สรุปคือสิ่งเหล่านี้มาจากการแยกแยะบาปบุญคุณโทษไม่เป็น ทำให้คนใช้โซเชียลทำบาปพอๆ กับได้ทำบุญ”

ทายาท ชี้ว่า ในประเทศไทยไม่มีบริษัทที่ให้คำปรึกษาองค์กรในแนวทางเรื่องบาปกรรม แนวทางนี้ต้องอาศัยงานวิจัยและอ้างอิงพระไตรปิฎกที่ตรงพระสูตร ส่วนเรื่องอดีตชาติบำบัดที่ทำกัน ส่วนใหญ่เปิดเป็นสำนักหรือศูนย์มากกว่า ขณะที่บริษัทนำทั้งเรื่องอดีตชาติบำบัดและแนวทางเรื่องบาปบุญมารวมกันเพื่อช่วยให้เกิดผลดี ช่วยให้บุคลากรในองค์กรย้อนความทรงจำ ระเบิดอารมณ์ตกค้างไป จากนั้นคิดสูตรเจือจางกรรม นำธรรมะ ศีล 5 มาประกอบเพื่อปรับปรุงให้ชีวิตดีขึ้น

“ปัจจุบันมีองค์กรทยอยนำวัฒนธรรมศีล 5 ไปใช้ในองค์กรแล้ว เช่น เครือสหพัฒน์ทำเรื่องนี้เป็นปีที่ 3 คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ซีอีโอเครือสหพัฒน์เน้นเรื่องการเป็นองค์กรปลอดบาป ซึ่งก็สร้างการยอมรับได้ง่าย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาใด ผลที่ได้รับคือทุกคนสุขภาพดีขึ้น งานดีขึ้น ลูกน้องดีขึ้น”

ท้ายนี้ ทายาท ฝากไว้ว่าหากองค์กรใดก็ตาม ดำเนินการตามแนวทางหลักธรรมาภิบาล ทำกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ทำทุกอย่างที่ใครๆ ก็ว่าดีกับองค์กรแล้วแต่ก็ยังไม่เกิดผลดี จ้างนักกลยุทธ์มือหนึ่งของประเทศมาช่วยโฆษณาออนไลน์แล้ว แต่องค์กรก็ยังเติบโตได้ไม่ถึงไหน น่าจะลองเปลี่ยนมาใช้แนวทางบาปบุญและพฤติกรรมศีล 5 ในองค์กรดู เพราะความดีมีผลจริง การลงทุนจริงน้อยกว่าวิธีอื่นที่เคยทำมา

 “โดยส่วนตัวเชื่อว่าถ้าบาปของคนในองค์กรจางลง องค์กรจะกลับสู่ปกติ เรื่องดีๆ จะเกิดได้มาก หัวหน้าดีขึ้น ลูกน้องจะพลอยดีขึ้นด้วย ลูกค้าก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างดึงดูดให้เข้ามา” ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจทีเดียวกับการนำเรื่องศีล 5 มาประยุกต์ใช้กับการทำงานในองค์กร

 

คู่หูคู่ธุรกิจ ณิยดา ลีฬหากาญจน์ – พญ.ทรรศชนก มโนรมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2560 เวลา 11:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484690

คู่หูคู่ธุรกิจ ณิยดา ลีฬหากาญจน์ - พญ.ทรรศชนก มโนรมณ์

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 เขาว่าคนเป็นเพื่อนกันทำธุรกิจด้วยกัน มีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้าหากมีปัญหาเรื่องงาน ถ้าใจไม่หนักแน่นพอจะเกิดขัดใจกันได้ง่ายๆ ถ้าเสียธุรกิจแล้วจะเสียเพื่อนตามไปด้วย แต่ถ้าดีก็ดีมากๆ ไปเลย เพราะแค่มองหน้าก็รู้ใจ คุยกันได้ง่ายถูกคอ มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างราบรื่นสดใสไปกันได้ดี

สองสาวสวย หมอนก-พญ.ทรรศชนก มโนรมณ์ และ ณิยดา ลีฬหากาญจน์  ทั้งสองเป็นหุ้นส่วนธุรกิจและเป็นเจ้าของแบรนด์ Medica VIVA (เมดิก้า วิว่า)

สองเพื่อนซี้วัยเด็กที่เรียนด้วยกันมา ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วจึงแยกย้ายไปเรียนมัธยมฯ ปลาย และมหาวิทยาลัยต่างสถาบันกัน แต่สายสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนยังเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย

โดย พญ.ทรรศชนก ไปต่อมัธยมฯ ปลาย ที่เตรียมอุดมศึกษาและเอนทรานซ์เข้าแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น จบมาทำงานเป็นแพทย์ผิวพรรณ และความงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาผิว และการปรับรูปหน้าประจำคลินิกความงามชื่อดังหลายแห่งกว่า 4 ปี จนได้รางวัลแพทย์ดีเด่น ประจำคลินิกดังแห่งหนึ่ง เพราะลูกค้าประทับใจมาใช้บริการคิวแน่นทุกวัน

การมีประสบการณ์ในวงการธุรกิจเครื่องสำอาง เนื่องจากคุณหมอพบคนไข้ผิวได้รับสารอันตรายจำนวนมากจากการใช้ครีมบำรุงทั่วไป ที่ได้ผลไม่คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาครีมบำรุงอย่างลึกซึ้งทั้งยังเรียนรู้เพิ่มเติมและคิดค้นหาสูตรที่ดีที่สุดให้เหมาะกับผิวหน้าร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

ทางด้านณิยดา ไปเรียนทางด้านสาขาเคมีอุตสาหกรรม ที่คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเริ่มทำงานเป็นนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของบริษัทแห่งหนึ่งอยู่หลายปี แต่ด้วยส่วนตัวที่เป็นคนผิวแพ้ง่าย แต่ชอบทาครีมบำรุงจึงต้องพยายามสรรหาครีมเพื่อมาใช้ครีมดังๆ หลายยี่ห้อก็ลองใช้มาแต่ส่วนใหญ่ก็จะแพ้ตลอด จึงพยายามหาสูตรครีมมาใช้เองที่ต้องมั่นใจว่าจะไม่แพ้ จึงต้องทำการบ้านกับครีมเยอะมากสะสมข้อมูลเก็บไว้เรื่อยๆ

 

“วันหนึ่งหมอนกโทรมาปรึกษาว่า หมออยากทำครีมบำรุงผิวสำหรับคนแพ้ง่าย เพราะมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้มากว่า 4 ปี ก็เลยคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังว่า งั้นลองผลิตครีมกันขึ้นเองไหม เริ่มจากเอาปัญหาที่เราทั้งคู่เจอ แล้วผลิตครีมเพื่อแก้ปัญหานั้นๆ เริ่มจากลองใช้เองก่อนจนมั่นใจ ก็เริ่มทำแบรนด์ของตนเองขึ้นมา แบรนด์แรกชื่อ ‘Charme’ โดยตอนแรกเราต่างคนก็ต่างมีงานประจำก็คิดแค่ว่าทำกัน เพื่อเป็นอาชีพเสริม เริ่มจากขายเพื่อนๆ คนใกล้ชิด ขายญาติๆ แล้วก็เริ่มขยายไปสู่ออนไลน์ พอมีคนใช้ดีก็บอกต่อกันไป ก็ขายดี แต่เราไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องเป็นราวก็เลยไม่มีระบบอะไรรองรับไม่มีแผนงาน ไม่มีระบบบัญชีไม่ได้ทำต้นทุนกำไรไว้ขายไปเรื่อย ขายดีได้เดือนละ 3-4 แสนแต่เงินไม่เหลือ ได้แต่ประสบการณ์แต่แทบไม่เหลือเงินเลย ทำอยู่เกือบ 1 ปี ก็เลยเลิกทำ” ณิยดา เล่าให้ฟังอย่างขำๆ

หมอนก เล่าเสริมว่า ตอนนั้นยังเด็ก เริ่มธุรกิจกันตอนอายุยังน้อย อยากทำก็ทำเลย ไม่มีระเบียบแบบแผนใดๆ ก็แปลกใจว่าทำอยู่เกือบปี ขายดีแต่เงินไม่เหลือ เราก็เลยต้องมาทบทวนตนเองใหม่ว่าถ้าจะทำต้องเซ็นระบบใหม่ให้ชัดเจน เราก็เลยล้างไพ่เริ่มใหม่หมด

หลังจากนั้นไม่ถึงปี ทั้งสองจับมือกันเพื่อเริ่มต้นใหม่ภายใต้แบรนด์เมดิก้า วิว่า เมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยทั้งคู่ลาออกจากงานประจำ คราวนี้ทำอย่างจริงจังมาทุ่มเทกับธุรกิจของตนเองเต็มที่

“ตอนเริ่มเมดิก้า วิว่า เราอายุ 27 ปี ลงทนก้อนแรกไปเกือบ 2 ล้านใช้เงินเก็บของพวกเรากับยืมที่บ้านมาบางส่วน ผ่านมาร่วม 3 ปี ก็ไปได้ดี มียอดขายปีละสิบกว่าล้าน และเราจะทำงานตรงนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวให้เติบโตอย่างมั่นคง ตอนนี้เราขายผ่านออนไลน์และตัวแทนจำหน่าย อนาคตจะขยายงานมากกว่านี้แน่นอน โดยปีนี้มีแผนจะเปิดช็อปนำร่อง 1 ช็อป” หมอนก อธิบาย

พญ.ทรรศชนก กล่าวถึงเพื่อน : เขาใส่ใจทุกรายละเอียด

หมอนกบอกว่า รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะบ้านใกล้กัน มีอะไรก็คุยกันได้เปิดใจชัดเจน

“ในเนื้องานของเรา 2 คน ก็แบ่งหน้าที่กันชัด มีอะไรคุยกันตลอด มีปัญหาอะไรเคลียร์กันให้จบ ณ ตรงนั้น ไม่เก็บไว้ให้ค้างคาใจ เขาเป็นคนจริงจังตั้งใจทำงานมากและเป็นคนใส่ใจทุกรายละเอียด เขาดูเรื่องตัวแทน ดังนั้นจึงมีเรื่องจุกจิกเข้ามาทุกวัน มีเรื่องใหม่ๆ ให้คิดแก้ปัญหาเสมอ ก็ห่วงเพื่อนเกรงว่าเขาจะเครียด เพราะมีปัญหาเฉพาะหน้าบ่อยมากห่วงเขาให้กำลังใจพยายามปล่อยวางพยายามวางใจเป็นกลางแล้วก็อย่าอินกับปัญหาเสนอทางแก้ให้แล้วก็เอาตัวออกมาเลย” เธอกล่าวถึงด้วยความห่วงใย

 

ณิยดาเผยความในใจถึงเพื่อน : อยากให้เขาดูแลสุขภาพให้มากขึ้น 

ณิยดา กล่าวถึงเพื่อนสนิทและคู่หูทางธุรกิจของเธอว่า

“หมอทำงานหนักมาก บ่อยครั้งที่เขาเครียดจนนอนไม่หลับ แล้วเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว เราต้องคอยพยายามดึงๆ ให้เขาช้าๆ ลงบ้าง เพราะเป็นคนแอ็กทีฟคิดใหญ่คิดเร็ว แต่เขาเป็นคนใจดี รับฟัง เขาเป็นคู่คิดที่ดีมากในการทำธุรกิจด้วยกัน โชคดีที่ได้เป็นหุ้นส่วนกันทำให้เราทำงานง่ายสบายใจไร้กังวล ความคิดความอ่านเราไปในทิศทางเดียวกันตลอด ขอบคุณที่รักกัน ที่เป็นเพื่อนกันมายาวนาน นึกภาพไม่ออกว่าไม่มีเขาแล้วเราจะเป็นอย่างไร? เพราะเขาเป็นหุ้นส่วนที่ลงตัวเหมาะเหม็งสำหรับเราจริงๆ” เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

 

พลังผู้หญิงไทย ‘ทูตสันถวไมตรีองค์กรนานาชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484123

พลังผู้หญิงไทย ‘ทูตสันถวไมตรีองค์กรนานาชาติ’

โดย…วราภรณ์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

8 มี.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันสตรีสากล วันเรียกร้องสิทธิสตรีไปทั่วโลก สำหรับประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้หญิงไทยมีบทบาทระดับนานาชาติมากมาย โดยได้รับการยกย่องให้ทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีในองค์กรระดับนานาชาติ อาทิ “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” แห่งสยาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงสนพระทัยในการให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรม โดยทรงเน้นไปที่กลุ่มผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง

ล่าสุด สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ แต่งตั้งพระองค์ให้ทรงเป็น “ทูตสันถวไมตรี” ด้านหลักนิติธรรมของอาเซียน ซึ่งผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคของ UNODC ระบุว่า พระองค์จะทรงช่วยส่งเสริมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และทรงมีความสนพระทัยเป็นพิเศษในปัญหาเรือนจำ

ฟากนักแสดงสาวชาวไทย ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกในอาเซียน รวมถึงทูตกิจกรรมคนแรกในประเทศไทยของยูเอ็นดีพี เฟรนช์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015 โดยเธอดำรงตำแหน่ง “เฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี” เพื่อช่วยสนับสนุนยูเอ็นดีพีรณรงค์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านโครงการการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นดีพีทั่วประเทศ

นอกจากนี้ การประสบความสำเร็จของตัวแทนสาวไทยบนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2016 โดย น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ที่ทำผลงานได้ดีติดท็อป 6 บนเวทีระดับโลกได้ ทำให้สำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนามนุษย์ มอบรางวัลสตรีดีเด่นประจำปี 2560 เชิดชูเกียรติ (รางวัลพิเศษ) “สตรีตัวอย่างผู้สร้างแรงบันดาลใจ” ให้ด้วย

มาดูบทบาทที่สำคัญของสาวไทยในเวทีเพื่อสังคมระดับนานาชาติ

ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้

ทูตสันถวไมตรี UNHCR คนแรกในอาเซียน

การได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR คนแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังความปลาบปลื้มให้ ไปรยา ลุนด์เบิร์ก
สวนดอกไม้ เป็นอย่างมาก

เธอขึ้นกล่าวขณะรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ UNHCR คนแรกในอาเซียน มีใจความบางตอนว่า เธอจะอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ และยังกล่าวอีกว่าที่ผ่านมาเธอมีโอกาสร่วมงานกับ UNHCR มา 3 ปีแล้ว ในการเป็นกระบอกเสียงและช่วยรณรงค์ให้กับผู้ลี้ภัย ซึ่งการทำงานตรงนี้ไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยหรือหนัก ในฐานะที่เป็นมนุษย์ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

สำหรับการทำงานของเธอ ถ้าเปรียบกับชีวิตของผู้ลี้ภัยไม่ได้หนักเลย การทำงานเพื่อมนุษยธรรมและสังคมเป็นสิ่งที่ดาราควรทำ “เพราะอาชีพดาราถูกสร้างขึ้นมาเพราะสังคม ถ้าไม่มีสังคมก็ไม่มีอาชีพดารา ซึ่งมีหลายเรื่องในสังคมที่เราลงมาช่วยกันได้” ตอนนี้เธอรู้สึกว่าปัญหาผู้ลี้ภัยอยู่ในช่วงวิกฤตของโลก มีคนกว่า 65 ล้านคนทั่วโลกต้องหนีออกจากบ้านตัวเอง ในฐานะที่เธอเป็นเพื่อนมนุษย์ก็ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือ

ไปรยา ยังกล่าวอีกว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอได้ส่งอีเมลไปหา UNHCR เพราะอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งช่วงนั้นเป็นจังหวะที่มีข่าวเรื่องชาวซีเรียและโรฮีนจา พอดี

“วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานกับ UNHCR อย่างเป็นทางการ ปูรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ภารกิจของ UNHCR มีความซับซ้อนและมีขอบเขตที่กว้างใหญ่ ใช้เวลายาวนานนับ 10 ปีในการแก้ปัญหา ซึ่งปูขอยืนหยัดที่จะเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจครั้งนี้และขออุทิศชีวิตนี้ให้กับการทำงานด้านมนุษยธรรมให้กับเพื่อนมนุษย์”

ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สวนดอกไม้

เฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี คนแรกของไทย

เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจสำหรับ เฟรนช์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015 ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี คนแรกของไทย จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นดีพี เพื่อช่วยสนับสนุนยูเอ็นดีพี รณรงค์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ผ่านโครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นดีพีทั่วประเทศ

“ตำแหน่งเฟรนด์ ออฟ ยูเอ็นดีพี จะมีภารกิจ 1 ปี ภารกิจแรกที่ทำคือ การลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อดูแลเรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และจะลงพื้นที่รวม 6 ครั้ง ส่วนตัวสนใจที่จะไปติดตามโครงการเกษตรอินทรีย์ที่เคยทำไว้ตอนประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ที่ อ.กัลยานิวัฒนา เชียงใหม่ต่อไป เพื่อให้ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนและยั่งยืน”

ในโอกาสวันสตรีสากลนี้ ในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงซึ่งทุกวันนี้โอกาสต่างๆ ก็อำนวยให้ผู้หญิงมากขึ้นแล้ว เธอให้ทัศนะว่าผู้หญิงกับผู้ชายก็มีความเก่งแตกต่างกัน ตัวเธอเองก็เป็นผู้หญิง แต่ก็มีความแกร่งและอดทนได้หมด

“เรื่องเด็กอยากให้เด็กอยู่ดีกินดี เพราะปัญหาโภชนาการเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เฟรนช์ฟรายอยากบอกผู้หญิงว่า เราชอบเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จึงทำให้เราขาดความมั่นใจ อย่างเฟรนช์ฟรายครั้งแรกก็ไม่กล้ามาประกวด แต่ถ้าวันนั้นไม่กล้า เราก็ยังจะไม่กล้าต่อไป จริงๆ ชีวิตต้องกล้าเสี่ยง ต้องกล้าทำให้เหมาะสม ผู้หญิงทุกคนมีศักยภาพ ขอให้มั่นใจจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น แต่ความมั่นใจนั้นต้องไม่ทำร้ายคนอื่น”

เฟรนช์ฟราย-ธัญชนก มูลนิลตา

สตรีตัวอย่างผู้สร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อ ชลิตา ส่วนเสน่ห์ ได้รับรางวัล “สตรีตัวอย่างผู้สร้างแรงบันดาลใจ” จากสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้เธอรู้สึกดีใจที่เธอสามารถเป็นตัวอย่างและเป็นแบบอย่างให้กับหลายๆ คน ทั้งการดำเนินชีวิตและสู้ชีวิต เธอจึงอยากเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนในการเอาชนะความไม่สมบูรณ์แบบ เช่น ตัวเธอเองต้องทำงานตั้งแต่เด็ก ซึ่งย้อนกลับไปในวันนี้ก็รู้สึกเหนื่อยท้อเหมือนกัน แต่ก็ต้องให้กำลังใจตัวเองให้ต่อสู้ต่อไป

“ตาลน่าจะเป็นตัวอย่างได้ในเรื่องความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เห็นคุณค่าของตัวเอง ยกตัวอย่างตาลไม่มีอะไรเลย แต่ตาลก็ไม่เคยดูถูกตัวเองว่าต่ำต้อย ทำงานไม่ได้สูงส่ง แต่ตาลก็ไปทำงานทุกๆ งานแบบไม่เกี่ยงงาน เอาชนะความไม่สมบูรณ์ เพราะตาลคิดว่าเราได้รับหน้าที่อะไรเราก็ตั้งใจทำ และตั้งใจทำให้ดีที่สุด

อย่างตอนเด็กๆ เรามีหน้าที่เรียนก็เรียน ว่างก็มาช่วยแม่ทำงาน ตาลตั้งใจทำงานทุกอย่างด้วยความเต็มใจ จึงไม่รู้สึกเครียด อย่างตอนเด็กๆ ตาลอยากได้ของ เห็นเพื่อนๆ มีกระเป๋าสวยๆ ตาลอยากได้ ตาลก็ต้องหันกลับมาดูที่แม่ แม่ทำงานหนัก แม่มีภาระครอบครัวมีรายจ่าย ไหนจะค่าบ้านค่าเล่าเรียนน้องสาวอีก ตาลก็ต้องคิดว่า สิ่งที่เราจะซื้อมันจำเป็นไหม ถ้าไม่จำเป็นก็พักความสุขไว้ก่อน

ตอนเด็กๆ แม้ตาลอยากได้ แต่การที่ตาลได้คลุกกคลีกับแม่ตั้งแต่เด็ก เห็นแม่ทำงานหลายอย่าง ตาลได้เห็นความลำบากของแม่ว่า มันเหนื่อย ทำให้ตาลเห็นคุณค่าของเงิน ตอนเริ่มทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมตาลมีเงินเก็บหลักหมื่นบาท โดยทำงานตั้งแต่มัธยมปลายเก็บเงินมาเรื่อยๆ พอเก็บเงินได้ก็ไม่อยากใช้ เพราะรู้สึกเสียดาย

การทำงานช่วยฝึกตาลให้ได้ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นเพราะได้เจอคนหลายรูปแบบ ทำให้ตาลดูเหมือนโตกว่าอายุ การทำงานตั้งแต่เด็กสอนให้ตาลต้องปรับตัว เพราะได้เจอคนหลายวัย ตาลจะดูว่าคนนี้ชอบแบบนี้แล้วตาลจะปรับตัวให้เข้ากับเขา เพราะเราบอกเขาไม่ได้ว่า ให้ปรับตัวแบบนี้ สู้เราปรับตัวเองดีกว่าค่ะ”

สุดท้ายเนื่องในวันสตรีสากล ชลิตา อยากเรียกร้องความเห็นใจจากคนในสังคมต่อปัญหาเด็กกำพร้า รวมทั้งเด็กๆ ที่ป่วยเพราะติดเชื้อเอชไอวีที่ติดต่อทางพันธุกรรม เธออยากให้ทุกคนให้โอกาสกับเด็กๆ กลุ่มนี้

“ตาลอยากให้ทุกคนให้โอกาสกับเด็กกลุ่มนี้ บางคนคิดรังเกียจว่าเป็นโรคติดต่อ อยากเรียกร้องให้โอกาสกับเด็กกลุ่มนี้มากกว่า โรคมันไม่ได้ติดกันง่ายๆ ควรให้โอกาสพวกเขาได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง”

ชลิตา ส่วนเสน่ห์