กสทช.ขีดเส้นทรูวิชั่นส์แจงปมปิด 11 ช่องภายใน 7 ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478964

กสทช.ขีดเส้นทรูวิชั่นส์แจงปมปิด 11 ช่องภายใน 7 ก.พ.

กสทช.เผยให้เวลา ทรู วิชั่นส์ เข้าชี้แจงกรณียกเลิกช่องรายการ 11 ช่อง ภายในวันที่ 7 ก.พ.นี้

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่าในวันที่ 7 ก.พ. นี้ จะครบกำหนดที่ทางอนุกรรมการฯ จะให้ทางตัวแทนของบริษัททรู วิชั่นส์ฯ เข้าชี้แจงต่อกรณีข้อร้องเรียนของประชานที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกช่องรายการ จำนวน 11 ช่อง ของบริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด แต่หากทางตัวแทนของบริษัททรู วิชั่นส์ฯ ไม่ให้คำชี้แจง ทางอนุฯ จะส่งบทสรุปที่ตรวจสอบให้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป

อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ได้รับการชี้แจงมาก่อนหน้านี้จากตัวแทนของบริษัท ทรู วิชั่นส์ฯ คือ ได้แจ้งให้สมาชิกรับทราบผ่านการขึ้นตัวอักษรที่หน้าจอแล้ว แต่จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าได้ทำเพียง 2 ช่องเท่านั้น  ทั้งที่ในระเบียบทางบริษัท ทรูฯ ฐานะผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบตอบรับสมาชิกต้องแจ้งให้สมาชิกทราบก่อน

น.ส.สุภิญญา กล่าวด้วยว่า ในกรณีที่เกิดขึ้นสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถใช้สิทธิของตนได้ ในช่องทางแรก คือ ติดต่อไปยังบริษัททรู วิชั่นส์   เพื่อขอคำชี้แจง และการเยียวยาสมาชิก เช่น เปลี่ยนแพ็คเกจ เป็นต้น แต่หากสมาชิกไม่พอใจสามารถแจ้งเรื่องผ่านทางสายด่วน กสทช. ที่หมายเลข 1200 ซึ่งตนจะนำประเด็นที่ร้องเรียนดังกล่าวเป็นข้อมูลเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลกับทางตัวแทนของบริษัท ทรูฯ ที่อาจเข้าชี้แจงกับอนุฯ ในวันที่ 7 ก.พ. นี้ แต่หากยังไม่พอใจ สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจจะฟ้องร้องกับ บริษัท ทรูฯ หรือ กสทช. ได้เพราะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะทำได้

“กรณีที่เกิดขึ้น โทรทัศน์แบบตอบรับสมาชิกของทรูวิชั่นส์ฯ นั้น ต้องแยกประเด็นพิจารณา คือ 1.กรณี 6 ช่องของทรูวิชั่นส์ฯ ที่ยกเลิกไปก่อนหน้านี้ และยุติการออกอากาศไปแล้วนั้น เพราะมติ ของกสท. มีคำสั่งให้ยุติออกอากาศได้ แม้จะไม่มีแผนเยียวยา  แต่กรณีอีก 11  ช่องที่ยุติออกอากาศไปอีกนั้น  กสท. ยังไม่มีคำสั่งให้ยุติออกอากาศ แต่ขณะนี้เขาได้ยุติออกอากาศไปแล้ว ดังนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่า หาก 11ช่องที่เหลือต้องส่งแผนเยียวยา เหมือนช่องไททีวี และ ช่องโลก้าของฟรีทีวีที่ กสทช. อนุญาตให้ยุติออกอากาศได้ เพราะขาดทุนและประกอบธุรกิจไม่ไหว อาจต้องมีบทลงโทษ เช่น การเพิกถอนใบอนุญาต หรือมีโทษทางปกครองเหมือนกับช่องจีเอ็มเอ็ม และ จีทีเอช และต้องทบทวนกรณี 6 ช่องก่อนหน้านั้นด้วย”น.ส.สุภิญญา กล่าว

 

นักวิทย์ล้ำถอดรหัสความคิดผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478942

นักวิทย์ล้ำถอดรหัสความคิดผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวสำเร็จ

สถาบันวิศวกรรมชีวะและประสาทในสวิตเซอร์แลนด์ พัฒนาอุปกรณ์ที่สามารถอดรหัสความคิดผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัวได้สำเร็จ

วงการวิทยาศาสตร์ก้าวล้ำไปอีกขั้น เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกคิดค้นเครื่องมือสื่อสารกับผู้ป่วยอัมพาตทั้งตัว ช่วยให้ผู้ป่วยสื่อสารกับคนรอบข้างผ่านคำถามง่ายๆ ได้สำเร็จ

สถาบันวีสส์เพื่อวิศวกรรมชีวะและประสาทในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แถลงความสำเร็จในการพัฒนาอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ด้วยสมอง เพื่อถอดรหัสความคิดของผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตทั้งตัว ไม่สามารถเคลื่อนไหว พูด หรือแม้แต่กะพริบตาได้ โดยอาศัยการตรวจจับความเปลี่ยนแปลงในสมองของผู้ป่วย

อุปกรณ์ชิ้นใหม่นี้ประกอบด้วยหมวกบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมอง ทำหน้าที่ในการตรวจจับกิจกรรมทางสมองของผู้ป่วย และเครื่องมือวิเคราะห์ด้วยอินฟราเรดระยะใกล้ เมื่อเกิดกิจกรรมทางสมอง อาทิ การตอบคำถามง่ายๆ อย่างใช่หรือไม่ใช่ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของออกซิเจนในสมองซึ่งจะทำให้เลือดเปลี่ยนสี แสงอินฟราเรดจากเครื่องมือชิ้นที่ 2 จะตรวจจับสีเลือดแล้วแปลความหมายออกมา

ทีมนักวิทยาศาตร์ทดสอบอุปกรณ์ถอดรหัสกับผู้ป่วยอัมพาตทั่วร่าง 4 ราย ให้ตอบคำถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ผิดหรือถูก โดยใช้คำถามพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวก่อน ผลปรากฏว่า คำตอบของผู้ป่วยถูกต้องประมาณ 70% และต้องถามย้ำหลายๆ ครั้งเพื่อความแม่นยำ ทั้งนี้ทั้งนั้น เครื่องมือนี้ยังมีข้อจำกัด คือไม่สามารถถอดรหัสความคิดของผู้ป่วยเป็นตัวอักษรได้

นีลส์ เบอร์บอมเมอร์ หัวหน้าทีมวิจัย เผยว่า จุดประสงค์หลักของการวิจัย คือต้องการให้ผู้ป่วยอัมพาตอันเป็นผลจากโรคหลอดเลือดสมอง สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หรือโรคเกี่ยวกับระบบประสาท อาทิ กล้ามเนื้ออ่อนแรง สื่อสารในชีวิตประจำวันเบื้องต้น เช่น สอบถามอาการหรือต้องการให้ญาติมาพบหรือไม่ โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาเครื่องมือถอดรหัสต่อไปเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

ภาพ : สถาบันวีสส์

ที่มา www.m2fnews.com

 

การเปลี่ยนแปลงของสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478934

การเปลี่ยนแปลงของสื่อ

โดย…โธธโซเชียล

การนำเสนอข่าวของสำนักข่าวในปีที่ผ่านมานั้นมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทย โธธ โซเชียล พบข้อมูลที่น่าสนใจจาก “โซเชียล เบเกอร์ส” ซึ่งรวบรวมโพสต์จากเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของสำนักข่าว 500 อันดับแรกจากทั่วโลกในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. 2016 พบว่าจำนวนโพสต์ของเฟซบุ๊กไลฟ์เติบโตขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเดือน ก.ย.มีการใช้เฟซบุ๊กไลฟ์จากสำนักข่าวถึง 250 แห่ง

ข้อมูลชุดนี้อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดหนึ่งของสื่อที่จะต้องกระโดดลงมาใช้เฟซบุ๊กไลฟ์อย่างจริงจังมากขึ้นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนและอาจนำไปสู่ความถดถอยของสื่อทีวีแบบเดิมๆ ที่สำคัญคือ ความ “เรียลไทม์” ที่ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ นั่นทำให้เราต้องจับตาดูการเติบโตของสิ่งเหล่านี้ในปี 2017 ด้วยใจจดใจจ่อ

 

อี-สปอร์ตจุดพลุ สงครามพีซีเกมเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478930

อี-สปอร์ตจุดพลุ สงครามพีซีเกมเดือด

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ทิศทางตลาดอี-สปอร์ต กำลังมาแรงทั่วโลก สำหรับในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี และจากนี้ยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก กระแสเกมจึงเข้ามาปลุกตลาดพีซีในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะขาลงให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง

เคน หว่อง รองประธานประจำตลาดภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เลอโนโว เปิดเผยว่าภาพรวมอุตสาหกรรมเกมมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากกระแสการแข่งขันกีฬาอี-สปอร์ต เกิดขึ้นทั่วโลก จำนวนผู้เล่นยิ่งนับวันจึงยิ่งเพิ่มขึ้นเพื่อการไล่ล่ารางวัลที่มีมูลค่าสูง ปัจจุบันมีผู้เล่นราว 1,300 ล้านคนในขณะที่ผู้ชมกีฬาชนิดนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 270 ล้านคน ซึ่งต้องจับตาว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจำนวนผู้ชมยิ่งมากขึ้น

สภาพการแข่งขันพีซีเกมในขณะนี้ถึงกับฝุ่นตลบ เมื่อทุกค่ายหันมาแตกฮาร์ดแวร์เกมมิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์เกิดการจดจำได้ง่ายสำหรับคอเกมและสินค้าติดตลาดอย่างรวดเร็ว คือ การแข่งขันออกซับแบรนด์ โดยก่อนหน้านี้ เอเซอร์ ก็เปิดตัวซับแบรนด์ พรีเดเตอร์ (Predator) ขณะที่เลอโนโวในปีนี้ก็จับมือร่วมกับอินเทลพันธมิตรทางธุรกิจ เปิดตัวซับแบรนด์เลอโนโวลีเจียน(Lenovo Legion) เป็นครั้งแรก เพื่อรุกตลาดฮาร์ดแวร์สำหรับเกม

“กลยุทธ์หลักของเลอโนโว คือ สร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอนวัตกรรมที่ดีกว่า อย่างล่าสุดเปิดตัวเกมมิ่งเดสก์ท็อปทั้งหมด 4 รุ่น มีไฺฮไลต์อยู่ที่ เลอโนโว ไอเดียเซ็นเตอร์ วาย710 คิวบ์ ตัวเครื่องเล็ก สเปกแรง และยังมีโน้ตบุ๊กใหม่อีก 3 รุ่น ซึ่งจะเปิดตัวครบไลน์ทั้งหมดไตรมาสแรก โดยในสิ้นปีนี้เลอโนโวตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดกลุ่มพีซีสำหรับเกมเพิ่มจาก 25% เป็น 30%”

ด้านเอเซอร์การทำตลาดพีซีในปีนี้ มุ่งโฟกัสตลาดเกมมิ่ง เพราะเป็นกระแสมาแรงและเติบโตทั่วโลก มีทั้งกลุ่มผู้เล่นจริงจังและมือสมัครเล่น

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า เอเซอร์วางแผนเปิดตัวซีรี่ส์ VX ในระดับราคาราว 3 หมื่นบาท ในช่วงเดือน มี.ค.เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อน้อยหรือขยายฐานในตลาดแมสเพิ่มขึ้น และเป็นโปรดักต์ไลน์เข้ามาเสริมตัวเครื่องพีซีเกมครอบคลุม จากปัจจุบันเอเซอร์เน้นทำตลาดระดับบีไปจนถึงระดับเอ ด้วยซีรี่ส์ของพรีเดเตอร์มีราคาตั้งแต่ 4 หมื่น-2 แสนบาทขึ้นไป

ขณะที่แนวโน้มตลาดพีซีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยการเติบโตในเชิงปริมาณไม่เติบโต แต่จะเติบโตด้านของมูลค่า เบื้องต้นปีนี้คาดว่าโตราว 10% หลังจาก 3 ปีที่ผ่านมาราคาเฉลี่ยของเครื่องอยู่ที่ 1.8 หมื่นบาท การเติบโตมูลค่ามาจากการมีคอมพิวเตอร์พีซีสำหรับเล่นเกมมาขับเคลื่อน ซึ่งรายได้หลักของเอเซอร์ยังมาจากคอมพิวเตอร์พีซีในสัดส่วน 90% ที่เหลืออีก 10% เป็นอื่นๆ ทำให้กลุ่มคอมพิวเตอร์พีซีสำหรับเล่นเกม เป็นอีกกลุ่มสินค้าหนึ่งที่ผลักดันให้บริษัทเติบโต

ตลาดอุปกรณ์เสริมถือว่าเป็นอีกตัวหนึ่งที่น่าจับตามอง ซึ่งอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องกับเกม ไม่ว่าจะเป็น มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด ลำโพง เติบโตในทิศทางเดียวกับพีซีสำหรับเกมหลายแบรนด์เริ่มเข้ามาทำตลาด หนึ่งในนั้นคือ เบ็นคิว ที่เริ่มให้ความสำคัญตลาดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

พัทธกร พรศิริธิเวช ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มมอนิเตอร์สำหรับเกมจะเติบโตด้านมูลค่าจากความต้องการมอนิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาใช้งานโดยเฉพาะการแข่งขันอี-สปอร์ต โดยกลุ่มที่จะผลักดันให้ยอดขายของบริษัทเติบโตยังคงเป็นกลุ่มมอนิเตอร์ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มมอนิเตอร์สำหรับเกมมีสัดส่วน 30%

ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าซื้อแบรนด์ ZOWIEเพื่อมาทำตลาดอุปกรณ์เสริมเกมโดยเฉพาะและปีนี้เบ็นคิวได้แนะนำจอมอนิเตอร์ 2รุ่นใหม่ ได้แก่  XL2540 จอมอนิเตอร์ขนาด24.5 นิ้ว และ XL2750 ที่เป็นจอมอนิเตอร์ขนาด27 นิ้ว มีเทคโนโลยี DYAC ในการช่วยแสดงผลให้ภาพลื่น มั่นใจว่ารายได้ปีนี้เติบโต 100% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

หากวิเคราะห์ตลาดเกมในไทยในขณะนี้มีผู้เล่นหลัก 3 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มผู้เล่นทั่วไป กลุ่มมือสมัครเล่น และกลุ่มผู้ใช้งานมืออาชีพ ในช่วงที่ผ่านมาหลายค่ายพยายามเข้าไปเจาะกลุ่มผู้ใช้งานมืออาชีพ และเชื่อว่าจากนี้ไปหลายค่ายคงลงมาเสริมไลน์สินค้าเจาะกลุ่มผู้เล่นทั่วไปหรือมือสมัครเล่น ด้วยการนำเสนอเครื่องพีซีเกมที่ราคาไม่สูง สอดคล้องกับกำลังซื้อ

ตลาดพีซีเกมจะติดลมบนยิ่งขึ้น หากโครงสร้างพื้นฐานทางสัญญาณอินเทอร์เน็ตแรงและเร็วได้ใจคอเกม และจะยิ่งปลุกอี-สปอร์ตเมืองไทยให้ขยายตัว พีซีที่ก่อนหน้านี้รอวันตายก็กลับมามีชีวิตชีวา แถมยังขายได้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ต้องจับตาดูกันให้ดีโดยเฉพาะตลาดล่างที่ยังไม่มีแบรนด์ใดทำตลาดจริงจัง ทั้งที่มีลูกค้าจำนวนมาก

 

ยอดขายไอโฟนฟื้นพิชิตซัมซุงรอบ5ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478896

ยอดขายไอโฟนฟื้นพิชิตซัมซุงรอบ5ปี

ยอดขายไอโฟนพุ่งแซงซัมซุงเป็นครั้งแรกรอบ 5 ปี หลังคู่แข่งเจอวิกฤตกาแล็คซี่ โน้ต 7

ยอดขายไอโฟนทั่วโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2016 หลังเปิดตัว ไอโฟน 7 และ 7 พลัส ของบริษัท แอปเปิ้ล อิงค์ อยู่ที่ 78.29 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 74.78 ล้านเครื่อง และยังมากกว่ายอดจำหน่ายของซัมซุง อิเลคทรอนิกส์ ที่ 77.5 ล้านเครื่อง เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่แอปเปิ้ลมียอดขายเหนือคู่แข่งในช่วงเวลาเดียวกัน จากความต้องการของไอโฟน 7 พลัส ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่

รอยเตอร์สระบุว่า ยอดขายดังกล่าวมาพร้อมกับช่วงเวลาที่ความต้องสมาร์ทโฟนลดลง และความต้องการสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ราคาถูกปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ซัมซุงยังเผชิญกับปัญหาแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนกาแล็คซี่ โน้ต 7 ที่นำไปสู่การเรียกคืนและการยุติการผลิต

อย่างไรก็ตาม รายได้จากจีนและฮ่องกงของแอปเปิ้ลลดลง 11.6% เหลือ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.61 แสนล้านบาท) โดยรายได้รวม ทั้งไตรมาสปรับขึ้น 3.3% เทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7.84 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท)

 

ทีทีแอนด์ทีหยุดบริการสิ้นก.พ.นี้ “ทีโอที”พร้อมรับช่วงต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478763

ทีทีแอนด์ทีหยุดบริการสิ้นก.พ.นี้ "ทีโอที"พร้อมรับช่วงต่อ

กสทช.เผย “ทีทีแอนด์ที” จะยุติการให้บริการทั้งหมด 28 ก.พ.นี้ หลังถูกศาลล้มละลาย สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดย “ทีโอที” จะให้บริการแทนทั้งหมด

จากกรณีที่ บมจ. ทีทีแอนด์ที ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยอำนาจในการบริหารงานอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ล่าสุดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งถึงกำหนดสิ้นสุดการให้บริการทุกบริการของ บมจ. ทีทีแอนด์ที แล้ว โดยจะยุติการให้บริการทั้งหมดในวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 24.00 น. เป็นต้นไป

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดเผยว่า ทางสำนักงาน กสทช. ได้รับแจ้งจากทางบริษัททีโอทีซึ่งเป็นคู่สัญญาร่วมการงานกับบริษัททีทีแอนด์ทีเพื่อให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตภูมิภาคว่า ทางบริษัททีโอทีจะเป็นผู้เข้าดำเนินการให้บริการแทนทั้งหมด โดยผู้ใช้บริการยังคงสามารถใช้บริการได้ต่อไป อีกทั้งสามารถขอโอนเลขหมาย ย้ายเลขหมาย ขอระงับการใช้ชั่วคราว ขอชำระค่าบริการโดยหักผ่านบัญชีธนาคาร ขอยกเลิกการชำระค่าบริการโดยหักผ่านบัญชีธนาคาร หรือบริการอื่นๆ ตามความประสงค์ของผู้ใช้บริการ รวมทั้งหากไม่ประสงค์ใช้บริการต่อ ก็สามารถยกเลิกบริการได้

ทั้งนี้ ในส่วนของการรับชำระเงิน ผู้ใช้บริการสามารถจ่ายค่าบริการผ่านระบบ POS Just Pay Counter Service ได้ตามปกติ กรณีผู้ใช้บริการต้องการยกเลิกการหักบัญชีธนาคาร/บัตรเครดิต บมจ. ทีโอที ระบุว่า ทางศูนย์บริการสามารถตรวจสอบหนี้ค้างชำระ การจำหน่ายหนี้สูญ โดยสืบค้นจากระบบฐานข้อมูลผู้ใช้บริการและส่งผ่านให้ศูนย์กลางประสานงานของ บมจ. ทีทีแอนด์ที ดังนั้นถ้าผู้ใช้บริการแจ้งยกเลิกบริการกับ บมจ. ทีทีแอนด์ที และ บมจ. ทีทีแอนด์ทีดำเนินการยกเลิกแล้ว ผู้ใช้บริการก็จะไม่ถูกหักเงินจากบัตรเครดิตหรือบัญชีเงินฝาก

สำหรับผู้ใช้บริการที่มีข้อสงสัย ต้องการร้องเรียน หรือแจ้งเหตุโทรศัพท์เสีย ปัจจุบันสามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้าของบริษัททีโอทีได้ที่หมายเลข 1100, หมายเลข 1103 กด 1, และหมายเลข 1177 ขณะเดียวกันหากผู้ใช้บริการรายใดประสบปัญหา ภายหลังร้องเรียนไปยังบริษัททีโอทีแล้ว แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็สามารถร้องเรียนมาที่สำนักงาน กสทช. โดยโทรฟรีได้ที่หมายเลข 1200

อนึ่ง บมจ. ทีทีแอนด์ที ได้ทำสัญญาร่วมการงานกับ บมจ. ทีโอที เพื่อให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตภูมิภาคแบบเบ็ดเสร็จ จำนวน 1.5 ล้านเลขหมาย โดยได้รับส่วนแบ่งรายได้และค่าจ้างเป็นการตอบแทน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ บมจ. ทีทีแอนด์ที เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 บมจ. ทีโอทีจึงได้ดำเนินการเพื่อเป็นผู้ให้บริการแทน

 

“คนยุคมิลเลนเนียล” กำลังซื้อหลักอี-คอมเมิร์ซไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2560 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478648

"คนยุคมิลเลนเนียล" กำลังซื้อหลักอี-คอมเมิร์ซไทย

โดย…ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ECOMMERCE COACH คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมอีเมิร์ซ

หลายครั้งที่เรามักได้ยินคำว่า “คนยุคมิลเลนเนียล” ในบริบทต่างๆ ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้เข้ามามีบทบาทกับสังคมมากขึ้นรวมถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไปด้วย ในบทความนี้ผมจึงขอเจาะไปในกลุ่มมิลเลนเนียลว่าคือใคร พฤติกรรมการช็อปปิ้งเป็นอย่างไร แล้วในเชิงผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซเองจะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร

จริงๆ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้วนะครับ ในชื่อเรียกที่ว่า Generation Y หรือเจนวาย คือผู้ที่เกิดในช่วงปี 1980 ไปจนถึงช่วงกลางของยุค 90 หรือจนถึงต้นปี 2000 สำหรับตัวผมเองคนยุคมิลเลนเนียลน่าจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 18-34 ปีเป็นกลุ่มคนที่เติบโตในช่วงเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษ (Millennium) นั่นเอง

จากรายงานของ Millennial Week พบว่า คนกลุ่มมิลเลนเนียลนั้นมีจำนวนมากที่สุดถึง 1,800 ล้านคน จากประชากรทั่วโลกซึ่งมีจำนวน 7,000 ล้านคน สำหรับประเทศไทยมีประชากรกลุ่มมิลเลนเนียลกว่า 20 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันคนยุคมิลเลนเนียลโตเป็นผู้ใหญ่ บ้างก็มีครอบครัว มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปและมีการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น หากมองในแง่ของจำนวนประชากรในกลุ่มนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่า คนยุคมิลเลนเนียลนั้นจะมีบทบาทสำคัญและเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัลอีกด้วย

คนยุคนี้จะมีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่องของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกิดมาในยุคเฟื่องฟู ได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งจะใช้ควบคู่กันไปทั้งการทำงานและการใช้งานส่วนตัว โดย ETDA ได้สำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย ในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่า Gen Y หรือ มิลเลนเนียล ใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 7.6 ชม./วัน โดยผ่านสมาร์ทโฟนสูงสุด รองลงมาคือเดสก์ท็อป และโน้ตบุ๊ก ซึ่งการใช้โซเชียลมีเดียยังเป็นกิจกรรมยอดนิยมสูงสุดด้วย

สำหรับการช็อปปิ้งของคนยุคนี้ก็แตกต่างจากคนยุคอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ “Mobile First Attitude” ซึ่งปัจจุบันสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตเข้ามามีบทบาทในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซเองก็ได้มีการพัฒนารูปแบบของเว็บไซต์ให้รองรับกับทุกอุปกรณ์สื่อสาร รวมไปถึงการสร้างแอพพลิเคชั่นเพิ่มขึ้นมาด้วย

นอกจากนั้น โซเชียลมีเดียได้เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ซึ่งคนยุคมิลเลนเนียลเองก็ค่อนข้างเปิดใจรับโซเชียลมีเดียให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ครับ ในขณะที่คนยุคมิลเลนเนียลมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอาจจะไม่ได้หวั่นไหวในเรื่องราคามากนักแต่ก็ยังต้องการที่จะเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนการตัดสินใจซื้ออยู่ดี

จากสถิติของไพรซ์ซ่า ประเทศไทยในปี 2016 พบว่า คนยุคมิลเลนเนียลเข้ามาใช้บริการค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคาเพิ่มขึ้นจากปี 2015 ถึง 75.76% ผมมองว่า คนยุคมิลเลนเนียลเองอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องของราคาเป็นอันดับหนึ่ง แต่จะเน้นที่ความสะดวกสบายจากการช็อปปิ้งออนไลน์ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงความพร้อมในการจัดส่งสินค้าของแต่ละร้านค้ามากกว่า ถ้าร้านค้าไหนที่ให้บริการหรือสนับสนุนความคาดหวังของคนยุคมิลเลนเนียลในส่วนนี้ได้ ถ้าราคาต่างกันเล็กน้อยก็ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนยุคมิลเลนเนียลเลยครับ

ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าถือเป็นปัจจัยสำคัญครับ

 

“แฟลชไดร์ฟ” เสียอย่าเพิ่งทิ้ง ข้างในมี “เอสดีการ์ด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478390

"แฟลชไดร์ฟ" เสียอย่าเพิ่งทิ้ง ข้างในมี "เอสดีการ์ด"

หนุ่มเเชร์เรื่องราวใกล้ตัว ความรู้ใหม่ที่หลายคนคาดไม่ถึง เกี่ยวกับ “แฟลชไดร์ฟ”

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.โลกออนไลน์เเชร์เรื่องราวความรู้ใกล้ตัวเกี่ยวกับ “แฟลชไดร์ฟ” อุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์

โดยสมาชิกเว็บไซต์พันทิปชื่อ “DUCKONE” โพสต์กระทู้หัวข้อ “FLASH DRIVE เสียอย่าเพิ่งทิ้ง ลองแกะภายในดู” เล่าว่า ถ้าแฟลชไดร์ฟพังเสียหายแล้วเครมไม่ได้ ก็ลองแกะออกดูก่อนโยนทิ้ง เนื่องจากหลากหลายยี่ห้อ ภายในมี SD card หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบรรจุอยู่ ซึ่งสามารถนำไปใช้งานต่อได้กับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ชนิดอื่นๆ

งานนี้ชาวเน็ตหลายคนพากันเซอร์ไพรส์ เพราะถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยคนส่วนใหญ่หากอุปกรณ์เสียก็มักเลือกที่โยนทิ้งถังขยะทันที ขณะเดียวกันชาวเน็ตรายหนึ่งบอกว่า แฟลชไดร์ฟมีแค่ไม่กี่รุ่นที่ถอดฝาครอบแล้วได้เป็น SD Card หลายตัวเป็นชิป NAND ที่ฝังกับแผงวงจรเลย ทำให้เเกะมาใช้ต่อไม่ได้

ที่มา https://pantip.com/topic/36058331

 

 

เปลี่ยนคาร์บอนในอากาศเป็นเครื่องประดับ ด้วยตึกฟอกอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478366

เปลี่ยนคาร์บอนในอากาศเป็นเครื่องประดับ ด้วยตึกฟอกอากาศ

พบกับเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ช่วยทำความสะอาดอากาศให้บริสุทธิ์อีกครั้ง โดยนักประดิษฐ์ชาวเนเธอร์แลนด์

เมื่อเร็วๆนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำเพิ่งจะตัดสินใจปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ DoomsDay Clock ให้เข้าใกล้เส้นตาย หรือเวลาเที่ยงคืนเร็วขึ้น โดยเหลือเวลาอีกเพียง 2 นาที กับอีก 30 วินาทีเท่านั้น ที่นาฬิกาเชิงสัญลักษณ์นี้กำหนดให้เป็นจุดจบของมนุษยชาติ แต่คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจเป็นกระต่ายตื่นตูมไป เพราะท่ามกลางภาวะโลกร้อน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไปจนถึงการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ฆ่าคุณ แต่เป็นมลพิษในอากาศต่างหาก

มลพิษในอากาศเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในจีน, อินเดีย และเม็กซิโก ซึ่งหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลจากการศึกษาโดยศูนย์บริการข้อมูลทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คาดการณ์ไว้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คือภายในปี 2050 ปัญหามลพิษในอากาศจะกลายมาเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนหลากหลายประเทศ

หน้าตาของ Smog Free Tower สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์อีกครั้ง

ขณะนี้คือปี 2017 และนับว่าเป็นโชคดีอยู่บ้าง ที่มนุษยชาติยังมีความหวัง เชิญพบกับ Smog Free Project โครงการช่วยโลก โดย  Daan Roosegaarde นักออกแบบชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องการกู้สภาพอากาศของโลกให้กลับมาสะอาดบริสุทธิ์อีกครั้ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อหลายปีก่อน Roosegaarde เดินทางไปยังประเทศจีน แต่เมื่อเขามองมาจากหน้าต่างของโรงแรมและพบกับวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ทำให้เขาคิดว่า เขาจะทำอย่างไรให้ความเป็นอยู่ของผู้คนสามารถดีขึ้นกว่านี้ได้ โดยไม่ต้องรอความหวังจากรัฐบาล หรือบริษัทขนาดใหญ่ยักษ์

หลังการพัฒนาหลายปี Roosegaard ได้สร้าง Smog Free Tower ขึ้น เจ้าสิ่งประดิษฐ์ที่ว่านี้เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศขนาดสูง 23 ฟุต หรือเรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดอากาศรอบๆได้มากถึง 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และปลดปล่อยอากาศดีออกมาแทน ด้วยการทำงานแบบ 360 องศา

หลังประสบความสำเร็จจากการระดมทุนบน Kickstarter ตัวเขาได้สร้าง Tower นี้ติดตั้งในเมืองรอตเทอร์ดาม บ้านเกิด เจ้าสิ่งประดิษฐ์กู้โลกนี้เตะตารัฐบาลจีนเข้าอย่างแรง จน Roosegaarde ได้รับคำเชิญชวนให้สร้าง Tower ขึ้นในกรุงปักกิ่ง หนึ่งในเมืองที่ได้ชื่อว่ามีค่ามลพิษในอากาศมากที่สุดติดอันดับต้นๆของโลก ซึ่งหลังการติดตั้ง พบว่า Smog Free Tower ช่วยให้อากาศบริเวณที่เครื่องนี้ถูกติดตั้ง มีความสะอาดเพิ่มมากขึ้นถึง 55%

มลพิษในอากาศถูกแปรสภาพกลายเป็นผงสีดำ

นอกจากนั้นสิ่งประดิษฐ์ของเขาจะดูดอากาศเสีย คืนอากาศดีกลับคืนสู่โลกแล้ว ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ Smog Free Tower ยังสามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ให้กลายสภาพเป็นผงสีดำ และแปรรูปให้กลายเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์สีดำขนาดเล็ก เคลือบด้วยเรซิน เป็นเครื่องประดับเก๋ไก๋ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกด้วย

เครื่องประดับที่ได้จากกระบวนการฟอกอากาศ(ซ้าย) และ Daan Roosegaarde เจ้าของไอเดีย

Roosegaarde คาดหวังว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาจะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่โลกใบนี้ อย่างไรก็ตามการจะทำความสะอาดอากาศให้กลับมาดีอย่างเดิมนั้น อาจต้องใช้เวลานาน 10 – 15 ปี กว่าจะถึงเวลาที่ธรรมชาติสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวเองนั้น โลกยังคงต้องพึ่งพาสิ่งประดิษฐ์ของเขาต่อไป ซึ่งหากใครก็ตามที่สนใจอยากช่วยสนับสนุนล่ะก็ สามารถซื้อเครื่องประดับที่ถูกสร้างขึ้นจากมลพิษได้ รายได้ก็จะถูกนำไปสร้าง Smog Free Tower มากขึ้น ซึ่งคาดหวังกันว่าจะถูกนำไปติดตั้งยังเมืองอื่นๆในอนาคต ที่เผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศเช่นกัน อย่าง มุมไบ หรือรีโอเดจาเนโร เป็นต้น

 

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.studioroosegaarde.net/project/smog-free-project/

 

“สามารถ” ทรานสฟอร์ม ลดเสี่ยง-หนีแข่งดุ-อยู่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/478292

"สามารถ" ทรานสฟอร์ม ลดเสี่ยง-หนีแข่งดุ-อยู่ยั่งยืน

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

“การทำธุรกิจปัจจุบันต้องเปลี่ยนเยอะเพราะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงธุรกิจต้องมองในทุกมิติ ต่อไปถ้าพูดถึงสามารถ จะนึกถึงเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้ต่างจากเดิม แต่เปลี่ยนวิธีคิดมุ่งสู่ดิจิทัล และสร้างรายได้ระยะยาวมากกว่าการซื้อมาขายไป”

คำพูดของหัวเรือใหญ่ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น ในวันประกาศทิศทางธุรกิจปี 2560 ที่ว่า “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” สะท้อนถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของกลุ่มสามารถ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ยุค 4.0

แต่อีกนัยสำคัญยังสะท้อนได้ถึงการดิ้นรนปรับธุรกิจเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขันในธุรกิจ และเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

จุดพลิกผันสำคัญของกลุ่มสามารถภายใต้ทิศทางใหม่นี้ ไฮไลต์อยู่ที่บริษัท สามารถ-ไอโมบายที่น่าจับตามองมากที่สุด เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงโมเดิลธุรกิจมากที่สุด แม้ว่าวัฒน์ชัยจะยังไม่ยอมเผยรายละเอียด เนื่องจากจะมีการเปิดแถลงข่าวการเปลี่ยนแปลงของสามารถ-ไอโมบายในเดือน มี.ค.นี้ แต่สิ่งที่เห็นชัด คือ การพลิกจากตลาดแมสมาเจาะตลาดนิชมาร์เก็ต เพื่อหนีการแข่งขันในตลาดเรดโอเชียนไปสู่ตลาดใหม่หรือบลูโอเชียน จะเป็นสิ่งที่เปิดขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ แม่ทัพกลุ่มสามารถยอมรับว่า รายได้ของสามารถไอ-โมบายหดหายลงไปเกินครึ่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8,000 ล้านบาท เมื่อต้นปี 2559 แม้จะไม่บอกเป็นตัวเลขชัดๆ แต่สามารถประเมินได้จากยอดขายเครื่องโทรศัพท์มือถือที่เคยทำได้ปีละ 4 ล้านเครื่อง เหลือเพียง 1 ล้านเครื่องเท่านั้น

ก่อนหน้านี้หรือประมาณต้นปี 2559 กลุ่มสามารถเคยประกาศปรับธุรกิจสามารถ-ไอโมบายมาแล้ว ด้วยการแบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับมือถือและธุรกิจที่ไม่ใช่มือถือ การพลิกโฉมช็อปที่เปลี่ยนชื่อจาก ไอโมบาย เป็น โอเพ่น (Open) เพื่อทลายข้อจำกัดสู่การขยายตลาดสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ บริการเติมเงินเปิดศูนย์ซ่อมมือถือ ฯลฯ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นความชัดเจนมากนัก

ขณะที่การปรับสามารถไอ-โมบายครั้งใหม่ปีนี้ ได้แบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย กลุ่ม Mobile & Security ที่เน้นการหนีตลาดที่แข่งขันสูงไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือนิชมาร์เก็ตประเดิมด้วยการเปิดตัวแบล็กโฟนทู โทรศัพท์ที่เน้นความปลอดภัย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเจรจากับพันธมิตรเพื่อจำหน่ายโทรศัพท์อินเตอร์แบรนด์อีก 1-2 ราย ตลอดจนการทำมือถือเฮาส์แบรนด์

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโอเปอเรเตอร์และอินฟราสตรัคเจอร์ ได้แก่ ธุรกิจ MVNO บนเครือข่ายแคท ภายใต้ชื่อ Open MVNO ที่จะเดินหน้าต่อและเพิ่มบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงการเตรียมเปิดตัวเครื่องมือสื่อสารเฉพาะกลุ่ม หรือทรังก์ โมบาย (Trunked Mobile) ซึ่งมองว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ยังไร้คู่แข่งชัดเจน เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กร ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

กลุ่มที่ 3 กลุ่มดิจิทัล อี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากการเปิดตัวบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Zazzet ที่จะเปิดให้บริการในเดือน มี.ค.นี้ รวมถึงการมองเป้าหมายรุกธุรกิจฟินเทคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเห็นแนวโน้มการเติบโต

ปิดท้ายด้วย กลุ่มที่ 4 ธุรกิจไอ-สปอร์ต ที่ปัจจุบันมีรายได้จากการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกปีละหลายร้อยล้านบาท จะต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวกับกีฬา เช่น การจัดทัวร์จัดอีเวนต์ เป็นต้น พร้อมทั้งมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณไตรมาส 3 ปีนี้ด้วย โดยทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของสามารถไอ-โมบาย คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 4,500 ล้านบาท ในปีนี้

แม้ว่าธุรกิจของสามารถไอ-โมบายจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่กลุ่มสามารถยังมีความหวังจากธุรกิจสำคัญขาอื่นๆ โดยเฉพาะบริษัท สามารถเทเลคอม โดยที่วัฒน์ชัยออกปากว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีทองและโดดเด่นที่สุดของสามารถเทเลคอม เพราะงบประมาณลงทุนจากภาครัฐและการปรับตัวไปสู่ธุรกิจอื่นๆ จึงคาดว่าปีนี้น่าจะมีการเซ็นสัญญากับภาครัฐมากที่สุด และยังมีงานที่เซ็นสัญญาและรอรับรู้รายได้จากปี 2559 แล้ว 9,000 ล้านบาท

จาก 3 กลุ่มธุรกิจของสามารถเทเลคอม คือ ธุรกิจเน็ตเวิร์กอินฟราสตรัคเจอร์ ธุรกิจเทคโนโลยีประยุกต์ด้านไอซีที และธุรกิจแอพพลิเคชั่นด้านบริการ ภาพรวมทั้งหมดจากเดิมที่เน้นไอซีทีโซลูชั่น จะขยายไปสู่ไอซีทีโซลูชั่นและเซอร์วิสมากขึ้น เพื่อเน้นการบริการและขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก รวมทั้งจะมีการซินเนอร์จีหรือใช้ความแข็งแกร่งของธุรกิจที่มีอยู่มาร่วมกันสร้างสรรสินค้าและการให้บริการลูกค้า ภายใต้เป้าหมายเพื่อยกระดับตัวเองสู่เวิลด์คลาส โซลูชั่น เซอร์วิส

ที่สำคัญ คือ โครงการภาครัฐที่คาดว่าจะมีการเปิดประมูลไม่ต่ำกว่า 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท ปีนี้ สามารถเทเลคอมมองว่าจะสามารถชิงชัยมาได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่าปีนี้จะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท แน่นอน

ในส่วนของธุรกิจ U-trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และTeda ปีนี้ ตั้งเป้ารายได้รวม 4,200 ล้านบาทโดยนอกจากรายได้ประจำจาก CATS ประมาณ1,800 ล้านบาท/ปีแล้ว ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจสายส่งไฟฟ้า โดยล่าสุด Teda ได้เซ็นสัญญาจัดหาและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมมูลค่า
โครงการ 1,200 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือ 2,000 ล้านบาท

ด้านธุรกิจพลังงาน ก็ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนอีกหลายโครงการ อาทิ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศลาว โครงการสายส่งไฟฟ้าที่ประเทศเมียนมา โรงไฟฟ้าขยะ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนนับแสนล้านที่ประเทศกัมพูชา และมีแผนเข้าประมูลในโครงการอื่นๆ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

ปิดท้ายด้วยสายธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่ตั้งเป้ารายได้รวม 2,300 ล้านบาท มาจาก บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ ที่ปัจจุบันให้บริการคอลเซ็นเตอร์ 4 ภาษาครอบคลุม 14 อุตสาหกรรม คาดการณ์รายได้ปีนี้ 1,300 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือแล้วกว่า900 ล้านบาท รวมทั้งตั้งเป้ารายได้ในอีก 4 ปีข้างหน้าถึง 2,500 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายรายได้อีก 1,000 ล้านบาท ในปีนี้จะมาจากบริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็มผู้ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจกล้องวงจรปิด และบริษัท สามารถวิศวกรรม ในสัดส่วนเท่ากัน คือ 500 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า การปรับตัวครั้งใหญ่ของกลุ่มสามารถครั้งนี้ เป็นการปรับเพื่ออยู่รอดในธุรกิจที่ย่ำแย่ และช่วงชิงโอกาสในธุรกิจที่ยังคงเป็นดาวรุ่งสร้างรายได้ ซึ่งอย่างน้อยวัฒน์ชัยเชื่อมั่นว่า จะทำให้รายได้รวมทั้งกลุ่มปี 2560 นี้ ทำได้ 2 หมื่นล้านบาทแน่นอน แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายปี 2559 ที่ตั้งไว้ 2.4 หมื่นล้านบาทก็ตาม หากแต่เป้าหมายสำคัญ คือ การที่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวนั่นเอง