‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ อังคาร จันทาทิพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473335

'ระหว่างทางกลับบ้าน' อังคาร จันทาทิพย์

โดย…พริบพันดาว

ในปี 2556 อังคาร จันทาทิพย์ ได้รับรางวัลซีไรต์ในช่วงต้นปี 2560 นี้ เขาจะมีรวมบทกวีนิพนธ์เล่มใหม่หมาด “ระหว่างทางกลับบ้าน” ออกวางจำหน่าย เขาพูดถึงแรงบันดาลใจและที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่า

“ถ้ามีโอกาสได้อ่านรวมบทกวี ‘หัวใจห้องที่ห้า’ คงพอสังเกตเห็นจากคำนำที่บอกเล่าเรื่องราวช่วงก่อนพ่อและแม่จะเสียชีวิต เราออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่รามคำแหงตั้งแต่ปี 2536 ตามประสาคนหนุ่ม ไม่ใช่หลงเมืองหรืออะไรนะ เราเพียงแต่รู้สึกว่าโลกนี้มันกว้างไกล ชวนให้ออกเดินทาง ตระเวนไปโน่นมานี่ แล้วการอ่านหนังสือเยอะขึ้น เดินทางเยอะขึ้นมันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับการเขียนบทกวีในช่วงวัยนั้นอย่างมาก ถ้าไม่มีธุระหรือเทศกาลสำคัญแทบจะไม่ได้กลับบ้าน แต่พอช่วงพ่อป่วย เรากลับบ้านบ่อยมากขึ้น เหมือนถนนของคนหนุ่มโค้งกลับคืนสู่บ้าน เป็นการกลับไปสำรวจบ้านเกิดของตัวเองอย่างจริงจังถ้วนถี่มากขึ้น เราเขียนถึงเรื่องราวอื่นๆ ผ่านบทกวีมาหลายเล่มแล้ว แต่ไม่เคยเขียนถึงครอบครัว ญาติพี่น้อง บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอย่างจริงจังเลย จุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้น”

อังคาร บอกต่อว่า ถ้าลองสังเกตช่วงท้ายๆ ของรวมบทกวี “หัวใจห้องที่ห้า” จะเห็นเรื่องราวเกี่ยวบ้านเกิด เรื่องเล่าเกี่ยวกับภาคพื้นถิ่นอีสานบ้านเราอยู่หลายสำนวน นั่นเป็นช่วงหลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว ทำให้เขาอยากเล่าอยากเขียนถึงความรู้สึกสะทกสะเทือนใจนั้นออกมา

“อย่างในบทกวีชื่อ ‘บ้านไม่มีใครอยู่’ ก็เกิดขึ้นจากความรู้สึกเช่นนั้น ต้องบอกว่าบทกวีเหล่านี้นอกจากจะเป็นภาพจำลองของครอบครัวตัวเองหลังจากเสียเสาหลักแล้ว ยังเป็นภาพจำลองของครอบครัวชาวอีสานในยุคปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเป็นไปด้วย คือ นอกจากสายสัมพันธ์ของคนในแต่ละครอบครัว ชุมชนที่เคยเกี่ยวร้อยกันไว้อย่างแนบแน่นจะขาดหาย หรือเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคสมัยปัจจุบันจะทำให้ระบบความสัมพันธ์แบบเดิมเปลี่ยนไปแล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างโยงใยกันอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่การอพยพของผู้คนในภาคแรงงานเท่านั้น หากแต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบางส่วนมาจากการไหลเวียนข้ามไปข้ามมาของผู้คน ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยี ทุน ซึ่งไม่ใช่การข้ามพรมแดนทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงพรมแดนความเชื่อด้วย เช่นเดียวกับความเป็นเมืองที่รุกเข้าไปในชนบท ขณะความเป็นชนบทก็รุกเข้าไปในเมืองในหลากหลายๆ มิติ ซึ่งอาจจะผลดีและช่วยแก้ไขข้อจำกัดบางอย่างในการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะสร้างปัญหาบางอย่างตามมา คล้ายๆ ภาพของโลกสองใบของอดีตกับปัจจุบัน ความเชื่อเก่าและใหม่ คู่ขนานกัน บางทีก็เหลื่อมเข้ามาอยู่ในกันและกันด้วย

 

“ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่โยงใยกันอยู่อย่างซับซ้อน มันทำให้เราเขียนถึงเฉพาะบ้านของตัวเอง ครอบครัวของตัวเองไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถจะบอกเล่าเรื่องราว ประเด็นเหล่านี้ได้หมด ฉะนั้นการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นในรวมบทกวี ‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ เล่มนี้ จึงเหมือนบ้านแต่ละหลังจำลองประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไปในแต่ละประเด็น อย่างที่บอกไว้ในคำนำว่า หากพ่อ แม่ ลูก ญาติพี่น้อง คือส่วนสำคัญในการยึดโยงโครงสร้างของครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่งหลังก็ย่อมมีนอต ตะปู เหล็ก ไม้ ปูนซีเมนต์ เสาเข็ม หลังคา และอื่นๆ ยึดโยงโครงสร้างบ้านแต่ละส่วนเข้าไว้ด้วยกัน”

แน่นอนในกระบวนการทำงานหลังจากได้รางวัลซีไรต์ ถามว่าเกร็ง มีเปลี่ยนแปลงหรือกดดันมากน้อยอย่างไร? เขาตอบว่า

“ไม่เกร็ง ไม่กดดันครับ เพราะเราคิดอยู่ตลอดระยะเวลาทำงานว่าต้องเขียนให้ได้อย่างที่เชื่อว่างานที่ดีเล่มหนึ่งควรจะเป็น เหมือนที่บอกเล่าไว้ในคำนำนั่นแหละครับว่า ตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะบทกวี ‘บ้านไม่มีใครอยู่’ ซึ่งพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเราเป็นส่วนยึดโยงโครงสร้างสำคัญของบ้านเท่านั้น แต่เราอยากเล่าถึงหลากหลายชีวิตกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากต่างๆ นานา เช่น หญิงมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้ สามีและลูกชายเธอหายไปกับสงครามความรุนแรง, นักอนุรักษ์ผู้ถูกบังคับให้สูญหายจากผืนป่าที่เขาพยายามปกป้อง ลูกเมียยังรอคอยสักวันเขาจะกลับมา, พี่น้องบ้านแตกเพราะเห็นต่างทางความคิด, นักโทษในเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง, ชาวโรฮีนจาอพยพหนีภัยจากยะไข่ กำลังลอยเรือกลางทะเล ไม่รู้จุดหมายปลายทาง, เด็กๆ ผู้คน พลเมืองของประเทศอารยธรรมเก่าแก่อย่างซีเรีย, หญิงกลางคนและลูกสาวผู้ถูกกล่าวหาเป็นปอบ, เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ผู้หลงลืมพิกัดสุสานบรรพชน, เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ผู้กำลังเผชิญวิกฤตกลางภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่เปลี่ยนแปลง, กวีผู้หลงรักแม่น้ำ, ชาวเลที่ถูกรุกพื้นที่ ถูกรื้อถอนบ้าน และสุสานบรรพบุรุษ และอีกมากมายหลายหลากชีวิต”

 

ปืนรณยุทธ อีกสัมผัส ของกีฬายิงปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473328

ปืนรณยุทธ อีกสัมผัส ของกีฬายิงปืน

โดย…กั๊ตจัง ภาพ : สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธ แห่งประเทศไทย

อาวุธอันตราย แต่หลายคนก็อยากสัมผัสกับตัวเอง ยิ่งใครที่ได้ดูภาพยนตร์แอ็กชั่นเป็นประจำก็ต้องอยากลองยิงปืนดูสักครั้ง แต่ครั้นจะยิงเป้านิ่งอย่างเดียวก็คงไม่สนุก ต้องมาลองยิงปืนรณยุทธ IPSC (International Practical Shooting Confederation) ก็จะได้ความรู้สึกถึงการใช้ปืนในสถานการณ์จำลอง ที่ต้องใช้ความแม่นและความรวดเร็วในการเคลื่อนที่

สุวัชช์ รัชตพิบูลย์ นักกีฬายิงปืนรณยุทธ เล่าว่า “การยิงปืนรณยุทธมีจุดเริ่มต้นที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ซึ่งคนอเมริกันส่วนมากมีปืนไว้ป้องกันตัวเกือบทุกบ้านอยู่แล้วก็จับกลุ่มกันคิดเกมการแข่งเดินยิงผ่านจุดต่างๆ และพัฒนามาเป็นกีฬาในที่สุด กีฬานี้เป็นการจำลองสถานการณ์ขึ้นมา มีทั้งเป้านิ่ง เป้าเคลื่อนที่ เป้าตัวประกัน หรือเป้าเหล็ก แล้วแต่ผู้จัดจะจำลองสถานการณ์และสร้างฉากขึ้นมา ซึ่งจะมีทั้งฉากที่ต้องอาศัยความเร็วในการยิง และฉากที่ต้องอาศัยความแม่นยำ หรือฉากที่ต้องใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ เพื่อเพิ่มความท้าทายของนักกีฬา เพราะในการแข่งขันกีฬา IPSC วัตถุประสงค์สูงสุดคือ DVC ซึ่งคือการมุ่งเน้นทักษะการใช้อาวุธปืนโดยให้เกิดความสมดุลระหว่างทักษะสามด้าน คือ Deligentia ความแม่นยำ Vis ความรุนแรง และ Celeritas ความรวดเร็ว

“กติกาของการเล่นก็มีอยู่ว่าผู้เล่นจะต้องเคลื่อนที่ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งยิงที่ตัวเองวางแผนเอาไว้ และจะต้องยิงเข้าเป้าให้ได้อย่างน้อย 2 นัด ซึ่งจะยิงมากกว่านี้ก็ได้ แต่จะนับคะแนนที่ได้สูงสุดเพียง 2 นัดเท่านั้น ส่วนแนวยิงนั้นจะต้องไม่หันปืนเกิน 180 องศาจากแนวยิงเป้า และนิ้วจะต้องออกจากโกร่งไกเวลาเคลื่อนที่ เป็นกฎความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติทุกคนขั้นร้ายแรง

 

“การนับคะแนนนั้นจะนำเอาคะแนนที่ได้แต่ละเป้ามาหารด้วยเวลาที่ใช้ไปก็จะได้เป็นค่าเปอร์เซ็นต์ของสนามนั้น ผู้เล่นจะต้องทำการวางแผนเพื่อที่จะได้ทำการยิงอย่างต่อเนื่องไม่เสียเวลา ต้องอาศัยไหวพริบ การวางแผนในการเล่น จึงเป็นกีฬาที่ต้องแข่งขันกับตัวเองมากกว่าคนอื่น”

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าสมาคมเพื่อมาฝึกได้ทั้งหมด สมาชิกจะต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อป้องกันคนที่มีประวัติไม่ดีเอามาใช้ในทางที่ผิด และทุกคนจะต้องเคารพกฎความปลอดภัยเป็นหลัก หากมีการฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามความผิด เพราะกีฬายิงปืนทุกชนิดเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตผู้คน เรามีระเบียบข้อบังคับ วิธีปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวผู้เล่นเองและผู้อื่น ลองนึกภาพดูว่าหากระหว่างการเคลื่อนที่ผู้เล่นไม่ยอมเอานิ้วออกจากโกร่งไกปืน และพลาดไปเหนี่ยวไกขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น กระสุนอาจจะไปถูกใครในสนามก็ได้ ดังนั้นเมื่อคิดจะเล่นกีฬายิงปืนแล้วความรับผิดชอบก็ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ ด้วยเช่นกัน

ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่สมาคมกีฬายิงปืนรณยุทธแห่งประเทศไทย ซอยอมรพันธ์ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต โทร.02-941-0888 สมาชิกรายปี 1,000 บาท และสามัญตลอดชีพ 5,000 บาท ซึ่งทางสมาคมจะแนะนำสถานที่ฝึกซ้อม รายการลงแข่งขันและคำแนะนำช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้สนใจ

 

หนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม มนต์รัก(ที่)แม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473326

หนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม มนต์รัก(ที่)แม่กลอง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

บทสนทนาของเราผ่านสายโทรศัพท์ ทำให้นึกหน้าตาเจ้าของหนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม ยังไม่ชัดเจนนัก จนเมื่อภาพถ่ายของทั้งสองเดินทางมาถึงมือของเรา สิ่งที่เรารับรู้เกี่ยวกับ หนู-ภัทรพร อภิชิต และ โจ-วีรวุฒิ กังวานนวกุล คือทั้งสองเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนเมือง ที่เลือกจะเปลี่ยนชีวิตโดยทิ้งงานประจำในกรุงเทพฯ และหันไปใช้ชีวิตอยู่บ้านสวนทำงานศิลปะและการเกษตร ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายที่ จ.สมุทรสงคราม พวกเขายอมรับว่าการพึ่งตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใกล้คำว่า พอเพียง

“เราไม่ใช่คนแม่กลอง แต่รักแม่กลอง” สิ่งที่ทั้งคู่บอกเล่ามีจุดเริ่มต้นจากความรักของคนต่างถิ่นสองคนที่มอบให้แม่กลอง ฝ่ายชายหลังได้รู้จักกับชุมชนอัมพวาและเห็นห้องแถวไม้เก่าแก่ริมคลอง เขาก็จับจองเปิดร้านทุ่งนากาแฟเป็นร้านแรกๆ ในตลาดน้ำอัมพวา ขณะที่ฝ่ายหญิงเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง เธอตั้งใจจะเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ เริ่มเดินทางและได้รู้จักร้านทุ่งนากาแฟ หลงใหลเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ ทั้งคู่พบรักกัน ตัดสินใจลงหลักปักฐานในบ้านริมน้ำหลังกะทัดรัด และริเริ่มนิตยสารเล็กๆ ในชื่อ มนต์รักแม่กลอง ทำงานเพื่อชุมชน ใช้ความถนัดและความรักลงไปในงาน บอกเล่าเสน่ห์ของชุมชนผ่านภาพถ่ายและตัวหนังสือ

ค้นพบจึงเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจมาปักหลักที่แม่กลอง ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน? ฝ่ายหญิงตอบเราก่อนว่า “มีอยู่วันหนึ่งเราไปทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วเราขับรถกลับมา เวลาไม่กี่ชั่วโมงโลกของเรามันเปลี่ยนไปเลย ทำไมเราถึงต้องไปเบียดกันในเมืองในเมื่อโลกมันใหญ่มาก เรารู้สึกแบบนี้ เลยตัดสินใจว่าเราก็อยู่ที่นี่ถาวร เราค่อยๆ ตัดความจำเป็นออกไป ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มี เราโตมากับเมืองใหญ่ พอมาอยู่แม่กลองก็เห็นว่าบ้านเมืองมีต้นทุนอยู่เยอะมากเลย มีแม่น้ำ มีวิถีชีวิตที่ดีงาม ก็รู้สึกว่าอยากช่วยรักษา และเกิดคำถามว่าเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยรักษาวิถีที่งดงามที่คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขแบบนี้ ที่นี่ก็ให้ชีวิตที่ดีกับเรา เราอยู่เย็นเป็นสุขที่นี่ ก็อยากทำงานที่เราทำได้ทำเป็น เกิดจากความรักในพื้นดินที่นี่ รักท้องถิ่นที่นี่”

 

ทั้งสองคนใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบตลอดการทำงานมาซื้อที่ดินหนึ่งผืน เนื้อที่ 6 ไร่ ลงแรงสร้างโรงนาเล็กๆ ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ทั้งของตัวเองและนักเรียนรู้อีกมากมายที่ พื้นที่ของหนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม จึงมีทุกแง่มุมให้เรียนรู้ทั้งเกษตรกรรมและศิลปะ โจ เล่าต่อจากแฟนสาวว่า “ช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน จริงๆ แล้ววางแผนไว้เรื่อยๆ ว่าจะกลับคืนไปสู่ชนบทและธรรมชาติ คือไม่ต้องรอเวลาว่าเราพร้อมเมื่อไหร่ เพราะเราก็แก่ได้ทุกวันอยู่แล้ว การที่เรามาทำอาร์ตแอนด์ฟาร์ม มันก็อยู่ในวิถีเพราะเราไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ แต่ไม่ได้ทิ้งจุดเดิมของเรา ยังคงทำในสิ่งที่ถนัดและรัก อย่างเช่น หนูก็เป็นนักเขียน ผมก็ทำงานศิลปะเป็นช่าง พอเราย้ายมาอยู่ที่นี่เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ เราปลูกพืชผัก ไม้ใช้สอย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ตามสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ อยู่ไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงกับที่ว่าเราจะนำผลผลิตไปขายขนาดนั้น และตอนนั้นก็ทำสื่อท้องถิ่นนิตยสารมนต์รักแม่กลอง

ขณะที่สาวคู่ชีวิตของโจ เล่าเสริมว่า หลังจากทำนิตยสารมนต์รักแม่กลองออกมา ทั้งคู่ก็ได้ทุนปัญญาสาธารณะแห่งเอเชีย จากมูลนิธินิปปอนที่มอบให้คนทำงานสาธารณะในสาขาต่างๆ หนูและโจเลือกไปญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเพื่อศึกษากระบวนทัศน์การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยจิตวิญญาณพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น และการท่องเที่ยวยั่งยืน หนึ่งปีที่เดินทางทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การทำชุมชนเข้มแข็ง พร้อมกับการท่องเที่ยวชุมชนที่ก้าวไปกับโลก “เรากลับมานำมาใช้กับแม่กลองก็ยากเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มีบทบาทอะไร ก็ทำได้แค่การทำสื่อ ทำหนังสือพยายามทำในหน้าที่ของเรา ตอนนี้เราหยุดมนต์รักแม่กลองไปก่อน เพราะทำหนังสือก็ใช้ทุนค่อนข้างเยอะ เราทำงานส่วนตัวคือพัฒนาพื้นดินของเรา พยายามจะทำพื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางที่เราเชื่อ คือการใกล้ชิดธรรมชาติ การพึ่งตนเอง ต่างคนต่างมีงานที่เรารัก เราก็ทำงานของเราไปด้วย ควบคู่กันไปด้วย พี่โจก็ทำงานช่าง เราก็เขียนหนังสือ เพราะเราเชื่อว่าวิถีเกษตรเข้าได้กับทุกงานทุกอาชีพ”

ห้องเรียนรู้ของคู่รัก

“สำหรับพี่หนูไม่ได้รู้อะไรมาก่อน เราเป็นคนเมืองมากๆ เรียนวิชาเกษตรก็ตั้งแต่ตอนประถม แต่ที่นี่เหมือนห้องเรียน ทุกวันเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เราไม่รู้อะไรตั้งหลายอย่าง พอเราสนใจ เราจะค่อยๆ ศึกษาและรู้ทีละนิด ค่อยๆ ทำไป ไม่ได้ยากเกินไปถ้าเราสนใจทำอะไรสักอย่าง โง่ก่อนก็ไม่เป็นไร สำหรับสาวคนเมืองอย่างเราเปลี่ยนไปมากเหมือนกัน เราเป็นผู้บริโภค ทำอะไรก็ไม่เป็น พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ ทุกวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ทำ ซึ่งก็ทำอย่างสนุก มีความสุข ไม่ได้กดดันตัวเองว่าจะต้องเก่ง เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไร สิ่งที่เราทำอยู่มันค่อยๆ เปลี่ยนทั้งข้างนอกและข้างในของเรา” ภัทรพร อธิบายถึงสิ่งที่เธอได้พบหลังจากหันหลังให้เมือง

 

เสียงทุ้มของหนุ่มข้างกายเธอ ก็เสริมให้เราเห็นภาพว่า “เราทำสวนผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ มีพื้นที่เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ กบ ปลูกผักกิน ปลูกพืชใช้สอย ไม้ยืนต้น แบ่งพื้นที่อาศัย แกลเลอรี่ด้วย ทำเป็นที่พักอาสาสมัคร และคนเดินทางมาพักแรม ซึ่งเป็นรายได้ของเราอีกทางหนึ่ง ผลผลิตของเรายังไม่ได้สร้างรายได้ แต่แค่ลดรายจ่าย เพราะเราไม่ได้เน้นปลูกเพื่อขาย เราเน้นปลูกเพื่อกิน และนำมาใช้สอย กินไม่ทันก็แบ่งญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน ค่อยๆ ทำแบบช้าๆ ประเด็นที่เราอยากจะบอกคือ เราทำแบบคนไม่มีเงิน และเราไม่ต้องรอที่จะต้องมีเงินด้วย เราสองคนไม่ใช่คนที่มีเงินมาก่อน หรือพ่อแม่รวยมาก่อน ประเด็นของเราคือทำแบบไม่เป็นหนี้ ใช้แรงค่อยๆ ทำไป มีวัสดุต่างๆ ที่มาจากซาเล้ง มีเศษเหล็กที่กองๆ มาใช้สร้างไปเรื่อยๆ จากวัสดุที่เรามี จากข้อจำกัดที่เรามีทุนน้อย จนออกมาเป็นอาร์ตแอนด์ฟาร์มในแบบของเรา”

เชื่อแล้วลงมือทำ

ภัทรพร บอกว่า “เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานภาคเกษตรแบบนี้ การที่เราจะเปลี่ยนวิถีชีวิต ที่จริงแล้ววินัยเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ไม่ใช่ว่าเราเป็นพนักงานบริษัทแล้ววินัยจะสำคัญอย่างเดียวนะ จริงๆ แล้วงานเกษตรเป็นงานที่มีจังหวะและเวลาของมัน ตอนนี้เราก็ยังทำได้ไม่ดี ยังต้องฝึกฝนอยู่เหมือนกัน รู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร ถ้าวันไหนที่ทำแบบนั้นได้ เรารู้สึกว่าจัดสรรเวลาได้ดี เราก็จะทำได้สำเร็จ เป็นสมดุลทุกอย่าง ตอบกันได้หมด ไม่ใช่ว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไป มันก็จะมีปัญหา ก็ค่อยๆ ฝึกเราทุกอย่าง

“เราทุกคนล้วนมีบทบาทในสังคม อยากเห็นสังคมเป็นแบบไหนก็ทำที่ตัวเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องทำในสิ่งเดียวกัน หรือออกจากงานเพื่อกลับไปหาซื้อที่ดิน อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพราะทุกคนคือคนขับเคลื่อนสังคม คนเมืองมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของสังคมมากๆ ถึงเราไม่ใช่ผู้ผลิตแต่เป็นผู้บริโภคที่ดีไหม รับผิดชอบต่อการบริโภคของเราหรือเปล่า เราช่วยส่งเสริมสังคม สร้างสังคมที่เป็นสุขและเป็นธรรมได้ ไม่ได้ทำเอง ส่งเสริมคนที่เขาทำได้ ทุกการกระทำของเราสามารถขับเคลื่อนโลกได้ทั้งนั้น พอเราคิดได้แบบนี้เราก็เปลี่ยนแล้ว หันมาพึ่งตัวเองและค้นพบศักยภาพของตัวเองบ้าง แค่เราทำอะไรทำสักอย่าง โลกของเราก็เปลี่ยนแล้ว”

ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการฝากตลาดนัด Art & Farm ครั้งที่ 2 ในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ที่หนูโจชักชวนเพื่อนพี่น้องมาออกร้านขายของ ช่วยกันขาย ช่วยกันซื้อ ผลงานทำมือ ผลิตผลทางการเกษตร และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างคนซื้อกับคนขาย

 

45 ปีศูนย์เมอร์ซี่ กับความทรงจำของคุณพ่อโจเซฟ ไมเออร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473324

45 ปีศูนย์เมอร์ซี่ กับความทรงจำของคุณพ่อโจเซฟ ไมเออร์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ศูนย์เมอร์ซี่, วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เมื่อถูกขอให้มองย้อนกลับไป บาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ หรือคุณพ่อโจเซฟแห่งเมอร์ซี่ เซ็นเตอร์ (มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล โครงการอุปถัมภ์เด็กบ้านเมอร์ซี่) ก็ทอดสายตาลงที่เบื้องหน้าพร้อมๆ กับผ่อนลมหายใจยาว ดวงตาฉายแววเมตตา ก่อนจะเล่าถึงคืนวันในอดีตของศูนย์เมอร์ซี่ บ้านพักสำหรับเด็กด้อยโอกาส สถานสงเคราะห์เยาวชนแห่งย่านชุมชนแออัดลือนาม “70 ไร่” หรือที่เรียกขานกันมาแต่เก่าว่า สลัมคลองเตย

45 ปีย้อนกลับไป ศูนย์เมอร์ซี่คือหนึ่งในสถานสงเคราะห์แห่งแรกๆ ในย่านที่ได้ชื่อว่าจนที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สลัมคลองเตยที่รวบรวมไว้ซึ่งผู้คนและความทุกข์ยากทุกประเภทความแร้นแค้นและความยากจนทุกชนิด สลัมที่ได้ชื่อว่าหลังคาเกยกันไม่จบสิ้น ผู้คน ความแออัด ความคับข้อง ทุกวันนี้เปลี่ยนไปมากน้อย หากสิ่งหนึ่งที่ยังคงเดิมคือความยากจน ความขาดแคลน กับปัญหามากมายที่สุมทับซับซ้อน

 

“พ่อไม่เคยนึกถึงอดีตนะ พ่อมองไปข้างหน้า แต่ถ้าให้มองย้อนไปจริงๆ สิ่งที่พ่อเห็นคือสิ่งที่พ่อต้องขอบคุณ อันดับแรกคือคนไทย ขอบคุณคนไทยที่อนุญาตให้เราอยู่ในประเทศ ขอบคุณคนไทยที่อนุญาตให้พ่ออยู่ที่นี่”

ปัจจุบันคุณพ่อโจเซฟอายุ 77 ปีแล้ว ท่านเป็นบาทหลวงอเมริกันในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก มาอยู่เมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน จำได้ว่าขณะนั้นอายุเพียง 25 ปี โดยคุณพ่อใช้คำว่า “อ้อ! เบญจเพสพอดีเลย” ในวัยครบเบญจเพสนี้หากเป็นคนไทยเก่าๆ หรือคนไทยโบราณ จะรู้ว่าเป็นวัยเข้าเคราะห์ มักเหตุอาเพศ แต่สำหรับคุณพ่อ เมื่อรู้ว่ากำลังจะถูกคณะสงฆ์ส่งตัวมาอยู่ที่ประเทศไทย คุณพ่อกลับดีใจ ดีใจที่จะได้มาทำงาน หวังใจว่าจะได้ช่วยเหลือผู้ต่ำต้อยหรือผู้ถูกทอดทิ้ง เพราะคุณพ่อเองสมัยที่เป็นเด็ก ก็เคยถูกทอดทิ้งมาก่อนเช่นกัน

 

“โรงเรียนคอกหมู” คือ สถานที่แห่งแรกที่คุณพ่อเข้าไปดำเนินการให้เป็นโรงเรียนขึ้นมา จริงๆ แล้วคือโรงฆ่าสัตว์หรือโรงฆ่าหมูในย่านชุมชนชาวคริสต์ที่ขณะนั้นอาศัยหนาแน่นอยู่ในเขตสลัม เด็กๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ มีการตั้งโรงเรียนวันละ 1 บาท สำหรับเด็กไทยพุทธและเด็กอิสลามที่ยากจน พ่อแม่จ่ายค่าเรียนค่าสอนให้ครูเป็นรายวันแค่วันละ 1 บาท กระนั้นก็ยังถือว่าแพงสำหรับสมัยเมื่อ 40 ปี

ไทยพุทธและไทยอิสลามมีโรงเรียนราคาถูกให้เด็กได้เข้ารับการสั่งสอนอบรม คุณพ่อโจเซฟจึงริเริ่มศูนย์เมอร์ซี่สำหรับเด็กๆ ขึ้นมาบ้าง สมัยนั้นบ้านของครูเองนั่นแหละที่เปิดสอนให้เด็กมาเรียน เช่น ที่บ้านของครูสุณีย์ บ้านของครูสุวเชาว์ บ้านของอิหม่ามที่มัสยิดนูรุ้ลฮิดายาติ้ล (ท่าเรือคลองเตย) สำหรับคุณพ่อโจเซฟใช้โรงฆ่าหมูเป็นห้องเรียน สอนหนังสือเด็กในคอกหมูที่ว่าง เรียกขานกันในตอนนั้นว่าโรงเรียนคอกหมู ต่อมาจึงได้แยกพื้นที่ของโรงเรียนออกจากพื้นที่ของโรงฆ่าสัตว์ เรียกว่า ศูนย์เด็กล็อก 6

“อิหม่ามแกสอนเด็กที่ในบ้าน เก็บวันละ 50 สตางค์บ้าง 1 บาทบ้าง ลูกสาวแกก็ยังมาช่วยสอนอยู่ที่นี่ ครูจำเนียรสอนที่หน้าบ้าน ครูประทีปเมื่อแรกก็สอนในบ้านก่อน การศึกษาของที่นี่คือแบบนี้ บางทีโรงเรียนของเด็กๆ ก็แค่ร่ม 1 อันกับเสื่อที่ปูให้เด็กนั่ง ครูถือร่มไว้”

 

เด็กคริสต์จากเดิมที่ไม่มีสถานที่เรียน ก็เริ่มเรียนกันในคอกหมูก่อน จากนั้นไม่นานช้าก็ขยับขยายไปหาเช่าบ้าน ซึ่งบ้านเช่าที่พระหนุ่มในสมัยนั้นพอจะมีกำลังเช่าได้ก็อยู่ไม่ไกลจากเดิมเลย ก็คือบ้านเช่าที่อยู่บนคอกหมูนั่นเอง คุณพ่อยังจำได้ วันแรกมีนักเรียนมาเรียน 6 คน ฝนตกทีน้ำก็ท่วมคอกหมูที ก้มหน้าก้มตาเรียนกันไปไม่บ่น วันหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า คุณพ่อ! ผมเขียนชื่อตัวเองได้แล้ว

แค่เล่าถึงความหลัง คุณพ่อก็แอบหันหน้าหนีเพื่อซ่อนน้ำตาคลอ คงไม่ต้องนึกว่าในวันที่เด็กคนนั้นเปล่งเสียงตะโกนขึ้นมาจริงๆ จะสร้างความดีใจให้แก่คุณพ่อโจเซฟขนาดไหน คุณพ่อบอกว่า ในทั้งหมดนี้ให้เข้าใจชีวิต คุณพ่อไม่ใช่ฮีโร่ ถ้าเขียนถึงคุณพ่อแบบนี้ คุณพ่อจะหาเรื่องโพสต์ทูเดย์ทันทีเพราะมันไม่ใช่ความจริง หากความจริงก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นพลังที่มาจากตัวเด็กเอง มาจากชาวบ้าน มาจากชุมชน

“ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดคือพลังของสตรี พลังของช้างเท้าหลัง ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด พ่อกำลังหมายถึงซิสเตอร์มาเรีย ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์เมอร์ซี่ จากอดีตถึงปัจจุบันคุณแม่คือหัวใจของเซ็นเตอร์ คือพลังที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ ปัจจุบันคุณแม่มาเรียอายุ 86 ปีแล้ว ยังแข็งแรงและยังเดินไปด้วยกันในสลัม”

 

คุณพ่อโจเซฟกล่าวต่อไปว่า หากในช่วงเริ่มต้นไม่มีคุณแม่มาเรีย หรือรองประธาน ซิสเตอร์มาลินี ฉันทวโรดม ศูนย์เมอร์ซี่คงเดินมาไม่ไกลถึงวันนี้ ได้พูดกับคุณแม่มาเรียในวันนั้นว่า “ผมทำคนเดียวไม่ได้ ซิสเตอร์จะช่วยกันมั้ย ถ้าที่นี่จะมีโรงเรียน” ชาวบ้านเชื่อคุณแม่ เชื่อคนไทยด้วยกัน ชาวบ้านสมัครใจที่จะเชื่อซิสเตอร์มาเรียมากกว่าบาทหลวงหนุ่มอ่อนหัด ชาวบ้านที่ไหนใครเขาจะมาเชื่อ เอ๊ะ พระฝรั่งนี่จะงี่เง่าหรือเปล่า จะเอาจริงหรือเปล่า จะทำร้ายพวกเขาหรือเปล่า

ปัจจุบันศูนย์เมอร์ซี่มีเด็กกินนอนที่ต้องดูแลใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์รวม 150 คน ดูแลเด็กที่พ่อแม่ติดเชื้อ เด็กขาดโอกาส เด็กที่พ่อแม่ติดคุก หมดโอกาสหนทาง เร่ร่อน การดูแลเด็กในเขตพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูงทั้งในเรื่องยาเสพติดและอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย หากคุณพ่อบอกว่า เราคือผู้รับใช้ วางใจไว้อย่างเป็นผู้รับใช้ วางใจไว้อย่างเป็นผู้ต่ำต้อย โดยหลักในเรื่องนี้ก็คือ เราไม่ใช่ตำรวจ แต่เราเป็นครู

เมื่อวางตัวเป็นครู ก็อยู่อย่างครู คิดอย่างครู ไม่ได้คิดอย่างตำรวจหรือสันติบาล เราต้องรู้ว่าเราอยู่ในชุมชน เราต้องถ่อมตัว และเราคือผู้รับใช้ เพราะฉะนั้นเห็นอะไรผิดหูผิดตาก็พึงคิดอย่างถ่อมตน คิดอย่างคนไทย ถ้าไม่ก้าวข้ามเส้นที่เราขีดไว้ เช่น ไม่มาขายยาให้เด็กของเรา ไม่มาขายยาให้เด็กๆ ในพื้นที่ เราก็อาจหลิ่วตาเสียหน่อยหนึ่งได้ ส่งคำเตือนไปบ้าง แต่ไม่ใช่ตรงเข้าฟ้องร้องหรือเข้าจับกุมแบบตำรวจแบบผู้มีอำนาจ

 

“บางทีก็แม่เด็กเองที่เป็นคนขายยา บางทีเด็กก็ไม่ได้เสพแต่ถูกใช้เดินยา เขาให้ 20 บาทก็เอาแล้ว เพราะจะเอาให้ยายไปซื้อข้าว ไม่มีข้าวจะกินกัน เด็กเดินยาเพื่อจะเอาเงินแค่ 20-30 บาท ไปซื้อข้าวมากิน” คุณพ่อโจเซฟ เล่า

ที่เสียใจมากที่สุดในชีวิตการเป็นพระ คือครั้งหนึ่งที่มียายคนหนึ่ง เอาหลานให้ไปเรียนหนังสือบ้าง ไม่ไปเรียนหนังสือบ้าง เอาหลานไปขายพวงมาลัยบ้าง เอาหลานให้คนอื่นจูบเขาบ้าง คุณพ่อโกรธมาก ถึงขั้นลืมตัวด่าว่ายายด้วยถ้อยคำรุนแรงไปอย่างชนิดที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้หลายคำ แต่ต่อมาคือความจริงที่ปรากฏ ยายยากจนมาก สิ้นไร้ไม้ตอก หมดหนทางจะอยู่จะกิน อีกวันนั้นได้ไปขอโทษยาย ยายตอบเบาเหมือนไม่ตอบว่า ไม่เป็นไรหรอก เด็กหลานยายคนนั้นปัจจุบันได้มาอยู่ในความดูแลของเมอร์ซี่

แล้วในสลัมคลองเตยมีอภินิหารมั้ย คำตอบคือมี คุณพ่อย้อนถามคนสัมภาษณ์ว่า เห็นมั้ย? เราเข้าไปในสลัม เราอยู่ในสลัม มีบ้านกระต๊อบหลังเล็กๆ เป็นโรงเรียน รั้วไม่มี กำแพงไม่มี ฝาห้องก็แค่ผลักไปเบาๆ มีครูผู้หญิง 3-4 คนยืนสอนหนังสือเด็กเล็กๆ อยู่ในนั้น ผู้หญิงทุกคนคือความสวย คุณพ่อบอกว่าพ่อไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่

 

“ผู้หญิงทุกคนคือความสวย แต่ไม่ได้โดนข่มขืน ทำไมไม่โดนข่มขืน เพราะทุกคนช่วยป้องกันเรา ชาวบ้านช่วยดูแลเรา เพราะเราสอนลูกหลานของพวกเขาให้มีความรู้ ดูแลลูกหลานของพวกเขาให้มีอนาคต ไม่มีใครทำอะไรเรา อยู่ที่นี่มา 40 ปี ไม่เคยมีครูโดนข่มขืน นี่ล่ะ! ไม่ใช่พ่อ แต่คือชาวบ้าน อภินิหารคือชาวบ้าน”

กลุ้มใจแต่ไม่ใช่ตามยถากรรม การแก้ปัญหาคือการศึกษา มนต์ที่ท่องบ่นทุกคนของที่นี่ คือ “Go to School” ไปโรงเรียนๆๆๆๆๆ และไปโรงเรียน ทุกอย่างใช้การศึกษานำ ทุกอย่างใช้การศึกษาแก้ การศึกษาสำคัญ คุณพ่อมองตัวเองเป็นหน่วยของศาสนา ที่มีหน้าที่ต่อหน่วยของชาวชุมชน มีหน้าที่ต่อเด็กๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นมีทางแก้ทางเดียวคือไปโรงเรียน การศึกษาจะทำให้คนจนมีโอกาส ไม่มากก็น้อย ไม่น้อยก็น้อยที่สุด แต่ไม่ว่าจะน้อยแค่ไหน คุณพ่อก็ขอเสี่ยง เพื่อโอกาสที่น้อยยิ่งกว่าน้อยนั้น

“ไปโรงเรียนเพื่อโอกาสที่ดีขึ้น อ่านออกเขียนได้ ดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบในสิทธิและหน้าที่ของตัว เมอร์ซี่ดูแลช่วงปฐมวัยเพราะถือว่าสำคัญ สำหรับคนจนและเด็กจนๆ ถ้าผ่านจุดนี้หรือวัยนี้ไป จะไม่ทันการณ์เพราะที่สุดแล้วเด็กจะถูกกันออกจากระบบ เด็กจะเลยออกไปจากระบบ จนไม่อาจกลับมาอีก กลายเป็นคนนอกที่ไม่มีโอกาส”

ปัจจุบัน เมอร์ซี่ เซ็นเตอร์ ช่วยเหลือเด็กและชุมชนแออัด ทั้งด้านการศึกษา การช่วยเหลือครอบครัว ด้านสุขอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ ด้านสิทธิเด็ก การปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ รวมถึงผู้ใหญ่และเด็กติดเชื้อ ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเชื้อเอชไอวี มีการจัดบ้านพักสำหรับเด็กกำพร้า เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่มาจากการค้ามนุษย์ เด็กที่ถูกส่งตัวมาจากศาล ที่นี่ยังมีศูนย์เด็กปฐมวัยสำหรับเด็กเล็กและโรงเรียนยานุส คอร์ซัคแห่งเอเซียอาคเนย์สำหรับเด็กนอกระบบ ฝึกทักษะอาชีพและจัดการศึกษาแบบ กศน.

 

ไม่เฉพาะเด็กยากจนใน กทม. ทั้งในชุมชน 70 ไร่ และในชุมชนแออัดอีกหลายแห่ง ความช่วยเหลือของศูนย์เมอร์ซี่ยังรวมไปถึงการอนุเคราะห์แก่เด็กเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เด็กชาวมอแกน โครงการการศึกษาครอบคลุมถึงการให้การศึกษาแก่เด็กขาดโอกาสตามไซต์งานก่อสร้าง ปัจจุบันมีการสนับสนุนศูนย์เด็กแคมป์ก่อสร้างจำนวน 9 แห่ง โดยตลอดระยะเวลา 45 ปีจนปัจจุบัน ศูนย์เมอร์ซี่อนุเคราะห์และให้การช่วยเหลือเด็กไปแล้วจำนวนกว่า 5 หมื่นคน

สายลมพัดผ่านกองขยะ ความทุกข์ของคุณพ่อโจเซฟ เอช ไมเออร์ ถ้ามีก็มลายหายไปสิ้นด้วยรอยยิ้มของเด็กๆ ถ้ามีก็มลายหายไปได้ด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ หายใจเข้าคือเกิด หายใจออกคือตาย ทุกศาสนาสอนเหมือนกันคือการเป็นผู้รับใช้ในคุณความดี “ไม่เป็นไร” เสียงของยายที่เอาหลานไปให้คนอื่นจูบลอยแว่วมาในสายลมและห้วงคำนึง ถามคุณพ่อว่า จบหรือยัง เรื่องเล่าจากเมอร์ซี่

คุณพ่อโจเซฟยิ้มน้อยๆ ก่อนจะบอกด้วยรอยยิ้มปรานี เรื่องเล่าจากเมอร์ซี่ไม่มีวันหมด และคุณพ่อเองก็ไม่มีวันจะจากไปไหน หากเบื้องบนยังอนุญาต หากคนไทยยังอนุญาต หากชาวชุมชนยังอนุญาต คุณพ่อก็จะขออนุญาตอยู่และทำงานที่ชุมชน 70 ไร่ ต่อไป ศูนย์เมอร์ซี่จะอยู่ที่สลัมคลองเตย…ตราบเท่าลมหายใจ…โจเซฟ เฮนรี ไมเออร์

มาช่วยกันสนับสนุนเด็กๆ ที่ศูนย์เมอร์ซี่

ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 57 บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 046-2-79042-2 ชื่อบัญชี มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล

ธนาคารธนชาต สาขากล้วยน้ำไท บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 493-6-01998-5  ชื่อบัญชี มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล

 

ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ – ปวารา อภิลพูลลาภ ขั้วเหมือนที่ดึงดูดกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473197

ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ - ปวารา อภิลพูลลาภ ขั้วเหมือนที่ดึงดูดกัน

โดย…สมแขก ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่สองสาวที่นิสัยแสนจะเหมือนกันคบหาผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทั้งฤดูรัก ฤดูร้าว ของกันและกันมาหลายปีดีดัก เรากำลังพูดถึงนักแสดงสาว หยก-ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ และ นุคนิค-ปวารา อภิลพูลลาภ ที่สนิทซี้จนกลายเป็นหุ้นส่วนในหลายเรื่องในชีวิต และล่าสุดเธอสองคนก็ลงทุนทุบกระปุกร่วมลงขันกันเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น Sushi Otaru ที่อารีน่า 10@ ทองหล่อ 10 ไปหมาดๆ นี่ก็เพราะชอบตระเวนกินอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ทั้งคู่จึงอยากมีร้านของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของมิตรภาพ 10 ปี เกิดขึ้นง่ายมากเหมือนมองตาก็ปิ๊งกัน นั่นเพราะนิสัยที่ห้าว ตรง โผงผาง เปิดเผย การเจอกันครั้งแรกของสองสาวจึงต่อกันติดทันที และแม้ในระยะแรกที่ยังไม่ได้สนิทสนมกันขนาดเข้านอกออกในบ้านกันและกันได้ แต่ด้วยชะตาที่ต้องกัน ทำให้การเจอะเจอกันในครั้งต่อๆ มา ก็ค่อยๆ สร้างสัมพันธ์ที่ดีและยืนยาวมาจนถึงวันนี้

 

เมื่อ ‘นุคนิค’ สาวรุ่นพี่ พูดถึง ‘หยก’ เพื่อนซี้รุ่นน้อง

“กับหยกเรารู้จักกันเพราะว่าเพื่อนของนุคนิคแนะนำให้รู้จักกัน น่าจะประมาณสิบกว่าปีที่แล้วเลยค่ะ ตอนแรกเราเห็นหน้าน้องก็เออ…ถูกชะตา ถึงมันจะหน้าเหวี่ยงนิดๆ มันเหมือนมีเคมีบางอย่างที่บอกว่าไอ้คนนี้น่าคบ และพอเราสังเกตก็เห็นว่า เอ้ย! น้องคนนี้มันนิสัยคล้ายๆ เรา คือเราสองคนชอบอะไรคล้ายๆ กัน ในแนวทางของผู้หญิงแบบสาวๆ ที่เขาคบกันได้ แต่มุมต่างมีไหมก็มี แต่เรามารู้ลึกรู้จริงเมื่อคบกันไปสักพักแล้ว (หัวเราะ) แต่นิสัยโดยรวมแล้วเราเหมือนกัน จะว่าแมนก็แมนในความตรงไปตรงมา ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ถูกใจอะไรก็บอกก็เตือนกันตรงๆ ทำให้เราไม่ค่อยมีอะไรทะเลาะกันเท่าไร

“หยกเป็นคนตรงๆ มีอะไรตรงๆ เราไม่ได้เจอกันบ่อย แต่เจอทีไรก็ต่อกันติด ความต่าง เราชอบกันเลย เจอกันทุกครั้งก็พูดคุยเล่นกันได้ เราไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่มีช่วงไม่ได้เจอกัน เราอัพเดทชีวิตกันก็ต่อเมื่อมาเจอกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะเล่าพรั่งพรูออกมา เป็นยังไง มีหนุ่มไหม ถามถึงครอบครัว เราก็ไปบ้านเขาบ่อย คุณแม่ชอบทำกับข้าวให้กิน ส่วนตัวเขาเองก็เป็นน้องที่มีน้ำใจ และมีอะไรก็คุยได้ บอกได้ ไม่ดื้อ (หัวเราะพร้อมกับเสียงแทรกของหยกว่าดื้อเงียบ) แต่โดยรวมแล้วเขาจะรับฟังคำตักเตือนของเรา และต่างฝ่ายต่างรับฟังกันทำให้ไม่เคยมีเรื่องเคืองใจกันเลย”

เมื่อถามถึงช่วงที่อีกฝ่ายมีมรสุมข่าวคราวเรื่องความรัก นุคนิค ตอบว่า “เราถือเป็นคนหนึ่งที่รู้เห็นในความรักครั้งนั้นของเขาตั้งแต่เริ่มต้น พอรู้ข่าวก็ต้องเป็นห่วงตามประสาคนที่ใกล้ชิดกัน แต่ช่วงที่เขาเจอปัญหาจริงๆ เราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เขาต้องตัดสินใจเอง นุคแค่ให้กำลังใจ เพราะเราก็อยากให้เขาได้คิดด้วยตัวเอง ซึ่งความเป็นห่วงอาจจะมีถามไถ่จากคนรอบข้างและส่งกำลังใจบ้าง เราจะรอให้เขาเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงจิตใจของเขาเอง เราก็ค่อยนัดเจอกัน หลังจากนั้นก็จะชวนเขาไปปฏิบัติธรรมมาตลอด เพราะเราอินสายนี้ แต่เขาก็ยังไม่พร้อม สุดท้ายเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็ชวนได้สำเร็จ เขายอมมาแค่หนึ่งวันก็ดีใจมาก (ลากเสียงยาว) คือเราอยากเห็นภาพนี้มานานแล้ว (หัวเราะ)”

 

‘หยก’ เปิดใจอะไรทำให้รัก ‘นุคนิค’

“ตอนที่พี่นุคชวนมาทำร้านโอตารุ เราก็ตกลงทันที เพราะหนึ่งอยากมีธุรกิจอาหาร และสองพี่นุคเคยมีประสบการณ์และเราเชื่อใจกัน เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกันในระยะยาว สิ่งที่ทำให้เรารักเขาเลยคือ เราสองคนเป็นคนห้าวๆ เหมือนกัน ชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็บอกกันตรงๆ ไม่แอ๊บ ไม่เสแสร้ง คนที่มันคลิกกัน ต่อให้เจอกันหรือไม่เจอกัน พอมาเจอกันอีกครั้งก็จะต่อกันติดทันที หยกกับพี่นุคก็เหมือนกัน เจอกันนี่โผกอดไม่อายฟ้าอายดิน (หัวเราะ) มีความกรี๊ดกร๊าด เพราะเราไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน เลยคุยกันได้ และโชคดีที่ว่าเวลาเราคุยงานกันหรือธุรกิจกัน แนวคิดของเราสองคนจะไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรขัดแย้ง หรือมีอะไรขัดนิดหน่อยเราก็จะจูนกันได้เร็ว

“พี่นุคเป็นคนง่ายๆ สบายๆ กับพี่กับน้องนะ เป็นคนแบบห่วงใยเรา มีอะไรก็เตือนตลอด หยกเป็นคนชอบคนตรง ไม่ชอบคนมีลับลมคมใน เราชอบที่เขาบอกเขาเตือน เพราะเราเคารพเขาเป็นพี่สาว ซึ่งเราเห็นแล้วว่าตลอดเวลาที่คบกันมาเขามีแต่ความหวังดีให้เรา” เมื่อถามถึงความเป็นห่วงซึ่งกันและกัน มีเสียงหัวเราะจากสองสาว ก่อนที่หยกจะบอกว่า “นอกจากสุขภาพของเจ้แล้ว ในมุมของหยก หยกเป็นห่วงพี่นุคเรื่องชีวิตคู่ เพราะว่าพี่สาวของเรายังโสดอยู่ แม้จะมีหนุ่มๆ เข้ามาบ้าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ก็มีผลัดกันสกรีนให้บ้าง ก็ปลอบใจกันว่าสุดท้ายก็มาเองแหละ (หัวเราะ)”

“สิ่งสำคัญที่ทำให้มิตรภาพของเรานานขนาดนี้ ข้อหนึ่งคือความจริงใจ เวลาหยกมองหน้าคน เราจะเห็นในแววตาเลยว่าใครจริงใจ ใครเฟก คือถ้าเราให้ใจเขา เขาสัมผัสได้ เขาก็จะให้ใจเรามา แต่หยกไม่ได้ให้กับทุกคน เพราะเราก็เชื่อในเซนส์ของตัวเองด้วย บางคนก็มีเหมือนกันที่เราให้แค่ 50-50 หรือบางคนให้ 70 เหลือไว้ 30 แต่ที่เราเปิดใจให้เต็มร้อยมีน้อยมากๆ ซึ่งพี่นุคก็คือคนนั้น

แต่สิ่งที่หยกยังไปไม่ถึงเขาก็คือพี่นุคเป็นสายธรรมะจริงจัง ล่าสุดเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาเขาชวนเราไปภาวนา ก็ไปนะ เขาดีใจมาก (ยิ้ม) คือเป็นคนแรกที่ชวนเราไปภาวนาแล้วเราไป คือปกติเราทำบุญ ทำทาน ไหว้พระ เป็นเรื่องปกติ แต่เราคิดว่าจิตเรานิ่งไม่พอที่จะไปทำสมาธิ ไปปฏิบัติธรรม คือต้องใช้ใจล้วนๆ ซึ่งหยกสติยังแตกอยู่ คิดว่าไม่สำรวมได้ขนาดนั้น แต่เขาเป็นคนแรกที่ดึงหยกไปได้ ถึงจะเป็นการเจริญภาวนาแค่หนึ่งวันเขาก็ดีใจมาก เพราะปกติหยกติดโทรศัพท์ ทีนี้ไปวันนั้นเหมือนดัดนิสัย เอาเข้าจริงๆ วิธีการและบรรยากาศก็พาเราให้สงบได้ ซึ่งเราก็ทำได้จริงๆ”

 

เอกภาสน์ เตพละกุล อยากทำเพื่อประเทศต้องลงมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473196

เอกภาสน์ เตพละกุล อยากทำเพื่อประเทศต้องลงมือ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ความชอบในสิ่งเล็กๆ บางอย่าง สำหรับบางคนแล้วก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่สำหรับบางคนกลับนำความชอบมาเป็นแรงผลักดันไปสู่การสร้างฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

เอกภาสน์ เตพละกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท สกายเวนเจอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความชอบ มีฝัน แล้วลงมือทำจนสำเร็จ แทนที่จะปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นหายไปในอากาศ เพราะเอกภาสน์ มีแนวคิดว่า “ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ เราอย่ารอช้า ต้องลงมือทำ ทำไม่เป็นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือคุณทำรึเปล่า เพราะคนเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา”

จากการมีแนวคิดเช่นนี้เอง เมื่อบวกกับความชื่นชอบสร้างเมือง ต่อรถไฟ จากของขวัญเมื่อวัยเยาว์ 20-30 ปี ก่อนที่คุณพ่อซื้อมาให้เล่น และความต้องการอยากให้เมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวสักแห่งที่คนทั้งครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ โดยได้ทั้งความบันเทิงและสาระ ในที่สุดจึงลงทุนลงแรงจนสร้างฝันสำเร็จเปิดตัว

 

“สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์” เมืองจำลองย่อส่วนอัตรา 1:87 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ชั้น 2 เกตเวย์ เอกมัย ติดกับไฟลท์ เอ็คซพีเรียนซ พื้นที่ให้คนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์เสมือนเป็นนักบิน ซึ่งเอกภาสน์ก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเช่นกัน

เอกภาสน์ เล่าว่า ความคิดอยากทำแหล่งท่องเที่ยวประเภทสาระบันเทิง (เอ็ดดูเทนเมนต์) ในเมืองไทย เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีก่อน จุดเริ่มต้นมาจากเวลานั้นผมเริ่มมีลูก 2 คน จึงเริ่มหาสถานที่ที่จะพาลูกๆ ไปเที่ยว ซึ่งในเมืองไทยพอมีบ้าง แต่พอไปแล้วลูกๆ รู้สึกสนุกสนาน ส่วนพ่อแม่อาจไม่ได้รู้สึกสนุกสนานร่วมด้วยเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยได้ ทำให้เกิดความคิดว่า น่าจะมีสถานที่ที่คนในครอบครัวไปสนุกสนานร่วมกันได้ทั้งหมด

เวลานั้นก็ไปค้นหาสถานที่อยู่หลายประเภท ทั้งเกมเซ็นเตอร์ ซิมูเลเตอร์รถแข่ง แทรมโพลีน เกมเลเซอร์ รวมถึงเมืองจำลอง ไปดูมหกรรมขายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ในสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายก็ได้ไปที่เมืองจำลอง ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งเปิดมาประมาณ 10 ปีแล้วก็มองว่าเมืองจำลองน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์เรื่องเอ็ดดูเทนเมนต์ได้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้เข้าชมสูงถึงปีละ 1 ล้านคน จึงตัดสินใจว่าจะทำเมืองจำลอง

 

ช่วงแรกที่ตัดสินใจได้แล้วเคยไปเจรจากับทางผู้ที่เป็นเจ้าของเมืองจำลองในเมืองฮัมบูร์กเพื่อขอซื้อแฟรนไชส์มาทำในไทย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ในที่สุดจึงตัดสินใจว่าจะทำเมืองจำลองขึ้นมาเอง ซึ่งความท้าทายสำคัญที่รออยู่ข้างหน้าก็คือ ไม่มีผู้ให้คำแนะนำว่าการสร้างเมืองจำลองต้องทำอย่างไร ประกอบกับในประเทศไทยไม่มีบุคลากรที่เคยทำแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้มาก่อน ซึ่งการสร้างเมืองจำลองย่อส่วนต้องใช้ทักษะสูง ความมุมานะก็ต้องสูง รายละเอียดในการทำก็มาก

ในประเทศไทยนั้นมีคนที่สร้างเมืองจำลองย่อส่วนเป็นงานอดิเรกอยู่บ้าง พอให้ไปหาความรู้จากคนเหล่านี้ได้ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถสร้างทุกอย่างในเมืองจำลองได้ด้วยตัวเอง บางอย่างจะต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง อีกทั้งค่าตัวยังแพงมาก ดังนั้นจึงหันกลับมาเริ่มสร้างคนและทำเมืองจำลองย่อส่วนให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ระหว่างหาทีมงานก็ไปเจอกับอาจารย์ชาติขจร เลิศสวัสดิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงนำเสนอโครงการนี้ไปและได้อาจารย์มาร่วมงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการผลิต สร้างสรรค์เมืองนี้ขึ้นมา

“อุปสรรคในการสร้างสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ มีเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนและเรื่องการหาวัตถุดิบอุปกรณ์ ต่อมาเป็นเรื่องของเงินทุน เพราะวัตถุดิบราคาสูง ปัญหาคือความเร็วในการทำงานทำเร็วมากไปก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้เวลาสร้างกว่า 2 ปีจึงจะเสร็จ ซึ่งระหว่างก่อสร้างก็มีคนบอกว่าเราไม่มีทางทำเสร็จได้ แต่เราก็ทำได้จนเสร็จตามวันที่เราบอกเอาไว้ เลยรู้สึกภูมิใจที่ทำได้ ดีใจที่เด็กๆ จะเดินเข้ามาดูได้เสียที” เอกภาสน์ กล่าว

 

ทั้งนี้ สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เกิดขึ้นได้จากทีมงานกว่า 50 คน และกล่าวได้ว่าที่นี่คือเมืองจำลองฝีมือคนไทยแท้ก็ได้ ถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความสามารถที่จะทำเมืองจำลองได้ สิ่งสำคัญมาจากทีมงานทุกคนมีความมุ่งมั่นสูงมาก เชื่อในสิ่งที่ทำว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและสังคมไทย พอมีความเชื่อร่วมกันแบบนี้จึงทำงานได้แบบไม่มีการมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผม เป็นหน้าที่คุณ เวลางานหมดก็กลับบ้าน แต่ทุกคนมาเช้ากว่ากำหนดเวลางาน กลับดึกกว่ากำหนด ทำแบบไม่มีบ่น โดยเฉพาะคนที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสร้างจนมาถึงวันนี้

เอกภาสน์ ระบุว่า ที่มาของการตั้งชื่อเมืองจำลองย่อส่วนว่า สแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ มาจากการให้โจทย์กับนักเขียนการ์ตูนให้ช่วยสร้างเรื่องราว สร้างตัวละครมาเล่าเรื่องราวในเมืองจำลองย่อส่วนนี้ ซึ่งพอเล่าแนวทางเรื่องราวที่ต้องการไป นักเขียนการ์ตูนก็หยิบชื่อลูกชายของเอกภาสน์ คือ สแตนลีย์ มาเป็นตัวละครหลัก

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า การผจญภัยของหนุ่มน้อยสแตนลีย์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณปู่ของเขาได้เล่าถึงสมบัติล้ำค่าที่เคยเก็บซ่อนไว้ในโลกแห่งนี้ สแตนลีย์จึงออกเดินทางตามหาสมบัติเหล่านั้น ซึ่งระหว่างทางก็ได้พบกับเพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายผ่าน 11 โซนแห่งความสุขและความมหัศจรรย์ในเมืองจำลองย่อส่วน

 

ได้แก่ 1.เมืองแห่งทรัพยากรที่เป็นต้นกำเนิดชีวิต ซึ่งรวบรวมทรัพยากรจำเป็นไว้ที่นี่ รวมถึงเขื่อนฮูเวอร์ แดม ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นที่สุดในวิศวกรรมโลก รวมทั้งเหมืองแร่ดีบุกที่แปรรูปเป็นของใช้ โซนก่อสร้างที่จำลองให้เห็นขั้นตอนการทำงานของช่างก่อสร้างและเหมืองแร่ทองคำ 2.เมืองเกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ เต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้าเขียวขจี การใช้ชีวิตแบบปลูกสวนผัก ผลไม้ ทำฟาร์มสัตว์ ผลิตไฟฟ้าจากแรงลม มีไฮไลต์เด็ดเป็นกังหันลมที่ทำด้วยฝีมือช่างไทย

3.เมืองแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรม แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ อเมริกาและยุโรป ฝั่งอเมริกาจะสะท้อนภาพเมืองที่แข็งแรงเรื่องแนวคิดการใช้งาน การออกแบบง่าย ไม่หวือหวา ส่วนฝั่งยุโรป จะสะท้อนเรื่องการออกแบบวิจิตรงดงาม 4.เมืองแห่งจุดเริ่มต้นของการคมนาคมและความบันเทิง โดยเมืองนี้รถไฟเป็นพระเอก มีไฮไลต์เป็นราวด์ เฮาส์ โกดังเก็บรถไฟที่หาชมยาก พร้อมทั้งสวนสนุก คอนเสิร์ต และสนามบอล

5.เมืองแห่งทะเลทรายที่ร้อนระอุ ประกอบด้วยคาราวานพ่อค้ากลางทะเลทราย มีโอเอซิสจำลอง พร้อมสวนสัตว์ 6.เมืองแห่งท้องทะเล มีไฮไลต์เป็นเรือเก่าแก่ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก 7.ถ้ำแห่งกาลเวลา ที่จะได้พบกับสิ่งแปลกพิสดารที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย 8.เมืองท่าสีขาว โดยจะปกคลุมด้วยหิมะทั่วเมือง ได้เห็นความน่ารักของสัตว์ขั้วโลก พร้อมกระเช้าลอยฟ้าขยับได้จริง และเครนยกตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำงานเสมือนจริงร่วมกับเรือสินค้าขนาดใหญ่

 

9.สนามบินไร้ขอบฟ้า ถือเป็นจุดสำคัญที่สุดในสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นเมืองแห่งการพบพาและจากไป ได้เห็นฉากความซาบซึ้งเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ บนโซนนี้ พร้อมทั้งเห็นความอลังการของการทะยานขึ้นและลงจอดของเครื่องบินสายการบินมากกว่า 30 ลำ รวมถึงเครื่องบินเจ็ตของทหาร พร้อมโชว์ระบบการจัดการสนามบินอย่างละเอียด

10.ย่านธุรกิจพันล้าน สะท้อนความรุ่งเรืองของย่านธุรกิจและแสดงตึกระฟ้าโด่งดังในโลก สะท้อนภาพย่านชุมชนแออัด เพื่อให้ได้ศึกษาวิถีชีวิตคนเมืองแบบครบถ้วน ได้เห็นนสังคมเดียวกันที่มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันสิ้นเชิง และ 11.เมืองไท้ยไทย ที่นำเอาจุดสำคัญในประเทศไทยมารวมไว้บนโต๊ะนี้ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จตุจักร ตลาดน้ำ

เอกภาสน์ กล่าวว่า ถ้าเป็นคนทั่วไปที่มาเที่ยวชมสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ น่าจะใช้เวลาเฉลี่ย 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นช่างภาพอาจจะใช้เวลาขั้นต่ำกัน 4 ชั่วโมง เพราะช่างภาพน่าจะชอบกับการได้รูปเมืองจำลองย่อส่วนแบบเต็มที่ โดยหวังว่าจะมีคนมาเยี่ยมชมที่แห่งนี้ 1 แสนคนในปีแรกหลังเปิดให้บริการ และกลายเป็น 4 แสนคน/ปี ภายใน 3 ปีข้างหน้า สำหรับการเข้าชมเมืองนี้จะเปิดให้เข้าได้ 10.00-20.00 น. ทุกวัน ค่าเข้าชมสำหรับเด็ก ความสูง 80-130 เซนติเมตร อยู่ที่ 450 บาท ผู้ใหญ่ 650 บาท

เมืองจำลองย่อส่วนแห่งนี้จะมีการปรับปรุงส่วนต่างๆ อยู่เรื่อยๆ โดยทุกๆ วันจะมีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ตามโซนต่างๆ โดยหลังจากนี้ก็จะรอฟังความคิดเห็นของผู้ที่เข้ามาชมเมืองจำลองย่อส่วนแห่งนี้ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในเมืองแห่งนี้เพื่อนำมาปรับปรุง

ท้ายนี้ เอกภาสน์ ฝากไว้ว่า หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะเอ็ดดูเทนเมนต์ในไทยมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ของกลุ่มครอบครัวได้ดี เด็กไทยจะได้ประโยชน์ไปด้วยนอกเหนือจากการได้รับความบันเทิง

การสร้างสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ นอกจากทำให้ประเทศไทยเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขึ้นมาแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่เหนือไปกว่าคือสแตนลีย์ มินิเวนเจอร์ เป็นเครื่องหมายที่สะท้อนความสามารถของคนไทยได้ดีว่า ถ้ามีความพยายาม ตั้งใจทำ และลงมือจริง ในที่สุดก็จะสำเร็จได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม

 

ทีวีดิจิทัลกัดฟันสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471073

ทีวีดิจิทัลกัดฟันสู้

อาร์เอสเผยทีวีดิจิทัลปีหน้ายังแข่งดุแม้ต้นทุนสูง จับตาช่องไม่พร้อมสู้มีเพิ่ม พร้อมลุ้นเศรษฐกิจปีหน้าฟื้น

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจทีวีดิจิทัลในปี 2560 คาดว่าจะยังคงมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง แม้ว่าต้นทุนในการดำเนินธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังคงต้องมีค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นค่าคอนเทนต์ ค่าใบอนุญาต ค่าเช่าโครงข่าย ค่าบุคลากร ค่าผลิตรายการหรือค่าลิขสิทธิ์ซื้อรายการ ซึ่งจากค่าใช้จ่ายที่สูงดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่าช่วงปลายปี 2559 มีกลุ่มทุนใหญ่ที่เข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มทีวีดิจิทัลบางช่อง

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากตลอดทั้งปี 2559 ที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องใช้งบประมาณด้านตลาดด้วยความระมัดระวัง ซึ่งจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นทำให้รายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากเม็ดเงินโฆษณายังไม่ฟื้นเต็มที่ เห็นได้จากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาของ เอจีบี นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ระบุว่า ภาพรวมโฆษณา 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) มีการขยายตัวติดลบอยู่ที่ประมาณ 12.49%

อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อว่าแนวโน้มภาพรวมของทีวีดิจิทัลและอุตสาหกรรมโฆษณาในไตรมาสแรกของปี 2560 น่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในขณะนี้ค่อยๆ ฟื้นตัวจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการต่างๆ ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองมีความผ่อนคลาย ทำให้บริษัทต่างๆ เริ่มกลับมาใช้งบโฆษณาเพิ่มขึ้น

“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าช่องไหนมีกำลังพร้อมจะสู้ พร้อมจะขาดทุนได้เท่าไหร่ ช่องไหนพร้อมจะยอมแพ้ หรือพร้อมจะถอดใจเมื่อไหร่ ถ้ามองในมุมผลประกอบการอย่างเดียวพอจะได้คำตอบอยู่ เพราะเม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถทำเรตติ้งติดอันดับต้นๆ” นางพรพรรณ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของช่อง 8 นับจากนี้ ยังคงทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง แต่ยังคงจุดยืนของช่อง คือ นำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยแต่ละคอนเทนต์ต้องแข็งแรงและทำงานได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้แต่ละช่วงวันแต่ละรายการมีฐานผู้ชมกลุ่มหลักชัดเจน และจากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวจึงทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบมากนัก

นางพรพรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนปีหน้าช่อง 8 ยังคงเน้นการทำตลาดใน 3 คอนเทนต์หลัก คือ ละคร ข่าว และมวย โดยในส่วนของคอนเทนต์มวยถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถทำเรตติ้งทะยานขึ้นมาอยู่เป็นอันดับ 1 ได้ภายในระยะเวลารวดเร็ว ล่าสุดบริษัทได้มีการเพิ่มคอนเทนต์ข่าวด้วยรายการ “ปากท้องต้องรู้” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00 น.เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายชาวบ้าน

 

สนุกฯรีแบรนด์เทนเซ็นต์ ลุย 3 แพลตใหม่ปั้นแอพ-วิดีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 06:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/471071

สนุกฯรีแบรนด์เทนเซ็นต์ ลุย 3 แพลตใหม่ปั้นแอพ-วิดีโอ

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง เทนเซ็นต์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม สนุก ออนไลน์ ประกาศรีแบรนด์ในไทยครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ภายใต้วิสัยทัศน์สร้างแพลตฟอร์มด้านคอนเทนต์และบริการใหม่ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น พร้อมกับเพิ่มอรรถรสการฟังไปสู่ฟีเจอร์ของการรับชมผ่านทางวิดีโอ

กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตแบบครบวงจร กล่าวว่า บริษัทได้รีแบรนด์ชื่อบริษัท สนุก ออนไลน์ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เทนเซ็นต์ ภายใต้วิสัยทัศน์ สร้างแพลตฟอร์มด้านคอนเทนต์และบริการ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคออนไลน์ ทั้งในไทย และจะทยอยเปลี่ยนชื่อบริษัทในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง พร้อมกับวางแผนรุกขยายธุรกิจผู้ให้บริการคอนเทนต์บนอินเทอร์เน็ตในตลาดอาเซียน อาทิ สปป.ลาว และกำลังพิจารณาไปยังเมียนมา

ทั้งนี้ การให้บริการคอนเทนต์ผ่าน 3 แพลตฟอร์มหลัก บริษัทจะลงทุนปี 2560 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 ประกอบด้วย 1.แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ข้อมูล ข่าวสาร สาระ บันเทิง บนเว็บไซต์สนุก ดอทคอม มีผู้เข้ามาใช้บริการเดือนละ 36 ล้านคน ซึ่งก่อนหน้าก็มีแอพพลิเคชั่นสนุกให้สามารถดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์ และเพลย์สโตร์ แต่ปีหน้าเปิดแอพพลิเคชั่นใหม่ นิวส์อัพ นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร กระแสโซเชียลมีเดีย สำหรับกลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่ หรือกระทั่งคนที่เชื่อมต่อกับสังคมอยู่ตลอด

“คอนเทนต์ของเว็บไซต์สนุก ดอทคอม ในปีหน้าเน้นเป็นเว็บไซต์แห่งการเรียนรู้ รองรับกับพฤติกรรมของคนไทยที่ต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง การนำเสนอข่าวสาร สกู๊ป และการร่วมกับรายการต่างๆ เช่น การจับมือร่วมกับไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ เพื่อนำเสนอผ่านวิดีโอคอนเทนต์ ส่วนความคืบหน้าเว็บไซต์ www.muan.sanook.com นำเสนอคอนเทนต์ไทย 60% ลาว 40% จำนวนผู้เข้ามาใช้บริการโต 45% ซึ่งไทยเป็นประเทศมีศักยภาพเติบโตในอาเซียน พฤติกรรมผู้บริโภคมีความพร้อม ส่วนอินโดนีเซียแม้ว่าพฤติกรรมคนยังไม่พร้อมแต่มีประชากรกว่า 200 ล้านคน”

ขณะที่แพลตฟอร์ม 2.ทางด้านเอนเตอร์เทนเมนต์และมัลติมีเดีย จากผู้ให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านจูซ (Joox) หรือในรูปแบบมิวสิคแอพพลิเคชั่นเพลงลิขสิทธิ์จากค่ายเพลงทั่วโลกและเพลงไทย พบว่ามีผู้ดาวน์โหลดเดือนละ 22 ล้านคน และในจำนวนนี้มีพฤติกรรมการจ่ายเงินเพื่อฟังเพลง บริษัทจึงขยายจากการฟังมาสู่ฟีเจอร์ใหม่
วี สเตชั่น (V Station) ด้วยการดูผ่านวิดีโอคอนเทนต์ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถรับชมภาพแสดงและเสียงได้ นอกจากนี้ยังมีแผนรุกขยายมาสู่ออฟไลน์ อาทิ การทำรูปแบบคอนเสิร์ต ส่วนบริการเกมมือถือตอกย้ำการนำเสนอเกมใหม่ๆ

กฤตธี กล่าวว่า ในส่วนของแพลตฟอร์ม 3.กลุ่มธุรกิจบริการ ประกอบด้วย การบริการด้านดิจิทัล เซอร์วิสเอเยนซี ครบวงจร โดยท็อปสเปซ(Topspace) พบว่า การใช้งบลงสื่อโฆษณาดิจิทัลมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น จากในปี 2557 มูลค่า 7,000 ล้านบาท ปี 2558 เพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท สามารถนำเสนอสื่อหลายแบบ เช่น ร้านอาหาร Andrey สามารถแนะนำร้านผ่าน Sanook นอกจากนี้ขยายการให้บริการวีแชท สำหรับธุรกิจที่จะขยายตลาดไปจีน และต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคชาวจีน หรือคนไทยที่อาศัยอยู่ในจีน

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเทนเซ็นต์ในปีหน้า การสร้างแอพพลิเคชั่นจูซให้เป็นแพลตฟอร์มการฟังเพลงและรักษาฐานผู้ดาวน์โหลดไว้ให้ได้ รวมทั้งการเปิดตัวสร้างคอนเทนต์ให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์และสนใจลงทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพ พร้อมกับบริหารแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแกร่ง อาทิ เว็บไซต์สนุก นิวส์อัพ จูซ รวมทั้งการขยายธุรกิจไปสู่ยุโรปในอนาคต

สำหรับ เทนเซ็นต์ เข้ามาถือหุ้นในบริษัทสนุก ออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2553 สัดส่วน 50% และถือหุ้น 100% ปี2555 การเปลี่ยนแปลงในวันนี้บริษัทมีความมุ่งมั่นจะผลิตผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ รวมถึงการขยายเครือข่ายธุรกิจในหลากหลายมิติทั้งเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และวิดีโอคอนเทนต์

 

เกาหลีใต้เผยโฉมหุ่นยนต์สุดเจ๋งที่บังคับด้วยมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 15:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470967

เกาหลีใต้เผยโฉมหุ่นยนต์สุดเจ๋งที่บังคับด้วยมือ

บริษัทเทคโนโลยีเกาหลีใต้เผยแพร่วิดีโอทดสอบการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ ที่บังคับด้วยมือมนุษย์ หวังยกระดับอุตสาหกรรม

คลิปวิดีโอการทดสอบหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ที่สามารถบังคับได้ด้วยมือมนุษย์ กำลังกลายเป็นที่สนใจบนโลกออนไลน์ จากในวิดีโอหุ่นยนต์ขนาด 4 เมตรสามารถเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยการบังคับจากผู้ที่นั่งอยู่ภายใน

หุ่นขนาดยักษ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนถอดแบบมาจากหุ่นรบในภาพยนตร์เรื่อง Avatar ที่สามารถควบคุมได้ด้วยนักบิน หรือผู้ขับนี้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมใหม่จากบริษัท The Seoul-based Korea Future Technology โดยหุ่นดังกล่าวมีความสูง 4 เมตร น้ำหนัก 1.5 ตัน

โปรเจคหุ่นยนต์ตัวดังกล่าวมีชื่อว่า METHOD-1 ทั้งนี้ทางทีมงานผู้ดำเนินการทดสอบเองไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับระบบแต่อย่างใด ซึ่งโปรเจคนี้ตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์ใหเแก่ภาคอุตสาหกรรม และวิศวกรรมทั้งหลาย แขนของหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวตามผู้ขับนั้นจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างง่ายขึ้น

ขณะนี้โครงการกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เจ้าหุ่นยนต์พวกนี้อาจเข้ามามีบทบาทในธุรกิจ และกลายเป็นโฉมหน้าใหม่ของโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นได้

 

ขอบคุณวิดีโอจาก RT

 

กสท. ถกแผนเยียวยาค่าเช่าโครงข่ายช่องดิจิตอลทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470810

กสท. ถกแผนเยียวยาค่าเช่าโครงข่ายช่องดิจิตอลทีวี

กสท.เตรียมหารือแผนเยียวยาค่าเช่าโครงข่ายช่องดิจิตอลทีวี ช่วงงดมีโฆษณา เผยอาจลดหรือละเว้นค่าเช่าในช่วงไม่มีโฆษณา

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 42/2559 วันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตาได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการแข่งขันฯ เสนอแนวทางการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการให้บริการทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ที่เกิดขึ้นจากสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งและกฎระเบียบบางประการของภาครัฐ

นอกจากการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามประกาศ Must Carry เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ในการประชุมครั้งนี้จะมีการนำตัวเลขค่าใช้จ่ายซึ่งคำนวณจากค่าเช่าโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิตอลมาเป็นข้อมูลในการพิจารณาในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ให้บริการโทรทัศน์ดิจิตอลทีวีประกอบด้วย

นางสาวสุภิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์ในการสนับสนุนพัฒนาทีวีดิจิตอลเพื่อให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานฟรีทีวีของประเทศ การช่วยเหลือจึงควรเน้นที่ค่าเช่าโครงข่ายภาคพื้นดิน ช่วงที่ผ่านมาในขณะที่ช่องทีวีขาดรายได้ แต่หน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ให้เช่าโครงข่ายยังคงคิดค่าเช่าโครงข่ายเต็มราคา จึงอาจจะไม่เป็นธรรมกับช่อง เพราะต่างช่วยรัฐทำหน้าที่บริการสาธารณะ ให้ข้อมูลข่าวสารโดยไม่เน้นรายได้ เรื่องนี้จึงได้มีการเสนอทางออกคือ การลดหรือละเว้นราคาค่าเช่าโครงข่ายตามช่วงเวลาที่ไม่มีโฆษณาเข้าสืบเนื่องจากนโยบายของรัฐ หรือนำเงินจากกองทุนมาสนับสนุนค่าเช่าโครงข่ายแทน

“ที่ผ่านมาบอร์ด กสท.ได้มอบหมายสำนักงานเชิญผู้ให้บริการโครงข่ายทั้ง ททบ. อสมท. และไทยพีบีเอส มาหารือว่าจะมีทางออกให้ช่องอย่างไรบ้าง เพราะถ้าช่องอยู่ไม่ได้ รัฐที่ให้บริการโครงข่ายก็จะขาดรายได้เช่นกัน  เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว คนให้เช่าคงเห็นใจคนเช่าในภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจ  อีกทั้งราคาค่าเช่าโครงข่ายภาคพื้นดินก็สูงกว่าดาวเทียมมาก การจัดสรรเงินช่วยเหลือควรให้ตรงจุด เรื่องนี้คงต้องฝากรัฐบาลให้ช่วยพิจารณาทางออกด้วย เพราะช่วงที่ผ่านมาทุกช่องให้ความร่วมมือตามแนวทางของรัฐบาลอย่างเต็มใจด้วยดี แม้จะประสบความยากลำบากทางการเงิน”นางสาวสุภิญญา กล่าว

นอกจากนี้ มีวาระการดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์ของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ซึ่งช่องดิจิตอลทีวีได้ขอผ่อนผันการทำตามประกาศดังกล่าว ที่มีสาระสำคัญในการบริการภาพบรรยายเสียง การขึ้นคำบรรยายภาพ แต่หลายช่องได้ร้องเข้ามาว่าต้นทุนในการผลิตสูง ตอนนี้ประสบภาวะลำบากทางเศรษฐกิจจึงยังไม่พร้อม  ซึ่งเรื่องนี้อนุกรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภค เสนอ กสท.ว่าควรจะนำเงินจากกองทุน กทปส. มาสนับสนุน เพราะเป็นการส่งเสริมสิทธิการเข้าถึงของคนพิการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าไม่มีบริการแบบนี้ ก็จะทำให้คนพิการขาดโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิตอลทีวี

นางสาวสุภิญญา กล่าวกล่าวอีกว่า กสท. เตรียมพิจารณา วาระหนังสือของ บ.จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด เรื่องขอความเป็นธรรมการปรับทางปกครอง จำนวน 280,000 บาท (สองแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) จากการไม่ส่งแผนมาตรการเยียวยาผู้บริโภคเพิ่มเติมและครอบคลุมการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบในระยะที่กำหนด กรณี บ.จีเอ็มเอ็ม บี จำกัด ยุติการให้บริการช่อง Z Pay TV ช่องรายการ Fox Thai และ ช่อง Nat Geo Wild ทางกล่องรับสัญญาณดาวเทียม GMM Z ซึ่ง กสท.ได้มีมติครั้งที่ 26/59 และ กสท.ครั้งที่ 35/59 ที่ผ่านมา

วาระแนวทางการสอบทานรายได้เพื่อการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการรายปีของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ซึ่งพบว่ามีรายได้จากการขายกล่องและบัตรเติมเงิน ไปอยู่อีกบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้เป็นผู้รับใบอนุญาต แต่พบความเชื่อมโยงกันทางธุรกิจ ส่งผลต่อรายได้ในการคิดค่าธรรมเนียมที่ผ่านมา

ส่วนวาระอื่นๆ น่าจับตาได้แก่ วาระแนวปฏิบัติคำสั่งทางปกครองกรณีผู้รับใบอนุญาตไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี และค่าธรรมเนียมเพิ่มตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง และหากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามให้ใช้มาตรการทางปกครองพักใช้ใบอนุญาต 30 วัน และเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป วาระแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการ Android TV box ที่ให้บริการในลักษณะของกิจการโทรทัศน์ วาระรายงานการตรวจสอบผลกระทบการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกระบบสำรองเป็นการชั่วคราวเพื่อติดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม

สำหรับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล(สถานีเสริมกลุ่ม A1) วาระเรื่องร้องเรียน และการพิจารณาขอให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการพิจารณาแนวทางการอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด กรณีบริษัทไทยทีวี จำกัด ฟ้อง กสทช. โดยศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการดำเนินการใดๆ เพื่อบังคับตามหนังสือค้ำประกันกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)ในงวดที่เหลือไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น