เร่งเยียวยาทีวีดิจิทัล ลด-เว้นค่าธรรมเนียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470675

เร่งเยียวยาทีวีดิจิทัล ลด-เว้นค่าธรรมเนียม

กสทช.เยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ลดหย่อนค่าธรรมเนียมรายปี ขยายงวดชำระเงิน บรรเทาผลกระทบ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า นโยบายของสำนักงานในปี 2560 จะสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งมติที่ประชุม กสทช.ได้เห็นชอบในหลักการเยียวยาผลกระทบผู้ประกอบการในหลายด้าน ซึ่งสำนักงานจะเร่งดำเนินการภายในไตรมาสแรกของปี 2560

สำหรับมาตรการเยียวยา ประกอบด้วย ให้ยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมรายปี จากการออกอากาศรายการเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยให้ถือเป็นรายการข่าวสารประโยชน์ที่นำมาลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ และให้ลดอัตราค่าธรรมเนียมรายปี โดยใช้บังคับกับรายได้ที่เกิดในปี 2559 ซึ่งจะส่งผลให้ภาระค่าธรรมเนียมรายปีโดยรวมลดลงกว่า 50% รวมทั้งให้ขยายงวดการชาระเงินค่าประมูลงวดที่ 4, 5 และ 6 ออกเป็นหลายๆ งวด เพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

นอกจากนี้ จะนำเงินจากกองทุน ของ กสทช.โดยนำช่องรายการทีวีดิจิทัลขึ้นสัญญาณดาวเทียมตามกฎมัสต์ แครี (Must Carry) เร่งรัดขยายโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะสถานีเสริมให้ครอบคลุมพื้นที่การรับชม และแจกคูปองดิจิทัลเพิ่มเติมอีก 4 ล้านใบ ภายในไม่เกินเดือน ม.ค. 2560

นายฐากร กล่าวว่า จะเร่งรัดติดตั้งอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านรวม 3,920 หมู่บ้าน และพื้นที่เพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นหมู่บ้าน ภายในเดือน ธ.ค. 2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินงบประมาณที่จะใช้ในโครงการนี้ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ในเดือน มิ.ย. 2560 และติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.

สำหรับปี 2559 คาดว่า จะมีเงินนำส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินมากกว่า 4,300 ล้านบาทขึ้นไป ขณะที่ปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรศัพท์กว่า 3,000 ล้านบาท ที่เหลือมาจากค่าธรรมเนียมการขอใบอนุญาตต่างๆ หักค่าใช้จ่ายแล้ว คาดว่าจะนำเงินส่งคืนเป็นรายได้ของรัฐ 700-800 ล้านบาท

 

เฟซบุ๊กรุกปราบข่าวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470648

เฟซบุ๊กรุกปราบข่าวปลอม

เฟซบุ๊กเตรียมเปิดทางให้ ผู้ใช้แจ้งเตือนข่าวปลอม พร้อมดึงองค์กรนอกบริษัทร่วมตรวจสอบเพิ่มเติม

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า เฟซบุ๊ก อิงก์ บริษัทโซเชียล มีเดียชื่อดัง ทดลองระบบคัดกรองข่าวปลอมในสหรัฐเมื่อช่วงสัปดาห์ผ่านมา โดยเตรียมปรับเปลี่ยนระบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแจ้งเตือนข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น และร่วมมือกับองค์กรนอกบริษัทในการคัดกรองข่าว หลังบริษัทถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักก่อนหน้านี้จากการปล่อยให้ข่าวปลอมแพร่กระจายทั่วโลกออนไลน์

รายงานระบุว่า ผู้ใช้งานจะสามารถช่วยแจ้งเตือนโพสต์ข่าวปลอมได้ง่ายขึ้นด้วยการคลิกมุมขวาบนของโพสต์ดังกล่าวบนหน้าฟีดข่าว เมื่อเฟซบุ๊กได้รับการแจ้งเตือน จะส่งต่อไปให้องค์กรนอกบริษัทหลายแห่งร่วมตรวจสอบความถูกต้องซ้า

ก่อนหน้านี้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก ได้ขอความร่วมมือกับสถาบันพอยน์เตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรสื่อมวลชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐ รวมถึงสำนักข่าวต่างๆ เช่น เอบีซีนิวส์ และเอพี มาร่วมตรวจสอบที่มา และความถูกต้องของข่าว

ทั้งนี้ หากองค์กรดังกล่าวพบว่าข่าวที่มีการแจ้งเตือนเป็นข่าวปลอม เฟซบุ๊กจะติดธง “ข่าวมีปัญหา” บนโพสต์ข่าวและเพิ่มลิงค์อธิบายสาเหตุ หลังจากนั้นโพสต์ข่าวดังกล่าวจะปรากฏอยู่บริเวณด้านล่างหน้าฟีดข่าว และไม่สามารถจ่ายเงินโฆษณาเพื่อโปรโมทโพสต์ได้ นอกจากนี้เฟซบุ๊กระบุว่าได้จำกัดการปล่อยข่าวขยะ ซึ่งลอกเลียนข้อมูลจากสำนักข่าวจริงบนหน้าฟีดด้วย

อดัม มอสเซอรี รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า บริษัทมองว่าการให้ผู้ใช้งานร่วมแจ้งเตือนข่าวปลอมจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เนื่องจากบริษัทไม่สามารถตัดสินความ ถูกต้องของข่าวจำนวนมากได้เพียงผู้เดียว

ด้านพิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ ศูนย์วิจัยชั้นนำของสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 71% มองว่าโซเชียล มีเดียและบริการเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ ต้องร่วมรับผิดชอบหยุดข่าวปลอมแพร่ระบาด ขณะที่อีกเกือบ 25% ยอมรับว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมบนสื่อออนไลน์เอง

ภาพ http://www.telegraph.co.uk/

 

เทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิต พฤติกรรมคนไทยเข้าใกล้โลกแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470645

เทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิต พฤติกรรมคนไทยเข้าใกล้โลกแห่งอนาคต

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ใกล้จะเข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยีอย่างเต็มที่แล้วสำหรับคนไทย ที่ผ่านมาทุกคนต่างพูดถึงอุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต (Internet of Things) ทำให้ในอนาคตเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทการดำเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ความจริงเสมือนและเทคโนโลยีผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง หรือเออาร์/วีอาร์ กระทั่งอุปกรณ์เพื่อสุขภาพส่วนบุคคลทั่วไป

บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารบาร์บีคิว พลาซ่า เปิดเผยว่า โลกแห่งอนาคตเฟซบุ๊กยังคงเป็นเครื่องมือทางการตลาดทรงอิทธิพล และเข้ามามีบทบาทไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคคนไทย จากพฤติกรรมการถ่ายรูปก่อนกิน การถ่ายรูปสถานที่เที่ยวสร้างประสบการณ์ใหม่ และแม้กระทั่งการแต่งตัวตามแฟชั่น พร้อมกับแชร์ภาพในโลกโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เกิดไลฟ์สไตล์กิน ท่องเที่ยว และการแต่งตัวตามสไตล์สปอร์ตแฟชั่น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพฤติกรรมการกินอาหารของผู้บริโภคจะกินในศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ตามเชนร้านอาหารชื่อดัง อาทิ บาร์บีคิว พลาซ่า โออิชิ แต่กระแสการแชร์สถานที่กิน ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารแบรนด์เล็กๆ เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก และมีอิทธิพลให้คนไทยตามไปกินอาหารรสชาติที่เลื่องลือ

สำหรับบริษัท ฟู้ดแพชชั่นมีแผนนำเฟซบุ๊กมาเป็นเครื่องมือการทำตลาด แต่ต้องรอให้เฟซบุ๊ก ช็อป พัฒนาฟีเจอร์ออกมาให้เต็มเวอร์ชั่น สำหรับบริษัทมองว่าเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเพียงช่องทาง กดไลค์ แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

ขณะที่แอพพลิเคชั่นเป็นเทคโนโลยีขับเคลื่อนอีกหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของผู้บริโภคมีความสะดวกสบาย ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในต่างประเทศ ธุรกิจกลุ่มฟาสต์ฟู้ดเซอร์วิส เช่น แมคโดนัลด์ เปิดให้ผู้บริโภคสามารถชำระเงินผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือกระทั่งมีแอพพลิเคชั่นสร้างสรรค์เมนูอาหารตามความต้องการของลูกค้า จากนั้นทางร้านจะเสิร์ฟอาหารตามที่สั่ง ส่วนโดมิโน พิซซ่า จับมือร่วมกับอเมซอน เอคโค่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งสินค้าได้โดยใช้แค่เสียงพูดเท่านั้น

บุณย์ญานุช กล่าวว่า บริษัทใหญ่ๆ หรือกระทั่งธุรกิจเชนร้านอาหารต้องปรับตัวมอบประสบการณ์ดีให้กับลูกค้า แอพพลิเคชั่นช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนไทยให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว

การดำเนินของบริษัทในไทยนั้น ได้มีการเปิดให้ลูกค้าสร้างสรรค์เมนูเองผ่านทางแอพพลิเคชั่น เหมาะกับกลุ่มอาหารบางชนิด และแบรนด์สามารถนำเข้ามาสร้างสีสันแค่ในระยะหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากคนไทยมีพฤติกรรมเบื่อง่ายและต้องการให้ธุรกิจบริการมากกว่าบริการตัวเอง ส่วนเทคโนโลยีเออาร์บริษัทเคยนำมาใช้ให้ลูกค้าตามจับตัวบาร์บีกอน เพราะเชื่อว่าจะได้ฐานสมาชิกลูกค้าใหม่ๆ

ไมเคิล อาราเน็ตตา ผู้จัดการประจำไอดีซี ประเทศไทย บริษัท ไอดีซีที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาด กล่าวว่า อีก 2 ปีข้างหน้า สินค้าและบริการต่างๆ นำอุปกรณ์เออาร์/วีอาร์มาใช้ส่งผลให้เกิดการสื่อสารที่เรียกว่าอินเทอร์เฟซแบบ 360 องศา จะได้รับความสนใจมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าการใช้งานเทคโนโลยีเออาร์/วีอาร์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การสั่งงานด้วยเสียงจะทำให้ชีวิตของคนไทยเห็นโลกดิจิทัลเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริง และเห็นคนเข้าไปอยู่ในโลกดิจิทัล

“อิทธิพลของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไทยแบบเดิม ทางบริษัทไอดีซี คาดการณ์ว่าในปี 2563 ประสบการณ์การใช้งานโมบายเว็บ หรือแอพพลิเคชั่น“ที่เจ๋งที่สุด” ของวันนี้จะดูน่าเบื่อมาก ดังนั้น นักการตลาดควรริเริ่มและนำคอนเทนต์ในรูปแบบเออาร์/วีอาร์มาใช้ประโยชน์ เพื่อหาวิธีการใหม่ในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะอุปกรณ์เออาร์/วีอาร์ เป็นเครื่องมือที่เข้ามาสร้างสีสันและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค”

แม้ว่าอุปกรณ์เพื่อสุขภาพส่วนบุคคล อาทิ สมาร์ทวอตช์ ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกลุ่มคนใส่ใจสุขภาพ แต่เชื่อว่าการใช้งานจะเริ่มแพร่หลายสู่กลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) เป็นแบรนด์กีฬาจากอเมริกาเริ่มนำอุปกรณ์เพื่อสุขภาพส่วนบุคคลมาเชื่อมโยงกับการจำหน่ายสินค้ากีฬาทำให้คนสามารถออกกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับร่างกายของแต่ละคน

สำหรับในไทยก่อนหน้านี้แอมเวย์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลรูปร่าง บอดี้คีย์ บาย นิวทริไลท์ พร้อมกับให้ผู้ซื้อสินค้านำอุปกรณ์เพื่อสุขภาพส่วนบุคคลไปใช้เพื่อให้ผลลัพธ์การดูแลรูปร่างได้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะผู้ใช้สามารถตรวจเช็กควบคุมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายได้ด้วยตัวเอง จากนี้ไปสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพนำอุปกรณ์มาเป็นเครื่องมือทางการตลาดเพิ่มขึ้น

รัฐกร โพธาราม ผู้จัดการทั่วไปและกรรมการผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เอ็ม อาร์ เอ็ม แมคแคน ที่ปรึกษาสื่อสารการตลาด กล่าวว่า การที่มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพส่วนบุคคล เช่น การตรวจวัดสุขภาพ การเผาผลาญแคลอรี การเต้นของหัวใจ ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มดังกล่าวที่ใส่ใจสุขภาพอยู่แล้ว ยิ่งดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนการกินอาหารเพื่อสุขภาพ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราอย่างสิ้นเชิง ย้อนไปในอดีตคนไทยใช้เพจเจอร์ในการสื่อสาร ตามด้วยโทรศัพท์มือถือ และยุคนี้เป็นสังคมก้มหน้าติดต่อกันทางไลน์ เฟซบุ๊ก โลกในอนาคตอยู่ใกล้มือแค่เอื้อม

ขณะที่การตลาดจากนี้ก็ต้องคิดคอนเทนต์ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ผสมผสานมากกว่าสู่เทคโนโลยีเต็มตัว เพราะอย่าลืมว่าพฤติกรรมคนไทยมีความพร้อมเฉพาะกลุ่มคนเมืองเท่านั้น

 

กสทช.เล็งอุทธรณ์ทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470486

กสทช.เล็งอุทธรณ์ทีวีดิจิทัล

“กสทช.” เล็งยื่นอุทธรณ์ คำสั่งศาลระงับธนาคารกรุงเทพจ่ายค่า ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลแทน “ไทยทีวี” ช่องเจ๊ติ๋ม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ศาลปกครองได้มีหนังสือส่งมายังสำนักงาน กสทช. เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2559 แจ้งว่า ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการให้ธนาคารกรุงเทพชาระค่าประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล งวดที่ 4-6 แทนบริษัท ไทยทีวี ในฐานะที่ธนาคารกรุงเทพเป็น ผู้ออกหนังสือค้ำประกันทางการเงิน (แบงก์การันตี) ให้บริษัท ไทยทีวี

ทั้งนี้ บริษัท ไทยทีวี เป็นผู้ชนะการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลทั้งสองช่อง ได้แก่ ไทยทีวีและเอ็มวีทีวี แฟมิลี นั้น ขณะนี้ทางสำนักงาน กสทช.อยู่ในขั้นตอนการให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาในรายละเอียด เพื่อเตรียมยื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจาก กสทช.เห็นว่าหากมีการระงับการชาระเงินดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อภาครัฐ เนื่องจากเงินที่ได้จากการประมูลทีวีดิจิทัล กสทช. จะต้องนำส่งเพื่อให้เป็นรายได้แผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ทาง กสทช.ก็น้อมรับผลการตัดสินของศาล แต่ กสทช.เองก็ต้องดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศเต็มที่

“หาก กสทช.เพิกเฉย อาจโดนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้” นาย ฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวครั้งนี้ ไม่ถือว่า กสทช.แพ้คดีต่อ นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย (ติ๋ม ทีวีพูล) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวี ที่ไปยื่นเรื่องฟ้องไว้ เพียงแต่ศาลให้ความคุ้มครองในเรื่องการจ่ายเงินงวดที่ 4-6 จนกว่าการตัดสินคดีจะสิ้นสุดเท่านั้น

ทั้งนี้ สถานะการดำเนินการในขณะนี้ ธนาคารกรุงเทพยังต้องจ่ายเงินแทนบริษัท ไทยทีวี เช่นเดิม แค่ต้องจ่ายหลัง คดีสิ้นสุด หรือ จะจ่ายตามงวด คือ 4-6 ดังเดิมหาก กสทช.อุทธรณ์สำเร็จ

สำหรับคดีนี้ บริษัท ไทยทีวี ยื่นต่อศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว ระงับการจ่ายเงินค่าประมูลงวดที่ 2 รวมทั้งฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กสทช.ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแล แต่ไม่สามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านระบบทีวีอะนาล็อกไปสู่ดิจิทัล ทำให้ประชาชนไม่สามารถรับชมรายการทีวีดิจิทัลได้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ของบริษัท ไทยทีวี ขณะที่ยังมีทีวีดิจิทัลที่ระงับการจ่ายเงินค่าประมูล และยื่นฟ้องต่อศาลให้เยียวยากรณีแผนการขยายการรับชมทีวีดิจิทัลไม่เป็นไปตามแผน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการตามแผนธุรกิจได้

 

อี-คอมเมิร์ซชิงเค้กอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 07:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470483

อี-คอมเมิร์ซชิงเค้กอาเซียน

กูรูคาดอาลีบาบาและอเมซอนแข่งขันสูงในอาเซียน หลัง 2 บริษัทเตรียมขยายบริการต่างๆ ในภูมิภาค

บลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ด้านอี-คอมเมิร์ซจากจีน และบริษัท อเมซอน อิงค์ อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากสหรัฐ มีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างดุเดือดยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งดีมานด์การซื้อสินค้าออนไลน์จากประชากรในภูมิภาคราว 620 ล้านคน กำลังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า หลังจากที่อาลีบาบาซื้อกิจการลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซของสิงคโปร์ มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน เม.ย.ปีนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายเครือข่ายการขนส่งในภูมิภาคผ่านพันธมิตรในจีนและเกาหลีใต้ รวมถึงเตรียมลงทุนเพิ่มเติมและเข้าซื้อกิจการต่างๆ เพื่อขยายซัพพลายเชน หลังตกลงซื้อกิจการเรดมาร์ท ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์รายใหญ่ในสิงคโปร์

บลูมเบิร์กเสริมว่า การซื้อกิจการเรดมาร์ทช่วยให้อาลีบาบาขยายการดำเนินงานเข้าสู่ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ โดยในขณะนี้บริษัทกำลังวางแผนขายของชำออนไลน์ผ่านเรดมาร์ทในหลายเมืองของมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยในช่วงต้นปี 2017

“แม้ว่าการขายของชำออนไลน์ดำเนินการได้ยากลำบาก แต่ธุรกิจดังกล่าวคิดเป็น 60% ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของตลาดค้าปลีกในอาเซียน โดยลูกค้าจะเข้ามาซื้อสินค้าบ่อยกว่า” โรเจอร์ อีแกน ซีอีโอผู้ร่วมก่อตั้งเรดมาร์ท กล่าว พร้อมเสริมว่า บริษัทวางแผนลดระยะเวลาการส่งสินค้าลงให้เหลือ 4-6 ชั่วโมง จากปกติที่ใช้เวลาราว 1 วัน ภายในช่วงครั้งแรกของปี 2017 และในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะเปิดให้บริการส่งสินค้าด่วนภายในเวลา 1-2 ชั่วโมงเมื่อมีการสั่งซื้อออนไลน์

ทั้งนี้ อาลีบาบากำลังครองตลาดใหญ่ในจีน ขณะที่อเมซอนมีส่วนแบ่งตลาดสูงในสหรัฐ และทั้งสองบริษัทกำลังหาทางขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยอเมซอนกำลังเดินหน้าขยายกิจการในอินเดีย

แม้ว่าในขณะนี้อเมซอนยังไม่เปิดเผยความต้องการขยายธุรกิจในอาเซียน แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อเมซอนที่วางเป้าหมายผลักดันให้ธุรกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องนั้น อาจหันมาทำกิจการในภูมิภาคดังกล่าวภายในปี 2017 โดยเทคครันช์ เว็บไซต์ข่าวธุรกิจและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า เมื่อเดือน พ.ย. อเมซอนมีแนวโน้มขยายบริการส่งสินค้าอเมซอน ไพรม์ และอเมซอน เฟรช บริการซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ เข้าสู่สิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปี 2017 เนื่องจากมองว่าสิงคโปร์มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

“ทั้งสองบริษัทต้องการครองอิทธิพลในตลาดอาเซียน โดยอาลีบาบาเลือกใช้วิธีซื้อกิจการบริษัทในภูมิภาคเพื่อย่นระยะเวลาการขยายธุรกิจ และผมมองว่า อาลีบาบาจะเป็นคู่แข่งที่สูสีกับอเมซอน” ทอมป์สัน ทีโอ อาจารย์จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ กล่าว

 

แฮ็กยาฮูรอบใหม่ เจาะผู้ใช้พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 06:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470479

แฮ็กยาฮูรอบใหม่ เจาะผู้ใช้พันล้าน

ยาฮูข้อมูลรั่วครั้งใหญ่รอบ 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ กระทบผู้ใช้งานรวมทั้งหมดกว่า 1,500 ล้านราย

บริษัท ยาฮู อิงค์ เปิดเผยว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์เจาะระบบขโมยข้อมูลผู้ใช้มากกว่า 1,000 ล้านบัญชี เมื่อเดือน ส.ค. 2013 ซึ่งเป็นการแฮ็กครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ และนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ยาฮูโดนแฮ็กเกอร์เจาะระบบครั้งใหญ่ โดยผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสองครั้งมีจำนวนรวมแล้วกว่า 1,500 ล้านบัญชี จากผู้ใช้งานยาฮูทั้งหมด 3,000 ล้านราย

ยาฮูระบุว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดเกี่ยวกับแฮ็กเกอร์กลุ่มดังกล่าว แต่อาจเป็นคนละกลุ่มกับที่ขโมยข้อมูลผู้ใช้กว่า 500 ล้านบัญชี ในเดือน ก.ย. 2014 อย่างไรก็ดี บริษัทยืนยันว่า ในการเจาะระบบทั้งสองครั้ง ข้อมูลบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตของผู้ใช้ยังไม่ถูกขโมยไป

แม้การเจาะระบบยังไม่มีความเกี่ยวพันกับการฉ้อโกงออนไลน์หรือส่งผลกระทบเฉพาะต่อบรรดาผู้ใช้ แต่การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหน่วยข่าวกรองสหรัฐแสดงความวิตกเกี่ยวกับการเจาะระบบข้อมูลรัฐบาลโดยแฮ็กเกอร์รัสเซีย ซึ่งเพิ่มความกังวลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

เจฟฟ์ ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์จากพรีวาเลนต์ บริษัทจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์ในสหรัฐ กล่าวว่า ข่าวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไม่มีหน่วยงานใดปลอดภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์ แม้จะเป็นองค์กรใหญ่ก็ตาม ซึ่งหมายความว่าข้อมูลบนโลกดิจิทัลของผู้คนทั่วไปไม่มีวันปลอดภัย

ด้านนิตยสารไทม์ระบุให้แฮ็กเกอร์ติดอันดับตัวเต็งบุคคลแห่งปีที่มีอิทธิพลต่อโลกในปี 2016 หลังข่าวการโจมตีระบบเลือกตั้งสหรัฐ และการเจาะข้อมูลของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก

ภาพ เอเอฟพี

 

เช็คที่นี่! คนไทยค้นอะไรมากสุดในกูเกิลประจำปี2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 15:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470430

เช็คที่นี่! คนไทยค้นอะไรมากสุดในกูเกิลประจำปี2559

กูเกิลประกาศสุดยอดคำค้นหาประจำปี2559 สะท้อนมุมทองในเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้น

กูเกิล (Google) ประกาศสุดยอดคำค้นหาประจำปี 2559 ซึ่งแสดงถึงภาพรวมของทั้งปีที่ผ่านมา ผ่านสายตาและการค้นหาของผู้คนในประเทศไทย พร้อมนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นของปีจากเหตุการณ์สำคัญมากมายที่เกิดขึ้นไปจนถึงเทรนด์การค้นหาที่มาแรงในประเทศไทย

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนไทยในปีนี้ การค้นหาของปวงชนชาวไทยสะท้อนให้เห็นความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดประมาณ ตั้งแต่แถลงการณ์การเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นมาการค้นหาเกี่ยวกับ “ในหลวง” ได้เพิ่มสูงขึ้นนับจากนั้น โดยมีการค้นหาสูงสุดเป็นอันดับที่สองของการค้นหาที่มาแรงตลอดทั้งปี

ความอาดูรของปวงชนชาวไทยยังได้รับการแสดงออกผ่านการค้นหาพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9  โครงการในพระราชดำริ คำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” นอกจากนั้นยังค้นหาความหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “หมอกธุมเกตุ” “พระบรมโกศ” และ “เครื่องทองน้อย” 

แม้คนไทยจะหันหา Google ในยามที่โศกเศร้า เขายังค้นหาสิ่งทำให้มีความสุขด้วยเช่นกัน นอกจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง “Descendants of the Sun” จะได้รับความนิยมไปทั่วเอเชียแล้ว ในประเทศไทยยังเป็นคำค้นหายอดนิยมประจำปี นอกจากนั้นเกมยอดนิยมเช่น “Slither.io” “Roblox” และ “Pokémon Go” ก็อยู่ในกลุ่มคำที่ได้รับการค้นหาสูงสุด

นอกจากความชื่นชอบในเกมแล้วคนไทยยังรักกีฬาไม่แพ้กันโดย 5 จาก 10 อันดับคำค้นหายอดนิยมในหมวดข่าวต่างประเทศประจำปี 2559 เป็นการค้นหาเกี่ยวกับกีฬา ทั้งนี้คนไทยให้ความสนใจกับการแข่งขันกีฬาระดับโลกเช่น “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ริโอ 2016” “บอลยูโร” “เลสเตอร์แชมป์” “โคปาอเมริกา 2016” หรือแม้แต่ “ฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย 2016”

และเมื่อพูดถึงดนตรี คนไทยยังรักและมีใจให้เพลงไทยอย่างเหนียวแน่นเห็นได้จากการค้นหาเพลงดังต่างๆ อาทิ “คนทางนั้น” “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” “ขอเวลาลืม” “อ้ายมีเหตุผล” และ “แพ้ทาง” ที่ติด 5 อันดับแรกของการค้นหาในหมวดเพลง ส่วนในหมวดภาพยนตร์ “หลวงพี่แจ๊ส 4G” เป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจมากที่สุดโดยมีภาพยนตร์ต่างประเทศ “Deadpool” และภาพยนตร์อานิเมะจากญี่ปุ่นเรื่อง “Your Name” ติดอันดับคำค้นในหมวดภาพยนตร์ของปีนี้

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการค้นหาประจำปีสะท้อนให้เห็นความสนใจ สงสัยและค้นหาข้อมูลของผู้คนในประเทศไทย  โดยปี 2559 เป็นปีแห่งความโศกเศร้าของชาวไทย ซึ่งเรารับรู้ได้นอกเหนือจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันของพวกเราแต่ยังสัมผัสได้จากการค้นหาออนไลน์”

อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งผู้คนยังค้นหาความสุขผ่าน Google ตั้งแต่กีฬา ภาพยนตร์ ซีรีส์และเกมต่างๆ ซึ่งคนไทยอยู่ในแถวหน้าของเทรนด์การค้นหาจากทั่วโลกอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

ตะกร้าช็อปปิ้งอัจฉริยะในญี่ปุ่น คิดเงินเอง ใส่ถุงให้ ไม่ต้องพึ่งพนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470423

ตะกร้าช็อปปิ้งอัจฉริยะในญี่ปุ่น คิดเงินเอง ใส่ถุงให้ ไม่ต้องพึ่งพนักงาน

พานาโซนิกจับมือกับลอว์สันพัฒนาการช็อปปิ้งไปอีกขั้น ด้วยระบบออโตเมติกที่ช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายขึ้น

การช็อปปิ้งในญี่ปุ่น ที่ร้านค้าลอว์สัน ในโอซาก้า จะสะดวกสบายขึ้นอีกเป็นกอง ด้วยความร่วมมือระหว่างพานาโซนิก และร้านค้าลอว์สัน ได้พัฒนาตะกร้าช็อปปิ้งอัจฉริยะที่สามารถสแกนบาร์โค๊ดสินค้าขณะช็อป, รวมราคาสินค้าที่ต้องจ่ายทั้งหมด และนำสินค้าใส่ถุงหิ้วให้เรียบร้อย

เป้าหมายของการพัฒนาตะกร้าอัจฉริยะนี้มีขึ้นเพื่อพัฒนาระบบร้านค้าแบบพึ่งพาตนเองในญี่ปุ่น รวมถึงการแก้ปัญหาการว่างงานของพนักงานร้านอีกด้วย อย่างไรก็ดีระบบใหม่นี้ใช่ว่าจะเป็น Auto ซะทีเดียว ลูกค้ายังคงต้องเดินเลือกของด้วยตนเอง และสแกนสินค้าด้วยตนเองอยู่ รวมไปถึงเดินนำสินค้าไปยังจุดจ่ายเงิน และใส่ถุงด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะ

สรุปก็คือการช็อปปิ้งของคุณๆทั้งหลายยังคงได้บรรยากาศการช็อปแบบเดิมๆ เพียงแต่ที่ต่างออกไปก็คือไม่มีพนักงานนั่นเอง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเว็ปไซต์สินค้าออนไลน์ขนาดยักษ์อย่าง Amazon เพิ่งจะเผยแพร่วิดีโอร้านค้าแบบใหม่ ที่ชื่อว่า Amazon Go ซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการนั้นไม่ต้องพกเงินสด และเข้าคิวจ่ายแต่อย่างใด เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เชื่อมต่อกับธนาคารออนไลน์ เมื่อจะเข้าร้านก็เปิดแอพที่สมาร์ทโฟน แล้วสแกนที่เครื่องอ่านในร้าน และช็อปปิ้งอย่างสบายใจ ระบบจะแสดงข้อมูลสินค้า และหักเงินจากบัญชีออนไลน์

ทั้งนี้ร้านค้า Amazon Go จะเริ่มทดสอบที่ซีแอตเทิล ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะเริ่มเปิดให้ใช้งานสาธารณะในปี 2017

 

ขอบคุณวิดีโอจาก ANNnewsCH

 

กสทช.ลุยยึด537คลื่นวิทยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470369

กสทช.ลุยยึด537คลื่นวิทยุ

กสทช.เล็งยึดคลื่นวิทยุ กว่า 537 คลื่น จาก 21 หน่วยงาน เม.ย. 2560

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยการเรียกคืนคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บท โดยคลื่นวิทยุ ของหน่วยงานอื่นของรัฐ 21 หน่วยงาน จำนวน 537 คลื่น มีกำหนดคืนภายในเดือน เม.ย. 2560

ขณะที่คลื่นความถี่วิทยุของ อสมท บนคลื่นเอฟเอ็ม 105.5 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานกับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ สามารถใช้งานได้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2563 อย่างไรก็ตาม หากประสงค์จะคืนคลื่นความถี่ก่อนระยะเวลาที่กำหนดสามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือในขั้นต่อไปว่าจะเปิดการประมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ รวมทั้งจะมีมาตรการเยียวยาแก่ผู้ประกอบการและผู้ทำสัญญาเช่าช่วงเวลาในคลื่นความถี่ต่างๆ โดยการศึกษาผลกระทบต่อการคืนคลื่นวิทยุ และกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เป็นมาตรการเยียวยา แต่จะไม่ขยายระยะเวลาตามแผนแม่บทออกไป

นอกจากนี้ มติที่ประชุม กสทช. ยังเห็นชอบร่างแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือ ติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม และให้นำไปประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เช่น ร่นระยะเวลาพิจารณาการขอใช้สิทธิบริการโทรคมนาคมเหลือ 30 วัน ให้ผู้ประกอบการจัดระเบียบสาย และสามารถส่งเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

นายฐากร กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) โครงการประเภทที่ 2 ประจำ ปี 2558 จำนวน 12 ราย วงเงินรวม ทั้งสิ้น 72,223,782 บาท

 

‘เอไอเอส’ ลุยเน็ตบ้าน ตั้งเป้า 5 ปีเบียดขึ้นเบอร์ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 05:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470354

‘เอไอเอส’ ลุยเน็ตบ้าน ตั้งเป้า 5 ปีเบียดขึ้นเบอร์ 2

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

ภาพรวมของการแข่งขันอุตสาหกรรมบรอดแบนด์ไทย หรือโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก หรืออินเทอร์เน็ตบ้านนั้น นับวันจะแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากภาพรวมผู้ประกอบการ 4 ราย ในตลาดแข่งขันกันอย่างดุเดือดในด้านของโปรโมชั่นที่ทุกเดือนจะแข่งขันกันเรื่องของราคา จนปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าใกล้จะถึงจุดต่ำสุดเท่าที่เคยทำมา และให้ปริมาณการใช้งานที่สูงขึ้น

ศรัณย์ ผโลประการ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้เห็นการแข่งขันในอุตสาหกรรมฟิกซ์บรอดแบนด์มากขึ้น เนื่องจากผู้ดำเนินธุรกิจ 4 รายใหญ่ ประกอบด้วย ค่ายทรู มีผู้ใช้งาน 2.6 ล้านราย ทรี บรอดแบนด์ จำนวน 2.34 ล้านราย ทีโอที ประมาณ 1.4-1.5 ล้านราย และเอไอเอส 3 แสนราย ได้เปิดศึกครั้งใหญ่เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าตลาดเน็ตบ้าน

“สงครามราคาของฟิกซ์บรอดแบนด์ดุเดือด จะเห็นได้ว่า ปีนี้ราคาทุกค่ายปรับลงทุกเดือน การใช้เน็ตบ้าน 100 Mbps ราคาไม่ถึง 1,000 บาทแล้ว ซึ่งค่าเฉลี่ยการใช้โทรทัศน์ระบบเอชดี จะใช้เน็ตเพียง 6 Mbps และในอนาคตระบบคอนเทนต์โทรทัศน์พัฒนาไปสู่ระบบ 4 เค ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเกิดโทรทัศน์ระบบ 4 เค ปริมาณการใช้เน็ตจะอยู่ที่ 50-40 Mbps”

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าจะเป็นผู้นำอันดับ 2 ของฟิกซ์บรอดแบนด์ภายใน 5 ปี หรือปี 2563 โดยจะต้องมีผู้ใช้งาน 2.5 ล้านราย มีส่วนแบ่งตลาด 25-30% จากปัจจุบันเอไอเอสมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในอันดับที่ 4 หรือเพียง 4% โดยปี 2560 มั่นใจว่าจะขยับขึ้นเป็น 10% โดยปีนี้บริษัทได้ใช้เม็ดเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท ในการลากสายไฟเบอร์ออฟติก
เพื่อให้ถึงบ้านของผู้ใช้งาน จากปี 2558 ได้ใช้เงินลงทุนไปกว่า 5,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปีนับจากนี้บริษัทจะเริ่มมีกำไร ซึ่งในปีบริษัทจะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท

“การทำธุรกิจเน็ตเวิร์กนั้น หากมีลูกค้าไม่ถึง 1 ล้านราย จะแข่งขันได้ยากมากและอยู่รอดได้ยาก ปัจจุบันเอไอเอส มีฐานลูกค้าเพียง 3 แสนราย ตั้งเป้าว่าจะต้องมีลูกค้าเพิ่มขึ้นไตรมาสละกว่า 1 แสนราย โดยในต้นปี 2561 จะต้องถึง 1 ล้านราย ซึ่งธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์นั้นมีข้อดีที่เทคโนโลยีนั้นไม่ได้เปลี่ยนรวดเร็วเหมือนกับโครงข่ายสัญญา
โทรศัพท์มือถือที่เฉลี่ยแล้วจะเปลี่ยนทุก 5 ปี ขณะที่โทรศัพท์มือถือจะเปลี่ยนทุก 1 ปี”

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรบรอดแบนด์ปี 2559 ปัจจุบันตลาดรวมเน็ตบ้านมีผู้ใช้งานอยู่ที่ 7 ล้านราย หรือคิดเป็น 32.9% เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ เอไอเอส ไฟเบอร์ ในฐานะผู้เล่นรายใหม่ ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน เม.ย. 2558 หรือ 1 ปี 8 เดือน มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ล่าสุด เอไอเอส ไฟเบอร์ เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ 100/10 Mbps ในราคา 990 บาท/เดือน สำหรับลูกค้าเอไอเอส พิเศษเหลือเพียง 899 บาท/เดือน สำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด จะมาพร้อมความบันเทิงระดับพรีเมียมจากกล่องเอไอเอส เพลย์บอกซ์ ให้ดูฟรี ทีวี ภาพยนตร์ ซีรี่ส์ การ์ตูน กีฬา คอนเสิร์ต พร้อมคอนเทนต์ฮอลลีวู้ดจาก HOOQ นาน 12 เดือน ด้วยความคมชัดระดับ HD พร้อมอุปกรณ์ เราเตอร์

นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าทั่วไปที่สมัครแพ็กเกจ 100/10 Mbps ได้รับสิทธิเป็นเอไอเอส เซเรเนด โกลด์ ทันทีเมื่อเปิดซิมเบอร์ใหม่และสมัครใช้แพ็กเกจเอไอเอสรายเดือน 488 บาทขึ้นไป

ปัจจุบันจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้เน็ตของคนในปัจจุบัน พบว่า คนต้องการความเร็วของอินเตอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่อยู่ในและนอกบ้าน กล่าวคือ เมื่ออยู่นอกบ้าน คุ้นเคยกับความเร็วของเครือข่าย 4จี จึงคาดหวังว่าเมื่ออยู่บ้าน จะต้องได้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 20-30 Mbps เช่นกัน รวมถึงไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของครอบครัวยุคใหม่ พบว่าสมาชิกในครอบครัว แต่ละคนต่างก็ใช้งานดีไวซ์มากกว่า 1 เครื่อง หรือเฉลี่ย 2 ดีไวซ์/คน ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น