ฟ็อกซ์ฟ้องธ.กรุงเทพ 2,500 ล้าน ปมไม่จ่ายแบงก์การันตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 14:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/470219

ฟ็อกซ์ฟ้องธ.กรุงเทพ 2,500 ล้าน ปมไม่จ่ายแบงก์การันตี

ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป เอเชียประกาศยื่นฟ้องธนาคารกรุงเทพกรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีค่าลิขสิทธ์ออกอากาศมูลค่า2,500ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป เอเชีย ได้ประกาศว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาล ที่ฮ่องกงและไทย ฟ้องธนาคารกรุงเทพ กรณีไม่จ่ายแบงก์การันตีสำหรับค่าลิขสิทธิ์การออกอากาศรายการของฟ็อกซ์ แทนบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และบริษัท ซีทีเอช สองผู้ประกอบการธุรกิจดิจิทัลทีวีที่ยุติการให้บริการไปแล้ว

ฟ็อกซ์ระบุว่า ได้ทำสัญญาให้สิทธิ์ในการออกอากาศรายการต่างๆ แก่จีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช ตั้งแต่ปี 2556 โดยทั้งสองบริษัทได้ค้างชำระค่าสิทธิ์การออกอากาศดังกล่าวเป็นมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท และต้องชำระดอกเบี้ยกรณีจ่ายล่าช้า ซึ่งธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ออกแบงก์การันตีเพื่อค้ำประกันการชำระเงินให้กับจีเอ็มเอ็ม และซีทีเอช และตั้งแต่ปี 2558 ธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้ทำตามสัญญาเพื่อจ่ายแบงก์การันตีแทน 2 บริษัทดังกล่าวเลย

นายซูบิน กานเดเวีย ประธานบริษัท ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์ค กรุ๊ป ประจำภูมิภาพเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลาง กล่าวว่า ฟ็อกซ์ มีความผูกพันอย่างยาวนานต่ออุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอรายการบันเทิง และรายการกีฬาระดับคุณภาพแก่ผู้ชมชาวไทย เรื่องนี้ทำให้เราผิดหวังเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของประเทศไทยผิดสัญญาในการจ่ายแบงก์การันตี ซึ่งการผิดสัญญาในครั้งนี้ไม่เพียงจะส่งผลต่อฟ็อกซ์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูง

นายกานเดเวียกล่าวอีกว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดประมูลใบอนุญาตการดำเนินกิจการทีวีดิจิทัล และสร้างรายได้ให้แก่รัฐกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ออกแบงก์การันตีรายใหญ่ที่สุดแก่ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลในประเทศไทย โดยออกแบงก์การันตีแก่ผู้ให้บริการจำนวน14 ราย จากทั้งหมด 24 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท หรือราวร้อยละ 41 ของค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามผู้ชนะการประมูลต้องประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากการซื้อขายเวลาโฆษณาชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน อีกทั้งผู้ชมยังคงนิยมรับชมทีวีแบบอนาล็อก และเปลี่ยนมาดูทีวีแบบดิจิทัลในอัตราที่ต่ำอยู่มาก

การยุติการให้บริการของทีวีดิจิทัลช่องต่างๆ นับเป็นการทดสอบระบบของธนาคารไทย เนื่องจากส่งผลให้บรรดาเจ้าหนี้ขอให้ธนาคารหลักหลายแห่งในประเทศไทยต้องจ่ายแบงก์การันตีแก่คู่สัญญา และผู้ผลิตหลายราย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การซื้อเวลาโฆษณาในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการซื้อเวลาโฆษณาผ่านช่องทีวีดิจิทัล ถือว่าต่ำมาก โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 การซื้อเวลาโฆษณาผ่านทีวีดิจิทัล คิดเป็นมูลค่าราว 9,000 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การซื้อเวลาโฆษณาผ่านทีวีอนาล็อกลดลงร้อยละ 11 คิดเป็นมูลค่าราว 26,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ลดลง

“ความน่าเชื่อถือของธนาคาร ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน แบงก์การันตีที่ออกโดยธนาคารถือว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เป็นพื้นฐานต่อทั้งระบบการเงินและการพาณิชย์ของประเทศ ดังนั้น การทำหน้าที่ผู้ค้ำประกันตามสัญญา ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นต่อธนาคารไทย การเพิกเฉยในการทำหน้าที่ดังกล่าว จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกรุงเทพเอง”นายกานเดเวีย กล่าว

 

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ย่านราชประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472397

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ย่านราชประสงค์

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ บนพื้นที่กว่า 6,600 ตร.ม. ในแต่ละปีจะมีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการนับถอยหลังหรือเคาต์ดาวน์สู่ปีใหม่ในวินาทีแรก จนเป็นการปักหมุดการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาในปีนี้มีการปรับเปลี่ยนแผนมาสู่แนวความคิดใหม่ในชื่องาน โอม : สดุดีแด่กษัตริยาธิราช โดยมีการแบ่งเป็น 4 โซน คือ โซน B จัดเป็นลานพระบริบาล โดยมีกิจกรรมเด่น 2 กิจกรรม ในลานนี้ คือ 1.เวทีสำหรับแสดงเพลงพระราชนิพนธ์โดยวงเฉลิมราชย์สลับกับวงฟองน้ำ ควบคุมวงดนตรีโดย อาจารย์วิรัช อยู่ถาวร และอาจารย์บรู๊ซ แก๊สตัน 2.Social Tree ถวายสดุดี ซึ่งเป็นจออิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดให้คนไทยและคนต่างชาติได้เขียนข้อความถวายสดุดีพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และจะถูกลิงค์เชื่อมไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์ในทันที รวมทั้งมีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารผู้ด้อยโอกาสทั้งคนพิการและเด็กกำพร้า

โซน C จัดเป็นลาน 8 เทพแห่งราชประสงค์ เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Identity) ให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความศรัทธาและความภาคภูมิใจในองค์เทพทั้ง 8 โดยจำลององค์เทพให้ทุกๆ คนได้บูชาในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนกรุงเทพฯ

โซน D เป็นลาน “ปวงประชาน้อมจิต” โดยจัดให้ร่วมกันสวดสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ข้ามปีไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2560 และในช่วงเย็นของวันนี้ จะกลายเป็นที่จอดรถพาหนะเทพทั้ง 8 เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมฝีมือศิลป์ของรถแห่เทพแบบไทย นอกจากนี้ยังมีเวทีศิลปินน้อมเกล้าฯ คือ เวทีใช้จัดการแสดงของเหล่าศิลปินมาขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ โดย วงเฉลิมราชย์ และ วงฟองน้ำ และเพลงเทิดพระเกียรติพ่อหลวง นำโดยศิลปินแนวหน้าของเมืองไทย เช่น เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว และศิลปินสมทบจากบีอีซีเทโรอีกมากมาย

แรงบันดาลใจและการผลักดัน

ด้วยแนวคิดเทวราชาพุทธ ที่เกี่ยวโยงกับเขาพระสุเมรุ ตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ โดยมี “ปลาอานนท์” หนุนอยู่ บนยอดเขาพระสุเมรุ คือ “สวรรค์ชั้นดาวดึงส์” ที่ตั้งของนครไตรตรึงษ์ “นครแห่งเทพ” มี “พระอินทร์เทวราช” เป็นผู้ดูแลปกครอง พระอินทร์ คือ ผู้อภิบาลโลกและพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ ที่ประทับของพระอินทร์ มีชื่อว่า ไพชยนต์มหาปราสาท ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานแท่นบัณฑุกัมพลอันเป็นทิพยอาสน์ ในยามที่โลกเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ทิพยอาสน์นี้จะแข็งดั่งศิลาเพื่อบอกให้พระอินทร์ทราบและลงมาช่วยเหลือมนุษย์

ตามคติความเชื่อแต่โบราณ รอบเขาพระสุเมรุเป็นมหาสมุทร เรียกว่า “นทีสีทันดร” มี “ป่าหิมพานต์” ที่อยู่ของ “สัตว์หิมพานต์” ชนิดต่างๆ และมี “สระอโนดาต” ที่มีตาน้ำอยู่สี่ทิศ ลักษณะของแต่ละทิศจะเป็นหน้าสิงห์ ช้าง ม้า และวัว ตามลำดับ ทิศที่เป็นหน้าวัวจะเป็นทิศที่น้ำจากสระอโนดาตไหลไปออกมหาสมุทร

ดร.โสดากิติ์ วงศ์โกมลเชษฐ์ หนึ่งในกำลังสำคัญของการจัดงาน ได้เล่าถึงที่มาของงานครั้งนี้ว่า ด้วยความแข็งแกร่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่กับศาสนา และ โอม คือคำเปล่งคำแรกของศรัทธา

“ความตั้งใจของคณะผู้จัด อยากให้เป็นงานที่เป็นการสดุดีของความศรัทธา ผู้จัดตั้งใจที่จะร้อยสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน คนไทยทั้งชาติก็เข้ามามีส่วนร่วม ผู้ใหญ่ของคณะรัฐบาลก็สนับสนุน ร่วมกันปักเสาเข็มบนศรัทธา ต้องบอกว่าจะเป็นงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแสดงให้เห็นความรักความศรัทธาในแนววิถีไทย เป็นการที่จะดึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ความศรัทธาของคนไทย โดยเฉพาะการดึงเอาเทคโนโลยีโซเชียลมีเดียมาใช้ทำโซเชียลทรีมาสดุดีพระมหากษัตริย์ เมื่อคนมาเขียนสดุดีทุกอย่างจะถูกส่งเข้าไปบันทึกในหอจดหมายเหตุได้ทันที ซึ่งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เพราะอีก 30 ปี ก็จะมีการค้นหาชื่อได้ถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ท่านมีส่วนร่วมในการสดุดีกษัตริยาธิราช”

เหนื่อย แต่ปลื้มใจ ดร.โสดากิติ์ บอกถึงความรู้สึกและเล่าความในใจต่อว่า ตอนนี้ถือว่างานบรรลุผลอย่างเกินคาดหวัง

“จากความตั้งใจจากศรัทธาอยากให้กระแสของคนได้มาร่วมทำบุญทำทานรับพร มีการเลี้ยงเด็กกำพร้าในลานพระบริบาล แล้วงานคราวนี้ก็จะเน้นกลุ่มคนที่กว้างขึ้นแนวครอบครัวที่มาพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างอบอุ่น มีกิจกรรมที่ให้ทุกคนทำและอยู่ร่วมกันได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พักอยู่ย่านราชประสงค์จะมากันเป็นครอบครัว จะได้มีที่ไปที่เที่ยวในวันปีใหม่ อยากให้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียพอเข้าเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เขาจะพูดถึงงานในเมืองไทยและอยากมา เรียกว่าปักหมุดไว้เลย”

ณัฏฐพร ชีวมงคล รองประธาน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ตัวแทนสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) บอกด้วยความยิ้มแย้มว่า โรงแรมเต็มหมดแล้ว

“ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องสร้างเศรษฐกิจให้กลับคืนมาแก่ประเทศ ร่วมกันสร้างงานสร้างกิจกรรมเพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ประเทศไทย คือ ศูนย์กลางของอาเซียน ต้องสร้างให้ถึงตรงนั้นให้ได้”

ร่วมสักการะ 8 องค์เทพแห่งย่านราชประสงค์

เขาพระสุเมรุจำลองที่จะเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพทั้ง 8 องค์ ที่อยู่ในย่านราชประสงค์มารวมไว้ในที่เดียวกันเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาสักการะในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.ท้าวมหาพรหม ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ที่ว่า พระพรหมเป็นผู้สร้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เทพสูงสุด พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในเรื่องทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา และทรงรับฟังคำขอ คำสวดภาวนาของทุกคน และทรงทำให้ผู้สักการะที่มีจิตใจศรัทธาสมความปรารถนา หากผู้ใดต้องการมากราบไหว้ให้เตรียม ดอกมะลิ หรือดอกดาวเรือง ขนมหวานรสอ่อน ผลไม้ หรือธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง มาเพื่อสักการะขอพรจะยิ่งเป็นมงคลแก่ตัว (ศาลท่านท้าวมหาพรหม ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ฝั่งเดียวกับโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ)

2.ท้าวอัมรินทราธิราช เป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีหน้าที่ปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ดูแลทุกข์สุขของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายบนโลก ผู้ใดที่เคารพบูชาท่านจะทำให้สามารถรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง ทำให้สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ถูกต้อง รูปเคารพองค์อัมรินทราธิราชที่มีพระวรกายสีเขียวหยกเข้ม มีพระเนตรพันดวง ประดิษฐานอยู่หน้าศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า สำหรับเครื่องสักการะท้าวอัมรินทราธิราช คือ พวงมาลัยดอกดาวเรือง และตุ๊กตาช้าง

3.พระนารายณ์ (หรือพระวิษณุ) เป็น 1 ใน 3 มหาเทพ มีหน้าที่คุ้มครองและดูแลรักษาทั้ง 3 โลก ทรงเปรียบประดุจเทพเจ้าแห่งความเมตตา พระอำนาจของพระองค์สามารถขจัดปัดเป่าความชั่วร้ายและสิ่งไม่ดี และช่วยปกป้องจากภยันตรายทั้งปวง โดยรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จะอยู่ในภาคพระวิษณุทรงสุบรรณ หรือทรงครุฑ ผู้ที่เข้ามาสักการะส่วนใหญ่จะมาเพื่อขอพรให้ธุรกิจการค้าของตนเองเจริญรุ่งเรือง โดยใช้เครื่องสักการะที่มีสีเหลือง ได้แก่ พวงมาลัยดอกดาวเรือง ผ้าไทย และขนมไทย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด

4.พระแม่ลักษมี ทรงเป็นชายาของพระนารายณ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทวีแห่งความงดงาม และเป็นดั่งเทพผู้บันดาลโชคลาภ ความร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์ พระองค์มักประทานความสำเร็จในการประกอบกิจการ การเจรจาต่อรอง การทำมาค้าขาย การประกอบธุรกิจทุกสาขา ประดิษฐานอยู่บริเวณดาดฟ้าชั้นสี่ ศูนย์การค้าเกษร เครื่องสักการะ คือ ดอกบัวบานสีชมพูเข้ม เหรียญ หรือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์แสดงความมั่งคั่ง และอ้อยหรือน้ำอ้อย

5.พระพิฆเนศวร เป็นมหาเทพที่ผู้คนนับถือในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการ ขจัดอุปสรรค และอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง ซึ่งพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ศาลบูชาพระพิฆเนศวรตั้งอยู่บริเวณลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเครื่องสักการะ ได้แก่ พวงมาลัยดอกดาวเรือง กล้วย อ้อย หรือน้ำอ้อย มะม่วงสุก ทับทิม นมสด และนมเปรี้ยว ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว เป็นต้น

6.พระตรีมูรติ หรือเทพทัตตาเตรยะ ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ เป็นการรวมกันของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ถึง 3 พระองค์ เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ที่ถือว่าเป็นผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย การรวมอานุภาพของมหาเทพ 3 พระองค์ไว้ในองค์เดียวกัน ผู้บูชาย่อมบังเกิดความเป็นสิริมงคล และความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต ดุจดังพลานุภาพของเทพทั้ง 3  โดยมีเครื่องสักการะ คือ ธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง กุหลาบแดง และผลไม้

7.พระแม่อุมาเทวี หรือพระแม่ปารวตี คือ พระนามแห่งพระแม่ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล เป็นเทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด พระองค์ทรงประทานพรด้านความสมบูรณ์ ความอิ่มเอม ความผาสุกในการครองเรือน ครอบครัวที่เปี่ยมสุข โดยเครื่องสักการะควรเป็นขนมที่มีรสชาติมัน ปราศจากเนื้อสัตว์ และไม่มีกลิ่นหอมแรงเกินไป ตลอดจนผลไม้และธัญพืชทุกชนิด

8.พระนารายณ์ อยู่บนหลังพญาอนันตนาคราช หรือพญานาค มีอีกชื่อหนึ่งว่า “หริ” แปลว่า ผู้ดูแลแห่งจักรวาล ถือเป็นเทพสูงสุด ลักษณะเป็นองค์สีดำ ประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำที่รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิด อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เหมือนหน้าอินเตอร์คอนฯ ที่ประทับบนหลังพญาครุฑ สิ่งที่ใช้สักการะ : ธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ และดอกดาวเรือง 1 พวง

สำหรับงาน โอม : สดุดีแด่กษัตริยาธิราช ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะเริ่มให้ประชาชนเข้าสักการะ 8 องค์เทพ และชมการแสดงภาคบันเทิงได้ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560 และมีขบวนแห่และพิธีเปิดในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. และ 17.00 น.ตามลำดับ และจะจัดไปถึงวันที่ 2 ม.ค. 2560

 

เช็กลิสต์คนข้างกาย ควรอยู่ต่อหรือบอกลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472384

เช็กลิสต์คนข้างกาย ควรอยู่ต่อหรือบอกลา

โดย…พุสดี

หลายคนมักบอกว่าการตามหาคนที่ใช่นั้น ยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่การที่จะรู้ว่าคนที่เราสนใจอยู่นั้น คือ คนที่ใช่หรือเปล่านั้น ทั้งยากและต้องใช้เวลามากกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก คงไม่มีใครอยากเสียเวลาไปกับความสัมพันธ์ที่จุดจบ คือ ผิดหวัง หรือต้องบอกลากัน เพราะเหตุผลว่าอีกฝ่าย คือ คนที่ไม่ใช่ หากคุณไม่อยากจะต้องเสียเวลาวนอยู่กับคนที่ไม่ใช่ซ้ำแล้วซ้ำอีก กูรูจาก Happn แอพพลิเคชั่นแรกบนมือถือที่เปิดโอกาสให้คุณได้ทำความรู้จักกับคนที่คุณเดินผ่านไปแล้วได้อีกครั้ง มีวิธีการง่ายๆ ในการช่วยพิจารณาคนที่ใช่ และลบคนที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตมาแนะนำ

คนที่ใช่มักจะ…

1.เชื่อในตัวคุณ – เคารพพื้นที่ส่วนตัวของคุณ เขาจะไม่รุกล้ำและคอยจับผิดว่าคุณทำอะไรที่ไหนกับใคร หรือโกรธเวลาที่คุณไม่ตอบข้อความกลับทันที อีกอย่างเขาจะไม่โทรจิกคุณทั้งคืน เวลาที่คุณอยู่กับเพื่อนๆ ด้วย

2.เข้ากันได้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ – อะไรจะดีไปกว่าการที่คู่เดทของคุณได้รับการยอมรับจากเพื่อนและครอบครัวของคุณ เพียงแค่ทุกคนในบ้านคุณเห็นตรงกันว่าเขาหรือเธอเป็นคนดี ก็พอจะเป็นเครื่องการันตีได้ครึ่งหนึ่งแล้วว่าเขาคือคนที่ใช่ ที่เหลือก็เป็นเรื่องเคมีของคุณและคู่เดทแล้วว่าจะเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน

3.คอยสนับสนุนคุณเสมอ – คนที่ใช่จะคอยสนับสนุนคุณและคอยอยู่เคียงข้างคุณทั้งในวันที่คุณมีความสุขและวันที่คุณทุกข์ใจ เขาหรือเธอจะไม่ลังเลที่จะให้กำลังใจคุณเมื่อยามคุณรู้สึกเหนื่อยและท้อใจ ถ้าคุณเจอคนแบบนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเสีย ไม่งั้นจะต้องมาเสียใจภายหลัง

คนที่ไม่ใช่มักจะ…

1.ไม่เคยเป็นผู้ให้ – ในความสัมพันธ์ที่ดีนั้น ควรจะเป็นความสัมพันธ์แบบ 2 ทาง คือ การเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี ถ้าเกิดความสัมพันธ์ของคุณเป็นแบบทางเดียว หรือคุณเป็นคนให้เพียงฝ่ายเดียวแต่ไม่เคยได้รับเลย แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาหรือเธอไม่ใช่คนที่ใช่ที่คุณตามหาอยู่แน่นอน

2.ฉันถูกเสมอ – ถ้าคุณกำลังเจอกับคนที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองผิด อีกทั้งยังต่อต้านเวลาคุณเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปอยู่เสมอแล้วละก็ คุณควรเผื่อใจไว้สักนิดว่ากำลังเจอกับคนที่ไม่ใช่ เพราะในความสัมพันธ์ที่ดีนั้น เราไม่ควรมานั่งชี้นิ้วตัดสินว่าใครถูกหรือผิดแบบ 100% แต่ควรจะประนีประนอมกัน ยอมรับซึ่งกันและกันมากกว่า

3.เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ – ถ้าเจอคนที่มองโลกในแง่ลบตลอดเวลา บอกตัวเองได้เลยว่าคนคนนี้ไม่น่าจะใช่คนที่ใช่ของคุณแล้ว เพราะถ้าทำใจเป็นกลางแล้วถามตัวเองให้ดี คุณคงไม่อยากติดอยู่กับคนที่มีทัศนคติในแง่ลบและติไปซะทุกอย่างตลอดเวลาใช่ไหม เราทุกคนล้วนอยากใช้ชีวิตอยู่กับคนที่คอยสนับสนุนเป็นกำลังใจให้กันและกันมากกว่าจริงไหม

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่เช็กลิสต์เบื้องต้นให้ลองนำไปปรับใช้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าหลักการใดๆ คือ การฟังเสียงหัวใจของตัวคุณเอง เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณเจอคนที่ใช่แล้ว คุณควรจะรักษาเขาหรือเธอให้ดี อย่าปล่อยให้เขาหรือเธอหลุดมือไปเด็ดขาด

 

เครื่องกรองน้ำที่ดีช่วยประหยัดน้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472314

เครื่องกรองน้ำที่ดีช่วยประหยัดน้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้

ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดตามร้านทั่วไปมาดื่ม ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากถึง 60 ล้านคน หากทุกคนซื้อน้ำดื่มกันคนละ 1 ขวด เท่ากับว่าจะมีปริมาณขยะหรือขวดพลาสติกเพิ่มมากขึ้นถึง 60 ล้านขวดหรือมากกว่านั้น เรามักจะทราบดีอยู่แล้วว่า ขวดพลาสติกจัดว่าเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก กว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานหลายปี

จากปัญหาข้างต้น เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ โดยการติดเครื่องกรองน้ำ eSpring ไว้ที่บ้านและนำน้ำดื่มใส่ขวดหรือภาชนะไปดื่มเอง เมื่อจำเป็นต้องออกไปข้างนอกบ้าน เช่น ไปออกกำลังกาย เป็นต้น เครื่องกรองน้ำ eSpring สามารถกรองน้ำได้มากถึง 5,000 ลิตร เท่ากับกรองน้ำดื่มบรรุจขวดได้ 10,000 ขวด นั่นคือ เราจะลดปริมาณขยะพลาสติกจากการใช้ขวดพลาสติกได้มากถึง 10,000 ขวดต่อปี แต่ถ้าติดเครื่องกรองน้ำ eSpring ไว้ที่บ้าน เราจะได้ประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มมากขึ้นกว่าการช่วยลดปริมาณขวดพลาสติกอีกนะ มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

• ไม่เกิดการสูญเสียน้ำ

เครื่องกรองน้ำ eSpring ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียน้ำในระบบขณะกรอง ช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำของโลก ซึ่งถ้าหากเทียบกับเครื่องกรองน้ำทั่วไปซึ่งจะสูญเสียน้ำในระหว่างกรองถึง 80% เครื่องกรองน้ำ eSpring จึงเป็นเครื่องกรองน้ำที่ทำให้ใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่า

• ประหยัดเงิน

การติดเครื่องกรองน้ำ eSpring ไว้สำหรับครอบครัว 4 คน สามารถประหยัดเงินค่าใช้จ่ายได้มากกว่าปีละ 18,000 บาท* เมื่อเทียบกับการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดทุกวัน

• ติดตั้งง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน

เครื่องกรองน้ำ eSpring มีขนาดกะทัดรัด ไม่เปลืองเนื้อที่ ไม่ว่าที่บ้านหรือคอนโดก็สามารถติดตั้งได้ง่าย ๆ ตอบสนองทุกความต้องการของทุกคนในครอบครัว ทั้งใช้ดื่มและปรุงอาหาร สะดวกต่อการใช้งานและยังปลอดภัยอีกด้วย เพราะเครื่องกรองน้ำ eSpring ได้มีการนำเทคโนโลยีไร้สายมาใช้ ทำให้ไฟฟ้าและน้ำไม่สัมผัสกันโดยตรง

• ชะลอวัย

เครื่องกรองน้ำ eSpring ได้นำเทคโนโลยีไส้กรองคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ จึงทำให้เราได้ดื่มน้ำสะอาด ปราศจากเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน อีกทั้งยังช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และปรับปรุงรสชาติของน้ำด้วย การดื่มน้ำเป็นประจำยังส่งผลให้เรามีสุขภาพผิวที่ดี ผิวพรรณชุ่มชื้น เปล่งปลั่งสดใสและดูมีน้ำมีนวลด้วย

การใช้เครื่องกรองน้ำที่ดี นั้นดีจริงๆ เพราะนอกจากได้ดื่มน้ำสะอาดคุณภาพดีแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปริมาณขวดพลาสติกและรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนะ

*สำหรับการคำนวณค่าใช้จ่ายเครื่องกรองน้ำ eSpring ดูเพิ่มเติม http://www.espring.co.th/why_calculate.html

 

เอยูเอปันความรู้สู่น้องโสสะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2559 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471591

เอยูเอปันความรู้สู่น้องโสสะ

โรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอยูเอ) จัดโครงการ “เอยูเอปันความรู้สู่น้องโสสะ” มอบทุนการศึกษา หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (English for Communication) จำนวน 40 ทุน แก่มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยกระจายทุนการศึกษาไปยังเยาวชนหมู่บ้านเด็กโสสะ จำนวน 10 คน ตามจังหวัดต่างๆ ได้แก่ สมุทรปราการ สงขลา และ เชียงราย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม ปี 2559

สถานสอนภาษา เอยูเอ ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ด้วยความมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาและมอบโอกาสทางการศึกษาภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนที่ขาดโอกาสในการศึกษา ได้เรียนรู้การสื่อสารภาษาอังกฤษจากครูเจ้าของภาษา ได้สัมผัสประสบการณ์ตรงนอกเหนือจากในตำราเรียน ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพของเยาวชน และเสริมสร้างความมั่นใจในการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตประจำวัน

โครงการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีความตั้งใจในการพัฒนาตนเองและนำความรู้จากเอยูเอไปถ่ายทอดแก่เยาวชนคนอื่นๆ ในมูลนิธิโสสะฯ เอยูเอจึงวางแผนที่จะสนับสนุนและสานต่อโครงการนี้ในปี 2560 ต่อไป

 

กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/470972

กินอย่างไร ท้องไม่ผูกในผู้สูงอายุ

หากถามผู้ดูแลผู้สูงอายุ ว่าอะไรเป็นปัญหากวนใจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ รับรองได้ว่า “ท้องผูก” จะเป็นคำตอบอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องจัดการกันในแต่ละวัน รู้หรือไม่ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสท้องผูกก็ยิ่งมากขึ้น และผู้หญิงมักมีปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ พบว่ามีภาวะท้องผูกสูงถึง 80%

อย่างไรจึงเรียกว่าท้องผูก

หากมีอาการอย่างน้อยสองในสามข้อ ถือว่ามีอาการท้องผูก ต้องหาทางแก้ไข

1. ขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์
2. อุจจาระแข็ง หรือจับเป็นก้อน
3. ขับถ่ายยาก หรือขับถ่ายเองไม่ได้ ต้องให้ช่วยบ่อยๆ เป็นเวลากว่า 6 เดือน

วิธีแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น

การท้องผูก ก็เหมือนการที่มีเศษอาหารเกาะกันแน่น ค่อนข้างแห้ง ในท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างจาน จึงอุดตัน หากไม่รุนแรงมากนักเราสามารถที่จะพยายามช่วยให้เศษอาหารเคลื่อนเหล่านี้ เคลื่อนไปได้ด้วยการทำให้เศษอาหารเหล่านี้ชุ่มน้ำ และ ช่วยให้ท่อขยับบีบตัว เศษอาหารที่อุดตัน ก็จะค่อยๆออกมา การแก้ไขการท้องผูกเบื้องต้น ทำได้โดยการปรับเรื่องน้ำ ใยอาหาร และการเคลื่อนไหวร่างกายดังนี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ :

ผู้สูงอายุมักเลี่ยงไม่ค่อยดื่มน้ำ อาจเพราะเข้าห้องน้ำเองไม่สะดวก จึงคิดเอาเองว่ากินน้ำให้น้อยลง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย การถ่ายยากหรือท้องผูก เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ

ข้อแนะนำ :

โดยทั่วไปผู้สูงอายุควรดื่มน้ำ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน หรือ 1.5-2 ลิตร (ยกเว้นผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือไตวายที่ต้องจำกัดน้ำ) ควรมีขวดใส่น้ำที่บอกปริมาตรไว้ประจำตัว เพื่อที่จะได้รู้ว่าในแต่ละวัน ดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ และควรเตรียมความสะดวกในการปัสสาวะ ไม่ให้เดินไกลเกินไป หรืออาจใส่กางเกงอนามัย เพื่อลดปัญหาการไม่ชอบเข้าห้องน้ำ

2. กิน “ใยอาหาร” ให้เพียงพอ :

ใยอาหารมีหลากหลาย แต่ใยอาหารชนิดละลายน้ำเป็นชนิดที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี เพราะอุ้มน้ำทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม เคลื่อนตัวได้ง่าย เช่น ใยอาหารจากผลไม้เช่น ลูกพรุน แอบเปิ้ล กล้วย ส้ม ข้าวโอ๊ต ถั่ว เป็นต้น

รู้จักใยอาหารชนิดพิเศษ ที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย

ใยอาหาร ที่มีชื่อเฉพาะว่า “พรีไบโอติกส์” (Pre-biotics) ได้แก่ ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์(สายสั้น) และ อินนูลิน(สายยาว) เป็นใยอาหารละลายน้ำที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ (จุลินทรีย์สุขภาพ คือจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ที่ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดโรค) ทำให้ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายไปพร้อมๆกัน

3. กินอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือที่เรียกว่า “โพรไบโอติกส์” :

ระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่) นอกจากจะเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการย่อย-ดูดซึม-ขับถ่ายแล้ว ยังเป็นอวัยวะภูมิคุ้มกันขนาดใหญ่ของร่างกายอีกด้วย เพราะคนเราจะติดเชื้อโรคได้หลักๆ อยู่ไม่กี่ทาง เช่น การหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป และการกินอาหารแล้วมีเชื้อโรคแฝงเข้าไปด้วย และการติดเชื้อจากอาหารนี่แหละ ที่ทำให้ระบบขับถ่ายเรามีปัญหา ซึ่งการได้รับจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-biotics) จะช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้นได้

แล้วจุลินทรีย์สุขภาพ ช่วยเรื่องขับถ่ายและระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร

จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์) จะส่งเสริมสุขภาพและการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยการกินใยอาหารชนิดพิเศษในข้อ 2 ที่เรียกว่า พรีไบโอติกส์ เป็นอาหาร แล้วผลิตสารให้พลังงานแก่เซลล์ลำไส้ขึ้นมา เมื่อเซลล์ลำไส้ได้พลังงานเพิ่มเติมจึงทำหน้าที่ขับถ่ายและป้องกันเชื้อโรคได้ดี กระบวนการนี้จะช่วยปรับสมดุลในลำไส้ ช่วยกำจัดจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี ที่ก่อให้เกิดโรคให้ลดลงได้อีกด้วย

แต่พอสูงอายุจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพจะลดลงไปอย่างมาก ทำให้ลำไส้ไม่แข็งแรง

เมื่อสูงอายุ เราควรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ เนื่องจากมีรายงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ชนิด แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ มีส่วนช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรง โดยผู้สูงอายุที่ได้รับอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ แล็คโทบาซิลลัส พาราคาเซอิ และใยอาหารชนิดพิเศษที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดนี้ มีสุขภาพที่แข็งแรงและพบการติดเชื้อน้อยกว่า ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุมีการขับถ่ายและภูมิคุ้มกันที่ดี จึงควรเสริมด้วยอาหารที่มีทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติกส์ ; Pro-Biotics) และใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์ (Pre-biotics) คู่กัน

4. จัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำและออกกำลัง :

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเคลื่อนไหว เป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการแก้ไขท้องผูก

ข้อแนะนำ :

ควรจัดตารางเวลาเข้าห้องน้ำและออกกำลังให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น จัดเวลาเข้าห้องน้ำเวลาเดิมเป็นประจำทุกเช้าและเย็น (แม้ว่าไม่ปวด) ในระหว่างวัน ให้เดินหรือออกกำลังกายเบาๆ (เช่น โยคะ ไทชิ) ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนมื้อว่าง ที่ประกอบด้วยเครื่องดื่มร้อน(ไม่มีคาเฟอีน) และของว่างพวกผลไม้หรือธัญพืชนิ่มๆ ก่อนนอนให้ดื่มอาหารเสริมที่มีใยอาหาร เป็นต้น

5. ดูแลอาหารให้เหมาะสมและเพียงพอ :

ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่ได้มีปัญหาท้องผูกเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาอื่นๆร่วมด้วย เช่นมีปัญหาการเคี้ยว ไม่สามารถกินผักผลไม้ปกติได้ ต้องควบคุมน้ำตาล/ไขมัน มีภาวะน้ำหนักลดหรือกล้ามเนื้อลีบร่วมด้วย ควรพิจารณาอาหารเสริมที่มีสารอาหารเหมาะสมกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า “อาหารสูตรครบถ้วน” ที่มีโปรตีนสูง เป็นโปรตีนคุณภาพดี น้ำตาลไม่สูง มีไขมันที่ดี พร้อมกับใยอาหารและพรีไบโอติกส์ ก็จะช่วยตอบโจทย์สุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วน

อาหารสูตรครบถ้วนคืออะไร?

อาหารสูตรครบถ้วน คือ การนำอาหารทั้ง 5 หมู่ มาทำในรูปแบบผง ชงทานง่าย มีการคำนวณปริมาณสารอาหารให้สมดุลตามหลักทางการแพทย์ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันที่ดี วิตามินเกลือแร่ ที่จำเป็นและเพียงพอต่อร่างกาย ผสมเข้ามาไว้ด้วยกัน ผู้สูงอายุทั่วไปสามารถชงดื่มเสริมมื้ออาหารปกติได้เมื่อทานอาหารได้น้อยและไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งชงดื่มทดแทนอาหารมื้อที่ขาดหายไปได้

เลือกอาหารสูตรครบถ้วนอย่างไร?

อาหารสูตรครบถ้วนที่ดี นอกจากจะมีปริมาณสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุแล้ว คุณภาพของสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบก็เป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน เนสท์เล่ โดย Nestle Health Science เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ ที่ศึกษาอาหารทางการแพทย์ที่ถูกหลักโภชนาการออกมาให้ผู้สูงอายุทั่วไปรับประทาน รสชาติอร่อย ทานง่าย ชงง่าย ดูดซึมง่าย

สูตรเฉพาะของเนสท์เล่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีให้กับผู้บริโภค* เช่น เลือกใช้เวย์โปรตีน โปรตีนคุณภาพสูง, เพิ่มทั้งจุลินทรีย์สุขภาพ โพรไบโอติกส์ และ ใยอาหารชนิดพิเศษ พรีไบโอติกส์, มีวิตามินอีสูง และมีวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญอื่นๆ รสชาติอร่อย จึงไม่เพียงแต่มีสารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ และเพียงพอต่อความต้องการ แต่มีส่วนประกอบที่โดดเด่นเพิ่มเติม สามารถดื่มเสริมวันละ 1-2 แก้ว ระหว่างอาหารปกติมื้อหลักได้ง่ายๆ ได้รับการยอมรับและใช้จริงจากแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ผลิตจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้คุณมั่นใจได้ด้วยสินค้าคุณภาพจากเนสท์เล่

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมคลิกที่นี่ >> https://goo.gl/t1m1pA <<

หรือ ติดต่อบริษัทเนสท์เล่ในวันและเวลาทำการปกติที่เบอร์โทรศัพท์ 02-657-8582
(โทรติดต่อเพื่อสั่งซื้อ สอบถามถามข้อมูล หรือขอตัวอย่างสินค้า)

*ขึ้นกับแต่ละสูตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. Brenda G. Schuster, Lynette Kosar, Rejina Kamrul Constipation in older adults Stepwise approach to keep things moving. Can Fam Physician. 2015 Feb; 61(2): 152-158.
2. Daniel Bunout et. al. Effects of a nutritional supplement on the immune response and cytokine production in free-living Chilean elderly. Journal of Parenteral and Enteral Nutrition. 2004;28(5):348-354
3. Glenn R. Gibson, Emily R. Beatty, Xin Wang and John H. Cummings. Selective stimulation of bifidobacterial in the human colon by oligofructose and inulin. Gastroenterology. 1995;108:975-982
4. ชนิพรรณ บุตรยี่. การเพิ่มการบริโภคพืช ผัก ผลไม้. ฉบับปรับปรุง กุมภาพันธ์ 2557. โรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
5. Designed by Freepik http://www.freepik.com/free-photo/close-up-of-glass-of-water_945051.htm
6. Designed by Freepik http://www.freepik.com/free-photo/senior-couple-joking-and-laughing_857946.htm

 

โรงเรียนพระดาบส สร้างสัมมาชีพ สร้างเฟอร์นิเจอร์พันธุ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472211

โรงเรียนพระดาบส สร้างสัมมาชีพ สร้างเฟอร์นิเจอร์พันธุ์ไทย

โดย…ปอย ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ออร์เดอร์โต๊ะเก้าอี้ชุดใหญ่ มีใบสั่งมาจากบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี ซึ่งสนับสนุนโรงเรียนพระดาบสมาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี และในปีนี้ได้ขยายโอกาสให้นักเรียนแผนกช่างไม้ลูกศิษย์พระดาบส ได้ทดลองฝึกฝนทักษะ ได้ทำงานเป็นการฝึกปรือวิชากันในห้องเรียนกันจริงๆ จังๆ ชุดโต๊ะกาแฟลายหมากรุกพร้อมเก้าอี้ไม้ โชว์ผลงานสำเร็จสวยงามอยู่ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทย สถานีบริการน้ำมันพีที จ.นครปฐม การได้ทำเฟอร์นิเจอร์ให้องค์กรชั้นนำครั้งนี้ เป็นการให้โอกาสเด็กๆ ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีสัมมาชีพ ได้สั่งสมประสบการณ์ในงานอาชีพสามารถเลี้ยงดูตัวเองยั่งยืน

สร้างโอกาสชีวิตเป็นศิษย์พระดาบส

ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานช่างต่อเรือกลึงไม้ด้วยพระองค์เอง ประดับไว้ที่ห้องโถงใหญ่ในโรงเรียนพระดาบส ย่านเทเวศร์ ทำให้เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องทรงให้ความสำคัญกับงานช่างฝีมืออย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ พระเมตตาที่มีต่อพสกนิกรยากไร้ พระราชดำริให้จัดตั้งโรงเรียนฝึกอาชีพช่างแห่งนี้ขึ้น เมื่อปี 2519 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนประเดิมในการก่อตั้งโรงเรียน

ศิษย์พระดาบส คือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังไม่มีอาชีพ นักเรียนสมัครโรงเรียนนี้ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีความเพียรในการศึกษาสร้างอาชีพของตัวเอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้ทรงจำกัดเพศ วัย ศาสนา ถิ่นฐานที่อยู่ หรือวุฒิแต่อย่างใด เพียงอ่านออกเขียนได้ก็เพียงพอสำรับเข้ามาสมัครในโรงเรียนงานอาชีพแห่งนี้ได้

ดร.สมยศ เจตน์เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถรับศิษย์พระดาบสประมาณ 150 คน/ปี หลักสูตรที่ให้นักเรียนเลือก เช่น หลักสูตรวิชาชีพช่างไฟฟ้า หลักสูตรวิชาชีพช่างอิเล็กทรอนิกส์ (คอมพิวเตอร์) หลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์ หลักสูตรวิชาชีพการเกษตรพอเพียง หลักสูตรวิชาชีพช่างซ่อมบำรุง หลักสูตรวิชาชีพเคหบริบาล (งานแม่บ้านดูแลผู้สูงอายุ) และหลักสูตรวิชาชีพช่างไม้

“อาชีพช่างจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อทำให้เกิดความชำนาญ เด็กๆ จึงต้องการพื้นที่ฝึกฝนในสนามจริง ซึ่งการที่พีทีเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำเฟอร์นิเจอร์ให้ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ก็เป็นสนามฝึกงานจริงของนักเรียน แม้ว่าการทำเฟอร์นิเจอร์ครั้งนี้จะเน้นนักเรียนช่างไม้เป็นหลัก แต่นักเรียนในสาขาวิชาอื่นก็มีส่วนช่วยด้วย เพื่อฝึกทักษะช่างไม้พื้นฐาน ถึงจะมีอุปสรรคบ้างในเรื่องระยะเวลาในการทำงาน เพราะต้องทำช่วงนอกเวลาเรียนเท่านั้น แต่เมื่อได้เห็นผลงานและได้รับการตอบรับที่ดีจากพีทีผมก็รู้สึกภูมิใจแทนเด็กๆ เหล่านี้”

 

ดร.สมยศ เริ่มต้นสนทนาถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาในกลุ่มของผู้ที่แสวงหาโอกาส แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

“ทุกหลักสูตรใช้เวลาในการเรียน 1 ปี ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงให้โอกาสกับทุกๆ คนโดยแท้จริงครับ คนสนใจสมัครเข้ามาเรียนที่นี่รับอายุ 18-35 ปี นักเรียนอยู่กินกับโรงเรียนในย่านเทเวศร์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุกอย่างฟรีทั้งหมดนะครับ ตั้งแต่เสื้อผ้ารองเท้า ไปจนอาหารครบ 3 มื้อ โรงเรียนไม่เป็นเชิงพาณิชย์ แต่เป็นการกุศล มีหลักการง่ายๆ ครับว่าผู้เรียนต้องมีความตั้งใจ และเต็มใจเรียน เพื่อประสงค์มีอาชีพ เพราะเป้าหมายของการเรียน คือ สร้างอาชีพให้คนยากจน

ส่วนครูก็ต้องเป็นผู้รู้ในแผนกช่างสาขานั้นในความหมายของอาชีพเช่นกัน คือ นักเรียนช่างไม้ก็ได้เรียนกับครูที่มีอาชีพช่างไม้จริงๆ เด็กๆ ได้ความรู้ ทักษะจากคนในสายงานนั้นโดยตรง

การเรียนจบการศึกษาใน 1 ปี ทุกคนที่เรียนจบจากที่นี่ผมรับรองได้เลยครับว่าทุกๆ คนออกไปทำงานเป็น ทำงานได้อย่างแน่นอน เพราะการสร้างโรงเรียนตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมิน
ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเน้นแนวความคิดที่ว่า ‘สอนให้คนมีอาชีพ ควรจะสอนอย่างไร…’ เด็กๆ จึงได้ร่ำเรียนกับเจ้าของอาชีพจริงๆ และรับนักเรียนในจำนวนเท่าที่เครื่องมือของโรงเรียนมี เช่น หลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์ เรามีมอเตอร์ไซค์วัสดุสำหรับฝึก 15 เครื่อง ก็รับนักเรียนได้ 15 คน เรียนให้แตกฉานในเรื่องเครื่องยนต์กลไกรถมอเตอร์ไซค์ จบไปก็ทำงานในร้านซ่อมรถได้

 

นักเรียนทุกๆ คนที่จบไปก็จะได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งก่อนจบบริษัทห้างร้านก็มาจองขอนักเรียนของเราไปทำงานด้วย บอกได้เลยครับว่าไม่เพียงพอต่อตลาดแรงงาน”

ดร.สมยศ กล่าวย้ำแนวคิดเรียนจริง ฝึกทำจริง ชุดเฟอร์นิเจอร์ออร์เดอร์ของบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จึงเป็นการฝึกฝนเพื่อความชำนาญได้แท้จริง และจากโรงเรียนขนาดเล็ก พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชานุญาตจดทะเบียนจัดตั้งเป็นโรงเรียน พร้อมกับมูลนิธิพระดาบสตามกฎหมายเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2533

“มีออร์เดอร์มาจากหลายที่ครับ เด็กๆ ทำงานก็มีรายได้จากการทำงานแต่ละชิ้นอีกด้วย ปลายปีในช่วงนี้เริ่มรับสมัครนักเรียนแล้วนะครับ ซึ่งเกณฑ์ก็คือรับสมัครตั้งแต่อายุ 18-35 ปี แค่อ่านออกเขียนได้ก็รับเข้าเรียน แต่อย่างที่บอกว่าต้องมีใจมุ่งมั่นอยากเรียนจริงๆ ไม่ใช่พ่อแม่จูงมาสมัครหรือบังคับให้มาเรียน แต่ตัวเองไม่ได้ชอบหรือไม่รู้จะเรียนช่างอะไรเลย แบบนี้ไม่รับนะครับ การเรียนที่นี่ต้องพร้อมจริงๆ นะครับ ค่าใช้จ่ายนักเรียนต่อคนปีละ 1.2 แสนบาท แต่เด็กเรียนฟรีมีให้พร้อมทั้งอาหาร ที่พัก เครื่องแต่งกาย ซึ่งเงินที่ได้คือเงินบริจาคงานพระราชกุศลสงเคราะห์เข้ามา ฉะนั้นต้องใช้เงินให้คุ้มค่าครับ”

 

นักเรียนช่างไม้ศิษย์พระดาบส

โรงเรือนเรียนช่างไม้ มีนักเรียนฝึกเพียง 3-4 คนเท่านั้น บุญล้ำ ภูกองชัย อาจารย์หัวหน้าศูนย์ช่างไม้ โรงเรียนพระดาบส ผู้ควบคุมโครงการเฟอร์นิเจอร์ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าการทำงานร่วมกับพีทีในครั้งนี้ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะที่เรียนรู้จากในห้องเรียนมาใช้งานจริง และหากได้ฝึกฝนเพิ่มเติมจนเชี่ยวชาญ พร้อมนำประสบการณ์และการเรียนรู้ไปปรับใช้ในสายอาชีพในอนาคตต่อไป

“เด็กได้ทำงานหลากหลายครับ พีทีให้โจทย์มาว่าต้องการโต๊ะกาแฟที่มีลายหมากรุกบนโต๊ะในแบบร้านกาแฟสมัยก่อน การกำหนดแบบมาให้เด็กๆ ก็ได้ฝึกปรือฝีมือกับการทำงานชิ้นที่ไม่เคยทำนะครับ ตาหมากรุกนี่คือสิ่งยากที่สุดเพราะต้องใช้ทักษะความชำนาญการลงสีเว้นช่อง งานมีรายละเอียดเยอะขึ้น นอกจากโต๊ะเก้าอี้ก็มีตู้ชั้นวางแก้วกาแฟ และเคาน์เตอร์ การทำงานร่วมกับพีทีในครั้งนี้ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ ได้เรียนรู้จากในห้องเรียนมาใช้งานจริง

แนวทางในการสอนนักเรียนพระดาบส ผมยังได้น้อมนำเอาพระจริยวัตรที่ทรงทำเป็นแบบอย่างในเรื่องการใช้ของให้คุ้มค่าที่สุด ผมสอนนักเรียนให้ใช้ทรัพยากรไม้อย่างรู้คุณค่าอยู่เสมอ บางชิ้นงานอาจจะเหลือเศษไม้เล็กๆ แต่ก็ยังสามารถเก็บไว้ใช้กับงานอื่นได้ เพราะไม้คือทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่สามารถปลูกทดแทนได้ในเวลาอันสั้น ฉะนั้นเราต้องใช้ไม้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ไม่ใช้ไม้อย่างทิ้งขว้าง” บุญล้ำ ครูช่างไม้ท่าทางใจดีบอกพร้อมรอยยิ้ม

 

ลูกศิษย์ครูมีเพียง 4 คน ในปีนี้ บุญล้ำบอกว่า ดีกว่าปีที่แล้วที่มีเด็กมาสมัครเรียนช่างไม้เพียง 2 คนเท่านั้นเอง

“งานช่างไม้ต้องทำงานมีสมาธิอยู่กับตัวเอง แล้วรูปแบบที่สอนคือช่างไม้ไทยโบราณ งานค่อนข้างละเอียดและยากครับ เด็กๆ ก็ไม่ชอบ อย่างเช่นการเข้าเดือย ผมเน้นเคี่ยวให้เด็กฝึกปรือมือให้เชี่ยวชาญเพราะถ้าทำเข้าเดือยได้ ก็สามารถทำเฟอร์นิเจอร์หรืองานไม้อื่นๆ ได้ทุกอย่างครับ คนเรียนอาจจะรู้สึกว่าอยู่กับฝุ่นกับเศษไม้ ช่างไม้เรียนจบไปไม่มีวันตกงานนะครับ” บุญล้ำ บอกทิ้งท้าย

นักเรียนสาขาวิชาช่างไม้ นรากร ขุนณรงค์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปี จาก จ.สุพรรณบุรี กล่าวเสริมครูบุญล้ำว่า โอกาสจากพีทีในการทำเฟอร์นิเจอร์ในครั้งนี้ ได้ฝึกฝนทักษะหลายอย่างตั้งแต่การถอดแบบ อ่านแบบ สร้าง ฝึกใช้เครื่องมือ ประกอบ เก็บงาน และทำงานเป็นทีมกับเพื่อนๆ ที่สำคัญรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานที่ตนเองตั้งใจทำได้ถูกใช้งานจริงในร้านกาแฟพันธุ์ไทย ทั้งยังได้ค่าจ้างด้วย ซึ่งการได้รับโอกาสในครั้งนี้เปรียบเสมือนการได้ลงสนามทดลองชีวิตช่าง

“ผมเรียนจบ ม.6 ไม่มีเงินเรียนต่ออยากเรียนวิทยาลัยเทคนิค ครูก็แนะนำมาสมัครที่โรงเรียนพระดาบส หลังจากเรียนจบแล้ว ผมตั้งใจจะเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์สะสมรายได้จากการเป็นลูกจ้างไปก่อน แล้วจะไปเปิดร้านที่บ้านเกิด อีกทั้งตั้งใจที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้คนในชุมชนเพื่อให้มีทักษะช่างไม้ในการสร้าง หรือซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนในหมู่บ้านได้ด้วยตัวเอง เพื่อช่วยกันพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น” นรากร บอกย้ำสิ่งนี้ยังเป็นการทดแทนพระคุณสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงมอบโอกาสชีวิตให้เรื่องอนาคตงานอาชีพที่ยั่งยืน

 

‘เงาบนใบหน้า’ สิ่งที่จิตรกรหลวงหลางซื่อหนิงจำใจตัดทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472085

‘เงาบนใบหน้า’ สิ่งที่จิตรกรหลวงหลางซื่อหนิงจำใจตัดทิ้ง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หลางซื่อหนิง เป็นชื่อจีนของมิชชันนารีจิตรกรชาวอิตาลี จูเซปเป้ คาสติลิโยเน่ (Giuseppe Castiglione)

เด็กน้อยจูเซปเป้เป็นชาวอิตาลี ลืมตาดูโลกที่มิลานเมื่อ ปี ค.ศ. 1688 ตั้งแต่เด็กชื่นชอบและมีฝีมือในการวาดภาพ เมื่ออายุ 19 ปี เขาเข้าบวชในนิกายเยซูอิต

ช่วงนั้นกระแสการออกเผยแพร่คริสต์ศาสนาเฟื่องฟู มิชชันนารีจูเซปเป้ เลือกที่จะมายังดินแดนตะวันออกไกล-จีน

จุดประสงค์คือเพื่อเผยแผ่ศาสนา โดยใช้ความสามารถทางด้านศิลปะเป็นตัวเบิกทางเข้าราชสำนัก

จูเซปเป้มาถึงจีนในปี ค.ศ. 1715 ช่วงรัชกาลอันรุ่งโรจน์ของจีนในราชวงศ์ชิง-รัชศกคังซี

ฮ่องเต้คังซีทรงโปรดปรานในความแปลกใหม่และวิทยาการจากตะวันตก จูเซปเป้ใช้ชื่อจีนว่าหลางซื่อหนิง ถูกเลือกให้เข้ามาทำงานในฝ่ายจิตรกรรมราชสำนักโดยมีเพื่อนร่วมงานเป็นจิตรกรหลวงชาวจีนมากมาย

หลางซื่อหนิงเป็นบุคคลสำคัญที่นำเอาเทคนิคการวาดภาพแบบตะวันตกเข้ามาบุกเบิกในจิตรกรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นการไล่แสงเงา การจัดองค์ประกอบภาพ หรือหลักการเขียนภาพ Perspective ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ให้มิติภาพตามที่ตามองเห็นจริง

แต่ดูเหมือนการรับรู้ด้านศิลปะความงามของคนแต่ละวัฒนธรรมจะเปลี่ยนแปลงได้ไม่ง่าย งานของหลางซื่อหนิงดูตื่นตาตื่นใจในช่วงแรก แต่ผู้คนก็หายตื่นเต้นในระยะเวลาไม่นาน แล้วต่างกลับไปชื่นชมความงามของจิตรกรรมแบบจีนอย่างที่คุ้นเคย

ผู้คนเห็นเทคนิคตะวันตกเป็นของแปลก มากกว่าของทรงคุณค่า และไม่ได้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ศิลปะควรเป็น

ศิลปะภาพวาดจีนมีความแตกต่างจากตะวันตกอย่างชัดเจน

หากจะเปรียบเทียบให้กระชับ ศิลปะภาพวาดจีนใช้การพรรณนาสร้างความรู้สึก มิติของภาพวาดไม่ใช่มิติที่ตาเห็นหรือกล้องถ่ายรูปจะถ่ายออกมาได้

ยกตัวอย่างภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาและลำน้ำตามศิลปะจีน ผู้ชมจะได้สัมผัสภาพทิวทัศน์ของภูเขาไล่ไปตามสิ่งที่ศิลปินอยากพรรณนา

ส่วนบนของภาพอาจจะเป็นภาพภูเขาเกือบเต็มลูกในระยะไกล ในขณะที่เมื่อมองไปที่ส่วนกลางจะเริ่มเห็นภาพแสดงรายละเอียดความพลิ้วไหวของใบไม้ในป่าเขา และที่ด้านล่างของภาพปรากฏศาลาเล็กๆ ณ มุมหนึ่งซึ่งมีชายปลีกวิเวกคนหนึ่งนั่งอยู่ บางส่วนของภาพเว้นที่ว่างไว้เฉยๆ ให้จินตนาการของผู้ชมสานต่อเอาเอง

ทั้งหมดรวมกันเป็นภาพที่มีระยะและมุมมองอยู่หลากหลายในภาพเดียว

หรือภาพวาดทิวทัศน์แบบม้วนยาว ก็ให้ผู้ชมค่อยๆ คลี่ดูสิ่งที่จิตรกรต้องการพรรณนา ซึ่งผู้ชมเสพและมีส่วนร่วมโดยไล่ไปตามท้องเรื่องที่จิตรกรต้องการเล่า ทั้งหมดเสมือนการอ่านบทกวีไปทีละบท

ในขณะที่ภาพวาดจากศิลปะตะวันตกยุคนั้นคล้ายภาพถ่าย คือ การจับจังหวะปรากฏการณ์มาให้เราเห็น ผู้ชมยืนดูอยู่ในจุดเดียวแล้วมององค์ประกอบของภาพใหญ่ ในภาพจะมีจุดสนใจหลัก จุดสนใจรอง และพื้นภาพ ทั้งภาพเปลี่ยนเสมือนซีนหนึ่งของเรื่องเล่าซึ่งพยายามดึงอารมณ์ให้ผู้คนมีส่วนร่วม ณ วินาทีนั้น และที่สำคัญ คือ มีมิติสมจริง

เพื่อดึงอารมณ์ร่วมมาในวินาทีนั้น แสงเงาของภาพศิลปะตะวันตกจะเน้นความดรามาติก ให้มีมิติตื้นลึกกลมนูนมากที่สุด

ในฐานะจิตรกรหลวงผู้รับใช้ราชสำนัก หลางซื่อหนิงจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้สไตล์การวาดภาพแบบจีนไว้ด้วย อย่างไรก็ดีเขาพยายามสอดแทรกรูปแบบศิลปะตะวันตกที่เขานำติดตัวมาในงานจิตรกรรมของเขาเสมอ

หลางซื่อหนิงอยู่รับใช้ราชสำนักถึง 3 รัชกาล คือ รัชกาลของฮ่องเต้ คังซี หย่งเจิ่ง และเฉียนหลง ซึ่งจัดเป็นช่วงรุ่งโรจน์สุดท้ายของยุคราชวงศ์จีน

ในรัชสมัยของฮ่องเต้เฉียนหลง หลางซื่อหนิงคือจิตรกรผู้ถ่ายทอดชีวิตประจำวันในพระราชวังของฮ่องเต้เฉียนหลงได้อย่างมีชีวิตชีวา นอกจากภาพวาดหลากหลายซีรี่่ส์ตามพระบัญชาแล้ว ฮ่องเต้เฉียนหลงมักเรียกใช้ให้หลางซื่อหนิงวาดภาพกิจกรรมยามว่างของพระองค์เสมอๆ

ภาพฮ่องเต้เฉียนหลงจำลองการใช้ชีวิตแบบชาวฮั่นหรือชาวตะวันตกอยู่ภายในสวนในพระราชวัง ทำให้เราเห็นอีกมุมหนึ่งของชีวิตฮ่องเต้

หลางซื่อหนิง คือ ช่างภาพส่วนพระองค์

อย่างไรก็ตาม แม้ฮ่องเต้เฉียนหลงจะเรียกใช้หลางซื่อหนิงวาดภาพให้อย่างสม่ำเสมอ แต่พระองค์ก็มักจะเขียนพระราชโองการบัญชาให้ “ใช้กระดาษจีน” และลงท้ายว่า “ไม่เอาสไตล์ฝรั่ง”

ปัญหาหนักที่เขาเจอตลอดมา ก็คือ เรื่องแสงเงา เมื่อเขาพยายามนำเสนอภาพวาดบุคคลในแสงเงาสไตล์ฝรั่ง ฮ่องเต้แต่ละพระองค์มักติงกลับมาว่า ปื้นเงาดำบริเวณใบหน้า ไม่สง่างาม แลดูสกปรก

หลางซื่อหนิงจำต้องแก้ปัญหาด้วยการทำให้หน้าบุคคลดูสว่างโดยไม่ทิ้งหลักการของแสงเงา เขาวาดภาพใบหน้าคนโดยให้เสมือนแสงส่องมาตรงกลางหน้า  และไม่ใช้เงาซึ่งคอนทราสต์มากเกินไป

แต่เขายังคงเลือกใส่แสงเงาที่คอนทราสต์มากขึ้นในวัตถุต่างๆ ได้พอสมควร นั่นทำให้ภาพวาดของหลางซื่อหนิงแม้ดูเป็นจีน แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมื่อเฉียนหลงฮ่องเต้ให้เขาช่วยดูงานออกแบบตึกฝรั่งในพระราชวังหยวนหมิงหยวน ขณะที่พระองค์ต้องอนุมัติรูปปั้นประดับสวนพระราชวัง ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยกับรูปปั้นสาวเปลือยกายที่ใช้กันทั่วไปในพระราชวังตะวันตก รูปปั้นทั้งหมดจึงต้องเปลี่ยนเป็นรูปนักษัตรแทน

และนี่ก็คืออีกจุดที่ศิลปะจีนดั้งเดิมกับศิลปะตะวันตกยังไม่ยอมลงตัวกัน

เป็นเวลา 51 ปี ที่หลางซื่อหนิงรับใช้ราชสำนัก เขาเสียชีวิตอย่างสงบที่ปักกิ่ง ฮ่องเต้เฉียนหลงทรงให้คำชื่นชมว่า หลางซื่อหนิงเป็นขุนนางที่ถ่อมตนนอบน้อม

นอกจากคำชื่นชมของเฉียนหลง ก็ยากที่จะบอกว่าหลางซื่อหนิงเป็นคนแบบไหนอย่างไร เพราะในช่วงชีวิตหลางซื่อหนิง ตัวตนและผลงานของเขาไม่ได้ถูกเล่าขาน

ในเชิงฝีมือ ภาพที่เขาวาดถูกยอมรับในเชิงความแปลกใหม่มากกว่า

แต่สำหรับปัจจุบัน ผลงานของหลางซื่อหนิงมีผู้คนให้คุณค่าไว้สูง เพราะเป็นจุดสำคัญที่โลกศิลปะจีนและตะวันตกพบกัน รวมถึงในแง่ที่เขาเป็นจิตรกรผู้ที่ฉายภาพส่วนพระองค์ฮ่องเต้

สันนิษฐานจากจดหมายที่หลางซื่อหนิงเขียนไว้ เขาไม่ค่อยพอใจกับผลงานของเขานัก ทั้งในเรื่องศิลปะและเรื่องการเผยแผ่ศาสนา

ที่จริงเทคนิคจิตรกรรมตะวันตกที่หลางซื่อหนิงสามารถสอดแทรกผสมผสานเข้าไปในงานของเขามีอยู่มากมาย ไม่ว่าเรื่องมิติของภาพที่สมจริงขึ้นของพื้นภาพ หรือการไล่แสงเงาในวัตถุ เราสามารถรู้ได้ไม่ยาก ว่าภาพไหนเป็นผลงานของหลางซื่อหนิง แต่สิ่งที่เขาไม่สามารถฝืนใส่ลงไปได้เลยตลอดมา คือ เงามืดบนใบหน้า

คติของศิลปะหลายครั้งสะท้อนถึงวิธีมองโลกของแต่ละวัฒนธรรม

และวิธีมองโลกของแต่ละวัฒนธรรมมักฝังลึกและเปลี่ยนแปลงได้ยากอย่างน่าเหลือเชื่อ

แม้จะเป็นเวลา 300 กว่าปีแล้ว ที่หลางซื่อหนิงนำศิลปะตะวันตกมาปะทะสังสรรค์กับศิลปะจีน แต่ทุกวันนี้ปกหนังสือเกี่ยวกับผู้นำจีน แม้จะใช้ภาพถ่ายจากกล้อง ถ่ายภาพ Portrait ขึ้นปก แต่ยังคงเห็นได้ชัดว่า ใบหน้าของท่านผู้นำจีนมักฉายภาพสว่างสดใสไร้เงาดำบนใบหน้า มิติภาพของผู้นำจีนจึงยังดูขาวสะอาดและแบนราบกว่าแสงในชีวิตจริง

ขณะที่อีกฟากวัฒนธรรมภาพปกหนังสือประวัติบุคคลสำคัญยังคงเน้นแสงเงาดรามาติกตามแบบศิลปะตะวันตก

หากนับแสงสว่างที่ส่องบุคคลในชีวิตประจำวันเป็นแสงมาตรฐาน แต่ละฝั่งก็เน้นรูปแบบแยกไปคนละทางกับแสงในชีวิตจริง

และทั้งคู่ยังคงมีศิลปะการเล่าประวัติบุคคลสำคัญของแต่ละวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ไม่ต่างกับการใช้มิติของแสงในภาพถ่าย หรือแม้กระทั่งการยอมรับความเปลือยเปล่าในการเล่าเรื่องของบุคคล

สิ่งที่หลางซื่อหนิงเคยพยายามผสมเมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว เอาเข้าจริง จนถึงทุกวันนี้จึงยังไม่ได้ผสานเป็นเนื้อเดียวเลย

 

ไขความเร้นลับของหัวใจ หมอตุ๊ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472112

ไขความเร้นลับของหัวใจ หมอตุ๊ด

โดย…นกขุนทอง ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่หาดูหาอ่านได้ยากสำหรับนวนิยายแนววาย (Y ย่อมาจาก Yaoi ที่แปลว่าชายรักชาย) หรือแนวบอยเลิฟ เพียงแต่ว่าเมื่อมันถูกเปิดเผย ถูกนำมาเล่าและสามารถเผยแพร่ไปสู่คนหมู่มากได้ง่ายแล้ว สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นๆ จะเป็นคุณหรือโทษ จะสร้างสรรค์หรือล่อแหลมนำไปสู่การสร้างปัญหา ผู้ที่สร้างงานขึ้นมาคือผู้กำหนดทิศทางได้

“หมอตุ๊ด” คือนามปากกาของ นพ.อุเทน บุญอระณะ แพทย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรียนต่อเฉพาะทางโรคสมอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากประกอบสัมมาชีพตรงสายที่เรียนมา “เป็นหมอ” เขายัง “เป็นนักเขียน” เพราะชอบเขียนชอบเล่าและชีวิตก็พานพบผู้คนเหตุการณ์ที่มีสีสันฉูดฉาดนำมาเล่าต่อ ใครฟังก็หัวเราะครื้นเครง สามารถเล่าเรื่องยากๆ ให้ง่าย และเล่าเรื่องธรรมดาให้สนุกสร้างรอยยิ้มได้ กลายเป็นเจ้หมอสุดจี๊ด แห่งเพจ หมอตุ๊ด ที่มีคนติดตามมากกว่าสองแสนคน เช่นนั้นแล หมอจึงมาเขียนหนังสือ และแนวนวนิยายที่หมอเขียนก็แนวชายรักชาย

“เมื่อ 2 ปีที่แล้วทำเพจ เขียนเรื่องสมัยเรียนให้เพื่อนอ่านกันว่าเราทำเรื่องบ้าๆ บอๆ อะไรบ้าง คนมากดไลค์กลายเป็นเรื่องสาธารณะเป็นเรื่องตลกของนักศึกษาแพทย์ พอทำมาสักพักหนึ่งก็มีคนมาชวนทำหนังสือ Wake Up ชะนี! แนวจิตวิทยา บอกผู้หญิงว่าถ้าผู้ชายเขาทำจุดๆ แบบนี้เขาไม่ได้รักเธอหรอก เช่น เขาโทรหาเธอตอนเมาไม่ได้หมายว่าจิตใต้สำนึกสั่งให้เขาโทรนะ ชะนีตื่นค่ะเขาไม่ได้รักเธอ จิตใต้สำนึกของมนุษย์ ไม่มีคำว่ารักนะคะ เราเอาจิตวิทยาที่เราเรียนมาผสมกับชีวิตคนรอบข้าง เพราะตุ๊ดเป็นเพศที่ผู้หญิงเข้ามาปรึกษาบ่อยมาก และเราจะเข้าใจความเยอะของชะนี”

 

“The Our Story กังหันกับพัดโบก” คือผลงานนวนิยายเรื่องแรกจากเจ้หมอ โดยนิยายเรื่องนี้ได้พล็อตเรื่องมาจากชีวิตจริงของคนรอบข้าง พูดถึงนวนิยายแนววายภาพโจ๊งครึ่มของเลิฟซีน ฮาร์ดคอร์เลือดกำเดาไหลก็เด้งขึ้นมาในจินตนาการ แต่ทว่านวนิยายของหมอตุ๊ดให้ความละมุนละไมในความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ไล่พัฒนาตามความรู้สึกที่ค่อยๆ กล้าเปิดเผย ยอมรับหัวใจและความต้องการของตัวเอง ส่วนฉากล่อแหลมนั้นหมอตุ๊ดบอกว่า เซ็นเซอร์งานตัวเองเรียบร้อย เพราะไม่นิยมสร้างงานแนวนั้น

“เรื่องนี้เขียนตอนเรียนปี 5 แต่ไม่จบ แล้วหลังจากที่เรามีผลงานหนังสือแล้ว ทางกอง บก.ก็โทรมาถามว่า คุณหมอมีนิยายแนววายสักเรื่องไหม ก็นึกถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นที่เขียนรู้สึกอยากเขียนเรื่องรัก มีโลเกชั่นเป็นธรรมศาสตร์ รังสิต หลับตาจินตนาการความรักของชายกับชาย แล้วเราเขียนสิ่งที่ตัวเองรู้จริงดีที่สุด ชีวิตนี้ก็คงไม่เขียนเรื่องความรักชายหญิง

การเล่าเรื่องแยกเป็นตอนของกังหันและพัดโบก มีเส้นของเรื่องดำเนินไป เพราะคนคนหนึ่งจะมองเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ตอนเรียนปี 2 ได้อ่านนิยายญี่ปุ่นมี 2 เล่มขายคู่กัน เล่มแรกชื่อ ร้อน เขียนมุมมองของผู้หญิง อีกเล่มชื่อ เย็น เป็นมุมมองของผู้ชาย เขาเล่าบทที่ 1 ถึงบทสุดท้ายเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มองด้วยฟิลเจอร์ต่างกัน เราอ่านแล้ว รู้สึกการดำเนินเรื่องแบบนี้เท่ว่ะ แล้วการเขียนและการอ่านแบบนี้เหมือนเอาตัวเราไปสิงในตัวละคร ซึ่งเหมาะกับสไตล์เราไม่ชอบเขียนลอยในอากาศแล้วมองดู แต่เราชอบการสื่อสารสิงไปเลย ใช้สรรพนามแบบบุรุษที่หนึ่ง

สำหรับเรานิยายมีส่วนประกอบ 4 อย่าง 1.ตัวละคร เราต้องปั้นขึ้นมา ยากที่สุดคือการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครขึ้นมาให้ได้ ก็เป็นคาแรกเตอร์จากคนใกล้ตัว 2.เนื้อเรื่อง ไม่ยาก เป็นเรื่องความรัก 3.ภาษา โจทย์ของบรรณาธิการ ให้คนอ่านได้หลายวัย ก็ภาษากลางๆ 4.เอาสามสิ่งแรกเป็นสะพานเชื่อมจากคนเขียนไปสู่คนอ่าน เพื่อสุดท้ายนำพาบทเรียนชีวิต มีปรัชญา วิธีการคิดบางอย่างให้ผู้อ่านได้คิดต่อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือแนว Coming of age เป็นแนวการเติบโต การเปลี่ยนผ่านวัย จากเด็กสู่วัยรุ่น วัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ นักศึกษาปีสุดท้ายเปลี่ยนเป็นวัยทำงาน รับผิดชอบตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อคนรักของเขา มีกระบวนการความคิดเปลี่ยนถ่าย ซึ่งเราต้องการส่งให้ผู้อ่าน มันมีเรื่องทั้งสนุก หวานๆ ขมๆ”

 

นวนิยายแนววายกำลังเป็นที่นิยม หลายเรื่องถูกนำมาสร้างเป็นละคร กลุ่มคนอ่านก็ขยาย และหนังสือเข้าถึงคนอ่านได้หลายช่องทางขึ้น “ตอนนี้กระแสคนเริ่มหันมามองเยอะขึ้น มีทั้งข้อดีข้อเสีย อย่างเมื่อก่อนคนให้ความสนใจกลางๆ นักเขียนอยากเขียนอะไรก็ได้ เขียนมีเพศสัมพันธ์ก็ได้ พอสังคมเริ่มจับตา งานเขียนของคุณให้อะไรกับสังคม หนังสือเล่มนี้ไม่มีความเป็นพิษอะไรทั้งสิ้น เราไม่มีฉากอล่างฉ่าง ไม่มีบรรยายเพศสัมพันธ์ อ่านแล้วฟิน ไม่เครียด เชื่อเสมอว่าเขียนได้ดีไม่ต้องมีฉากพวกนี้ก็ได้คนอ่านก็ชอบ ตอนนี้บนแผงหนังสือมีหนังสือแนววายเยอะแยะการเป็นนักเขียน เขียนได้ 2 อย่าง 1.เขียนสิ่งที่ตลาดต้องการ 2.เขียนสิ่งที่จะนำคนอื่นไปต่อ ซึ่งเราเลือกอย่างหลัง เราไม่ต้องเขียนเอาใจคนอ่านเอาใจตลาด เงินเดือนประจำเราพอกินพอใช้ การมาเขียนงานตรงนี้เหมือนเรามีของแล้วอยากปล่อย ไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยเงินจากการเป็นนักเขียนแต่ชอบเขียน ดังนั้นเราจะไม่ใส่สารพิษลงในสิ่งที่เราเขียนเพื่ออะไรก็ตาม”

เรื่องราวความรักที่ไร้ข้อจำกัดใดๆ ที่หมอตุ๊ดสร้างให้ กังหัน หนุ่มน้อยร่างเล็กนักศึกษาแพทย์ ที่เพิ่งโดนสะบัดรักจากชายคนรักเก่ามาอย่างเจ็บปวด และ พัดโบก หนุ่มมาดเข้มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่แผลในใจยังสด เพราะเพิ่งถูกหญิงสาวที่คบกันมานานบอกเลิก แต่แล้วโชคชะตาก็ได้นำพาเขาทั้งสองคนมาพบกัน ความใกล้ชิดที่ค่อยๆ บรรเทาความเศร้าจากรักครั้งนี้ให้จางหายไป แต่เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจที่จะรัก มันก็ไม่ง่าย… แล้วสุดท้ายความรักของกังหันกับพัดโบกจะหมุนไปอย่างไร ลองหา The Our Story กังหันกับพัดโบก มาอ่านดู อาจจะค้นพบเสน่ห์ในงานเขียนแนววาย และงานเขียนแนววายไม่จำเป็นต้องใต้สะดือเสมอไป

 

บ็อกซิ่ง กีฬาลูกผู้ชาย ภูมิ พวงกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472102

บ็อกซิ่ง กีฬาลูกผู้ชาย ภูมิ พวงกุหลาบ

โดย…ภาดนุ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นายแบบหนุ่มหน้าหล่อหุ่นเฟิร์มลูกครึ่งไทย-ฮอลแลนด์ วัย 25 ปี ภูมิ พวงกุหลาบ เป็นอีกคนหนึ่งที่หลงรักเมืองไทย เขาจึงตัดสินใจมาลงหลักปักฐานโดยซื้อบ้านอยู่ที่ อ.บางแสน จ.ชลบุรี ซะเลย และในฐานะที่เขามีอาชีพเป็นนายแบบหุ่นฟิตขนาดนี้ จึงไม่แปลกหากเขาจะหลงรักกีฬาแมนๆ สักอย่าง นั่นก็คือ การชกมวย (Boxing) นั่นเอง

“ผมรู้จักการชกมวยมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณพ่อชาวฮอลแลนด์ของผมเคยเป็นแชมป์โลกมวยสากลตอนท่านยังหนุ่มๆ เมื่อโตเป็นวัยรุ่นผมก็เหมือนเด็กฝรั่งทั่วไป คือ ทำงานพิเศษทั้งเสิร์ฟอาหารและส่งหนังสือพิมพ์ตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมเลยขอคุณแม่มาเที่ยวเมืองไทย เพราะตอนเด็กๆ คุณแม่เคยพามาเที่ยวบ่อยๆ ผมจึงชอบทั้งอากาศ อาหาร และนิสัยที่เป็นมิตรของคนไทย ก็เลยบอกกับคุณแม่ว่าจะขออยู่ที่นี่ ตอนแรกคุณแม่ก็ไม่ยอม เพราะอยากให้ผมช่วยดูแลกิจการร้านอาหารที่ฮอลแลนด์ แต่ในที่สุดผมก็อยู่เมืองไทยมาได้ 5 ปีแล้ว

ที่เมืองไทยผมทำงานหลายอย่าง ทั้งเป็นนายแบบ ขับรถรับ-ส่งลูกค้าที่ว่าจ้าง ทำชีสพายสไตล์ฮอลแลนด์ (Kaas Soufle) ขาย รวมทั้งเป็นเทรนเนอร์สอนชกมวยส่วนตัวด้วย อย่างที่บอกว่าผมชอบมวยสากลเพราะได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว แม้ตอนเด็กๆ จะเคยฝึกซ้อมมาบ้าง แต่เมื่อคุณแม่ไม่เห็นด้วยก็เลยเลิกไป พอมาอยู่เมืองไทยผมจึงฝึกมวยสากลเป็นงานอดิเรก”

 

ภูมิบอกว่า เขาเริ่มฝึกชกมวยอย่างจริงจังตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยไปเรียนกับโค้ชเจ้าของค่ายมวย Lion Head แถวรามคำแหง แล้วฝึกอยู่ 7 เดือน จนโค้ชบอกว่าเขาสามารถแข่งชกมวยสากลสมัครเล่นได้แล้ว เขาจึงลองดู

“คู่ชกของผมมาจากค่ายมวยอื่นซึ่งโค้ชจับคู่เปรียบมวยให้ โดยเลือกคนที่มีน้ำหนักตัวและมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกัน โดยแข่งชกกัน 3 ยก ปรากฏว่าผมเป็นฝ่ายแพ้ เพราะคู่ต่อสู้ชกเข้าเป้าบริเวณใบหน้าได้เยอะกว่า จึงได้คะแนนมากกว่าและชนะไป

ถ้าถามว่าเบสิกพื้นฐานของการชกมวยสากลมีอะไรบ้าง ก็บอกได้ว่า อยู่ที่การเต้นฟุตเวิร์ก การถอย การก้าว และการหลบคู่ต่อสู้ ต่อมาคือต้องมีวิธีการต่อยหรือการแย็บในท่าที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ออกหมัดได้เร็วและแรงกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือร่างกายต้องฟิต เพราะการชกมวยต้องใช้พลังเยอะมาก ทั้งตอนซ้อมและตอนต่อยลงนวม”

 

ภูมิเสริมว่า ใครที่อยากจะเล่นกีฬาชกมวย ต้องเริ่มจากการฝึกวิ่งให้ร่างกายแข็งแรง ต้องเข้าฟิตเนส เล่นเวตเสริม และต้องซ้อมชกบ่อยๆ แล้วตอนซ้อมก็ควรใส่เฮดการ์ดทุกครั้ง เพราะการชกมวยเป็นกีฬาที่ค่อนข้างจะอันตราย จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างดี

“การชกมวยนอกจากต้องใช้กำลังแล้ว ยังเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมองด้วย เราต้องอ่านคู่ต่อสู้ออกว่า เขาจะออกหมัดไหน แล้วเราจะหลบหลีกอย่างไร ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันนี้มีผู้หญิงหันมาสนใจกีฬาชกมวยมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เยอะมาก จึงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับข้อควรระวัง หากเริ่มต้นเล่นหรือซ้อมใหม่ๆ อย่าใจร้อนที่จะรีบชกลงนวมกับครูฝึกหรือคู่ซ้อมเร็วเกินไป แต่ควรฝึกพื้นฐาน เช่น การเต้นฟุตเวิร์ก การถอย การหลบหลีก และการแย็บหมัด ให้ถูกต้องคล่องแคล่วซะก่อน การชกมวยจะใช้อารมณ์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้สติด้วย เพราะหากใช้อารมณ์อย่างเดียว เวลาคู่ต่อสู้ชกมาแรงๆ ก็มีแนวโน้มที่เราจะชกสวนกลับไปแรงกว่าเช่นกัน ถ้าเป็นมือสมัครเล่นก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ แล้วต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า วันใดวันหนึ่งเราก็อาจจะเจ็บตัวได้เช่นกัน

 

ข้อแนะนำ ก็คือ หากคิดจะออกกำลังกายด้วยการชกมวย ร่างกายเราต้องพร้อม และต้องเรียนรู้เทคนิคพื้นฐานเกี่ยวกับการชกมวยที่ถูกต้องจากครูฝึกหรือโค้ชให้ดีก่อน จำไว้ว่าถ้าเรามีพื้นฐานที่แน่นดีแล้ว โอกาสพลาดหรือโอกาสที่จะเจ็บตัวก็จะน้อยลงตามไปด้วย”

ภูมิทิ้งท้ายว่า ใครที่เล่นกีฬาชกมวยควรสวมเสื้อผ้าที่มีความยืดหยุ่น ใส่สบาย เนื้อผ้าไม่บางไม่หนาจนเกินไป ระบายอากาศได้ดี ส่วนรองเท้าควรเลือกรองเท้าสำหรับการชกมวยโดยเฉพาะ ที่พื้นรองเท้าไม่หนาเกินไป น้ำหนักเบาใส่สบาย ใครสะดวกจะซื้อผ้าพันมือ นวม หรือเฮดการ์ดเป็นของตัวเองได้ก็จะดี แต่ส่วนใหญ่ที่ค่ายมวยมักจะมีให้ยืมอยู่แล้ว

“มวยสากลถือเป็นกีฬาที่ผมชอบที่สุดในตอนนี้ รองจากการว่ายน้ำและการปีนเขา ผมคงจะชกมวยต่อไปเรื่อยๆ และในอนาคตก็จะค่อยๆ พัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ดีขึ้นอีกครับ”…ติดตามไลฟ์สไตล์ของเขาได้ที่ IG : phumi_phuangkularb