บุญสรวง เทวอักษร เผชิญสึนามิที่ไม่อาจลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472099

บุญสรวง เทวอักษร เผชิญสึนามิที่ไม่อาจลืม

โดย…วราภรณ์

12 ปีล่วงมาแล้วที่ประเทศไทยเคยเกิดเหตุการณ์สึนามิ หนึ่งในผู้ที่ประสบเหตุสึนามิที่ทำให้ชีวิตของ บุญสรวง เทวอักษร ที่ปรึกษาผู้ป่วยด้านโรคมะเร็งอิสระ และเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้กับคนทุกรูปแบบ ได้ใกล้กับความตายอีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่เธอจดจำไม่ลืม หลังจากที่บุญสรวงรักษาตนเองหายจากการเป็นโรคมะเร็งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นมะเร็งเต้านม ครั้งหลังเธอเป็นมะเร็งที่ปอด หลังจากรักษาตนเองจนมีอาการที่ดีขึ้น ช่วงปลายปีเธออยากไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เขาหลัก จ.พังงา แต่วันพักผ่อนกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เคราะห์ดีที่เหตุการณ์สึนามิไม่ได้คร่าชีวิต 3 สมาชิกในครอบครัวไป อาจมาจากเหตุผลหนึ่งที่เธอเชื่อมาตลอดก็คือ สติ และปาฏิหาริย์

ผ่านการเป็นมะเร็งถึง 2 ครั้ง

บุญสรวงในวัยใกล้ 60 เคยเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านมเมื่อปี 2540 และรักษาหายแล้ว แต่เมื่อปี 2547 บุญสรวงพบว่าเธอกลับมาเป็นมะเร็งอีกหลังจากรักษาหายไปแล้วนาน 5 ปี ครั้งนี้เธอกลับมาเป็นมะเร็งที่ปอด รักษาตัวอยู่นานเกือบปีและต้องทนความทุกข์ทรมานจากการรับยาเคมีบำบัดนาน 5 เดือน หลังจากพักฟื้นแข็งแรงดี เธอจึงชวนสามีไปพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาส ไม่คิดเลยว่าจะต้องไปเผชิญชะตากรรมจนเกือบจะเอาชีวิตกันไม่รอดทั้งครอบครัว

“ดิฉันต้องเผชิญกับการรักษามะเร็งมานานหลายปี พอร่างกายส่งสัญญาณว่าเป็นมะเร็งครั้งที่ 2 ครั้งแรกเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นที่ปอดเริ่มมีอาการดีขึ้น จากการรักษาจิตใจออกกำลังกาย บริหารลมหายใจทุกวันร่างกายรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น ซึ่งช่วงนั้นใกล้ปลายปีของปี 2547 ดิฉันจึงบอกกับสามีและลูกชายว่า เราไปพักผ่อนกันเถอะ แม้ร่างกายจะไออยู่ แต่ดิฉันเริ่มเดินได้ปกติ เพราะดิฉันออกกำลังกายทุกวัน เราอยากไปทะเลจึงขับรถลงใต้จากกรุงเทพฯ เอารถฮอนด้าซีอาร์วีไป ซึ่งอายุใช้งาน 4 ปีแล้ว ขับรถไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ ตอนนั้นลูกชายชื่อโปโล (ด.ช.ภรินทร์ เพียรประสาธน์ศิริ) อายุ 9 ขวบ เราไปเขาหลักกัน จริงๆ เราตั้งใจจะไปกระบี่ แต่ดิฉันคิดว่าเราคงกรรมหนัก เราเลยเปลี่ยนแผนพอขับรถผ่านเขาหลัก พังงา เราตัดสินใจอยู่เขาหลักนี่แหละ สึนามิเกิดวันที่ 26 ธ.ค. แต่เราไปถึงพังงาวันที่ 24 ธ.ค. พอเราไปถึงก็ได้ฉลองคริสต์มาส เราเลือกเช่าโรงแรมตั้งอยู่ริมชายหาดเลย เราเลือกอยู่รีสอร์ทที่เป็นเหมือนกระท่อมชั้นเดียว โดยเลือกตำแหน่งแนวสุดกระท่อมหลังสุดท้ายของรีสอร์ท ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดราวๆ 100 เมตร ข้างหน้าเรามีกระท่อมอยู่ด้านหน้า 2 หลังกว่าจะถึงหาด”

 

วันที่ 26 ธันวา ผจญกับสึนามิ

เช้าวันที่ 26 ธ.ค. บุญสรวง เล่าว่า ครอบครัวเธอตื่นเช้าขึ้นมาปกติไม่มีสัญญาณบอกเหตุอะไร เธอตื่นราวๆ 8 โมง แต่ลูกชายกับสามีตื่นเร็ว ก็ชวนกันไปว่ายน้ำในสระน้ำของโรงแรม สามีและลูกเล่าให้ฟังว่า น้ำในสระกระฉอกเพราะแผ่นดินไหว แต่ไม่ได้เอะใจอะไร พอกินข้าวพร้อมหน้าครอบครัวเสร็จตอน 10 โมงเช้า เธอบอกสามีว่า อยากนวดขอกลับไปอาบน้ำที่ห้องก่อน อาบน้ำเพื่อรอหมอนวดมานวดในห้องพัก ส่วนสามีกับลูกไปเล่นน้ำต่อที่ชายหาด ขณะที่บุญสรวงอาบน้ำสระผมแชมพูเต็มศีรษะ เธอได้ยินเสียงคนเยอะแยะพูดกันดังฟังไม่รู้เรื่อง สักพักน้ำฝักบัวหยุดไหล ไฟฟ้าดับหมด เธอเอะใจคิดว่าไฟคงไหม้ จึงห่มผ้าเช็ดตัว สามีกับลูกวิ่งมาที่หน้าห้องเปิดประตูแต่ยังไม่เข้าห้อง แล้วสามีก็บอกเธอว่า หม่าม้า วิ่งหนีเร็ว คลื่นยักษ์กำลังมา

“ความที่ลูกเป็นเด็กชอบดูสารคดีทางช่องดิสคัฟเวอรี่ พอเขาเห็นคลื่นเป็นฟองขาวๆ อยู่สุดขอบฟ้าไกลหลายสิบกิโล ลูกจึงบอกป่าป๊าว่า คลื่นยักษ์กำลังมา สักพักหันไปอีกทีเห็นเรืออารักขาอยู่ชายหาดห่างไป 2 กิโล ถูกพัดขึ้นมาเกยอยู่หน้ารีสอร์ททางด้านขวาที่พวกเรายืนอยู่ พอคลื่นพัดเข้ามาอีกลูกจึงรู้ว่าคลื่นใหญ่แค่ไหน ในขณะนั้นก็มีชาวบ้านตะโกนบอก หนีเร็วๆ ให้ทุกคนหนีให้ทัน แต่สามีกับลูกห่วงดิฉันรีบมาตามให้หนีไปด้วยกัน แต่ก็ไม่ทัน

สามีชวนให้รีบหนีขึ้นที่สูงเร็วๆ ขณะนั้นดิฉันไม่ได้ใส่เสื้อผ้าก็บอกสามีว่า เดี๋ยวซิ ใส่เสื้อผ้าก่อน สามีตะโกนบอกไม่ทันแล้ว หนีขึ้นที่สูงเร็ว พอพูดจบ น้ำขึ้นมาถึงในห้องมันมาแบบเป็นโคลน ดิฉันลื่นไถลหงายท้องเข้าไปในบ้าน ขวามือเป็นตู้เสื้อผ้า ส่วนสามีและลูกล้มหงายท้องอยู่ข้างนอก พอดิฉันหงายท้องก็ปีนขึ้นเตียง แล้วได้ยินเสียงตูม คลื่นสองสามเมตรมาแล้ว คลื่นลูกสองซัดลูกกับสามีเข้ามาในห้องด้วย 1-5 วินาที น้ำมิดเพดานเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วและแรงมาก ดิฉันติดอยู่ในห้องหมุนไปหมุนมาราวกับอยู่ในเครื่องซักผ้าเลย หมุนอยู่ไม่กี่วินาที เรารู้สึกน้ำมิดเพดานแล้ว ด้วยสัญชาตญาณดิฉันกินอากาศไว้แล้วหลับตา ตัวรู้สึกว่าถูกเหวี่ยงไป ความรู้สึกตอนนั้นรู้เลยว่า เรากำลังจะตายแล้วเหรอ สักพักเหมือนเสียงระเบิดลง ตัวดิฉันรู้สึกเหมือนลูกปืนถูกยิงออกจากปลายกระบอกปืน ดิฉันเข้าใจว่า คลื่นลูกที่สามตีบ้านแตก ทำให้เราหลุดออกมาจากบ้าน”

 

จากนั้นสมาชิกของครอบครัวก็ลอยละล่องไร้ทิศทาง ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองเห็นแต่เพียงเศษซากบ้านพัง บุญสรวงจำได้ว่าเธอลอยอยู่ข้างใต้ซากบ้านออกไม่ได้จมอยู่แบบนั้น แต่ที่เธอรอดตายมาได้ เพราะเธอผ่านการฝึกบริหารลมหายใจมาแล้ว เธอหุบอากาศไว้แล้วก่อนจม เธอมีสติตลอดจึงจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด

“คลื่นพาดิฉันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เฮือกหนึ่งคิดว่าเราไม่ยอมตายง่ายๆ จึงตั้งจิตสวดมนต์คิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกด้วย สักพักเศษขยะหลุดออกไปจากตัวเรา ทำให้เราขึ้นมาเหนือน้ำและหายใจได้ แล้วคลื่นก็พาดิฉันลอยไปเรื่อยๆ ไม่มีแรงจับยึดอะไรทั้งนั้น ดิฉันต้องคอยพยุงตัวเหนือน้ำ ลอยไปอีกประมาณ 50 เมตร ก็ได้ยินเสียงมีคนบอกว่า พี่ให้หาอะไรจับ ถ้าจับไม่ได้เธอตายแน่ พอได้ยินเสียง ดิฉันชูมือเลย ไขว่คว้า ใช้ขาถีบตัวให้พ้นน้ำ สุดท้ายก็จับกิ่งไม้ได้ และจับคอยอยู่แบบนั้นจนคลื่นหยุด ตอนนั้นตัวไปติดอยู่ในป่าโกงกาง ซึ่งเดือน เม.ย.ปีถัดไป ดิฉันกลับไปสำรวจใหม่ที่เราผ่านเหตุการณ์ ไปวัดระยะทางทุกๆ ที่จนได้รู้ว่า บ้านที่เราอยู่จนลอยไปติดกิ่งไม้ห่างกันประมาณ 200 เมตร ตอนนั้นรถซีอาร์วีหายไป เสื้อผ้ายังไม่มีใส่เลย หลังจากสึนามิผ่านไป 5 ปี ฮิสตอรี แชนแนล เอาภาพเหตุการณ์สึนามิไปออก พบดิฉันกับสามีและลูกอยู่ในภาพประวัติศาสตร์นั้นด้วย”

เห็นภาพมีแต่ซากปรักหักพัง

พอคลื่นสงบหลังจากถูกพัดไป 1 ชั่วโมง ครอบครัวพลัดหลงกัน เธอเริ่มเป็นห่วงสามีและลูก สักพักเธอเจอสามีที่ลอยไปติดต้นไม้อีกต้นซึ่งอยู่ห่างจากเธอราว 50 เมตร ครั้งแรกยังไม่เห็นกัน ใช้วิธีตะโกนเรียก

 

“คลื่นหยุดตอน 11 โมงกว่า ดิฉันเกาะต้นไม้จนรู้สึกหมดแรง บรรยากาศเงียบมากๆ มองออกไปเห็นแต่ซากปรักหักพัง ดิฉันค่อยๆ ปีนขึ้นมาเกาะอยู่บนซากปรักหักพัง มองดูตัวเองมีเลือดจากรอยขีดข่วนเต็มตัว มีบาดแผลใหญ่ๆ คือที่ขามีรูใหญ่ๆ มีเลือดไหลออกมา พอพักหายเหนื่อยแล้วทีแรกคิดว่ารอให้คนมาช่วยดีกว่า แต่คิดไปคิดมาทุกคนน่าจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ช่วยตัวเองดีกว่า จากนั้นเลยปีนมายืนบนซาก มองไปเห็นภาพรีสอร์ทข้างๆ และของเราหายไปหมดเลย มีแต่ซากต้นไม้ยังไปหมด พอก้มมองตัวเองไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องรีบหาพอดีเห็นกระเป๋าเดินทางลอยมาติดตรงต้นไม้ห่างจากดิฉันอยู่ไป 1 เมตร ก็ตะกายไปเอาเสื้อผ้ามาใส่ซึ่งตัวใหญ่มาก คาดว่าน่าจะเป็นของชาวต่างชาติ หยิบเสื้อกับกางเกงได้ก็รีบใส่”

พอร่างกายพร้อมเสื้อผ้าพร้อมก็ร้องตะโกนหาลูกก่อน สักพักก็ได้ยินเสียงสามีตะโกนหาลูกเหมือนกัน ก็เลยมองเห็นกันไกลๆ วินาทีแรกที่มองเห็นกันและกัน บุญสรวงรู้สึกดีใจมาก สามียังไม่ตาย พวกเขาตะโกนหาลูก แล้วค่อยๆ ได้ยินเสียงคนตะโกนหากัน ส่วนใหญ่เป็นเสียงชาวต่างชาติตะโกนหากัน เป็นชื่อฝรั่งทั้งหมดเลย

เริ่มตามหาลูก

“เราตะโกนเรียกหาลูกนานครึ่งชั่วโมง เริ่มเห็นคนรอดชีวิต พวกเขาเดินขึ้นเขากัน และไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว ขณะที่ตะโกนเรียกลูก ไม่ได้ยินเสียงลูกตอบเลย เราก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น คิดว่าลูกตายแล้ว เรารู้สึกเสียใจมากๆ เราเป็นพ่อแม่คนแล้วลูกตายตอน 9 ขวบเอง มันเศร้ามากๆ ตอนนั้นมันเงียบมาก ดิฉันจึงตะโกนบอกสามีว่า ให้เดินย้อนไปที่โรงแรมไปหาลูกซึ่งไกลจากที่เราอยู่ราว 200 เมตร ค่อยๆ เดินบนซากปรักหักพัง พอเจอกันสามีภรรยาก็กอดกันร้องไห้ เริ่มเดินหาลูกเดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงยืนกอดกันร้องไห้หนักมาก สักพักมีลูกชายเจ้าของรีสอร์ทเดินมาหาเรามาเรียกบอกว่า พี่ๆ ครับ รีบหนีขึ้นเร็วๆ ตอนนี้ผมเห็นคนหนีขึ้นเขาหมดแล้ว ผมเดินมาสำรวจรอบสุดท้ายแล้ว เราเลยถามเขาว่า เห็นเด็กผู้ชายตัวเท่านี้อายุ 9 ขวบไหม เขาบอกว่าลูกชายพี่รอดแล้ว พนักงานพาลูกพี่หนีขึ้นเขาไปแล้ว ตอนนั้นพอได้ยินว่า ลูกรอดแล้ว ดีใจสุดๆ ดีใจกับไม่แน่ใจว่า จริงเหรอ แน่เหรอ” พอลูกชายเจ้าของโรงแรมบอกว่า พี่รีบหนี พวกเธอจึงเดินตามไปขึ้นถนนเพชรเกษม แล้วเดินขึ้นเขาอย่างช้าๆ เพราะเธอรู้สึกเจ็บขาและเท้ามาก

 

วินาทีเจอลูก

บุญสรวงเล่าวินาทีแรกเจอลูก พอเห็นลูกโผกอดกันแล้วยืนร้องไห้ 3 คนพ่อแม่ลูก

“เห็นลูกด้านบนเขา เราเรียกลูกว่า โปโล ฝรั่งที่อยู่รอบๆ ถามว่า นี่ลูกยูเหรอ เขาสมาร์ทมาก เขามีสติมาก เขาดูเป็นผู้ใหญ่มาก พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ เราก็ถามลูกว่า ตอนที่คนพาลูกหนีขึ้นเขา ไม่เจอพ่อแม่ลูกรู้สึกอย่างไร คิดอะไรเพราะลูกเราไม่ร้องไห้ ขณะที่เด็กฝรั่งยังร้องไห้ ลูกบอกว่า โปโลคิดแค่ว่า โปโลคงไม่เจอพ่อกับแม่อีกต่อไปแล้ว เพราะฝรั่งเขาคุยกันบนเขา ลูกรู้เรื่องเพราะเขาเรียนโรงเรียนนานาชาติ ลูกเห็นคนร้องไห้ ลูกได้ยินคนนู้นคนนี้หากันไม่เจอ โปโลคิดต่อว่า เขาจะทำอย่างไรดี ลูกตั้งใจว่าจะต้องกลับไปกรุงเทพฯ ไปหาคุณตาคุณยายที่กรุงเทพฯ โปโลเลยวางแผนเลยว่าจะกลับกรุงเทพฯ อย่างไร ถ้าไม่เจอพ่อแม่ แล้วเขายังคิดต่อว่า แล้วใครจะเลี้ยงโปโล โปโลจะไปอยู่กับใครดี ขณะที่อยู่บนเขาฝรั่งมาคุยกับดิฉันมาชมลูกว่า ลูกสมาร์ท เขาคุยรู้เรื่องเขาวางแผนชีวิตไว้หมด ซึ่งวินาทีแรกที่เราเจอลูกบนเขามีคนบันทึกภาพเอาไปออกในช่องฮิสตอรี่ แชนแนล เป็นภาพ 3 คนเจอกันแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ฝรั่งเป็นคนถ่ายวินาทีนั้นไว้ เรียกว่าวินาทีนั้นดีใจที่สุดในชีวิต บรรยายไม่ถูกเลย”

เหตุการณ์สึนามิสอนเธอเรื่อง กฎแห่งกรรม ที่เห็นกันในชาตินี้ พอเธอกลับมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ได้ 13 วัน ลูกชายก็เล่าช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ไร้พ่อแม่ว่า เขาโดนคลื่นซัดลอยไปติดต้นไม้ต้นนั้นทีต้นนี้ที พอเขาลอยไปติดต้นไม้ใกล้ๆ แท็งก์น้ำของโรงแรม มีพนักงานอยู่บนชั้น 2 ตะโกนบอกว่า ให้ลูกเกาะด้านหน้าของต้นไม้อย่าเกาะด้านหลัง ตัวจะได้ไม่ลอยไป ลูกทำตามพอคลื่นหยุดพนักงานจึงมาช่วยอุ้มลูกขี่หลังและพาขึ้นไปบนเขา ลูกจึงไม่บาดเจ็บมาก

พวกเขานั่งรอบนเขาสักพักเพื่อสังเกตการณ์ จาก 11.00 น. จนถึงเที่ยงกว่าๆ แผลที่น่องด้านซ้ายของบุญสรวงเริ่มอักเสบจากตอนแรกที่เจ็บแค่ชาๆ จนกระทั่งรู้สึกเจ็บมากเพราะโดนไม้ทิ่มเป็นแผลลึก เธอบอกตัวเองว่าต้องรีบไปโรงพยาบาลเพราะเธอรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว แม้ชาวบ้านจะห้ามว่าอย่าลงไปเลย ขาบาดเจ็บอยู่ หากเกิดสึนามิอีกจะหนีไม่ทัน แต่เธอใจเด็ดขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เธอจะไม่ยอมตายอยู่บนเขา เพราะเธอคิดว่าหากอยู่บนเขาอีกหนึ่งคืน แผลจะติดเชื้อในกระแสเลือดต้องตัดแขนขาเหมือนอีกหลายๆ คนที่รออยู่บนเขาแน่นอน

 

เดินทางไปโรงพยาบาลยากลำบาก

กว่าจะหารถไปโรงพยาบาลได้ก็ช่างทุลักทุเลมาก ต้องหาพาหนะคันแรกคือ รถซาเล้งที่พาพวกเธอไปสมทบกับผู้บาดเจ็บมากกว่า 20 รายที่รออยู่ข้างล่าง และต้องรอตรงจุดนี้นานมากเพราะหารถไปโรงพยาบาลท้ายเหมืองซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุไม่ได้ แต่เดชะบุญโชคดีที่พบรถกระบะจอดอยู่คันหนึ่ง มีกุญแจรถคาไว้และไม่ได้ล็อกประตู เธอจึงถามสามีว่า พอขับรถไหวไหม สามีบอกไหว จึงช่วยกันพาคนเจ็บหนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติราว 7 คน ขึ้นหลังรถกระบะไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

“ขณะนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ล่มใช้ไม่ได้เลย ติดต่อใครก็ไม่ได้ พอถึงโรงพยาบาลท้ายเหมืองก็เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ซึ่งมีคนไข้นอนรอรักษาเต็มไปหมด พอเวลาบ่ายกว่าๆ สัญญาณโทรศัพท์เริ่มใช้ได้ ดิฉันจึงขอยืมโทรศัพท์เจ้าหน้าที่โทรแจ้งญาติที่กรุงเทพฯ พอดีเราทำธุรกิจที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงช่วยกันประสานงานให้เอเยนต์ของเราที่สุราษฎร์หารถที่บรรจุคนได้เยอะๆ เพื่อนำคนเจ็บอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่านี้ ขณะนั้นยาชาหมดดิฉันต้องโดนเย็บแผลสดๆ ลำบากมาก ในที่สุดเอเยนต์ที่สุราษฎร์ก็นำรถตู้มารับพวกเราราวเที่ยงคืน

“เราเอาฝรั่งนั่งรถตู้อัดไปสิบกว่าคนไปรักษาโรงพยาบาลที่สุราษฎร์ พอถึงโรงพยาบาลหมอเริ่มฉีดยาชา เอกซเรย์และล้างแผลใหม่ ปรากฏคืนนั้นทั้งคืนดิฉันนอนไม่หลับ พยายามคิดว่าทำอย่างไรเราจะเข้าไปรักษาตัวในกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด พอถึงตอนเช้าก็ประสานงานกับการบินไทยช่วยหาซื้อตั๋วเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด และก็ได้เข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ เป็นคนไข้ชุดแรกมาถึงดอนเมืองวันที่ 27 ราวๆ 8 โมงเช้า แล้วดิฉันก็ถูกเคลื่อนย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวชอย่างเร่งด่วนเพราะดิฉันเพิ่งหายจากมะเร็งปอด จมน้ำแบบนั้นอันตรายกับปอดมาก พอถึงโรงพยาบาลหมอหลายท่านเตรียมตรวจร่างกายยกใหญ่ หมอบอกว่าเชื้อโรคพวกนี้ไม่ห่วงหรอก แต่เขากลัวมะเร็งปอดมากที่สุด ปรากฏปอดดิฉันไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งหมอก็ให้คำตอบไม่ได้ว่า ทำไมปอดดิฉันแข็งแรงมากหลังจากหยุดให้เคมีบำบัดเพียงเดือนเดียว

ยาแก้อักเสบรักษาไม่ได้ผล

นอกจากตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว คุณหมอยังนำเนื้อที่บาดแผลที่ขาไปเพาะเชื้อด้วย ปรากฏผลแล็บออกมาเชื้อที่ตรวจพบยาแก้อักเสบที่ฉีดให้เธอ 3 วันที่ผ่านมา ช่วยป้องกันเชื้อโรคไม่ได้เพราะเชื้อโรคมาจากทะเลน้ำลึก ยาแก้อักเสบทุกโรงพยาบาลที่รักษาคนไข้ประสบภัยสึนามิใช้ไม่ได้ผลทั้งหมด

“คุณหมอบอกว่า คุณเป็นคนไข้รายแรกที่เพาะเชื้อ ถึงได้รู้เรื่อง เพราะมันเป็นเชื้อจากทะเลน้ำลึกต้องใช้ยาแก้อักเสบอีกชนิดหนึ่ง ตอนนี้หมอได้กระจายยาฆ่าเชื้ออีกตัวไปให้คนไข้ทางภาคใต้แล้ว หมอบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คุณได้ช่วยชีวิตอีกหลายคน เพราะเราเป็นคนไข้ชุดแรกที่ได้เข้ากรุงเทพฯ หมอจึงได้ข้อมูลกระจายออกไป พอเหตุการณ์ผ่านไป 1 เดือน คนที่เปลี่ยนยาแก้อักเสบไม่ทัน ต้องโดนตัดแขนตัดขาตายกันอีกเยอะ ดิฉันพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 13 วัน จึงสามารถกลับบ้านได้”

 

วินัย-วิตดิวัต พันธุรักษ์ คุณพ่อเป็นลมใต้ปีกให้ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471984

วินัย-วิตดิวัต พันธุรักษ์ คุณพ่อเป็นลมใต้ปีกให้ลูก

โดย…วราภรณ์

ศิลปินเลือดใหม่ผู้มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง วิตดิวัต พันธุรักษ์ นักแสดง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ คือลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น เพราะเขาได้รับการถ่ายทอดเลือดศิลปินมาจากผู้เป็นพ่อ วินัย พันธุรักษ์ นักร้องชื่อก้องอดีตสมาชิกวงดิอิมพอสซิเบิ้ลอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อคุณพ่อมีอาการป่วยก็ได้พิสูจน์ถึงความรักระหว่างคุณพ่อคุณลูกได้เป็นอย่างดี จากเหตุการณ์ป่วยของคุณพ่อทำให้ ลูกชายคนโต วิตดิวัต อยากทำงานเพลงสักครั้งหนึ่งร่วมกับคุณพ่อ จึงออกมาเป็นซิงเกิ้ลล่าสุดของคู่พ่อลูก “(อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ” ที่ได้มีโอกาสได้ร้องร่วมกับคุณพ่อเป็นครั้งแรก

(อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ เป็นผลงานที่วิตดิวัตแต่งและร้องเอง โดยเขาดีไซน์ให้คุณพ่อได้มาร่วมร้องด้วยให้ออกมาเป็นเพลงที่มีสไตล์ดนตรีแนวป๊อป ผสมกับแนวดิสโก้ และมีกลิ่นอายของดนตรียุค 70’s ฟังง่าย สบายๆ และติดหู จึงเป็นเพลงที่สามารถฟังได้ทั้งคนที่อยู่ในรุ่นคุณพ่อและคุณลูก

คนเริ่มโปรเจกต์กล่าวว่า การที่ชวนคุณพ่อมาร่วมร้องเพลงนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความที่เป็นเด็กดื้อของคุณพ่อ ย้อนกลับไปคุณพ่อพาเขาไปร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ พ่อสนับสนุนอยากให้เขาเป็นศิลปินเด็ก ให้ไปรู้จักกับค่ายเพลงเพื่อทำงานเพลงตั้งแต่อายุ 11 ขวบ แต่เขากลับตอบปฏิเสธ การตอบปฏิเสธครั้งนั้นเขารู้ว่าทำให้คุณพ่อรู้สึกเสียใจมาก จากนั้นคุณพ่อก็ปล่อยให้ลูกชายเลือกทางที่เขารักด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันพ่อก็สนับสนุนให้ลูกชายได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ จนวิตดิวัตจบทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทในวิชาเศรษฐศาสตร์ คุณพ่ออยากให้เขาทำงานที่มั่นคงมากกว่าทำงานในวงการบันเทิง แต่เมื่อวิตดิวัตโตขึ้น เขาจึงรู้ว่างานเพลงเป็นสิ่งที่เขาหลงรักและอยากทำเพียงสิ่งเดียว เขาจึงตามหาความฝันด้านดนตรีมาเรื่อยๆ และได้ร้องเพลงประกอบละคร และได้เล่นละคร จนในที่สุดก็ได้มีโอกาสมีผลงานเพลงเป็นของตัวเองซิงเกิ้ลแรกกับค่ายวอนเนอร์มิวสิค ซึ่งถือเป็นความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากร่วมงานกับพ่อ

 

‘พ่อเป็นโรลโมเดล’ วิตดิวัต พันธุรักษ์

หลายคนบอกว่า ทำงานกับพ่อแล้วมีความสุข เพราะพ่อยิ้มเก่ง ใจดี สำหรับเพลงที่แต่ง (อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ พอแต่งเสร็จต้องรวบรวมความกล้าอยู่นานมาก ทำไงนะพ่อจึงจะยอมร้องเพลงนี้กับเขา มันเป็นเรื่องยากและเต็มไปด้วยความกดดัน

“ตั้งแต่ผมเด็กๆ พ่อเป็นคนที่จะไม่ชื่นชมผมง่ายๆ และพ่อก็ไม่ค่อยตามใจผม พอผมแต่งเพลงนี้เสร็จ  ผมก็เอาหูฟังที่ดีที่สุด และบอกกับพ่อว่า พ่อ ผมมีเพลงให้พ่อฟัง ฟังให้จบนะ พ่อก็ฟัง ขึ้นท่อนเอหนึ่ง เอสอง พ่อก็ยังไม่ว่าอะไร พอพ่อฟังจบ พ่อก็วิจารณ์งานของผม เพราะพ่ออยากให้ผมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งคำชมจากพ่อจึงได้มายากมากๆ เพราะพ่อเป็นคนอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนทำงานกันหนักมาก กว่าจะอัดเสียงได้แต่ละเพลงนาน แต่สิ่งที่เราทำคิดว่าหนักแล้ว แต่พ่อคิดว่ามันสบาย เวลาทำอะไรพ่อจึงอยากให้ผมทำด้วยความตั้งใจ จริงๆ พ่อถือเป็นไอดอลของผม แม้ผมอยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมไม่เคยทำงานกับพ่อเลย แต่ในที่สุดเราก็ได้ทำงานด้วยกัน เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ผมถ่ายทอดบทเพลงคนละจินตนาการ คือพ่อถ่ายทอดอารมณ์ในเจเนอเรชั่นของพ่อคือยุค 70 ส่วนผมก็ถ่ายทอดให้คนในยุคผมฟัง

วินาทีที่พ่อยอมทำงานร่วมกับผมหรือครับ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก อย่างที่เกริ่นว่าพ่อไม่เคยจะชมผมเท่าไหร่ ซึ่งมันเป็นปมในจิตใจของผม แม้พ่อไม่ค่อยชมผม แต่พ่อจะมีศิลปะในแนวทางของคุณพ่อ และผมก็มีแนวทางของผม พอเราทำเพลงร่วมกัน ผมก็ถามพ่อว่าอะไรคือทางของพ่อ และอะไรคือทางของผม ผมจึงหาแนวเพลงที่เราจะทำงานร่วมกันได้โดยไม่สับสน จนเป็นเพลงที่โอเค ซึ่งขั้นตอนการอัดเสียงเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก พ่อทำการบ้านมาอย่างดี และร้องออกมาได้ดีสมเป็นมืออาชีพจริงๆ กว่าจะเสร็จเป็นเพลงนี้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จนได้เพลงที่ผมมีความเชื่อว่าพ่อฟังแล้วจะไม่บ่น (หัวเราะ)”

อย่างที่บอกว่าคุณพ่อของเขาถือเป็นไอดอลทุกอย่างในชีวิตของเขาทั้งการทำงานเพลง และแง่มุมการใช้ชีวิต ตั้งแต่เด็กจนโตพ่อเป็นพ่อที่ทำหน้าที่ครบที่สุด พ่อทำงานด้วย แต่ก็มีเวลาดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่

“ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยมีความรู้สึกว่าผมไม่ได้เจอพ่อ เพราะผมเจอพ่อทุกวัน พ่อมีเวลาให้ผมทุกวันจนผมไม่รู้สึกว่าขาด ทำงานก็พาผมไปด้วย แล้วก็เป็นครูสอนผมอีกทั้งร้องเพลงและเล่นดนตรี ทุกๆ อย่างถ้าไม่มีพ่อผมก็ทำแบบนี้ไม่ได้ พ่อสอนพื้นฐานและให้ผมไปต่อยอด พ่อจึงถือเป็นครูคนที่หนึ่งของผม ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยคิดจะทำงานอย่างอื่นนอกจากงานเพลง แต่พ่อมักบอกว่า ทำอาชีพดนตรีมันลำบาก แต่ผมก็ยอมลำบาก เลือกทำในสิ่งที่ผมอยากทำ พ่อผมเป็นคนใจดีมาก แต่ถ้าเรื่องงานพ่อจะเป็นคนสตริกมาก พ่อเป็นคนมีรายละเอียดในการทำงาน และเป็นคนจริงจังในการทำงาน พ่อฟังเพลงละเอียดมากๆ เวลาผมทำงานเพลงผมจึงได้ความละเอียดมาจากคุณพ่อ”

มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณพ่อไม่สบายหนักมาก ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงกำลังใจและความเข้มแข็งเหมือนกัน

“ช่วงหนึ่งที่คุณพ่อไม่สบาย ถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักมากในครอบครัวของเรา ผมว่าด้วยความรักของพ่อที่มีให้กับครอบครัว ทำให้เรากลับมาเป็นอย่างนี้ได้ หากพ่อไม่อดทนและไม่มีกำลังใจที่มากพอ พ่อคงผ่านการรักษาแบบนั้นไม่ได้ คนที่นอนโรงพยาบาล 3 เดือนครึ่งมันหนักมาก ถ้าเป็นผม ผมคิดว่าผมคงบ้า แต่ความที่พ่อรักครอบครัว คุณพ่ออยากมีชีวิตกลับมาร้องเพลง อยากอยู่กับลูกๆ นี่คือกำลังใจที่ทำให้พ่อกลับมาแข็งแรง มาเป็นหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว ตอนที่พ่อป่วยคำว่าพ่อสู้ๆ แค่นั้นไม่เพียงพอ แต่ผมทำด้วยการกระทำ เราดูแลอย่างดี เราไปเฝ้าที่โรงพยาบาลตลอด สนับสนุนกำลังใจกันทุกอย่าง ทุกคนอยู่โรงพยาบาลกันหมด มีเวรผลัดกัน วันนี้น้องนอน วันนี้ผมนอน อยากทำเหมือนพ่อไม่ได้อยู่คนเดียว แม้ว่ามันจะหนักแค่ไหนแต่เราไม่ทิ้งกัน เราก็เป็นพ่อลูกกัน การป่วยของพ่อเป็นตัวพิสูจน์ว่าพ่อเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม คือผมไม่เคยจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่กับผม ผมจะทำอย่างไร ถ้ามาถึงวันนั้นจริงๆ ผมก็รับไม่ได้ วันที่พ่อป่วยผมก็คิดทุกวันว่าพ่อเมื่อไหร่จะหาย มันทำให้ผมได้คิดว่า ผมอยากทำอะไรให้กับพ่อสักอย่างหนึ่ง ก็คือเราต้องเร่งทำเพลงให้เสร็จ ผมอยากร้องเพลงกับพ่อ สมมติถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้วจะทำยังไง ถ้าวันหนึ่งเอาเพลงไปเปิดฟังแต่พ่อไม่ได้ร้องด้วย มันก็ไม่มีความหมายกับผม ผมจึงต้องทำเพลงนี้ขึ้นมาอย่างตั้งใจ”

 

‘ลูกคนดีที่หนึ่ง’ วินัย พันธุรักษ์

ฟากผู้เป็นพ่อ วินัย เผยความรู้สึกว่า ครั้งแรกที่ลูกนำเพลงที่ลูกแต่งและวาดฝันว่าอยากให้พ่อมาร่วมร้องด้วย ในฐานะคุณพ่อฟังเพลงที่ลูกแต่งแล้วรู้สึกว่าลูกมีความสามารถได้ขนาดนี้เชียวหรือ เพราะเรื่องของเวลาและความไพเราะในการเขียนเพลงแต่งเพลง จะต้องมีการสั่งสมกันพอสมควร และต้องอาศัยการฟังที่มาก แต่ลูกก็ทำได้ดี

“ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าการแต่งเพลงเป็นอย่างไร เพราะเพลงบางเพลงแต่เรื่อยเปื่อยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เพลงนี้มีจุดเด่น คือมีเสน่ห์ มีกลิ่นอายยุค 70-80 เข้ามาด้วย อีกอย่างในวงการเพลง เพลงของคนรุ่นใหม่ก็ฟังเพลงอีกแบบหนึ่ง แต่หากคนรุ่นใหม่ได้มาฟังเพลงนี้ก็คงรู้สึกว่าแปลกดีนะ มันน่าจะสะดุดใจ”

ในฐานะคุณพ่อได้กล่าวถึงความเป็นลูกชายคนโตว่า ลูกชายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่เคยทำให้พ่อแม่เสียใจ เขาเป็นเด็กดี ทำให้พ่อแม่มีความสุข รู้สึกอบอุ่น เป็นเด็กเรียนหนังสือตั้งใจและไม่เกเร ทำอะไรจริงจัง

“ตอนนี้ผมไม่กังวลอะไรแล้ว เพราะเขาเรียนหนังสือดี ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครบถ้วนในตัว ถ้าถามว่าทำไมผมไม่ค่อยชมให้ลูกรู้สึกตัว จริงๆ ผมก็กอดลูก สัมผัสลูกมานานแล้ว นี่คือความรู้สึกที่ดีที่มีสำหรับลูก ผมจับมือ หอมแก้ม ลูบหัวลูกเป็นประจำ เป็นความรู้สึกจากข้างใน ดังนั้นผมคิดว่าไม่ต้องชมอะไรมาก เขาก็รู้ว่าพ่อรักและเป็นห่วงเขา การไปชมมาก ยังไงไม่รู้ เพราะเขาโตแล้ว”

หากถามว่ารู้สึกเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ตรงไหน วินัย กล่าวว่า ตอนนี้เขาก็ดูแลตัวเองได้ดี และสามารถดูแลครอบครัว ดูแลแม่และน้องได้ดี เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในฐานะพ่อก็รู้สึกหมดห่วง

“เพียงแต่ว่าอยากให้เขามีสุขภาพดี และเราก็ยังดูแลเขาอยู่ ตอนนี้สุขภาพผมก็โอเค คุณหมอบอกว่าคนไข้ชื่อวินัย ฉะนั้นต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง ต้องกินยา อย่ากินอะไรตามใจปากที่มันแสลง ตอนนี้หมอลดยาแล้ว หมายความถึงสุขภาพผมดีขึ้นมาก แม้ยังไม่กลับมาเต็มร้อย เพราะยังต้องรักษาเบาหวาน ต้องฉีดอินซูลิน แต่กินยาลดลง ผมรู้สึกว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ยังร้องเพลงไปไหนมาไหนได้ สติสัมปชัญญะดีอยู่ ถือว่าร่างกายแข็งแรงดี อยากฝากถึงแฟนๆ ว่าผมกลับมาแล้ว กลับมาร้องเพลงได้เหมือนเดิม สุขภาพดีมากๆ แล้ว กำลังใจที่แฟนๆ ให้มาถือเป็นสิ่งที่ผมไม่ลืม ก็อยากจะให้สนับสนุนลูกผมว่าเขาอยากทำงานเพลง เขาทำเสร็จแล้ว สามารถสนับสนุนลูกได้ จากรุ่นสู่รุ่น ตอนนี้พ่อขอนั่งดู นั่งฟัง ตอนนี้ผมคงลดงานเพลงลงแล้ว แต่ก็ยังเป็นแรงใจชี้แนะให้ลูก” คุณพ่อวินัยเล่าปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

 

เรือนไทย…พักใจ ‘ไพโรจน์ ชื่นครุฑ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471983

เรือนไทย...พักใจ ‘ไพโรจน์ ชื่นครุฑ’

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

เรือนไทยขนาดกะทัดรัดหลังนี้ แม้จะไม่ได้ดูโอ่อ่าหรืออลังการเหมือนกับเรือนไทยหลังอื่น แต่มันก็เต็มไปด้วยเรื่องราวและความผูกพันของครอบครัว “ไพโรจน์ ชื่นครุฑ” เมื่อมันให้ความรู้สึกมากกว่าแค่บ้านหลังหนึ่ง

ปัจจุบัน ไพโรจน์ ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และดูแลบริษัทในเครืออยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส หรือกรุงศรี ออโต้ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ายอดขายรถป้ายแดงในปีนี้คาดกันว่าจะติดลบ 6-7% แต่ภายใต้การบริหารงานของ “ไพโรจน์” ก็ยังทำให้กรุงศรี ออโต้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเมื่อจบสิ้นปีนี้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่จะเติบโตได้ถึง 6% หรือปล่อยกู้ได้ 1.33 แสนล้านบาท

ไพโรจน์ บอกว่า ในยุคที่มีการแข่งขันสูง การทำงานก็ต้องมีความเครียดหรือมีเรื่องกดดันเป็นธรรมดา ซึ่งตัวเขาเองก็มีวิธีการบริหารความเครียดจากงานด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการขี่จักรยาน ซึ่งก็ปั่นมานานแล้ว ปั่นมาก่อนที่จะมาฮิตติดลมบนอย่างในปัจจุบันเสียอีก ถึงขั้นที่ว่า แม้จะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงและต้องพักรักษาตัวแรมเดือนมาแล้ว แต่ถึงยังไงก็ไม่เข็ด และยังคงเป็นนักปั่นยามว่างมาจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม เขายังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่ใช้เป็นที่พักกายพักใจให้กับตัวเอง เมื่อเป็นทั้งความฝันและความต้องการส่วนตัวที่อยากจะมีบ้านเรือนไทยสักหลังเป็นของตัวเอง

ไพโรจน์ เล่าต่อว่า จนเมื่อ 4 ปีก่อน มีเพื่อนแนะนำว่ามีที่ดินกลางกรุงจะขาย 100 ตารางวา สนใจไหม ซึ่งพอมาดูด้วยตัวเองก็ตอบตกลงทันที เพราะตรงกับความต้องการเดิมอยู่แล้ว มีขนาดที่พอเหมาะและตั้งอยู่หัวมุมพอดี

“ความคิดแรกก็กะว่าจะซื้อเพื่อเอาที่ดินเพียงอย่างเดียว ส่วนบ้านเก่าที่มีอยู่ก็จะรื้อทิ้งเพื่อสร้างใหม่แทน เพราะเห็นสภาพจากนอกบ้านแล้ว ต้องบอกว่าโทรมมากๆ ต้นไม้ขึ้นรกไปหมด ไม่น่าดูเลย เนื่องจากถูกปล่อยทิ้งไว้มานาน แต่พอได้เข้าไปสำรวจตัวบ้านจริงๆ ก็เปลี่ยนใจทันที รื้อทิ้งไม่ลง เพราะตัวบ้านที่เป็นไม้และโครงสร้างหลักยังอยู่ในสภาพดี ที่สำคัญเป็นทรงเรือนไทยยกใต้ถุนสูง ไม้ที่ใช้ก่อสร้างก็ยังไม่ผุ เป็นบ้านไม้โบราณที่เจ้าของเดิมยกมาจากราชบุรีมาปลูกบนที่ดินแห่งนี้ จึงอยากเก็บอนุรักษ์เอาไว้” ไพโรจน์ บอก

 

ในที่สุดก็ได้ทำการปรับปรุงตกแต่งเสียใหม่ โดยแทบไม่ต้องรื้อโครงสร้างของเก่าออกเลย มีเพียงชั้นล่างใต้ถุนสูงก็ทำเป็นผนังเพิ่มเติมให้มีความเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อย จะได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งภาพโดยรวมที่ออกมาก็ตรงกับใจที่ต้องการด้วย

ไพโรจน์ บอกว่า เรือนไทยหลังนี้ไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยประจำ แต่เป็นบ้านหลังที่สองในกรุงเทพฯ มีเอาไว้เป็นที่ผ่อนคลายมากกว่า เวลาทำงานมาเหนื่อยๆ เครียดๆ ก็จะแวะมาเรือนไทยหลังนี้ มานั่งสงบจิตสงบใจ ให้ผ่อนคลายลงบ้าง หรือไม่ก็นอนค้างที่นี่สักคืน ก่อนกลับบ้านอีกหลัง

ส่วนสไตล์การตกแต่งเรือนไทยหลังนี้ จะเน้นการตกแต่งให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องมีโทรทัศน์ ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ให้จดจ่ออยู่กับมันอีก ไม่ต้องมีเฟอร์นิเจอร์อะไรมากมาย ในเมื่อเราต้องการมาพักที่นี่อย่างเงียบสงบ สบายๆ

 

ที่สำคัญเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งส่วนใหญ่ในเรือนไทย อย่างชุดเก้าอี้หวาย โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้โชว์ของ ก็เป็นของคุณแม่ที่จากไปแล้ว นาฬิกาไขลานโบราณก็เป็นของคุณพ่อ

ส่วนชุดโซฟาก็เป็นของลูกชายที่ปัจจุบันไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเวลาได้เห็น ได้สัมผัส ได้นั่งลง ก็ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ความรู้สึกดีๆ ของเจ้าของเก่าได้เป็นอย่างดี เรือนไทยหลังนี้จึงเป็นมากกว่าแค่บ้านธรรมดา

 

‘เมนูไข่ปูอันโอชะ’ จุดเริ่มต้นหายนะท้องทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471982

‘เมนูไข่ปูอันโอชะ’ จุดเริ่มต้นหายนะท้องทะเล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ช่วงปลายปียาวไปถึงเดือน ก.พ. เหล่านักชิมปูจะได้ลิ้มลองเนื้อปูอันโอชะที่มาพร้อมกับไข่ปูสีส้มแดงมันวาว เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักชิม แต่ทว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าการบริโภคไข่ปูทั้งในและนอกกระดองนั้น หมายถึงการลดจำนวนปริมาณลูกปูที่กำลังเกิดสู่ท้องทะเลอีกกว่าล้านชีวิต โดยประเด็นวิกฤตนี้ทำให้ชาวประมงบางกลุ่มพยายามรณรงค์ให้เลิกกินไข่ปู เพราะถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศท้องทะเลในอนาคต

วิชา นรังศรี ประธานมูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำ และที่ปรึกษาธนาคารปูม้า ชุมชนหาดเจ้า-แหลมผักเบี้ย สะท้อนปัญหาว่า ปัจจุบันสถานการณ์การหาปูม้ามีแต่ทรงกับทรุด เพราะทรัพยากรปูในทะเลมีมากเท่าไหร่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เห็นได้ชัดว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงจับปูม้าได้ลดน้อยลงทั้งจำนวนและขนาดมากกว่าครึ่งหากเทียบกับเมื่ออดีต โดยปัจจุบันการออกทะเลจับปูม้าประมาณเดือนละ 15 วัน ครั้งหนึ่งจับได้ไม่เกิน 10 กิโลกรัม หรือบางวันก็จับไม่ได้เลย

สาเหตุที่ทำให้จำนวนปูลดลงและหายากขึ้น เชื่อว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัญหาจากภาพรวมระบบนิเวศท้องทะเลเปลี่ยนแปลงไป และฝีมือมนุษย์ที่ใช้อวนเป็นเครื่องมือประมงในการจับปู เพื่อตอบสนองความนิยมการบริโภคปูม้าที่มีจำนวนมาก หรือเรียกได้ว่าเป็นการบริโภคปูผิดประเภทโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือ กินแม่ปูทั้งที่ยังมีไข่ในและนอกกระดองกันมาตลอด ทำให้ปัจจุบันพบว่าการฟื้นฟูทรัพยากรปูไม่สมดุลต่อความต้องการของมนุษย์

 

ที่ปรึกษาธนาคารปูม้า อธิบายว่า ปูจะมีตัวผู้กับตัวเมีย แต่คนส่วนใหญ่นิยมกินปูตัวเมียเพราะมีไข่แน่นน่ารับประทาน ซึ่งในธรรมชาติวงจรชีวิตปูม้าอาศัยอยู่ในทะเล ส่วนปูทะเลที่ตัวใหญ่ๆกระดองหนาจะหากินอยู่ตามป่าชายเลนเป็นหลัก แต่ก็สามารถเจอได้ในทะเล ส่วนพฤติกรรมการออกไข่ของปูม้าจะออกได้ตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่อายุ 3 เดือนก็เข้าสู่วัยผสมพันธุ์ โดยการออกไข่ต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 5-7 แสนฟอง ส่วนฤดูกาลวางไข่ผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค.

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความต้องการบริโภคปูที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีกำลังการจับปูก็เพิ่มมากเช่นกัน ซึ่งการบริโภคไข่ปูทั้งในและนอกกระดองนี้ ถือเป็นการบริโภคที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรทางทะเลอย่างรุนแรง เพราะแม่ปูหนึ่งตัวจะออกไข่ 5-7 แสนตัว เมื่อถูกนำมากินจะเท่ากับหยุดวงจรการเกิดลูกปูอีกจำนวนมหาศาล ฉะนั้นจึงไม่อยากให้ผู้บริโภครับประทานปูลักษณะนี้ เพราะหากสังคมต้องการฟื้นฟูทรัพยากรปูในท้องทะเลให้กลับมา ควรเริ่มแก้ที่ความต้องการของมนุษย์ก่อน

“จะให้หาปูตามความต้องการของตลาดเท่าไหร่คงไม่พอ เพราะเมื่อขายได้ การที่เจอปูตัวใหญ่ในทะเลก็ไม่มี เนื่องจากความต้องการปัจจุบันเอาหมดทุกขนาด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่เหลือปูขนาดใหญ่ไปถึงวัยเจริญพันธุ์แบบสมบูรณ์”

วิชา เรียกร้องว่า การแก้ปัญหานี้ไม่อยากให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหรือกินปูที่มีไข่ เพราะหากไม่มีความต้องการซื้อ แม่ค้าจะไม่นำมาขาย และชาวประมงก็จะยอมปล่อยปูที่กำลังมีไข่ลงสู่ท้องทะเลไป หรือนำมาพักเพียง 1-2 วัน ภายหลังแม่ปูสลัดไข่ออกค่อยนำมาขาย และปล่อยไข่ปูลงสู่ทะเล ซึ่งตรงนี้จะช่วยทำให้ทรัพยากรไม่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า และทำให้ทรัพยากรในทะเลกลับมาได้ระดับหนึ่ง มิเช่นนั้นอาจเข้าสู่ขั้นวิกฤตได้ในอนาคต เนื่องจากปัญหาของปูเป็นเพียงหนึ่งปัญหาสะท้อนจากทะเล แต่ถ้าหากผู้บริโภคเลี่ยงการกินสัตว์ทะเลช่วงฤดูวางไข่ ก็เชื่อว่าจะทำให้ทรัพยากรในทะเลกลับมายั่งยืนได้อีกครั้ง

 

หญิงแกร่งไทยในกัมพูชา ล้มแล้วไม่ท้อ…จะมีทางชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471978

หญิงแกร่งไทยในกัมพูชา ล้มแล้วไม่ท้อ...จะมีทางชนะ

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

เจ้าของกิจการที่ทำธุรกิจอย่างสดใส หากเกิดเหตุการณ์พลิกผัน ธุรกิจเกิดสะดุด กลายมาเป็นมีหนี้เกือบหลักร้อยล้านบาท เจ้าของธุรกิจจะเลือกทางออกให้แก่ชีวิตและธุรกิจอย่างไร แต่มีซีอีโอหญิงไทย หัวใจสุดแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้ ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น สร้างบริษัทให้เติบโต และกลายเป็นบริษัทชั้นนำการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชาได้

“ดวงใจ จันทร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นัทธกันต์ (กัมพูชา) ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไทย-กัมพูชา และตัวแทนการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศของกัมพูชา เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นสร้างธุรกิจว่า ได้เข้ามาเรียนที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่ชั้นประถม เพราะครอบครัวอยู่ที่ จ.ตราด และเมื่อประเทศกัมพูชาเกิดสงครามในประเทศ ทำให้ต้องกลับไปประเทศไทยตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรืออายุ 15 ปี ซึ่งเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ไม่ได้เรียนต่อ แต่มองเห็นโอกาสการทำธุรกิจ

จึงสนใจเริ่มสร้างธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเลจากกัมพูชานำเข้ามาในไทย เพราะมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำต่างๆ และยังทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเข้ามากัมพูชา โดยการทำธุรกิจในช่วงแรก อายุ 15 ปี เคยเรียนในกัมพูชา จึงมีคนที่รู้จัก ผู้ใหญ่ในประเทศกัมพูชาให้คำแนะนำ จึงเข้าใจช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยการทำธุรกิจในกัมพูชา นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในช่วงแรกได้กำไรสูงมาก เพราะในกัมพูชาไม่มีสินค้า จึงต้องการสินค้าจากไทย และธุรกิจยังสามารถขยายตัวไปสู่การส่งออกสินค้าไทยต่อเนื่องไปประเทศเวียดนามได้

 

แต่ต่อมา เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2538 เกิดปัญหาค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้สินค้าที่สั่งซื้อไว้เกิดปัญหา และได้ไปลงทุนในหลายธุรกิจ ทั้งไปลงทุนทำพลอย และทำอสังหาริมทรัพย์เกิดปัญหาทั้งหมด กลายเป็นต้องมีหนี้สูงเกือบ 500 ล้านบาททันที ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่แพงสุดในชีวิต

เราถือเป็นผู้นำครอบครัว มีลูก 3 คน จะต้องไม่สิ้นหวัง และต้องสู้ มีความเชื่อมั่นต้องมีแสงสว่างรออยู่ข้างหน้า มีลูกเป็นกำลังใจสำคัญให้สู้ต่อไป ทุกอย่างเรื่องหนี้ก็พูดคุยกับธนาคาร เราไม่หนีและไม่ล้มบนฟูก เราล้มจริงๆ ทรัพย์สินที่มีอยู่ให้ปล่อยให้ธนาคารจัดการทั้งหมด ธนาคารก็พร้อมช่วย เพราะที่ผ่านมาเราทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบใคร เมื่อเราล้มก็มีคนอื่นๆ พร้อมเข้ามาช่วย ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น

“อยากให้กำลังใจทุกคน ชีวิตมีวันที่ขึ้นและวันที่ลง บางครั้งเก่งมาก ก็สู้เฮงไม่ได้ บางครั้งอาจจะไม่ช่วงเวลาของเรา หากเราเป็นหนี้ต้องดูว่าสู้ไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็ต้องปล่อยไป อย่าไปยึดติด ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของเราก็ต้องปล่อยไป” ดวงใจ กล่าว

 

บทเรียนที่แพงสุดในชีวิตครั้งนี้ ทำให้ต้องตั้งต้นใหม่ เข้าใจสัจธรรมในความไม่แน่นอนของชีวิต ต้องกลับมาก้าวใหม่ และยึดคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทุกอย่างอย่าทำเกินตัว เราปรับการทำธุรกิจใหม่ด้วยเงินสดเท่านั้น และไม่กู้เงินกับธนาคารเลย ค่อยๆ ก้าวทีละก้าวต่อไป ธุรกิจก็มาทำเกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำทัวร์ด้านการจับคู่ทางธุรกิจ เพราะเป็นสิ่งที่เราถนัดมีความเข้าใจในตลาดกัมพูชา

“ดวงใจ” กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ธุรกิจมีลูกเข้ามาดูแลบางด้านแล้ว โดยลูกก็มีการขยายธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชาเป็นเวลามากกว่า 30 ปีแล้ว โดยเรามีคนรู้จักและมีเพื่อนในกัมพูชามากมาย ได้เรียนรู้ ได้รับประสบการณ์ต่างๆ ทุกอย่างทำให้เติบโตมากขึ้น ทุกอย่างมาจากการที่เรามีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับเพื่อน ให้ความตรงไปตรงมา และมุ่งมั่นทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

“เราได้สอนลูกมาตลอด ยิ่งอยู่สูง ต้องยิ่งทำตัวให้ต่ำไว้ เราต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่เหยียดหยามใคร พูดจากับพนักงานอย่างดี เพราะมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ทุกคนต่างมีคุณค่าเท่ากันหมด สิ่งที่เราทำมาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเราล้ม ก็มีคนพร้อมช่วยเสมอ และต้องยึดคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงในการทำธุรกิจ” ดวงใจ กล่าวทิ้งท้าย

 

เทคนิคการขับรถในหน้าหนาวไปดูทะเลหมอกสวยๆ ป้องกันอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471310

เทคนิคการขับรถในหน้าหนาวไปดูทะเลหมอกสวยๆ ป้องกันอุบัติเหตุ

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

มาถึงสัปดาห์กลางเดือน ธ.ค. เรียกได้ว่าเป็นหน้าหนาวอย่างเต็มตัว (เสียที) เพราะหนาวจริง หมอกจริง ตื่นเช้าได้สัมผัสกับความหนาวเย็น นักท่องเที่ยวผู้รักการสัมผัสไอหนาวเตรียวตัวกันแล้ว หลายคนเตรียมทริปเดินทางไกลเพื่อขึ้นไปดูสายหมอกสวยๆ ทะเลหมอกหวานๆ ที่สวยงาม ขอให้ระวังด้วยกับทัศนวิสัยการขับขี่ ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ระหว่างทางได้เจอก่อนแน่กับสายหมอกที่หนาทึบ

เพิ่มความระมัดระวังยังไม่พอ ต่อไปนี้คือเทคนิคการขับรถในหน้าหนาว ใครที่กำลังจะขึ้นอีสานขึ้นเหนือ หรือขึ้นไปดูหมอกสวยๆ บนดอย อ่านไว้ไม่เสียหลาย

1.เตรียมสภาพรถให้พร้อมเดินทางในช่วงหมอกปกคลุมเส้นทาง โดยอุปกรณ์ทำความสะอาดกระจกต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน สัญญาณไฟส่องสว่างทุกดวง

2.การขับรถให้เปิดสัญญาณไฟและไฟตัดหมอก ซึ่งต้องเปิดทั้งไฟหน้าและไฟหลัง เพื่อให้คนอื่นเห็นเราระยะไกลขึ้นกว่าธรรมดา

3.กรณีละอองฝ้าเกาะกระจก ให้ปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารให้ต่ำกว่าภายนอก ใช้อุปกรณ์ปัดน้ำฝนและเปิดปุ่มไล่ฝ้า ควรลดระดับกระจกหน้าต่างลง พร้อมเปิดที่ปัดน้ำฝน เพื่อไล่ไอน้ำที่เกาะกระจกหน้ารถออก หรือใช้ผ้าแห้งเช็ดกระจกที่เป็นละอองฝ้า สำหรับกระจกหลังให้เปิดปุ่มไล่ฝ้าจะช่วยไล่ละอองน้ำ ทำให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น

หลักการง่ายๆ คือ ทำให้อุณหภูมิภายใน-นอกรถใกล้เคียงกัน ถ้าภายในรถเย็นกว่า จะเกิดฝ้าด้านนอก ถ้าภายนอกรถเย็นกว่า จะเกิดฝ้าด้านใน ง่ายที่สุดให้เปิดกระจกสักพักเพื่อไล่ฝ้า เพราะปกติแล้วเวลาถึงหน้าหนาว ความชื้นในอากาศจะต่ำอยู่แล้ว อากาศค่อนข้างแห้ง การแง้มกระจกให้อากาศแห้งภายนอกเข้ามา จึงสามารถไล่อากาศที่มีความชื้นสูงภายในรถออกไป

4.กรณีหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นเส้นทาง ให้จอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย รอจนทัศนวิสัยดีขึ้นค่อยขับรถไปต่อ ตรวจสอบสภาพรถโดยเฉพาะระบบไฟให้พร้อมก่อนออกเดินทาง หมั่นทำความสะอาดกระจกโคมไฟตลอดการเดินทางเป็นระยะ

5.เปิดไฟใหญ่ต่ำ ไม่ใช้ไฟหรี่ เพื่อให้คนอื่นมองเห็นเรา และห้ามใช้ไฟสูง เพราะแสงไฟจะสะท้อน ทำให้ผู้ขับขี่รายอื่นสายตาพร่ามัว

6.ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เว้นระยะห่างจากรถอื่นให้มากกว่าปกติ โดยเว้นระยะที่เหมาะสม ได้แก่ ระยะที่มองเห็นท้ายรถคันหน้า หากเกิดกรณีฉุกเฉินจะได้มีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ ไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือแซงรถในระยะกระชั้นชิด

7.การเลี้ยวรถในขณะขับรถฝ่าหมอก ให้สัญญาณล่วงหน้าอย่างชัดเจนและเหมาะสม ควรเปิดหน้าต่างรถด้วยเพื่อให้หูช่วยฟังเสียง เปิดไฟแวบหน้า หรือบีบแตรให้มากกว่าปกติ เพื่อให้รถที่อยู่ข้างหน้าหรือสวนทางมาเห็นรถของเรา

8.การหยุดรถกลางหมอก ต้องจอดให้พ้นทางเดินรถให้มากที่สุด หากจำเป็นและเลี่ยงไม่ได้ ให้สร้างเครื่องกีดขวางหรือสัญญาณเตือนผู้ใช้ถนนอื่นๆ ให้รู้ตัวล่วงหน้าในระยะห่างที่ปลอดภัย ถ้ามีสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินให้เปิดตลอดเวลา

9.ช่วงฤดูหนาวมักมีหมอกลงจัดบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง รวมถึงมีไอน้ำจับตัวเป็นฝ้าเกาะกระจกรถยนต์ ประกอบกับเป็นช่วงที่เกษตรกรนิยมเผาตอซังข้าว ส่งผลให้เกิดควันไฟปกคลุม
เส้นทาง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าปกติ เพื่อความปลอดภัย เตรียมพร้อมสภาพรถ ตรวจสอบอุปกรณ์ทำความสะอาดกระจกให้พร้อมใช้งาน ทั้งอุปกรณ์ที่ปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝน อุปกรณ์ไล่ฝ้า พร้อมเติมน้ำในกระปุกฉีดน้ำ สำหรับเช็ดทำความสะอาดกระจก จัดเตรียมผ้าแห้งไว้เช็ดกระจกที่ละอองฝ้าเกาะ พร้อมหมั่นตรวจสอบสัญญาณไฟให้ส่องสว่างได้ทุกดวง โดยเฉพาะไฟตัดหมอกที่ต้องเปิดใช้ในช่วงหมอกลงจัด

10.การขับรถ ควรเปิดใช้สัญญาณไฟหน้ารถและไฟตัดหมอกเมื่อหมอกลงจัดปกคลุมเส้นทางและควรปิดไฟเมื่อมองเห็นเส้นทางชัดเจนแล้ว ไม่ควรเปิดไฟสูง เพราะจะทำให้ผู้ขับรถคันอื่นสายตาพร่ามัว ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงไม่เปิดใช้ไฟฉุกเฉิน เพราะจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ร่วมใช้เส้นทาง

11.สภาพถนนที่มีหมอกปกคลุม นอกจากจะมองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจนแล้ว ผิวถนนยังลื่นกว่าปกติ จึงต้องใช้ระยะทางในการเบรกมากขึ้น ไม่ขับรถชิดท้ายรถคันหน้ามากเกินไป เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ เพื่อเพิ่มระยะทางให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัย

12.กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินบนเส้นทาง ไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหันหรือแซงรถคันอื่นในระยะกระชั้นชิด ไม่ขับคร่อม ช่องทางจราจร ไม่ขับชิดขอบถนนหรือทับเส้นกลางถนน หากขับรถผ่านทางแยกควรเปิดกระจกหน้าต่างรถจะช่วยให้มองเห็นเส้นทาง และได้ยินเสียงจากภายนอกรถได้ชัดเจน กรณีหยุดรถเพื่อรอเลี้ยวหรือขับรถผ่านทางแยก ควรเหยียบแป้นเบรกค้างไว้ เพื่อให้ไฟเบรกเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ที่ขับรถตามหลังมาทราบ จะได้เพิ่มความระมัดระวัง

13.ที่สำคัญไม่ควรจอดรถในบริเวณที่มีหมอกลงจัด หรือควันไฟปกคลุม หากรถเสียให้รีบเข็นรถเข้าข้างทางและชิดริมไหล่ทางมากที่สุด เปิดไฟฉุกเฉินและนำป้ายเตือนหรือวัสดุอื่น ที่สะท้อนแสงมาวางไว้ด้านหลังรถ ห่างจากจุดจอดรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตร เพื่อให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางมองเห็นได้ในระยะไกล

14.การทิ้งระยะจากคันหน้า สามารถขับรถทิ้งระยะห่างที่ปลอดภัยโดยสังเกตจากไฟท้ายของคันหน้า ไฟท้ายของรถคันหน้าทำให้เรามองเห็นเขาได้ในระยะหลายเมตร แค่ขับตามไปโดยยึดเส้นถนนเป็นหลัก แต่ถ้ายึดเส้นทางซ้ายเราต้องระวังรถเล็กอย่างมอเตอร์ไซค์หรือคนที่มักจะใช้ไหล่ทางไว้ด้วย อีกอย่างก็ต้องระวังหลัง เพราะกระจกมองข้างหรือมองหลังจะมองรถคันที่อยู่ข้างหลังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเบี่ยงซ้ายหรือขวา ให้สัญญาณและมองหลังเสมอ

15.การขับรถฝ่าหมอกนานๆ ต้องใช้สมาธิในการควบคุมยานพาหนะสูงกว่าปกติ จึงอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางด้วยนะ &O5532;

ขอบคุณข้อมูล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ couple-car-thumb

 

ออนไลน์ โซไซตี้ เปิดจออ่านนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471120

ออนไลน์ โซไซตี้ เปิดจออ่านนิยาย

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, มินิมอร์

ใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้ เพราะในโลกออนไลน์มีพื้นที่เหลือเฟือให้ทุกคน อย่างเว็บไซต์ มินิมอร์ (minimore.com) ที่เปิด มินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับนักเขียนมือใหม่ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน
รูปแบบที่น่าสนใจ และสามารถสร้างรายได้จากการเขียนโดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ หรืออย่างสตอรี่ล็อกและฟิกชั่นล็อก สองช่องทางที่มีพื้นที่ให้บันทึกประสบการณ์และเปิดกระดานเขียนนิยายขาย ซึ่งล้วนแต่เป็นช่องทางออนไลน์ให้ทุกคนเขียนได้และเข้ามาอ่านได้บนหน้าจอ

ตลาดค้าคอนเทนต์ออนไลน์

มินิมอร์ เมกเกอร์ส (Minimore Makers) ที่เชื่อว่าเรื่องราวหลากหลายรอให้ทุกคนสร้างเป็นคอนเทนต์ใหม่ลงมินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับแบ่งปันไอเดียของเรากับผู้อ่านและผู้ชมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะงานเขียน งานวาด คลิปวิดีโอ เพลง หรือภาพยนตร์ เพราะความสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องสนุกเพียงลำพัง ซึ่งเป็นไอเดียของ ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ และ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท
มินิมอร์ และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบล็อก exteen.com ที่บุกเบิกการเขียนบล็อกออนไลน์ จนทำให้วัยรุ่นเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเขียนด้วยปากกามาเป็นแป้นพิมพ์

“เรามามองว่าตอนที่ทำบล็อกมันมีอะไรโอเค หรือไม่โอเค ทำให้เห็นว่าข้อด้อยอย่างหนึ่งของบล็อก คือคนที่มาเขียนจะได้เขียนให้คนอื่นอ่านอย่างเดียว แต่ไม่ได้อะไรจากงานเขียนมากไปกว่ายอดจำนวนคนอ่าน และด้วยแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก เรามีพื้นที่โฆษณาให้คนเข้ามาซื้อแบนเนอร์อย่างเดียว ผมกับแชมป์เลยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดีให้คนเขียนมีรายได้โดยตรง สามารถมีผลตอบแทนจากการเขียนได้ จึงเป็นไอเดียให้เกิดตัวมินิมอร์ เมกเกอร์ส”

ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์

จากไอเดียของสองหนุ่ม พวกเขาได้ไปยื่นเสนอต่อบันลือ กรุ๊ป จนได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งช่วงแรกประมาณ 3 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างมินิมอร์ขึ้นก่อน เป็น มินิมอร์ สโตร์ ที่ให้ผู้อ่านสามารถลองอ่านตัวอย่างหนังสือ (Sample) ก่อนสั่งซื้อ และกดสั่งซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอน สำนักพิมพ์บัน สำนักพิมพ์บันลือ และอีกหลากหลายสำนักพิมพ์ ส่งตรงถึงบ้านผ่านการซื้อบนเว็บไซต์ จากนั้นเมื่อปีเศษๆ ที่ผ่านมาจึงได้มาจริงจังกับมินิมอร์ เมกเกอร์ส

“ไอเดียแรกเราจะทำเมกเกอร์ส แต่ในช่วงแรกเรายังไม่ได้เปิดตัวเมกเกอร์สขึ้นมา แต่เป็นการทดลองทำแพลตฟอร์มใช้ภายในกับตัวสำนักพิมพ์บันลือก่อน ซึ่งช่วงที่เปิดเมกเกอร์สให้คนเข้ามาเขียน คนก็เข้าใจอยู่แล้วแพลตฟอร์มลักษณะนี้คือเป็นยังไง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนคนไทยยังรู้จักแค่กระทู้ รู้จักเว็บบอร์ด รู้จักเขียนไดอารี่ แต่ยังไม่รู้ว่าการเขียนเรื่องเขียนบทความลงเว็บไซต์มันเป็นยังไงจนเรามีบล็อก แล้วพอมีบล็อกเราก็ได้พัฒนามาเป็นเมกเกอร์ส”

ถามต่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจหรือไม่ว่า การเขียนลงเว็บไซต์จะมีประโยชน์อย่างไร เขาตอบว่าคนเข้าใจแต่ยังไม่แน่ใจ “คนจะรู้สึกว่าฉันเป็นใครก็ไม่รู้ เป็นโนเนมแล้วถ้าไปเขียนจะมีคนมาอ่านมาซื้อหรือเปล่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางเราพยายามสื่อให้คนทั่วไปรับทราบว่า คุณสามารถมาเขียนคอนเทนต์ได้ คอนเทนต์ของคุณมีมูลค่าอยู่นะ คุณสามารถขายได้ ไม่ใช่ว่าเขียนแล้วทิ้งเปล่า”

แพลตฟอร์มการเขียนคอนเทนต์ลงสื่อออนไลน์ในไทยมีหลายเจ้าให้บริการ ซึ่งเริ่มเปิดพร้อมๆ กันเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดเว็บไซต์ให้คนเข้ามาเขียนเป็นผลพวงหนึ่งของเทรนด์โลก ต่ายให้ข้อมูลว่าปัจจุบันทุกคนใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น อย่างเพลงที่สมัยก่อนต้องรอซื้อเทปซื้อแผ่นซีดี แต่ตอนนี้ไม่มีใครรอแบบนั้นแล้ว แต่เปลี่ยนไปซื้อเพลงออนไลน์ที่สามารถเลือกได้ว่าชอบเพลงไหนก็ซื้อเพลงนั้น และทำให้ชีวิตสะดวกกว่าเดิมเพราะไม่ต้องไปซื้อหน้าร้านแต่สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือได้ทันที หรือพูดได้ว่าทำให้คนจ่ายเงินในออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเทรนด์มันจะเป็นไปแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าอีกหน่อยคอนเทนต์ต่างๆ คนจะซื้อกันมาก เพราะเมื่อเข้าไปในเว็บ สามารถจ่ายเงินเพื่อที่จะอ่านได้เลย ตรงกับพฤติกรรมของคนสมัยนี้ที่เมื่อจะซื้ออะไรก็อยากได้ของเดี๋ยวนั้น

 

เช่นเดียวกับพลังของคอนเทนต์ที่เขาเชื่อว่าทุกบทความมีมูลค่า และเมื่อมีมูลค่าเพียงพอคนอ่านก็จะยอมจ่ายเงิน ทว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักเขียนทั่วไปจะสามารถเขียนบทความที่มีแรงดึงดูดขนาดนั้น ต่ายตอบว่าฟังก์ชั่นของเว็บมินิมอร์มีความยืดหยุ่น เช่น การให้อ่านตัวอย่าง หรือการตั้งราคา ที่ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะให้อ่านมากน้อยหรือขายถูกแพงอย่างไร

“สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียง เขาสามารถตั้งได้ว่า เช่น บทความครึ่งหนึ่งให้คนอ่านได้อ่านฟรีเหมือนเป็นทีเซอร์ ซึ่งผู้เขียนจะรู้ฟีดแบ็กจากคนอ่านได้ทันทีเพราะว่ามันเป็นออนไลน์ ถ้าเกิดฟีดแบ็กดีเขาก็สามารถตั้งราคาในตอนต่อไปได้ และยังแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมคนอ่านไม่ได้มองตัวผู้เขียนเป็นหลักแล้ว แต่ดูเนื้อหามากกว่า ถ้าคอนเทนต์ดีเขาก็จะยอมซื้อต่อ และระบบออนไลน์ยังทำให้ผู้อ่านไม่ต้องรอให้เขียนจบเล่ม ผู้เขียนก็ไม่จำเป็นต้องเขียนตอนจบเลยทีเดียว เพราะสามารถเขียนเป็นตอนๆ และดูฟีดแบ็กเป็นตอนๆ ไป ซึ่งนี่เป็นข้อดีของระบบออนไลน์ที่หนังสือเล่มทำไม่ได้”

ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนในมินิมอร์ เมกเกอร์ส ประมาณ 5,000 คน แต่มีคนเขียนประจำอยู่ประมาณ 1,000 คน ส่วนคนอ่านต่อวันมีมากกว่าหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับกำลังเติบโต

เงื่อนไขในการเขียนไม่จำกัดว่าต้องเป็นนิยายเท่านั้น แต่สามารถเขียนอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ เรื่องแต่ง ที่ไม่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ซึ่งบางคนได้นำเรื่องที่เคยเขียนในเฟซบุ๊กมารวบรวมเขียนในเมกเกอร์สเพื่อให้เรื่องไม่หายไปกับไทม์ไลน์ “ในเฟซบุ๊กพอเขียนแล้วมันจะหายไปตามฟีด แต่พอนำมาลงเมกเกอร์สจะสามารถจัดหมวดหมู่ได้ ลักษณะของเมกเกอร์สจะคล้ายๆ หนังสือ คือจะจัดเป็นเล่มๆ แบ่งบท แบ่งตอน จึงทำให้เขาสามารถนำข้อความที่หายไปในเฟซบุ๊ก นำมาใส่ไว้เมกเกอร์สที่มีระบบเก็บรักษาดีกว่า อยากหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้” เขากล่าว

มินิมอร์ เมกเกอร์ส จะมีรายได้จาก 2 ส่วน ได้แก่ การขายโฆษณาในเว็บไซต์ เช่น แบนเนอร์ หรือแอดเวอร์ทอเรียลต่างๆ และอีกส่วนคือส่วนแบ่งรายได้จากผู้เขียน ต่ายยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับวงการสื่อในปัจจุบันว่า คนอ่านคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้นจริง แต่ยังเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะยังไม่หายไปไหน หนังสือจะอยู่กับคนต่อไปแต่จะไม่เป็นสินค้าที่ทุกคนต้องซื้อมาอ่าน แต่เปลี่ยนเป็นของสะสมเหมือนอย่างแผ่นเสียงไวนิลที่คนยังซื้อเก็บทั้งที่ไม่มีเครื่องเล่นก็เป็นได้

“ปัจจุบันคนมีความสนใจในหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องคนก็มีความคิดเห็นหรือมีจินตนาการต่างกัน แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขียน หรือเขียนแล้วไม่มีใครสนใจ คนอาจเปิดบล็อกส่วนตัวไว้แต่ไม่มีใครเข้าไปอ่าน ซึ่งตัวเมกเกอร์สกำลังจะบอกว่าเรามีพื้นที่ให้นะ เธอมาเขียนตรงนี้สิ และเรามีทีมคอนเทนต์ที่คอยอ่านทุกเรื่องเพื่อดูว่าวันนี้มีนักเขียนมาใหม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรบ้าง และคอยอ่านทุกเรื่องที่เขียนมา ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าคนนี้มีแววน่าสนใจ เราก็จะหยิบคนนี้ขึ้นมาแนะนำในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งถ้าเขามาเขียนในเมกเกอร์ส และถ้าเขียนดีก็อาจมีสำนักพิมพ์มาติดต่อ หรือเขาสามารถรวบรวมผลงานไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ได้ด้วย”

นอกจากนี้ ในปีหน้า บริษัท มินิมอร์ จะรุกสู่ด้านสมาชิกและสร้างชุมชน หลังจากปุกปั้นสร้างระบบมากว่า 2 ปี โดยจะสร้างชุมชนในเว็บไซต์ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน รวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์บนสมาร์ทโฟนและริเริ่มแอพพลิเคชั่น

(Storylog.co)

 

สตอรี่ล็อก

พื้นที่รวบรวมเรื่องราวของทุกคนไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ความรู้ และก้อนความคิดที่อยากจะส่งต่อเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยก็ช่วยสร้างรอยยิ้มที่เปลี่ยนวันเศร้าๆ ให้กลายเป็นวันสดใสให้หลายๆ คนได้ นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของสตอรี่ล็อก (Storylog.co) ของ ปิ๊ปโป้-เปรมวิชช์ สีห์ชาติวงษ์ ชายผู้สร้างพื้นที่ขึ้นมาโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

เขาเล่าว่า สตอรี่ล็อกเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคต้นของโซเชียลมีเดียที่คนเริ่มชอบแชร์เรื่องราวในเฟซบุ๊ก และพันทิป เขาเห็นเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เวลาคนตั้งสเตตัส หรือคนแชร์ในสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่มีพื้นที่เก็บให้เป็นระเบียบ จึงคิดที่จะสร้างศูนย์รวมและทำตัวสตอรี่ล็อกขึ้นมา

“ในตอนแรกเราไม่ได้โฟกัสไปที่งานเขียนมากขนาดนั้น เราคิดว่าคนจะมาแค่ตั้งสเตตัส หรือบ่นอะไรยาวๆ แต่พอเปิดมาเรื่อยๆ มันก็เริ่มหาจุดเด่นให้ตัวเอง โดยคนที่มาเขียนส่วนใหญ่เป็นคนชอบเขียน เปลี่ยนจากแค่คนเล่ากลายเป็นคนเขียนมากขึ้น”

ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านการตกตะกอนมาแล้ว หรือประเด็นใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งทุกข้อความจะถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะ ไม่สามารถตั้งค่าให้เป็นส่วนตัวได้ โดยฟอร์แมตของสตอรี่ล็อกจะเน้นไปที่การเขียน ใส่รูปได้แค่รูปเดียว เพื่อป้องกันการรีวิวโฆษณาขายของและเพื่อเจาะจงไปที่คนชอบเขียนจริงๆ

“คนเขียนไม่ได้รายได้ แต่จะได้ประโยชน์สองอย่าง คือ Reflection เพราะเวลาที่จะเขียนอะไรคุณต้องสะท้อนอะไรบางอย่างมาจากความคิดเหมือนได้คุยกับตัวเอง กับ Expression ออกไป และได้คุยกับคนอื่นอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้โชว์ผลงาน บางคนสำนักพิมพ์มาเห็นก็ได้ตีพิมพ์เป็นนักเขียนหลายคน แล้วถ้าถามผมว่าผมได้อะไรไหม คำตอบคือผมไม่ได้อะไรเลย” เขากล่าว

ปิ๊ปโป้

 

สตอรี่ล็อกมีหลักชัดเจนว่าเป็นเพียงพื้นที่กลางจะไม่หักเปอร์เซ็นต์ ไม่ขาย ไม่มีโฆษณา หรือเรียกว่าเป็น Non-Profit กลายๆ แต่ไม่ได้รับเงินบริจาค เขาจึงนิยามให้มันเป็นโมเดลสตาร์ทอัพที่ทำจากเล็กๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นธุรกิจต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีคนเขียนเรื่องในสตอรี่ล็อกมากถึงวันละ 200 เรื่อง มีนักเขียนประมาณ 1 หมื่นคน มีคนอ่านวันละ 2-3 แสนคน และมีเรื่องราวในสตอรี่ล็อกรวมประมาณ 7.5 หมื่นเรื่อง

นอกจากนี้ ปิ๊ปโป้ยังเป็นคนก่อตั้งฟิกชั่นล็อค (Fictionlog.co) ธุรกิจหารายได้จากการอ่านนิยายออนไลน์ ซึ่งเปิดตัวมาได้ 4 เดือน มีนิยายออกมาแล้ว 500 เรื่อง ส่วนแบ่งรายได้ 50-50 ระหว่างคนเขียนและสตอรี่ล็อก โดยรายได้มาจากการขายบทนิยาย บทละ 3-9 บาท แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น โรแมนติก แฟนตาซี ดราม่า รักวัยรุ่น นิยายวาย อีโรติก เป็นต้น

“เปิดมา 4 เดือนถือว่าเติบโตเร็ว เพราะตอนนี้ฟิกชั่นล็อคสามารถสร้างรายได้ได้จริง บางคนได้ถึงเดือนละหมื่นแตกต่างจากสตอรี่ล็อกที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังมองตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพ” เขาเปิดเผย

กลายเป็นว่าทุกเรื่องราวในปัจจุบันไม่ว่าจะบทความ นิยาย หรือการ์ตูน ล้วนเปลี่ยนจากหน้ากระดาษไปอยู่ในโลกออนไลน์ โลกที่ง่ายต่อการเข้าถึง ง่ายต่อการอ่าน และง่ายต่อการซื้อ ซึ่งเป็นวิถีที่ถูกพัฒนาตามพฤติกรรมของมนุษย์ที่ โก ออนไลน์ ไปในทุกเรื่องของชีวิต

 

พ่อค้า-ชนชั้นที่วัฒนธรรมจีนเคยดูถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 09:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470776

พ่อค้า-ชนชั้นที่วัฒนธรรมจีนเคยดูถูก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ประเทศจีนที่ได้ชื่อว่าค้าขายเก่งนี่แหละ เคยดูถูกชนชั้นพ่อค้ามาตลอดเป็นพันปี พ่อค้าเริ่มเป็นที่ยอมรับขึ้นมาก็เมื่อจีนก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ได้ไม่นานนี้เอง

จีนโบราณให้กลุ่มพ่อค้ามีศักดิ์และศรีน้อยที่สุดในบรรดาชนชั้นทั้งหลาย เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ 1.ปัญญาชน 2.ชาวนา 3.กรรมกร แล้วจึงเป็น 4.พ่อค้า-ชนชั้นรากหญ้าในเรื่องเกียรติยศแห่งสังคม

กระแสดูถูกพ่อค้าในวัฒนธรรมจีนจุดติดเป็นทางการครั้งแรกโดย ซางยาง

ซางยาง เป็นนักการเมือง, นักปฏิรูปกฎเกณฑ์การปกครองในยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉินยิ่งใหญ่จนรวมจีนเป็นหนึ่งเดียวในสมัยฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) ก็เพราะเขานี่แหละ คือกุญแจของความสำเร็จคนสำคัญ

ซางยาง ให้เหตุผลประกอบอุดมการณ์ของรัฐว่า เพราะพ่อค้าทำกำไรด้วยการเคลื่อนที่เดินทางไประหว่างแคว้น จึงไม่เคยผูกพันกับแผ่นดิน เมื่อเกิดศึกสงครามสามารถหนีตายไปไหนก็ได้ ต่างกับชาวนา ซึ่งผลประโยชน์ปักหลักอยู่กับผืนแผ่นดินแห่งแคว้น ชาวนาจึงมีธรรมชาติของชนชั้นที่รักแคว้นรักแผ่นดินมากกว่าพ่อค้าโดยปริยาย

แคว้นจึงควรดูแลและให้เกียรติชาวนา หรือแม้แต่ผู้ใช้แรงงานมากกว่าพ่อค้า (ส่วนปัญญาชนได้มีคุณค่าสูงสุดเพราะเป็นหนึ่งเดียวกับผู้บริหารการปกครองแคว้น)

ถ้าเป็นพ่อค้าใหญ่ที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองยังเจออีกหลายข้อหาประเดประดัง พ่อค้าถูกหาว่าอกตัญญูไปโดยปริยายในขอบข่ายความกตัญญูแบบขงจื่อ เพราะพ่อค้าต้องเร่ร่อน ไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยดูแลพ่อแม่ตามที่ลูกหลานควรจะทำ และยังถูกหาว่าชอบเข้ามาล้วงลูกมีเอี่ยวในอิทธิพลการเมือง

“ไม่กตัญญูต่อบ้านเกิด แล้วยังเป็นภัยต่อความมั่นคง”

ที่จริงประเด็นความกตัญญูนี้ชวนให้คิดถึงบางเรื่องในยุคนี้ เช่นแรงงานต่างจังหวัดที่จากบ้านมาหางานในเมืองใหญ่ ซึ่งยังคงมักโดนตั้งข้อหานี้ได้ทั้งฝั่งไทยฝั่งจีน หรือแม้แต่โดนประณามทางอ้อม เช่นในข่าวจำพวกคนแก่คนเฒ่ายากไร้ต้องดูแลตัวเอง

ต้องเข้าใจด้วยว่า เพราะพ่อค้ายุคโบราณทำกำไรด้วยการนำสินค้าออกจากถิ่นหนึ่งไปอีกถิ่นหนึ่ง ออกจากเมือง ออกจากบ้าน ออกจากฝั่ง ออกไปแตะขอบฟ้า มิใช่แค่ Live ออนไลน์อยู่ที่บ้าน

การเดินทางท่องเที่ยวไปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์เมื่อสองสามพันปีที่ผ่านมา จึงเป็นไปเพื่อการค้าขายทำกำไร ไม่ใช่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อิสระ

ยิ่งเดินทางไกลก็ยิ่งมีแนวโน้มทำกำไรได้มาก ไม่ใช่ยิ่งทำให้ได้ยอด Like ยอด Share

การท่องไปดินแดนใหม่ก็ใช่จะรื่นรมย์เหมือนปัจจุบัน ความเสี่ยงยุคนั้น มีตั้งแต่บ้านที่ทิ้งไปจะโดนปล้นหรือไม่ พรมแดนที่ต้องข้ามอาจปิดตัวลงเพราะสงคราม กองโจรเข้าปล้นชิงทั้งแบบจัดตั้งและแบบซึ่งหน้า หรือแม้กระทั่งดินฟ้าอากาศแปรปรวน พ่อค้าจึงเป็นอาชีพที่ทั้งถูกดูแคลนและเสี่ยงขาดทุนเสี่ยงตาย แต่ก็ทำกำไรให้สูงเสมอตามหลักการ High Risk High Return

วาทกรรม High Risk High Return ทำให้พ่อค้าถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มคนที่ชอบความเสี่ยง แต่ที่จริงแล้วพ่อค้านี่แหละที่ต้องการกำจัดความเสี่ยงมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงอันตรายจากสินค้าขาด-เกิน เสียหาย หมดราคา การเดินทางไม่ปลอดภัย และรวมถึงความเสี่ยงด้านทางการเมือง

ความเสี่ยงไหนกำจัดได้ พ่อค้าทำเสมอ ตอนได้ลงมือลงทุนไปแล้วไม่เห็นเคยชอบความเสี่ยงจริงๆ ซักที

ว่ากันในด้านการเมือง พ่อค้าจึงมักนำตัวเข้าไปมีอิทธิพลในวงขุนนางเสมอเมื่อมีโอกาส เพราะนี่คือหนทางขจัดความเสี่ยงทางด้านการเมืองที่สะดวกที่สุด

ยิ่งพยายามขจัดความเสี่ยงด้วยวิธีนี้มากเท่าไหร่ ก็มักยิ่งโดนผู้คนต่อว่ามากเท่านั้นเพราะผลประโยชน์ทับซ้อน

ที่จริงก็ไม่ใช่แค่จีนที่ดูถูกพ่อค้า ในตำราเรียนสมัยก่อนนักเรียนไทยยังถูกฝังหัวไว้ว่า พ่อค้าคนกลาง คือมนุษย์หน้าเลือด จอมขูดรีดฉวยโอกาส (ไม่แน่ใจว่าในบทเรียนสมัยนี้ยังมีอยู่หรือไม่)

ทัศนคติสูตรสำเร็จนี้ยังติดมาในสังคมเรื่อยมา และข้อหาย่อมหนักขึ้นเมื่อพ่วงข้อหาฮั้วกับนักการเมืองเข้าไปด้วย

วิกฤตพืชผลการเกษตรราคาต่ำ วิกฤตสินค้าขาดแคลนทีไร เสียงโจมตีพ่อค้าคนกลางจะดังขึ้น พร้อมกับเสียงเชียร์ให้เกษตรกรขายเองซะเลย

ถ้ามันเป็นไปได้จริง และมันง่าย มันก็น่าจะเป็นไปได้ตั้งนานแล้ว…

ประเด็นนี้ทำให้นึกถึงภาพยนตร์สารคดีญี่ปุ่นอยู่ชุดหนึ่งที่ชื่อว่า “อัศจรรย์ตลาดปลาสึคิจิ” สารคดีนี้พูดถึงตลาดปลาชื่อดัง เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

วัฒนธรรมอาหารทะเลของญี่ปุ่นผูกพันกับตลาดนี้อย่างแนบแน่น ตลาดนี้คือรากแก้วแห่งวงการอาหารญี่ปุ่น

เนื้อหาสารคดีถ่ายทอดประวัติ กระบวนการค้าขายและฉายชีวิตพ่อค้าขายส่ง ร้านค้าขายปลีก พ่อค้าคนกลาง รวมถึงบทสัมภาษณ์ลูกค้าประจำในตลาด “สึคิจิ”

ดูแล้วจะเห็นได้ว่าพ่อค้าทั้งหลายต้องรอบรู้ตั้งแต่ต้นตอทั้งเรื่องประเภท แหล่งที่มา ฤดูกาลของปลา จนสามารถรู้ซึ้งถึงคุณภาพของปลาที่ได้มาแต่ละครั้งว่าดีต่อใจของลูกค้าประเภทใด

ปลาหมึกพันธุ์เดียวกัน ตัวไหนควรทอด ตัวไหนควรทานเป็นปลาดิบ พ่อค้าแนะนำได้

นึกเชื่อมโยงกลับไป ชาวประมงที่ถนัดจับสัตว์น้ำเฉพาะทาง หรือเกษตรกรที่ปลูกข้าวเฉพาะสายพันธุ์ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะมีความรู้ในภาพกว้างและภาพรวมของสินค้าน้อยกว่าพ่อค้าซึ่งคอยรวบรวมสินค้าหลากหลาย (แน่นอน พ่อค้าย่อมไม่รู้รายละเอียดการจับ หรือดูแลเพาะปลูก)

นี่ยังไม่นับถึงสภาวะของลูกค้าและความผันผวนระดับมหภาคของตลาด

สาระของสารคดีชุดนี้จึงบอกว่าพ่อค้าก็เป็นกลไกสำคัญส่วนหนึ่งของการยกระดับสังคมเช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่สินค้ามีแต่ความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

บางคนอาจค้านอยู่ในใจว่านั่นมันเป็นเพราะพ่อค้าญี่ปุ่นมีคุณธรรม จริยธรรม ข้อนั้นก็มีส่วนจริง แต่ไม่ได้จริงแท้บริสุทธิ์จนปฏิเสธความสำคัญของพ่อค้าในฐานะกลไกสำคัญกลไกหนึ่งของสังคมไปได้

พ่อค้าจะคนกลางหรือไม่ ก็เป็นความต้องการอย่างหนึ่งของสังคมที่ตัดไปไม่ได้แน่นอน

การแก้ปัญหาด้วยการตะโกนให้เอาพ่อค้าออกไปจึงไม่เคยเป็นทางแก้ปัญหาที่แท้จริง (แต่ตะโกนกันจัง)

พ่อค้าที่เขาทำหน้าเป็นกลไกที่ดี แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตราคาในปัจจัยซับซ้อนจึงต้องเซ็งไปด้วย แทนที่จะหากลไกร่วมพัฒนา ท่ามกลางภาวะที่วิกฤตแล้วก็มีแต่ตะโกนว่า “เอามันออกไป” (เสียงนี้ยังได้ยินในสภาวะ “เสื้อสี” ขาดตลาดอีกด้วย)

ความเข้าใจบทบาทของแต่ละอาชีพจึงสำคัญเสมอ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราคิดตัดเขาไปดื้อๆ ง่ายๆ แต่ไม่เคยได้ผล แล้วก็จบเพราะแค่อารมณ์ถูกระบายไปแล้ว…

แต่อย่างไรก็ดี ความเข้าใจนี้ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมพ่อค้าที่พยายามกำจัดและทำลายความเสี่ยงของตัวด้วยการต่อติดกับอำนาจปกครองโดยตรง หรือผู้มีอำนาจปกครองที่พยายามลงมามีเอี่ยวกับพ่อค้าเพื่อแสวงหากำไร

ทั้งสองกรณีล้วนเป็นสิ่งอันตราย และไม่ว่ามองในมุมใดก็ไม่เป็นผลดีต่อสังคม

 

วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470805

วิภาส สุภัครพงษ์กุล พี่เพลียเรียนหมอ

โดย…ฤดูกาล

หนังสือบันทึกประสบการณ์กำลังเป็นที่นิยมมากตามร้านหนังสือ ทั้งประสบการณ์การท่องเที่ยว ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การบริหาร ประสบการณ์การเป็นเศรษฐี หรือแม้กระทั่งประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตที่ถูกถ่ายทอดในมุมมองอันหลากหลายแล้วแต่สายตาของผู้เขียนจะมอง

อย่างนักศึกษาแพทย์ หมิง-วิภาส สุภัครพงษ์กุล เจ้าของหนังสือบันทึกประสบการณ์ตรงของนักเรียนแพทย์ตลอด 6 ปีเต็ม เรื่อง #เรียนหมอหนักมาก โดย พี่เพลีย ผู้เป็นเจ้าของแอ็กเคานต์ทวิตเตอร์ @guplia ที่มักบ่นชีวิตสุดเพลียจากการเรียนหมอจนมีผู้ติดตามในโลกโซเชียลกว่าแสนคน

หมิงเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนชอบเรียนวิชาชีววิทยามาก แต่ไม่ถนัดด้านคำนวณอย่างคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ตนจึงตัดสินใจเรียนหมอ ด้วยความรู้แค่ผิวเผินที่ว่าอาชีพหมอเรียนชีววิทยาอย่างที่เขาชอบ

“กระแสสังคมตอนนั้น เด็กเรียนสายวิทย์หลายคนอยากเป็นวิศวกร อยากเป็นหมอ ซึ่งเพื่อนๆ ในห้องส่วนใหญ่เลือกเรียนหมอด้วย โลกของเราในตอนนั้นจึงมีตัวเลือกอยู่แค่นั้น ซึ่งความจริงเนื้อหาแพทย์ต้องใช้ความรู้ทางคณิตและฟิสิกส์เข้ามาร่วมด้วย สรุปคือไม่ว่าจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น” เขากล่าว

นักเรียนหมอเล่าต่ออีกว่า คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการเรียนหมอคือการเรียนหนัก แต่มักไม่รู้ว่าที่หนักนั้น หนักอย่างไร เพราะจากประสบการณ์จริง การเรียนหมอไม่ได้หนักแค่อ่านหนังสือจนหัวระเบิด แต่หลังจากที่ท่องจำทฤษฎีแล้ว ต้องออกไปฝึกงานทำงานรักษาคนไข้จริงๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนอยากเป็นหมอไม่เคยนึกภาพไว้ว่าจะต้องตื่นไปดูคนไข้ตั้งแต่หกโมงเช้า บางทีอยู่เวรข้ามคืนอดหลับอดนอน หรือต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยผ่าตัด หรือจนเวลาว่างต้องอุทิศให้กับการนอนเพราะเหนื่อยมาก หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เขียนไว้เช่นนั้น

 

จากนั้นเมื่อถามว่า ถ้าย้อนกลับไปได้ยังอยากเรียนหมออยู่หรือเปล่า หมิงตอบว่า ยังคงอยากเรียน เพราะความรู้แพทย์มีประโยชน์มาก สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้หลายคน และสิ่งที่ได้มานอกจากเนื้อหาในตำราเรียนแล้วก็คือ ความอดทน ความเสียสละ เพราะการเป็นหมอต้องอย่าลืมว่าคนป่วยเลือกเวลาป่วยไม่ได้ ดึกแค่ไหนเจอเคสอาการหนักหมอก็ต้องอยู่รักษา ณ เวลานั้น เพราะเราคือความหวังหนึ่งที่หลายๆ ชีวิตฝากไว้

เมื่อพูดถึงผลงานเขียนเล่มแรกในชีวิต หมิงอธิบายว่าหนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการเรียนหมอ 6 ปี โดยอธิบายในรูปแบบที่อยากให้คนไม่ได้เรียนหมอหรือกำลังตัดสินใจจะเรียนได้รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จากความคิดทั่วไปที่ทุกคนคิดว่าการเรียนหมอต้องผ่าศพหรืออาจารย์ใหญ่ แต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดว่าต้องผ่าถึงระดับไหน ต้องคลุกคลีอยู่กับอาจารย์ใหญ่เป็นปี จนได้เข้าไปเห็นเข้าไปช่วยลงมือในห้องผ่าตัดจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของหมอที่คนภายนอกยังไม่รู้

หมิงเล่าต่ออีกว่า ตอนเขียนหนังสือเขาคิดตลอดว่า ตนอยากรู้อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตการเรียนหมอบ้าง นอกจากอ่านหนังสือหนัก และอยากรู้อะไรบ้าง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้อ่านอยากอ่านและตนก็อยากถ่ายทอดให้ตรงประเด็น หมิงเริ่มจากการตั้งคำถามและตอบคำถามผ่านตัวอักษร รวมหลายคำถามกลายออกมาเป็นหนังสือที่อยากให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของชีวิตนักศึกษาแพทย์มากขึ้น

“อย่างที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราอยากสื่อเรื่องรายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมด้วย หมอต้องทำงานกับคนไข้มากมาย อาจต้องเจอปัญหาระหว่างคนไข้ หรือกับบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง ซึ่งปัญหาและความหนักในส่วนนี้เป็นสิ่งที่เราได้แต่บอกเบื้องต้น แต่อยากให้น้องๆ ที่ตัดสินใจจะเรียนหมอ เข้าไปเรียนรู้ ปรับตัว และความอดทน เพราะต่างคนต่างประสบปัญหาแตกต่างกัน”

หมิงกล่าวทิ้งท้ายว่า หนังสือ #เรียนหมอหนักมาก เล่มนี้คงเป็นบันทึกประสบการณ์ให้น้องๆ ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเรียนหมอ หรือมีความมุ่งมั่นว่าจะเรียนได้ตั้งตัว เตรียมตัวว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นตัวแทนเล่าประสบการณ์ให้ได้เห็นภาพมากขึ้น และคุณจะรู้ว่าการเป็นแพทย์ไทยหัวใจนิเทศ มีความสุขและสนุกมากแค่ไหน

 

รูปวิ่งนั้น…สำคัญไฉน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470796

รูปวิ่งนั้น...สำคัญไฉน?

โดย…สมแขก

สิ่งหนึ่งที่เป็นของคู่กันสำหรับงานวิ่ง ก็คือ รูปถ่ายสวยๆ จากบรรดาโปรกล้องจากสำนักต่างๆ เช่น ชัตเตอร์รันนิ่งดอทคอม (www.shutterrunning.com) หรือ Refill ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับกีฬาวิ่งมาราธอน เฟซบุ๊กแฟนเพจ IAMRunningThai & Sport, Ksport Running, Indy Run, วิ่งสร้างภาพ, Catmunant, Oc FoTo เป็นต้น พอจบงานวิ่งในวันอาทิตย์ก็ต้องมานั่งหารูปตัวเองในเช้าวันต่อมา แต่นักวิ่งหลายท่านมักประสบปัญหา โดนยิงจากโปรกล้องรัวๆ แล้วพบว่าตัวเองดับอนาถคาจอเมื่อมาหารูปวิ่งในวันจันทร์

เพราะอะไรรูปจึงมีความสำคัญสำหรับนักวิ่ง เหตุผลง่ายๆ คือ สนามวิ่งแต่ละสนามมีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นธีมงาน บรรยากาศของสถานที่ แม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ หรืออยากชนะใจตัวเอง แต่การได้ปลดปล่อยความสุขผ่านท่าทาง หรือได้ของที่ระลึกหรือดอกผลของการซ้อมมาอย่างดี ภาพถ่ายนักวิ่งจึงเหมือนเครื่องมือเก็บความทรงจำของช่วงเวลาความสุขนั้นๆ เอาไว้
ดังนั้น บางคนจึงมีซ้อมท่าทางเมื่อเห็นช่างภาพระหว่างทาง เช่น โชว์กล้าม ปล่อยพลัง ชูสองนิ้ว ทำรูปหัวใจ หรือส่งจูบ แต่บางครั้งจังหวะเรากับช่างภาพก็ไม่ได้คลิกกัน หน้าอาจจะเหนื่อยเกินไปนี่น่ะสิ

อุ้ง-ปุณยนุช ปรัชญานิพนธ์ เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ รองเท้าสองคู่ และนักวิ่งที่กวาดถ้วยรางวัลมาเกือบทุกรายการ แนะนำเคล็ดไม่ลับรูปถ่ายงานวิ่งให้ได้รูปสวยๆ เพื่อให้ได้รูปขณะวิ่งที่ร่าเริง ประหนึ่งเพิ่งวิ่งแค่ 2 กม. แม้ว่าคุณจะวิ่งมาแล้ว 30 กม. ได้ดังนี้

 

– ตำแหน่งของโปรกล้องและสติ (อันเหลือน้อยนิด) ของเรา ตำแหน่งของโปรกล้องส่วนใหญ่มักจะซุ่มยิงเรา 2 จุดใหญ่ๆ คือ จุดที่มีวิวสวยๆ แบบฉากหลังเป็นสถานที่สำคัญ หรือเป็นวิวธรรมชาติงามๆ อันเป็นจุดเด่นของสนามนั้นๆ และจุดใกล้ถึงเส้นชัย ประมาณสัก 1-2 กม. หรือ 500 เมตรก็มี ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดเหล่านี้ นักวิ่งมือใหม่ทั้งหลายต้อง “ดึงสติ” คอยสอดส่องกล้องให้ดีว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง

– จัดระเบียบร่างกาย เมื่อเห็นกล้องสัก 60-100 เมตร ให้จัดระเบียบเสื้อผ้าให้ดีค่ะ ผมบังหน้าไหม? หมายเลขวิ่ง (BIB) เบี้ยวหรือเปล่า? ท่าโพสที่เตรียมไว้จากบ้านต้องให้พร้อม จะท่าชูสองนิ้ว ตะเบ๊ะ รูปหัวใจ หรือจะซารางเฮโย ก็เอาตามที่ทุกท่านสบายใจ เมื่อเริ่มเข้าใกล้กล้องให้สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้แป๊บ ให้ลำตัวตรง จากนั้นก็ฉีกยิ้มให้เต็มแรง กดใบหน้านิดๆ (จิกกล้องแตก) และโพสท่าที่เตรียมไว้ ค้างท่าไว้จนพ้นวิถีกระสุนกล้อง จากนั้นก็กลับสู่ยถากรรมเดิมได้ อ๋อ!! เวลาโพสท่าที่ยื่นมือยื่นไม้เยอะๆ ระวังคนข้างๆ ด้วยนะคะ

– ช่างภาพงานวิ่งส่วนใหญ่มักจะใช้เลนส์ซูม หรือเทเลโฟโต้ หรือเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลเป็นเลนส์ที่ช่วงความยาวโฟกัสสูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรพร้อมท่าแอ็กชั่นก่อนถึงช่างภาพ ซึ่งการแต่งกายที่โดดเด่นสะดุดตาก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจสาดกระสุนของช่างภาพ โดยเฉพาะหากคุณสวมชุดแฟนซี ชุดทีม ตากล้องโฟกัสไม่พลาดแน่

– วิ่งช้าวิ่งเร็ว มีส่วนหรือไม่ ถ้าคุณวิ่งเร็ว แน่นอนว่าภาพคุณจะลอยเด่นออกมาแต่ไกล โดยไม่มีใครมาบัง แล้วถ้าวิ่งช้าล่ะภาพก็จะไม่น้อยหน้าขาแรง เพราะอยู่ท้ายแถว ถนนนี้ก็เป็นของเรา แล้วถ้าวิ่งด้วยความเร็วกลางๆ ล่ะจะเป็นอย่างไร เราอาจจะมีเพื่อนมากกว่าขาแรงและคนวิ่งช้าหน่อย แต่ความสนุกก็คือการได้เพื่อนใหม่รอบข้างที่ทำให้ภาพถ่ายของเราไม่เหงาเท่าไหร่

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็ว วิ่งแรง แค่วิ่งจบและไม่บาดเจ็บ และมีความสุขก็เพียงพอแล้ว เพราะท้ายที่สุดความสุขของสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งสำคัญ ภาพถ่ายแต่ละภาพบ่งบอกความรู้สึกที่สะท้อนออกมาให้เราคิดถึง เป็นความสุขเล็กๆ ของคนบ้าวิ่ง…เขาว่าแบบนั้น