ปาฏิหาริย์ของเด็กน้อย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470793

ปาฏิหาริย์ของเด็กน้อย ผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริงของเด็กธรรมดาที่เกิดมาพร้อมสิ่งพิเศษและพลังพิเศษสร้างสิ่งอัศจรรย์ นี่คือเรื่องราวของเด็กน้อย “ณัฐธัญ” ถูกบอกเล่าผ่านเพจ “มีลูกเป็นครู” ของ แม่หน่อย-กนกวรรณ หรุ่นบรรจบ แม่แสนธรรมดาของลูกชายวัย 1 ขวบ 4 เดือน ที่กำลังต่อสู้กับโชคชะตาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

เธอโพสต์ข้อความนี้เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2559 หลังการสนทนาระหว่างเราจบลง

“อย่าปล่อยให้โชคชะตานำพาเราอย่างเดียว…เราก็แค่คนธรรมดาที่จนตรอกกับโชคชะตา เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ต้องทำคือ สู้ รู้อย่างเดียวว่า เราต้องรู้ว่าเราสู้อยู่กับอะไร…ความรัก ศรัทธา ปาฏิหาริย์” เธอปิดท้ายด้วยสามคำนี้เสมอ

 

น้องณัฐธัญกำลังต่อสู้กับโรคไจแอนท์ ออมฟาโลซิล (Giant Omphalocele) แม่หน่อยอธิบายไว้ในเพจว่า อาการ Omphalocele คือ การที่ผนังหน้าท้องเติบโตผิดปกติ ทำให้ไม่มีผิวผนังหน้าท้อง อวัยวะบางส่วนในช่องท้องจึงออกมาอยู่ข้างนอก ส่วนอาการของ Giant Omphalocele คือการที่มีช่องหน้าท้องใหญ่มากและมีอวัยวะออกมามาก ซึ่งน้องณัฐธัญรักษาตัวในห้องไอซียู 1 ปี แม้ว่าตอนนี้จะย้ายมาอยู่ในห้องพิเศษ แต่แพทย์ก็ยังไม่มีกำหนดให้กลับบ้าน

เมื่อทราบข่าว

แม่หน่อยลาออกจากการเป็นไดเรกเตอร์ของบริษัทโปรดักชั่นทีวี และทิ้งชีวิตเดิมๆ ทั้งหมดเพื่อมาอยู่กับลูกชาย เธอเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ จากนั้นเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อทราบว่าลูกชายเผชิญกับโรคออมฟาโลซิล และเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่อีกทีเมื่อเธอคลอดลูกออกมา

“รู้ว่าน้องเป็นออมฟาโลซิลตั้งแต่น้องอายุ 16 สัปดาห์” เธอเล่าเหตุการณ์เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน “เดือนนั้นเราก็ไปอัลตราซาวด์ปกติ ไปตรวจโครโมโซม ตรวจน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นการตรวจปกติทุกเดือนของแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จำได้ว่าวันนั้นหมอโทรมาตามให้กลับไปตรวจซ้ำ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลยขอหมอไปตรวจเลยทันที หมอบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติที่เรียกว่าออมฟาโลซิล คือโรคที่ไม่มีผนังหน้าท้อง ทำให้ไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ ออกมาอยู่ข้างนอก ซึ่งตอนนั้นหมอมีสีหน้าเป็นกังวลแต่ก็บอกว่ามันรักษาได้ หน่อยกับพี่บอล (สามี) เลยหาข้อมูลกันมาโดยตลอดว่าอะไรคือ ออมฯ ความน่ากลัวของมัน การรับมือ การดูแลมันคืออะไร ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนดู เพราะไม่อยากให้เรากังวลใจมาก”

 

แม่หน่อยยังกล่าวต่อว่า จากการหาข้อมูลและจากคำแพทย์ระบุว่า เด็กที่เป็นโรคไจแอนท์ ออมฟาโลซิล สามารถรักษาได้โดยการนำอวัยวะภายในกลับเข้าไปแล้วเย็บผนังหน้าท้องปิด ทว่าอาการของน้องณัฐธัญพิเศษกว่า เพราะทั้งไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ ออกมาจากหน้าท้องทั้งหมด ซึ่งนับเป็นเคสแรกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่เจอไซส์ใหญ่ขนาดนี้

ห้องคลอด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2558 เธอไปโรงพยาบาลตามนัดผ่าคลอด (ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้) ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่ในห้องคลอดนั้น เธอเล่าว่า มันช่างเงียบจนน่าประหลาดใจ แต่มีเสียงหนึ่งที่ทำให้โล่งใจได้คือ เสียงร้องไห้ของลูก

“ได้ยินแต่เสียงลูกร้องไห้ แต่ไม่เห็นหน้า ไม่เห็นตัวลูกเลย คลอดวันจันทร์ ได้เห็นหน้าลูกวันพุธ ซึ่งวินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก เราได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัว” เธอกล่าว

 

กระบวนการในห้องคลอดวันนั้น หลังจากที่หมอลงมีดผ่าคลอดสำเร็จ ทารกจะถูกส่งตัวไปผ่าตัดที่ห้องไอซียูทันที โดยที่พ่อกับแม่ไม่มีใครได้เห็น “ในนั้นเงียบมาก เงียบเชียบ จนต้องถามหมอวิสัญญีว่าลงมีดหรือยัง เพราะตอนนั้นทุกคนในห้องคลอดดูนะจังงัง ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงน้องร้อง เราก็ร้องไห้ตาม ซึ่งเราพยายามที่จะดูหน้าน้อง แต่หมอบอกว่าไม่ได้แล้ว น้องไปไอซียูแล้ว จนพ่อมาเล่าให้ฟังว่า เห็นเขารีบเข็นน้องเข้าห้องไอซียูเด็ก พ่อเห็นน้องแวบๆ แค่ 5 วินาที แล้วก็หายลับตาไป” น้ำเสียงเธอเริ่มเคล้าน้ำตา

ห้องไอซียู

เมื่อออกจากท้องแม่ น้องณัฐธัญถูกส่งเข้าห้องไอซียูเด็ก เพื่อผ่านำอวัยวะกลับข้างใน ทว่าการผ่าตัดครั้งแรกไม่สำเร็จ เพราะอวัยวะภายในกลับปริแตกออกจากความดันในช่องท้องที่มากเกินไป เธออธิบายว่าโรคออมฟาโลซิลแบ่งเป็น 2 หมวด คือ แบบที่อวัยวะอยู่ภายนอก ไม่มีถุงหุ้ม เรียกว่า แกสตอส (Gastroschisis) กับที่มีถุงหุ้ม เรียกว่า ออมฟาโลซิล ซึ่งในตอนแรกน้องคลอดออกมายังเป็นแบบออมฟาโลซิล คือมีถุงหุ้ม แต่เมื่อหลังการผ่าตัดครั้งแรกทำให้ถุงหุ้มแตกเปลี่ยนเป็นแบบแกสตอส

“ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะรักษายาวนานขนาดนี้ เพราะจากที่อ่านข้อมูลมา เรารู้แค่ว่าอีกเดือนสองเดือนน้องก็หาย เราคิดแค่นั้นจริงๆ ตอนที่ท้องอยู่ 8 เดือน ไปอัลตราซาวด์เห็นว่าขนาดหัวของลูกเล็กกว่าขนาดของท้องก็ยังไม่กังวลมาก เพราะคิดว่ายังไงก็สามารถรักษาได้ น้องจะกลับมาเป็นปกติ”

 

ทว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นช่างต่างกัน น้องณัฐธัญรักษาอาการในห้องไอซียู 1 ปี แบ่งเป็นช่วงที่อยู่ในห้องไอซียูเด็ก 3 เดือน จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นน้องได้ออกจากห้องไอซียู แต่ก็เป็นเวลาไม่นาน น้องมีอาการปอดติดเชื้อหนัก ทำให้ต้องกลับเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง รวมระยะเวลายาวนานถึง 1 ปี กระทั่งตอนนี้หมออนุญาตให้น้องออกมาอยู่ห้องพิเศษ ซึ่งนับเป็นเวลา 4 เดือนแรกที่พ่อและแม่สามารถใกล้ชิดลูกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ห้องพิเศษ

“อาการทุกอย่างยังไม่คงที่ แต่ดีขึ้นจนไม่ต้องอยู่ในไอซียู การหายใจดีขึ้น การติดเชื้อน้อยลง แผลที่ท้องดีขึ้น แต่ก็ยังปิดไม่สนิทสักที และมีรูรั่วตรงไส้อยู่” แม่หน่อย กล่าว และอธิบายต่อว่า ออมฟาโลซิล คือ การที่ไม่มีกล้ามเนื้อท้อง แต่มีเพียงผิวหนังชั้นแรกคลุมไว้ ซึ่งบางและสามารถแตก ฉีก ขาด ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้นแล้ว เธอยังปล่อยให้ลูกได้เคลื่อนไหว เพราะการเคลื่อนไหวคือการสร้างพัฒนาการ

“ถ้าเกิดมีปัญหาเราก็แก้กันไป” น้องณัฐธัญเคยผ่าตัดหน้าท้องมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งล่าสุดเกิดอาการไส้รั่ว แต่ถือว่าน้อยกว่าการผ่าตัดครั้งที่ 3 ที่ไส้รั่วแล้วปลิ้นออกมาจากท้อง จนทำให้หมอต้องตัดไส้ที่ตายทิ้งไป 7 เซนติเมตร ทว่าไม่มีครั้งไหนน่าหนักใจเท่าการผ่าตัดครั้งที่ 2 เพราะหลังจากผ่าตัดครั้งนั้น น้องณัฐธัญหลับไปนานมากถึง 1 เดือน เพราะหมอให้นอนหลับ 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ขยับตัวจะได้เซฟแผลผ่าตัด แต่สุดท้ายไส้ก็ยังรั่ว หมอจึงตัดสินใจให้น้องฟื้น ให้เริ่มตื่นรู้สึกตัว และให้อาการพัฒนาไปตามธรรมชาติ

 

“โรคออมฟาโลซิลทำให้ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ บวกกับน้องใส่เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่เกิด ทำให้เป็นโรคปอดเรื้อรังไปโดยปริยาย ทำให้น้องหายใจไม่สุด ซึ่งสุดท้ายต้องเจาะคอตอนน้องอายุได้ 5 เดือน” แม่หน่อยเล่า “เรื่องการกิน น้องต้องกินสารอาหารโดยจะให้ทางหลอดเลือดดำ ไม่ต้องผ่านการย่อย ซึ่ง ณ ปัจจุบันน้องมีสายฮิคแมน (Hickman) ที่จะพาสารอาหารผ่านหน้าอกขวาผ่านเข้าสู่หัวใจช่องขวาบนและนำไปใช้งานได้เลย ตอนนี้หมอเริ่มให้ฝึกกินนมวันละ 50 ซีซี 4-5 มื้อ และน้องสามารถย่อยนมได้ ถ่ายได้ปกติ ซึ่งเก่งมากแล้ว”

นับจากนี้ไป แพทย์วางแผนไว้ว่าเมื่อน้องณัฐธัญอายุ 3-4 ขวบ เมื่อผนังหน้าท้องแข็งแรงจะเริ่มผ่าตัด ไส้ ตับ ม้าม กระเพาะ กลับเข้าไป แต่ไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ว่าจะเร็วหรือช้ากว่าที่สันนิษฐานไว้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับร่างกายของน้องเท่านั้น

ห้องเล่น

แม่หน่อยตัดสินใจลาออกจากงานก่อนที่น้องณัฐธัญจะออกจากห้องไอซียู 2 เดือน ลูกอายุ 10 เดือนพอดี เธอเล่าว่า ตลอดเวลาที่ลูกชายอยู่ในห้องไอซียู เธอและสามีจะมาหาลูกทุกวันตามปกติ แต่มีอยู่วันหนึ่งเธอมาหาลูกช้าและสามีติดงาน ปรากฏว่าลูกหลับเพราะได้รับยานอนหลับ ทำให้เธอรู้สึกว่า การที่ลูกได้ยานอนหลับเพราะงอแงไม่มีใครมาเล่นด้วย มันไม่ควรเกิดขึ้น

 

“ตอนที่น้องณัฐธัญอยู่ในไอซียู เขาป่วยหนักจริงนะ แต่เป็นเด็กที่เล่นตลอดเวลา เล่นจนไม่รู้ว่านี่ป่วยหรือไม่ป่วย และหลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็รู้สึกเลยว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องเลือก เราเลยเลือกลาออกจากงานแล้วมาหาลูก ซึ่งเป็นทางที่ถูกมาก ถามว่าเสียดายไหม มันเสียดาย ทุกคนไม่คิดว่าเราจะลาออกจากงาน เพราะเป็นคนรักงาน บ้างานมาก แต่สุดท้ายไม่ว่าจะให้กลับไปตัดสินใจอีกกี่ครั้งก็จะเลือกมาหาลูก”

ตอนที่อยู่ในห้องไอซียู พ่อแม่สามารถเยี่ยมลูกได้เพียงเวลา 12.00-20.00 น. ตอนนี้ลูกอยู่ห้องพิเศษจึงสามารถอยู่และนอนกับลูกได้ 24 ชั่วโมง โดยเธอจะนอนบนเตียงกับลูก ลักษณะนอนเป็นตัวยูโอบลูกไว้ เพราะน้องเจาะคออยู่ไม่สามารถเปล่งเสียงได้ ดังนั้นถ้าน้องตื่นหรือเกิดความผิดปกติอะไรเขาจะขยับตัว ซึ่งการนอนด้วยกันจะทำให้แม่สัมผัสตัวลูกได้ตลอดเวลา

“เราไม่รู้เมื่อยหรือเหนื่อยอะไรเลยที่ต้องนอนแบบนั้น หรือถามว่าอยากนอนเหยียดตรงไหม ก็อยากนอนตรง แต่การนอนแบบนี้มันทำให้ทันท่วงทีกว่า ก็อยากจะนอนแบบนี้” เธอกล่าว

ห้องหัวใจ

ปัจจุบันน้องณัฐธัญอายุ 1 ขวบ 4 เดือน ซึ่งเด็กทั่วไปจะสามารถคลานและพูดได้บ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเธอและสามีมั่นใจว่าลูกจะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเด็กทุกคน เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้น

 

“ตอนนี้น้องณัฐธัญร่าเริงและยิ้มได้ พวกเราก็ดีใจมากแล้ว เพราะปกติเด็กทั่วไปที่อยู่โรงพยาบาลนานและป่วยหนักขนาดนี้จะมีภาวะเครียด ภาวะไม่เอาคนแปลกหน้า ซึ่งหลายคนบอกว่า ที่น้องสดใส เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะพ่อกับแม่ที่ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นเด็กปกติ เราอ่านนิทานให้ฟัง ร้องเพลง เล่นด้วยกัน หรือตอนที่เขาหลับไปเดือนครึ่งเราก็ไปพูดข้างๆ หูเขา เพราะเราเชื่อว่าเขาไม่หลับ มันหลับแค่ระบบร่างกาย แต่สมองกับใจเขาไม่หลับ เราเชื่อแบบนั้น” แม่หน่อย กล่าว

เธอเล่าอีกเหตุการณ์ ตอนที่น้องณัฐธัญติดเชื้ออย่างรุนแรงจนหมอไม่แน่ใจว่าน้องจะทนได้หรือไม่ วันนั้นหมอบอกกับเธอว่า ถ้าผ่าน 3 วันนี้ไปได้ลูกจะรอด เธอแทบไม่รู้สึกตัวและไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากหมอ และเมื่อจบบทสนทนา เธอได้หันมาพูดข้างหูลูกว่า “แม่ไม่ทำใจ ณัฐธัญต้องสู้ เพราะเรายังมีแรง ยังมีเวลาอีกตั้ง 3 วัน ให้เราสู้ไปด้วยกัน” และสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือ น้องณัฐธัญร้องไห้ทั้งที่ตาปิดเหมือนกับจะบอกว่า “สู้สิแม่”

ปาฏิหาริย์

เด็กน้อยคนนี้สามารถต่อสู้กับการผ่าตัดมามากกว่า 10 ครั้ง ผ่านภาวะติดเชื้อรุนแรง ผ่านช่วงที่อ่อนแอที่สุด และสามารถนำพาพ่อแม่ก้าวผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาด้วยกันได้

ที่สำคัญ น้องณัฐธัญสามารถเปลี่ยนพ่อแม่ เปลี่ยนจากคนเที่ยวกลางคืนกลายเป็นคนรักสุขภาพ เปลี่ยนจากคนบ้างานให้กลายเป็นคนติดครอบครัว โดยที่ไม่มีใครบังคับ มีเพียงสัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนได้อย่างชะงักงัน

“เมื่อมีลูกทำให้เราทั้งสองคนเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนจากคนคิดแง่ร้ายเป็นคนคิดบวก เราไม่ใช่คนที่จิตใจดีมาก แต่คิดว่าเราเป็นคนที่จิตใจดีพอที่จะประทังกับเรื่องนี้ได้ เราต้องปรับตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับเรื่องนี้ไม่ได้เลย เราสองคนร้องไห้นับครั้งกันได้ ไม่ได้ร้องแบบพร่ำเพรื่อ เราจะไม่แสดงความอ่อนแอให้กันเห็น แต่จะให้กำลังใจกันและกัน ให้กำลังใจลูก”

ณัฐธัญคือปาฏิหาริย์ของพ่อและแม่ที่ทำให้คนจนตรอกสองคนมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อ โดยใช้ความรัก ความศรัทธา และพลังจากคนข้างๆ เป็นแรงผลักดันให้แข็งแรง และแข็งแกร่งเหมือนเด็กน้อยแสนพิเศษคนนี้ เชื่อว่าเขาจะได้กลับบ้าน…อีกไม่นาน

 

กลยุทธ์สลับม้าของซุนปินและซิมป์สันส์พาราด็อกซ์ กับสถิติลวงโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469722

กลยุทธ์สลับม้าของซุนปินและซิมป์สันส์พาราด็อกซ์ กับสถิติลวงโลก

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ซุนปินเป็นนักการทหารโบราณชื่อดัง บันทึกบางเล่มบอกว่าเขาเป็นลูกหลานของซุนหวู่ ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามคลาสสิกระดับโลก “พิชัยสงครามซุนจื่อ”

นักวิชาการจีนเคยงงกับตำรา “พิชัยสงครามซุนจื่อ” ว่าซุนหวู่หรือซุนปินกันแน่ที่เป็นผู้แต่งขึ้น เพราะคำว่า “จื่อ” ที่ลงท้ายต่อจากแซ่ชาวจีนโบราณมีไว้เรียกเพื่อยกย่องว่าเป็นปราชญ์ คำว่าซุนจื่อ จึงสื่อแค่ว่าปราชญ์แซ่ซุน ไม่ได้ระบุว่าซุนไหน

เพิ่งเมื่อปี 1972 นี้เองที่เพิ่งค้นพบพิชัยสงครามซุนปิน ทำให้รู้ว่าพิชัยสงครามซุนจื่อจึงเป็นของซุนหวู่แน่นอน

แม้ตำราพิชัยสงครามของซุนปินไม่ดังเท่าของซุนหวู่ แต่เรื่องราวชีวิตและกลยุทธ์ของเขา ดูจะมีสีสันโดดเด่นเป็นเรื่องเล่ามากกว่า หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “ซุนปินสลับม้า”

เดิมซุนปินเป็นที่ปรึกษาแคว้นเว่ย แต่ต้องขาพิการและหนีตายเพราะถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด อย่างไรก็ตาม คนมีสติปัญญาอย่างซุนปินย่อมเป็นที่ต้องการ แม่ทัพเถียนจี้แห่งแคว้นฉีเข้าชักชวนให้เขามาอยู่ด้วยกัน

แม่ทัพเถียนจี้ชื่นชอบการแข่งม้า ไม่ได้แข่งกับหมู่เพื่อนฝูงธรรมดาเท่านั้น ยังชอบแข่งกับระดับท่านอ๋อง

แม้เถียนจี้มีม้าดีอยู่มากมาย แต่ไหนเลยจะสู้ม้าท่านอ๋องได้ แข่งทีไรก็แพ้ทุกทีไป

เถียนจี้บ่นให้ซุนปินฟังตามภาษาเพื่อนร่วมงาน ซุนปินจึงสอบถามว่ากติกาการแข่งม้ามีว่ากระไร

เถียนจี้อธิบายว่า กติกาง่ายๆ “การแข่งม้าตัดสินจากการแข่งสามแมตช์ แมตช์แรกเอาม้าดีที่สุดของข้าวิ่งแข่งกับม้าดีที่สุดของท่านอ๋อง แมตช์ต่อมาก็จะใช้ม้าตัวรองของข้าวิ่งแข่งกับม้าตัวรองของท่านอ๋อง ม้าอันดับสามก็แข่งไม่ต่างกัน”

เถียนจี้บ่นต่อว่าพอแข่งกันทีไร ส่วนใหญ่ม้าข้าก็แพ้ม้าท่านอ๋องหมด “ท่านซุนปินมีม้าดีหรือวิธีฝึกม้าแนะนำบ้างหรือไม่?”

ซุนปินคิดซักพักแล้วบอกกลับว่าขอข้าดูคิดก่อน… อันที่จริงเถียนจี้ก็คงถามไปอย่างนั้น

เมื่อถึงวันที่เถียนจี้ต้องแข่งม้ากับท่านอ๋องจริง เถียงจี้พ่ายแพ้ตามฟอร์ม เถียนจี้เริ่มคิดว่านี่คงเป็นเพราะเราคิดแต่ว่าจะพ่ายแพ้แต่แรกแน่ๆ วันหลังจะลองสร้างความเชื่อว่าจะต้องชนะ ตามกฎแรงดึงดูดความสำเร็จดูบ้าง

คิดไปคิดมาแล้วซุนปินก็เดินเข้ามาทัก บอกเถียนจี้ว่า “ท่านไปขอท่านอ๋องแข่งอีกที คราวนี้ชนะแน่”

เถียนจี้ถามซุนปินทันที “ท่านมีม้าดีให้ข้าลองรึ?”

ซุนปินตอบว่า “จะหาม้าใหม่ไปทำไม ในเมื่อมันมีโอกาสชนะด้วยม้าสามตัวเดิมของท่านนี่แหละ”

เถียนจี้ยังมึน ถามว่า “เป็นไปได้อย่างไรกัน?”

ซุนปินกระซิบข้างหูมุบมิบตามสไตล์หนังจีนกำลังภายใน…

แล้วเถียนจี้ก็ไปขอท่านอ๋องแข่งม้าใหม่อีกครั้ง ผลปรากฏว่า เถียนจี้ชนะ 2 ใน 3 รอบ จึงกลับพลิกชนะในเกมนี้

ท่านอ๋องตกใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรจึงเรียกตัวเถียนจี้มาซักถาม

เถียนจี้จึงอธิบาย

“เพื่อนกระหม่อมแนะนำว่า ให้สลับม้าที่ใช้แข่งขัน โดยใช้ม้าที่ดีที่สุดของข้าแข่งกับม้าตัวรองของท่านอ๋อง แล้วเอาม้าตัวที่ดีรองลงมาของข้าแข่งกับม้าอันดับสามของท่านอ๋อง ส่วนม้าอันดับสามของข้าที่วิ่งช้าที่สุดก็ให้แข่งกับม้าตัวเก่งที่สุดแทน เท่านี้แม้ม้าตัวที่สามข้าจะแพ้แน่ๆ แต่จะชนะ 2 ใน 3 ยังถือว่าชนะท่านอ๋องใสๆ”

ว่าแล้วจึงก็ได้โอกาสแนะนำตัวซุนปินให้ท่านอ๋องได้ช่วงใช้ เถียนจี้ได้รางวัลจากการแข่งม้า ท่านอ๋องชื่นชมดีใจได้คนเก่ง ซุนปินได้แสดงสติปัญญาและได้งาน ถือว่า วิน วิน วิน

กลยุทธ์ซุนปินสลับม้า แสดงให้เห็นว่าด้วยศักยภาพเท่าเดิม แต่อาจเอาชนะเกมได้ด้วยการวางแผนจัดกลุ่ม

บินข้ามเวลาและสถานที่ไปที่อเมริกา หลายคนน่าคุ้นเคยกับชื่อซิมป์สันส์ดีกว่าซุนปิน แต่วันนี้เราจะไม่ได้พูดถึงครอบครัวซิมป์สันส์ที่เป็นตัวการ์ตูนสีเหลืองนั่น

ทฤษฎี “สิ่งผิดปกติของนายซิมป์สันส์” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าSimpson’s Paradox คือทฤษฎีที่ว่าด้วยความพิสดารของการพิจารณาตัวเลขของข้อมูล ซึ่งผลรวมของการแบ่งกลุ่มข้อมูลย่อยๆ พลิกเกมการรับรู้ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการรักษาของ หมอ A และหมอ B ด้วยผู้ป่วย 100 คนเท่าๆ กัน จึงมีการจัดการทดลองเปรียบเทียบ
ขึ้นมา

การทดลองวันแรก หมอ A มีเวลาว่างจึงเร่งรักษาผู้ป่วยให้หายได้ 63 จาก 90 คน (สถิติการรักษา=รักษาได้ 70% ของผู้ป่วย) ส่วนหมอ B งานยุ่ง รักษาได้ 8 คนจากคนไข้ 10 คน (=80%)

การทดลองครั้งที่สอง หมอ A เหลือคนไข้แค่ 10 คนให้รักษา โดยรักษาได้ 4 ใน 10 คน (=40% ของผู้ป่วยครั้งนี้) ส่วนหมอ B รักษาได้ 45 จาก 90 คน (=50%)

เมื่อนับจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์การรักษาของทั้งสองครั้งจึงสรุปได้ว่า หมอ B รักษาคนไข้ได้เปอร์เซ็นต์มากกว่าหมอ A ทั้งสองครั้ง (คือ 80% และ 50%) จึงสรุปว่าหมอ B มีประสิทธิภาพการรักษาที่ดีกว่า…แต่ผิด!

เพราะเมื่อนับจำนวนคนไข้รวมแล้ว จะค้นพบว่า หมอ A รักษาคนไข้ได้ 67 คน ส่วนหมอ B รักษาได้แค่ 53 คนเท่านั้น

นี่คือ Simpson’s Paradox ที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลเปอร์เซ็นต์มากน้อยทั้งหลาย ลวงตาเราได้ หากเล่นกลด้วยการจัดกลุ่ม

(และเมื่อหมอ B รู้เคล็ดลับเช่นนี้แล้ว จึงอาจอ้างอิงข้อมูลเปอร์เซ็นต์การรักษาในแต่ละครั้งมาใช้ในโฆษณาลวงตาเราได้)

Simpson’s Paradox ยังมีตัวอย่างเรื่องการบิดเบือนข้อมูลในชีวิตจริงอีกมากมายหลายแบบ ตัวอย่างข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างง่ายๆ ประเภทหนึ่งเท่านั้น

หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยในอังกฤษชิ้นหนึ่งที่บอกว่ากลุ่มคนสูบบุหรี่มีโอกาสตายน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งผลวิจัยครั้งนั้นกลับตาลปัตรเช่นนี้ ก็เพราะมี Simpson’s Paradox ซ่อนอยู่

ผลการเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ อเมริการะหว่าง ฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตกอยู่ในทฤษฎีนี้ได้เช่นกัน

โชคไม่ดีที่ Simpson’s Paradox ในแต่ละกรณีมีวิธีการแกะรหัสให้ได้ความจริงแตกต่างกันไป ซึ่งต้องพิจารณากรรมวิธีการจัดกลุ่ม หรือปัจจัยซ่อนเร้นต่างๆ กันไป เราจึงไม่สามารถหลุดพ้นกลเม็ดลวงโลกทางสถิติด้วยสูตรสำเร็จง่ายๆ แต่ต้องใช้ปัญญาเพ่งมองค้นหาเอาเองในแต่ละชุดข้อมูล

จะว่าไปก็ตรงกับที่กาลามสูตรข้อ 5 ที่บอกว่า “มา ตกฺกเหตุ” อย่าปลงใจเชื่อเพราะมันถูกต้องตามตรรกะ

Simpson’s Paradox ตั้งชื่อตาม Edward Simpson หนึ่งในผู้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ ทฤษฎีนี้ถูกยกขึ้นมาครั้งแรกในปี 1973 ในกรณีที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ถูกฟ้องว่าตัวเลขการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยแสดงถึงการเหยียดเพศอย่างมีนัยสำคัญ (ปีนั้นคือ 1 ปีหลังจีนขุดพบพิชัยสงครามซุนปิน)

แม้ทฤษฎีนี้เพิ่งถูกตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่ดูเหมือนว่า ซุนปิน จะเล่นกลพิสดารนี้เป็นมากว่าสองพันปีแล้ว

 

กุญช์ณิชา พรประภา ปิพณ พึ่งบุญพระ ร่วมชีวิตร่วมธุรกิจ สานความเป็นปึกแผ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470685

กุญช์ณิชา พรประภา ปิพณ พึ่งบุญพระ ร่วมชีวิตร่วมธุรกิจ สานความเป็นปึกแผ่น

โดย…ปอย  ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คู่นักธุรกิจสามีภรรยาสองตระกูลดัง กุญช์ณิชา พรประภา-ปิพณ พึ่งบุญพระ รับผิดชอบหน้าที่สองผู้บริหารบริษัทแฮปปี้บิลเลียน ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเปิดตัวไลฟ์สไตล์มอลล์ล่าสุด เมส ทองหล่อ (Maze Thonglor) ในรูปแบบอาคารโอเพ่นมอลล์ 4 ชั้นครึ่ง แบ่งเป็นชั้น 1 ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ และคอฟฟี่ช็อป และเบเกอรี่ ชั้น 2 ร้านอาหารนานาชาติ ชั้น 3 สปาและสถานเสริมความงาม ชั้น 4 โยคะ สถานออกกำลังกาย และบนชั้นดาดฟ้าเป็นบาร์ไวน์และค็อกเทล

การทำงานร่วมกันฐานะผู้บริหารโครงการใหญ่ ก็คงเปรียบได้กับเสือสองตัวในถ้ำเดียวกันแต่งานนี้ไม่มีปัญหาเลย แม้โดยนิสัยการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เอ็มดีฝ่ายชาย ปั๊บ ปิพณ กล่าวถึงนิสัยการทำงานของตัวเองว่า ละเอียดรอบคอบ ถ้ามีสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อตกลง จะไม่มีวันยอมปล่อยผ่านเลยไปง่ายๆ ส่วนเอ็มดีฝ่ายหญิง กวาง กุญช์ณิชา นิสัยการทำงานอะลุ้มอล่วยสามารถต่อรองเจรจาได้ โดยเฉพาะการคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานของสองผู้บริหารสามีภรรยาที่ต่างกันกลับเป็นส่วนผสมเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว

“ฝ่ายบู๊เด็ดขาด ละเอียดถี่ถ้วน”

การทำธุรกิจศูนย์การค้า ต้องถือเป็นเรื่องใหม่แกะกล่องสำหรับคู่ชีวิตผู้บริหาร โครงการวางแผนไว้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แล้วเริ่มเปิดตัวเป็นทางการในช่วงเศรษฐกิจอยู่ในช่วงไม่คึกคักนัก แต่ธุรกิจก็จะต้องดำเนินต่อไป ปั๊บ ปิพณ เริ่มต้นสนทนาเผยมุมมองในการทำธุรกิจ ในวันนี้พื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์เพื่อการค้าปลีก จุดคุ้มทุนเร็วกว่าทำเรสซิเดนท์ประเภทคอนโดมิเนียมที่มีโครงการใหญ่ๆ เต็มซอยทองหล่อไปหมดแล้ว

และเมื่อคุณพ่อภรรยา (ถาวร พรประภา) มอบที่ดิน 1 ไร่กว่าให้มาพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ สร้างศูนย์การค้า การได้ร่วมงานกับศรีภรรยาอย่างจริงๆ จังๆ จึงเริ่มต้นขึ้น

“เราสองคนมาจากครอบครัวนักธุรกิจทั้งคู่ สักวันก็ต้องสานธุรกิจด้วยกันแน่ๆ นะครับ ตระกูลของกวางคร่ำหวอดเรื่องการทำธุรกิจรถยนต์ส่งต่อจนถึงรุ่นที่สาม แต่กวางก็บอกผมตลอดว่าไม่ถนัด ผมก็เข้าใจนะครับผู้หญิงบุคลิกนุ่มนวลอ่อนหวานให้ไปดูเรื่องรถก็ไม่เหมาะ แล้วครอบครัวก็มีพี่น้องผู้ชายหลายคนทำได้ดีอยู่แล้ว กวางเลือกทำร้านอาหารชาบู (ร้าน Kagonoya) เปิดไปแล้วถึง 12 สาขาพิสูจน์ความสำเร็จขายดีนะครับ เราจึงแบ่งงานกันตามความถนัด กวางรับหน้าที่คัดเลือกร้านจากต่างประเทศเข้ามาตั้งสาขาแรกในเมืองไทยมาไว้ที่นี่ เช่น ร้านเซนโดะ ซูชิ ร้านอาหารอิตาเลียนฝีมือเชฟดัง เฟอราโร ริสโตรอนเต้ ร้านซีฟู้ดสไตล์อังกฤษ The Dock หรือร้านของไทย KRitchen by ครัวแล้วแต่คริต ของพระเอกดัง ชาคริต แย้มนาม ร้านทำเล็บอัลลัวร์ ร้านเหล่านี้เลือกทำสาขาแรกกับเรา

รวมทั้งดูแลการตลาด งานประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ให้ช็อปปิ้งมอลล์ โดยตั้งเป้าภายใน 2 ปี เราต้องทำให้ เมส ทองหล่อ เป็นเดสติเนชั่นเรื่องการกินถ้าใครอยากกินซูชิดี กินซีฟู้ดสดๆ ก็ต้องตรงมาที่นี่เลยครับ” ปิพณ กล่าวถึงรายละเอียดของการแบ่งงานกับศรีภรรยา

ฝ่ายชายรับดูแลเรื่องการก่อสร้าง ตั้งแต่เจาะเสาเข็ม เลือกดีไซน์ให้สะดุดตาตึกกระจกสีเทาเข้มเห็นชัดแจ๋วทั้งกลางวัน กลางคืน แตกต่างจากคอมมูนิตี้รูปแบบเมื่อสิบปีที่ผ่านมาที่เป็นตึกปูนดูทึบไม่ร่วมสมัยเท่ากระจก

“เราสองคนชอบท่องเที่ยวไปทั่วโลก ก่อนสร้างที่นี่ผมกับภรรยาก็ไปเที่ยวหลายๆ ประเทศเพื่อดูสไตล์ศูนย์การค้าที่เราชอบ ผมอยากสร้างด้วยไม้แต่ด้วยความชื้น กวางเปลี่ยนเป็นกระจกเน้นโปร่งโล่งสบาย เราปรึกษากันตลอดครับ ประเทศล่าสุดคือไต้หวัน ไปท่องเที่ยว ไปดูร้านอาหารแฟรนไชส์รสชาติดีที่อาจนำเข้ามาที่นี่

การเริ่มงานปีนี้สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ในเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเจอ ก็ได้เจอครับกับการทำงานร่วมกับผู้รับเหมาก่อสร้างไทย ต้องถือว่าเป็นชาเลนจ์อย่างมากที่สุด (หัวเราะ) เจอบ่อยที่สุดคือยี่ห้อไม่ตรงสเปกที่สั่งไว้ ผมก็เรียกที่บริษัทปรึกษามาคุยให้จัดการเรื่องนี้ให้ ผมตรงไปตรงมาผิดก็ว่าไปตามผิด พอมีเรื่องความขัดแย้งกวางจะเริ่มเข้ามาขอเจรจา อะไรประนีประนอมได้ก็จะยอมไปก่อน ซึ่งจะแตกต่างกับผมมาก แต่หลายๆ ปัญหาก็จบได้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งครับ”

ปิพณ อธิบายพร้อมเสียงหัวเราะว่า อาจมองว่าเขาเป็นหน้าใหม่ในวงการพัฒนาอสังหาฯ หลักการทำงาน “รู้ให้จริง” จึงเป็นคัมภีร์ในการทำงาน

“การปลูกฝังวิธีการทำธุรกิจจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ (ประเสริฐ-ลี พึ่งบุญพระ) ท่านไม่ได้สอนเป็นทางการหรือจริงๆ จังๆ นะครับ แต่สอนในแบบให้เราเรียนรู้จากการทำงานของท่าน การทำช็อปปิ้งมอลล์ก็ต้องรู้ทุกๆ อย่าง ซึ่งหลักสำคัญก็คือ ‘ต้องรู้ให้จริง’ ถ้ารู้จริงก็ไม่มีใครหลอกเราได้”

ฝ่ายบุ๋นอ่อนหวาน ประนีประนอม

“ตอนเริ่มทำโครงการ ปั๊บเครียดมาก แต่ตอนนี้กลับไปตีกอล์ฟกีฬาโปรดผ่อนคลายลงไปได้แล้วค่ะ” กวาง กุญช์ณิชา ผู้บริหารตำแหน่งกรรมการผู้จัดการร่วม แฮปปี้บิลเลียน กล่าวถึงสามีพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน

ทั้งคู่เป็นผู้บริหารสไตล์จริงจัง การรับดูแลด้านการตลาด กุญช์ณิชาใช้เวลาศึกษาโครงการประมาณ 1 ปี พบว่าในพื้นที่เขตโครงการเมส ทองหล่อถือเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งที่ 6 ในซอยทองหล่อ แต่ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดถนนใหญ่จึงทำให้มีความได้เปรียบกว่าโครงการอื่นๆ ในเรื่องโลเกชั่น

“ขยัน ซื่อสัตย์ สามัคคี เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจได้ตลอดกาลค่ะ” กุญช์ณิชา ศรีภรรยาบุคลิกเรียบร้อยแฝงความเนี้ยบในแบบผู้บริหารระดับสูง ทำงานเคียงข้างสามีในการสานต่อธุรกิจมั่นคงในรุ่นต่อมา มอตโต 3 คำนี้ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของครอบครัวพรประภาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และส่งทอดมาถึงรุ่นสามในรุ่นหลาน เป็นแนวคิดประจำตระกูลที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์มายาวนาน

“การทำธุรกิจใหม่ทำให้เจอปัญหาแปลกๆ ที่ต้องเรียนรู้ค่ะ เริ่มต้นกวางศึกษาตลาดดูพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกใช้ชีวิตในพื้นที่นี้มีกำลังจ่ายสูงมาก การนำร้านอาหารเข้ามาจึงต้องระดับดี ช็อปปิ้งมอลล์คอนเซ็ปต์ชัดๆ เก๋ๆ ชวนคนเข้ามาเดินช็อปปิ้งทำให้มีความรู้สึกส่วนตัว ก็เป็นส่วนเติมเต็มรูปแบบแปลกแตกต่างให้กับการเลือกใช้ชีวิตแบบคนยุคใหม่ กวางทำงานโดยเรียนรู้ทั้งจากความสำเร็จและจากสิ่งที่พลาด ทำงานด้วยกันแรกๆ เวลาเครียดก็มีขัดใจกันบ้าง แต่กวางใช้หลักประนีประนอมและให้เกียรติกัน ใช้หลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ปั๊บดูแลเรื่องคุมการก่อสร้างทุกอย่าง ก็เครียดกว่าอยู่แล้วนะคะ แต่เราก็ช่วยคิดช่วยทำกันสองคนอยู่แล้ว และแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนโดยกวางดูแลพื้นที่ฝ่ายขาย หากมีอะไรติดขัดหรือมีปัญหาก็ปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายค่ะ

นิสัยปั๊บตรงไปตรงมาไม่ยอมใคร แต่ปั๊บจิตใจดีค่ะ กว่าสิบปีที่รู้จักและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันโดยไม่ต้องปรับตัวกันมากเลย เรายังไม่มีลูก ขอเที่ยวกันไปเรื่อยๆ ก่อน เป็นช่วงชีวิตที่ยังมีพื้นที่ส่วนตัวซึ่งกันและกัน ปั๊บชอบเล่นฟุตบอล ตีกอล์ฟ กวางชอบเล่นพิลาทิส แต่หากมีเวลาว่างตอนนี้กวางกำลังสนใจการเลี้ยงปลา บ้าปลาตู้มาก (หัวเราะ) ปลาต้องสวย ตู้ต้องสะอาด กลับจากทำงานดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องขัดตู้ปลา ขัดแล้วขัดอีกจนปั๊บจะขึ้นนอนแล้วก็ต้องรอให้กวางทำความสะอาดตู้ให้ใหม่เอี่ยม แต่ก็ไม่บ่นนะคะ นั่งดูให้กำลังใจ แต่นี่คือสิ่งคลายเครียดจากการทำงานได้ดีที่สุดเลยนะคะ ขัดๆ ไปก็มีสมาธิดีค่ะ” กุญช์ณิชา บอกพร้อมเสียงหัวเราะ

ส่วนสามี ปิพณ สำทับเรื่องนี้ว่าภรรยาจริงจังมาก เพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนหลายสายพันธุ์

“กวางจริงจังทำอะไรทำจริงจังนะครับ ต้องศึกษาต้องรู้จริง ตอนเริ่มเลี้ยงก็ไปซื้อแม่พันธุ์ถึงกรมประมง ใครอยากได้ลูกปลาการ์ตูนมาขอได้เลย ออกลูกมาหลายรุ่นแล้วนะครับ” ปิพณ กล่าวน้ำเสียงชื่นชมศรีภรรยา

สองตระกูลดังเมื่อเป็นทองแผ่นเดียวกัน ก็ยิ่งเป็นปึกแผ่น การสร้างสรรค์ธุรกิจชิ้นล่าสุดกับการเนรมิตคอมมูนิตี้มอลล์แนวใหม่ “เมส ทองหล่อ” ด้วยความมั่นใจในสไตล์นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่จึงมองไปถึงโครงการในอนาคต ซึ่งอาจมีศูนย์การค้าแห่งใหม่ๆ ตามมาอีกในเร็ววัน

 

มุมว่าง ‘จักรพล’ ทายาทนันยาง จากนักบริหารสู่ตากล้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470683

มุมว่าง ‘จักรพล’ ทายาทนันยาง จากนักบริหารสู่ตากล้อง

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาบริหารธุรกิจและเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล “ซอโสตถิกุล” “จักรพล จันทวิมล” ได้เริ่มเข้ามาปัดฝุ่นบริหารรองเท้าผ้าใบนันยางได้ไม่กี่ปี ด้วยความเป็นหนุ่มมีความมุ่งมั่นกระทั่งในวันว่างของการทำงาน ส่วนใหญ่ก็ยังใช้เวลาการคิดแผนการตลาดสารพัด แต่ก็ไม่ลืมงานอดิเรกที่หลงใหลมานานอย่างการถ่ายรูป และทำคลิปวิดีโอ

จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนันยาง เปิดเผยว่า งานอดิเรกหรือเรียกว่าเป็นมุมว่างของผมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมโรงเรียนสาธิตประสานมิตรแล้ว จะใช้เวลาสำหรับการถ่ายภาพ หรือกระทั่งการทำคลิปวิดีโอ เพราะสนุกกับการได้ส่งผลงานเข้าประกวด หรือการทำจัดกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ที่สำคัญยังได้พัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ และเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพ ฝึกมุมมองการถ่ายรูปคนและสิ่งไม่มีชีวิตอย่างไรให้สวย

แม้ว่าชีวิตวัยเรียนจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย การถ่ายรูปหรือทำคลิปก็ยังเป็นกิจกรรมโปรดปราน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เรียนหนักแต่ว่างเมื่อไหร่ก็แบกอุปกรณ์ต่างๆ ถ่ายรูปเหมือนเคย อุปกรณ์ในการถ่ายรูปมีตั้งแต่สมัยเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า เป็นเครื่องวิดีโอตลับเทปคาสเซตอันเล็กๆ และในช่วงที่ทำงานแล้ว มีรายได้เป็นของตัวเองก็ลงทุนซื้ออุปกรณ์เพื่อทดลองการถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ได้ถอยกล้องโดรนที่ต่างประเทศกำลังนิยมออกมา เพื่อหามุมแปลกหรือการถ่ายรูปในมุมสูง แต่บางทีนึกสนุกก็ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปนี่ล่ะ ถือว่าเป็นกล้องมีคุณภาพสูงไม่แพ้กล้องถ่ายรูปของมืออาชีพ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของผม คือการเตรียมตัวถ่ายภาพสมาชิกใหม่ของครอบครัวจันทวิมล หรือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 ของซอโสตถิกุล ขณะนี้กำลังมองหากล้องวิดีโอตัวใหม่อยู่ เพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญตอนลูกคลอดออกมา

“อารมณ์การถ่ายรูปหรือทำวิดีโอคลิปลูกในฐานะกำลังเป็นพ่อป้ายแดงรู้สึกตื่นเต้นมาก ช่วงวันหยุดก็เริ่มเตรียมตัวซื้อของให้ลูก อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลเด็กบ้าง จากประสบการณ์ถ่ายรูปมาอย่างโชกโชน นอกจากเป็นงานอดิเรกแล้วผมยังนำประสบการณ์และความรู้มาประกอบใช้กับการทำงานทางด้านโฆษณาหรือครีเอทีฟ ช่วง 1 ปี นันยางทำโฆษณาราว 4 ชิ้นได้ ก็จะใช้เวลานานอยู่กับงาน บางครั้งก็ช่วยดูมุมกล้องว่าถ้าทำลักษณะนี้จะสวยหรือดีกว่า”

 

เบื้องลึกของการชื่นชอบการถ่ายรูป ทำคลิป ส่วนหนึ่งมาจากแม่ของผม “พรจันทร์ จันทวิมล” เป็นผู้จัดการรายการบ้านเด็กดีทางช่อง 11 เป็นนักเล่านิทานให้เด็กฟังอย่างสนุกสนาน การเล่านิทานเลียนเสียงสัตว์ หรือแต่งนิทานและหนังสือเด็กออกวางจำหน่ายกว่า 40 เรื่องด้วยกัน อาทิ ฝนจ๋า บ้านฉันดีที่สุด ลูกหมีเป็นหวัด ลูกหงส์กตัญญู นอกจากนี้ในรายการยังมีการสอนงานฝีมือ หรืองานประดิษฐ์ที่สามารถทำตามได้ง่ายๆ ด้วย

เมื่อถามถึงปรัชญาการทำงานในฐานะเจเนอเรชั่น 3 มองว่านันยางสามารถต่อยอดธุรกิจรองเท้าได้อีกเยอะมาก นันยางเป็นรองเท้าฟังก์ชันนัลไม่ใช่แฟชั่น เราเก่งและมีชื่อเสียงการทำรองเท้าทนและไม่ได้เชี่ยวชาญการทำรองเท้าแฟชั่น ที่มาไวและไปไว ดังนั้นเป้าหมายของเราไม่ต้องการทำธุรกิจให้หวือหวา แต่ทำสิ่งที่มีอยู่เดิมให้เติบโตอย่างมั่นคงสานต่อเจเนอเรชั่น 1 และ 2 และส่งต่อให้เจเนอเรชั่น 4 และ 5 ก้าวเข้ามาทำต่อ

สำหรับครอบครัวของเราสอนให้การทำธุรกิจต้องมีความซื่อสัตย์กับลูกค้า ถ้าต้นทุนสูงก็ต้องไม่ลดคุณภาพลง และต้องหาวิธีการลดต้นทุนการผลิตแทน จึงเป็นสิ่งที่ทำให้นันยางเป็นรองเท้าผ้าใบพื้นเขียวในตำนานคู่ใจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก และยืนหยัดมาได้กระทั่งปัจจุบันร่วม 60 ปี และในบั้นปลายชีวิตของผมในอนาคตอาจจะหากล้องคู่ใจสักตัว ใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวพร้อมกับถ่ายภาพ ทำคลิป เป็นการปลดระวาง

 

ไพโรจน์ ร้อยแก้ว มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2559 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470682

ไพโรจน์ ร้อยแก้ว มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนเรียกเขาว่า “เจ้าพ่อตลาดนัด” แต่ ไพโรจน์ ร้อยแก้ว กลับบอกว่า “ผมไม่ชอบให้ใครเรียกว่าเจ้าพ่อ แต่ผมเป็นมาเฟีย…”!

ชายหนุ่มประกาศกลางวง เป็นผลให้บรรยากาศในห้องทำงานของเขาที่ตลาดนัดรถไฟรัชดาดูเคร่งขรึมน่ายำเกรงขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ

“แต่ผมเป็น มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์ เป็นมาเฟียเจ้าความคิดในทางสร้างสรรค์ครับ”

เสียงหัวเราะท้ายประโยคนั้น (และอีกหลายๆ ครั้งระหว่างบทสนทนาในภายหลัง) ของไพโรจน์ ก็ช่วยทำให้บรรยากาศของห้องนั้นผ่อนคลายขึ้นมาอีกหลายระดับ

เท่าที่สัมผัสมา เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า ผู้ชายคนนี้เป็น “เจ้าไอเดีย” ผู้แตกหน่อต่อยอดสิ่งที่รัก สิ่งที่ทำให้เติบโตและประสบความสำเร็จ

จากเด็กอยุธยาธรรมดาๆ คนหนึ่ง เขากลายมาเป็นนักสะสมและค้าของเก่าชั้นแนวหน้าเจ้าของ Rod’s Antique รวมทั้งเป็นผู้บริหารตลาดนัดรถไฟ แหล่งช็อปปิ้งและแฮงเอาต์ที่มีสไตล์ ซึ่งใครต่อใครก็อยากจะลองมาสักครั้ง เพื่อกินดื่มช็อปชม หรือแม้แต่ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย

การที่เขามายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ ไพโรจน์ต้องขอบคุณคุณพ่อของเขา ตอนเป็นเด็กเขาจำได้ว่า พ่อซึ่งเป็นช่างไม้ มักจะซื้อบ้านเรือนไทยหรือไม้เก่ามาขาย แทนที่จะได้ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ เขากลับมาช่วยพ่อทำงาน “ผมใช้แปรงทองเหลืองขัดล้างไม้ ล้างฝาเรือนไทยให้พ่อ ซึ่งเขาก็ไม่ได้บังคับ แต่ว่าผมอยากทำ ผมว่าพ่อเป็นคนปลูกฝังเรื่องของเก่าให้ผม มันซึมมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว” ที่บ้านของเขาในอยุธยาเป็นเมืองที่มีของเก่าอยู่มาก เวลาไปโรงเรียน เขาก็เห็นครูขับรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ มาทำงาน “จุดแรกที่ผมชอบของเก่าก็คือ พวกรถมอเตอร์ไซค์นี้ล่ะ” เขาชอบตรงดีไซน์ ซึ่งแตกต่างไปจากแบบรถสมัยใหม่

 

เมื่อโตเป็นวัยรุ่น ความชื่นชอบและตัวตนของเขายิ่งชัดเจน “เราได้อ่านหนังสือบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ได้ดูรายการเที่ยงวันอาทิตย์ เรารู้สึกว่า เฮ้ย … นี่ล่ะคือ ตัวเรา” วัฒนธรรมจากตะวันตกส่งผ่านสิ่งเหล่านั้นมาสู่เขา “เรารู้สึกว่าเราชอบการแต่งตัวแบบนั้น เราดูมิวสิควิดีโอที่มีรถเก่าๆ เราเป็นคนชอบดูหนังย้อนยุค รู้สึกว่าเราได้ซึมซับกับมัน”

เริ่มจากชื่นชอบและเก็บของเก่าเล็กๆ น้อยๆ มา จากนั้นไพโรจน์จึงมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศการซื้อขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ คลองหลอด หรือคลองถม “เฮ้ย…ของพวกนี้มันขายได้ด้วยเหรอ เคยมีช่วงหนึ่งในชีวิตผมไปทำงานเป็นเด็กพร็อบ (หาอุปกรณ์ประกอบฉาก) ก็เดินหาของที่นั่น พอวันหนึ่งเราไม่มีงานทำ เราก็คิดว่าเราจะเอาของไปขายที่คลองถม ขายดีมาก คนก็มาแย่งกันซื้อ เรารู้แล้วว่า หลังจากวันนี้ชีวิตของเราจะเป็นอะไร เราบอกตัวเองว่า จะเป็นพ่อค้าขายของเก่า”

จากค้าขายของ “5 บาท 10 บาท” อย่างเช่น กระป๋องแป้ง โปสเตอร์จากร้านขายของชำ ฯลฯ ก็ขยับขยายกลายเป็นการแลกเปลี่ยนของที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพอมีเงินไพโรจน์ก็ซื้อรถเก่า “คันแรกของผมคือ รถโฟล์คเต่า หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่ามีรถยนต์แล้วก็ต้องมีมอเตอร์ไซค์ ไปเล่นมอเตอร์ไซค์พวก MZ อะไรพวกนี้ บังเอิญมีช่างซ่อมเก่งชื่อ ลุงดม พอเราไปบ้านแกมีรถอังกฤษ มีฮาร์เลย์ (เดวิดสัน) เหมือนเราได้พบกับโลก”

ถ้าหากเลือกได้ ไพโรจน์อยากจะเกิดในปี 1920-1930 เพราะชื่นชอบวัฒนธรรมในยุคนั้นอย่างมาก ความลุ่มหลงของเก่าทำให้เขาคิดอยากจะใช้ชีวิตในร้านแอนทีค “อยากตื่นขึ้นมายืนแปรงฟันแล้วก็เห็นของพวกนี้ อยากใช้ชีวิตอยู่กับมันไปจนตาย…” การได้เห็นของเหล่านี้อยู่รายรอบตัวคือ ความสุข “บางทีผมเดินมาดูของอย่างนี้ ผมก็คิดงานต่อได้ เหมือนมาชาร์จแบต ผมอยากตื่นนอนมาแล้วได้เห็นของพวกนี้ตลอดเวลา ไม่มีวันไหนที่ไม่อยากเห็น ผมใช้เวลาในร้านมากกว่าบ้านอีก”

วันหนึ่งพ่อค้าขายของเก่าคลองถมก็อยากจะมีร้านของตัวเอง ซึ่งเป็นการเปิดทางต่อยอดสู่การสร้างตลาดนัดรถไฟจตุจักรในเวลาต่อมา “พอดีผมมีเพื่อนที่เขาขายอยู่ในนั้นมาก่อน เขาก็ไม่ได้อยู่ในโครงการจตุจักรนะ อยู่ตรงข้าม ก็ถามเขาว่า แถวนี้มีร้านให้เช่าไหม เขาก็แนะนำให้ แล้วเราก็ไปเช่าทำร้านขายของเก่า โดยที่ได้เงินทุนจากพี่สาว อยู่มาวันหนึ่งที่ก็ถูกเวนคืน แล้วเราก็ย้ายโลเกชั่นไปเช่าโกดังของการรถไฟฯ มาเป็นร้านขายของเก่า ตอนนั้นชวนใครก็ไม่มีใครไป เขาบอกว่าเจ๊งแน่นอนงานนี้

 

“พอเราไปเช่าร้านก็เริ่มมีคนมากับเราบ้าง เราก็เริ่มซอยพื้นที่ให้เช่า พอมีรายได้เราก็เริ่มมองเห็นว่า นอกจากจะขายของเก่าแล้ว ยังมีธุรกิจให้เช่าพื้นที่ได้อีก เราก็คิดว่า เฮ้ย…จะทำยังไงให้เขาอยู่ได้โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าเช่า ถ้าเขาอยู่ไม่ได้เราก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง ก็เลยคิดทำตลาดขึ้นมา”

ตลาดนัดรถไฟจตุจักรถือกำเนิดในคอนเซ็ปต์ “เซคกันแฮนด์ มาร์เก็ต” เพิ่มเติมแต่งแต้มสไตล์ไม่เหมือนใคร ทำให้คนที่เคยมาแล้วบอกต่อๆ กันไป ยิ่งพอออกสื่อก็ทำให้กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” นั่นเป็นปฐมบทและต้นแบบของตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ต่อด้วยรัชดา และเกษตรนวมินทร์

ส่วนร้านขายของเก่าของไพโรจน์ก็ยอดออกไปรับซ่อม โดยมีทักษะจากพ่อซึ่งเป็นช่างไม้ ร้านขยายออกไปกว้างขึ้น มีพื้นที่มากขึ้น มีของใหม่ๆ เข้ามาตลอด ลูกค้าก็มากขึ้น ต่อมาเขาจึงหันไปผลิตงานโดยใช้ช่างพม่าและใช้วัตถุดิบจากพม่า ผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์รีโปรดักชั่นต่างๆ พร้อมกับยังนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายตอบสนองความนิยมของลูกค้า

“งานจากต่างประเทศ ซึ่งมีอายุมากกว่าไทย ทำให้ของมีความแตกต่างออกไปด้วย เหมือนเราเปิดมุมมองของเรา เปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ กินอาหารฝรั่งบ้าง กินอาหารไทยมานานแล้ว บางทีก็อาหารจีนบ้าง เราเป็นคนขายของ เราต้องรู้สึกเบื่อก่อนลูกค้า ถ้าเราเบื่อหลังลูกค้าเราก็ตามเขาไม่ทัน พอเริ่มรู้สึกเบื่อก่อนแล้วก็หาสิ่งใหม่ๆ เราหาแหล่งข้อมูลข่าวสารเทรนด์ในการตกแต่งจากต่างประเทศ จากแมกกาซีนอะไรอย่างนี้ เราดูว่าของเหล่านั้นน่าสนใจก็เอามาขาย จากที่ทำด้วยความรักมันก็กลายเป็นอาชีพ พอเป็นอาชีพปุ๊บ ใครซื้ออะไรเราก็ขายหมด เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะเก็บมันไว้ได้ เราไม่มีเงิน เราไม่มีอาชีพอื่น ถ้าซื้อมาต้องนึกหน้าคนซื้อต่อให้ออก ไม่อย่างนั้นมันก็กลายเป็นเงินจม ธุรกิจเราก็ล่มสลาย”

การได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อซื้อของยังเป็นเหมือนการเปิดโลกและสั่งสมประสบการณ์ “ผมมีเพื่อนเป็นชาวฝรั่งเศสเยอะพอสมควร เวลาที่เราไปก็จะได้รับมิตรภาพที่ดีจากเขา สถานที่ที่ผมไปบ่อยมากเป็นดีลเลอร์ใหญ่ๆ คนขายของอยู่ในสถานที่เดียวกัน ผมได้รับมิตรภาพจากสถานที่นั้นๆ รู้สึกว่าอยากให้ประเทศไทยมีอย่างนี้บ้าง คือ ทุกคนขายของให้คนอื่นได้หมดเลย โดยไม่มีการเตะแข้งเตะขากัน ถึงจะเป็นของคนอื่น ถ้าเราไปถาม เขาก็ขายให้กันหมด ยกหูถามว่าอันนี้เท่าไหร่ ก็บอกขายให้หมด ผมอยากให้มิตรภาพอย่างนี้เกิดขึ้น”

นั่นจึงต่อยอดแตกไอเดียเกิดเป็นงาน “ยูเนียนแคมป์” (Union Camp) โดย ไพโรจน์ และเพื่อนๆ ในนามกลุ่ม “ด็อกสกิน” (Dogskin) จัดขึ้นเพื่อรวมพลคนชอบสะสมของเก่า ส่งเสริมมิตรภาพ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในวงการ

“ปัจจุบันนี้ธุรกิจการขายของเก่าซบเซามาก ต้องพูดตรงๆ เพราะว่าเศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี แล้วของเก่ามันเป็นของที่ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ ผมก็มองว่า จะทำยังไงให้กระตุ้นและกระเตื้องขึ้นมาให้ค้าขายกันได้ เลยคุยกับเพื่อนพี่น้องที่อยู่ในตลาดเดียวกัน เราต้องมาตั้งกันเป็นสมาพันธ์หรือสมาคมนะ เลยตั้งเป็นกลุ่มชื่อว่า ด็อกสกิน คือ หนังหมาเป็นหนังที่คนสัมผัสได้มากที่สุด ใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด เราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อทำอีเวนต์ชื่อ ยูเนียนแคมป์”

งานยูเนียนแคมป์จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค. นี่ที่ แอ็คเมน เอกมัย ตั้งอยู่ระหว่างซอยเอกมัย 13-15 ( ตรงข้ามวัฒนาเนื้อตุ๋น) โดยวันที่ 16 ธ.ค. เป็นรอบของดีลเลอร์ ส่วนวันที่ 17-18 ธ.ค. เป็นรอบบุคคลทั่วไป บัตรราคา 100 บาท ในงานมีการออกร้านขายสินค้าจากดีลเลอร์หรือพิกเกอร์ ซึ่งตระเวนเสาะหาของจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเฟอร์นิเจอร์ ของสะสม เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ทั้งยังมีอาหาร เครื่องดื่ม ดนตรี ภายใต้แนวคิด “กินอยู่อย่างมีศิลปะ” บรรยากาศงานตกแต่งในสไตล์แคมป์ยุโรป ยุค 1930-1950 มีกิจกรรมพูดคุยกันของ ชาติ กอบจิตติ นักเขียนดับเบิ้ลซีไรต์ และนักสะสมของเก่าอย่าง พจน์ โอลด์เล้ง ชมดนตรีจากวงรัศมี อีสานโซล และในวันสุดท้าย เหล่าคอลเลกเตอร์จะนำของมาประมูลเพื่อมอบรายได้ส่วนหนึ่งให้มูลนิธิชัยพัฒนา

อีเวนต์นี้นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของไพโรจน์ ซึ่งเขาก็คาดคะเนเองว่า “น่าจะเจ็บตัว” แต่อย่างน้อยที่สุดก็ได้เริ่มต้น ซึ่งอาจจะเป็นฐานรากของความสำเร็จอื่นๆ ในภายหลังได้ เช่นเดียวกับการบริหารตลาด ซึ่งที่ผ่านมาก็พบกับความผิดพลาดมาไม่น้อย และเขาก็นำมันไปเป็นบทเรียน

“การบริหารตลาดนั้นต้องเข้าใจ ต้องเห็นอกเห็นใจคนที่มาเช่าพื้นที่ เรามีหน้าที่จัดสรรพื้นที่ ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้มีมิจฉาชีพ ดูแลความสะอาดพวกสาธารณูปโภค แสงสว่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ พาคนมาเดินในตลาดให้ได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า คอนเซ็ปต์จะต้องดี การประชาสัมพันธ์ต้องดี เดินแล้วก็ยังอยากมาเดินอีก เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการคัดเลือกร้าน ต้องมีอะไรใหม่ๆ ร้านก็ไม่ควรจะซ้ำกันเกินไป แต่ละร้านก็ควรจะมีครีเอทีฟในเรื่องสินค้า การนำเสนอ วิธีการขาย อย่างของกินก็ต้องอร่อยด้วย นี่เป็นจุดขายและจุดดึงดูดให้คนมา”

ในวันนี้ชายหนุ่มวัย 40 ปีเศษผู้นี้ยังมีหนึ่งความฝันคือ การสร้าง “ฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต” ซึ่งเป็นตลาดขายของสดที่สะอาดที่สุด ขายของคุณภาพดี และมีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง เขายังไม่รู้ว่า ฝันนี้จะเป็นจริงขึ้นมาเมื่อไหร่ และจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรมาขัดขวาง ไพโรจน์ ร้อยแก้ว ให้คิดเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ สมกับเป็น มาเฟีย ออฟ ไอเดียส์ อย่างที่เขาเรียกตัวเอง

 

ท่าเรือภูเก็ต กับการพัฒนาที่รอบคอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470439

ท่าเรือภูเก็ต กับการพัฒนาที่รอบคอบ

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ก่อนเริ่มเรื่อง ผมขอน้อมนำพระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2521 ว่าพระองค์ทรงมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างไร

…ข้อสำคัญเราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว…

คราวนี้ผมจะพูดถึงโครงการ “ท่าเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยวบริเวณสนามบินภูเก็ต” มูลค่าหลายพันล้านบาทของกระทรวงคมนาคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อขนนักท่องเที่ยวจากสนามบินมาสู่แหล่งท่องเที่ยว และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลให้ไว้ว่าจะน้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ ผมจึงขอน้อมนำพระราชดำรัสมาใช้ประกอบการวิเคราะห์

พระองค์ทรงชี้ชัดว่าการพัฒนาไม่ควรนำทรัพยากรมาใช้ “หากได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า” หากคิดนำมาใช้ต้องระวังและฉลาดโดยดูตาม “หลักวิชาการ” มุ่งถึงประโยชน์แท้จริงต่อ “ประเทศชาติ” คราวนี้เรามาลองดูสิว่าโครงการดังกล่าวเป็นอย่างไร

โครงการท่าเทียบเรือมุ่งหวังขนส่งนักท่องเที่ยวจากสนามบิน ปัจจุบัน 4 หมื่นคน/วัน โดยบอกว่าการจราจรทางถนนเข้าเมืองติดขัด ซึ่งแน่นอนมันต้องติด เนื่องจากปัจจุบันกำลังทำถนนทำอุโมงค์บนเส้นทางจากสนามบินเข้าภูเก็ต แต่ถ้าทำเสร็จหมดแล้ว มันจะติดเหมือนเดิมไหม? ถ้ามันติดเหมือนเดิม แล้วเราจะขยายถนนสร้างอุโมงค์ไปทำไม?

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “รถไฟฟ้าโมโนเรล ภูเก็ต” ที่ข่าวล่าสุดบอกว่าจะเริ่มสร้างปี 2560 เสร็จในปี 2563

คำถามคือนักท่องเที่ยว 4 หมื่นคน/วัน มีทั้งถนนที่ทำเสร็จใหม่ มีทั้งรถไฟฟ้าที่ลงทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาท (ตัวเลขจากกระทรวงคมนาคม) จะรองรับพอไหม? ยังจะต้องใช้เรือขนอีกหรือ?

หากคิดว่าเผื่ออนาคต ปัจจุบันสนามบินที่เดิมขยายเต็มศักยภาพพื้นที่ หากมีการขยายอีกต้องเป็นการขยายรันเวย์ ที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะสร้างที่ไหน แต่มีแรงต้านว่าไม่ควรขยายรันเวย์ยาว 1 กิโลเมตรลงทะเลเด็ดขาด หมายความว่าหากมีสนามบินใหม่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่อยู่ที่เดิม อาจเป็นพื้นที่ใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องเผื่อศักยภาพในอนาคต

นอกจากนี้ การเดินทางโดยเรือยังประสบปัญหาที่ทางถนนและทางรางไม่เจอ นั่นคือคลื่นลม สนามบินภูเก็ตอยู่ทางฝั่งตะวันตก คนทะเลรู้ดีว่าช่วงมรสุมคลื่นในอันดามันสูงแค่ไหน จะเดินเรือได้ตลอดเวลาหรือไม่ เรือวิ่งได้แต่คนอ้วกทั้งลำ คนจะลงเรือกันหรือเปล่า?

หากได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ถ้อยคำนี้เราพิจารณากันดีแล้วหรือยัง?

หากเราประเมินหมดแล้วคิดว่าคุ้มค่า ลองมาดูในรายละเอียด โครงการวางแผนจะเลือกที่สร้าง 3 จุด ได้แก่ พื้นที่ 1 บริเวณสนามบินภูเก็ต (ศักยภาพสูงมาก) พื้นที่ 2 มัสยิดดารุสลาม (ศักยภาพต่ำ) พื้นที่ 3 อบต.ไม้ขาว (ศักยภาพสูง)

ผมสนใจในเรื่องการประเมินศักยภาพเป็นอย่างมากว่าเราประเมินกันด้านไหนบ้าง? เคราะห์ดีที่มีรายละเอียดในเอกสารโครงการบอกว่าจะประเมินอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียง โดยดูทั้งวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

เมื่อเขาบอกเช่นนั้น ผมก็สงสัยว่าแล้วทำไมผลประเมินจึงออกมาว่า “พื้นที่ 1 ศักยภาพสูงมาก” เพราะพื้นที่ 1 หมายถึงตรงสนามบินเป๊ะเลย แน่นอนว่ามีศักยภาพสูงมากทางด้านการขนส่ง เพราะเดินจากสนามบินก็ขึ้นเรือได้เลย แต่เราประเมินกัน 3 ด้านไม่ใช่หรือ? และเป็นการประเมินเพื่อ “ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียง” แล้วเรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับการประเมินหรือเปล่า?

ผมขออ้างอิงเอกสารของทางราชการไทย เอกสารดังกล่าวเป็นของกรมอุทยานฯ ลงวันที่ 25 ส.ค.ปีนี้ หมายถึงส่งไปให้ที่ปรึกษาโครงการตั้งแต่ก่อนมีการสัมมนา ครั้งที่ 2 (เพิ่งจัดในวันที่ 9 ธ.ค.) เอกสารระบุชัดเจน โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับ “พื้นที่ 1” ผมขอสรุปไว้

– พื้นที่ 1 อยู่ในเขตทับซ้อนของอุทยานแห่งชาติ

– เป็นพื้นที่มีแนวปะการังขนาดใหญ่ ตัวอ่อนปะการังลงเกาะในพื้นที่มาก (เพิ่มเติมว่าตามข้อมูลของกรมทะเล นี่คือแนวปะการังใหญ่สุดของเกาะภูเก็ต-เน้นย้ำคำว่าเกาะภูเก็ต)

– หาดไม้ขาวเป็นที่วางไข่ของเต่ามะเฟือง สัตว์สงวนของไทย และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของ IUCN

– หากมีการก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลอย่างมาก รวมถึงการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยื่นล้ำลงทะเลจะทำให้เกิดการกัดเซาะชายหาดที่รุนแรงขึ้น

ข้อความทั้งหมด ชัดเจนจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร “เป็นหลักวิชาการของหน่วยงานราชการและเป็นเจ้าของพื้นที่” มีเหตุผลและถูกต้องเหมาะสมตามระบบราชการไทยทุกประการ ผมจึงสะเทือนใจเมื่อโครงการที่บอกว่าจะพิจารณา “อย่างรอบคอบ” ไม่ให้เกิด “ผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง” และ “ประเมินด้านสิ่งแวดล้อม” แต่กลับละเลยเอกสารของทางราชการ จากกรมอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยงานหลักด้านสิ่งแวดล้อมของไทย และเป็นเจ้าของพื้นที่ และประเมินศักยภาพพื้นที่ 1 = สูงมาก?

 

หล่อ เท่ สมาร์ท @40-50-60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470437

หล่อ เท่ สมาร์ท @40-50-60

โดย…ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี/เสกสรร โรจนเมธากุล/ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เป็นเรื่องธรรมดาที่ยุคนี้ใครๆ ก็หันมาดูแลตัวเอง ไม่เพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้น เดี๋ยวนี้ผู้ชายก็หันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น บางคนยังหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ใบหน้าหล่อเหลา ผิวพรรณสดใส และดูอ่อนกว่าวัยเป็นอันมาก ดูอย่าง 3 หนุ่ม 3 วัย ที่เราภูมิใจนำเสนอนี่สิ แต่ละคนยังดูดี หล่อ สมาร์ท จนสาวๆ เห็นแล้วยังต้องออกปากชื่นชมกันเป็นแถว เดาได้ไม่ยากเลยว่าแต่ละคนต้องมีเคล็ดลับคงความหนุ่มของตัวเองไว้แน่นอน

40 แล้ว แต่หุ่นยังแจ๋ว เท่บาดใจ

ถ้าพูดถึงหนุ่มวัย 40 อัพ ที่หุ่นยังฟิตแอนด์เฟิร์มดูหล่อเหลา ชื่อของดารามากความสามารถ โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์ (วัย 45 ปี) ก็ปรากฏขึ้นในหัวเราทันที แม้ช่วงนี้แฟนละครอาจไม่ค่อยเห็นโอ๊ตทางหน้าจอทีวี เพราะเขาหันไปเอาดีทางด้านการเป็นผู้กำกับละคร โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ ในวงการเปิดบริษัท โซนิค บูม เพื่อผลิตละครขึ้นมา ที่ผ่านตาคนดูไปก็คือเรื่อง “ดวงใจพิสุทธิ์” ทางช่อง 3 แล้วยังต้องดูแลกิจการร้านอาหารชื่อ “ริมผา ลาพิน” ที่พัทยาอีกล่ะ (โอ๊ย! งานแน่น) ในฐานะที่โอ๊ตเป็นตัวแทนหนุ่มวัยเลข 4 ที่ยังดูดี๊ดูดี ลองบอกเคล็ดลับให้รู้หน่อยจะเป็นไร

“เคล็ดลับในการดูแลตัวเอง สิ่งที่ขาดไม่ได้ตั้งแต่ผมเข้าวงการบันเทิงโดยเริ่มจากเป็นนายแบบตอนอายุ 18 ปี ก็คือการออกกำลังกาย เพราะสมัยก่อนคนจะชอบนายแบบที่ตัวสูง กล้ามใหญ่ ตอนนั้นผมสูง 181 ซม. หนัก 76 กก. (ปัจจุบันหนัก 81 กก.) ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ นอกจากออกกำลังกาย สิ่งที่ผมใส่ใจมาตลอด 20 กว่าปีที่อยู่ในวงการก็คืออาหารและอากาศ โดยส่วนตัวผมชอบเที่ยว จึงมักจะออกไปสูดอากาศตามต่างจังหวัดบ่อยๆ ส่วนเรื่องอาหารผมชอบกินอาหารพื้นถิ่นอย่างน้ำพริกผักสดและสมุนไพรที่ชาวบ้านกินกัน เช่น หอม กระเทียม ผักชี เพราะมันมีประโยชน์มากๆ ผมจะไม่ชอบอาหารสไตล์ฟิวชั่นอย่างที่คนเมืองชอบกิน ยิ่งอาหารจังก์ฟู้ดนี่ผมจะไม่กินเลย ก็เลยไม่ค่อยอ้วน”

โอ๊ตบอกว่า เขาอาจจะโชคดีที่เป็นคนน้ำหนักขึ้นง่าย-ลงง่าย ถ้าช่วงไหนน้ำหนักขึ้นมาเยอะหน่อยก็จะควบคุมการกิน แค่ไม่นานน้ำหนักก็จะลดลงได้เอง

โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์

 

“สำหรับการออกกำลังกาย ส่วนมากผมจะเล่นเวต แต่ช่วงหลังก็มีตีแบดและปั่นจักรยานด้วย โดยพยายามทำให้สม่ำเสมอเป็นนิสัย อย่างช่วงนี้ไม่ค่อยได้เล่นเวต เพราะมัวแต่เลี้ยงลูกชาย (น้องโอลาฟ วัย 4 เดือน) แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้ไปตีแบดสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี เพราะตีแบดแค่ 2 ชม. ก็เหงื่อโทรมกายแล้ว เบิร์นแคลอรีได้เยอะมาก ช่วงไหนถ้าไม่ได้ออกกำลังกายแล้วผมจะหงุดหงิด ข้อดีของการออกกำลังกายก็คือ ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ซึ่งก็จะทำให้หน้าตาดูสดชื่นแจ่มใสไปด้วย

ส่วนการดูแลหน้าตาผิวพรรณ ผมจะเน้นล้างหน้าให้สะอาดเท่านั้น ครีมกันแดดนี่ไม่ค่อยได้ทาเท่าไหร่ ยิ่งตอนนี้ผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปต่างจังหวัดกับแก๊งเพื่อน โดนแดดโดนลมผิวยิ่งคล้ำไปใหญ่ แต่ช่วงไหนที่ต้องเล่นละครหรือเข้ากล้อง ก็อาจจะมีการไปทรีตเมนต์ผิวหน้าบ้างแค่นั้นเองครับ ส่วนเรื่องเส้นผมก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายหลายคนกังวล ผมก็ไปปรึกษาคุณหมอบ้าง ซึ่งหมอก็จะให้วิตามินมากินบำรุง จึงช่วยให้มั่นใจมากขึ้น เพราะการที่เราอยู่ในวงการบันเทิง เส้นผมต้องโดนสเปรย์และสารเคมีบ่อยๆ ถ้าไปดีทอกซ์เส้นผมบ้างก็น่าจะดี”

โอ๊ตทิ้งท้ายว่า สำหรับการดูแลด้านจิตใจ เขาจะใช้วิธีไปปฏิบัติธรรมกับเพื่อนๆ ผู้เป็นกัลยาณมิตรอย่าง ท็อป ดารณีนุช และแจง วราพรรณ แม้มีปัญหาใดๆ ในชีวิตก็จะมีเพื่อนๆ เป็นที่ปรึกษาและเป็นที่พึ่งทางใจได้เสมอ จึงเป็นการเสริมสร้างพลังงานที่ดีให้กับตัวเอง และทำให้จิตใจนิ่งขึ้น

“สำหรับคนที่แซวว่าการมีภรรยาอายุน้อยกว่า 20 ปีนั้น ทำให้จิตใจเราสดชื่นขึ้นรึเปล่า ผมว่าก็มีส่วนนะ เพราะเหมือนเราได้ย้อนวัยกลับไปในช่วงชีวิตที่ไม่เครียด เนื่องจากคนเราเมื่ออายุมากขึ้น เราจะสะสมความเครียดจากงานและการใช้ชีวิตไว้เยอะ ฉะนั้นเมื่อได้เห็นความสดชื่นของภรรยา ได้ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน ก็ช่วยทำให้เราสดชื่นมีพลังในการต่อสู้ชีวิตได้เหมือนกัน” (ติดตามได้ที่ IG : oat_voravudh)

เข้าใกล้ 50 แต่ยังฟิตเปรี๊ยะ!!

มาที่ตัวแทนของหนุ่มวัยย่างเข้าสู่เลข 5 บ้าง ถ้ามองข้ามนักร้อง-นักดนตรีสุดหล่อคนนี้ไปคงจะดูกระไรอยู่ ใช่แล้วเรากำลังพูดถึง ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา (วัย 48 ปี) หรือ “พี่ก้อง นูโว” “พี่ก้อง เดอะวอยซ์” ของสาวๆ ที่ล่าสุดกำลังมีผลงานละครชุด Melodies of Life ตอน “เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิด” ทางช่อง GMM 25 ว่ามีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ดูเป็นหนุ่มสองพันปีแบบนี้

“ถ้าถามถึงเคล็ดลับในการดูแลตัวเอง ผมจะแบ่งเป็น 2 อย่างคือ ‘ดูแลร่างกาย’ และ ‘ดูแลจิตใจ’ ด้านร่างกายเริ่มจากการกิน ช่วงที่ผ่านมาผมกินเนื้อสัตว์น้อยลง โดยเฉพาะเนื้อวัวนี่จะไม่กินเลยมากว่า 20 ปีแล้ว หมู ไก่ นี่กินน้อยมาก แต่ที่กินประจำก็คือ ปลา อาหารทะเล และผัก พวกน้ำหวานนี่ผมจะไม่แตะเลยนะ อาจเพราะไม่ชอบด้วย ผมจะชอบน้ำผลไม้มากกว่า อีกอย่างคือผมไม่ชอบกินอาหารมัน จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ แต่เสียอย่างคือชอบกินเค้กและช็อกโกแลต ซึ่งก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นได้ เราก็ต้องกินในปริมาณน้อยๆ แล้วออกกำลังกายทดแทน ก็จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ครับ

ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา

 

สำหรับการออกกำลังกาย ผมจะไม่ค่อยเล่นเวตเท่าไหร่ แต่จะชอบปั่นจักรยานมากกว่า ส่วนใหญ่จะไปปั่นกับแก๊งเพื่อนๆ แถวบ้าน ถ้าเป็นการออกทริปก็จะปั่นจักรยานครั้งละหลายชั่วโมง ก็แล้วแต่ว่าคนในกลุ่มจะตกลงกันว่าปั่นไปที่ไหน ส่วนใหญ่เป็น ‘วัน เดย์ ทริป’ เช่น ขี่จักรยานไปกินอาหารที่เยาวราช ออกสตาร์ทสัก 5 โมงเย็น กลับถึงบ้าน 5 ทุ่ม อะไรแบบนี้ ซึ่งผมปั่นจักรยานมา 7-8 ปีได้แล้ว เวลาปั่นจักรยานก็มีทาครีมกันแดดบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราจะไปกันตอนเย็น จึงไม่ค่อยโดนแดดซักเท่าไหร่ ส่วนในเรื่องของเส้นผม ผู้ชายทุกคนต้องมีปัญหาผมหงอก ผมเปลี่ยนสี ก็จะใช้วิธีทำสีผมบ้าง เนื่องจากเรายังต้องทำงานในวงการบันเทิง นอกจากนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรครับ”

สำหรับการดูแลจิตใจ ก้องบอกว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาจะคิดแต่เรื่องที่ดีๆ เรื่องที่เป็นกุศลเท่านั้น อารมณ์สีดำ เช่น โกรธ เครียด เกลียด แค้น ต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นก็ต้องมีสติรู้ตัว และรีบดับอารมณ์เหล่านั้นลงซะ

“พูดง่ายๆ ว่าเรื่องอารมณ์ เราต้องนำธรรมะเข้ามาใช้ด้วย จึงจะสามารถดับอารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้ได้ แล้วจิตใจก็จะสดชื่นเบิกบาน ซึ่งมันจะแสดงออกมาให้ทุกคนเห็นได้ที่ใบหน้า อีกอย่างอาจเพราะอาชีพของผมคือนักร้อง-นักดนตรี ผมจึงไม่ค่อยเครียดและสนุกกับมัน ทำงานอย่างมีความสุข นี่ก็อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อารมณ์ดี ซึ่งน่าจะช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัยได้”

ก้องทิ้งท้ายว่า ถ้าถามว่าเสน่ห์ของตัวเขาอยู่ตรงไหน เขาคงไม่สามารถตอบได้ เพราะผู้หญิงแต่ละคนที่มองเขาก็จะชอบเขาในมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่ถึงยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ยังรักและชื่นชมในตัวเขาอยู่เสมอ (ติดตามได้ที่ FB : kongsaharatfanpage)

หล่อ สมาร์ท ดูดีในวัย 60

ถ้าพูดถึงดารารุ่นกลางที่ชื่อ ดิลก ทองวัฒนา แฟนละครวัยเลข 4 ขึ้นไปเป็นต้องร้องอ๋อ เพราะดิลกเป็นดาราคิวทองที่รับบทพ่อ ทั้งพ่อดี พ่อร้าย พ่อที่น่าสงสาร ฯลฯ ได้อินและตีบทแตกกระจายไปซะทุกบท จึงไม่แปลกที่เขาจะมีคิวถ่ายละครต่อเนื่องหลายเรื่องจนแทบไม่มีเวลาว่าง และเหนือสิ่งอื่นใด ดิลกในวัย 60 ปี ยังหล่อ สมาร์ท และดูดีกว่าคนในวัยเดียวกัน…หรือใครจะเถียง?!

“ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจนได้รู้ว่าความหมายของการมีสุขภาพดีก็คือ การที่เราใช้ศักยภาพทางร่างกายและจิตใจได้อย่างเต็มที่ อย่างผมเองก็เคยปล่อยตัวเองไปตามการใช้ชีวิตผิดๆ หรือ ‘โรควิถีชีวิต’ มาแล้ว คือพอทำงานเหนื่อยก็กินอร่อย กลับบ้านดูซีรี่ส์ ไม่ออกกำลังกาย ปล่อยให้น้ำหนักขึ้น เมื่อเป็นอย่างนั้นสัญญาณของโรคก็มา ทั้งคอเลสเตอรอลสูง ไขมันพอกตับ ฯลฯ ผมจึงคิดว่าไม่ได้ละ จะมามัวรอให้เกิดโรคขึ้นก่อนไม่ได้ ไม่งั้นจะลำบาก

ดิลก ทองวัฒนา

 

ผมจึงปฏิวัติตัวเองโดยบอกภรรยาว่า จะไปเข้าฟิตเนสแล้วนะ ทั้งที่ตัวเองไม่เคยเล่นกีฬาเลย แต่รู้สึกว่าน้ำหนักตัวจะเยอะเกินไป ด้วยส่วนสูง 180 ซม. หนัก 81 กก. หลายคนอาจคิดว่ากำลังดี แต่ด้วยวัยของเรา ร่างกายมันจะออกแนวย้วยๆ ไม่ฟิตไม่เฟิร์ม ทั้งที่แต่ก่อนผมก็เคยลดน้ำหนักได้ถึง 8 กก. เพราะช่วงนั้นภรรยาทำเมนูสุขภาพให้กิน แต่พอน้ำหนักลดไปจริงๆ ร่างกายกลับดูเหี่ยวๆ ไม่แข็งแรง แถมยังมีคนทักว่าป่วยหรือเปล่าอีกต่างหาก”

เมื่อเป็นเช่นนั้นดิลกจึงจริงจังกับการเข้าฟิตเนส โดยเล่นทั้งเวต ทั้งออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ และเล่นโยคะตามภรรยา (ซึ่งตอนหลังเขาได้พบว่าโยคะมีประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย เพราะช่วยยืดเหยียดร่างกายไม่ให้เจ็บปวดอย่างได้ผลที่สุด) ด้วยนิสัยที่ทำอะไรจริงจัง จึงทำให้เขาเข้าฟิตเนสต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เกือบ 7 ปีแล้ว แม้ช่วงที่ต้องถ่ายละครอาจจะห่างหายจากฟิตเนสไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่ารักษาระดับไว้ได้ดี

“นอกจากดูแลด้านร่างกายแล้ว จิตใจก็สำคัญ เมื่อก่อนผมจะชอบวิตกกังวลในเรื่องครอบครัว เป็นห่วงว่า ‘ยูกิ’ (ลูกชายวัย 21 ปี) จะเรียนไหวไหม เพราะเขาเรียนหมอ และ ‘มิกิ’ (ลูกสาววัย 19 ปี) ซึ่งเรียนนิเทศศาสตร์จะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ผมเริ่มปล่อยวางมากขึ้น และทำให้มันง่ายด้วยการรับฟังลูกๆ แล้วปล่อยให้เขาทำสิ่งที่เขาต้องการ เคารพในการตัดสินใจ และยอมรับในสิ่งที่เขาเลือก แค่นี้เราก็มีความสุขมากขึ้นและไม่รู้สึกกังวลแล้วล่ะ

ปัจจุบันนี้ผมก็ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลยนะ แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับในเรื่องอายุ ยอมรับสังขารในร่างกายที่เราเป็นไปด้วย ไม่ใช่ว่าอายุ 60 แล้ว แต่ยังมาออกกำลังกายหนักๆ แบบกระชากวัย อันนี้ก็ไม่ใช่ เพราะหากร่างกายเกิดบาดเจ็บขึ้นมาก็จะเยียวยายาก เอาเป็นว่าเราต้องรู้จักใช้ศักยภาพร่างกายของเราให้เต็มที่ในการดำรงชีวิตไปตามวัยอย่างเหมาะสมจะดีกว่า”

ดิลกทิ้งท้ายว่า หลัก 3 ข้อที่เขายึดถือว่าต้องมีความสมดุลกันก็คือ การออกกำลังกายให้ได้เหงื่อเป็นประจำ การกินอาหารที่ดี และการดูแลจิตใจให้มีความสุข ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ ที่สำคัญก็คือจะต้องมีวินัยและทำต่อเนื่องกันไปตลอดชีวิต แล้วทุกคนก็จะแข็งแรงดูดีสมวัยได้เอง

 

ป๋อ-ณัฐวุฒิ เลี้ยงลูกให้เป็นฮีโร่ และมีสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470328

ป๋อ-ณัฐวุฒิ เลี้ยงลูกให้เป็นฮีโร่ และมีสุขภาพดี

โดย…กันย์

ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ ดาราและคุณพ่อลูกสอง ของน้องภู-ภูดิศ และน้องเภา-ภูมิธนินทร์ ลูกชายวัยกำลังน่ารัก 2 คน ที่ป๋ออยากเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีสุขภาพดี เพราะเด็กไทยมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพมากขึ้นด้วยสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม การจะทำให้สำเร็จก็ต้องเริ่มที่คุณพ่อคุณแม่ก่อน ที่จะต้องหาวิธีปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพให้เจ้าตัวน้อย

ในฐานะคุณพ่อ ก็อยากจุดประกายให้พ่อแม่และผู้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็กร่วมกันสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพแข็งแรง จึงเป็นที่มาให้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการ รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี มาร่วมมือกันส่งเสริม 3 สุขนิสัยสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็ก ได้แก่ การรับประทานอาหารที่หลากหลายเพิ่มผักและผลไม้ การเลือกดื่มน้ำเปล่า และการขยันขยับ ทำกิจกรรมให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว “ในฐานะที่เป็นพ่อของลูกๆ วัย 3-5 ขวบ ด้วยเหมือนกัน จะเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ในวัยนี้ เพราะมีประสบการณ์ร่วมกัน ผมจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์การเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีกับทุกคนครับ อย่างน้องภูเป็นเด็กชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย ผมจะห่วงเขาเรื่องการรับประทานอาหารให้หลากหลายมากกว่า” ป๋อ ณัฐวุฒิ กล่าว

ป๋อยังได้ฝากเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีที่ป๋อได้เรียนรู้จากโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี และจากประสบการณ์ตรงของตัวเองมาด้วย

จดจำ 3 สุขนิสัยที่ทำให้เด็กมีสุขภาพดีได้ง่ายๆ ให้ขึ้นใจ คือ 1.รับประทานอาหารที่หลากหลาย เพิ่มผักผลไม้ 2.เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวานจัด และ 3.ขยันขยับ ทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างให้กับลูก ต้องให้เวลาและความเข้าใจ เด็กวัยนี้ช่างสังเกต ช่างเลียนแบบ

“อย่างเวลาผมกับคุณเอ๋ทำอะไร น้องภูจะคอยสังเกตตลอด ทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เราทำควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ อย่างถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกอ่านหนังสือเราก็ต้องอ่านให้ลูกดู ชวนเขาอ่านหนังสือด้วยกัน ทำให้เขารู้สึกว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก ทำให้เขาเกิดความสงสัยในเรื่องรอบตัวและเราก็จะคอยตอบข้อสงสัยให้เขา ถ้าเราไม่อยากให้ลูกติดโทรศัพท์ เราก็ต้องไม่เล่นให้เห็น อย่างผมจะใช้โทรศัพท์ ผมจะไม่ใช้ตอนอยู่กับเขา

อยากให้ลูกกินผักก็ต้องกินให้ลูกดู ทำให้การกินผักเป็นเรื่องปกติ ทำให้เห็นว่าพ่อแม่กินแล้วพ่อแม่สุขภาพดีนะ เด็กก็จะอยากกินผักไปด้วย การวางแผนอนาคตให้ลูกโดยเริ่มจากการใส่ใจเรื่องสุขภาพ สุขภาพเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการต่างๆ ที่จะตามมา

ผมกับคุณเอ๋จะไม่เคยไปกะเกณฑ์ว่าอยากให้น้องภูเป็นอะไร ทำอะไรในอนาคต เพราะเชื่อว่าไม่ว่าลูกจะเลือกเป็นอะไรก็ตาม หากเขามีสุขภาพกายดี สุขภาพใจดี เขาจะพร้อมและสนุกกับการเรียนรู้และทำอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เริ่มจากการดูแลสุขภาพกาย ต้องเน้นเรื่องการกินอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเป็นหลัก เพราะเด็กวัยนี้กำลังโต ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ และการมีกิจกรรมเคลื่อนไหวออกกำลังกายก็เป็นเรื่องสำคัญ”

การให้ลูกอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด ครอบครัวเขามักเน้นกิจกรรมที่ทำเอาต์ดอร์ได้ ให้ลูกได้วิ่งกับพื้นหญ้า อย่างเวลาลูกๆ เตะบอลในสนามหญ้า เขาจะวิ่งอย่างสนุกมาก สามารถบาลานซ์ตัวเองดี ทำให้เขาเตะบอลอย่างเต็มที่ พ่อแม่ก็ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องอุบัติเหตุมากถ้าเทียบกับการวิ่งเล่นในบ้าน ลูกชอบว่ายน้ำ ว่ายประจำทุกวันไม่เคยป่วยเลย จากที่กลัวบ้างเวลาว่ายน้ำเดี๋ยวนี้มั่นใจขึ้นมาก ที่สำคัญพยายามฝึกเขาว่ายน้ำด้วยตัวเอง ให้ความใกล้ชิดกับเขา เขาก็จะอยากทำด้วยความมั่นใจ เชื่อว่าเด็กที่โตมากับธรรมชาติ เขาจะแข็งแกร่งทั้งกายและใจ

ให้เด็กสนุกกับการดูแลสุขภาพ อย่างล่าสุดให้ลูกลองปลูกผักเอง ให้โรยเมล็ดพันธุ์ผัก ให้เขาปลูกเองรดน้ำเอง เขาจะคอยดูแลผักที่เขาปลูกอย่างตั้งใจ และรู้สึกภาคภูมิใจ รอคอยที่จะเห็นผักโต จะได้นำผักที่ตัวเองปลูกมากิน เป็นการส่งเสริมให้เด็กชอบกินผักอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีการเดียวกันนี้ สามารถขยับขยายไปสู่การลงมือทำอย่างอื่นด้วยตัวเอง เช่น จากปลูกผัก ก็จะลองให้เขาได้ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ เพื่อช่วยให้เขาได้ขยับร่างกายอย่างเพียงพอ เขาก็จะมีสุขภาพกายที่แข็งแรงไปด้วย

เด็กจะเรียนรู้ได้ดีจากประสบการณ์ เขาจะจำและระวังมากขึ้นหากเจอเหตุการณ์ใดๆ ด้วยตัวเอง อย่างลูกเคยท้องผูกหนักมาก เขาเป็นมากจนอึดอัด และรู้สึกปวด ก็จะบอกลูกว่า เพราะลูกไม่กินผักไม่ดื่มน้ำนะ ถึงเป็นแบบนี้ เขาก็จะเรียนรู้ว่าถ้าไม่กินผักไม่ดื่มน้ำให้พอ เขาจะต้องรู้สึกไม่สบายแบบนี้อีก

ทุกบ้านสามารถมีฮีโร่ของครอบครัวได้เพื่อช่วยสร้างให้เด็กมีสุขภาพดี เพื่อให้เด็กสนุกกับการดูแลสุขภาพ เด็กแต่ละคนชอบฮีโร่ไม่เหมือนกัน เราสามารถหาฮีโร่ของบ้านได้โดยอาจใช้จานชามที่เป็นลายฮีโร่ในดวงใจของพวกเขามาช่วยให้เด็กรู้สึกสนุกกับการรับประทานอาหารมากขึ้น ส่วนพ่อแม่ก็ต้องช่วยดูในเรื่องของปริมาณอาหารให้พอดีในแต่ละหมวดหมู่ เพื่อให้ลูกได้สารอาหารที่ครบ อย่างถาดอาหารและถ้วยฮีโร่จากโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี พอลูกเห็นถาดอาหารที่เปลี่ยนไป หรือหน้าตาอาหารที่แปลกตาไป เขาก็จะตื่นเต้นและสนุกกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

 

สวย เป๊ะ ปัง! สวยแซ่บวัยไหนก็สร้างได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470186

สวย เป๊ะ ปัง! สวยแซ่บวัยไหนก็สร้างได้

โดย…ชุติมา-พุสดี ภาพตรีรัก : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ภาพอมรศรี : วิศิษฐ์ แถมเงิน ภาพรุ่งทิพย์ : Solitaire

“ถ้าไม่ถามกันตรงๆ ก็เดาไม่ถูกหรอกว่า (พวกเธอ) อายุเท่าไร?!!!”

ประโยคที่กลายเป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย แทบไม่มีใครปฏิเสธว่าใช้คำว่า “สวยสมวัย” กับผู้หญิงสมัยนี้ยากเสียเหลือเกิน เพราะพวกเธอดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น แล้วถ้าอัพเดทเทรนด์วงการความงามล่าสุด คือ คงความอ่อนเยาว์ให้ได้มากที่สุด ก็ยิ่งทำให้การดูแลความงามยุคใหม่มีตัวช่วยหญิงสาวมากมาย หน้าใสเด้งหุ่นดีเดาอายุ (จริง) ยากกันยิ่งขึ้นไปอีก

สามสาวสามวัย ที่ไปไหนมาไหนก็รับคำชมแบบกระหน่ำ แถมขอเคล็ดลับเรื่องความสวยเป๊ะตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมผิวเนียนสวยใสจังคะ?!!! หุ่นเซี้ยะแบบนี้ไปฟิตเนสที่ไหนเอ่ย?!! สามสาวมีคำตอบให้เก็บทิปส์ความงามกัน ใครอยากสวยแซ่บแถมแลดูอ่อนเยาว์จนน่าประหลาดใจในแบบพวกเธอกันบ้าง อะไรบ้าง ตามมาอ่านเก็บเคล็ดลับกัน

“สตรองทั้งกายและใจ”สวยสง่าสาวเลข 4

“Gravity” คำนี้แสลงใจอย่างมากสำหรับสาววัยเลข 4 อัพ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ลาแมร์ เวิร์กกิ้งมัมของลูกชายสองคน บอกพร้อมเสียงหัวเราะ แต่ก็คือคำเตือนใจให้รักษาหุ่นไว้ได้เป๊ะ ชุดออกกำลังกายโชว์หน้าท้องแบนราบดูสวยสุขภาพดี บั้นท้ายแน่นสตรองจนต้องเอ่ยปากชม และต้นแขนที่คงความเรียวและลีนช่างน่าอิจฉายิ่งนัก

อมรศรี บอกวิธีคงความงามมี 4 เคล็ดลับ โยคะคือเคล็ดลับแรก ข้อสอง จิตใจสดชื่น ข้อสาม ดูแลเรื่องอาหาร และข้อสี่การพักผ่อนและการท่องเที่ยว ก็คือปัจจัยบำรุงความงามสำหรับคุณแม่คนสวยบุคลิกเปรี้ยวปราดเปรียวคนนี้อีกด้วย

อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร

 

“ตั้งแต่เริ่มเข้าสตูดิโอโยคะ ดิฉันหลงใหลขนาดที่ว่าไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างเดียวแล้วค่ะ แต่เรียนเพื่อ Certified เป็นครูโยคะ ทำให้เราค้นพบอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือการฝึกเวิร์กเอาต์ทางร่างกาย และเวิร์กอินทางจิตใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ วันต้องฝึกๆๆ และฝึกจนขาดไม่ได้แบบนั้นนะคะ วันไหนไม่ว่างก็หาเวลาไปทำเสริมในวันอื่น ไม่เครียดว่าต้องเต็มชั่วโมง ดิฉันเน้นความสมดุลทั้ง 4 ข้อนี้ค่ะ ชีวิตจึงต้องจัดตาราง เพราะการมีลูกชายสองคนช่วงวัย 10 ขวบ บอกเลยว่าชีวิตไม่ง่ายค่ะ”

ส่วนคำว่าแรงโน้มถ่วงโลก กราวิตี้ ที่ว่า อมรศรี บอกอย่างไม่ซีเรียสพร้อมเสียงหัวเราะสิ่งนี้มาพร้อมกับผู้หญิงวัยนี้ละ ผู้หญิงสวยๆ อย่างเราก็ต้องต่อสู้กับมันสิคะ!!!

“หางตาตกเริ่มมาค่ะ แก้มเริ่มย้อย คอเริ่มเป็นเส้น นี่คือสิ่งที่เราเห็นตัวเองชัดๆ ในกระจก แต่คนอื่นไม่เห็นหรอก เพราะไม่ได้พินิจพิจารณาเราขนาดนั้น ถามว่ากลัวไหม? กลัวค่ะ โยคะช่วยได้บ้างในเรื่องแก้มย้อย เช่น ท่าเฮดสแตนด์ ก็ทำให้เลือดไหลสูบฉีดลงใบหน้า การฝืนด้วยแรงต้านก็ช่วยได้ค่ะ ส่วนคอต้องโปะครีมให้มากขึ้นจากเคยแต่ให้ความสำคัญแค่ใบหน้า ส่วนตาก็อาจจะต้องแอบสามีไปทำ (หัวเราะ) เขาเป็นฝรั่งอเมริกันไม่นิยมเรื่องศัลยกรรม

“ดิฉันคิดว่าตัวเลขวัยเลขสี่ มีผลต่อจิตใจผู้หญิงแน่นอนค่ะ ซึ่งเพื่อนๆ หลายคนบอกฉันเป็นตั้งแต่เลขสามแล้ว แต่ตอนนั้นดิฉันเริ่มชีวิตคู่กำลังมีความสุขและมีลูกชาย 2 คนวัยใกล้เคียงกันก็มีอะไรให้ทำมากมาย ไม่มีเวลาคิด พอถึงตอนอายุย่างเข้าวัยหลักสี่นี่คิดมากค่ะ บอกเลย คิดไม่ออกว่าชีวิตช่วงต่อไปจะมีอะไรให้ทำอีก มีหมดแล้ว สามี ลูก บ้านอบอุ่น แล้วจะมีอะไรให้ตื่นเต้นในชีวิตนี้อีก? ก็ต้องกลับมาขอบคุณโยคะอีกค่ะ เพราะเป็นศาสตร์ให้เราได้คิดถึงความไม่แน่นอน วันนี้เราทำท่านี้ได้ พรุ่งนี้ปวดเข่าทำไม่ได้แล้ว มันทำให้เราปลงกับร่างกายตัวเองและรู้ชัดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ชีวิตต้อง Let it go ปลดอัตตาที่มีในตัวเองทั้งหมด

อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร

“ส่วนผิวพรรณคำตอบก็คือใช้ลาแมร์มา 16 ปีแล้ว (หัวเราะ) แต่ต่อให้ใช้ครีมแพงขนาดไหนถ้าใจหดหู่ใบหน้าก็ไม่ใส สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลจิตใจค่ะ ดิฉันเลือกการอยู่กับตัวเอง ทริปล่าสุด 10
วันไปเที่ยวคนเดียวที่เบอร์ลิน แล้วปิดโซเชียลมีเดียทิ้งจากความเป็นเมีย แม่ และความเป็นลูกที่ต้องดูแลพ่อแม่ เป็นการลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำ เป็นวิธีรีเฟรชตัวเองได้ดีที่สุด กลับมาแล้วเป็นสาวขึ้นมาอีก (หัวเราะ) กล้าทำในสิ่งที่เราไม่เคยกล้าอีกหลายๆ อย่างนะคะ”

คำสารภาพสาวเลข 5  “ฉันหลงใหลในสรีระตัวเอง”

ถ้าไม่บอกคงเดาไม่ถูกเลยว่า บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี อดีตนักร้อง นักแสดงและนางแบบสาวสุดเซ็กซี่ เจ้าของเพลงฮิต “มีแฟนรึยังจ๊ะ” จะเข้าสู่วัย 50 กะรัตอย่างเต็มตัวแล้ว เพราะลำพังหน้าตาที่ยังดูอ่อนกว่าวัยยังไม่ชวนให้ตาร้อนเท่ากับเมื่อได้เห็นรูปร่างเอวบางของเธอที่เพื่อนร่วมวัยเห็นยังต้องอิจฉา วัยรุ่นเห็นยังต้องอาย ยอมแพ้ให้กับหน้าท้องที่แบนราบ เอวคอดกิ่วที่ 24 นิ้วของเธอ เห็นแล้วอดตั้งคำถามเสียงดังจนทะลุออกมานอกใจไม่ได้ว่า เธอทำได้อย่างไร?”

“เคล็ดลับของบุ๋มทั้งง่ายๆ และราคาไม่แพงเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำตัวให้มีความสุขเข้าไว้ อย่าเครียด เพราะความเครียดเป็นตัวการทำลายผิว นอกจากไม่เครียดแล้ว ด้วยความที่เราอ่านหนังสือ ศึกษาเรื่องความสวยความงามเยอะ บุ๋มพบว่าอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเราได้ความสวยมาแบบไม่ต้องลงทุนเยอะ คือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่ไปกับการดื่มน้ำมากๆ ตั้งแต่บุ๋มไปอยู่แอลเอตอนอายุ 32 ปี ชีวิตบุ๋มเปลี่ยนไปเยอะเลย เรากลายเป็นคนที่นอนเยอะ (มาก) ในวันหยุด คือเราจะไม่ตั้งนาฬิกาปลุกเลยนะ เพราะต้องการให้ร่างกายได้นอนพักแบบไม่จำกัด ฝึกตัวเองให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ พยายามลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา เพราะเป็นอีกหนึ่งตัวการทำลายผิว กิจวัตรของบุ๋มทุกเช้าหลังตื่นนอนคือ ดื่มน้ำก่อนเลย 1 แก้ว และตั้งนาฬิกาเตือนในมือถือเพื่อให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ทุก 2 ชั่วโมง”

บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี

 

นอกจากเตรียมร่างกายให้มีความพร้อมจากภายในแล้ว เธอยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 วัน ถ้าช่วงไหนต้องการความเฟิร์มเป็นพิเศษ อาจจะเข้ายิมหนักขึ้น เพราะผู้หญิงเมื่อเริ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป ระบบเผาผลาญในร่างกายไม่ดีเหมือนเก่า บางครั้งที่เห็นว่าผิวหนังดูหย่อนคล้อย ก็ไม่ใช่เพราะไขมันอย่างเดียว แต่บางครั้งเป็นน้ำที่ทำให้เราดูบวม ซึ่งน้ำเหล่านี้การจะกำจัดออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วยการลดการกินเค็ม มีระเบียบในการกินอาหาร มื้อเช้า มื้อกลางวันอาจจะกินได้เต็มที่ แต่ถ้าหลัง 6 โมง เน้นกินเฉพาะผัก ซุป ผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน

“เราอาจจะไม่ใช่คนสวยเพอร์เฟกต์ แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและมีวินัย ข้อได้เปรียบของเรา อาจเพราะเราตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก เลยไม่ต้องเครียด (หัวเราะ) ถามว่าการมีวินัยกับตัวเองทำให้ชีวิตเราบางครั้งไม่มีความสุขมั้ย ไม่นะ เพราะถ้าจะบอกว่าเราหลงใหลในเรือนร่างตัวเองก็ไม่ผิด ทุกเช้าบุ๋มจะมีความสุขกับการยืนอยู่หน้ากระจกเต็มตัว เพื่อสำรวจรูปร่างของตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นว่ารูปร่างของเรายังอยู่ในแบบที่เราต้องการ มันคือความภูมิใจนะ”

ด้วยความที่สาวๆ แต่ละคนอาจมีนิยามคำว่าหุ่นเซี๊ยะสุดปังไม่เหมือนกัน แต่สำหรับบุ๋ม ตรีรัก เธอนิยามสั้นๆ ถึงหุ่นเป๊ะในความหมายของเธอคือ หุ่นที่สมส่วน สร้างความมั่นใจให้กับเราได้ ทุกวันนี้เธอบอกว่ามีความสุขกับรูปร่างของตัวเอง เธอจะชั่งน้ำหนักทุกวัน โดยเฉลี่ยน้ำหนักจะอยู่ที่ 47-48 กิโลกรัม อวบสุดๆ คือ 49-50 กิโลกรัม ปกติแล้วเธอจะไม่ปล่อยให้ขึ้น-ลงเกินนี้ ส่วนที่เหลือก็แค่หมั่นสำรวจร่างกาย จุดที่เธอเน้นหลักๆ ว่าต้องไม่หย่อนคล้อย มีไขมันกวนใจคือ ต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา ส่วนเรื่องการศัลยกรรมเพื่อสวยทางลัด สาววัย 50 ยังแจ๋ว ย้ำชัดว่า

“เราเองฐานะปานกลาง ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ที่จะพึ่งเทคโนโลยีเพื่อย้อนวัย ขอสวยดูดีแบบประหยัดดีกว่าค่ะ”

รุ่งทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

 

“อายุเป็นเพียงตัวเลข” ความมั่นใจผู้หญิงเลข 6

“บ่อยมากๆ ค่ะ คนไม่รู้อายุจริงๆ ของเรา ก็เข้ามาถามดิฉันเป็นประจำ ก็ต้องบอกตัวเลขแบบเฮิร์ทๆ ขำๆ นะคะกับช่วงวัยนี้” รุ่งทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เซเลบริตี้นักประชาสัมพันธ์เจ้าของบริษัท ดี พร้อม คอมมิวนิเคชั่น บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่าพอเผยตัวเลขอายุไปในความรู้สึกแบบกึ่งเซ็งกึ่งแฮปปี้ ที่เซ็งเพราะทุกครั้งที่ตอบก็ต้องบอกกับตัวเองไปด้วยว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” ส่วนเรื่องแฮปปี้ก็คือประโยคเต็มไปด้วยคำชื่นชมที่ตามมา

“คนก็ชมค่ะว่าเราดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง หรือบางคนที่ถามอายุน้อยกว่าเราแต่ก็ดูสูงวัยกว่าเราอีก แต่ก็ไม่ได้บอกว่าดิฉันเพอร์เฟกต์ เพราะกว่าจะคงสภาพความอ่อนวัยไว้ให้ได้ ก็ต้องดูแลหลายอย่างทั้งสกินแคร์สำคัญมากค่ะ แต่ก็ต้องควบคู่ทั้งนวัตกรรมเป็นอีกตัวช่วย เลเซอร์ อันเทร่า โบทอกซ์ริ้วรอยบ้าง แต่ดิฉันไม่ชอบกดดันตัวเองว่าต้องสวยเป๊ะ พยายามดูแลตัวเองว่าต้องไม่มากและไม่น้อยเกินไป ทำปีละ 2 ครั้งค่ะ

“สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องการใช้ชีวิต บอกเลยว่าดิฉัน Young at Heart สมัยวัยรุ่นเคยแอบคุณพ่อ (พล.อ.ท.เฉลิม จิตตินันท์) ท่านเป็นทหารเข้มงวดหวงลูกสาวมาก ดิฉันอยากใส่ขาสั้นก็ต้องแอบใส่ ก่อนออกจากบ้านก็ใส่กระโปรงไม่สั้นมาก แต่พอออกนอกบ้านก็เปลี่ยนเป็นมินิสเกิร์ต (เล่าพลางหัวเราะชอบใจ) แต่ไม่ถึงขนาดไมโครสั้นกุดนะคะ เพราะมีคนขับรถรับส่งก็ต้องมีข้อจำกัดดูแลตัวเองบ้าง ซึ่งทุกวันนี้ดิฉันก็ยังใส่กางเกงขาสั้นอยู่นะคะ เพราะชอบจริงๆ ดิฉันชอบแต่งตัวเซ็กซี่นิดๆ แต่ไม่ใช่โป๊นะคะ อย่างเช่นเสื้อก็ชอบบ่าเดียวมากๆ รู้สึกว่าใส่แล้วสวย รสนิยมการแต่งตัวแบบนี้ขาต้องตึง ต้นแขนต้องไม่หย่อน แล้วมีเพียงวิธีเดียวค่ะ คือการออกกำลังกายอย่างหนัก เคยวิ่งบนเครื่องจนคิดว่านี่ฉันจะตายคาเครื่องไหมนี่ (หัวเราะ)

“ส่วนต้นแขนบอกเลยค่ะสาวๆ อย่าปล่อยตัว ตรงจุดนี้เอาลงยากมาก ดิฉันออกกำลังด้วยท่าครอสเทรนนิ่งทั้งท่าฉีกแขน ทั้งท่าบิดต้นแขนแรงๆ ก็ยังไม่เล็กลง แต่ถ้าไม่ทำจะน่ากลัวกว่านี้นะคะ”

ใครๆ ก็บอก รุ่งทิพย์ คือสาวสวยเท่เปรี้ยวจี๊ดระดับตัวแม่ ความสวยเฉี่ยวคือโลโก้ติดตัว มีเคล็ดลับส่วนตัวคือการแต่งหน้าสโมคกี้อาย ปากสีเข้มแมทยึดสไตล์นี้ชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร สร้างเอกลักษณ์ความงามในวัยเลข 6 แซ่บไม่รู้ลืม

 

รวมพลัง ‘พ่อ แม่’ ขับเคลื่อนสุขภาพอนาคตของชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 17:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470102

รวมพลัง ‘พ่อ แม่’ ขับเคลื่อนสุขภาพอนาคตของชาติ

โดย…วราภรณ์

รากเหง้าของปัญหาของโรคอ้วนในเด็กไทย คือ การมีสุขนิสัยต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น การกินอาหารไม่มีประโยชน์ เป็นสาเหตุต้นๆ ด้วยการคำนึงถึงปัญหานี้ ภาคเอกชนและภาครัฐบาลนำโดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) แม่งานใหญ่ในการผนึกกำลังกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกลุ่มรักลูก (บริษัท อาร์แอลจี) จัดทำโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) เพื่อจุดประกายให้พ่อแม่ และผู้มีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก เพื่อช่วยกันสร้างเยาวชนรุ่นใหม่วัย 3-12 ปีที่แข็งแรง โดยการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยสำคัญ ได้แก่ การกินอาหารให้หลากหลายเพิ่มผักผลไม้ เลือกดื่มน้ำเปล่า และขยันขยับ เคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

เด็กไทยกินอาหารให้พลังงานสูงแต่คุณภาพต่ำ

ปีนี้ถือเป็นปีแรกของการทำโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพฤติกรรมเด็กชั้นนำของไทย มาร่วมช่วยกันขับเคลื่อนการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยที่ถูกต้องแก่เยาวชน อาทิ ศ.เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีเด็กไทยจำนวนมากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง แต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ รับประทานผักผลไม้น้อย ดื่มน้ำเปล่าน้อยเกินไปต่อวัน และทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพียงวันละไม่เกิน 45-60 นาทีเท่านั้น

“การแก้ไขปัญหาเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนนี้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัญหาระดับชาติ การจัดการกับปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย   ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน พ่อแม่ หรือผู้ดูแลเด็กทุกคนต้องช่วยกัน พวกเราทุกคนต้องร่วมผนึกกำลังเพื่อส่งเสริมการปลูกฝัง 3 สุขนิสัยที่ดีให้เด็กตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานให้น้อยลง และทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น” ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าว

 

 

สร้างพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์กลายเป็นนิสัยที่ยั่งยืน

ออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพของเด็กไทยที่เราเผชิญอยู่นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และเธอเชื่อว่าการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีอย่างยั่งยืนไปตลอดชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ในปีแรกของการดำเนินโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” จึงเน้นที่การปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในเด็กตั้งแต่อายุ 3-5 ขวบ

“เราเชื่อว่าโครงการนี้จะจุดประกายการขับเคลื่อนสังคมให้ร่วมกันดูแลเยาวชนไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติให้แข็งแรง  สุขภาพของเด็กไทยอยู่ในมือของพวกเรา ขอเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังกันเพื่อเด็กสุขภาพดี เพื่ออนาคตที่ดีของสังคมไทย”

ด้าน กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์  ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) กล่าวว่า การศึกษาปัญหาและระบุ 3 สุขนิสัยที่เราต้องปลูกฝังให้เด็กทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ได้แก่ เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีความหลากหลาย และเพิ่มปริมาณผักผลไม้ การเลือกดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดให้มากขึ้น และเลือกที่จะขยันขยับ ทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เพื่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ

มื้ออาหารของฮีโร่

กลวิธีที่จะดึงดูดให้เด็กๆ มีพฤติกรรมการกินที่ดีซึ่งจะติดตัวเขาไปตอนโต หนึ่งก็คือการหาเครื่องมือที่สร้างสรรค์ “มื้ออาหารของฮีโร่” (Hero Meal) เครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นการปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมที่พึงประสงค์เหล่านี้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน กนกทิพย์ กล่าวว่า การสร้างสรรค์เครื่องมือ “มื้ออาหารของฮีโร่ (Hero Meal)” จะช่วยทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกและกระตุ้นให้เด็กๆ อยากใช้ อยากร่วมมือ ประกอบด้วย ถาดฮีโร่ ถ้วยฮีโร่ เมนูฮีโร่ สมุดฮีโร่พร้อมสติ๊กเกอร์ และข้อมูลสร้างฮีโร่ เพื่อช่วยให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี กระตุ้นการปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพดีของเด็กได้ง่ายๆ  ขณะเดียวกันก็ช่วยให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กสามารถกำหนดอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมแก่เด็กในทุกมื้อ

 

“เมนูฮีโร่เป็นเมนูที่เชฟชั้นนำของไทยหลายท่าน อาทิ เชฟดวงพร ทรงวิศวะ เชฟอภินันท์ เศวตวรรณกุล และอีกหลายๆ ท่านมาร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปรุงง่ายจากวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงที่หาได้ไม่ยาก ราคาไม่แพง และเด็กๆ ชอบ ส่วนสมุดและสติ๊กเกอร์ฮีโร่ เป็นเครื่องมือในการให้รางวัลแก่เด็ก พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กในการติดตามการสร้างพฤติกรรมสุขภาพของเด็ก และเรายังมีข้อมูลสร้างฮีโร่เป็นข้อมูลอิงหลักวิชาการที่พัฒนาขึ้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพัฒนาการเด็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้และเทคนิคแก่พ่อแม่ในการปลูกฝังพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดีให้กับเด็กๆ ในรูปแบบที่สนุก และประยุกต์ใช้ได้ง่าย โดยครอบคลุม 3 เรื่องหลักคือ เมนูสร้างสรรค์ การพัฒนาพฤติกรรมเด็ก และโภชนาการ ซึ่งเผยแพร่ทาง Facebook.com/U4HKThailand”

ปัญหาหลักเด็กไทยกินอาหารไม่หลากหลาย

นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล กล่าวถึงโครงการว่า โครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) ระดมพลังจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และองค์กรเอกชน เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดีผ่านกระบวนการ
รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ที่อาจเกิดตามมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมของเด็กๆ

“ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์ทั้งกับเด็ก ครอบครัว รวมถึงประเทศชาติของเรา เพราะพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ได้ส่งผลด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญของวินัยอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย”

ด้าน ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เป็นปัญหาของเด็กไทยว่า หลักๆ เลยคือเด็กไทยมัก
รับประทานอาหารไม่หลากหลาย ทำให้ขาดสารอาหาร และที่สำคัญคือดื่มน้ำน้อย โครงการนี้จึงเป็นการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ถูกสุขลักษณะ ให้เป็นไปในเชิงบวก รวมทั้งเรื่องของการส่งเสริมให้พ่อแม่และครูอาจารย์มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวคิด “มื้ออาหารของฮีโร่” เป็นตัวแทนของผู้ที่มีพลัง มาเติมพลังและจูงใจเด็กๆ ให้กินอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีได้ในอนาคต

 

‘กินดี’ ช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสร้างวินัยในการรับประทานอาหารให้เด็กๆ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอาหารที่ดีเปรียบเหมือนเวลาเราปลูกต้นไม้แล้วใส่ปุ๋ยดี ใช้ดินดี ทำให้ต้นไม้นั้นเติบโตแข็งแรง เด็กก็เช่นกัน หากเขาได้รับอาหารที่ดีถูกต้องตามหลักโภชนาการตั้งแต่เด็ก จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง มีพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม ซึ่งจะเสริมส่งให้เขาประสบความสำเร็จใน
ชีวิตได้

ด้าน ผศ.ดร.กิตติ สรณเจริญพงศ์ จากสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ทัศนะว่า โครงการนี้เป็นมากกว่าการลงทุนที่จะหวังผลกำไร เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

“จากการที่ผมเดินทางมาเกือบรอบโลกในฐานะนักวิจัยด้านโภชนาการ ทำให้เห็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่อยู่รอบๆ ตัวเรื่องอาหาร แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือระบบอาหารกลางวันของประเทศญี่ปุ่น ที่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะเห็นว่าอาหารกลางวันเด็กไทยมีระบบการจัดการที่ดีใกล้เคียงกัน บ้านเราอุดมสมบูรณ์กว่าหลายประเทศ เงินไม่ใช่ตัวหลักแต่ใจต้องมาก่อน ตอนนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ทีละน้อย
หลังจากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) ที่จะช่วยกันผลักดันทำสิ่งดีๆ ให้กับเด็กๆ เพราะอยากเห็นเด็กไทยมีสุขภาพดีและเป็นคนดีที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติของเราต่อไป”

‘ลูก’ จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่

ช่วงเวลาที่แม่ได้เข้าครัวและทำอาหารที่ดีและมีประโยชน์กับลูกตัวน้อยนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสำหรับลูกน้อย เชฟดวงพร ทรงวิศวะ เจ้าของรางวัลเชฟหญิงที่ดีที่สุดในเอเชียปี 2012 คือหนึ่งในเชฟที่ร่วมสร้างสรรค์เมนูฮีโร่สำหรับโครงการ กล่าวว่า สุขภาพของลูกนั้นสำคัญทั้งกายและใจ เมื่อลูกโตขึ้นจะเป็นอย่างไรก็เพราะฝีมือของพ่อแม่ในวันนี้ ถ้าอยากให้ลูกของเราโตไปแล้วมีความสุข เราต้องดูแลเขาทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจตั้งแต่วันนี้ ถือเป็นรากฐานในการใช้ชีวิตของลูกต่อไปในอนาคต ซึ่งการดูแลด้านสุขภาพของลูก ทำได้โดยการเตรียมอาหารที่ดีและมีประโยชน์ให้แก่เด็ก เช่น การสร้างสรรค์เมนูสำหรับลูกน้อยที่รวมเอาสารอาหารจากผักและผลไม้ที่หลากหลายมาคิดเป็นมื้ออาหารให้ลูกได้กิน ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับในการสร้างสรรค์เมนูให้ลูกเลยทีเดียว เพราะในอนาคตหากลูกไปเจออาหารที่แปลกๆ เขาจะได้กินได้

“การให้ลูกได้ลองกินผักชนิดต่างๆ ให้หลากหลายที่สุดเพื่อเป็นตัวเลือกให้ลูกได้ลองกิน แล้วจะเป็นผู้เลือกเองว่าจะชอบหรือไม่ชอบ การเอาเด็กเข้าครัวแล้วเด็กจะมีความใกล้ชิดกับอาหาร เขาจะมีส่วนร่วมกับอาหาร สุดท้ายเขาจะยอมกิน การเข้าครัวด้วยกันพ่อแม่จะได้สอนว่าผักอันนี้ดีอย่างไร เด็กจะได้จดจำ เช่น การใช้ดอกไม้มาปรุงอาหารเด็กจะรู้สึกตื่นเต้น เขาจะได้รู้ว่าดอกไม้ก็กินได้นะ เมนูที่พ่อแม่ควรครีเอทให้ลูกกินควรมีความสมดุล เช่น มีทั้งหมู ปลา ไข่ ผักครบ อย่างหมูต้องใส่กระดูกลงไปบ้าง เด็กจะได้รู้ว่าหมูมาจากไหน ปลาก็ต้องมีก้างด้วย เป็นต้น”

ในปีแรก โครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” (United for Healthier Kids) ได้ระดมความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเริ่มต้นที่ 4 โรงเรียนนำร่อง คือโรงเรียนอรรถวิทย์ โรงเรียนโสมาภานุสสรณ์ โรงเรียนวัดหนัง และโรงเรียนวัดปทุมวนาราม โดยมีการนำเครื่องมือต่างๆ ไปทดลองใช้กับนักเรียนอนุบาลอายุระหว่าง 3-5 ขวบที่เข้าร่วมโครงการราว 800 คน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ในระหว่างนั้นผู้เชี่ยวชาญของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะติดตามผลและประเมินปัจจัยความสำเร็จ ตลอดจนสรุปข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาพัฒนาและขยายผลโครงการในปีต่อไป ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจเพราะเด็กๆ หันมากินอาหารที่หลากหลายขึ้น