เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ใช้ความสามารถทำดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469872

เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล ใช้ความสามารถทำดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

โดย…วรธาร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เชื่อว่าคนไทยคงคุ้นหน้าหนุ่มหน้าตี๋จิตใจงามคนนี้อยู่บ้างแล้ว เขาคือ เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล  ผู้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในรูปแบบการ์ตูน ให้กับประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัยและกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บไว้เป็นที่รำลึกถึงพระองค์

หัวใจนี้อุทิศถวายพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน

เบล-เศรษฐพร กราฟฟิกดีไซเนอร์ บริษัท มิวท์ (Mute) ผู้ให้บริการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์และโฆษณาทุกประเภท มักจะใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาปักหลักวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในสไตล์การ์ตูนที่เป็นลายเส้นของเขา โดยเฉพาะบนฟุตปาทถนนด้านหน้ากระทรวงกลาโหม ตรงข้ามพระบรมหาราชวัง ให้กับประชาชนด้วยหัวใจเปี่ยมล้นความสุข

กิจกรรมนี้เขาเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2559 ถึงวันนี้ศิลปินหน้าใสวัย 28 ปี ยังคงใช้ความสามารถและความถนัดของตัวเองที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กทำความดีที่แสดงถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหาที่สุดมิได้อย่างแน่วแน่

“ตอนนี้เกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,000 คนแล้วครับ จริงๆ ตอนแรกเบลตั้งเป้าวาดแจกพี่น้องประชาชนให้ได้ 1,000 คนก็จะขอพักก่อน เพื่อดูว่าจะสามารถทำอะไรต่อไปได้บ้าง แต่พอไปวาดวันไหนๆ ผู้คนก็ยังอยากได้ ต่อคิวเข้าแถวกันเกินจำนวนกระดาษที่เตรียมไปวาดครั้งละ 100 ใบ ซึ่งในเมื่อประชาชนยังอยากได้เบลเลยวาดต่อและคงทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่จำนวนเท่าไร แต่เบลมีความสุขกับสิ่งที่ทำนี้มาก” กราฟฟิกดีไซเนอร์เผยเป้าการวาดภาพที่ตั้งไว้

ร่วมกับเอกชนเผยแพร่พระอัจฉริยภาพ

นอกจากการวาดให้กับประชาชนที่ไปสนามหลวงเพื่อกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วนักวาดภาพประกอบฝีมือดีและอารมณ์ดีคนนี้ยังได้เดินทางไปวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ให้กับประชาชนในที่ต่างๆ ที่ถูกเชิญไป พร้อมกันนั้นยังได้ร่วมกับเอกชนบางรายทำโปสการ์ดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 แจกจ่ายให้กับประชาชนในเร็วๆ นี้ด้วย

“เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเบลได้รับเชิญให้ไปวาดที่ห้างเดอะมอลล์ บางแค วาดฟรีนะครับ เป็นกิจกรรมที่ทางห้างจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 วาดตั้งแต่ 4 โมงไปจนถึง 6 โมงเย็นก็เตรียมไป 100 ใบ หมดเกลี้ยงเหมือนกัน ทุกคนมีความสุขที่ได้รูปของพระองค์ท่านกลับบ้าน เบลเองก็สุขใจปลื้มใจที่ได้ทำให้ทุกคนมีความสุข

“นอกจากนี้ เบลยังร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง วาดภาพชุด ‘ในหลวง…ในความทรงจำ’ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะเพื่อน้อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและพระเกรียติคุณของพระองค์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพปีที่ 89 วันที่ 5 ธ.ค. 2559 มีทั้งหมด 9 ภาพ อาทิ ภาพกับคุณทองแดง ภาพทรงกล้อง ภาพทรงเรือใบ ภาพทรงออกแบบเรือใบ ภาพทรงงาน ภาพทรงงานศิลปะ ภาพทรงดนตรี โดยจะมีการผลิตโปสการ์ดจำนวน 9,999 ใบ ชุดหนึ่งจะมีทั้ง 9 ภาพ แจกประชาชนที่สนามหลวงในเร็วๆ นี้” เบลเล่าถึงจับมือกับเอกชนเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9

นักวาดภาพประกอบอนาคตไกล เล่าต่อว่า ในวันที่ 17 ธ.ค. จะเดินทางไปวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้กับประชาชนที่ร้านอาหารลิตเติ้ล ทรี การ์เด้นท์ จ.นครปฐม ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงเวลาบ่าย 3 โมงโดยประมาณ หากใครที่ไปรับประทานอาหารที่ร้านก็ให้เขาวาดรูปให้ได้เลยซึ่งได้เตรียมกระดาษไปจำนวน 100 ใบ

“ร้านนี้เจ้าของร้านกับเบลรู้จักกันมาก่อน คือเขาเจอเบลในอินสตาแกรมก็ทักทายและรู้จักกัน จริงๆ แล้วเบลไปร้านนี้บ่อยแต่ไม่เคยเจอเจ้าของร้านตัวจริงสักที พอวันหนึ่งเขาเดินเข้ามาชวนและบอกว่าวันที่ 17-18 ธ.ค. มีตลาดนัดพอดี แล้วทางร้านก็ได้จัดแกลเลอรี่เพื่อรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เลยชวนผมนำผลงานมาจัดแสดงซึ่งผมก็โอเคและบอกว่าจะขอวาดรูปในหลวงให้คนที่มาในงานด้วยในวันที่ 17 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดของคุณพ่อเบลพอดี ก็จะไปตั้งแต่ 10 โมงและอยู่จนถึงบ่าย 3-4 โมง ใครที่ไปแถวนั้นก็เชิญไปรับพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ฝีมือของเบลได้ครับ”

เบล หรือที่คนรู้จักในชื่อ Painterbell เจ้าของ Instagram whitepaperand เผยต่อว่า ช่วงนี้มีงานวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เข้ามาเยอะ เนื่องจากหลายๆ ห้างและหลายๆ ที่ได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระองค์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ การวาดภาพในหลวงก็จะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ค่อยพลาดและเขาก็มักจะถูกเชิญไปวาดอยู่บ่อยๆ

วาดด้วยใจน้อมถวายในหลวง

ทั้งนี้ ภาพของการยืนวาดรูปตลอด 2-3 ชั่วโมงให้กับประชาชนที่ต่อแถวยาวเหยียดแทบไม่ได้หยุดพักในแต่ละครั้งนั้น ต้องยอมรับในหัวจิตหัวใจของศิลปินหนุ่มผู้นี้ที่เต็มไปด้วยความอดทนอย่างยิ่ง เขาไม่เคยบ่นว่าปวดและไม่เคยขอหยุดพักแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่ความมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาวาดให้ทุกคนที่ยืนรอคิวด้วยใบหน้าที่ยังสดใสไม่ได้รู้สึกถึงความเมื่อยล้าออกมา

“วันแรก (16 ต.ค.) วาด 100 ใบ รู้สึกเกร็งเหมือนกันเพราะยืนวาดไม่ถนัดอยู่แล้ว เกรงภาพจะออกมาไม่สวย แล้วคนเยอะมากช่วงนั้น วันที่ 2 (17 ต.ค.) เป็นวันหยุดเลยเอาไป 200 ใบพร้อมซองพลาสติกสำหรับใส่ วาดจนรู้สึกว่านิ้วล็อก (หัวเราะ) เลยครับ แต่ว่าหลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวได้ วาดได้คล่องโดยใช้ปากกาเมจิกสีดำวาด

“ภาพต้นแบบที่เบลเตรียมไว้มี 6 ภาพ เช่น ภาพทรงกล้อง ภาพทรงต่อเรือใบ ภาพกับคุณทองแดง ภาพเด็กน้อยนั่งถวายบังคม ฝึกวาดอยู่ 2 ชั่วโมงก็ออกจากบ้าน ไม่ยากเพราะเป็นลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเบลอยู่แล้ว โดยภาพที่ถูกขอให้วาดมากที่สุดน่าจะเป็นภาพทรงกล้องที่รายละเอียดมากกว่าภาพอื่นๆ แล้วก็มีภาพกับคุณทองแดงเด็กๆ และคนที่ชอบสุนัขมักจะให้วาด แต่ทุกครั้งที่วาดเสร็จเบลจะเขียนชื่อเล่นเจ้าของภาพและตามด้วยความคำว่า รักในหลวง เสมอ”

นักวาดภาพประกอบน้ำใจงาม เล่าว่า การที่เขาออกมาวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้กับประชาชนนั้นเป็นความตั้งใจที่อยากจะทำความดีถวายเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ โดยไม่ได้หวังในชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ แค่ทำในฐานะพสกนิกรที่จงรักภักดีคนหนึ่งเหมือนที่หลายๆ คนทำเท่านั้น

“ช่วงแรกๆ จะเห็นว่ามีจิตอาสาออกมาช่วยกันมากมาย บางคนทำอาหารมาแจกจ่ายพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน บางคนช่วยเก็บขยะ บางคนช่วยประสานงานทำความเข้าใจให้กับผู้ที่มากราบพระบรมศพ มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็รับส่งฟรี แม้แต่ดารานักแสดงก็มาช่วยกัน เบลเองก็คิดว่าไหนๆ ตั้งใจมากราบพระบรมศพและตัวเองมีความสามารถด้านวาดภาพจึงตั้งใจมาวาดภาพในหลวงในแบบฉบับตามลายเส้นของเราให้กับประชาชน

“อย่างไรก็ตาม ตอนที่ทำเบลไม่ได้คิดหรอกว่าจะต้องเป็นข่าว ก็แค่อยากวาดรูปพระองค์ท่านให้กับประชาชนเท่านั้น ไปๆ มาๆ มีสื่อมาสัมภาษณ์เยอะเลย มีเชิญไปออกรายการต่างๆ แรกๆ ก็ตกใจเหมือนกันแต่หลังๆ เริ่มปรับตัวได้ ตอนนี้ไปไหนก็มีคนจำได้ และมีงานเข้ามาเยอะ วันนี้ผมรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจมาทำตรงนี้โดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากเลย ทุกคนที่อยู่รอบตัวผม พ่อ แม่ น้องๆ เพื่อนร่วมงานก็พลอยดีใจไปด้วย”

เบลยอมรับว่า เป็นความประทับใจมากที่สุดในชีวิตเพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรเพื่อคนจำนวนมากและทำด้วยความตั้งใจและเต็มใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทว่าสิ่งที่ได้มาสุดแสนประทับใจมาก มีทั้งคำอวยพรและคำขอบคุณไม่ว่าจะจากเด็ก ผู้ใหญ่ สามารถรับรู้ได้ถึงพลังบวก โดยในวันหนึ่งฝนตกก็มีคนคอยกางร่มให้ขณะวาดรูป

“เบลรู้สึกดีจริงๆ ที่ทำให้ประชาชนคนไทยมีความสุข ขณะเดียวกันเบลเองก็ได้รับสิ่งดีๆ กลับมามากมายทั้งที่เบลไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้อะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แค่อยากทำถวายและอยากให้ทุกคนได้ภาพของพระองค์ท่านกลับบ้านไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น แต่มันเหมือนทำดีได้ดีนะ มีงานเข้ามาเยอะ สื่อเชิญไปออกรายการ ผู้คนรู้จักมากขึ้นด้วยพระบารมีของพระองค์แท้ๆ เลย ขอกราบขอบพระคุณพระอง์ท่านที่ทำให้เบลได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต”

ทรงเป็นแรงบันดาลที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

เบลยอมรับว่า ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต เขาเริ่มหันมาศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น เพราะในครั้งที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ไม่ได้ศึกษาอะไรเกี่ยวกับพระองค์มากนัก ส่วนใหญ่จะรับรู้ข้อมูลพระราชกรณียกิจตามสื่อเท่านั้น

“ยอมรับเลยว่าสมัยก่อนไม่ค่อยได้อ่านพระราชกรณียกิจของพระองค์อะไรมาก ก็เห็นตามสื่อต่างๆ บางทีดูแล้วผ่านไม่ได้ลงดีเทลหรือศึกษาข้อมูลจริงจังว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง แต่พอเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้เบลต้องกลับไปอ่านใหม่ ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์ให้มากขึ้น ยิ่งเบลวาดรูปพระองค์ท่านก็จำเป็นที่เบลต้องรู้จักพระองค์ให้มากเท่าที่จะมากได้”

ดัวยเหตุนี้ เขาจึงพยายามกลับไปดูภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงงานและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตั้งแต่สมัยที่เขายังไม่เกิด ก็ได้รู้ว่าพระองค์ทรงทำอะไรมากมายให้กับประเทศชาติและประชาชนคนไทย และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เขาเกิดความฮึกเหิมในการที่จะทำความดีต่อไป

“ตอนนี้เวลาเบลเดินไปไหนเห็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านแล้ว ยิ่งสร้างบันดาลใจให้เบลอย่างมาก พระองค์ทรงทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐให้กับประเทศชาติเยอะจนไม่อาจนับได้ เบลรู้สึกเลยว่านี่แหละคือต้นแบบที่ยิ่งใหญ่ของเบล ทุกครั้งที่เห็นพระบรมรูปของพระองค์เบลรู้สึกได้ถึงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ พระองค์คือผู้ที่เติมเต็มจิตให้เบลมีพลังในการทำงานมากขึ้นหลายเท่า”

ชีวิตตอนนี้แฮปปี้ที่สุด

เศรษฐพร เล่าว่า เวลานี้ถือเป็นช่วงที่มีความสุขในชีวิตอย่างมากเพราะทั้งงานประจำและร้านสติ๊กเกอร์ส่วนตัว John and Lulu ลงตัวที่สุด โดยกับงานประจำที่บริษัท มิวท์ ซึ่งทำมา 7 ปี ตั้งแต่เรียนจบแฮปปี้ตลอด เพื่อนร่วมงานน่ารัก หัวหน้าใจดี พนักงานไม่เยอะและอยู่กันแบบครอบครัว

“เชื่อไหมพอทุกคนรู้ว่าเบลมาวาดรูปในหลวงที่สนามหลวงชื่นชมกันใหญ่ หัวหน้าดีมากเลยถึงขนาดว่าถ้าเบลจะลางานไปวาดรูปในหลวงที่สนามหลวงก็ยังได้ เบลทำงานที่นี่ด้านกราฟฟิกดีไซน์ด้วยความสนุกมาก ทำงานอยู่หน้าคอมฯ ได้เห็นงานใหม่ๆ ดูผ่านออนไลน์ มันก็สนุกดีไม่เคยซีเรียส เพราะไม่ชอบเครียด เบลจะทำงานอย่างมีความสุข เริ่มงานตั้งแต่ 10 โมงไปจนถึง 6 โมง พอกลับมาบ้านก็มาวาดรูปสติ๊กเกอร์ของเราขายในไลน์

“คือเบลร้านมีสติ๊กเกอร์ของตัวเองชื่อ John and Lulu ซึ่งเป็นการ์ตูนที่เบลคิดขึ้นมาเอง John คือเบล ส่วน Lulu ก็หมายถึงคนใกล้ตัว เช่น น้อง เพื่อน และสัตว์เลี้ยง เช่นแมวที่เบลเลี้ยงอยู่ก็เอามาอยู่ในสติ๊กเกอร์ John and Lulu ตอนนี้มีขายถึง 3 ซีซั่นแล้ว โดยเฉพาะซีซั่น 3 เพิ่งเปิดขายมาได้ 3-4 วันนี้ สามารถโหลดได้เลยโดยเสิร์ชคำว่า Painterbell ในไลน์สติ๊กเกอร์ก็จะเห็นผลงานของเบล”

เบลพูดถึงสติ๊กเกอร์ซีซั่น 3 ของเขาว่า ค่อนข้างออกไปทางแฟชั่นนิดๆ โดยซีซั่น 1-2 รูปสติ๊กเกอร์ John and Lulu จะแต่งตัวปกติ แต่พอซีชั่น 3 ก็จะเปลี่ยนชุดเป็นแนวแฟชั่น และยังมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามา เช่น แมวที่เขาเก็บมาเลี้ยง ซึ่งเวลาวาดเขาก็จะดึงเอาคาแรกเตอร์ของของแมวออกมาเพื่อให้สติ๊กเกอร์มีมูฟเมนต์ที่ดูน่ารักน่าใช้ขึ้น

อยากรู้ว่าสติ๊กเกอร์ของเบลสวย น่ารัก น่าใช้แค่ไหนลองโหลดมาใช้ดู ง่ายๆ แค่เสิร์ชคำว่า Painterbell ในไลน์สติ๊กเกอร์คุณก็พร้อมเป็นเจ้าของทันที

 

วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์ สิ่งช่วยผ่อนคลายและแรงบันดาลใจทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469871

วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์ สิ่งช่วยผ่อนคลายและแรงบันดาลใจทำงาน

โดย…วราภรณ์ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

แพ็ค-วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์ นักบริหารหนุ่มวัย 27 ปี เขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้งและสร้างแบรนด์ธัญพืชอาหารเพื่อสุขภาพ Diamond Grains กราโนล่า สูตรคลีนสไตล์โฮมเมด ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักสุขภาพ โดยเขามีหน้าที่บริหารจัดการเรื่องการลงทุนของบริษัท

ด้วยดีกรีปริญญาตรี ด้านการค้าระหว่างประเทศ จาก University of International Business and Economics กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อนแห่งการสร้างแบรนด์ การศึกษาในประเทศที่การค้าขายเจริญรุ่งเรืองและเป็นมหาอำนาจแห่งหนึ่งของโลก ทำให้วุฒิกานต์รู้เทรนด์ของโลกโดยเฉพาะฝั่งอเมริกาที่อาหารเพื่อสุขภาพก้าวไปไกลมากกว่าเมืองไทย ประกอบกับเขาชื่นชอบกินอาหารสุขภาพอยู่แล้ว และอาหารเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกิน ดังนั้นการทำธุรกิจในหมวดอาหารดีที่สุด อีกทั้ง 5 ปีที่แล้วอาหารสุขภาพในเมืองไทยยังไม่บูม เขาจึงพัฒนาอาหารสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย ซึ่งผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะคนหันมากินอาหารเช้าเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

ลองไปดูของ 7 สิ่งที่สะท้อนแนวความคิดการใช้ชีวิตของนักบริหารรุ่นใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้ใคร

 

1 อาหารเช้า

“ก่อนทำโปรดักต์ออกมา เราทำแบบสอบถามและรู้ว่าคนไทยไม่ค่อยชอบกินอาหารเช้า แต่ถ้ามีอาหารเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย อีกทั้งยังกินง่าย ช่วยระบบขับถ่ายก็ตอบโจทย์ลูกค้า ผมคิดว่าอาหารเช้าจำเป็น เหมือนร่างกายเราหลับอยู่ พอตื่นมาปุ๊บก็ต้องทำงาน ถ้าเราขาดอาหารเช้า จะรู้สึกไม่สดชื่น ปวดหัวได้ ดังนั้นอาหารเช้าสำคัญกับผมมากครับ”

 

2 ลำโพง

“เวลาผมรู้สึกเครียดกับงาน การฟังเพลงช่วยผมผ่อนคลายได้มาก ดังนั้นคุณภาพของลำโพงสำคัญ ลำโพงตัวเก่งของผมรุ่น A2 Portable Bluetooth speaker แบรนด์แบงค์ แอนด์ โอลาฟเซ่น เวลาได้ฟังเพลงเพราะจากเครื่องเสียงดีๆ ช่วยให้ผมหายเหนื่อยได้ การฟังเพลงทำให้เหมือนเราได้หลุดออกไปอีกโลกหนึ่ง อย่างชื่อแบรนด์สินค้าของผม ก็คิดได้ตอนนั่งฟังเพลง บางทีคิดงานตลอดเราคิดไม่ออกหรอก แต่เวลาที่ได้นั่งพักผ่อนความคิดจะแล่นมาก ลำโพงอันนี้ก็สะดวกพกไปไหนก็ได้ เพลงที่ผมชอบส่วนใหญ่เป็นแนวป๊อป เพลงคลาสสิก และเพลงบรรเลงเปียโน”

 

3 รถยนต์

“ผมซื้อรถยนต์ BMW เอ็กซ์ 4 เป็นรถแวน คูเป้ ชอบเพราะไม่เหมือนเอสยูวีทั่วไป สิ่งที่ผมชอบคือศึกษาดูรุ่นของรถยนต์ เจอคันนี้รู้สึกชอบมากเพราะรูปลักษณ์ท้ายรถดูดีไซน์โค้งมนสวยงาม อีกทั้งสมรรถนะดี สามารถพาผมไปได้ทุกที่แม้ถนนจะทุลักทุเลแค่ไหน มันจะพาผมลุยไปได้ เช่น ผมต้องไปดูวัตถุดิบที่อยู่ชนบทนิดหนึ่ง ขับรถเก๋งไปไม่ได้ คันนี้สมบุกสมบันได้ ซื้อมาได้หนึ่งปีแล้ว โดยซื้อจากน้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มเทจากการทำงานของผมเองทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมาก”

 

4 ไม้กายสิทธิ์ 

“ชิ้นนี้เป็นของสะสมที่ผมได้ตอนไปเที่ยวที่ดิสนีย์แลนด์ อเมริกา ในนั้นมีสถานที่หนึ่งคือ เมืองของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สามารถใช้ไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่ ร่ายมนต์ไปตามสถานที่ต่างๆ ก็จะมีน้ำพุ่งออกมา สนุกมาก อยู่ในนั้นทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของเวทมนตร์ เหมือนที่อ่านในหนังสือเลยครับ รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก ไม้กายสิทธิ์เป็นสิ่งที่ทำให้เรารำลึกถึงถึงช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยว อีกทั้งการท่องเที่ยวยังช่วยผมเปิดมุมมองได้ไอเดียใหม่ๆ เช่น เมืองของแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีจริงๆ”

 

5 กระเป๋าสตางค์

“ชิ้นนี้แฟนซื้อให้ผมเมื่อวันคล้ายวันเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แบรนด์หลุยส์วิตตองรุ่นนี้ เป็นรุ่นที่ดีไซน์ดูเรียบๆ ใช้ได้นาน ที่แฟนซื้อให้เพราะเขาจำได้ว่าผมเคยบอกว่า อยากได้แล้วเขาก็จำ แล้วก็ซื้อให้ผมจริงๆ มันเหมือนเป็นเครื่องเตือนใจว่า แฟนผมเขาละเอียดอ่อนและใส่ใจต่อความเป็นผม เขารู้ว่าผมชอบอะไร และจดจำได้ กระเป๋าใบนี้ผมจึงรักมากและใช้ติดตัวตลอดครับ”

 

6 กระเป๋าใส่นามบัตร

“ใบนี้แฟนก็ซื้อให้ผมอีก เพราะมันเป็นลายเดียวกับกระเป๋าสตางค์หลุยส์วิตตอง  ผมเคยบอกว่า ผมอยากได้เพราะใส่นามบัตรในกระเป๋าสตางค์ก็ตุงทำให้เสียทรงเปล่าๆ ก็ถามเขาว่าทำไมซื้อให้ แฟนบอกว่าเห็นผมทำงานหนัก ซึ่งการทำธุรกิจของตัวเองยุคแรกๆ ต้องฝ่าฟันมาก กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท เราต้องทุ่มเททุกอย่างทั้งแรงกายแรงใจ พอรู้ว่าผมอยากได้แฟนก็ซื้อให้เหมือนเป็นของขวัญที่ผมทำงานหนัก ทำให้ผมรู้สึกหายเหนื่อย  มันแสดงถึงความใส่ใจ และดีตรงเป็นสิ่งที่ผมอยากได้และสามารถใช้ได้จริงๆ”

 

7 ชา

“ผมชื่นชอบการดื่มชามากๆ โดยเฉพาะมื้อหลังจากกินอาหารเช้าแล้ว ชารสที่ผมชอบมากๆ คือ อิงลิช เบรกฟาสต์ กับเอิร์ลเกรย์ยี่ห้อ 1823 Tea Lounge By Ronnefeldt  มากเพราะมีกลิ่นที่หอม ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ท้องรู้สึกสบาย รสชาตินุ่มลิ้นมากครับ จริงๆ การจิบชาเหมือนเป็นการพักผ่อนได้เหมือนกันครับ”

 

PROBLEM&FEAR Makeover

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469867

PROBLEM&FEAR Makeover

โดย…ชลญ่า

สำคัญที่ต้องดูดีจากข้างในด้วย

บุคลิกภาพทางกายเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ง่ายจากรูปร่าง หน้าตา กิริยา ท่าทาง มารยาท ภาษากายต่างๆ การแต่งตัว การพูดการจา การแสดงออกต่างๆ ตลอดจนความสะอาด สุขภาพอนามัย ฯลฯ ถ้าหน้าตาดี หุ่นดี ท่าทางดี อากัปกิริยาดีมารยาทเรียบร้อย การแต่งตัวที่ดูดีและเหมาะสมกับกาลเทศะ พูดจาดี มีจังหวะจะโคนน่าฟัง มีสัมมาคารวะ เหล่านี้เป็นต้นจะยิ่งทำให้บุคลิกภาพภายนอกดูดีมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

ทว่า การที่บุคลิกภายนอกดูดี แต่ถ้าข้างในคือในส่วนของอารมณ์และจิตใจไม่ดี มักอารมณ์เสีย ชอบคิดไม่ดีอันนำไปสู่การทำไม่ดี ก็พลอยฉุดให้ภาพลักษณ์หรือบุคลิกภายนอกดูไม่งามและไม่ดีในสายตาคนที่พบเห็นด้วย เพราะฉะนั้นบุคลิกภาพภายในจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรต้องมี และถ้ามีก็จะเสริมให้บุคลิกภาพทางกายงดงาม ดูน่าศรัทธาและเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

1.ต้องมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์โลภ โกรธ หลง ไม่ให้เกิดขึ้นในใจ หากไม่สามารถควบคุมความโลภของตนเองไว้ได้ ต่อไปก็จะเกิดการคดโกง การทุจริต การลักขโมย เบียดบัง ช่อโกง หนีภาษี หรือทำอะไรอื่นที่ผิดกฎหมาย เวลาทำอะไรก็จะหวังแต่ผลประโยชน์ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงกฎหมาย ศีลธรรม ตลอดจนจารีตประเพณี

หากเกิดอารมณ์โกรธก็จะมีอาการหงุดหงิด ขุ่นเคือง ไม่พอใจ บางทีไม่สามารถควบคุมสติ ขาดการยั้งคิดอาจทําให้การตัดสินใจผิดพลาด หรือทํางานบกพร่อง สร้างความเสียหายให้กับงาน ตัวเอง และองค์กร เป็นต้น หากอารมณ์ตกอยู่ภายใต้โมหะก็อาจหลงมัวเมาเดินในทางผิด เช่น อบายมุข สิ่งเสพติดต่างๆ ทําให้ละทิ้งหน้าที่การงานจนต้องถูกไล่ออก หรือละทิ้งครอบครัวจนอาจทําให้ครอบครัวแตกแยกในที่สุด

ในทางกลับกัน ถ้าสามารถควบคุมอารมณ์และรักษาใจตัวเองไว้ได้ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด ยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ดีต่อคนใกล้ชิดและคนรอบข้าง คนอื่นเห็นก็ชม คนที่มาคุยด้วยก็ชื่นชอบ อย่างนี้เรียกว่างามจากข้างในฉายออกมาถึงข้างนอก

2.มีทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานจะทําให้มีจิตมุ่งมั่นในการทํางาน ทุ่มเทในการทํางานทั้งร่างกายและจิตใจและพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ทํางานด้วยใจรักและทํางานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ก็ยังได้

3.มีความสามารถในการตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการตัดสินใจของตน โดยให้มุ่งองค์กรได้รับผลประโยชน์สูงสุดและเกิดความเสียหายน้อยที่สุด

ทั้งนี้ แม้บุคลิกภาพภายนอกจะดูดีแค่ไหนก็คงไม่ยั่งยืน หากตราบใดที่ภายในคือจิตใจไม่มั่นคง มีความลังเล กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าตัดสินใจ ตลอดจนมีทัศนคติไม่ดีและมักอารมณ์เสีย เช่น โกรธง่าย โมโหร้าย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เสียบุคลิกภาพและภาพลักษณ์อย่างยิ่ง

ภาพ… รอยเตอร์ส

 

บุคลิกของประธานที่นำการประชุม

ความสามารถในการนำประชุมยังเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร เนื่องจากสภาพภายในห้องประชุมจริงๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับภายในสถานที่ทำงาน เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายอย่างคล้ายๆ กัน เช่น มีหลายๆ คนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันประชุม อาจมีเรื่องของบุคลิกภาพของแต่ละคน ทัศนคติ มุมมอง ความรู้ความเข้าใจ หรืออาจมีความขัดแย้งกันอยู่ก็เป็นได้

รศ.ดร.วิทยาธร ท่อแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การเป็นประธานผู้นำประชุมจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดคือประสิทธิผลที่จะได้จากการประชุม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของคนระดับผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรในการทำหน้าที่นี้ ซึ่งต้องใช้เทควิธีการต่างๆ ที่ใช้ในการประชุมและส่วนหนึ่งที่ต้องมีคือบุคลิกภาพส่วนตัวที่สำคัญประกอบด้วย

1.การมีภาวะผู้นำ เป็นคุณลักษณะที่มีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นในทางบวก ทำให้เกิดพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุม

2.มีความมั่นใจในตนเอง โดยผู้นำการประชุมต้องศึกษารายละเอียดของหนังสือเชิญประชุม กำหนดการประชุม รวมถึงวาระการประชุมอย่างดี และมั่นใจว่าจะสามารถบริหารการประชุมให้สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการประชุม ทั้งนี้ อากัปกิริยา ท่าทาง น้ำเสียง คำพูด และสายตาของประธานที่ประสานกับสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจะเป็นดัชนีชี้ความมั่นใจได้อย่างดี

3.มีทักษะในการคิดและวิเคราะห์ โดยมีความชัดเจนในขั้นตอนการคิด วิเคราะห์ และการตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ตลอดจนสามารถสรุปประเด็นและสรุปกิจกรรมในแต่ละวาระการประชุม พร้อมทั้งทำการมอบหมายงานได้อย่างถูกต้องและชัดเจน

4.มีความยุติธรรม กล่าวคือมีความเป็นธรรมในการให้โอกาสแก่สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ได้แสดงความคิดเห็นโดยเสรี รวมถึงมีความยุติธรรมในการตัดสินใจมอบหมายกิจกรรมต่างๆ

5.มีความสุขุมนุ่มลึก โดยต้องพยายามควบคุมตนเองให้ปราศจากความเอนเอียงไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่มีอารมณ์โกรธฉุนเฉียว แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาร้ายแรงขององค์กรก็สามารถใช้ความเยือกเย็นและสมาธิเข้าคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยปราศจากความตื่นตระหนก

6.มีทักษะในการสื่อสาร นำเสนอประเด็นผ่านสื่อการพูด สื่ออื่นตามความเหมาะสม มีทักษะในการสรุปประเด็นให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย รวมถึงการสั่งการที่กระชับ การตัดบทไม่เยิ่นเย้อ และควรมีทักษะในการฟังจากผู้เข้าร่วมประชุมที่อาจจะมีวิธีการพูดในรูปแบบต่างๆ

 

Love Co Workers

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469865

Love Co Workers

โดย…วราภรณ์

ทำงานต้องมีสติ

ประเด็นที่ จันทนา สุขุมานนท์ อดีตรองประธานบริหารการตลาดและงานขาย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง ได้กล่าวถึงหนักๆ ในการทำงานของสุภาพสตรี ในคอร์สการฝึกอบรม “สตรี คือ สติ” ที่จัดโดย เสถียรธรรมสถาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือ ทำงานต้องมีสติ งานนี้เป็นหนึ่งในโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต สตรีวัยทำงาน สู่ความสุขทุกมิติ ด้วยการเสริมสร้างสติและปัญญา เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำในการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับสตรีวัยทำงานโดยมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมในโครงการนี้กว่า 400 องค์กร

จันทนา กล่าวว่า สมัยก่อนผู้หญิงจะไม่ค่อยได้รับการโปรโมทในตำแหน่งบริหารระดับสูง แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ผู้หญิงก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งระดับสูงในองค์กรต่างๆ เพิ่มมากขึ้น อย่างตัวเองก็เป็นผู้หญิงที่ทำงานในวงการของผู้ชาย ซึ่งส่วนมากผู้หญิงจะถูกมองว่า ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ดังนั้นเราจึงต้องฝึกฝนในเรื่องของการมีสติ เพราะสติแปลว่า ต้องรู้ตัว เพื่อให้มีสติเป็นเครื่องเหนี่ยวนำจิตใจ รวมทั้งใช้อารมณ์ให้น้อยลง และใช้เหตุผลมาถ่วงดุลแทน ซึ่งการอบรมคอร์สนี้ได้ออกแบบเนื้อหาต่างๆ ให้ครอบคลุมและเรียนรู้ในทุกมิติ เหมือนเป็นการล้างใจของตัวเอง เพื่อจะได้รับสิ่งใหม่ๆ เข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง และกลายเป็นผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มีสติอยู่กับตัว และมีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นคนที่ดีคู่สังคมด้วย

ด้าน นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร สสส. เผยหัวใจหลักของการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่คนในองค์กร คือ องค์ความรู้และการจัดการ โดยพบว่า บันไดสู่องค์กรสุขภาวะ ประกอบด้วยความสุข 8 ประการ หรือ  Happy 8 คือ Happy Body สุขภาพดี Happy Heart น้ำใจงาม Happy Relax การผ่อนคลาย Happy Brain หาความรู้ Happy Soul มีคุณธรรม Happy Money บริหารการเงิน Happy Family ครอบครัวดี และ Happy Society สังคมดี

โดยแนวทางการเสริมสร้างสุขภาวะสตรีวัยทำงานต้องทำคู่ขนาน 2 ด้าน คือ การสร้างการรับรู้และทัศนคติที่ดีในการพัฒนาคุณภาพแรงงานสตรีทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และกระทรวงแรงงาน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทและลักษณะงานที่แตกต่างกัน และการส่งเสริมให้สถานประกอบการปรับปรุงสิ่งที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีในที่ทำงานสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร ที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาสุขภาพกายและจิตที่สตรีอีกด้วย

 

เพิ่มไฟในการทำงาน

เคยไหมที่ทำงานไปได้สักระยะหนึ่งแล้วจะเกิดการอ่อนล้า หมดไฟ ควาามท้าทายและความกระตือรือร้นในการทำงานหายไป หรือมีเรื่องมาทำให้หมดกำลังใจในบางครั้ง หากเรากำลังประสบสภาวะเช่นนั้นอยู่ เราต้องปรับแนวคิดและตั้งเป้าหมายใหม่ เพื่อจุดไฟขึ้นในตัวอีกครั้งหนึ่ง

JobThai.com มีคำแนะนำเพื่อการขับเคลื่อนตัวคุณให้ก้าวต่อไปในวันที่รู้สึกเหมือนหมดไฟในการทำงาน

1.ไม่มีใครช่วยคุณได้ นอกจากคุณ จำเอาไว้ว่าทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในหน้าที่การงาน ส่วนหนึ่งมันมาจากผลงานและการกระทำของคุณในขณะปัจจุบัน ปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นยืนด้วยความเชื่อมั่น คำนวณความเสี่ยง และเดินเข้าหาโอกาสที่คุณคิดว่าสมควรจะได้รับ แต่ต้องมีความพอดี ไม่ดิ้นรนหรือทะเยอทะยานจนเกินไป หากมีเพื่อนสนิทหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำคุณด้วยก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

2.ไม่ยอมแพ้ การยอมแพ้เป็นสิ่งที่อันตราย มันจะทำลายความเป็นมืออาชีพของคุณ ไม่ว่าคุณจะต้องเจอกับแรงกดดันต่างๆ ที่คอยบั่นทอนความหวัง จนเลิกคว้าโอกาส แต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณว่าจะยอมแพ้หรือมองมันเป็นแรงผลักดันในการก้าวต่อไป

3.เลือกที่จะสู้ หากมีเพื่อนร่วมงานที่มองคุณเป็นคู่แข่งขัน หรือมีหัวหน้างานที่คอยจับผิดอยู่ทุกเวลา สถานการณ์แบบนี้ย่อมสร้างความลำบากให้ชีวิตการทำงาน และคุณก็เลี่ยงมันได้ยาก คุณต้องวางตัวให้ดี และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเข้าไปทะเลาะด้วย สิ่งที่คุณต้องสู้คือใจตัวเอง อย่าเสียเวลาหรือพลังงานไปกับคนเหล่านั้น ตั้งใจทำงานในส่วนของเราให้เต็มที่ โดยให้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากงานเป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวคุณ

4.ไม่เปรียบเทียบกับใคร หลายคนมักรู้สึกไม่ดีเมื่อเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องแต่งกาย รถยนต์ ที่อยู่อาศัย รวมถึงอาชีพการงาน และเมื่ออยู่ในสถานที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานของคุณย่อมมีคนที่มีความสามารถหลากหลายระดับ คุณอาจรู้สึกชื่นชมคนที่เก่งกว่า หรือทำงานได้ดีกว่า ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีหากจะใช้ความชื่นชมที่มีนั้นกระตุ้นตัวเองสู่ความสำเร็จ แต่หากการชื่นชมเปลี่ยนเป็นการเปรียบเทียบ มันจะหันกลับมาบั่นทอนจิตใจตัวเองได้

5.อย่ากดดันตัวเอง คุณต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ และสร้างเป้าหมายเพื่อที่จะผลักดันให้ก้าวต่อไป หาแรงบันดาลใจใหม่ และพยายามทำในสิ่งที่คุณอยากทำ หากคุณต้องการที่จะไปถึงจุดหมายก็ต้องพบกับอุปสรรคและความยากลำบาก อย่าให้ความกดดันทำให้คุณก้าวไปไหนไม่ได้ ใช้การแข่งขันและโอกาสที่ผ่านมาเพื่อเรียนรู้และพัฒนา เลิกบ่นหรือเอาแต่หาข้อเสียที่เกิดขึ้น เพราะมันจะทำให้คุณหมดกำลังใจ

6.พัฒนาความสามารถให้หลากหลาย การมีความสามารถหลายด้านในตัวเองเป็นเรื่องที่ดี เตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่าอย่าท้อ คุณต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความได้เปรียบในชีวิตการทำงาน ถ้าคุณมีทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนาให้ตัวเองทำงานได้หลากหลายขึ้น คนอื่นๆ ในที่ทำงานย่อมต้องสังเกตเห็นพัฒนาการ ซึ่งมันจะช่วยส่งเสริมให้คุณก้าวหน้าได้เร็วขึ้นและมั่นคง

7.หาสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด ถ้าเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้คุณหมดไฟในการทำงาน คือ คุณมีความสนใจในเรื่องใหม่ๆ แล้ว ก็อาจจะหมายถึงการต้องเปลี่ยนแปลง การยอมจำใจอยู่ที่เดิมเพื่อทำงานที่ไม่เหมาะสมกับตัวคุณคงไม่ใช่เรื่องดี หากได้ทำในสิ่งที่รักจะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม แม้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในกรอบเวลาที่คาดหวังไว้ แต่ยิ่งมุ่งมั่นก้าวไปบนเส้นทางที่เป็นของตัวเอง คุณจะมีโอกาสเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย และจะได้โบนัสพิเศษ คือ การมีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วัน เมื่อได้ทำในสิ่งที่ชอบอย่างแท้จริง

 

Money Better

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469864

Money Better

โดย…โยโมทาโร่

จัดการอารมณ์ที่ทำงาน

ในสายงานบางตำแหน่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนังหน้าไฟรองรับอารมณ์คนอยู่ตลอดเวลา เช่น งานคอลเซ็นเตอร์ งานฝ่ายบัญชี งานแผนกดูแลลูกค้า ซึ่งจะต้องเจอกับคนที่มาติดต่อด้วยปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ทำงานที่ต้องเจอกับผู้คนมากมาย แต่ก็อาจจะได้เจอกับเพื่อนร่วมงานที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนพาให้คุณหัวเสีย วิธีจัดการเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ ซึ่งทำให้คุณต้องกลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนอื่น การบริหารความฉลาดทางอารมณ์จะช่วยให้คุณผ่านพ้นสถานการณ์แบบนี้ไปได้

มองให้เป็นเรื่องตลก

คนอารมณ์เสียง่ายมักเก็บเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นอารมณ์เสมอ และที่แย่กว่าก็คือพวกเขามักจะเห็นคนอื่นเป็นที่ระบายอารมณ์ อารมณ์โกรธ ขุ่นมัว สามารถถ่ายทอดให้กันได้ราวกับโรคร้ายทางใจ แต่หากคุณใช้ภูมิต้านทานมองให้เป็นเรื่องตลก เช่น “นายคนนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ” หรือ “ป้าคนนี้หัวเสียอะไรมากมายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แก้ไขได้ง่ายๆ สงสัยจะเข้าวัยทอง” หรือ “สงสัยแฟนเพิ่งทิ้งมาเมื่อคืน” มองให้เป็นเรื่องขบขันในใจและคุณจะไม่อารมณ์เสียไปตามเกมของพวกเขา วิธีแบบนี้เป็นการดูหมิ่นคนหรือไม่ ถ้าจะผิดก็ผิดแค่ทางใจ ตราบใดที่ไม่แสดงออกทางกายก็ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน

เมตตาให้มาก

บางคนสามารถทำให้คุณอารมณ์เสียได้ ด้วยคำพูดถากถาง ล้อเลียน ทำให้คุณอับอาย หัวเสียหรือภาษาวัยรุ่นเรียกว่าหัวร้อน ให้ใช้ความเมตตากับคนเหล่านี้ให้มาก เพราะงานวิจัยจิตวิทยาล้วนบอกตรงกันว่า คนที่ชอบล้อเลียน ถากถางผู้อื่นให้อับอายนั้น มักจะมีปมด้อยในครอบครัว เช่น พ่อแม่แยกทาง คุณพ่อดุและเคี่ยวเข็ญมากเกินไป มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นประจำ คนในครอบครัวมักต่อว่าด่าทอให้เกิดความบอบช้ำทางใจ พวกเขาจึงลดปมด้อยของตัวด้วยการมีนิสัย ล้อเลียนผู้อื่น พูดจาถากถาง ตะโกนด่าผู้อื่นอับอายเพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองดูดี บางคนหนักถึงขั้นสามารถพูดชมตัวเองต่อหน้าคนอื่นได้ หากเจอบุคคลเหล่านี้ควรใช้หลักเมตตาเห็นใจพวกเขาให้มาก และอวยพรให้พวกเขาได้ไปอยู่ในสถานที่ดีๆ กับพวกเขาโดยเฉพาะ

จัดการด้วยคำพูด

แม้ว่าคุณจะเป็นคนที่มีอีคิวสูงแต่หากเจอสถานการณ์เหล่านี้ทุกวันก็คงไม่ไหว ดังนั้นการลดสถานการณ์ชวนอารมณ์เสียด้วยการพูดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในสคริปต์ของคนที่ทำงานคอลเซ็นเตอร์ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงานลูกค้า โดยตรงมักจะแนะนำให้ลดอารมณ์คุกรุ่นของอีกฝ่ายด้วยการพูดว่า “เรารับเรื่องไว้แล้วเดี๋ยวจะรีบจัดการปัญหาให้ค่ะ/ครับ” เป็นการให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา “ตอนนี้เราพบสาเหตุแล้วกำลังดำเนินการแก้ไขให้แล้วจะติดต่อกลับไป” เป็นการถ่วงให้เวลาช่วยทำให้อารมณ์อีกฝ่ายสงบลงแต่ถ้าคุณไม่ติดต่อกลับไปอารมณ์โกรธของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว “เชิญนั่งพักดื่มน้ำก่อนแล้วเดี๋ยวทางเราจะเข้าไปสอบถามปัญหานะคะ/ครับ” เป็นการบอกให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวว่าเขาอยู่ในอารมณ์โกรธมากเกินไปทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง การพูดโต้ตอบอย่างถูกต้องไม่เพียงแต่จะไม่ทำให้สถานการณ์เย็นลงแต่ยังช่วยให้คุณไม่ต้องรองรับอารมณ์คนและยังหาทางแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย

 

3 สิ่งที่ควรลดในปี 2560

ใกล้จะสิ้นปี 2559 กันแล้วหลายคนเริ่มกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ ในปีที่ผ่านมาแล้วตั้งเป้าหมายใหม่ในชีวิต แต่เราเชื่อว่าเกือบทุกคนมักจะตั้งเป้าทุกอย่างให้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหารายได้ให้มากขึ้น เที่ยวให้บ่อยขึ้น หรือหาเวลาดูแลคนที่รักมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดี แต่ส่วนมากแล้วเราแทบจะไม่เคยตั้งเป้าการลดเลยนอกจากเรื่องน้ำหนักตัว และนี่คือสิ่งที่เราแนะนำให้ลดในปี 2560

ลดการใช้โซเชียลมีเดีย

เชื่อไหมว่าในเวลา 24 ชั่วโมง เราใช้เวลาจ้องมองสมาร์ทโฟนไม่ต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย เวลาเหล่านี้หมดไปกับการแชต การอ่านข่าวดราม่า การหาสินค้า และการดูไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย หากคุณลดเวลาการดูให้เหลือเท่าที่จำเป็นคุณจะมีเวลาเพิ่มขึ้นไปกับการทำงานหรืออ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์ คุณอาจจะแย้งว่าแล้วการอ่านสาระในโซเชียลมีเดียที่แชร์ต่อๆ กันมานั้นไม่ดีหรือ การอ่านสาระในโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ดี แต่สาระนั้นเป็นเพียงการคัดย่อ ซึ่งจะทำให้คุณรู้แต่ผลที่จะเกิด แต่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไรอันจะนำสู่องค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ และที่สำคัญที่สุดสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นสาระนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน หากคุณนิยมอ่านในสมาร์ทโฟนจริงๆ เราแนะนำเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ซึ่งคุณจะได้องค์ความรู้แบบเต็มๆใกล้เคียงกับการอ่านหนังสือมากที่สุด

ลดสิ่งที่ทำร้ายร่างกาย

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักจะทำร้ายตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ทำร้ายด้วยการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ บ้างก็ทำร้ายตัวเองด้วยการรับประทานอาหารหวานจัด เค็มจัด หรือทำร้ายตัวเองด้วยการอดหลับอดนอนดูซีรี่ส์จนดึกดื่นและฝืนตื่นแต่เช้า เราทำร้ายตัวเองทุกวันปีใหม่ที่จะถึงนี้ลองตั้งเป้าการลดสิ่งเหล่านี้ดูเพื่อชีวิตที่ยืนยาว ส่วนเรื่องการลดน้ำหนักหากพยายามมาแล้วหลายปีก็ทำไม่ได้ปีนี้ก็ขอให้ลดต่อไป แต่อย่าไปประกาศให้ใครรู้ก็พอ เผื่อว่าทำไม่ได้ตามเป้าคำพูดนั้นจะได้ไม่ย้อนกลับมาทำร้ายจิตใจเราเอง

ลดการใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย

เรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราใช้เงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย เช่น การซื้อกาแฟแก้วละ 30 บาท การซื้อขนมวันละ 50 บาท รายได้ที่ดูไม่มากในแต่ละวันแต่เมื่อรวมกันทั้งเดือนคุณอาจจะพบว่าเป็นรายจ่ายมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งเดือน ซึ่งคุณสามารถนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้เกิดผลงอกเงย เช่น หากคุณชอบการดื่มกาแฟจริงๆ คุณอาจลงทุนจะซื้อเครื่องชงกาแฟติดบ้านสักชุด จะช่วยลดค่ากาแฟต่อวันในระยะยาว และเหลือเงินไปทำอย่างอื่นที่คุณอยากจะทำได้มากขึ้น

 

แชร์ประสบการณ์ 1 วัน ที่ฉันเป็นเชฟทำซูชิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469862

แชร์ประสบการณ์ 1 วัน ที่ฉันเป็นเชฟทำซูชิ

โดย…วรจรรย์ แสงเงิน

“อาหารญี่ปุ่น” เป็นที่นิยมเพราะความที่รสชาติอร่อย และยังมีหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย “ซูชิ” ก็เป็นหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นแถวหน้าที่รู้จักกันทั่วโลก ข้าวญี่ปุ่นและเนื้อปลาหรืออาหารทะเลสดๆ จัดแต่งเป็นชิ้นพอดีคำ ได้กลิ่นหอมวาซาบิเตะจมูก แตะโชยุนิดนึงเพิ่มรสชาติ เรียกได้ว่าเป็นความอร่อยที่เรียบง่าย ไม่ต้องปรุงแต่งหลายขั้นตอนเลย

แต่รู้หรือไม่ ว่ากว่าจะมาเป็นซูชิให้เราทานกันเนี่ย มันไม่ได้ง่ายแค่เอาเนื้อปลามาโปะบนข้าวนะคะ เร็วๆ นี้เราเพิ่งมีโอกาสได้ไปร่วมเวิร์กช็อป เรียนทำซูชิที่ Shinminato Sushi Academy ที่จังหวัดโทยามา ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่นมาค่ะ เลยขอนำประสบการณ์และความรู้กลับมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

Shinminato Sushi Academy หรือชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า &>6032;&>8234;&<2377;&<2375;&>2654; (Shinminato Sushi Juku) นี้ เพิ่งก่อตั้งมาเมื่อปีที่แล้ว (2015) นี่เอง เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองท่าเรือ จับซีฟู้ดสดๆ ใหม่ๆ มาได้ทุกวัน ชาวบ้านแถวนี้เลยประกอบอาชีพชาวประมงกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของโรงเรียนเห็นว่าในเมื่อคนเปิดร้านซูชิเยอะและ แต่ยังไม่มีคนเปิดโรงเรียนสอนทำซูชิ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ จึงได้เริ่มเปิดโรงเรียนขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่โรงเรียนแบบเต็มรูปแบบ ออกแนวร้านซูชิที่เปิดโอกาสให้แขกได้ลองทำด้วยตัวเอง เป็นเวิร์กช็อปสั้นๆ เสียมากกว่า แต่ก็ทำให้ที่นี่กลายเป็นที่นิยมในบรรดานักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับคอร์สของที่นี่ เริ่มเปิดคลาสได้ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ค่าเรียนก็มีให้เลือกหลายราคา ทั้งทำซูชิ 8 ชิ้น/2,800 เยน/คนทำซูชิ 10 ชิ้น/3,500 เยน/คน ทำซูชิ 12 ชิ้น/7,000 เยน/คน ในวันนั้นเราได้ทดลองทำเซต 10 ชิ้น เริ่มแรกคือ เมื่อมาถึงทางโรงเรียน เจ้าหน้าที่ก็จะเอาเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่น (ฮัปปิ) มาให้ใส่ เพื่อสร้างบรรยากาศสนุกสนาน เหมาะสำหรับถ่ายรูปเล่นวอร์มอัพก่อน จากนั้นอาจารย์ก็จะจัดเตรียมวัตถุดิบในการทำไว้บนโต๊ะ ประกอบไปด้วย ข้าวสวย และเนื้อปลาชนิดต่างๆ แล่สำเร็จไว้แล้ว และวาซาบิ ทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย จากนั้นใส่ถุงมือพลาสติก แล้วฉีดน้ำยากันข้าวติดมืออีกชั้นเป็นการเตรียมความพร้อม

เริ่มจากการปั้นข้าวเป็นก้อนเสียก่อน โดยข้าวที่หยิบขึ้นมานั้นต้องมีน้ำหนัก20 กรัม (อาจารย์ให้เครื่องชั่งมาวางไว้ข้างๆ ทุกคนเลยค่ะ) บีบหลวมๆ ให้เป็นก้อนยาวๆ ไม่ต้องให้แน่นมาก เพราะความอร่อยของซูชิอยู่ที่ข้าวนุ่มๆ ไม่อัดแน่นแบบโอนิกิริ (ข้าวปั้นสามเหลี่ยม) จากนั้นหยิบเนื้อปลาขึ้นมา ใช้นิ้วป้ายวาซาบิทาลงไป มากน้อยแล้วแต่ความชอบ แล้ววางลงบนก้อนข้าว จัดแต่งให้สวยงาม เท่านี้ก็ได้ซูชิ 1 ชิ้นแล้วล่ะ สำหรับชิ้นที่รูปร่างแปลกออกไปอย่างไข่ปลาหรือไข่หวาน ก็จะมีการเอาสาหร่ายมาพันรอบๆ ด้วย

และอาจารย์ยังได้ให้ความรู้เราเพิ่มเติม เช่น คำถามที่ว่า “ทำไมเชฟซูชิของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ถึงเป็นผู้ชาย” คำตอบคือ “จริงๆ แล้วไม่มีกฎห้ามผู้หญิงทำซูชิ เพียงแต่ว่าโดยธรรมชาติแล้วอุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงจะอุ่นกว่าผู้ชายดังนั้นเวลาหยิบจับเนื้อปลาสด อาจจะทำให้รสชาติเปลี่ยนได้นั่นเอง ผู้หญิงเลยไม่นิยมเป็นเชฟซูชิ”

 

“กว่าจะเป็นเชฟซูชิที่เก่งได้ ต้องใช้เวลาฝึกฝนกี่ปี” อาจารย์ตอบว่า “อย่างน้อยต้องสั่งสมประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป ถึงจะเก่ง อย่างตัวอาจารย์เองนี่ก็ทำขายในร้านมา 45 ปีแล้ว”

“ทำไมถึงต้องใส่วาซาบิลงในซูชิ” อาจารย์ตอบว่า “นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว วาซาบิยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจากอาหารสดอีกด้วย”

เรียกได้ว่าไปเรียนคราวนี้ไม่ใช่แค่อร่อยและสนุกเท่านั้น แต่ยังได้ความรู้กลับมาอีกเพียบ สำหรับคนที่อยากชมบรรยากาศในการเรียนแบบวิดีโอ ก็เข้าไปชมที่ช่อง youtube @Reiko.ws หรือในเพจ facebook Reiko.ws ได้เลยค่ะ และคนที่อยากไปลองสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเองบ้าง ก็ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sushiacademy.toyama.jp เลยค่ะ การเดินทางใช้เวลา 45 นาทีจากสนามบินโทยามาด้วยรถยนต์ หรือใช้เวลา 20 นาทีจากสถานีชินคันเซนชินโทยามา เราคิดว่าเดินทางด้วยรถยนต์น่าจะสะดวกที่สุด ดังนั้นใครจะไปก็ขอแนะนำให้เช่ารถยนต์ขับไปนะคะ เดี๋ยวนี้บริการรถเช่าในญี่ปุ่นมีมากมาย แถมยังขับง่าย เพราะพวงมาลัยอยู่ข้างเดียวกับเมืองไทย ถนนก็โล่งไม่ค่อยมีมอเตอร์ไซค์ด้วย ไปเป็นกลุ่มหลายๆ คนน่าจะสนุกดีหวังว่าจะพอเป็นตัวเลือกในทริปครั้งต่อไปให้ทุกคนได้นะคะ

 

ชาญชรา ก้าวสู่สังคมสูงวัยด้วยปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469688

ชาญชรา ก้าวสู่สังคมสูงวัยด้วยปัญญา

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เป็นไทพับลิชชิ่ง/อนุชิต นิ่มตลุง

เมื่อโครงสร้างอายุของประชากรกำลังเปลี่ยนไปทั้งสังคมโลกและสังคมไทย อาจทำให้คำว่า “บั้นปลายชีวิต” เปลี่ยนไปจากความรับรู้เดิม อันที่จริงสังคมไทยถูกจัดให้เป็นสังคมสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 2547 และตามหลักสถิติเราก็สามารถประมาณการได้ว่า ภายในปี 2574 หรืออีกไม่เกิน 15 ปีจากนี้ สังคมไทยจะถูกยกระดับเป็น “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” (Aged Society) สัดส่วนประชากรผู้สูงวัยคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด!

“ชาญชรา” เป็นหนังสือเล่มแรกในชุดผลึกความรู้ ชุดงานวิจัยฉบับเคี้ยวง่าย ภายใต้การพัฒนาระบบหนังสือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยคัดสรรในชุดโครงการ “มิติทางเศรษฐกิจของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร” ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยจากหลายสถาบันที่ได้พยายามเชื่อมโยงให้เห็นปัญหาในทุกมิติ สร้างความตื่นรู้ ขณะเดียวกันคือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ หนึ่งในทีมนักเขียน เล่าว่า หนังสือชาญชราจับประเด็นเรื่องสังคมสูงวัย โดยใช้บทสัมภาษณ์เป็นกลวิธีเล่าเรื่อง ผู้สัมภาษณ์มี 2 คน ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์คือ ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยที่ติดตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรมาอย่างต่อเนื่อง

วีรพงษ์

 

นั่นก็เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านงานวิจัยได้ง่ายขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการนำงานวิจัย “ลงจากหิ้ง” ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดของหนังสือชุดนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือจึงถูกจัดทำให้บางที่สุด เล็กที่สุด เบาที่สุด เพื่อทำให้มันถูกอ่าน เพื่อที่หนังสือจะได้ทำความเข้าใจกับผู้คนในสิ่งที่มีความสำคัญต่อไป

“หน้าที่ของชาญชราก็คือการเปิดประเด็นหรือเปิดบทสนทนาของคนในสังคมถึงเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ทั้งหมดถูกย่อยในรูปแบบของบทสัมภาษณ์ที่บางๆ เบาๆ อ่านง่าย ฝ่ายหนึ่งถาม อีกฝ่ายหนึ่งตอบ ย่อยประเด็นองค์ความรู้ของงานวิจัยที่ถูกบดละเอียด เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย คนทั่วไปอ่านแล้วไม่หนักเกินไป”

ศ.ดร.วรเวศม์ ผู้ให้สัมภาษณ์ เล่าว่า ไทยกำลังมีประชากรวัยทำงานมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา คิดเป็น 48 ล้านคน หรือ 71.4% ของประชากรทั้งหมดในปี 2014 ขณะที่อาเซียนจะมีกำลังแรงงานอายุ 15-64 ปี จำนวนมากที่สุดราว 500 ล้านคน ในปี 2050 ข้อท้าทายสำหรับไทยก็คือ เราจะสามารถพัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อเพิ่มผลผลิตของประเทศไทยได้อย่างไร ในเมื่อไทยกำลังจะเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในอาเซียนในอีก 15 ปีข้างหน้า

“อัตราการเติบโตของประชากรสูงวัยของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 2 เท่าในอีก 15 ปีข้างหน้า จึงมีความสำคัญมากที่ประชากรของเราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ทั้งในมิติของการเงิน การออม และในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข” ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าว

 

ลองมองดูชีวิตของคนคนหนึ่งที่จะต้องมีลมหายใจอยู่ต่อไปอีกนานหลังเกษียณ เมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรา อะไรคือความมั่นคงทางการเงิน เงินออมของตัวเองหรือเงินเกื้อหนุนจากบุตรหลาน เงินบำนาญหรือเงินสงเคราะห์จากรัฐ จะดีกว่าหรือไม่หากทุกฝ่ายมาช่วยกันมองใหม่รื้อใหม่ในทุกมิติ สังคมสูงวัยในอนาคตกำลังต้องการการสร้างกรอบและกติกาใหม่ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตวัยชรา

“จะเห็นว่าคนที่เกษียณตอนอายุ 55-60 ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวกันอยู่เลย แล้วเขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน ตรงนี้เป็นผลกระทบอย่างหนึ่ง บางทีอาจต้องมีการปรับสมดุลใหม่ระหว่างชีวิตวัยทำงานกับชีวิตหลังเกษียณ เพราะต่อจากนี้ไป ช่วงเวลาที่คุณอยากจะเอนจอยไลฟ์หลังเกษียณ มันอาจจะนานเป็นพิเศษ”

สุดท้ายแล้วคือการสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี ส่งเสริมการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการออม การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเมื่อสูงวัย อีกทั้งควรจะสร้างงานที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยังคงมีความสามารถหรือมีรายได้ เพื่อดูแลตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป สุดท้ายแล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของคนอื่น หากคือเรื่องของเรา เรื่องของคนอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกคน

“ชาญชรา” หากมัวรอให้ถึงวันนั้นวัยนั้น โดยไม่คิดเตรียมการวางแผนการใช้ชีวิตเสียตั้งแต่วันนี้ ถึงตอนนั้นทุกอย่างอาจสายเกินไป ความรู้มิควรเก็บไว้บนหิ้ง ถึงเวลาที่สังคมต้องแชร์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ผลึกความรู้:ชุดงานวิจัยเคี้ยวง่าย ยังประกอบด้วย Relearning คนพรมแดนรัฐชาติ คอร์รัปชันในสังคมสีเทา และสันติวิธี เส้นทางสู่สันติภาพ

 

อิสระบนแผ่นกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469679

อิสระบนแผ่นกระดาน

โดย…ปอย   ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

กีฬาเอ็กซ์ตรีมได้ใจวัยรุ่น โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่มีความสามารถใช้ทักษะต่อกรกับความรุนแรงได้ดี พงศ์พันธุ์ พลละคร เชฟใหญ่เจ้าของร้าน The Crib-Japanese Sushi & Fusion Restaurant เคยมีความฝันอยากเป็นนักสเกตบอร์ดทีมชาติไทยตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย ตอนนั้นนักร้องแร็ปโย่ โจอี้ บอย กำลังดังก็เล่นกีฬาชนิดนี้ จึงลองเล่นตามบ้างแล้วเล่นได้ดีมาก นอกจากเป็น “เด็กสเกต” สุดเท่แล้ว  ก็ยังได้ค้นพบอีกด้วยถึงความรู้สึกอิสรเสรีบนแผ่นบอร์ด เป็นกีฬาไม่ต้องแข่งขันกับใคร แค่แข่งกับตัวเองก็ให้ความรู้สึกที่สุดเจ๋งแล้ว

ความฝันเยาว์วัยบิดผันไปได้เสมอ พงศ์พันธุ์ เล่าว่า กำลังไถมันๆ สนุกๆ บนกระดานยี่ห้อช็อกโกแลตแผ่นโปรดก็ต้องไปเล่นกีฬาบาสเกตบอล และถูกคัดตัวเป็นทีมโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ เส้นทางทีมชาติก็เปลี่ยนผกผันไปตั้งแต่วันนั้น ต้องหันมาซ้อมบาสอย่างหนักหน่วงแทน

“คนเก่งก้าวขึ้นเป็นทีมชาติจะต้องซ้อมวันละ 3-4 ชั่วโมงขึ้นไปนะครับ ตื่นมาก็ยืนอยู่บนบอร์ดแบบนั้นเลย นักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติก็เริ่มในวัยมัธยมนี่ละครับ แต่สเกตเล่นได้ไม่มีจำกัดวัย ร่างกายคนเรามีขีดจำกัดแน่นอน ตอนนี้ผมอายุ 33 ปี แล้วจากการซ้อมจริงจังเพื่อมุ่งเป็นนักกีฬา ก็เปลี่ยนมาซ้อม เพื่อการสังสรรค์แลกเปลี่ยนข่าวสารกันในกลุ่มเพื่อนฝูง

กีฬาชนิดนี้ใจคือตัวขับเคลื่อนกาย ถ้าใจพร้อมอยากเล่น ก็เล่นได้ อยากทำ ไม่ว่าวัยไหนก็ทำได้ครับ ไม่ว่าจะเล่นสนุกแบบไถๆ หรือตั้งเป้าฝึกฝนเพื่อเอาท่ายากธรีซิกตี้ เตะ ตวัด ควงบอร์ดลอยหมุนตัว 360 องศา ลงบนกระดานยืนหล่อๆ ให้ได้ วันนี้เพื่อทำให้ได้ฝึก 100 รอบผมก็ต้องเอาให้มันลงนะครับ” พงศ์พันธุ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นในความรักที่ลอยหายไปไกล แต่อย่างไรหัวใจก็ยังหมุนกลับมาอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนใจ

 

สวนสาธารณะสมเด็จสราญราษฎร์มณีรมย์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ คือสนามฝึกปรือกีฬาเอ็กซ์ตรีมของก๊วนเด็กสเกตหลายรุ่น หลากสไตล์ พงศ์พันธุ์ บอกว่าด้วยงานเชฟเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นหนักหนาเอาการ การหาโอกาสมาปลดปล่อยเรียกเหงื่อที่นี่ ยากขึ้นทุกวัน จากเคยมาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็ลดเหลือ 2 ครั้งก็ถือว่าดีมากแล้ว

“เพื่อนๆ ผมก็ไม่ต่างกันเลยครับ ทำงานหนักจนหาเวลามาออกกำลังกายยาก สเกตไม่ได้เล่นกันแค่วัยรุ่น วัยทำงานก็เยอะครับ มันเป็นกีฬาแฟชั่นที่เล่นกันจริงจัง สิ่งที่คนนอกมองก็แค่เรื่องของการแต่งตัวของคนเล่น ผมแต่งตัวสไตล์สตรีทในแบบโปรสเกตในสายพังก์ร็อก ฮิปฮอป วันไหนอยากพักค่อยๆ ถู ค่อยๆ ไถไป เพลงที่เข้ากับเวลาเล่นของผมมากที่สุด คือ เพลง Superman ของวง Goldfinger จังหวะฮึกเหิมฟังแล้วเพิ่มความกล้าหาญในการเล่นยิ่งขึ้น

วันไหนอารมณ์ไม่ค่อยดีนี่ต้องเลือกเพลงจังหวะมันๆ ระบายอารมณ์ได้ดีเลย ลองเล่นแล้วคุณจะรู้ว่ามันเป็นมากกว่าแค่เรื่องของกระแส หรือแค่แฟชั่นสไตล์ไปเร็วมาเร็ว แต่เป็นแฟชั่นมันมาก ไม่มีวันเอาต์ ผมไม่สามารถตัดใจเลิกเล่นมันได้เลย แล้วก็เล่นได้ทุกๆ ที่ ผมใช้บอร์ดขนาดใหญ่ 8.2 นิ้ว เพราะตัวใหญ่ เท้าใหญ่ ล้อเบอร์ 52 เล่นทางเรียบและรับแรงกระแทกได้ดี ขนาดใหญ่แต่พกพาไปไหนก็ได้ครับ เจอถนนพื้นเรียบผมก็เล่นได้เลย ยิ่งที่เจอช่วงราวหรือขั้นบันไดให้สไลด์ บริเวณที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านถือเป็นสวรรค์สำหรับนักสเกตเลยนะครับ

และด้วยการจัดไว้ในกลุ่มกีฬาเสี่ยงอันตราย ถ้าไม่มีทักษะ หรือพื้นฐานแน่นก็บาดเจ็บได้ คนเล่นต้องมาจากการซ้อม ซ้อม และซ้อม แต่เป็นการซ้อมที่มีความสุขไม่มีอะไรกดดัน ใครอยากลองคุยกับคนเล่นลานสเกตแถวๆ บ้านคุณก็ได้ พวกเขาเป็นมิตรและพร้อมจะช่วยคุณอยู่แล้ว คนดังก็เช่น เต๋า Tao Kitpullap นักสเกตบอร์ดอาชีพ ตอนนี้เป็นประชาสัมพันธ์ให้สมาคมสเกต หรือใครอยู่แถวสมุทรปราการ นุ ซีทรู ดังมาก ส่วนผมเล่นแถวๆ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพราะไม่ไกลร้านซอยเอกมัย กลุ่มผมชื่อ Always Pain ใครมาอยู่กลุ่มนี้คือเจ็บตัวตลอดเวลาครับ” พงศ์พันธุ์ บอกทิ้งท้ายพลางหัวเราะและฝากบอกปีหน้างาน Vans Skate Day ซึ่งจัดกันทุกปีวันที่ 25 มิ.ย. คงได้เจอ “เด็กสเกต” หน้าใหม่มาร่วมสร้างสีสันสุดมันกันหนาตาขึ้น จัดเป็นกีฬาที่มีกลุ่มก้อนเหนียวแน่น

 

ธนัช ลาภนิมิตชัย การศึกษาสร้างชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469676

ธนัช ลาภนิมิตชัย การศึกษาสร้างชีวิต

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

“ผมรู้ตัวเองว่าเรียนหนังสือไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กๆ อ่านอะไรก็ไม่เคยจำ สอบได้อันดับท้ายๆ ของชั้น จนกระทั่งคุณพ่อเสียตอนที่ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา ผมรู้เลยว่าชีวิตผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนคุณพ่อเสียภาระทั้งหมดตกอยู่กับคุณแม่ พร้อมกับหนี้สินหลายล้านบาท ทางเดียวที่ผมจะช่วยแม่ปลดหนี้ได้ในความคิดของผมตอนนั้นก็คือ ต้องเรียนหนังสือให้เก่งๆ เรียนจบจะได้ทำงานดีๆ มีเงินเดือนสูงๆ มาปลดหนี้ให้แม่” ธนัช ลาภนิมิตชัย หรือที่เรารู้จักในชื่อ ครูพี่หมุย ติวเตอร์ วิชาสังคม-ภาษาไทย ชื่อดังจากโรงเรียนกวดวิชาโซไซไทย (SociThai)

ธนัชเกิดและเติบโตในร้านขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี เขาเป็นลูกชายคนกลางในหมู่พี่น้องทั้งหมด 3 คน ซึ่งถูกเลี้ยงดูมาด้วยวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมที่ปลูกฝังแนวคิดในเรื่องการทำงานที่ต้องรู้จักทำงานตั้งแต่เป็นลูกจ้างแบกหาม รู้จักทุกอย่างในร้านเป็นอย่างดี จนกว่าจะได้ขึ้นมาเป็นเถ้าแก่เปิดร้านใหม่ของตัวเอง

“เราโตมากับวิถีวัฒนธรรมของคนจีน ปรัชญาของชาวจีน ตั้งแต่อาหารการกินไปจนถึงวิธีการสอน เช่น ไม่อยากให้โตไปเป็นทหาร ตำรวจ หรือนักการเมือง อยากให้มาทำการค้า และกว่าจะได้เป็นเถ้าแก่ก็ต้องเป็นลูกจ้างมาก่อน ต้องแบกปูน เก็บนอต เรียนรู้ของทุกอย่างในร้าน เก็บของเข้าชั้นเองทุกอย่าง ถึงจะได้เงินค่าขนม ก็จะมีผมกับพี่ชายที่ต้องฝึกแบบนี้ตั้งแต่เด็กๆ เลย ยกเว้นน้องสาวที่ทางบ้านค่อนข้างจะเป็นห่วงมาก และเวลาฝึกที่บ้านจะฝากให้ไปฝึกกับร้านเพื่อนที่สนิท เขาจะไม่สอนเองเพราะเดี๋ยวไม่ฟังกัน สอนยาก อย่างตัวผม บ้านอยู่ราชบุรีก็ไปฝึกร้านก่อสร้างที่นครปฐม

 

“และในช่วงชีวิตหนึ่งของวัยเด็ก ด้วยความที่เราเป็นลูกชายคนกลาง มีพี่ชายก็มักจะได้ใช้ของต่อจากพี่เสมอ พี่ก็ได้ของใหม่ไป ความคิดวัยเด็กของเราตอนนั้นเรารู้สึกว่าเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ซึ่งก็ตรงตามหลักจิตวิทยาจริงๆ ที่ลูกคนกลางพ่อแม่มักจะไม่ให้ความสำคัญ อย่างครอบครัวจีนก็จะคาดหวังกับลูกชายคนโตเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนน้องคนเล็กพ่อแม่ก็จะเป็นห่วงมากที่สุด เพราะเห็นเป็นลูกคนเล็ก ส่วนคนกลางก็คืออยู่ตรงกลางจริงๆ

“ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นปมด้อยในชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าเราจะไม่อยากอยู่ในจุดที่เราอยู่ อยากจะย้ายออกไปเรียนต่างจังหวัดให้ไกลจากบ้าน ไม่อยากจะอยู่กับครอบครัว ไม่อยากจะเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ชาย เวลาอยู่ในห้องเรียนแล้วก็จะชอบเหม่อมองออกไปนอกห้องเรียน แล้วก็หลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการ เป็นฮีโร่ในขบวนการ 5 สี ถ้าผมฝึกนั่งสมาธิตั้งแต่ตอนนั้นก็น่าจะบรรลุญาณระดับใดระดับหนึ่งได้แน่ๆ เพราะหลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการได้ง่ายมาก

“ไม่ได้สนใจว่าครูจะสอนอะไรหน้าชั้น ไม่สนใจ ไม่อยากเรียน ถึงขนาดไม่สนใจเอาหนังสือติดกระเป๋าไปโรงเรียนเป็นประจำ ผมจำได้เลยว่าบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนมากขนาดเดินมาโรงเรียนนิดเดียวก็ถึง คุณครูก็สั่งให้เราเดินกลับไปที่บ้านเพื่อไปเอาหนังสือพร้อมเขียนใบรับรองให้ รปภ. สามารถปล่อยให้เดินออกจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้านไปเอาหนังสือเรียนได้ พอมาถึงบ้านป๊ากับแม่ก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนปล่อยเร็ว แต่เปล่าเลย เรากลับมาเอาหนังสือเรียน เป็นความรู้สึกที่อายมาก แล้วก็จะโดนตีหน้าห้องเป็นประจำ จนรู้เทคนิคว่าจะต้องเอี้ยวตัวยังไงที่จะโดนตีแล้วเจ็บตัวน้อยที่สุด รู้มุมหลบจนครูจับได้ว่าเราใช้เทคนิคหลบหลีกไม้เรียว ก็สั่งให้เรายืนชิดกำแพง คราวนี้เราก็หลบไปไหนไม่ได้ละ แต่คุณครูก็ไม่ได้หวดเต็มแรงสุดชีวิต คือตีแล้วก็หยุดให้เราแค่รู้สึกว่าเราเจ็บ เป็นการทำโทษเท่านั้น

 

“แล้วก็เป็นคนที่อ่านหนังสือเท่าไรก็ไม่จำ มันจำไม่ได้จนถึง ม.ปลาย เราก็ตัดสินใจสอบเรียนต่อที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ศาลายา จ.นครปฐม เพราะต้องการใช้ชีวิตให้ห่างจากที่บ้าน ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ทำให้เรามีตัวตนมากขึ้น เข้าเรียนในสายวิทย์-คณิต เพราะเป็นสายที่มีตัวเลือกในการสอบเข้ามากกว่า แต่ตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4-5 ผลการเรียนเราแย่มาก วิชาในสายวิทย์เราได้เกรด 0 กับ 1 แทบทุกวิชา แต่วิชาในสายศิลป์นี่ได้เกรด 3 กับ 4 หมด

“ในช่วงที่เรียนอยู่ในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นี่แหละก็เป็นช่วงที่ต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมของการเรียนของที่โรงเรียนนี้ทำให้เราต้องแอ็กทีฟตัวเองขึ้นอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยเด็กที่เรียนหนังสือเก่งๆ มารวมตัวกัน ระหว่างเรียนเราก็จะได้ยินข่าวเพื่อนคนนั้นสอบติดที่นั่น ได้โควตาที่นี่ ทุกคนมีที่ไปกันหมดหลังจากเรียนจบ ม.6 แต่เรายังไม่มีเลยนะ เลยตัดสินใจสอบเข้าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอเมริกา หาทางออกแรกให้กับตัวเอง ซึ่งประสบการณ์ในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็ให้อะไรหลายอย่างกับเรามาก โดยเฉพาะเรื่องภาษา และพบว่าแม้ในวิชาคณิตศาสตร์ที่เราอ่อนที่สุดก็ยังทำข้อสอบได้ทะลุร้อยคะแนนสำหรับที่นั่น (ข้อสอบบางข้อถ้าทำได้จะมีการบวกคะแนนเสริมให้) ใช้ชีวิตเรียนอยู่ที่อเมริกาจนช่วงใกล้ที่จะต้องกลับเมืองไทย ก็ได้ทราบข่าวว่าคุณพ่อเสียชีวิต”

หลังจากที่ธนัชกลับมาช่วยจัดการเรื่องงานศพคุณพ่อก็พบความจริงในปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับครอบครัว  ตั้งแต่เรื่องหนี้สินของทางบ้านไปจนถึงปัญหากับญาติพี่น้อง ทำให้คุณแม่เพียงคนเดียวที่ต้องรับภาระในการดูแลกิจการ และลูกๆ ทั้ง 3 คน แต่คนที่ธนัชห่วงมากที่สุดก็คือ คุณแม่และน้องสาว

 

“ช่วงที่เสียคุณพ่อพวกเราลำบากมาก เวลานั้นผมคิดว่าหนทางเดียวที่ผมจะช่วยเหลือครอบครัวได้ดีที่สุดก็คือต้องตั้งใจเรียน จบออกมาจะได้หางานที่มีเงินเดือนสูงๆ ทำเพื่อช่วยปลดหนี้คุณแม่ คุณแม่ผมทำงานหนักมากหลังจากเสียคุณพ่อ ท่านตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารดูแลลูก 3 คน แล้วก็ลงไปเปิดร้านจนถึงค่ำ แล้วกว่าจะจัดการงานให้เรียบร้อยได้นอนก็ตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง คุณแม่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้รู้สึกเวลาเราท้อเราจะต้องนึกถึงคุณแม่มาเป็นอันดับแรก เราก็จะมีกำลังใจขึ้นมา เราจะรู้สึกดีว่าเราเหนื่อย แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเรายอมเหนื่อยเพื่อใคร

“ก่อนสอบเอนทรานซ์ผมทุ่มเทเวลาอ่านหนังสือวันละ 6-8 ชั่วโมง แรกๆ อ่านเท่าไรก็ไม่จำ คุณแม่ก็เลยบอกเทคนิคกับผมว่า ถ้าอ่านแล้วจำไม่ได้ก็เขียนสิ เขียนมันไปจนกว่าจะจำได้ ผมก็เลยเริ่มเขียนทุกเล่มที่อ่าน เขียนหลายรอบ เขียนจบเป็นเล่มๆ จนกว่าจะจำได้ แล้วสิ่งที่คุณแม่สอนก็ซึมซับเข้ามา ทำให้เรากลายเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีความพยายามที่จะต้องเรียนให้ประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้สมุดที่ผมเขียนก่อนสอบเอนทรานซ์ผมยังเก็บไว้อยู่เลย จนสอบติดที่รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ที่เลือกเรียนต่อสาขานี้เพราะคิดว่าเรียนจบแล้วจะได้ทำงานเป็นนักการทูต ทำงานระหว่างประเทศมีเงินเดือนสูงๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้วกลับไม่ใช่เลย ส่วนใหญ่ที่จบไปจะทำงานเกี่ยวกับฝ่ายบุคคลของบริษัทต่างๆ ดูแลพวกรับคนเข้า ไล่คนออก ดูแลคนท้อง จำได้ว่าตอนเรียนจบเปิดหนังสือพิมพ์สมัครงานของบางกอกโพสต์ เห็นประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งเราเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท แต่โฆษณารับสมัครงานของคลินิกเสริมความงามที่อยู่ข้างกันเงินเดือน 1 แสนบาท เราถึงกับอุทานในใจว่าเราเรียนอะไรมาเนี่ย ทำไมเงินเดือนถึงได้น้อยจัง แต่ตอนเรียนเราก็รู้สึกว่าชอบนะ เพราะการเรียนรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศฝึกให้เราคิดอย่างเป็นระบบ ฝึกการพูด มีเรื่องเล่าเยอะ แต่หากินไม่ค่อยได้ เข้าเรียนเพราะเราไม่รู้ ไม่มีคนบอก

 

“ช่วงที่เราเรียนที่จุฬาฯ รุ่นพี่ก็แนะนำให้เราเข้าชมรมโต้วาทีภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นชมรมเล็กๆ แต่ได้ทุนเยอะมาก เพราะต้องจัดไปแข่งต่างประเทศ ตอนนั้นมีนิสิตปี 1 สมัครเข้ามาเยอะ แต่คัดเลือกแค่ 6 คนเราติดเป็นคนที่ 6 เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ แล้วผมถือว่าอ่อนที่สุด ภาษาอังกฤษก็จัดว่าแย่มาก ในขณะที่คนอื่นเป็นนักเรียนอินเตอร์ เรียนต่างประเทศมาหลายปี แต่ที่เราได้เพราะตอนคัดเลือกเราได้ตรงที่อ่านข่าวมาเยอะ ถามอะไรก็ตอบได้ และชมรมนี้จะชอบคนที่มาจากคณะรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะจะพูดจามีหลักการ ซึ่งการโต้วาทีภาษาอังกฤษจะไม่ได้เชือดเฉือนกันด้วยวาทะเหมือนการโต้วาทีภาษาไทย จะเน้นกันด้วยตรรกะความเป็นเหตุเป็นผลที่ต้องมาหักล้างกัน เราเลยได้เข้าชมรมนี้ เข้าไปแล้วเราก็ถือว่าเราอ่อนที่สุดอยู่ในทีมอันดับท้ายๆ ของชมรม

“พูดภาษาอังกฤษก็ผิดบ่อยมาก ถูกว่าถูกด่าจนเรารู้สึกท้อไปเลย ว่าทำไมเราถึงไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่นๆ ทำได้ไม่ดีสักอย่าง เวลามีจัดทีมเข้าแข่งขันเราจะอยู่ทีมท้ายๆ ตลอด พออยู่ปี 3 ก็ขึ้นมาอยู่ทีมอันดับ 4 แต่ก็ไม่ได้เพราะความเก่ง ได้เพราะว่าเราเป็นซีเนียร์ ได้จับทีมกับน้องปี 1 ซึ่งเป็นน้องดาวรุ่งในชมรมซึ่งทุกวันนี้ได้เป็นอาจารย์สอนอยู่นิติจุฬาฯ จนกระทั่งได้ไปแข่งขันรายการ ELF Champion 2006 ที่ประเทศมาเลเซีย ปีนั้นเป็นปีที่ใช้กฎใหม่เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียนอินเตอร์ ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เกิน 1 ปี ไม่ได้มีพ่อแม่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาแข่งขันกัน ดูทีมจากจุฬาฯ ทั้งหมด 6 ทีม มีทีม 4 กับทีม 6 ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดก็ได้ลงแข่งในฐานะตัวแทนจากจุฬาฯ แล้วผมก็แข่งจนผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศกับทีมโทไดจากญี่ปุ่น ซึ่งก็อ่อนภาษาอังกฤษเหมือนกัน ตอนประกาศผลเดอะเฟิสต์รันเนอร์อัพ หมายความว่าเขาจะประกาศผลรองชนะเลิศก่อน ก็ประกาศชื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยโทได เราก็กระโดดดีใจ เพราะหมายความว่าเราได้รางวัลชนะเลิศ ทีมโทไดก็เข้าใจผิดคิดว่าประกาศว่าเขาชนะก็กระโดดดีใจเหมือนกัน จนถึงตอนขึ้นไปรับรางวัลถึงได้รู้ว่าทีมเขาได้อันดับ 2 (หัวเราะอารมณ์ดี)”

หลังจากเรียนจบด้วยดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 ก็ยื่นใบสมัครสอบชิงทุนระดับปริญญาโทไว้หลายที่ เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวจนสามารถสอบเข้ารับทุนเต็มจำนวนจากสหภาพยุโรป ด้านสาขาประวัติศาสตร์สากล ที่ University of Vienna ประเทศออสเตรีย และสาขาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ที่ London School of Economics ประเทศอังกฤษ ซึ่งครูพี่หมุยบอกกับเราว่าเป็นการเรียนที่หนักมาก และกลับเมืองไทยมาเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลุดพ้นจากนิยามของเด็กสมองทึบ เรียนไม่เก่ง มาเป็นอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดวิชาให้กับนักศึกษา

 

จนกระทั่งได้มีโอกาสรู้จักกับครูพี่แนน อริสรา ธนาปกิจ ติวเตอร์ชื่อดังแห่งเอ็นคอนเซปต์ ชักชวนให้เข้ามาทำงานร่วมกัน จนได้เปิดโรงเรียนกวดวิชาโซไซไทย (SociThai) ในที่สุด

“จากจุดที่เป็นอยู่หากผมมองย้อนไปในปัจจุบัน ผมเองก็ยังไม่ทราบว่าทำไมตอนนั้นผมจึงเป็นเด็กที่เรียน ไม่เก่ง เพราะว่าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้เรียนเก่ง หรือเป็นเพราะตัวของผมเองที่ไม่เก่งมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ทุกวันนี้เวลาที่ผมสอนน้องๆ ผมจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า ความเก่งนั้นสามารถสร้างได้ ความเก่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

“ที่บอกว่าครูพี่หมุยเก่งจังเลย มีความจำแม่น ทำไมผมถึงจำไม่ได้ ผมเลยว่าความเก่งต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ถึงเราจะไม่ได้เก่งฉลาดสมองใส ผลการเรียนดีมาแต่เกิด แต่หากเรามีความพยายามที่มากพอ เราก็จะสามารถเก่งได้เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะว่าตอนที่ผมยังเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสืออะไรก็ไม่จำ ครูสอนยังไงก็ไม่เข้าใจ แต่ผมเก่งขึ้นได้ก็ด้วยความพยายามในการพัฒนาตัวเองขึ้นมา อันเนื่องมาจากเรื่องการเสียคุณพ่อ และอยากจะช่วยปลดหนี้ให้คุณแม่

“อีกส่วนหนึ่งก็คือสภาพแวดล้อมการเรียน การที่ผมเขาไปอยู่ในโรงเรียนที่มีการแข่งขันกันสูง จะเป็นตัวกระตุ้นให้เราต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ผมบอกได้เลยว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมีเด็กเก่งๆ อยู่เยอะ ไม่ใช่เพราะโรงเรียนนั้นมีครูที่เก่งที่สุด จริงอยู่ว่าครูเก่งๆ นั้นมีแต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะสอนเด็กให้เก่งได้ทั้งหมด เพราะครูก็มีหลายหน้าที่ที่ต้องทำในโรงเรียน แต่บังเอิญว่ามีแต่เด็กที่เก่งๆ มารวมกัน ขนาดเราไม่เป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน แต่ว่าสภาพแวดล้อมแข่งขันด้านการเรียนทำให้เราต้องแอ็กทีฟตัวเองขึ้นมา

“หลังจากที่ผมบรรลุสิ่งที่ตั้งใจไว้แล้วก็เหลือเพียงอย่างเดียวที่ต้องทำและทำให้ได้ก็คือปลดหนี้ให้แม่ แม่ผมมีหนี้สินอยู่ทั้งหมดประมาณ 10 กว่าล้านบาท แค่ดอกเบี้ยก็เท่ากับรายได้ต่อเดือนทั้งหมดของกิจการแล้ว แต่ท่านก็บริหารกิจการด้วยวิธีคิดที่ว่าเดี๋ยวขายได้ได้เงินมาหมุนเงินกันไป ไม่ได้มีระบบบัญชีที่ชัดเจน

 

“สิ่งที่ผมทำคือ โอนภาระการใช้หนี้สินทั้งหมดของแม่มาอยู่ที่ตัวผมคนเดียว จากนี้ไปแม่ไม่ต้องทำงานใช้หนี้แล้ว เป็นผมที่ทำงานหนักเพื่อใช้หนี้ให้แม่ตั้งแต่ครูผู้สอน ไปจนถึงงานบริหารจัดการทีมงาน แล้วเวลาผมสอนเด็กๆ สไตล์การสอนของผมจะเป็นแบบแอ็กชั่นเยอะ ต้องใช้พลังเยอะเพื่อจูงใจให้เด็กนั่งฟังเรียนแล้วรู้สึกสนุก อย่างวิชาพุทธศาสนาที่ผมสอน มีคุณแม่ส่งจดหมายมาขอบคุณที่ทำให้ลูกเขาเชื่อในพระพุทธศาสนา เปลี่ยนไปเป็นคนละคน นั่นทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

“ส่วนหนี้ผมก็ทำงานผ่อนจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้รีบร้อน คุณแม่ท่านก็ว่าทำไมไม่รีบโปะหนี้ให้หมดเร็วๆ แต่ผมกลับคิดว่าบางทีเราก็ต้องใช้เงินเพื่อความสุขของเราบ้าง แม่ผมท่านอยากได้ไอแพด เพราะเห็นคนรู้จักใช้ แต่ก็รู้ว่ามันแพง พอผมซื้อให้ท่านก็ว่าว่ามันเปลือง แต่มันก็เป็นความสุขของเราที่ได้ซื้อของให้ท่าน เพราะที่ผ่านมาที่ผมมองชีวิตของคุณแม่ก็คือท่านเป็นลูกกำพร้า ท่านสู้ชีวิตมาตั้งแต่หนุ่มสาวมาจนถึงทุกวันนี้ แม่ผมท่านเสียสละมาก ตอนที่บ้านมีปัญหาท่านจะเลือกหย่าร้างก็ได้ แต่ท่านไม่ทำเพราะท่านอยู่เพื่อลูก จนเราเป็นครอบครัวถึงวันนี้ ท่านแบกภาระทางบ้านทั้งหมดไว้กับตัวคนเดียวตลอดเวลา

“จนวันนี้ที่ผมยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผมกลับไปบอกท่านว่าให้โอนหนี้ทั้งหมดที่ท่านมีมาเป็นชื่อของผม คำที่แม่บอกกับผมก็คือท่านไม่อยากให้ผมเป็นหนี้ที่แม่ก่อ แต่ผมตอบท่านกลับไปว่าแม่เหนื่อยเพื่อลูกๆ ทุกคนมามากแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่ท่านจะได้พักบ้าง และสิ่งที่เราได้จากท่านก็คือความเข้มแข็งอดทนไม่ย่อท้อ”

 

รัชดา เสริมศิลปกุล-ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี แตกต่างอย่างเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/469609

รัชดา เสริมศิลปกุล-ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี แตกต่างอย่างเข้าใจ

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม้จะอยู่คนละส่วนงาน รัชดา เสริมศิลปกุล เจ้าหน้าที่บริหารการตลาดและการขาย ธนาคาร ME และ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร ธนาคาร TMB ต่างก็ถือว่าอยู่บริษัทเดียวกันจึงต้องมีการประสานงานกันอยู่เสมอ คนหนึ่งเก่งกาจด้านการตลาด อีกคนหนึ่งแม่นเรื่องงานวิชาการ เมื่อต้องมาประสานงานกันเลยเป็นการช่วยเติมเต็มกันและกันได้เป็นอย่างดี ให้อีกฝ่ายที่ขาดเรื่องวิชาการมีข้อมูลที่หนักแน่นขึ้น ส่วนคนที่เอกอุด้านวิชาการแต่ขาดเรื่องการตลาดมีมุมมองอีกด้านที่ขาดหายไป ตลอดเวลา 4-5 ปีที่ต้องประสานงานกันมา ทั้งคู่บอกตรงกันว่ามันดีงามมากเพราะได้เห็นทักษะอีกด้านที่ขาดหายไป

จึงพอสรุปได้ว่า แม้ในเรื่องทักษะการทำงานนั้นจะมีความแตกต่างคนละสายงาน แต่ว่าในความแตกต่างนั้น สามารถช่วยเติมเต็มในเนื้องานของแต่ละฝ่ายได้เป็นอย่างดี เรียกว่าแตกต่างอย่างลงตัว

เนื่องจากงานธนาคารนั้นมีรายละเอียดเยอะ มีความหลากหลายทั้งเรื่องวิชาการ การตลาด ต่างๆ นานา แต่ละคนแต่ละฝ่ายก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน โตกันมาคนละสาย จบกันมาคนละด้าน ดังนั้นถ้าได้มีมุมมองด้านอื่นของคนอื่นมันจะช่วยต่อยอดงานให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้อีกมากเลย เช่น ตัวอย่าง 2 ผู้บริหารจาก 2 ส่วนงานนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน

 

ส่งกำลังใจให้ในการทำงาน

นะโม-ดร.เบญจรงค์  เล่าว่ารู้จักพี่หนิง-รัชดา  มาหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมาร่วมงานกันจริงจังเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เอง ตอนที่เห็นครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อนตอนไปอบรมผู้บริหารใหม่ด้วยกัน คิดว่าพี่เขาเป็นคนฮ่องกง รู้แต่ว่าเป็นผู้บริหารแบรนด์ใหม่ไฟแรง เข้ามาทำงานทีหลังผม 2 ปี ตอนอบรมได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ตอนนั้นยังไม่ได้ทำงานด้วยกันมากก็ยังไม่สนิท จนกระทั่ง 3-4 ปีหลังนี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ่อยเริ่มสนิท เวลาไปอบรมอะไรก็เข้ากันได้ดีเปลี่ยนถ่ายข้อมูลกันคุยกันสนุก เวลาไปอบรมก็อยากอยู่กลุ่มเดียวกัน จนตอนหลังเริ่มแบบไม่ต้องรอให้ธนาคารมีการอบรม นัดกินกาแฟกันนอกรอบก็ได้

เพราะมีเรื่องกลยุทธ์องค์กรที่ต้องทำด้วยกัน พี่เขาทำงานเก่ง มีพลังงานเยอะ ทำงานเร็ว ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำงานด้วยแล้วสนุกมีจิตวิญญาณในการทำงานมีแรงขับสูงมาก ทำให้พลังบวกนั้นส่งถึงเราด้วย ชอบที่พี่เขาเข้าใจอะไรได้เร็วและเป็นคนเปิดใจกว้างมากสื่อความในการทำงานได้ตรงเป้าเข้าประเด็น

“การได้คุยงานกับพี่่หนิงทำให้เราสนุก มีมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องการตลาดมาให้เสมอ เพราะเราโตมาสายวิชาการขาดข้อมูลตรงนั้น ทำให้เราเห็นภาพกว้างขึ้น เพราะงานของเราเป็นงานวิจัยจะมีมุมมองด้ายเดียวแบบนักวิชาการบางครั้งอาจจะแคบไม่ใกล้ชิดผู้บริโภคอย่างพี่เขา ซึ่งเราก็ได้ข้อมูลตลาดมาเปิดหูเปิดตาให้เราได้ต่อยอดในการทำงานหลากหลายขึ้น” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

เขายังกล่าวถึงพี่สาวต่อไปว่า มีแอบห่วงบ้างเล็กน้อยก็คือพี่เขามีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าเยอะมาก เวลาคนเก่งๆ ที่มีแรงขับมีเป้าหมายสูงๆ บางทีอาจจะมีขั้นตอนการทำงานบางอย่างที่อาจจะได้ไม่ทันใจ กลัวว่าพี่เขาจะเหนื่อยหรือท้อบ้างในบางครั้ง เพราะเขามาจากภาคเอกชนทำอะไรด่วนเร็วไว ก็เป็นห่วงคอยส่งกำลังใจให้พี่เขาอย่าท้อ บางครั้งก็พักบ้าง

ในส่วนของเขาเองก็พยายามส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำงานให้พี่เขา ชวนไปกินกาแฟให้กำลังใจบ้างมีความเอื้ออาทรต่อกัน ทำให้ทำงานอย่างมีความสุขและสบายใจมากขึ้น และเรายังมีมุมมองมีเป้าหมายในการทำงานในทิศทางเดียวกัน ช่วยกันสร้างองค์กรให้มีจุดแข็งที่ชัดเจน

 

ขอบคุณที่ต่อยอดงานให้เสมอ

ทางด้านหนิง-รัชดา กล่าวถึงน้องชายร่วมสายงานว่า ดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขา เพราะถือว่าเป็นคนเลือดใหม่ไฟแรงมีความคิดความอ่านดี เป็นคนมีความคล่องตัวสูง ทำงานรวดเร็วทันใจ งานของเขาช่วยส่งต่อยอดให้กับงานของเราได้เป็นอย่างดี

“เขาทำงานที่นี่ก่อนเราหลายปี ดังนั้นเขามีคอนเนกชั่นที่ดี รู้ว่าเรื่องนี้ควรจะดิวกับใคร ทำให้งานของเราไปได้สวยทำงานง่ายขึ้น สบายใจเมื่อได้ทำงานกับเขา เราได้เรียนรู้มุมมองทางด้านวิชาการเพิ่มขึ้นอีกด้วย ต่างฝ่ายต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

เธอเล่าต่อว่าเวลาจะมีการอบรมหรือคุยงานเราจะตั้งตารอเขาเลยจะได้มีเรื่องใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน แชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน คุยงานได้ขมวดปมอย่างรวดเร็วและมีความสุข เป็นการทำงานที่ลงตัวมาก เขาเป็นคนอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีแถมยังมีอารมณ์ขัน

ที่สำคัญเขายังมีมุมมองในการทำงานว่า ทุกอย่างทำได้เสมอไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ เรียกว่าในการทำงานนี่บ้าพลังทั้งคู่ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ในความรู้สึกของเรา พร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าเสมอ เราจึงทำงานกันอย่างเต็มที่และมีความสุข

สำหรับเขาไม่มีอะไรน่าห่วงเขามีความสมบูรณ์แบบมาก แม้จะโตมาจากเมืองนอกแต่ก็มีความเป็นไทยในตัวเองเต็มเปี่ยม เขาเป็นคนมีความสุขกับการทำงาน ทำงานแข็งขันมาก ดีใจที่ได้ร่วมงานกับเขา อยากขอบคุณเขามากกว่าที่ช่วยต่อยอดงานวิชาการให้งานด้านการตลาดของเรามีความคมชัดมากยิ่งขึ้น