จีนคุมเข้มอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464539

จีนคุมเข้มอี-คอมเมิร์ซ

หน่วยงานรัฐจีนควบคุมขายของออนไลน์ เตรียมลงดาบบริษัทหลอกผู้บริโภคปั่นยอดขายวันคนโสด

คณะบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติ (เอสเอไอซี) หนึ่งในหน่วยงานกำกับดูแลด้านการค้าของจีน ประกาศคุมเข้มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ก่อนถึงวันคนโสด ในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งเป็นวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ของจีน และเรียกบริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จำนวนมากภายในประเทศเข้าพบ เพื่อหารือมาตรการปราบปรามต่างๆ

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่าเอสเอไอซีเรียกบริษัท อาลีบาบา เจดีดอทคอม อเมซอนดอทคอม ไป่ตู้เทนเซนต์ และบริษัทอี-คอมเมิร์ซอีกหลายแห่งเข้าพบ เตือนให้บริษัทดังกล่าวสอดส่องดูแลแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าปลอม การปั่นยอดขายสินค้า และการใช้โฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า

รายงานระบุว่า วันคนโสดเป็นวันลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคจีนซื้อสินค้าออนไลน์จำนวนมากในวันดังกล่าว และสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทอี-คอมเมิร์ซจีน ซึ่งเป็นวันที่ผู้ขายสินค้าและบริษัทต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า โดยเมื่อปีที่ผ่านมาผู้ซื้อสินค้าออนไลน์จีนพบพฤติกรรมทุจริตของผู้ขายสินค้าจำนวนมาก ซึ่งพฤติกรรมที่พบมากที่ที่สุดคือการให้ส่วนลดปลอมเพื่อหลอกให้สินค้า โดยผู้ขายได้ตั้งราคาสินค้าไว้สูงเกินจริง แล้วมาลดราคาอย่างหนักในวันคนโสด

เอสเอไอซี ระบุว่า จะเพิ่มการควบคุมดูแลตลาดมากยิ่งขึ้นในปีนี้ โดยจะกำกับดูแลการซื้อขายออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมายของจีน และร่วมมือกับบริษัทรายใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสภาวะการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ปลอดภัย และเชื่อถือได้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ประกาศปราบปรามพฤติกรรมทุจริตของผู้ขายสินค้าออนไลน์เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าวันคนโสดเป็นวันที่ภาคธุรกิจต้องแสดงความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค และรัฐบาลต้องปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (เอสอีซี) สอบสวนแนวทางการทำบัญชีของอาลีบาบาเมื่อเดือน พ.ค. เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางหรือไม่ ขณะที่ผู้จำหน่ายสินค้าหลายรายในจีนตั้งคำถามเกี่ยวกับยอดขายของอาลีบาบาในวันคนโสด โดยเมื่อปีที่แล้วยอดขายของอาลีบาบาผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในจีน มียอดขายถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.89 แสนล้านบาท) และคาดว่ายอดขายดังกล่าวในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้ว

 

เคลียร์ปมโยกปลัดดีอี งานไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464464

เคลียร์ปมโยกปลัดดีอี งานไม่คืบ

นายกฯ แจงคำสั่งเด้งปลัดกระทรวงดีอี หวังปรับกระบวนการทำงานให้คล่องตัว ยันไม่ใช่เรื่องทุจริต

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ถึงการย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอีนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ได้มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

อย่างไรก็ตาม อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า การปรับเปลี่ยนหัวหน้าทีมเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้งานต่างๆ มีความพร้อมมากขึ้น หลังจากที่ 1 ปีที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีความหวังมากว่าการทำงานของกระทรวงดีอีจะเป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งเป็นความหวังของรัฐบาลและประชาชน แต่เมื่อไม่บรรลุก็เลยลองเปลี่ยนหัวหน้าทีม และให้โอกาสหัวหน้าทีมคนใหม่คือ น.ส.วิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงโครงการดาวเทียมไทยคมกรณีการต่อสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 ที่กำลังหมดสัญญา รวมถึงกำลังดำเนินการพิจารณาในส่วนของดวงที่ 7 และ 8 ซึ่งในการดำเนินการตามขั้นตอนนั้นยังมีคำถามว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการหารือนั้นได้ให้หลักการไปว่าต้องทำให้ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย และต้องรายงานความก้าวหน้าให้ ครม.ทราบเป็นระยะ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่ไปตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ที่จะตรวจสอบและดูบริบทที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ทั้งในแง่กฎหมายเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม การให้บริการ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ความต่อเนื่องจากปัจจุบันไปถึงอนาคต

 

กสทช.กดค่าโทรมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464463

กสทช.กดค่าโทรมือถือ

กสทช.หั่นค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ พร้อมต่ออายุ “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” นั่งเลขาธิการอีก 5 ปี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. วันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบปรับอัตราค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ที่เป็นอัตราอ้างอิง (Interconnection Charges : IC) ซึ่งค่า IC ในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลง 21% และโทรศัพท์ประจำที่ลดลง 9% ในปี 2560 และปี 2561 ค่า IC โทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลงอีก 30% และโทรศัพท์ประจำที่ลดลงอีก 9.6% โดยอัตราอ้างอิงใหม่นี้จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2560

ทั้งนี้ อัตราค่า IC อ้างอิงของโทรศัพท์เคลื่อนที่ปัจจุบัน ในส่วนของ Call Termination อยู่ที่ 0.34 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.04 บาท/นาที แต่อัตราในปี 2560 Call Termination จะลดลงเหลือ 0.27 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.03 บาท/นาที และอัตราในปี 2561 Call Termination จะลดลงเหลือ 0.19 บาท/นาที

สำหรับค่า IC อ้างอิงสำหรับโทรศัพท์ประจำที่นั้น ปัจจุบัน Call Termination อยู่ที่ 0.34 บาท/นาที และ Call Trainsit อยู่ที่ 0.16 บาท/นาที แต่ในปี 2560 Call Termination จะลดเหลือ 0.31 บาท/นาที Call Trainsit อยู่ที่ 0.16 บาท/นาที เท่าเดิม แต่มีค่า Call Termination สำหรับ Local Call เพิ่มขึ้นมา 0.83 บาท/ครั้ง และปี 2561 Call Termination จะลดเหลือ 0.28 บาท/นาที Call Trainsit อยู่ที่ 0.15 บาท/นาที และ Call Termination สำหรับ Local Call เหลือ 0.75 บาท/นาที

นายฐากร กล่าวว่า การลดค่า IC ดังกล่าวน่าจะทำให้ค่าบริการโทรศัพท์มือถือลดลงตามสัดส่วนที่กำหนด แต่ก็ขึ้นอยู่กับกลไกตลาดว่าแข่งขันรุนแรงแค่ไหน

ขณะเดียวกัน กสทช. ยังได้อนุมัติในหลักการตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เสนออุดหนุนค่าเชื่อมต่อสัญญาณทีวีดิจิทัลขึ้นดาวเทียมแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล แต่ยังไม่ได้อนุมัติงบที่จะใช้ดำเนินการตามที่ กสท.เสนอมา 2,500 ล้านบาท โดยให้ไปต่อรองราคาให้ดีกว่านี้

ทั้งนี้ ที่ประชุม กสทช. ยังเห็นชอบให้นายฐากรดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. อีก 1 วาระ เป็นเวลา 5 ปี จากเดิมที่จะหมดวาระการทำงานลงในวันที่ 4 ม.ค. 2560

 

เร่งใช้อาร์เอฟไอดี สร้างโอกาสรับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464450

เร่งใช้อาร์เอฟไอดี สร้างโอกาสรับไทยแลนด์ 4.0

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นวัตกรรม RFID หรือ Radio Frequency Identification คือ การระบุข้อมูลสิ่งต่างๆ โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ ถูกนำเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างหลากหลาย เพียงแต่ว่าจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งรอบตัวเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีของอาร์เอฟไอดีมาเป็นส่วนประกอบ เช่น บัตรโดยสารรถไฟฟ้า บัตรศูนย์อาหาร บัตรเอทีเอ็ม ระบบขนส่งสินค้าไปจนถึงแท็กติดราคาสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คลื่นความถี่สำหรับการใช้งานอาร์เอฟไอดีนั้น จะมี 5 คลื่นความถี่ คือ UHF, DHF, LF, HF และ Microwave โดยคลื่นที่นิยมนำมาใช้งานนั้น คือ HF ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สูงมีระยะการอ่าน 5-10 เซนติเมตร ถูกนำไปใช้ในเครื่องอีซี่พาสสำหรับผ่านประตูบนทางด่วนและการอ่านผ่านเครื่องอีดีซีสำหรับตัดเงินในบัตรตามศูนย์อาหารหรือบัตรรถไฟฟ้า เป็นต้น

UHF คือ การอ่านคลื่นความถี่ระยะไกลนิยมนำไปใช้ในอุปกรณ์ประเภทคลังสินค้าหรือกล่องพัสดุที่ต้องผ่านตัวอ่านระยะไกลมาก ซึ่งเปลี่ยนจากการใช้งานบาร์โค้ดแบบเดิม ช่วยในการเช็กสต๊อกสินค้าภายในคลังพัสดุขนาดใหญ่ หรือตรวจสอบว่าสินค้าที่นัดส่งไปถึงยังปลายทางครบถ้วนหรือไม่

ทั้งนี้ การสนับสนุนของภาครัฐในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 ทำให้หลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องเร่งลงทุนเรื่องเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น ทำให้ภาพรวมมูลค่าตลาดทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์รวมกันเฉลี่ยการเติบโตอยู่ที่ 30% เป็นแบบนี้ต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว ยิ่งการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอี-เพย์เมนต์ ธนาคารและโลจิสติกส์ ทำให้เทคโนโลยีนี้โตเร็วมากขึ้น

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีไว้ว่า ในอนาคตชิ้นส่วนอาร์เอฟไอดีนั้นจะมีราคาถูกลงเหลือเพียงชิ้นละ 1 บาท ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและรอให้เทคโนโลยีนี้มีราคาถูกลง ซึ่งตอบตามตรงว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนั้น เปรียบเสมือนชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งระบบซอฟต์แวร์ด้านการอ่านข้อมูล รวมทั้งตัวชิ้นส่วนที่ติดตั้ง จึงเป็นไปได้ยากที่จะลดราคาลงมาได้ขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนในการใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีนี้ให้มีราคาถูก ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานที่ต่อเนื่อง เพราะการนำเข้าสินค้าจากจีนมีการกดราคาให้ต่ำเพื่อหวังตัดราคา แต่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องคุณภาพในการใช้งาน เมื่ออุปกรณ์เกิดปัญหาส่งผลให้ลูกค้าเจอผลกระทบจากการใช้งานและไม่อยากลงทุนซ้ำ ทั้งที่เจ้าของธุรกิจเองตัดสินใจลงทุนเรื่องราคามากกว่าคุณภาพ

นอกจากนี้ การลงทุนของกลุ่มอี-เพย์เมนต์ในชิ้นส่วนอาร์เอฟไอดีที่จะเห็นเพิ่มขึ้นในปีหน้า เพราะทางกระทรวงการคลังสั่งให้กลุ่มธนาคารเร่งลงทุนบัตรเอทีเอ็มที่มีระบบอาร์เอฟไอดีและเครื่องอ่านบัตร (EDC Reader) ซึ่งทั้งสองระบบนี้รวมกันจะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น เครื่องอ่านบัตร 2 ล้านเครื่อง บัตรเครดิตจากรูปแบบเดิมที่ธนาคารจะเปลี่ยนให้ลูกค้าใหม่ ประมาณ 5 ล้านใบ จากจำนวนบัตรเครดิตทั้งหมดที่มีในตลาดกว่า 13 ล้านใบ

ทางด้าน ชานนท์ ตุลาบดี ซีอีโอ บริษัท กราวิเทคไทย (ไทยแลนด์) กล่าวเสวนาในหัวข้อ ไทยพร้อมแล้วสู่เป้าหมาย IOT hub of ASEAN ไว้ว่า ในปี 2563 จะมีชิ้นส่วนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว่า 5 หมื่นล้านชิ้น ทำให้การทำงานอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มีเซ็นเซอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานอุปกรณ์ต่างๆ มีความฉลาดมากขึ้น อาทิ รถยนต์จะเปลี่ยนเป็นสมาร์ทคาร์ มือถือเปลี่ยนมาเป็นสมาร์ทดีไวซ์ โดยการอ่านข้อมูลผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ จะฝังอาร์เอฟไอดีไว้ทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลและอ่านคำสั่งของระบบได้

เมื่อภาครัฐสนับสนุนในเรื่องของไทยแลนด์ 4.0 โอกาสการเติบโตของไอโอทีในประเทศไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 3 ปัจจัย คือ สมาร์ทโฮม จะมีจำนวนครัวเรือนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 10.7 ล้านครัวเรือน สมาร์ทฟาร์ม มูลค่าการส่งออกสินค้าการเกษตร 1.2 ล้านล้านบาท และสมาร์ทแฟกตอรี่ โดยโรงงานทั่วประเทศกว่า 1.39 แสนโรงงาน การจะเกิดระบบเหล่านี้ได้จะต้องมีทั้งเครื่องอ่านและอุปกรณ์ฝังอยู่ในตัวเครื่อง

หากภาคธุรกิจไม่เร่งลงทุนหรือปรับตัวเพื่อรับเทรนด์นี้ก็อาจเสียโอกาสได้ในอนาคต

 

เอไอเอสประกาศผลประกอบการยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 21:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464235

เอไอเอสประกาศผลประกอบการยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ1

เอไอเอสประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ยังครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ1 ลูกค้าเพิ่ม 5 แสนรายรวม 39.9 ล้าน

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอสประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2559 รายได้เพิ่ม 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมรายได้จากการบริการ 30,626 ล้านบาท จำนวนลูกค้าเพิ่ม 5 แสนราย รวมเป็น 39.9 ล้านราย ครองมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ทั้งด้านรายได้และจำนวนลูกค้า

เอไอเอสระบุว่า ผลประกอบการในไตรมาสนี้ของเอไอเอสเติบโตดี เป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่โตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้ในส่วนการใช้งานบริการข้อมูลเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนตามแนวโน้มการใช้งานของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงขึ้นเป็น 3 กิกะไบต์ต่อเดือน จากความนิยมในการใช้งานโซเชียลมีเดีย และวิดีโอคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการขยายเครือข่าย 4G ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพเครือข่ายที่รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้ แพ็กเกจราคาที่ดึงดูดใจ รวมทั้งโปรโมชั่นมือถือราคาพิเศษยังช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้ากว่า 5 แสนเลขหมาย รวมเป็น 39.9 ล้านเลขหมาย  ซึ่งนับว่าเพิ่มสูงสุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เอไอเอสไฟเบอร์ มีการเติบโตที่ดีอย่างเห็นได้ชัด โดยรายได้ในไตรมาส 3 ปี 2559 เพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าของปีก่อน และจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อเดือน สูงกว่าปีที่แล้วถึง 4 เท่า ณ สิ้นไตรมาส มีลูกค้ารวม 195,000 ราย พร้อมทั้งขยายพื้นที่บริการครอบคลุม 3 ล้านครัวเรือนใน 28 จังหวัด ด้วยราคาเริ่มต้น 590 บาท สำหรับความเร็ว 20/7 Mbps พร้อมส่วนลด 10% สำหรับลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า การเติบโตของเอไอเอสในภาพรวมของไตรมาสนี้ เป็นผลมาจากการมุ่งดำเนินงานตามกลยุทธ์หลัก ที่ต้องการเป็นผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัลแก่คนไทย เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆด้าน โดยการพัฒนาคุณภาพเครือข่าย 4G ความเร็วสูงที่ได้เร่งขยายเครือข่ายให้เข้าถึงลูกค้าทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย รวมไปถึงการพัฒนาเครือข่าย 3G และ 2G อย่างต่อเนื่อง ทำให้เอไอเอสเป็นเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ อีกทั้งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เอไอเอสไฟเบอร์ ที่ตอบสนองความต้องการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ในทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้เรายังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำต่างๆ ส่งมอบดิจิทัลคอนเทนต์ที่หลากหลาย  ตรงใจ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่น AIS PLAY

แนวทางดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ธุรกิจของเราสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ทำให้เอไอเอสสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีเครื่องยืนยันจากการเป็นผู้ให้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคมเพียงรายเดียวของไทย ที่ติดอันดับในดัชนีความยั่งยืน ดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) กลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมมุ่งมั่นสร้างสรรค์ และพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เพื่อให้คนไทยได้เชื่อมต่อถึงกันอย่างสะดวกสบาย เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้มากกว่าเดิม และช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุกๆ ด้าน

 

เทคนิคทำตลาดออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464156

เทคนิคทำตลาดออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ตลาดอี-คอมเมิร์ซประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินตลาดในปี 2559 จะมีมูลค่าแตะ 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20% จากปัจจัยการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยการเข้าถึงโลกออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าพีซี ซึ่งถือเป็นเทรนด์เดียวกันทั่วโลก

บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้ แพลนเน็ต ได้ขึ้นกล่าวในงานไทยแลนด์ ซอฟต์แวร์ แฟร์ 2016 ไว้ว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทางสมาร์ทโฟนของกลุ่มธุรกิจแบบบีทูซี (Business-to-Consumer : B-to-C คือ การขายสินค้าไปยังผู้บริโภค) นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าแบบออฟไลน์ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจเองจะต้องวางแผนการทำงานและบริหารช่องทางออนไลน์ ดังนี้

1.ตั้งเป้าสิ่งที่ต้องการ เจ้าของธุรกิจควรที่จะมีเป้าหมายในการทำตลาดออนไลน์ที่ชัดเจนก่อน ทั้งกลุ่มเป้าหมายคือใคร และคนกลุ่มนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหนบนโลกอินเทอร์เน็ต และธุรกิจของเราจะเข้าไปตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร มีจุดเด่นหรือความแตกต่างใดจากคู่แข่ง ยกตัวอย่างเช่น อยากขายของ แต่จะขายในรูปแบบใด ขายเป็นชิ้นย่อยบนแพลตฟอร์มลาซาด้า หากเป็นโรงงานผลิต จะสร้างการรับรู้ให้แก่คนซื้ออย่างไร ซึ่งเจ้าของธุรกิจต้องชัดเจนในสิ่งที่ต้องการขายก่อนค่อยตั้งเป้าธุรกิจ

2.วิเคราะห์ตลาด เริ่มต้นจากการวิเคราะห์พฤติกรรมของเจ้าของสินค้าเองก่อนว่าจะสามารถเข้าไปดูแลสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลอะไรบ้าง และนำมาเปรียบเทียบกับช่องทางออฟไลน์ เพราะการซื้อหาสินค้าของคนไทยนั้น ไม่ว่าอย่างไรการใช้ช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ยังคงคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ถ้ามีความสนใจในสินค้าบนช่องทางออฟไลน์ ลูกค้าจะเริ่มค้นหาหรือเดินทางไปตามหาสินค้า เมื่อสนใจก็จะสอบถามคนรอบข้างหรือคนที่เคยใช้งานมาก่อน จากนั้นค่อยมีการสั่งซื้อ

3.เลือกสร้างหน้าบ้านที่เหมาะสม เมื่อศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแล้ว จะทราบว่าลูกค้าน่าจะเข้ามาจากช่องทางใด เว็บไซต์ที่รองรับทุกการเข้าใช้งาน (Responsive Web) เพจในโซเชียลมีเดีย ไลน์แอดหรือโมบายแอพพลิเคชั่น เพราะการสร้างตัวตนหรือหน้าบ้านบนโลกออนไลน์นั้น จะส่งผลต่อการเปิดใช้งาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ หากกระตือรือร้นที่จะทำตลาดหรือโปรโมชั่นต่อเนื่องต่างก็มีโอกาสสำเร็จเหนือคู่แข่งทั้งสิ้น

4.บทความหรือคอนเทนต์ที่เหมาะสม การสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับสินค้าจะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราบ่อยขึ้น ยิ่งเนื้อหานั้นมีความน่าเชื่อถือจากความเชี่ยวชาญของเจ้าของสินค้าจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้อ่าน แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ตาม ยิ่งกูเกิลมีระบบค้นหาข้อมูลผ่านบทความ ยิ่งทำให้การค้นหาแบรนด์ของเรายิ่งง่ายขึ้น หากเจ้าของสินค้ามีการลงทุน SEO ก็ยิ่งมีโอกาสหาเจอง่ายขึ้น

5.ไม่มีธุรกิจใดไม่ใช้เงิน เจ้าของธุรกิจหลายรายยังมองว่าการใช้สื่อออนไลน์เป็นของฟรีและไม่พร้อมที่จะลงทุนเงินกับช่องทางเหล่านี้มากนัก ซึ่งความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด การสร้างความรับรู้และเข้าถึงลูกค้าต้องใช้เวลา เม็ดเงินขั้นต่ำที่ต้องลงทุนถ้ามีไม่ถึง 500 บาท/วัน อย่าเพิ่งเริ่มต้นทำตลาดออนไลน์

6.ระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ไม่ว่าเจ้าของธุรกิจจะใช้ช่องทางใดในโลกออนไลน์ก็ต้องมีบริการหลังบ้านที่ดี เพราะคนไทยชอบการสื่อสารกับบุคคลหรือตอบคำถามผ่านแชตบ็อกซ์ ไม่ว่าคุณจะลงรายละเอียดสินค้า ราคา ข้อมูลมากเพียงใด ก็ต้องเจอคำถามว่า ราคาเท่าไร รายละเอียดเป็นอย่างไร ดังนั้น ควรวางระบบคอลเซ็นเตอร์ไว้สำรอง สำหรับคนที่เห็นข้อมูลและโทรมาขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อปิดการขายอย่างราบรื่นและกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ

7.วิเคราะห์ผลและปรับปรุง หลังทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ แล้ว เจ้าของธุรกิจควรกลับมาย้อนดูสิ่งที่ทำในช่องทางออนไลน์ว่าสร้างความพึงพอใจของลูกค้าให้ลูกค้าได้หรือไม่ ทั้งจากคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย การตอบกลับและกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า เพื่อประเมินและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้ารอเกิดปัญหาร้องเรียนบนโลกออนไลน์จะยิ่งทำให้ธุรกิจเสียหายไปแบบไม่รู้ตัว

การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์นั้น จะช่วยขยายโอกาสในการตัดสินใจซื้อให้แก่ลูกค้าง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันลูกค้าจะเชื่อคนที่เคยใช้งานจริงมาก่อน ยิ่งภาคธุรกิจหันมาใช้ช่องทางนี้มากขึ้น จะยิ่งสร้างโอกาสในการซื้อขายได้มากขึ้นด้วย

 

“เพย์พาล” ตั้งคนไทยคุมออนไลน์โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/464153

"เพย์พาล" ตั้งคนไทยคุมออนไลน์โต

เพย์พาลหนุนคนไทยขึ้นผู้บริหาร ดัน “สมหวัง” เร่งสานต่อธุรกิจผลักดันอี-คอมเมิร์ซไทย

นายราหุล ชิงฮาล ผู้จัดการเพย์พาล ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า การแต่งตั้งนายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี เป็นผู้จัดการเพย์พาล (PayPal) ประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น จะช่วยขยายธุรกิจได้ทันกับความต้องการของตลาด รวมทั้งรองรับการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย

ทั้งนี้ จากประสบการณ์การทำงานกว่า 16 ปี ในแวดวงเทคโนโลยีและการเงิน ทำให้นายสมหวังมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านอี-คอมเมิร์ซอย่างมาก และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งการให้บริการด้านการชำระเงินออนไลน์ในประเทศแก่ผู้บริโภคชาวไทยมายาวนาน อีกทั้งฟินเทคกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ถือว่าเป็นโอกาสที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองด้านการชำระเงินให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค

ด้าน นายสมหวัง กล่าวว่า ได้เข้ามาทำงานและเรียนรู้ธุรกิจของเพย์พาลมานานเกือบปีแล้ว แต่เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะบริษัทเพิ่งได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบธุรกิจในไทย โดยหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องของการบริหารงานขายและการตลาด (Sale & Marketing) เป็นหลัก เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ

ผู้จัดการเพย์พาล ประเทศไทย กล่าวถึงแผนหลังรับตำแหน่งว่า ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้คงยังไม่มีแผนโปรโมทอะไร เพราะด้วยสถานการณ์ภายในประเทศขณะนี้ การทำตลาดต้องดูที่ความเหมาะสม แต่จะเน้นในเรื่องการทำความรู้จักกับธุรกิจต่างๆ ให้มากขึ้น แม้ว่าหลายธุรกิจที่เข้าไปคุยจะทราบอยู่แล้วว่าเข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ แต่การประกาศอย่างเป็นทางการจะช่วยสร้างความมั่นใจมากขึ้น

 

กสท.ถกพักในอนุญาต15วันช่อง24TVเหตุจ้อปมจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463864

กสท.ถกพักในอนุญาต15วันช่อง24TVเหตุจ้อปมจำนำข้าว

กสท.ประชุมจันทร์นี้ถกวาระพักใบอนุญาต 15 วัน ช่อง 24TV ปมนำเสนอเรื่องจำนำข้าวพร้อมหารือแผนเยียวยา อสมท.

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 38/2559 วันจันทร์ที่ 7 พ.ย.นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ เตรียมถกเรื่องร้องเรียนกรณีการตรวจสอบพบการออกอากาศรายการ “คมข่าว” ทางช่อง 24 TV เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 59 เวลา 17.11 – 17.54 น. เนื่องจากมีลักษณะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลของการมีคำสั่งให้เรียกอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม เนื่องจากการดำเนินโครงการดังกล่าว ประชาชนที่เป็นชาวนาได้รับประโยชน์ โดยเมื่อยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกิดสภาวะราคาข้าวตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา ซึ่งมีลักษณะเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้ประชาชนเกิดความสับสนเกี่ยวกับสภาวะราคาข้าวตกต่ำ และการดำเนินการกับอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“อนุกรรมการด้านเนื้อหาเสียงข้างมากมองว่าอาจเป็นการขัดต่อข้อกำหนดในบันทึกข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกับสำนักงาน กสทช. และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอให้ กสท.พิจารณามาตรการทางปกครองโดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 15 วัน”น.ส.สุภิญญากล่าว

น.ส.สุภิญญากล่าวว่า วาระนี้มีประเด็นที่ กสทช.จะถูกมองว่าใช้กฎหมายปิดกั้นการแสดงออกของฝ่ายที่เห็นต่างอีกครั้งโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถาม ตรวจสอบแนวทางของรัฐต่อนโยบายการจำนำข้าวและเรื่องคดีความสืบเนื่องรวมถึงปัญหาชาวนาและราคาข้าวตกต่ำในเวลานี้  ดังนั้น กสท.ควรพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย การถกเถียงในนโยบายสาธารณะเช่นการช่วยเหลือชาวนา สื่อควรทำได้แบบเปิดเผย แต่ถ้าเห็นว่าช่องใดเสนอความเห็นเอียงข้างใดมากไป กสท.ควรสั่งให้เขาเสนอความเห็นให้ครบถ้วนก่อน คงดีกว่าไปสั่งปิดสถานีจอดำเลย เพราะการสั่งพักใช้ใบอนุญาตถือว่ามีความผิดร้ายแรง และอาจเป็นการลงโทษที่เกินสัดส่วนความเป็นธรรมได้

“รายการ คนข่าว เคสนี้มีจุดอ่อนคือเลือกข้างชัดเจน ทำให้เนื้อหามีความไม่เป็นกลาง จนอาจกลายเป็นพีอาร์การเมืองได้ แต่ยังไม่คิดว่าเลยเถิดถึงขั้นผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงจนต้องถูกพักใช้ใบอนุญาตทันที ถ้าลองเทียบกับแนวทางที่ กสทช.ใช้กำกับดูแลโทรทัศน์ช่องอื่นซึ่งดูเหมือนจะมีความเห็นเลือกข้างบ้างเช่นกัน เพื่อไม่ให้ กสทช.ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ ถ้าบอร์ด กสท.เห็นว่าเนื้อหาใดไม่เหมาะสมก็ควรใช้วิธีพูดคุย ขอความร่วมมือ เตือน และปรับทางปกครองก่อน เหมือนมติที่ใช้กับสถานีอื่นๆที่ผ่านมา จะได้ดูมีมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าทีวีช่องนั้นจะเชียร์หรือค้านรัฐบาลก็ตาม”น.ส.สุภิญญา กล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุมมีการพิจารณา วาระการจัดทำ(ร่าง)แผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560) โดยคณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ ได้เสนอสาระสำคัญของแผนฯ อาทิ การคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือการปรับปรุงใช้คลื่นความถี่ การเตรียมคลื่นความถี่เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิตอลในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ การใช้คลื่นความถี่เพื่อความมั่นคงของรัฐตามความจำเป็น การเพิ่มคลื่นความถี่เพื่อรองรับการสื่อสารเคลื่อนที่ความเร็วสูง การใช้งานคลื่นความถี่ร่วมกัน การปรับปรุงค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่ และการบูรณาการระบบริหารคลื่นความถี่อัตโนมัติ รวมทั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการรับฟังความเห็นสาธารณะต่อไป ซึ่งวาระนี้มีความสำคัญมาก เพราะคือการร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ที่จะกระทบการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมด ฝากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจับตา

วาระอื่นๆน่าจับตา ได้แก่ วาระแนวทางการดำเนินคดีปกครอง กรณี กรมประชาสัมพันธ์ ฟ้อง กสทช. ขอให้เพิกถอนคำสั่งปรับ ตามมติ กสท. จากการดำเนินการขยายโครงข่ายสัญญาณดิจิตอลทีวีล่าช้า วาระ อสมท. แจ้งเหตุระงับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอลพร้อมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วาระการสนับสนุนให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อย่างทั่วถึง

วาระการพิจารณาเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาในการพิจารณาประเด็นและข้อมูลสารสนเทศที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นภายหลังการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่าง ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อม และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง บริการชุมชนที่มีคุณภาพ พ.ศ. … วาระต่อใบอนุญาตของบริษัทเดโมเครซี่ นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ช่องรายการ TV 24 วาระเพื่อทราบรายงานฉบับสมบูรณ์เรื่อง “การศึกษาผลการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล” และ รายงานกรณีศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญอื่นๆที่ สำนักงานเสนอเป็นวาระลับมาด้วย คาดว่าหลังการลงมติแล้วจะเปิดเผยต่อไป ติดตามผลการประชุมทั้งหมดในวันจันทร์นี้

 

กสท.ออกแนวปฏิบัติการออกอากาศทีวีหลังครบ30วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463389

กสท.ออกแนวปฏิบัติการออกอากาศทีวีหลังครบ30วัน

กสท.ออกแนวปฏิบัติการออกอากาศรายการทางสถานีโทรทัศน์หลังครบ 30 วัน พร้อมกำหนดระดับความเหมาะสมของรายการตามห้วงเวลา

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 37/2559 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2559 ได้พิจารณาเรื่อง แนวทางปฏิบัติเพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และผู้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการกระจายเสียง ภายหลัง 30 วัน ดังต่อไปนี้

1.กรณีการถ่ายทอดสด ปฏิบัติดังนี้

1.1 กรณีที่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชพิธีต่าง ๆ จากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้ทุกสถานีเชื่อมโยงสัญญาณในทันที

1.2 กรณีที่มีการถ่ายทอดสดการเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือกษัตริย์ต่างประเทศมาร่วมในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลจากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์ ให้สถานีโทรทัศน์ในระบบภาคพื้นดินสลับสับเปลี่ยนกันเชื่อมโยงสัญญาณ ตามตารางแนบท้าย

1.3 กรณีรายการ “ศาสตร์แห่งพระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้ทุกสถานีเชื่อมโยงสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ทุกวันศุกร์

2. การออกอากาศรายการของสถานี ให้นำเอารายการปกติมาออกอากาศได้ โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมของรายการ เพื่อเป็นการปรับบรรยากาศและความรู้สึกของประชาชนให้เป็นไปตามลำดับ จึงเห็นควรกำหนดระดับความเหมาะสมของรายการที่จะนำมาออกอากาศในแต่ละห้วงเวลา ดังนี้

2.1 ระหว่างวันที่ 13-18 พ.ย. 2559 ให้สามารถนำเอารายการที่มีระดับความเหมาะสมสำหรับปฐมวัย (ป) สำหรับเด็ก (ด) รายการทั่วไป (ท) และสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) มาออกอากาศได้ โดยรายการทั่วไป (ท) และรายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) ไม่ควรมีเนื้อหาที่มีลักษณะตลก เฮฮา ความรุนแรง เรื่องทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย

2.2 ระหว่างวันที่ 19 พ.ย. 2559 ถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 ให้สามารถนำเอารายการที่มีระดับความเหมาะสมสำหรับปฐมวัย (ป) สำหรับเด็ก (ด) รายการทั่วไป (ท) สำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) สำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (น18) มาออกอากาศได้ โดยรายการทั่วไป (ท) รายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป (น13) และรายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป (น18) ไม่ควรมีเนื้อหาที่มีความรุนแรง เรื่องทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ทั้งนี้ รายการเฉพาะไม่เหมาะสำหรับเด็ก และเยาวชน (ฉ) ขอให้ออกอากาศหลังจากวันที่ 21 ม.ค. 2560

3. การนำเสนอรายการที่เกี่ยวกับการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงความอาลัย การเทิดพระเกียรติ ให้ผู้รับใบอนุญาตกำหนดเพิ่มเติมไว้ในผังรายการอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา จนถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560 ทั้งนี้ ควรกำหนดอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนส่วนมากได้รับชม

4. การนำเสนอรายการที่เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิต การพัฒนาประเทศ การสนับสนุนประชาชนให้เข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยี ให้ผู้รับใบอนุญาตพิจารณากำหนดเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

5. การแต่งกายของพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้ประกาศ ให้อยู่ในโทนสีดำ ขาว (เน้นสีดำ) สุภาพ ทั้งนี้ กรณีผู้ร่วมรายการขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม

6. การแสดงตราสัญญาลักษณ์ของสถานี (LOGO) ควรปรับโทนสีเป็นโทนขาว ดำ และให้อยู่ในตำแหน่งมุมล่างขวาของจอ จนถึงวันที่ 21 ม.ค. 2560

7. การโฆษณา ให้ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางเดียวกับระดับความเหมาะสมของเนื้อหารายการที่สามารถออกอากาศได้ในแต่ละห้วงเวลาตามข้อ 2.

8. การแจ้งเปลี่ยนแปลงผังรายการ ให้ยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำผังรายการสำหรับการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ข้อ 14 และข้อ 15 จนถึงวันที่ 2 ธ.ค. 2559

 

แยกลงทุนเน็ตหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/463339

แยกลงทุนเน็ตหมู่บ้าน

บอร์ดดีอีจัดระเบียบกระทรวง ดิจิทัลฯ-กสทช. ให้เสร็จปีหน้า แยกลงทุนขยายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน พร้อมดันสมาร์ทซิตี้เพิ่มเป็น 6 แห่ง

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน ได้รับทราบความคืบหน้าการลงทุนเพื่อขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศและอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ ซึ่งจะใช้วงเงินลงทุนรวม 2 หมื่นล้านบาท โดยยืนยันว่าทั้งสองส่วนนี้จะลงทุนได้ทันภายในกรอบเวลาปี 2560 จะมีบางส่วนที่เหลื่อมไปในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ ในส่วนโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบการแยกการลงทุนที่ชัดเจนระหว่างกระทรวงดีอีกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ชัดเจนไม่ให้เกิดความซาซ้อน โดยกระทรวงดีอีจะดำเนินการลงทุนขยายโครงข่ายในหมู่บ้าน 2.47 หมื่นแห่ง ภายใต้วงเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแยกเป็นงบ 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2560 และอีก 2,000 ล้านบาท ในปี 2561

ขณะที่ กสทช.จะรับไปลงทุนใน 1.96 หมื่นแห่ง แยกเป็น 3,920 แห่ง ตามโครงการเดิมของ กสทช.และรับเพิ่มเติมใหม่จากการเห็นชอบในการประชุมครั้งนี้อีก 1.57 หมื่นแห่ง ทั้งหมดจะใช้งบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO)

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการลงทุนในเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เพื่อขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้ดำเนินการควบคู่กับการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศ โดยจะให้แล้วเสร็จในปี 2560 เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบดำเนินโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้อีก 4 แห่ง จากปัจจุบันที่ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือ จ.ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยจะเป็นการดำเนินการในกรุงเทพฯ ภาคตะวันออก และพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคมจะเติมแผนงานที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทซิตี้เข้ามาเพื่อให้การพัฒนามีความสมบูรณ์มากขึ้น การดำเนินการนี้จะอยู่ในกรอบเวลา 5 ปี ที่จะมีสมาร์ทซิตี้ 6 เมือง และจะเพิ่มเป็น 10-12 แห่ง ในอีก 10 ปี และเป็นเท่าตัวในอีก 20 ปี

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนายุทธศาสตร์ ตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว 20 ปี และจะใช้เป็นแผนอ้างอิงสำหรับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ในการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลของหน่วยงานและจัดทำคำของบประมาณประจำปีต่อไป

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายและตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในด้านไอซีทีให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 25 อันดับแรก และมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ดีขึ้นเป็น 35 อันดับแรก และสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 18.2%