Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663113

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 06:30 น.Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เปิด 10 อันดับอาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ มีส่วนช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัส มีงานวิจัยทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ดต่าง ๆ รวมไปถึงธัญพืช และถั่ว (Plant-Based Diet) เป็นประจำช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 73% และการรับประทานจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช ถั่ว ปลา และซีฟู๊ด (Pescatarian) เป็นประจำจะช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 59% ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ COVID–19 ที่เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์เป็นประจำ จะมีอาการป่วยหนักกว่าผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่รับประทานอาหารจากพืช มากกว่าถึง 3 เท่า

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยมากกว่า 20 ปี จาก Addlife Check-Up Center แนะนำ 10 อันดับ อาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

1. กระเทียม มีเควอซิทิน (Quercetin) และอัลลิซิน (Allicin) สารสำคัญที่ช่วยต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ และมีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

2. ขมิ้น มีวิตามินซี เคอร์คูมิน (Curcumin) มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติ

3. ผักเคล หรือผักคะน้า มีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และเควอซิทิน (Quercetin) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

4. เห็ดต่างๆ มีสารเบต้ากลูแคน (Beta-Glucan) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

5. มะขามป้อม มีวิตามินซีค่อนข้างสูงโดยพบว่าสูงกว่าส้มถึง 8 เท่า มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน

6. กิมจิ มีสารสำคัญ โปรไบโอติกส์ (Probiotics) ชนิดแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ช่วยให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

7. มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่ล้วนแต่เป็นสารสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว จึงมีความสามารถในการสกัดกั้นเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

8. เมล็ดฟักทอง มีวิตามินอี โอเมก้า-3 และสังกะสี ที่มีส่วนเพิ่มการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ดาร์กช็อคโกแลต อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับไวรัส

10. แซลมอน มีวิตามินดี และโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และเป็นสารสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท ชาเขียว มีสารสำคัญคาเทชิน (Catechin) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปรับภูมิคุ้มกัน และช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 การนำอาหารเหล่านี้มาใช้ปรุงอาหารก็จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรที่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ 100% จึงควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่าง ก็จะช่วยให้สามารถห่างไกลจาก COVID-19 ได้

‘ขี้แพ้’ หมอไขความลับ ‘เด็ก’ แพ้อะไรได้บ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663068

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:10 น.'ขี้แพ้' หมอไขความลับ 'เด็ก' แพ้อะไรได้บ้าง?เฝ้าระวัง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” รู้จัก เข้าใจ พร้อมรับมือ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา เผยที่มา-อาการของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เพื่อให้พ่อคุณแม่ทำความเข้าใจและรับมือ เมื่อลูกน้อยต้องพบกับอาการ “แพ้”

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ทุกชนิด โดยถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้ว ลูกก็จะมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่ในสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ละอองหญ้า เกสรดอกไม้ ใกล้ชิดคนสูบบุหรี่ พื้นที่ที่มีฝุ่น pm 2.5 หนาแน่นจะเพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของการเป็นโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ในเด็กสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช จึงได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อให้พ่อคุณแม่ได้รู้จัก ทำความเข้าใจ และรับมือได้เมื่อลูกน้อยเป็นโรคภูมิแพ้

การเกิดโรคภูมิแพ้มักเป็นไปตามอายุ เช่น

โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยมีการแพ้อาหารของเด็ก ตามช่วงอายุดังนี้

  • การแพ้โปรตีนนมวัว (cow’s milk protein allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยพบว่าการที่แม่ดื่มนมวัวปริมาณมากกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร การมีพี่น้องมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • การแพ้ไข่ (Egg allergy) แพ้แป้งสาลี (Wheat allergy) แพ้ถั่ว (Peanut allergy) ในปัจจุบันพบว่าเกิดได้ทั้งจากที่เด็กเริ่มกินเองเป็นครั้งแรก หรือที่ผ่านทางน้ำนมแม่ ก็มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) จะต่างจากการเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร มักจะพบในช่วงเด็กอายุ 2-3 ขวบปี โดยพบว่าการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา หญ้า วัชพืช และละอองเกสร รวมไปถึงการมีสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน ทั้งสุนัข และแมว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอายุที่น้อยลง และกระตุ้นทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้

การเกิดภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัส (Viral induced wheezing) และการเป็นโรคหอบหืด (Asthma) นั้น สามารถพบได้ในช่วงอายุที่หลากหลาย ซึ่งถ้ามีภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัสบ่อยครั้งก่อนอายุ 5 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดได้มากกว่าปกติถึง 2-3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อจากไวรัสทางเดินหายใจ RSV

อาการแสดงเบื้องต้นของการแพ้อาหารมีได้หลายลักษณะ

อาการทางผิวหนัง เช่น

  • ผื่นคัน ผื่นแดง ผื่นเม็ดทราย (Maculopapular rash) ซึ่งมักพบบริเวณลำตัวได้มากที่สุด
  • ผื่นแพ้ผิวหนังบริเวณที่เฉพาะเจาะจง (Atopic dermatitis) มีลักษณะหยาบ หนา แห้ง คันเรื้อรัง เฉพาะบริเวณ เช่น แก้ม ข้อมือ ข้อเท้า ข้อพับแขนขา รวมไปถึงตามลำตัวและท้องได้ ซึ่งผื่นนี้ เด็กทารกมักมีอาการคันมาก การเกาทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตามมาได้บ่อย ๆ ทำให้รักษาหายขาดได้ยาก
  • ผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน (Urticaria)
  • อาการบวมของเยื่อบุบริเวณเปลือกตา ปาก หู ทั่วใบหน้า (Angioedema) ไปจนถึงแพ้แบบรุนแรงAnaphylaxis ได้

อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น

  • การแน่นจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ ไหลเรื้อรัง หรือเป็น ๆ หาย ๆ (Rhinorrhea/Rhinitis) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของภูมิแพ้อากาศได้
  • หายใจครืดคราด ติดขัด หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก (Chest tightness) ไปจนถึงหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของโรคหอบหืดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อาการทางระบบทางเดินหายใจอาจมีความรุนแรงไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น

  • การคัน ระคายในคอในช่องปาก ปวดท้องแบบบีบเกร็ง ซึ่งทำให้ทารกร้องกวนบ่อย ๆ นอนได้ไม่นาน ไม่สบายท้อง แน่นท้อง (Abdominal discomfort) ลักษณะเหมือนมีลมในท้อง ซึ่งอาจทำให้สะอึกหรือขย้อนนมตามหลังการกินนมได้
  • ถ่ายบ่อย ถ่ายท้องเสีย (Enteritis) โดยเฉพาะถ่ายปนมูก ถ่ายปนมูกเลือด (Mucous bloody stool appearance)
  • กินนมยาก น้ำหนักไม่ขึ้น เลี้ยงไม่โต
  • ร้องไห้โคลิค (Colic)

คำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นอาหารมื้อแรก ในเด็กกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร เป็นดังนี้

1. ข้าว เป็นอาหารหลัก เริ่มที่มื้อแรก ควรเป็นข้าวขาว ในทารกที่กินนมแม่สามารถกินเป็นข้าวบดผสมนมแม่ได้

2. ผัก ผลไม้ เริ่มที่อายุ 4-6 เดือน เนื่องจากเป็นอาหารความเสี่ยงน้อยต่อการแพ้อาหาร สามารถกินซ้ำเพียง 2-3 วัน ได้ตามลำดับ

  • ผักสีขาว-เขียวอ่อน : ผักกาดขาว หัวหอม หัวไชเท้า ซูกินี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
  • ผักสีเขียวเข้ม : ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง บลอคโคลี่ ผักโขม
  • ผักสีเหลือง ส้ม แดง ม่วง : ข้าวโพด ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ บีทรูท มะเขือม่วง

3. เนื้อสัตว์ เริ่มที่อายุ 6 เดือน: เนื้อไก่ เนื้อหมู ตับ และปลาน้ำจืด ตามลำดับ

4. อาหารกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรเริ่มตามอายุ ดังนี้

  • ไข่แดง : อายุ 6 เดือน
  • ไข่ขาว : อายุ 7-9 เดือน
  • แป้งสาลีและธัญพืช : 11-12 เดือน
  • ถั่วเหลือง : อายุ 6-7 เดือน
  • ถั่วลิสง และถั่วเปลือกแข็ง : อายุ 3 ปีขึ้นไป
  • อาหารทะเล เช่น ปลาทะเล กุ้ง ปู หอย : อายุ 2 ปีขึ้นไป / ปลาหมึก : อายุ 2-3 ปีขึ้นไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662863

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 15:05 น.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!!แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ชวนรู้จักกับระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring เทคโนโลยีเช็กหัวใจจากระยะไกล ตัวช่วยให้รู้สึกอุ่นใจเหมือนใกล้หมอ

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคม และการให้บริการอินเตอร์เน็ตที่มีอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการติดตามผู้ป่วยโรคหัวใจแบบทางไกล หรือที่เรียกกันว่า “Tele Heart Rhythm Monitoring” ด้วยระบบเทคโนโลยีนี้ทำให้ทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถที่จะตรวจจับการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามคำแหง ระบุว่า หัวใจสำคัญในการดูแลรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็คือ การได้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าการเต้นของหัวใจในขณะที่เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อที่จะสามารถแยกได้ว่าอาการใจสั่นนั้นใช่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ และถ้าใช่ จะเป็นการเต้นผิดจังหวะชนิดใด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจะต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะที่มีอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายนั้นไม่สามารถที่จะเดินทางมาโรงพยาบาลไหวเนื่องจากมีอาการเยอะ ในผู้ป่วยหลายคนที่เดินทางมาถึงอาการก็หายเป็นปกติแล้ว จึงไม่สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าขณะมีอาการได้ ในบางรายแพทย์จึงได้ทำการติดตั้งเครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจตลอดเวลา 24-48 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยก็อาจไม่แสดงอาการในระยะเวลานั้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้นนั่นคือ “เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจแบบพกพา” ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกับโทรศัพท์มือถือแต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อคนไข้มีอาการสามารถนำเครื่องนี้มาทาบที่หน้าอกแล้วกดปุ่มบันทึก เครื่องนี้ก็จะบันทึกการเต้นของหัวใจเราไว้ แล้วส่งข้อมูลขึ้นสู่ Cloud หรือ Server ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และระบบจะทำการแยกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะของคนไข้เป็นชนิดที่รุนแรงหรือไม่ แล้วดำเนินการส่งข้อมูลให้ทางแพทย์ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งผลให้ผู้ป่วยเพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป

สำหรับคนไข้อีกกลุ่มที่เหมาะสำหรับเครื่อง Tele Heart Rhythm Monitoring คือผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่เรียกว่า Atrial Fibrillation หรือ AF หรือหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว ที่มักพบในกลุ่มคนสูงอายุ ด้วยความก้าวหน้าที่มากขึ้นในทุกวันนี้ คือการใช้ระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring ที่ตรวจวัดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ข้อมูลจะถูกส่งมายังแพทย์ หากพบความผิดปกติจะได้รักษาทันท่วงทีก่อนที่จะเป็นอัมพาต

ดังนั้น การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเทคโนโลยี Tele Heart Rhythm Monitoring ที่สามารถแสดงข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบการวิเคราะห์ทางการแพทย์เบื้องต้น และยังมีระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลที่สามารถให้คุณส่งกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้แพทย์ พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นตามหลักการแพทย์ เครื่องวัดไฟฟ้าหัวใจส่วนบุคคลจึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมดูแลสุขภาพหัวใจที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพได้ดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างดีที่สุด สนใจเข้ารับการดูแลสุขภาพหัวใจทางไกล สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลรามคำแหง แผนกหัวใจเต้นผิดจังหวะ โทร. 02-743-9999 ต่อ 3450

ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662756

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 12:35 น.ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Homeอายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับห่วงหนุ่มสาววัยทำงาน แนะวิธีลดเสี่ยงไขมันพอกตับ ฉบับ Work from Home

จะว่าไปแล้วในช่วงเวลานี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นั้นทำให้สถานพยาบาลต่างๆ ล้นไปด้วยผู้ป่วย อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ก็มีงานล้นมือ

สำหรับหนุ่มสาวหรือใครๆ ที่ต้อง Work from Home กันยาวๆ ในช่วงนี้อาจมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวและไขมันที่พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ตับ” ก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่มีการสะสมไขมันและนับเป็นภัยซ่อนเร้นที่กว่าจะแสดงอาการให้เจ้าตัวรู้ ก็มักเป็นหนักมากแล้ว

ข้อมูลโดย นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ อายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.พญาไท 2 เผยว่า จริงๆ แล้วตับมีหน้าที่หลายอย่าง แต่ที่เกี่ยวข้องกับไขมันโดยตรงคือ การผลิตน้ำดีเพื่อย่อยไขมันและเก็บสะสมพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปในรูปของไขมัน ขณะเดียวกันตับก็มีหน้าที่กำจัดของเสีย นอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังมีสาเหตุอื่น เช่น น้ำตาลจากน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้กระป๋อง ก็เป็นสาเหตุของไขมันเกาะตับได้ ซึ่งทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตับทำงานหนักเกินไปก็จะเกิดความเสียหายและนำไปสู่การอักเสบและการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา นี่ยังไม่รวมถึงการมีภาวะของโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI ได้ตั้งแต่ 25-30 ขึ้นไป) รวมถึงการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับโดยตรง

อยู่บ้านออกกำลังกาย สลายไขมันด้วยหัวใจโซน 2

เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องนำไปสู่การเป็นไขมันพอกตับ ดังนั้นเพื่อป้องกันให้ถูกทาง เราจึงควรลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ก็ควรลดน้ำหนักโดยให้ค่า BMI อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ควรลดนำหนักอย่างรวดเร็วหรือเกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับได้

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้บอกไว้ว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีที่สุด เพราะร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันออกมาใช้เป็นอย่างแรก

วิธีคิดอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซน 2 ก็มีสูตรง่ายๆ คือ นำตัวเลข 220 ลบด้วยอายุ เช่น อายุ 30 ปี จะได้ตัวเลข 220-30=190 ให้นำตัวเลข 190 นั้น มาคำนวณให้ที่ 60-70% ซึ่งก็คือ 114-133 อันเป็นอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันนั่นเอง ที่สำคัญอย่างลืมทำให้ได้วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ร่วมกับการเลือกรับประทานอาหารปรุงแต่งน้อยในสัดส่วนที่เหมาะสม ละลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เข้านอนก่อนสี่ทุ่มซึ่งเป็นช่วงที่ตับซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น หากเป็นไปได้ก็ควรตรวจสุขภาพประจำปี เท่านี้ก็จะช่วยให้ไขมันในตับลดลงได้ แต่หากใครยังกังวลหรือสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคไขมันพอกตับซะแล้ว ก็สามารถเข้ารับการตรวจวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง FibroScan ได้ที่โรงพยาบาล

สมุนไพรกินได้ แต่ต้องกินให้เป็น

แม้สมุนไพรจะเป็นยาที่ผลิตจากธรรมชาติ และในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนหนึ่งก็หันมาเลือกกินสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร เพราะหาได้ง่ายกว่ายาแผนปัจจุบัน แต่การใช้อย่างไม่ถูกวิธีก็อาจส่งผลเสียต่อตับได้ เนื่องจากตับต้องทำงานหนักขึ้นในการกำจัดสารที่มากับยา นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังมีฤทธิ์เย็น การกินมากหรือติดต่อกันนานอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด เกิดอาการอ่อนเพลีย แขนขาชา รวมถึงระบบย่อยอาหารอ่อนแอซึ่งทำให้ท้องเสีย โปรดจำไว้ว่าการกินยาฟ้าทะลายโจรนั้น เราจะกินเพื่อการรักษา ไม่ควรกินเพื่อป้องกัน

ท้ายที่สุด ก่อนกินยาสมุนไพรใดๆ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร มิเช่นนั้นอาจได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากปริมาณยาและการกินติดต่อนานเกินไป ทั้งนี้ หากมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น หายใจขัด หน้าหรือริมฝีปากบวม ก็ต้องหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที ที่สำคัญควรหาซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีเครื่องหมาย อย. กำกับด้วยเสมอ

หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662548

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 15:59 น.หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ เผยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ กล่าวว่า “ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด”

ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย

นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว”

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้

– ผู้สูงอายุ

– โรคอ้วน

– โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง

– โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด

– โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2

– โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต

– โรคตับเรื้อรัง

– มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด

คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ

“สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก” นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย

งานวิจัยเผย ‘โคเอนไซม์ คิวเทน’ ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662511

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 08:55 น. งานวิจัยเผย 'โคเอนไซม์ คิวเทน' ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ไข่แก่-ท้องยาก-อายุเกิน 35 ปี ยังมีตัวช่วย ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ศึกษางานิจัยพบ “โคเอนไซม์ คิวเทน” สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ได้

เริ่มต้นเกริ่นให้เข้าใจกันก่อนว่า โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) หรือโคคิวเท็น (CoQ10) คือสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินซึ่งร่างกายสามารถผลิตได้เองในปริมาณหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นระดับของ โคเอนไซม์คิวเทนจะลดลง โดย โคเอนไซม์ คิวเทน ทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตพลังงานของเซลล์ โดยเข้าไปกระตุ้นให้ ไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial) ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานไฟฟ้าที่คอยผลิตพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย โดยพบโคเอนไซม์ คิวเทน ได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และถูกพบมากในอวัยวะที่ทำงานหนักตลอดเวลา หรือเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวนไมโทคอนเดรียมาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง และเซลล์สืบพันธุ์ และนอกจากนี้ โคเอนไซม์ คิวเทน ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากอีกตัวนึงที่ส่งผลช่วยในการชะลอวัย

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ที่ปรึกษาเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ และผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เผยว่า “จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยาก มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาพบว่า ระดับของ โคเอนไซม์ คิวเทน จะลดลงตามอายุ ยิ่งมีความเสื่อมของเซลล์มากขึ้นจะสัมพันธ์กับระดับโคเอนไซม์ คิวเทนที่ลดลง ดังนั้น จึงมีการนำ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้ามาทดลองรักษาโรคความเสื่อมต่างๆ มาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ด้วย”

โดยครูก้อย นัชชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปี ระดับของโคเอนไซม์คิวเทนเริ่มลดลง ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงกังวล เพราะ โคเอนไซม์ คิวเทน มีส่วนช่วยในเรื่องของเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ โดยเฉพาะในเซลล์สืบพันธุ์ อย่างเช่น เซลล์ไข่ หากเซลล์ไข่ไม่มีพลังงานจะไม่สามารถปฏิสนธิได้ หรือกระบวนการแบ่งตัวอ่อนอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่าเซลล์ไข่ขาดพลังงาน ดั้งนั้นในผู้หญิงขาดสารโคเอนไซม์คิวเทน หรือผู้หญิงที่มีอายุเกิน 35 ปี เซลล์ไข่จะเริ่มเสื่อมและด้อยคุณภาพลง หรือเรียกได้ว่า “ไข่แก่” นั่นเอง ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ไม่ดี อาจส่งผลให้ตัวอ่อนไม่เจริญเติบโต แท้งง่าย หรือไม่เกิดการปฏิสนธิ ทำให้ท้องยาก

ครูก้อย นัชชา ระบุว่า “เซลล์ไข่แก่จากอายุที่มากขึ้นจะมีไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพอยู่ ดังนั้น การได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรียจะทำให้เซลล์ไข่กลับคืนสภาพมาเต่งตึง และพร้อมเกิดการปฏิสนธิแลกเปลี่ยนโครโมโซม มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้”

โดยครูก้อย นัชชา ได้อ้างอิงการศึกษางานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2009 พบว่า Coenzyme Q10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ ทำให้ไข่มีคุณภาพมากขึ้น โดยงานวิจัยได้ทำการทดลองในหนูที่มีอายุมากที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซลล์ไข่ของหนูในห้องทดลองมีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งการทาน โคเอนไซม์ คิวเทน อาจช่วยเพิ่มคุณภาพของเซลล์ไข่ของผู้หญิงที่มีอายุมากได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากนั้นในปี 2015 มีงานวิจัยอีกฉบับหนึ่งได้ทำการศึกษากับมนุษย์ เกี่ยวกับ Restore oocyte mitochondrial function เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการช่วยฟื้นฟูการทำงานไมโทคอนเดรียของเซลล์ไข่ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ชื่อว่า Coenzyme Q10 restores oocyte mitochondrial function and fertility during reproductive aging ทำการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ ตีพิมพ์ในวารสาร Aging Cell เมื่อปี 2015 เป็นการศึกษาของอเมริกาและแคนนาดา พบว่า การที่อายุมากขึ้นส่งผลให้ไมโทคอนเดรียทำงานได้น้อยลง อันเนื่องมาจากขาด โคเอนไซม์ คิวเทน ที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่ ไข่เสื่อมลง และส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก

นอกจากนี้ ยังมีวิจัยอีกฉบับหนึ่งที่ทำการวิจัยในมนุษย์ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว โดยได้ทำการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงที่มีประสิทธิภาพการตอบสนองรังไข่ไม่ค่อยดี เป็นงานวิจัยจากประเทศจีน ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive Biology and Endocrinology เมื่อปี 2018 ได้ทำการวิจัยในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย โดยให้ทาน โคเอนไซม์ คิวเทน 60 วัน ล่วงหน้าก่อนที่จะไปเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ พบว่า ผู้หญิงที่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน มีการใช้ฮอร์โมนในการกระตุ้นที่น้อยลง ช่วยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น ช่วยทำให้ไข่สุก และยังได้จำนวนการเก็บไข่เพิ่มมากขึ้น มีอัตราการปฏิสนธิสูงขึ้น อีกทั้งยังมีสถิติการตั้งครรภ์สูงขึ้นจากการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกอีกด้วย

และล่าสุดมีงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2020 ได้ทำการวิจัยในผู้หญิงอายุมาก (อายุ 38-46 ปี) พบว่า การรับประทาน Q10 ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ รวมถึงช่วยลดอัตราการแบ่งเซลล์และโครโมโซมผิดปกติของเซลล์ไข่อีกด้วย โดยจากการศึกษาพบกว่า ผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จะพบอัตราไข่สุก 83 % มากกว่าผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ไม่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน ที่พบอัตราไข่สุกเพียง 63 % แต่สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน และไม่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน

จากการรวบรวมการศึกษางานวิจัย ครูก้อย นัชชา ได้ให้ข้อสรุปว่า โคเอนไซม์ คิวเทน ช่วยทำให้คุณภาพของเซลล์ไข่ดีขึ้นได้ และพบว่า อัตราการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เสริมเข้าไป ไม่ต่ำกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อบำรุงร่างกายหรือฟื้นฟูสภาพเซลล์โดยไม่ควรรับประทานเกิน 100 มก.ต่อวัน

ดังนั้น โคเอนไซม์ คิวเทน จึงเป็นหนึ่งในวิตามินที่ผู้หญิงวางแผนตั้งครรภ์ควรรับประทานให้เพียงพอ ควบคู่กับการทานโฟลิกที่ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ทุกคนต้องทานล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างสมบูรณ์ ลดอัตราทารกพิการแต่กำเนิด และเสริมด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน เพราะจะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ไข่ปฏิสนธิได้สมบูรณ์ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ไข่ ช่วยให้เซลล์ไข่สามารถแบ่งเซลล์ได้เป็นปกติ กลายเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ฝังตัวเป็นครรภ์ที่แข็งแรงต่อไป ควบคู่กับกับวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆให้ครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหาร 70% วิตามิน 30% โดยสามารถศึกษารายละเอียด “คัมภีร์อาหารที่คนอยากท้องต้องกิน”  หรือสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง babyandmom และทางยูทูป BabyandMom

ประมาทไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่า 18 ล้านชีวิตต่อปี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662472

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 15:40 น.ประมาทไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่า 18 ล้านชีวิตต่อปี!แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ เผยการวัดระดับแคลเซียมผนังหลอดเลือดหัวใจ วิธีตรวจเช็กโอกาสที่จะเป็น “โรคหลอดเลือดหัวใจ”

หลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวหรือคลิปวิดีโอการเสียชีวิตฉับพลันของผู้คนมากมาย ทั้งดารา นักแสดง นักการเมือง หรือแม้กระทั่งนักกีฬาเองก็ดี คำถามที่ทุกคนคงอยากจะรู้คือ แล้วอะไรเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการเสียชีวิต?

…คำตอบคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Heart Attack นั่นเอง

ทุกท่านอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า COVID-19 นั้นอันตราย และใน 2 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตไปแล้วกว่า 4.4 ล้านคนทั่วโลก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านคนต่อปี!

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่า เราจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตมากน้อยแค่ไหน

นพ.ทินกฤต ศศิประภา แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และอนุสาขาหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช จึงมาอธิบายไขข้อสงสัย โดยบอกว่าการใช้ Coronary artery calcium (CAC) score จะช่วยตอบคำถามนี้ 

Coronary artery calcium score คืออะไร

เรารู้มานานแล้วว่า การที่หลอดเลือดมีแคลเซียม (calcium) ไปเกาะนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือด คำว่า Coronary artery หมายถึง หลอดเลือดหัวใจ การตรวจนี้จึงเป็นการวัดปริมาณแคลเซียมที่อยู่ในหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง และจากศึกษาวิจัยพบว่า หากค่าแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจนี้มีค่าสูงจะสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ การตรวจนี้จะบอกได้เพียงปริมาณแคลเซียม แต่จะไม่สามารถเห็นการตีบตันของหลอดเลือดได้ หากจะดูการตีบตันของหลอดเลือดต้องตรวจด้วยวิธีอื่นๆ

การตรวจนี้เหมาะสำหรับใคร

บุคคลที่อายุ 40-70 ปี ที่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ยกตัวอย่างเช่น ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว เคยหรือยังสูบบุหรี่ในปัจจุบัน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน รวมทั้ง Sedentary lifestyle หมายถึง การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการนั่ง นอน หรือแทบไม่ได้ออกกำลังกายนั่นเอง

Coronary artery calcium score ตรวจอย่างไร

การตรวจด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที ไม่ต้องเจาะเลือด และไม่ต้องใช้สารทึบรังสี หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แปลผลอย่างไร

ผล Coronary calcium score จะมีค่าตั้งแต่ 0 คือไม่มีเลยไปจนถึง มากกว่า 400 ซึ่งจะใช้ประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และวางแผนในการรักษาต่อไป

กินอาหารเป็นยา : แพทย์แนะนำอีกทางรอดในสถานการณ์โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662419

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 06:58 น.กินอาหารเป็นยา : แพทย์แนะนำอีกทางรอดในสถานการณ์โควิด-19กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะ 2 กลุ่มสมุนไพร และตำรับยาในสถานการณ์โควิด-19 จำแนกสำหรับผู้ท่ีไม่ได้ติดเชื้อ-คนไข้ท่ีติดเชื้อ พร้อมคำแนะนำด้านอาหาร เครื่องดื่ม และตำรับยาที่ช่วยดูแลฟื้นฟูหลังไข้

นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 การสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ หากร่างกายได้รับเชื้อโรคต่างๆ หรือเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันท่ีดี เม็ดเลือดขาวก็จะต่อสู้กับเชื้อโรได้เป็นอย่างดี การเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง จึงเป็นโอกาสรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย ขอแนะนำสมุนไพรท่ีเหมาะจะรับประทานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งได้แบ่งสมุนไพรออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มท่ี 1 สมุนไพรสำหรับผู้ท่ีไม่ได้ติดเชื้อโควิด 19  มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ลดอักเสบ ประกอบด้วย

  • กระชาย รสเผ็ดร้อน ขม เหง้าและกระโปกกระชาย ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด มีสรรพคุณคล้ายกับโสม บางทีหมอแผนโบราณมักจะเรียกว่าโสมไทย นิยมกินเป็นอาหารและทำเป็นเครื่องดื่ม
  • ขิง รสเผ็ดร้อน แก้ท้องอืดเฟ้อ เสียดท้อง อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการไอ ระคายคอ ขับเสมหะ ขมิ้นชัน รสเผ็ดร้อนฝาด บำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้พิษโลหิต แก้เสมหะ แก้ไข้ทั้งปวง แก้ผดผื่นคัน แก้โรคผิวหนัง
  • พลูคาว/ผักคาวตอง รสเผ็ด แต่ออกฤทธ์ิเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ปัสสาวะ
  • หม่อนใบ รสจืดเย็น เป็นยาขับเหงื่อ แก้ไข้ ไข้หวัด ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเป็นยาช่วยขับลมร้อน ผลรสเปรี้ยวหวานเย็น เป็นยาเย็น ยาระบายอ่อนๆ แก้ธาตุไม่ปกติ บรรเทาอาการกระหายน้ำ ใช้แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดับร้อน ช่วยย่อย และเพื่อความสดช่ืน
  • หอมแกง รสหอมปร่า ใช้หัวแก่จัดๆ กินเป็นยาขับลมในลำไส้  แก้ปวดท้อง  บำรุงธาตุ  แก้หวัดคัดจมูก ใช้หัวตำสุมหัวเด็กแก้หวัด แก้ไข้ลดความร้อน แก้ไอ
  • กระเทียม รสเผ็ดร้อนฉุน แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน รักษาปอด แก้ปอดพิการ  บำรุงธาตุ แก้ไอ แก้ไข้ ไข้หวัดคัดจมูก ไข้เพื่อเสมหะ
  • ตะไคร้ รสหอมปร่า ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย
  • กะเพรา รสเผ็ดร้อนฉุน แก้ปวดท้อง ท้องข้ึนจุกเสียด ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุให้เป็นปกติ

กลุ่มท่ี 2 สมุนไพรท่ีใช้กับคนไข้ท่ีติดเชื้อโควิด 19 ท่ีไม่มีอาการ หรือมีอาการรุนแรงน้อย ประกอบด้วย

  • ฟ้าทะลายโจร เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ยับยั้งกระบวนการแบ่งตัวของไวรัส ลดอักเสบบรรเทาการไข้ ไอ เจ็บคอ ยาห้าราก กระทุ้งพิษไข้ บรรเทาอาการไข้
  • ยาจันทน์ลีลา แก้ไข้ตัวร้อน
  • ยาประสะจันทน์แดงแก้ไข้ตัวร้อน (ไข้พิษ) แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • ยาเขียวหอม แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ            
  • ยาประสะมะแว้ง บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ยาตรีผลา เสริมภูมิคุ้มกัน แก้ไอ ละลาย เสมหะ ช่วยระบาย 

ตำรับยาฟื้นฟูหลังไข้

ตำรับยาที่ช่วยดูแลฟื้นฟูหลังไข้ แก้ลมปลายไข้ (หลังฟื้นไข้แล้วยังมีอาการ เช่น คลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด และอ่อนเพลีย) ได้แก่ ยาหอมนวโกฐ แก้ลม วิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน (ลมจุกแน่นในอก) ในผู้สูงอายุ

ตำรับยาที่ช่วยปรับธาตุ บำรุงธาตุ ได้แก่

  • ยาธาตุบรรจบ บรรเทาอาการอุจจาระธาตุพิการ
  • มันทธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องอืด เฟ้อ
  • ตรีเกสรมาศ แก้อ่อนเพลีย ปรับธาตุในผู้ที่เพิ่งฟื้นจากการเจ็บป่วย เช่น ไข้ ท้องเสีย

ทั้งนี้ การใช้ตำรับยาสมุนไพรกับผู้ป่วยโควิด 19 ควรได้รับการรักษาหรือต้องได้รับคำแนะนำโดยแพทย์แผนไทย อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามารับประทานยาเองโดยเด็ดขาด

กินอาหารเป็นยา

สำหรับเมนูอาหาร เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย ขอแนะนำ เมี่ยง เช่น เมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู และเมี่ยงผักสด/เมี่ยงปลาเผา น้ำพริกแบบไทยๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง น้ำพริกปลาทู น้ำพริกมะขามป้อม พร้อมผักแกล้ม ยอดมะยม ยอดสะเดา มะระขี้นก ผักแพว ขมิ้น แตงกวา พลูคาว บัวบก  ผักแพว ผักเพกา ผักเซียงดา ฝักมะรุม (วิตามินซีสูง ต้านอนุมุลอิสระ เสริมภูมิ คุ้มกัน) ต้มไก่บ้านใส่ใบหม่อน   ในส่วนเครื่องดื่ม ขอแนะนำ น้ำขิง น้ำกระชาย น้ำตรีผลา น้ำมะขามป้อม น้ำฝรั่ง น้ำลูกหม่อน ชาหม่อน ชาตะไคร้ ชาใบเตย ชาใบใบกะเพรา เป็นต้น           

6 สูตรกาแฟแก้วโปรดของเหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ที่รังสรรค์เองได้ที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/661212

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.6 สูตรกาแฟแก้วโปรดของเหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ที่รังสรรค์เองได้ที่บ้านเปลี่ยนตัวเองเป็นบาริสต้ายืนหนึ่งง่ายๆ ได้ที่บ้าน Nespresso เผย 6 สูตรกาแฟแก้วโปรดของเหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ตัวแทนคนรุ่นใหม่

ในช่วงที่เราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้านติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน เชื่อว่าสายคาเฟ่หลายคนคงอดที่จะคิดถึงกิจกรรมคาเฟ่ฮอปปิ้งและการถ่ายรูปอัพลงโซเชียลมีเดียที่ร้านโปรดไม่ไหว แต่เพื่อให้คุณออกจากรูทีนแสนจำเจในแต่ละวัน เนสเพรสโซ (Nespresso) จับมือคอฟฟี่เลิฟเวอร์ตัวแทนคนรุ่นใหม่ทั้ง 6 คน อาทิ คริส หอวัง, เติร์ด ลภัส, เจสซี่ ชูวเทอว์, เต้ย จรินทร์พร, หลิน มชณต และ โม มนชนก ให้คุณสร้างสรรค์ประสบการณ์การดื่มกาแฟแบบเย็นรสชาติใหม่ที่จะดับทุกองศาร้อนจากคอลเล็กชั่น Barista Creations for Ice กาแฟที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญของเหล่าบาริสต้าระดับโลก กับสูตรเมนูกาแฟ 6 สูตรที่คัดสรรมาสำหรับแฟนๆ แล้วว่าสามารถทำตามได้ง่ายๆ ที่บ้าน จากส่วนผสม และอุปกรณ์ ที่หาไม่ยากอย่างที่คิด นอกจากได้กาแฟรสชาติอร่อยแล้ว ยังเหมาะถ่ายรูปเก็บไว้อัพโซเชียลเพิ่มยอดไลค์เสมือนมีบาริสต้ามาทำให้เองที่บ้านเป็นที่สุด แต่จะง่ายจริงแบบที่ว่าหรือไม่ งานนี้ต้องตามมาดูวิธี พร้อมลงมือทำไปพร้อมกันเลย!

สูตรที่ 1 ‘Freddo Intenso Tiki Sparkle’

แก้วนี้ได้สาวแซ่บ คริส หอวัง มาเปิดมิติใหม่แห่งการดื่มกาแฟ ด้วยการผสมผสานกาแฟเข้ากับจิงเจอร์เบียร์หรือมะนาวโซดา เพิ่มกิมมิกตัดรสชาติด้วยขิงสดหรือเปลือกมะนาว ที่จิบกี่ครั้งก็ซาบซ่า กระปรี้กระเปร่า ลืมร้อนกันเลยทีเดียว

วิธีทำ

1. สกัดกาแฟแคปซูล Freddo Intenso 40 มล. ลงในแก้วเชคเกอร์ พร้อมน้ำแข็ง 1 ก้อน จากนั้นทำการเขย่าให้ส่วนผสมเข้ากัน

2. เพิ่มความเย็นด้วยน้ำแข็งอีก 4 ก้อน แล้วเติมไซรัป Tiki 10 มล. ตัดรสชาติด้วยน้ำมะนาวสด 1 ซีก และใบโหระพาสด 4-5 ใบ เพิ่มความซ่าด้วยจิงเจอร์เบียร์ หรือ น้ำมะนาวโซดา 90 มล.

3. เทกาแฟเย็นลงในแก้ว ตกแต่งด้วยขิงสดหรือเปลือกมะนาวฝาน และใบโหระพา เป็นอันเสร็จ พร้อมเสิร์ฟดับร้อนกันได้เลย

สูตรที่ 2 ‘Provencal Freddo Delicato Lemonade’

กาแฟมิติใหม่จาก เจสซี่ ชูวเทอว์ สาวสวยไฟลุกที่มารังสรรค์กาแฟรสชาติสดชื่นจากน้ำเลมอนสด พร้อมกลิ่นหอมหวานจากวานิลลาไซรัป ที่มิกซ์กันแล้วให้รสชาติกลมกล่อมลงตัวจนต้องขอชิมอีกสักแก้ว

วิธีทำ

1. เทไซรัปวานิลลา 15 มล. และน้ำเลมอนสด 10 มล. ลงในแก้ว

2. เติมน้ำแข็งอีก 4 ก้อน และเลมอนฝาน

3. เติมโทนิควอเตอร์ 100 มล.

4. ใส่น้ำแข็ง 1 ก้อน และสกัดกาแฟ Freddo Delicato สกัดกาแฟ 40 มล. โดยนำเข้าเครื่อง Barista Recipe Maker เลือกเมนู Iced Nitro

5. เมื่อได้กาแฟหอมกรุ่นมาเรียบร้อย ก็ถึงเวลาผสมทุกอย่างให้เข้ากัน รินใส่แก้วพร้อมเสิร์ฟเพิ่มความสดชื่นคู่กับของว่างระหว่างมื้ออาหาร

สูตรที่ 3 ‘Coffee Pink Grapefruit Tonic’

กาแฟแก้วสีสวยสไตล์สาวเก๋อย่าง หลิน มชณต ที่ถึงแม้ชื่ออาจจะฟังดูไม่ธรรมดา แต่ขั้นตอนการทำนั้นง่ายมาก สามารถรังสรรค์ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหมาะกับการเพิ่มความสดชื่น ผ่อนคลายในวันที่มีประชุมตลอดวันเป็นที่สุด

วิธีทำ

1. เริ่มต้นด้วยการเทไซรัป Pink Grapefruit ลงไปในแก้ว

2. ตามด้วยน้ำแข็งทั้ง 4 ก้อนและโทนิควอเตอร์ 80 มล.

3. สกัดกาแฟ Freddo Delicato โดยเลือกฟังก์ชั่นการสกัดแบบ Espresso ที่ตัวเครื่อง โดยสูตรนี้ใช้ทั้งหมด 2 แคปซูล ผสมลงในแก้วให้เข้ากันเป็นอันจบขั้นตอนสุดท้าย

สูตรที่ 4 ‘Exotic Coconut Flavour Macchiato Over Ice’

สูตรกาแฟสุดโปรดของ เติร์ด ลภัส หนุ่มฮอตขวัญใจสาวๆ ที่ได้ร่วมสนุกไปกับการรังสรรค์กาแฟรสชาติใหม่ล่าสุดอย่างรส Coconut Flavour Over Ice จากคอลเล็กชั่น Barista Creations for Ice

วิธีทำ

1. รินนม 100 มล. ลงในเครื่อง Barista Recipe Maker แล้วเลือกเมนู Ice Frappe

2. ใส่ไซรัปน้ำอ้อย 10 มล. เปลือกมะนาวฝาน และน้ำแข็ง 3 ก้อน ลงในแก้ว

3. รินฟองนมเย็นที่เตรียมไว้ลงในแก้ว

4. สกัดกาแฟ Coconut Flavour Over Ice 40 มล. ลงในแก้วที่เตรียมไว้

5. ตกแต่งด้วยผงมะพร้าวอบแห้ง

สูตรที่ 5 ‘Pinky Rainbow Over Ice’

กาแฟสีหวานที่แมตช์กับคาแรกเตอร์สาวหวานอย่าง เต้ย จรินทร์พร ที่มาพร้อมเลเยอร์กาแฟสีพาสเทลฟรุ้งฟริ้ง พร้อมเพิ่มความหอมมันด้วยท็อปปิ้งวิปครีมด้านบน ตกแต่งท็อปปิ้งแสนน่ารัก ฉีกทุกกฎแห่งโลกกาแฟ

วิธีทำ

1. รินนม 100 มล. ไซรัปสตรอว์เบอร์รี่ 10 มล. และน้ำแข็ง 2 ก้อนใส่ลงในแก้ว

2. ใช้เครื่องชงกาแฟ Atelier เลือกเมนู Cold Foam สกัดกาแฟ Freddo Intenso 40 มล. ลงในแก้ว

3. เติมน้ำแข็ง 3 ก้อนลงในแก้ว

4. เติมวิปครีม ตกแต่งด้วยท็อปปิ้งสีรุ้งและมาร์ชเมลโล

สูตรที่ 6 ‘Latte Marine Blue’

กาแฟลาเต้เย็นของสาว โม มนชนก เพิ่มดีเทลสดใสด้วยชั้นเลเยอร์สีฟ้าขาว เสิร์ฟพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากโรสแมรี่ ปลุกความสดชื่นให้สุดกว่าที่เคย

วิธีทำ

1. รินบลูคูราเซาไซรัป และชูการ์ไซรัปลงไปในแก้ว View Recipe เพิ่มความเย็นสดชื่นด้วยน้ำแข็ง

2. รินนมลงไปในแก้ว

3. สกัดกาแฟ Freddo Intenso 40 มล. (ใช้ 2 แคปซูล) และตกแต่งด้วยใบโรสแมรี่

ติดตามความสนุกกับการครีเอทเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ของเหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ทั้ง 6 ผ่านการชมวิดีโอ พร้อมเคล็ดลับการชงกาแฟง่ายๆ ที่ตั้งใจเตรียมมาแชร์ให้กับแฟนๆ ได้รังสรรค์ออกมาเหมือนตามแบบต้นฉบับเป๊ะ โดยสามารถติดตามรับชมผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัวของทั้ง 6 คนบนแฮชแท็ก #SummerWithNespresso #NespressoTH พร้อมกันวันนี้ สำหรับใครที่อยากจะรังสรรค์สูตรเมนูกาแฟต่างๆ สามารถเยี่ยมชมเว็ปไซต์ของ Nespresso หน้า “สูตรกาแฟ” เนสเพรสโซมีเมนูกาแฟให้เลือกทำตามได้ง่ายๆ หลากหลายเมนู สามารถเลือกครีเอทเมนูกาแฟที่ชื่นชอบทั้งเมนูร้อนและเมนูเย็นได้ที่ nespresso

Come Play With Us สนุกกับการเติมเต็มตัวตนผ่านแฟชั่นจากทั่วทุกมุมโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/661205

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 12:20 น.Come Play With Us สนุกกับการเติมเต็มตัวตนผ่านแฟชั่นจากทั่วทุกมุมโลกชวนสาวๆ มาสนุกกับการช้อปแฟชั่นไอเท็มเติมเต็มตัวตน ในราคาแสนดีที่ต้องรีบคว้า กับ Discovery Selection

หนึ่งในเดสติเนชั่นที่อุดมไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์และความล้ำสมัยเปิดพื้นที่สร้างความสนุกแบบไร้ขีดจำกัด สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม พร้อมให้คุณผู้หญิงมา Come Play With Us สนุกไปกับการเติมเต็มตัวตนของตัวเองผ่านแฟชั่นนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกทุกแบรนด์ล้วนแล้วแต่เป็นที่นิยม กับ Discovery Selection เหมาะกับทุกสไตล์ในแบบผู้หญิง ได้แก่ แบรนด์ ACLER, BAUM UND PFERDGARTEN, CHLOE STORA, ESSENTIEL ANTWERP, GANNI, MODSTROM, Samsoe Samsoe, Second Female, Stine Goya, Suncoo, Tela, YAYA, HVISK, SUICOKE พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 60% ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ค้นหามาให้ทุกคนได้มาทดลอง ค้นพบไอเท็มอันมีเอกลักษณ์ พร้อมให้ช้อปง่ายๆ ได้ที่ LINEOA @Siam Discovery

สวยแบบมีสไตล์แรกกับแบรนด์ ACLER ส่งตรงจากออสเตรเลีย โดยจุดเด่นของแบรนด์ คือ การออกแบบเสื้อผ้าโดยการขึ้นหุ่น ทำให้ผลงานที่ออกมามีความประณีต เน้นความเป็นผู้หญิง สวยหวาน เนื้อผ้าใส่สบาย มีทั้งชุดเดรส เสื้อ กระโปรง กางเกงขายาว เสื้อสูท, BAUM UND PFERDGARTEN นำเสนอแฟชั่นที่ไร้กาลเวลาและการออกแบบของพวกเขาเต็มไปด้วยความแตกต่างที่ขี้เล่นอย่างคาดไม่ถึง ที่คุณผู้หญิงสามารถสนุกกับการแต่งตัวได้อย่างไม่รู้จบมีทั้งแบบโทนสีครึม และสดใส, CHLOE STORA เสน่ห์ของชุดที่มีความมินิมอล แต่มีลูกเล่นพิมพ์ลายทำให้การแต่งตัวไม่น่าเบื่อ และมีอิสระ แมสกับเสื้อ กางเกง ชุดเดรสได้อย่างไม่รู้จบ, ESSENTIEL ANTWERP ชวนสาวๆ ย้อนเวลาหาอดีตที่เต็มไปด้วยสีสันและพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ แต่ละชุดตัดเย็บจากผ้าแบบมีเท็กซ์เจอร์ เล่นดีเทลที่แขนเสื้อเพิ่มวอลลุ่ม และสีสันสดใส, GANNI แบรนด์แฟชั่นสุดคูลสัญชาติเดนมาร์ก สไตล์ที่น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ โดนใจสาวๆที่รักการมิกซ์แอนด์แมช โทนสีเสื้อผ้าสดใส พร้อมจับคู่กับรองเท้าได้อย่างลงตัว

ต่อกันที่ MODSTROM กับแฟชั่นที่เรียบแต่มีสไตล์ แต่งตัวได้ทุกแมช ในการออกแบบสีที่สบายตาที่ทำให้การแต่งตัวทุกวันที่ดูเหมือนธรรมดาแต่เติมเต็มจินตนาการได้อย่างสะดุดตา, Samsoe Samsoe เป็นสไตล์ที่เรียบง่ายแต่ไม่อาจละสายตาได้ เสื้อผ้าโทนสีอ่อนแต่ดีเทลสะดุดตา พร้อมแอคเซสเซอรีที่เติมเต็มให้ทุกการแต่งตัวมีลูกเล่นมากขึ้น, Second Female แบรนด์นี้มีความเป็นแฟมินีน (Feminine) สูง ทั้งชุดเดรสลายปรินต์บนผ้าที่สวมใส่สบายแต่คุณภาพสูง หรือจะเป็นเสื้อกับกางเกงที่เรียบง่ายแต่ดูมีรสนิยม

Stine Goya แบรนด์เสื้อผ้าจากโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค โทนสีที่บ่งบอกถึงผู้หญิงที่มีความสุข สนุกสนาน, Suncoo สะท้อนถึงการเดินทางที่เติมเต็มด้วยสีสัน เสื้อเบลาส์และเดรสประดับประดาด้วยงานปักดอกไม้ ดอกไม้วินเทจ และการเล่นที่โปร่งใส, Tela ทุกการออกแบบที่เรียบง่าย แต่มีรสนิยม ,แบรนด์ YAYA เน้นเสื้อผ้าเบสิคที่ให้ความรู้สึกคลาสสิคและสามารถใส่ได้ทุกโอกาส, HVISK แบรนด์ดังจากประเทศเดนมาร์ก กระเป๋าที่สร้างให้ลุคมีความขี้เล่น สดใส, SUICOKE รองเท้าที่มากไปด้วยคุณภาพตั้แต่การคัดสรรวัสดุและการออกแบบ

ให้ทุกการแต่งตัวสนุกและมีสไตล์ ค้นหาไอเท็มเด็ดราคาดีเพิ่มเติมได้ที่แคตตาล็อกออนไลน์  Discovery_Selection และแชททาง LINEOA : @SiamDiscovery