อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารไทยสูตรต้นตำรับ จากห้องอาหาร สยาม ที รูม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/660800

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 15:34 น.อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารไทยสูตรต้นตำรับ จากห้องอาหาร สยาม ที รูมห้องอาหาร สยาม ที รูม ห้องอาหารสไตล์ไทยขนานแท้ บรรยากาศสบายๆ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เปิดตัวแนะนำเมนูใหม่ล่าสุดที่ชวนรับประทาน พร้อมให้บริการจัดส่งเดลิเวอรี่หรือสำหรับรับกลับบ้านได้แล้ววันนี้

ห้องอาหารสยาม ที รูม แนะนำเมนูหลากหลายน่ารับประทานให้เลือกลิ้มลอง รังสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทานเล่น ยำต่างๆ แกงรสชาติกลมกล่อม อาหารมังสวิรัติ และรวมไปถึงอาหารจานเดียวที่ขึ้นชื่ออย่างแกงคั่วเนื้อปู กุ้งทะเล ใบชะคราม ดังนั้นหากว่าคุณกำลังมองหาเมนูอาหารสำหรับมื้อง่ายๆที่บ้าน หรือ เมนูสำหรับงานฉลองสำหรับทั้งครอบครัว ห้องอาหารสยาม ที รูมเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณ

ขอเสนอเมนูใหม่ล่าสุดที่ห้องอาหารแนะนำให้ลอง ได้แก่ชุดเนื้อตุ๋นหม้อไฟ สยาม ที รูม ซึ่งเป็นเมนูสูตรเฉพาะของเชฟกอล์ฟ ความพิเศษอยู่ตรงที่น้ำซุปซึ่งเชฟตุ๋นด้วยไฟอ่อนถึง 48 ชั่วโมงจนได้ความเข้มข้นจากกระดูกแบบจัดเต็ม ผสมผสานเครื่องปรุงสูตรพิเศษจากเชฟ เสิร์ฟพร้อมเนื้อวากิวสไลซ์บาง และเนื้อน่องลายตุ๋นที่นำเข้าจากออสเตรเลีย พร้อมลิ้นวัวตุ๋นที่นุ่มกำลังดี ตับวัว สไบนาง ลูกชิ้นเนื้อล้วน และเส้นหมี่ลวก (ราคาเพียง 1,480 บาท สำหรับ 4 ท่าน) นอกจากนี้ยังมีเมนูชุดอาหารสำหรับครอบครัว (ราคาเพียง 1,548 บาท สำหรับ 2-4 ท่าน) ในชุดประกอบไปด้วย ยำใหญ่ใส่สารพัด ซี่โครงหมูอบข้าวคั่วน้ำจิ้มแจ่ว ต้มยำกุ้งน้ำพริกเผาน้ำข้น ผัดใบกะเพราป่า ข้าวหอมมะลิ ขนมปิ้งสังขยาใบเตยและเครื่องดื่มชานมเย็นและน้ำใบเตยหอม ห้องอาหารยังมีเมนูชุดอาหารจานด่วนสำหรับหนึ่งท่านอีกด้วยราคาเพียง 350 บาทต่อชุด ประกอบด้วยอาหารจานหลักหนึ่งจาน เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว

ลิ้มลองเมนูอาหารไทยต้นตำรับและเมนูใหม่ล่าสุดจากห้องอาหารสยาม ที รูม ด้วยขั้นตอนง่ายๆไม่ยุ่งยาก สำหรับสั่งและรับกลับบ้านด้วยตนเอง สามารถสั่งอาหารได้โดยตรงกับทางโรงแรมผ่านไลน์ออฟฟิเชี่ยล และเมกาทิกซ์ หรือจะสั่งกลับบ้านด้วยบริการเดลิเวอรี่ผ่านฟู้ดแพนด้า โรบินฮู้ด หรือ แกร็บฟู้ด ห้องอาหารเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 – 20.00 น. สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาโทร 02 059 5999 หรือ อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com

หรือสามารถติดต่อเราได้ผ่านช่องทางเหล่านี้: เว็บไซต์: www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/siamtearoom ไลน์: @siamtearoom

Azian by Blue Elephant – Simply Delicious เดลิเวอรี่ความอร่อยรสชาติไทยแท้และเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/660757

วันที่ 17 ส.ค. 2564 เวลา 13:45 น.Azian by Blue Elephant - Simply Delicious เดลิเวอรี่ความอร่อยรสชาติไทยแท้และเอเชียเปลี่ยนความชื่นชอบเป็นเมนูหลากหลาย กับ ‘Azian by Blue Elephant’ จากเชฟนูรอ โซ๊ะมณี ที่พร้อมเดลิเวอรี่ความอร่อยรสชาติไทยแท้และเอเชียถึงบ้านคุณแล้ว

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ครั้งนี้ เรามีอีกประสบการณ์ดีๆ กับมื้ออาหารสุดอร่อยมาบอกต่อ จากการรังสรรค์โดยเชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้านอาหารบลู เอเลเฟ่นท์ ผู้สร้างตำนานความอร่อยของอาหารไทยมายาวนานกว่า 41 ปี  ด้วยหัวใจที่รักในการทำอาหาร และมักจะสร้างสรรรค์เมนูแปลกใหม่จากหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งล่าสุดเชฟนูรอขอส่ง ‘Azian by Blue Elephant’ เมนูอาหารรสชาติไทยแท้และเอเชียในรูปแบบเดลิเวอรี่ส่งตรงถึงประตูบ้าน ตอบโจทย์คนไทยในช่วงสเตย์โฮม

สำหรับความพิเศษในครั้งนี้ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ กล่าวว่า Azian by Blue Elephant เป็นแบรนด์อาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน ที่ผสมผสานความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไทยและเอเชียเข้าด้วยกัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปชิมอาหารและสัมผัสวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอาหารอินเดียที่ดิฉันชอบมาก และยังได้มีโอกาสเรียนรู้การทำอาหารอินเดียเมื่อครั้งที่ได้รับเชิญให้ไปเป็นเชฟของโรงแรมหรูในเครือ Taj Group ทั้งยังได้เปิดร้านอาหารอินเดียที่ลอนดอน และเบลเยียมอีกด้วย

Azian by Blue Elephant เป็นเมนูที่เชฟนูรอตั้งใจสร้างสรรค์ด้วยความรัก เพราะต้องการให้ทุกคนได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Simply Delicious ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยของอาหารรสชาติไทยแท้และเอเชีย อาทิ ข้าวแกงอินเดีย, ข้าวแกงไทย, อาหารฮาลาล, อาหารย่าง ฯลฯ ให้อร่อยแบบง่ายๆ ในราคาเบาๆ เริ่มต้นเพียง 75-160 บาท โดยปรุงใหม่สดจากวัตถุดิบคุณภาพดีที่คัดสรรมาจากทั่วประเทศ และคุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 ในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทุกจานส่งถึงมือลูกค้าไร้ความกังวัล

เมนูแนะนำ อาทิ หมวดข้าวแกงอินเดีย Indian Curry & Rice ข้าวแกงไก่ติกก้ามาซาร่า , ข้าวแกงไก่บัตเตอร์ , ข้าวแกงไก่มาดาส และข้าวแกงไก่วินดาลู สนนราคา 140 บาท

ทางด้านอาหารฮาลาล ห้ามพลาดเมนูสุดอร่อยอย่าง ข้าวหมกไก่ (99 บาท) และข้าวหมกเนื้อ (129 บาท) ข้าวเม็ดสวยในกลิ่นอายเครื่องเทศทรงเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว แนมด้วยแตงกวา พร้อมทานคู่น้ำจิ้มสูตรเด็ดที่มีทีเด็ดไม่เหมือนใคร

หมวดอาหารย่างต้องลอง สะเต๊ะไก่ทิกก้า (69 บาท) สะเต๊ะไก่ (75 บาท) เนื้อไก่นุ่มๆ มีความชุ่มฉ่ำในตัว เสิร์ฟมาพร้อมอาจาดและน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน

ปิดท้ายด้วยข้าวแกงไทยทานง่ายรสชาติถูกปากอย่าง ข้าวแกงเนื้อใบยี่หร่า (160 บาท) ตามด้วยข้าวแกงมัสมั่นเนื้อ (160 บาท) ข้าวแกงมัสมั่นไก่ (140 บาท) ข้าวแกงเขียวหวานไก่ (140 บาท) ข้าวแกงเผ็ดเป็ดย่าง (160 บาท) ข้าวแกงพะแนงไก่ (140 บาท) หรือจะเป็นข้าวแกงพะแนงเนื้อ (160 บาท) ที่บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง

ลิ้มลองความอร่อยจาก Azian by Blue Elephant ได้แล้วทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-19.30 น. สอบถามโทร.  02 115 9830 / 080 070 1771 Line : @azian https://page.line.me/azian GRAB : AZIAN by Blue Elephant – ซอยสุขุมวิท 13 https://bit.ly/2VtWLY4 และ LINEMAN : https://wongn.ai/1rwgv

และยังสามารถเลือกซื้ออาหารแบรนด์ Azian by Blue Elephant แบบ Take Home ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตของ Icon Siam, Siam Takashimaya, UG Zone / Siam Paragon, Gourmet Market, G Floor / Central Chidlom, Tops Market, G Floor / Central Ladprao, Tops Market, G Floor ไปลิ้มลองความอร่อยในแบบเชฟนูรอ ได้เช่นเดียวกัน 

ห้องอาหารเวนติซี ชวนเพลิดเพลินกับเมนูขนมหวานโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/660679

วันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ห้องอาหารเวนติซี ชวนเพลิดเพลินกับเมนูขนมหวานโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้เปิดประสบการณ์ความอร่อย กับเมนูขนมหวานโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ให้คุณอร่อยถึงบ้าน ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ห้องอาหารเวนติซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ชวนทุกคนเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ความอร่อยกับเมนูขนมหวานโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ให้ได้เลือกลิ้มลอง ด้วยวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่นำมาบรรจงรังสรรค์ ปรุงที่พิถีพิถัน ทั้งความสะอาด ปลอดภัย ใส่ใจ และห่วงใย มาให้คุณได้อิ่มเอมลิ้มลองความอร่อย

อาทิ ทอร์ตาคาร์เปรส เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งสูตรนี้มีที่มาจากเมืองคาปรี ตอนใต้ของอิตาลี เค้กช็อกโกแลตแป้งอัลมอนต์และฮาเซลนัท (ไม่มีกลูเต็น) 750กรัม ราคาเพียง 555 บาทถ้วน

แคนโนลี ต้นตำรับของขนมในสมัยโรมัน การทานเปลือกขนมใส่ครีมเป็นเรื่องปกติให้ความหวาน พร้อมกับน้ำตาล และผลไม้แช่อิ่ม ทำเป็นครีมที่รสชาติหอมอร่อย คาโนลี่ 4 รส (ไส้ริคอตต้า, ไส้ช็อกโกแลต, ไส้พิสตาชิโอ, ไส้เสาวรส) ราคาเพียง 4 ชิ้น 255 บาทถ้วน

ทีรามิสุ ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในขนมหวานทีมีชื่อเสียงที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีรูปแบบที่ แตกต่างกัน่มากมายเกิดขึ้นแต่ทั้งหมดนี้ก็ยังมีพื้นฐานมาจากสูตรความอร่อยแบบดั้งเดิมของอิตาเลียน มีให้เลือก 4 รสชาติ ทีรามิสุรสฮาเซลนัท, ทีรามิสุแบบดั้งเดิม, ทีรามิสุรสพิสตาชิโอ, ทิรามิสุเลมอน ราคาเพียง 155 บาทถ้วนต่อชิ้น

ห้องอาหารเวนติซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30 น – 20.00 น. (เฉพาะสั่งซื้อเดลิเวอรี่เท่านั้น) สามารถสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน แกร๊บฟู้ด – Grab >> https://cutt.ly/6bqTpkw สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2100-6255 หรือ อีเมล: diningcgcw@chr.co.th ติดตามข่าวสารห้องอาหารของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ได้ที่ เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/Ventisi-100101598792391 อินสตาแกรม: Centaragrand_Centralworld 

ส่องสุขภาพลำไส้..ผ่านเรื่องที่ซ่อนใน ‘อุจจาระ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662363

วันที่ 05 ก.ย. 2564 เวลา 06:50 น.ส่องสุขภาพลำไส้..ผ่านเรื่องที่ซ่อนใน 'อุจจาระ'เชื่อหรือไม่!! อุจจาระบอกสุขภาพลำไส้ของเราแต่ละคนได้ และรูปทรงอุจจาระที่สมบูรณ์บ่งชี้ว่าเรามีสุขภาพดีที่สุดเป็นอย่างไรกันนะ

เมื่อเรารับประทานอาหาร กระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ย่อยและส่งต่อสารอาหารที่มีประโยชน์ไปเลี้ยงร่างกาย จากนั้นกากจะถูกขับออกมาเป็น “อุจจาระ” โดยปกติสีและลักษณะของอุจจาระจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของอาหารที่รับประทาน และปริมาณน้ำที่ดื่ม แต่ในบางครั้งสีและลักษณะของอุจจาระ ยังบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ดังนั้น หลังจากถ่ายอุจจาระแล้วลองหมั่นสังเกตดูรูปร่างหน้าตาและสีสันของอุจจาระดู เป็นการตรวจสอบสุขภาพของตัวเองแบบง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้

สีอุจจาระบอกโรค

สีน้ำตาลและเหลือง

เป็นสีของอุจจาระของคนที่มีสุขภาพดี การทำงานของระบบย่อยและทางเดินอาหารเป็นปกติ อุจจาระที่สีค่อนไปทางน้ำตาลอาจเกิดจากน้ำดีในตับที่ทำหน้าที่ระหว่างการย่อยอาหาร แต่ถ้าอุจจาระเป็นสีเหลืองจางๆ มีความมันและกลิ่นเหม็น อาจเกิดจากไขมันส่วนเกินที่อยู่ในอุจจาระ ซึ่งบ่งบอกว่าน้ำดีมีปัญหา หรือเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบย่อยหรือระบบดูดซึมอาหารของลำไส้ หากเป็นติดต่อกันหลายวัน  ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย

อุจจาระสีเขียว

การรับประทานผักใบเขียวปริมาณมากอาจทำให้อุจจาระเป็นสีเขียว แต่หากมีอุจจาระเหลวร่วมด้วย อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคท้องร่วง หรือทั้งนี้เกิดจากการทานยาบางชนิดก็เป็นได้

อุจจาระสีดำ

อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น โดยเฉพาะหากมีสีดำเข้มเหมือนยางมะตอย ควรต้องรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจระบบทางเดินอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นหากอุจจาระเป็นสีดำบ่อยๆ โดยไม่ทำการรักษา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังเผชิญอยู่กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ในบางกรณี สีดำของอุจจาระอาจเกิดจากการทานอาหารหรือยาบางชนิด  เช่น ตับหรือเลือด ข้าวเหนียวดำ ลูกหม่อน ยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก หรือยาแก้ท้องเสียบางชนิด

อุจจาระสีแดง

สีออกโทนแดงส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหาร เช่น บีทรูท  กระเจี๊ยบ มะละกอ แตงโม  หรือเครื่องดื่มสีแดงในปริมาณมาก แต่หากอุจจาระเป็นสีแดงมีเลือดปน  มักเกิดจากริดสีดวงทวาร  หรืออาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง เช่น ถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ หรืออาจมีเนื้องอก

สีเทา

สีเทาเข้มอาจเกิดจากมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น หรือรับประทานธาตุเหล็กบำรุงเลือดเช่นเดียวกับอุจจาระสีดำ แต่หากเป็นสีเทาอ่อนคล้ายขี้เถ้า คือสัญญาณเตือนถึงภาวะตับหรือตับอ่อนมีปัญหา นอกจากนี้ การที่อุจจาระเป็นสีเทาอ่อนจางเกือบขาว  อาจบ่งชี้ว่าท่อน้ำดีอุดตันส่งผลให้อุจจาระขาดน้ำดี หรือกำลังมีปัญหาที่ตับอ่อน  รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิดมากเกินไป

รูปร่างอุจจาระบอกถึงสิ่งที่กิน

ก้อนเล็ก แข็ง คล้ายลูกกระสุน หรือขี้กระต่าย

มักเกิดในผู้มีอาการท้องผูก เนื่องจากอุจจาระแห้ง เคลื่อนผ่านลำไส้ได้ยาก หรืออาจเพราะมีอุจจาระค้างในลำไส้เป็นเวลานาน  สาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ และดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานยาที่ส่งผลให้ท้องผูก   หากไม่รีบแก้ไขอาจทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง และอาจกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในที่สุด

ก้อนเล็กๆ หลายก้อนรวมกัน คล้ายเอาลูกกระสุนมาโปะรวมกัน

มองเห็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ มารวมกันอย่างชัดเจน เป็นลักษณะของอาการท้องผูกเช่นกัน  ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น ดื่มน้ำให้พอเพียง หมั่นออกกำลังกาย ขยับร่างกาย และไม่เครียดจนเกินไป ก็จะช่วยไม่ให้อุจจาระกักอยู่ในลำไส้นานจนเกิดอาการท้องผูก

ทรงรียาวคล้ายไส้กรอก ผิวขรุขระ ค่อนข้างแข็ง

ขับถ่ายได้ไม่ลำบากนัก เป็นอุจจาระที่ปกติแต่ค่อนข้างขาดน้ำ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้น

เป็นลำสวยผิวเรียบคล้ายกล้วยหอม

ไม่แข็งหรืออ่อนยุ่ยจนเกินไป   ถือว่าเป็นรูปทรงอุจจาระที่สมบูรณ์และสุขภาพดีที่สุด

แตกๆ แต่เป็นชิ้นสั้นๆ ขับถ่ายง่าย

ยังนับว่าเป็นอุจจาระคุณภาพดี แต่อาจขาดสารอาหารหรือกากใย เนื่องจากการลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร

กึ่งเหลวกึ่งก้อน

เปื่อยยุ่ย ขับถ่ายง่ายมาก อาการเริ่มต้นของท้องเสีย หรือเนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุล หากถ่ายเหลวบ่อยๆ อาจส่งผลให้ขาดน้ำ หรือสารอาหารที่จำเป็น   ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงเพิ่มโยเกิร์ตเพื่อปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้

อุจจาระเหลวเป็นน้ำ

อาการท้องเสีย ที่อาจหมายถึงมีการติดเชื้อในลำไส้ ควรรับประทานเกลือแร่และจิบน้ำบ่อยๆ หากเป็นติดต่อกันมากกว่า 1 วัน ควรรีบพบแพทย์

เช็กอุจจาระของตัวเอง

การหมั่นสังเกตอุจจาระของตัวเองทุกวัน เป็นการคัดกรองอาการป่วยเบื้องต้นแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการตรวจอุจจาระด้วยเครื่อง FIT Test เพื่อตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังสามารถช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคบางชนิดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

อุจจาระบอกสุขภาพลำไส้ของเราได้อย่างไร?

การเข้าห้องน้ำอาจบ่งบอกถึงสุขภาพลำไส้ของเราได้ การสังเกตอุจจาระและการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอาจช่วยให้ทราบถึงปัญหาสุขภาพลำไส้ อาการเจ็บป่วยบางอย่างตั้งแต่เนิ่นๆ โดยสีและอุปนิสัยการถ่ายอุจจาระที่เปลี่ยนไป อาจเกิดจากปัญหาทางลำไส้ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและบ่งบอกถึงภาวะที่ร้ายแรงกว่านั้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การสังเกตอุจจาระจึงเป็นสิ่งสำคัญที่แนะนำให้ทำอยู่เสมอ  

ลักษณะอุจจาระและสัญญาณบ่งบอกสุขภาพ

ปัญหาในระบบทางเดินอาหารสามารถบ่งบอกได้มากกว่าลักษณะของอุจจาระ ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารมักทำให้มีอาการ เช่น เหนื่อยล้า ปวดท้อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุและอาการอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายได้ อย่างไรก็ตาม การสังเกตอุจจาระเป็นตัวบ่งบอกที่เชื่อถือได้ว่าสุขภาพของคุณกำลังมีปัญหา อุจจาระที่แข็งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของอาการท้องผูกและดื่มของเหลวไม่เพียงพอ ในทางตรงกันข้าม การถ่ายอุจจาระบ่อยและเหลว เป็นสัญญาณของอาการท้องเสีย อาการทั้งสองอย่างอาจเกิดจากอาหารที่รับประทานหรือการใช้ชีวิตหรืออาจเป็นอาการของโรคแฝงอื่นๆ

  • อุจจาระมีเลือดสีแดงสดปน เป็นตัวบ่งบอกว่ามีเลือดออกในลำไส้ส่วนล่าง เช่น ลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคริดสีดวงทวารหรืออาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก 
  • อุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย มักเกิดจากเลือดออกบริเวณลำไส้ส่วนต้น ลักษณะของอุจจาระแบบนี้เรียกว่า melena ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เลือดมีการเปลี่ยนแปลงในลำไส้ อุจจาระสีเข้มนี้ยังอาจเกิดจากโรคระบบทางเดินอาหารที่เป็นชั่วครั้งชั่วคราวหรือเรื้อรังหรือเกิดจากอาหารที่มีไขมันสูงก็ได้
  • อุจจาระสีดำ อาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกบริเวณลำไส้ส่วนบน เช่น ท้อง อาจเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง เช่น อาหารเสริมธาตุเหล็ก 
  • อุจจาระมีปริมาณมากและมีสีซีด บ่งบอกว่าตับหรือถุงน้ำดีมีปัญหา
  • อุจจาระสีเขียวที่ไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย อาจเกิดจากผักใบเขียวหรือสีผสมอาหารสีเขียว แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกับมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น ท้องเสียไม่หายหรืออาเจียน และอาการไม่ดีขึ้น อุจจาระสีเขียวอาจแสดงว่าเป็นโรคโครห์นหรือโรคลำไส้แปรปรวน 
  • อุจจาระสีเหลือง มีความมันและมีกลิ่นเหม็นมาก บ่งยอกถึงการมีไขมันมากในอุจจาระ อาจเกิดจากความผิดปกติในการดูดซึมอาหาร 

จะรักษาสุขภาพลำไส้ได้อย่างไร

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรรับประทานผัก ผลไม้และธัญพืชให้มาก อาหารประเภทนี้มีคุณค่าทางโภชนาการและมีกากใยสูง ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนัก
  • อาหารประเภทเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมูและเนื้อแกะ ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนักมากขึ้น เช่นเดียวกับอาหารแปรรูป เช่น ฮอทดอก ไส้กรอก และอาหารมื้อเที่ยงหรือมื้อว่างจำพวกเนื้อสัตว์ที่พร้อมรับประทาน (cooked meats) เนื้อตัดเย็น (cold cuts) ชาร์คูทูรี (Charcuterie) และเนื้อเดลี่
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณไม่ออกกำลังกาย คุณมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งลำไส้และทวารหนักเพิ่มขึ้น การออกกำลังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคควบคุมน้ำหนัก ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งทวารหนัก

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งไม่สูบบุหรี่ หากสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานอาจมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งทวารหนักมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก ดังนั้นทางที่ดี คือไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากคุณต้องการดื่มแลกอฮอลล์ สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) แนะนำว่า ผู้ชายไม่ควรดื่มเกินสองแก้วต่อวัน และผู้หญิงไม่ควรเกินหนึ่งแก้วต่อวัน

เจาะลึกหลายประเด็นของคนเป็นมะเร็งปอด พร้อมทางรอดช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661923

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 11:18 น.เจาะลึกหลายประเด็นของคนเป็นมะเร็งปอด พร้อมทางรอดช่วงโควิด-19“ดูแลปอด ดูแลใจ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งปอด” แพทย์ชวนรู้เส้นทางของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด แนวทางการรักษา และข้อควรระวังช่วงโควิด-19 พร้อมอ่านเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของสองผู้ป่วยระยะที่สี่

เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงภัยของมะเรื่องปอด วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี จึงกำหนดให้เป็น “วันมะเร็งปอดโลก” ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก จากความตระหนักดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการจัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “ดูแลปอด ดูแลใจ เพื่อผู้ป่วยมะเร็งปอด” โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society: TCS) กลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งปอดและผู้ดูแล (Lung Cancer Patient Advocacy Group) แพลตฟอร์มความรู้สำหรับผู้ป่วยมะเร็งปอด LungAndMe และคณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (Thai Lung Cancer Group: TLCG) เพื่อเจาะลึกถึงประเด็นต่าง ๆ เช่น สถานการณ์มะเร็งปอดและความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดในคนไทย การเดินทางของผู้ป่วยมะเร็งปอด ตั้งแต่แรกพบอาการไปจนถึงการติดตามการรักษา และการดูแลตัวเองในยุคโควิด-19 ของผู้ป่วยมะเร็งปอด

สถานการณ์มะเร็งปอดในปัจจุบันนับเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่น่าเป็นห่วงของประเทศไทย และมีผลต่อการเพิ่มภาระทางสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ โดยมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติในปี 2563 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยมะเร็งปอดในประเทศไทยประมาณ 23,713 ราย และเสียชีวิตประมาณ 20,395 รายซึ่งนับเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตที่สูงเป็นอันดับสองในประเทศไทย

โดยปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น เมื่อเกิดมะเร็งขึ้นจึงมีโอกาสเสียชีวิตสูง ในด้านของปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้เช่น การสูบบุหรี่และการได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มือสองหรือมือสาม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปอด รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น การสัมผัสกับแก๊สเรดอนและสารก่อมะเร็งอื่น ๆ เช่น แร่ใยหิน โครเมียมและรังสี ในด้านของปัจจัยภายใน จะเป็นเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งเกิดขึ้นจากยีนที่ผิดปกติทำให้เซลล์ในปอดแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายแป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมนั้นจะพบได้มากในผู้ป่วยชาวเอเชียที่อาจไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงภายนอก เช่น ไม่ได้สูบบุหรี่ เป็นต้น

เส้นทางของคนเป็นโรคมะเร็งปอด

รศ.พญ.บุษยามาส ชีวสกุลยง อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่า การเดินทางของผู้ป่วยมะเร็งปอดแบ่งออกเป็นสี่ขั้นหลักๆ หนึ่งคือก่อนที่จะตรวจพบมะเร็งผู้ป่วยควรสังเกตการณ์อาการและความเสี่ยงของตนเอง รวมถึงวิธีป้องกันและแนวทางการตรวจคัดกรอง

ขั้นที่สอง คือเมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งแล้วเราจะมีการตรวจยืนยันอย่างไร เช่น เป็นมะเร็งชนิดไหน ระยะที่เท่าไหร่ มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหรือไม่ ซึ่งนับเป็นขั้นตอนของการวินิจฉัย

ขั้นตอนต่อมา คือการรักษาควรศึกษาว่ามีแนวทางการรักษาตามชนิดและระยะอย่างไร ผ่าตัดได้ไหม ต้องฉายรังสีไหม มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เหมาะกับยามุ่งเป้าหรือไม่ เพื่อวางแผนแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย

ขั้นตอนสุดท้าย คือช่วงเวลาที่ผู้ป่วยกำลังรักษาอยู่ บางคนรักษาเป็นเดือน แต่หลายคนจำเป็นต้องรักษานานเป็นปีถึงหลายปี จึงควรต้องมีการติดตามดูแลอาการและผลข้างเคียง หากเป็นมะเร็งปอดระยะต้นผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่หากเป็นมะเร็งระยะลุกลามเฉพาะที่หรือระยะแพร่กระจายก็สามารถรักษาและเฝ้าระวังอาการไปได้เรื่อยๆ

ทั้งนี้ เส้นทางการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นแตกต่างกันออกไป บางรายอาจรักษาได้อย่างราบรื่นเพราะมีการตอบสนองที่ดีต่อการรักษา แต่หากผู้ป่วยดื้อยาก็อาจประสบอุปสรรคระหว่างทางและอาจต้องมีการปรับแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่า โดยตลอดการเดินทางของผู้ป่วย ผู้ดูแลหรือญาติควรช่วยให้กำลังใจกับผู้ป่วยและเดินไปด้วยกัน ช่วยสนับสนุนพวกเขาทำให้การเดินทางของพวกเขาเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

แนวทางการรักษามะเร็งปอด 

ผศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา รพ.พระมงกุฎเกล้ากล่าว่าแนวทางการรักษามะเร็งปอดขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของของมะเร็งโดยประโยชน์ของการรู้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะอะไร คือ หนึ่ง เราสามารถรู้ได้ว่าพยากรณ์ของโรคจะเป็นอย่างไร สอง เราต้องวางแผนการรักษาแบบไหนและสามจุดมุ่งหมายจะเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 1-2 เราสามารถที่จะผ่าตัดได้เพราะจุดหมุงหมายคือการหายขาดระยะที่สามหรือลุกลามเฉพาะที่ถือเป็นระยะกลางๆถึงแม้ยังไม่ได้เกิดการกระจายไปที่จุดอื่นของร่างกายแต่มะเร็งเป็นก้อนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงอาจผ่าตัดไม่ได้ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องใช้เคมีบำบัดหรือการฉายแสงเพื่อให้ก้อนยุบลงแล้วค่อยพิจารณาผ่าตัด

หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะสามปลายๆผ่าไม่ได้แล้วจะรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงส่วนผู้ป่วยระยะที่สี่หรือระยะแพร่กระจายการรักษาจึงจะเป็นการให้ยาเพื่อเพิ่มระยะเวลารอดชีวิตลดการกำเริบบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากตัวโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิต

ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการรักษาผู้ป่วยระยะลุกลามเฉพาะที่หรือระยะที่สี่ไม่ใช่การหายขาด แต่เป็นการรักษาเพื่อลดอาการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการเลือกยาและแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ผู้ป่วยมีร่างกายที่แข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด EGFR ระยะที่สี่

คุณจิตนิภา ภักดี หรือคุณออย ผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด EGFR ระยะที่สี่ ได้ร่วมเล่าประสบการณ์ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงอาการปัจจุบัน “ส่วนตัวเป็นมะเร็งปอดชนิดที่เกิดจากพันธุกรรมโดยมียีนผิดปกติเป็นชนิด EGFR ตอนตรวจพบมีอายุเพียง 29 ปีและค่อนข้างดูแลสุขภาพดีพอสมควร ไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ และคนในครอบครัวก็ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งต่อให้เราเป็นมะเร็งได้เลย ก่อนที่จะตรวจพบมะเร็ง ออยมีอาการไอเรื้อรัง แต่ไม่ได้มีเสมหะหรือเจ็บคออย่างใด จึงประมาทและไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไรมาก จนเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยกว่าปกติ และน้ำหนักลดลงเรื่อย ๆ จึงยอมไปพบแพทย์ในที่สุด ระหว่างที่รอผลตรวจอาการก็เริ่มแย่ลงตามลำดับ เริ่มหายใจไม่ปกติ และน้ำหนักลงไปกว่า 9 กิโล ต่อมาเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย ชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ EGFR จึงเริ่มการรักษาทันที ด้วยการทานยามุ่งเป้า โดยได้เริ่มทานยามาประมาณ 17 เดือน จากที่เรามีอาการผิดปกติหอบหายใจไม่ค่อยสะดวก หลังจากที่ทานยามุ่งเป้าไปเพียงหนึ่งสัปดาห์อาการก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลข้างเคียงอย่างเดียวคือมีผื่นคล้ายสิวขึ้นที่หน้าและลำตัว และทุกวันนี้เราก็สามารถใช้ชีวิตได้เกือบจะปกติเท่ากับตอนก่อนเป็นมะเร็ง การที่ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแลร่วมเดินทางไปด้วยกัน แล้วตั้งสติและทำความเข้าใจกับโรคที่เราเป็น รับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้เราเดินทางไปกับมะเร็งได้ง่ายขึ้น หากเราดูแลตัวเองดี ๆ ก็อาจมีแนวทางรักษาใหม่ ๆ เข้ามาในอนาคตทำให้เรามีโอกาสอยู่รอดมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนมีความหวังในการรักษาเสมอ มะเร็งหมือนเข้ามาเตือนใจเราให้รักตัวเองและหันมาใส่ใจคนรอบข้างและกลับมาดูแลตัวเองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิดเราควรเลี่ยงการพบปะผู้คน และป้องกันตัวเองให้ดีที่สุดเพราะเรามีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงหากติดโควิด ออกกำลังกายคลายเครียด ดื่มน้ำเยอะ ๆ ระมัดระวังตัวเองดูแลสุขภาพกายและใจให้ดีที่สุด”

คุณสลิลลา หงษ์นคร กล่าวในฐานะผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด ALK ระยะที่สี่ ว่า “ส่วนตัวเป็นผู้ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ ตรวจพบประมาณเดือนเมษายน 2560 โดยคุณแม่เป็นคนที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว จนมาวันหนึ่งคุณแม่เริ่มรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่เต็มปอด และหายใจไม่สะดวก โดยเป็นไม่มากแต่รู้สึกได้ว่าผิดปกติ ดังนั้นจึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และพบว่ามีน้ำอยู่ในปอด จากนั้นจึงตรวจพบเซลล์มะเร็ง และหลังจากทำ ซีที สแกน และตรวจชิ้นเนื้อ จึงทราบว่าคุณแม่เป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ ชนิดที่ยีนกลายพันธุ์ ALK ในฐานะผู้ดูแล ตอนแรกค่อนข้างหนักใจว่าเราจะผ่านตรงนี้ไปได้อย่างไร กังวลทุกหนทาง แต่สุดท้ายเราต้องเชื่อมั่นในความก้าวหน้าทางการแพทย์ปัจจุบัน คอยให้กำลังใจและดูแลคุณแม่เป็นอย่างดี แต่เราไม่สามารถกำหนดสภาพจิตใจของผู้ป่วยได้ จึงเรียนรู้กับตัวเองว่านอกจากคนรอบข้างจะต้องให้กำลังใจผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องส่งพลังใจกลับมาให้ผู้ดูแลเช่นกัน เพื่อสร้างพลังบวกซึ่งกันและกัน อยากฝากถึงผู้ป่วยว่าอย่าท้อแท้ เพราะคนเราต้องมีความหวังและกำลังใจอยู่เสมอเพื่อตัวเราเองและคนที่เรารักแล้วเราจะผ่านมันมาได้ เหมือนในทุกวันนี้ที่คุณแม่กลับมามีชีวิตที่ปกติ” 

ในระหว่างและหลังการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดควรเฝ้าระวังและติดตามอาการอย่างต่อเนื่องด้วยการรับยารักษาอย่างต่อเนื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกนอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ทานยามุ่งเป้าควรติดตามอาการและผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิดและรายงานผลให้แพทย์เจ้าของไข้ทราบอยู่เสมอผู้ป่วยระยะสี่ควรติดตามอาการทุกสามเดือนเพราะมะเร็งอาจเกิดการดื้อยาและอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการรักษาบ้างเป็นบางกรณีส่วนในช่วงโควิดแพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดดูแลตัวเองเป็นพิเศษเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโควิดสูงเพราะเป็นโรคที่เกี่ยวกับปอดเช่นกันจึงมีอัตราเสี่ยงต่อโรครุนแรงและอัตราเสียชีวิตที่สูงกว่าคนปกติดังนั้นผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการเช่นอาการหอบหรือไอที่เพิ่มขึ้นหรืออาการของเชื้อไวรัสเช่นไข้สูงปวดเนื้อปวดตัวเจ็บคอมีน้ำมูกจมูกไม่ได้กลิ่นลิ้นไม่รับรสซึ่งควรไปพบแพทย์ทันทีและรับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์เจ้าของไข้

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ เฟซบุ๊ก LungAndMe เว็บไซต์ http://www.LungAndMe.com คลับเฮ้าส์ @LungAndMe กลุ่มสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งปอดและผู้ดูแล : พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องมะเร็งปอดได้ในเฟซบุ๊กกลุ่ม ห้องนั่งเล่นพูดคุยเรื่องมะเร็งปอด (สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเท่านั้น)  หรือติดตามมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ได้ทางเฟซบุ๊ก Thai Cancer Society : TCS เว็ปไซต์ http://www.thaicancersocitey.com และมะเร็งสมาคมวิทยา : เว็บไซต์ http://www.thethaicancer.com/index.html

โรคหายาก : อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661897

วันที่ 31 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.โรคหายาก : อุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยความก้าวหน้าด้านการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคหายากที่หน่วยงานรัฐและเอกชนให้ความสำคัญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ ยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาไว ผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะยิ่งดีขึ้น

เดือนสิงหาคมของทุกปี เป็นเดือนที่ทั่วโลกร่วมรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักต่อ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) ซึ่งเป็นโรคหายากที่เกิดจากความผิดปกติของกรรมพันธุ์ในยีนด้อย หากบิดาหรือมารดาเป็นพาหะทั้งคู่ ย่อมมีโอกาสสูงถึง 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ที่บุตรจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ อุบัติการณ์โดยประมาณของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงพบได้ในเด็กแรกเกิดทั่วโลกจำนวน 1 คน ในประชากร 10,000 คนในแต่ละปี และอัตราของคนที่เป็นพาหะอยู่ที่ 1:40–1:60 คน

แม้โรคนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก ประกอบกับจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีอยู่อย่างจำกัด แต่การสร้างความตระหนักต่อโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและขยายโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐสถานะของผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม

ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงส่งผลต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแขนขาอ่อนแรง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยขยับได้น้อย เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก บางคนอาจมีกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง มีปัญหาทางระบบปอด จนอาจถึงขั้นหายใจล้มเหลวได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น รถเข็น เครื่องช่วยหายใจ ท่อเจาะคอ เป็นต้น ทั้งนี้ ระดับความรุนแรงและอาการจะแตกต่างตามช่วงอายุที่เกิดโรค โดยสามารถแบ่งโรคออกเป็นห้าระดับ จาก 0-4 ดังนี้ 

  • SMA Type 0 มีความรุนแรงสูงสุด พบได้ตั้งแต่ในครรภ์แม่ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนทางเดินหายใจถูกปิดกั้น โดยผู้ป่วยมักมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
  • SMA Type 1 มีความรุนแรงสูงพบได้ในเด็กอายุ 0-6 เดือน มักเกิดระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ โดยผู้ป่วยมักมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี
  • SMA Type 2 มีความรุนแรงสูงถึงปานกลาง พบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน แม้ผู้ป่วยจะนั่งได้ แต่ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยรถเข็นเพื่อช่วยการเคลื่อนไหว และอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย
  • SMA Type 3 มีความรุนแรงปานกลาง พบได้ในเด็กอายุ 18 เดือนขึ้นไป โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แม้จะนั่ง ยืน และเดินได้ แต่ผู้ป่วยต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงสำหรับประคองร่างกาย
  • SMA Type 4 มีความรุนแรงต่ำที่สุดพบได้ในผู้ป่วยอายุห้าปีขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ผู้ป่วยสามารถนั่งยืนและเดินได้เหมือนบุคคลทั่วไปแต่พบอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและมีการพัฒนาของกล้ามเนื้อช้ากว่าปกติส่งผลต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและมักต้องอาศัยรถเข็นเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวเมื่อมีอายุมากขึ้น

สำหรับอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ คงคติธรรม อาจารย์หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเป็นทางการ ทว่า จากการคาดคะเนตัวเลขผู้ป่วยโดยอ้างอิงจากอัตราพาหะของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยอยู่ที่ 1:50 ของจำนวนประชากร จึงประมาณการณ์ว่าในไทยมีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่ระหว่าง 10,000–20,000 คน ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในวัยทารกและเด็กเล็ก และมีโอกาสเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็ก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที”  

ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปี จนอาจก่อให้เกิดความกังวลต่อการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวเสริมว่า “จากข้อมูลที่ทราบเบื้องต้น ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ป่วยหนักหรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและต้องขอชมเชยผู้ดูแลซึ่งมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงซึ่งมีภาวะปอดขยายตัวได้ไม่ดีอยู่แล้ว สัมผัสกับติดเชื้อโควิด-19 และเชื้อลงปอด อาจส่งผลให้ผู้ป่วยไอได้ไม่เต็มที่ เกิดการคั่งค้างของเสมหะ และมีแนวโน้มที่จะพบภาวะปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรงได้”

ในอดีตโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงต้องอาศัยการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทรมานจากความเจ็บป่วย แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีทางการแพทย์และการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพันธุศาสตร์และโรคทางพันธุกรรมพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก จึงทำให้โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงกลายมาเป็นโรคที่รักษาได้ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงการรักษา เนื่องจากต้องอาศัยงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา คัดกรอง วินิจฉัยและรักษา

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ยังได้กล่าวถึงการดูแลและแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยว่า “ทุกวันนี้ การรักษาผู้ป่วย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง เช่น แพทย์ระบบประสาทวิทยา เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์เฉพาะทางด้านปอด นักโภชนาการ รวมถึงอุปกรณ์ทำกายภาพและเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งล้วนแต่มีส่วนสำคัญในการดูแลและฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง”

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านแนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุดหน้าขึ้นโดยลำดับ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ได้ขยายความไว้ดังนี้ “วิธีการแรกคือการให้ยาโดยฉีดเข้าช่องไขสันหลัง ออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier ช่วยให้ร่างกายผลิตโปรตีน SMN (Survivor Motor Neuron) ที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ วิธีถัดมาคือการให้ยาโดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เป็นการรักษาด้วยวิธีการทดแทนยีน (gene replacement or gene therapy) ซึ่งใช้อะดิโนไวรัสชนิดที่ 9 (AAV-9) เป็นตัวนำชิ้นส่วนของยีนเข้าสู่เซลล์ประสาท ซึ่งเป็นไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสร้างโปรตีน SMN ได้ และวิธีล่าสุดคือการให้ยาแบบรับประทานซึ่งออกฤทธิ์เป็น SMN2 splicing modifier เพิ่มการสร้างโปรตีน SMN ที่ทำหน้าที่ได้ (full-length SMN protein) ทั้งนี้แนวทางการรักษาที่กล่าวมายังคงเป็นการทดลองใช้ในกลุ่มผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงยาในระบบการดูแลสุขภาพของประเทศไทย กระบวนการใช้ยาดังกล่าวที่สมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยและแพทย์อย่างมาก”  

มร.ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมาร์ กัมพูชา และลาว กล่าวว่า “โรชตระหนักถึงความท้าทายของโรคหายากที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องเผชิญ เราจึงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้านประสาทวิทยาและด้านพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การสนับสนุนการทำวิจัยทางคลินิกในกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก ซึ่งรวมถึงโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในหลายประเทศและในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะต้องไม่มีผู้ป่วยโรคหายากคนใดถูกมองข้าม เนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนไม่มาก โรชพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำงานร่วมกับผู้ป่วย ผู้ดูแล ชมรมผู้ป่วย และแพทย์ที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นและผลักดันการเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น”

นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้เร็วที่สุด เมื่อเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติทางร่างกายในเด็กแรกเกิดก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องให้ความใส่ใจเช่นกัน “ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มีขั้นตอนการตรวจคัดกรองเด็กแรกเกิด อย่างในประเทศไต้หวันและสหรัฐอเมริกา ที่เมื่อพบเด็กแรกเกิดป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แพทย์จะให้ยาตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยเนื่องจากช่วยให้ผลลัพธ์การรักษาดี การพบเคสผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น เป็นผลมาจากการที่พ่อแม่สังเกตเห็นพัฒนาการที่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป เช่น หากเด็กอายุ 2-3 เดือน แต่ยังไม่สามารถชันคอได้ หรือเด็กอายุ 4-6 เดือนแต่ยังไม่สามารถพลิกคว่ำหงายได้เอง แพทย์จึงต้องตรวจอย่างละเอียดและวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในที่สุด ส่วนผู้ป่วยทารกหรือเด็กเล็กที่อาการของโรครุนแรงมากอาจเสียชีวิตไปก่อนที่พ่อแม่จะมีโอกาสพามาพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจและปอดอักเสบ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยใหม่สามารถทำได้หากคู่สมรสวางแผนการมีบุตร และตรวจยีนก่อนตั้งครรภ์” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวเสริม

ในประเทศไทยมีมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease: FEND) และ มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก (Thai Rare Disease Foundation: TRDF) ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและผู้ดูแล โดยทำหน้าที่เป็นช่องทางแบ่งปันข้อมูลความรู้เกี่ยวกับโรค ให้คำแนะนำด้านการดูแลรักษาแบบองค์รวมทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงจัดกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงความต้องการทางการแพทย์ที่จำเป็น แต่ผู้ป่วยยังไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ผู้ป่วยอายุยังน้อยส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษา ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น และสามารถดำรงชีวิตอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข

“สุดท้ายนี้ การจัดสรรด้านทรัพยากรและงบประมาณเพื่อการตรวจยีนในคู่สมรสหรือเด็กแรกเกิดอาจจะมีประโยชน์ และต้องมีการศึกษาถึงความคุ้มค่าหากดำเนินการในประเทศไทยต่อไป ส่วนแนวทางการจัดการโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเน้นไปที่การวินิจฉัยให้เร็วที่สุด เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งมีแนวโน้มจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ในประเทศไทยการตระหนักถึงความสำคัญของการวินิจฉัย การรักษาและความร่วมมือกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้ป่วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขาวิชา หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ กล่าวปิดท้าย

ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า กุมารแพทย์ชวนสังเกตพัฒนาการลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661812

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 08:05 น.ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า กุมารแพทย์ชวนสังเกตพัฒนาการลูกน้อยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตกัน…ลูกเราพูดช้าหรือเปล่า?

เมื่อลูกน้อยเกิดมา สิ่งแรกที่ทำคือการสื่อสารโดยการร้องไห้ เขารู้ว่าถ้าร้องจะได้รับการตอบสนองทันที แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น เขาก็จะรู้ว่าแค่มองหน้า ยิ้ม หรือมีภาษาท่าทาง นั่นก็เป็นการสื่อสารด้วยเช่นกัน เด็กได้ฟังเวลาพ่อแม่หรือคนเลี้ยงคุยกับเขา เชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นจนเกิดเป็นการเรียนรู้เรื่องภาษาในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีพัฒนาการทางภาษาเกิดขึ้นที่อายุเดียวกัน บางคนพูดเร็ว เริ่มที่ 1 ขวบกว่าๆ บางคนก็เริ่มที่อายุใกล้ 2 ขวบ

แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่า ผิดปกติ?

พญ.สินดี ตันศิริ (จำเริญนุสิต) กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช จึงชวนคุณพ่อคุณแม่มาสังเกตพัฒนาการทางการพูดของลูกกัน ดังนี้

เช็กพัฒนาการทางการพูดของเด็กปกติเป็นยังไง

ช่วงแรกเกิด– 4 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ตอบสนองเมื่อมีเสียงดัง เช่น ร้อง กระพริบตา
  • หยุดฟังเสียงหรือหยุดร้องไห้ เมื่อได้ยินเสียงคนเลี้ยง

การใช้ภาษา

  • ร้องด้วยเสียงที่ต่างกัน เมื่อหิว หรือเจ็บ ฯลฯ
  • ยิ้ม ส่งเสียง เมื่อเห็นคนเลี้ยง หรือมีคนมาเล่นด้วย
  • ระวัง! *ไม่ตอบสนองต่อเสียง เมื่อเด็กอยู่ในช่วงที่ตื่นดี

ช่วงอายุ 5-7 เดือนความเข้าใจภาษา

  • เริ่มหันหาที่มาของเสียง
  • มีปฏิกิริยาที่ต่างกันต่อน้ำเสียงหรืออารมณ์ของผู้ใหญ่
  • หยุดฟัง มองหน้า เวลามีคนคุยด้วย

การใช้ภาษา

  • หัวเราะ เมื่อมีคนเล่นด้วย
  • เล่นเสียงได้หลากหลายขึ้น
  • ระวัง! *ลูกส่งเสียงน้อย ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบกับคนเลี้ยง

ช่วงอายุ 9-12 เดือนความเข้าใจภาษา

  • เริ่มเข้าใจคำสั่งห้าม เช่น “ไม่” “หยุด”
  • มองตามสิ่งที่ผู้ใหญ่ชี้ให้ดู
  • ทำตามสั่งง่ายๆ ได้ เช่น บายบาย
  • จำชื่อคนในบ้านพอได้

การใช้ภาษา

  • ใช้เสียงคล้ายคำ เพื่อเรียกชื่อหรือสิ่งที่คุ้นเคย
  • ส่ายหน้า หรือพยักหน้า เพื่อตอบคำถาม
  • เริ่มมีคำที่มีความหมาย เริ่มเรียก ปาปา มามา ได้
  • ระวัง! *ลูกไม่หันหาเสียง ไม่ทำเสียง เลียนเสียงพยัญชนะอื่นนอกจาก “อ”

ช่วงอายุ 15 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ทำตามสั่งได้มากขึ้น เช่น “ไปเอารองเท้า”
  • หันมอง หรือชี้คนหรือสิ่งของเมื่อถูกถาม เช่น “ไหนแม่”

การใช้ภาษา

  • พยายามร้องเพลงหรือพูดตามแบบ
  • ชี้ชวนให้คนอื่นดูสิ่งที่ตนสนใจ
  • พูดได้ 4-6 คำ
  • ระวัง! *ลูกยังไม่พูดคำที่มีความหมายอย่างน้อย 1 คำ เช่น หม่ำ ไป เอา ฯลฯ

ช่วงอายุ 18 เดือนความเข้าใจภาษา

  • ชี้อวัยวะตามสั่งได้ 1-3 อย่าง
  • ตอบสนองถูกต้องกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น “ไปอาบน้ำ” ฯลฯ
  • ทำตามสั่งที่ไม่มีท่าทางประกอบได้

การใช้ภาษา

  • มีการพูดโต้ตอบด้วยพยางค์เดียวได้
  • เล่นเสียงได้เช่นเสียงรถบรืนบรืนเสียงสัตว์ร้อง
  • ใช้ท่าทางร่วมกับคำพูดเพื่อถาม เช่น ชี้ “อะไร”
  • บอกความต้องการง่ายๆ ได้ เช่น “เอา” “ไป”
  • ระวัง! *ลูกไม่เข้าใจ หรือไม่ทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น เอาให้แม่ ไปหยิบของ ฯลฯ ไม่พูดคำที่มีความหมาย 3 คำ

ช่วงอายุ 2 ปีความเข้าใจภาษา

  • ชี้อวัยวะได้ 3-6 อย่าง
  • ทำตามสั่งได้ 2 ขั้นตอนชี้รูปได้มากขึ้น
  • เข้าใจคำถามมากขึ้น เช่น “นี่อะไร” ฯลฯ

การใช้ภาษา

  • พูดเป็นคำที่มีความหมายได้มากขึ้น ประมาณ 50 คำ
  • เรียกชื่อของในบ้านได้มากขึ้น
  • พูดเป็นวลีสั้นๆ ได้ เช่น “ไปเที่ยว” “ไม่กิน” ฯลฯ
  • ถามคำถาม “อะไร”
  • ระวัง! *ลูกไม่พูดคำที่มีความหมายต่างกัน 2 คำต่อเนื่องเช่น เอานม ไปเที่ยว ฯลฯ พูดคำศัพท์น้อยกว่า 50 คำ

ช่วงอายุ 2 ปีครึ่งความเข้าใจภาษา

  • เริ่มทำตามสั่งที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
  • ชี้ภาพในหนังสือได้ถูกต้องมากขึ้น

การใช้ภาษา

  • บอกชื่อตัวเองได้
  • บอกความต้องการได้ เล่าเรื่องที่สนใจแต่อาจจะยังไม่เชื่อมโยง
  • ระวัง! *ลูกไม่พูดเป็นวลียาว 3-4 คำ ยังทำเสียงไม่เป็นภาษา

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าลูกน้อยมีพัฒนาการทางการพูดที่สงสัยว่าจะพูดช้าควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินและให้คำแนะนำต่อไป

คำแนะนำเบื้องต้นในการพัฒนาภาษาของลูก

1. มีเวลาพูดคุยหรือเล่นกับลูก งดการดูจอทุกชนิด ยกเว้นการ video call

2. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก

3. ถ้าลูกพูดช้า คนเลี้ยงควรพูดในสิ่งที่เขาสนใจหรือกำลังทำ เพื่อให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ร่วมกับฝึกให้เขาทำตามสั่ง ซึ่งเราอาจจะต้องจับมือทำไปด้วย เพื่อให้เขาเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ รอและเปิดโอกาสให้ลูกได้เปล่งเสียงตามด้วย

4. มีการเล่น ชี้ชวนดูรูปภาพในหนังสือ หรือสิ่งของรอบตัว ร้องเพลง เล่นสมมติ เพื่อเพิ่มคำศัพท์

5. ฝึกให้ลูกพูดในสถานการณ์จริง โดยการ

– ตั้งคำถาม เช่น “อะไร” “ที่ไหน”

– เป็นผู้ฟังที่ดี หยุดรอให้ลูกสบตา ขยับปากจะพูด อาจจะถามซ้ำถ้าไม่เข้าใจ หรือพูดแทนไปก่อน เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้

– ขยายความคำตอบของลูกและชมเขาเมื่อเห็นว่าพยายามสื่อสาร

How to กำจัดเชื้อราบน ‘เสื้อผ้า-หน้ากากผ้า’ ช่วงหน้าฝน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661757

วันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลา 09:45 น.How to กำจัดเชื้อราบน 'เสื้อผ้า-หน้ากากผ้า' ช่วงหน้าฝนกรมอนามัย แนะวิธีกำจัดเชื้อราบนเสื้อผ้ารวมทั้งหน้ากากผ้าที่เปียกชื้นช่วงหน้าฝน พร้อมเผยวิธีการเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ห่วงประชาชนที่สวมเสื้อผ้า รวมทั้งหน้ากากผ้าที่เปียกชื้นจากฝนตก  อาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ควรนำเสื้อผ้าที่เปียกไปแขวนผึ่งให้แห้งก่อนใส่ตะกร้า เพื่อรอการซัก หรือซักทำความสะอาดทันที  ไม่ควรทิ้งไว้นาน ๆ พร้อมแนะวิธีกำจัดเชื้อราในบ้าน ลดแหล่งสะสมของเชื้อรา     

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงหน้าฝน ปัญหาที่พบบ่อยคือเสื้อผ้ามีกลิ่นอับชื้น เนื่องจากเปียกฝนหรือสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมง รวมถึงการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่เปียกชื้นอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ ดังนั้น เมื่อกลับถึงบ้านแล้วควรนำเสื้อผ้าที่เปียกไปแขวนผึ่งให้แห้ง ก่อนใส่ตะกร้าเพื่อรอการซัก ไม่ควรทิ้งไว้นาน ๆ เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าได้ หากนำมาสวมใส่อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังจากเชื้อราตามมา อาทิ โรคกลาก เกลื้อน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยรอบ ๆ เกิดอาการคัน ทำให้เป็นผื่นแพ้และติดเชื้อได้ ไม่ควรเกาหรือปล่อยไว้จนลุกลาม ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

ซึ่งการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับชื้นหรือปัญหาเชื้อราบนผ้า สามารถทำได้ด้วย 2 วิธีคือ

วิธีที่ 1 ซักตามปกติแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

ส่วนวิธีที่ 2 แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่สามารถหาได้ในครัวเรือน ได้แก่ น้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนผสมโซเดียมไฮโปคลอไรด์ โดยเติม 1 ฝา ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ผ้าไว้นาน 5-15 นาที หรือใช้น้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ต่อน้ำ 1-2 ลิตร แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติ จากนั้นนำไปตากแดดจัดหรือตากในที่ที่มีอากาศถ่ายเทจนแห้ง แล้วนำมารีดทั้งข้างในและข้างนอกตัวเสื้อ

โดยก่อนทำความสะอาดเสื้อผ้า ควรอ่านป้ายสัญลักษณ์การดูแลรักษาเสื้อผ้า เพื่อเลือกวิธีทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ดีที่สุดและป้องกันเสื้อผ้าชำรุด ส่วนหน้ากากผ้า ควรเปลี่ยนทุกวัน หรือเปลี่ยนเมื่อรู้สึกเปียกชื้นในระหว่างวัน และให้ซักหน้ากากผ้าให้สะอาดทุกวันด้วยสบู่หรือผงซักฟอกแล้วตากแดดให้แห้ง กรณีสวมหน้ากากอนามัย ให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยชิ้นใหม่ทุกวัน หรือเมื่อหน้ากากเปียกชื้น และควรพกหน้ากากอนามัยสำรองไว้ติดตัว เพื่อให้สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ทันที   

ในช่วงหน้าฝน สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการกำจัดเชื้อราในบ้าน เพราะหน้าฝนความชื้นในอากาศ สามารถทำให้ภายในบ้านมีความชื้นสูง อาจเป็นแหล่งของเชื้อราได้ อาทิ ห้องน้ำ ห้องนอน และห้องครัว เชื้อราจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่สีดำ น้ำตาล เขียว แดงเหลือง และขาว พบได้เป็นกลุ่ม ๆ ในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น ฝ้าและผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ ใต้พื้นพรม เครื่องนอน เครื่องปรับอากาศ หากสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพต่าง ๆ ตามมา เช่น หากเข้าตาและจมูก จะทำให้เกิดการระคายเคือง มีอาการจาม น้ำมูกไหล มีไข้ บางรายก่อให้เกิดโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และปอดอักเสบในที่สุด ซึ่งกลุ่มที่ต้องระวังคือ ผู้สูงอายุ และเด็กอ่อน

วิธีการเช็ดทำความสะอาดบ้านเรือนที่ปนเปื้อนเชื้อราได้ 3 ขั้นตอน

1.พื้นผิววัสดุที่พบเชื้อราให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิวไปในทางเดียว แล้วนำกระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ดังกล่าวทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด

2. ใช้กระดาษทิชชู แผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบลงในน้ำผสมกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เช็ดซ้ำในจุดที่มีเชื้อราอีกครั้ง 

3. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5-7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60-90 เปอร์เซ็นต์ เช็ดทำความสะอาดเพื่อเป็นการทำลายเชื้อในขั้นตอนสุดท้าย

กินอาหารหมักดองเพิ่มโปรไบโอติกส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสู้ไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661533

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 08:50 น.กินอาหารหมักดองเพิ่มโปรไบโอติกส์ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสู้ไวรัส“อาหารโปรไบโอติกส์” มีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ภายในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ลดโอกาสในการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดการเกิดพายุไซโตไคน์ (Cytokine Storm) หรือภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปได้

การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการทดสอบความเป็นพรีไบโอติกส์ของสมุนไพรและตำรับอาหารไทย พบว่าสมุนไพรที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ได้แก่ เม็ดบัว กลอย ขมิ้นขาว ขิงอ่อน ขิงแก่ ข่า หอมแดง ตะไคร้ ลูกยอ กระเจี๊ยบเขียว ส่วนผักบางชนิดหากรับประทานมากๆอ าจยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว

นอกจากนี้ ยังพบว่าอาหารไทยกว่า 100 ตำรับ มีพรีไบโอติกส์สูง เช่น กระจับผัดพริกเผา ข้าวคลุกกะปิ ขนมผักกาด ฯลฯ ซึ่งเป็นเมนูที่ส่งเสริมการเจริญของเชื้อโปรไบโอติกได้ดีมาก ถึงกว่า 20% ทั้งยังพบอีกว่าการเสริมอาหารประเภทเครื่องเทศ หรือพืชลงหัว ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เนื่องจากหาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง

การศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่าโปรไบโอติกส์ค่อนข้างโดดเด่นในด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและยังเป็นที่ยอมรับกันด้วยว่าโปรไบโอติกส์สามารถกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันช่วยเพิ่มการสร้างสารภูมิต้านทานชนิด IgA ที่ระบบทางเดินอาหาร ส่งผลต่อการหลั่งไซโตไคน์ชนิดต่างๆ ได้ผ่านระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกหรือเยื่อบุ (mucosal immune response) จุลินทรีย์โปรไบโอติกส์ยังส่งผลต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว (regulatory T cells) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

มีการศึกษาจากต่างประเทศ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สามารถเทียบเคียงได้ คือการวิจัยของประเทศเกาหลีร่วมกับฝรั่งเศส พบว่า “กิมจิ” อาหารพื้นบ้านของเกาหลีที่เรารู้จักกันดีนั้น อาจช่วยลดความรุนแรงในการเกิดโรคโควิด-19 ได้ โดยระบุว่าในกิมจิมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งผักกาด พริกชี้ฟ้า ขิง และกระเทียม ที่มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งส่วนผสมต่างๆ เหล่านี้ ออกฤทธิ์ต่อ Nrf2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการอักเสบของร่างกาย

ปัจจุบันนักวิจัยเกาหลีกำลังศึกษากลไกให้ละเอียดขึ้นสำหรับบทบาทของกิมจิต่อโรคโควิด-19 โดยก่อนหน้าที่จะมีงานวิจัยชิ้นนี้ ได้มีการศึกษาซึ่งเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ พบว่า ในประเทศที่มีอัตราการตายจากโควิด-19 น้อยประเทศเหล่านี้ล้วนบริโภคอาหารหมักดองและเครื่องเทศ

ในงานวิจัยนี้ ได้ระบุว่า ในอาหารหมักดองแบบดั้งเดิม มักประกอบด้วย แบคทีเรียดี ชนิดแลคโตบาซิลลัส ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ป่วย ชุมชน หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ รวมถึงสถานพยาบาลในการเลือกใช้อาหารกลุ่มนี้ในการฟื้นฟู และลดความรุนแรงชองผู้ป่วยได้

”โปรไบโอติกส์” หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมแล้วจะมีผลเชิงบวกต่อผู้บริโภค เช่น ลดความถี่ในการเกิดภูมิแพ้ เสริมสร้างระบบขับถ่ายที่ดี ช่วยควบคุมน้ำหนัก ผลิตวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกส์พบได้บ่อยจากอาหารที่ผ่านการกระบวนการหมัก การดอง การบ่ม พบได้ในอาหารพื้นเมืองของหลายๆ ประเทศ เช่น ข้าวหมาก ถั่วเน่า ผักเสี้ยนดองของไทย กิมจิของเกาหลี มิโสะ ของญี่ปุ่น เต้าเจี้ยวของจีน  นอกจากนี้ ยังสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์นมหมัก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย และเป็นสิ่งที่ประชาชาเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนต่ำ

ที่มา : สมุนไพรอภัยภูเบศร

ภาพ : freepik

ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661527

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 07:20 น.ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน “โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ” เข้าใจสาเหตุ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ป้องกันได้

รู้หรือไม่?

  • หลายคนคิดว่าโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และสำไส้อักเสบ คือโรคเดียวกัน แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน
  • ทั้งสองโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่มื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ สุขอนามัยเบื้องต้นอย่างกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้เช่นกัน

โรคฮิตของคนวัยทำงานมีอยู่ด้วยกันหลายโรค ในจำนวนนั้นคือ โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

ข้อมูลโดย นายแพทย์อานนท์ พีระกูล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนนทเวช ใน Generali Thailand อธิบายไว้ดังนี้

รู้จักกับโรคและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน ทั้งการปนเปื้อนของอาหาร สารพิษในอาหาร การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร รวมถึงท็อกซินของแบคทีเรีย รวมถึงการกินยาบางชนิดก็ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายเส้น และยาแก้ปวดที่ไม่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ (NSAIDs: Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)

นอกจากอาหารและยาแล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารได้โดยตรงจึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ยิ่งดื่มตอนท้องว่างก็ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้มากเป็นเงาตามตัว ปัจจัยที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือการติดเชื้อแบคทีเรียจำเพาะบางอย่างในกระเพาะอาหาร เชื้อที่ว่าคือ เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ที่ปนเปื้อนกับอาหาร ที่ต้องแยกออกมาเพราะเชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารได้ในอนาคตหากไม่รักษาหรือปล่อยให้การอักเสบนั้นเป็นเรื้อรัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อแบคทีเรีย จำพวกอีโคไล (E.coli) และ Staphylococcus spp. ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค นอกจากนี้ ไวรัสหลาย ๆ สายพันธุ์ก็ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบได้ โดยโรคลำไส้อักเสบจะมีความเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบเนื่องจากสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน โดยคนไข้ที่มีอาการลำไส้อักเสบอาจมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วย เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปจะถูกลำเลียงจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้ตามกระบวนการย่อยอาหารของร่างกาย

อาการของโรค

อาการที่แสดงออก หากเป็นโรคกระเพาะอักเสบ อาการที่เด่นชัด คืออาเจียน ปวดท้องแบบแสบร้อนหรือบิดมวน แน่นท้อง เรอบ่อย และเนื่องจากเป็นตำแหน่งกลางหน้าอก บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกขมคอและจุกแน่นในลำคอ ซึ่งอาการจะไปคล้ายคลึงกับภาวะกรดไหลย้อน แต่ถ้าเป็นโรคลำไส้อักเสบ อาการที่เด่นชัดคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ้ามีอาการรุนแรงบางคนถ่ายเป็นมูกเลือด

ระยะเวลาในการแสดงอาการของโรคหลังจากได้รับเชื้อนั้นไม่แน่นอน บางรายอาจอยู่ที่ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียก็สามารถเกิดในเวลาสองสามชั่วโมงหลังจากได้รับเชื้อเข้าไปได้

แนวทางในการรักษา

เมื่อคนไข้ถึงมือแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรุนแรงก่อน การให้การรักษาทั้งสองโรค ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง หรือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าอาการปวดท้องดังกล่าวอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะนิ่วในถุงน้ำดีหรือทางเดินน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตันหรือภาวะอุจจาระค้างในลำไส้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเล่าอาการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจน แพทย์จึงจะตรวจเพิ่มเติมด้วยการถ่ายภาพรังสีช่องท้อง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้ยาและรักษาตามอาการ กรณีถ้าโรคกระเพาะอักเสบหรือลำไส้อักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อในกระเพาะอาหาร แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าอาการนั้นเป็นมานาน พิจารณาแล้วไม่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงจากอาหารที่กิน แต่เกิดจากภาวะกรดเกิน หมอจะให้ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารเป็นยาหลัก

คำแนะนำจากแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวจากภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ซึ่งมักมีระดับความรุนแรงไม่มาก ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution – ORS) เพื่อช่วยชดเชยภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไป กินยาแก้ปวดมวนท้อง ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน อาการจะดีขึ้น ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังกินยา

แต่ถ้าอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนบ่อย หรืออาเจียนทุกครั้งหลังรับประทานอาหารจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลย มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง วูบหน้ามืดจะเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะการขาดน้ำรุนแรงมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ช่วงที่มีอาการของทั้งสองโรค ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทนม ถั่ว งา น้ำอัดลม ชา กาแฟ เพราะจะทำให้มีอาการท้องอืด จุกเสียด และแน่นท้องมากขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สดในช่วงที่มีลำไส้อักเสบด้วย เพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้สูง

อย่างที่รู้กันแล้วว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยจากทั้งสองโรคนี้ส่วนใหญ่เริ่มจากการรับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากต้องนอนโรงพยาบาล ก็ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร การหลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่มแก้ปวด/คลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงสุขอนามัยเบื้องต้นอย่างการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ยังเป็นหลักปฏิบัติสากลที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้เช่นกัน

ภาพ :  freepik