‘อานตี้ แอนส์’ แท็กทีม ‘โคล สโตน ครีมเมอรี่’ ส่งความสุขตลอดเดือนกรกฎาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/657117

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 08:30 น.

'อานตี้ แอนส์' แท็กทีม 'โคล สโตน ครีมเมอรี่' ส่งความสุขตลอดเดือนกรกฎาคมอานตี้ แอนส์ และ โคล สโตน ครีมเมอรี่ แท็กทีมส่งมอบความสุข จัดเต็มตลอดเดือนกรกฎาคม กับ 2 แคมเปญใหญ่ “ฟรี เพรทเซล เดย์” และ “ฟรี ไอศกรีม เดย์”

เมื่อสองความอร่อยอย่าง อานตี้ แอนส์ ผู้นำตลาดซอฟท์เพรทเซลในประเทศไทย และ โคล สโตน ครีมเมอรี่ ไอศกรีมมิกซ์-อินระดับซูเปอร์พรีเมียมจากอเมริกา มาเจอกันต้องมีอะไรให้ติดตามกันแน่นอน สุชีพ ธรรมาชีพเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม Bakery & Beverage Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (Central Restaurants Group) หรือ “ซีอาร์จี” ดึง 2 แบรนด์ดัง อานตี้ แอนส์ และ โคล สโตน ครีมเมอรี่ จัดกิจกรรมส่งมอบความสุขให้คนไทย ตลอดเดือนกรกฎาคม กับ “ฟรี! เพรทเซล เดย์ 2021” แจกเพรทเซลฟรี 100,000 ชิ้น และ “โคล สโตน ครีมเมอรี่ ฟรี ไอศกรีม เดย์” 1 ฟรี 1 ทุกการซื้อ

อานตี้ แอนส์ ผู้นำตลาดซอฟท์เพรทเซลในประเทศไทย จัดเต็มมอบความสุขต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 กับ กิจกรรมแจกเพรทเซลรายแรกและรายเดียวในไทย ฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อมอบความสุขให้สาวกเพรทเซลกับ “ฟรี! เพรทเซล เดย์ 2021” ได้ฟินกันถ้วนหน้า ที่ไม่ได้แจกเพียงแค่วันเดียว ไม่ต้องต่อแถว ตามวิถีนิวนอร์มอล สะดวกวันไหน มาวันนั้น กับเพรทเซล อบร้อน สดใหม่ พร้อมส่งต่อ 3 ความสุขสุดพิเศษ ได้แก่

· แจกฟรี 100,000 ชิ้น ตลอดทั้งเดือนก.ค. ให้ได้เลือกอร่อยกับเพรทเซล 2 รสชาติ Original Pretzel หรือ Almond Pretzel ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ก.ค. 2564 ที่ร้านอานตี้ แอนส์ ทุกสาขา เพียงแอด line @auntieannesth (จำกัด 1 คน / 1 สิทธิ์)

· พบกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม ซื้อเพรทเซล 1 ฟรี 1 เฉพาะวันที่ 24 ก.ค. 2564 ตลอดทั้งวัน (จำกัดสูงสุดซื้อ 5 ฟรี 5 / 1 ใบเสร็จ)

· ส่งต่อความสุขให้กับทีมแพทย์และพยาบาล สำหรับสาขาที่อยู่ใน โรงพยาบาล จำนวน 20 สาขา ส่งมอบ Happy Box Set มูลค่ากล่องละ 500 บาท จำนวน 10 กล่อง ต่อ 1 โรงพยาบาล ในวันที่ 24 ก.ค. 2564

โคล สโตน ครีมเมอรี่ ไอศกรีมมิกซ์-อินระดับซูเปอร์พรีเมียมจากอเมริกา ฉลองครบรอบ 12 ปี ชวนมาฟินกับกิจกรรม “โคล สโตน ครีมเมอรี่ ฟรี ไอศกรีม เดย์ ครั้งที่ 7” เพื่อเฉลิมฉลองวัน National Ice cream Day ส่งมอบความสุขยาวๆตลอดเดือน ก.ค.ได้แก่

· ฟินคุ้มตลอดทั้งเดือนกับไอศกรีมโคน 12 รสชาติ พร้อมเลือกวาฟเฟิลโคนได้ 3 สี (Pain / Black / Red) ราคาเดียว 84 บาท(ราคาปกติ 110 บาท)

· พบกับโปรโมชั่นสุดคุ้มช่วงเวลาแห่งความสุขแจกโปรโมชั่น ซื้อไอศกรีมโคน 1 ฟรี 1 เฉพาะวันที่ 18 ก.ค. 2564 เฉพาะเวลา 12.00 – 13.00 น. และ 18.00 – 19.00 น.

เพราะเราอยากให้ทุกคนยังคงยิ้มได้ ด้วยการเติมเต็มความอร่อย ส่งมอบความสุขให้คนไทย ไปรับความอร่อยได้ที่ร้าน อานตี้ แอนส์ และ โคล สโตน ครีมเมอรี่ ทุกสาขาทั่วประเทศ ตลอดเดือนกรกฎาคม 2564

ติดตามข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/AuntieAnnesThailand/ และ https://www.facebook.com/coldstonethailand หรือ CRG Call Center โทร. 1312

เปิด 6 ที่พักเด็ด! รับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เสน่ห์ไข่มุกแห่งอันดามัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/656855

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 15:35 น.

เปิด 6 ที่พักเด็ด! รับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เสน่ห์ไข่มุกแห่งอันดามันแนะนำ 6 ที่พักเด็ด! รับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ต้อนรับนักเดินทางทั่วโลกกลับมาสัมผัสกับเสน่ห์ของไข่มุกแห่งอันดามันอีกครั้ง

ภูเก็ต ได้รับสมญานามว่าเป็นสวรรค์บนดินมาอย่างยาวนาน ด้วยความงดงามของธรรมชาติที่ตระการตา บรรยากาศอันแสนผ่อนคลาย รวมไปถึงความบันเทิงที่ไม่เคยหลับใหล และความเป็นมิตรของผู้คนท้องถิ่นที่พร้อมต้อนรับผู้เดินทางอยู่เสมอ ความพิเศษเหล่านี้เองที่ได้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอันน่าจดจำแก่ผู้เดินทางทั่วโลกที่เคยมาเยี่ยมเยือนมาหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้กลับมาสัมผัสกับผืนทรายขาวละเอียดและดำดิ่งสู่ท้องทะเลสีฟ้าคราม ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย อีกครั้ง

เนื่องจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 นี้ จังหวัดภูเก็ตจะเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อย่างเป็นทางการ พร้อมต้อนรับผู้เดินทางชาวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเข้ามาท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ตโดยไม่จำเป็นต้องกักตัว อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางจำเป็นต้องพักอยู่ในจังหวัดภูเก็ตอย่างน้อย 14 วัน ก่อนจะเดินทางไปจังหวัดอื่นในประเทศไทย และจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ดังต่อไปนี้

  • มีเอกสารรับรองหรือหลักฐานการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนวันเดินทาง
  • มีใบรับรองแพทย์พร้อมผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยวิธี RT-PRC ระบุว่าตรวจไม่พบไวรัสโคโรนา ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนวันเดินทาง
  • ติดตั้งแอปพลิเคชันติดตามและแจ้งเตือน ThailandPlus
  • เข้ารับการตรวจไวรัสโคโรนาแบบ RT-PR  ก่อนเข้าและระหว่างการเข้าพักในจังหวัดภูเก็ต
  • มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมรวมถึงการรักษาที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนา
  • มีหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (COE) ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยและ
  • ผู้เดินทางจำเป็นต้องพำนักในโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง SHA+ เท่านั้น (ในช่วงใน 7 คืนแรก)
  • มีหลักฐานยืนยันการจองที่พักในโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง SHA+

สอดคล้องกับความต้องการของผู้เดินทางที่ต่างกลับมามีความหวังอีกครั้ง จากการมาถึงของวัคซีน โดยผลสำรวจล่าสุดของ Booking.com เผยว่า 2 ใน 3 ของผู้เดินทางทั่วโลก (66%) รู้สึกมีความหวังต่อการเดินทางท่องเที่ยวในปี 2564 มากขึ้น อันเนื่องมาจากความสำเร็จของการคิดค้นและแจกจ่ายวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา ดังนั้นภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จึงเป็นโครงการท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับเหล่าผู้เดินที่ต้องการพักผ่อนฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ หลังจากเผชิญข้อจำกัดเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนามาเป็นเวลานาน และด้วยพันธกิจที่จะช่วยให้ทุกคนออกไปสำรวจโลกกว้างได้ง่ายขึ้น Booking.com ขอนำเสนอโรงแรมที่ได้รับ SHA+ ในจังหวัดภูเก็ต ที่นอกจากจะมอบการบริการระดับโลกให้กับผู้เดินทางแล้ว ยังเป็นจุดหมายอันเยี่ยมยอดสำหรับผู้เดินทางจากทั่วโลกในการกลับมาสัมผัสกับเสน่ห์ของไข่มุกแห่งอันดามันอีกครั้ง

SALA Phuket Mai Khao Beach Resort

ถึงเวลาดูแลร่างกายและจิตใจให้ผ่อนคลายไปกับความเงียบสงบของหาดไม้ขาว ที่ SALA Phuket Mai Khao Beach Resort ซึ่งมอบการบริการระดับโลก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นสปา ที่มาพร้อมห้องเซาว์น่าและห้องอบไอน้ำ SALA Phuket Mai Khao Beach Resort โอบล้อมไปด้วยสวนเขียวชอุ่ม สระว่ายน้ำสุดเพอร์เฟคริมหาด และสระว่ายน้ำส่วนตัว รวมไปถึงเตียงอาบแดด ผู้เข้าพักสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดผ่อนคลายอย่างแท้จริง ท่ามกลางบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยทิวทัศน์ของชายหาดสุดลูกหูลูกตา ภายในที่พักสุดโมเดิร์นนี้ ในราคาสุดพิเศษด้วย Getaway Deal จาก Booking.com ที่มอบส่วนลด 15% ขึ้นไปสำหรับทริปพักผ่อนตั้งแต่ 5 คืนขึ้นไปในภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ไปจนถึง 30 กันยายน 2564

Best Western Plus The Beachfront

Best Western Plus The Beachfront มอบบรรยากาศสุดผ่อนคลายใกล้หาดราไวย์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต โรงแรมริมหาดนี้นำเสนอผู้เข้าพักด้วยมาตรฐานความสะดวกสบายขั้นสูงสุด พร้อมบริการมาตรฐานระดับโลกด้วยพนักงานมืออาชีพและเป็นมิตร ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายกายและใจได้อย่างแท้จริง เพราะ Best Western Plus The Beachfront เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เอนกายพักผ่อนในที่พักดีไซน์เรียบหรูและทันสมัย ที่มาพร้อมความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พิเศษยิ่งขึ้นด้วยส่วนลด 10% จากราคาปกติ สำหรับสมาชิกโปรแกรมสมนาคุณ Genius และส่วนลด 15% สำหรับ Getaway deal (หมดเขตภายใน 30 กันยายน 2564)

OZO Phuket

OZO Phuket อยู่ห่างจากหาดกะตะเพียง 300 เมตร รีสอร์ทนี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับวันหยุดสุดพิเศษของครอบครัว ด้วยห้องพักที่มีความกว้างขวาง และกิจกรรมสำหรับทุกคน อย่างสนามเด็กเล่นในที่พัก โต๊ะบิลเลียด รวมถึงบริการเช่ารถยนต์ ยิ่งไปกว่านั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังได้รับคะแนนความสะอาดที่สูงมากจากการประเมินของผู้เข้าพัก และด้วยพื้นที่ตั้งของรีสอร์ททำให้คุณสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้ในเวลาไม่กี่นาที อย่างเช่น ไดโนปาร์ค มินิกอล์ฟ หรือ เดอะ คอฟฟี่ คลับ สำหรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทาง OZO Phuket มอบโปรโมชันสำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป และส่วนลดพิเศษสำหรับการจองผ่านแอปพลิเคชัน Booking.com บนมือถือ

Mövenpick Resort Bangtao Beach Phuket

สัมผัสประสบการณ์เข้าพักและบริการระดับโลกที่ Mövenpick Resort Bangtao Beach Phuket ที่อยู่ห่างจากหาดบางเทาเพียงไม่กี่ก้าว นอกจากชายหาดอันน่าทึ่งที่อยู่หน้าที่พักแล้ว ผู้เข้าพักจะดื่มด่ำไปกับที่พักดีไซน์หรูหรา ที่มาพร้อมกับสระน้ำไร้ขอบ และสระแบบสปาในตัว รวมไปถึงเฮลท์คลับ นอกจากนั้น Mövenpick Resort ยังมอบส่วนลดสุดพิเศษสำหรับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อจองห้องพักผ่าน Booking.com และสมาชิกโปรแกรมสมนาคุณ Genius จะได้รับการอัปเกรดห้องฟรี จากห้องพักแบบสองห้องนอน เป็นห้องพูลสวีทแบบสองห้องนอนพร้อมวิวทะเล

Island Escape by Burasari

ฟื้นฟูจิตใจและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าไปกับ Island Escape by Burasari รีสอร์ทหรูสุดส่วนตัวบนเกาะมะพร้าว ผู้เข้าพักสามารถเลือกใช้เวลาทั้งวันไปกับการพักผ่อนย่อนใจแบบสโลว์ไลฟ์ที่ชายหาดส่วนตัว เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองหลวง หรือจะเลือกเข้าเมืองดื่มด่ำความเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์แห่งเมืองเก่าภูเก็ตซึ่งอยู่ห่างเพียง 8 กิโลเมตรจากเกาะมะพร้าว โดยที่พักมีบริการเรือรับส่ง นอกจากหาดส่วนตัวที่สวยงามแล้ว Island Escape by Burasari ยังมาพร้อม Kid’s Club สำหรับเด็กอีกด้วย ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินไปกับความสงบบนเกาะส่วนตัว ในราคาสุดพิเศษด้วย Getaway Deal ที่มอบส่วนลด 15% สำหรับการจองเพื่อเข้าพักที่พักผ่าน Booking.com ภายในวันที่ 30 กันยายน 2564 รวมไปถึงอาหารเช้าฟรีสำหรับ สมาชิกโปรแกรม Genius

The Slate

The Slate นำเสนอผู้เข้าพักด้วยความน่าตื่นตาของการตกแต่งสไตล์อินดัสเตรียลของที่พัก ที่ตั้งตระง่านท่ามกลางความตระการตาของธรรมชาติบริเวณหาดในยาง แห่งท้องทะเลอันดามัน นอกจากผู้เข้าพักจะได้ชื่นชมการตกแต่งอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสามารถชื่นชมศิลปะแบบดั้งเดิมของท้องถิ่น จากเฟอร์นิเจอร์ภายในที่พักอีกด้วย รีสอร์ทแห่งนี้ให้บริการห้องพักริมชายหาด สปาสไตล์เรนฟอเรสต์ และสระว่ายน้ำกลางแจ้งจำนวน 3 สระ เป็นสระน้ำสำหรับครอบครัว 1 สระ และสระน้ำสำหรับผู้ใหญ่อีก 2 สระ สำหรับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ The Slate มอบส่วนลดเสนอพิเศษสำหรับสมาชิกโปรแกรม Genius ของ Booking.com และผู้ที่จองห้องพักผ่านแอปพลิเคชัน Booking.com บนมือถือ

ส่องความอยู่รอดของร้านข้าวแกงยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/656792

วันที่ 30 มิ.ย. 2564 เวลา 09:15 น.

ส่องความอยู่รอดของร้านข้าวแกงยุคโควิดเรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

โควิดรอบนี้เกิดเรื่องที่หลายคนไม่อยากให้เกิดซ้ำอีกครั้ง จากการบริหารประเทศภายใต้คำสั่งกึ่งล็อกดาวน์ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงหนีไม่พ้นผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องจำใจให้บริการแบบห่อกลับบ้านแทนการรับประทานที่ร้าน โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านอาหารปักษ์ใต้ “กลับนครฯ” ร้านข้าวแกงที่มีสาขามากถึง 8 สาขา ถึงผลกระทบและแนวคิดในการจัดการธุรกิจและการดูแลพนักงาน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ

กลับนครฯ สุดยอดข้าวแกงปักษ์ใต้

“เราให้คุณมากกว่าคำว่า…อิ่ม” สโลแกนกระแทกใจคนชอบกิน โดยคุณเกรียง-เกรียงศักดิ์ เส้งศักดิ์ และคุณบี-นริศรา พุทธสุภะ สองหัวเรือใหญ่ของร้าน “กลับนครฯ” ร้านข้าวแกงแดนปักษ์ใต้ที่สยายปีกไปมากกว่า 8 สาขา ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่เผ็ดร้อนจัดจ้าน เคล้ากลิ่นหอมของเครื่องแกงที่โขลกเองสูตรเมืองคอน อัดแน่นด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร ปรุงด้วยความใส่ใจโดยรสมือแม่ครัวชาวนครฯ ทำสดๆ เสิร์ฟใหม่ๆ สลับเมนูกันไปกว่า 40 เมนูต่อวัน ที่ขาดได้คือการคงคอนเซ็ปต์ข้าวแกงปักษ์ใต้ที่ต้องได้กินผัก-น้ำพริกฟรี!

ร้านนี้เกิดมาจากความตั้งใจที่อยากเห็นคนกรุงเทพฯ ได้กินอาหารเช้า อาหารกลางวันแบบอิ่มๆ ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่ใช่อาหารแช่ฟรีซแล้วมาอุ่นให้ร้อน Key success คือทำอาหารที่คนทานได้ทุกวัน เปรียบดั่ง เราคือครัวของทุกบ้าน บวกกับการอยากพรีเซ้นต์รสชาติความอร่อยจัดจ้านของอาหารบ้านเกิดที่ตัวเองคุ้นเคยให้คนเมืองได้กิน ให้คนใต้ที่คิดถึงบ้านมาลิ้มรสชาติที่ถูกปาก เหมือนยกครัวที่บ้านมาไว้ในกรุง

โควิดกับร้านข้าวแกง กระทบมากน้อยแค่ไหน?

จากบทสัมภาษณ์ของ คุณบี-นริศรา พุทธสุภะ เล่าว่า ตัวเองจบการศึกษา ป.ตรี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สาขาการตลาด คณะวิทยาการจัดการ จบ ป.โท MBA จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาการจัดการ ผ่านประสบการณ์การทำงาน RM SME ธนาคารไทยพาณิชย์ และกรุงศรี มาประมาณ 10 ปี ก่อนผันตัวมานั่งแท่นบริหารกิจการร่วมกับหุ้นส่วน จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจร้านอาหารใต้เล็กๆ ฝีมือคุณแม่ ต่อยอดเป็นร้านข้าวแกงยุคใหม่ที่ขยายสาขาเพิ่มทุกปี และหน้าที่กุมบังเหียนชีวิตพนักงานที่เปรียบดั่งคนในครอบครัวอีกครึ่งร้อยชีวิต

สถานการณ์โควิดมีทั้งเรื่องที่กระทบและไม่กระทบ หากเป็นเรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบ ไม่มีกระทบต่อกลับนครฯ เพราะเรามีการวางแผน 1 แผน 2 และแผนสำรองเสมอ ร้านกลับนครฯ มี supplier หลายเจ้าที่ป้อนวัตถุดิบให้กับทางร้าน ซึ่งเป็นคอนเนคชั่นที่เรารักษาไว้เรื่อยมาตลอดหลายปี ซึ่งเราก็ไม่ได้ยึดติดเพียง supplier เจ้าใดเจ้าหนึ่ง กลับนครฯ ไม่ได้เป็นร้านข้าวแกงที่รอให้ supplier เข้ามาติดต่อเพียงฝ่ายเดียว เรามีการติดต่อหา supplier โดยตรงด้วย ดังนั้น ในเรื่องของการจัดซื้อวัตถุดิบในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดร้านเราจึงไม่เป็นปัญหา

เรื่องลูกน้องหรือพนักงาน

เราพยายามอธิบายให้ลูกน้องเข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้ว่าเป็นอะไร อย่างไร เรายังคงดูแลลูกน้องทุกคน ไม่มีการให้ออก เพราะทุกคนคือครอบครัวกลับนครฯ ถ้าไม่มีพวกเขา กลับนครฯ ก็จะขับเคลื่อนไม่ได้ เราเปรียบเสมือนว่าทุกคนคือครอบครัว และทุกคนต่างก็มีแนวคิดเดียวกัน นั่นคือถ้ากลับนครฯ รอด พวกเขาก็รอดเหมือนกัน

ยอดขายเมื่อคนไม่นั่ง

ช่วงที่ห้ามนั่งทานในร้าน ยอดขายลดลงกว่า 20%  ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจและป้องกันตัวเองด้วยการซื้ออาหารแบบเทคโฮมเพื่อกลับไปทานที่บ้าน ช่วงที่จำกัดที่นั่ง ทุกคนก็ต้องระมัดระวังตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความร่วมมือ เพราะด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันต่างก็ทำให้ทุกคนเข้าใจ ยอมรับ เรียนรู้ และปรับตัว

การปรับตัวของร้านค้า

เมื่อสั่งห้ามนั่งทานที่ร้าน เราก็ต้องส่งตรงไปถึงมือผู้บริโภค ซึ่งกลับนครฯ มีการดีลกับไลน์แมนเพื่อส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เราไม่ได้รอให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ก่อนจึงค่อยมาคิด แนวคิดข้าวแกงเดลิเวอรี่เป็นสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น เพราะไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้มีทั้งที่ต้องการมาหน้าร้านชมบรรยากาศ เลือกดูเมนูอาหารเอง และที่ไม่ต้องการออกจากบ้าน ทั้งด้วยเรื่องการจราจร การพักผ่อน หรือการทำงาน Work From Home ซึ่ง ณ ตอนนี้ทั้ง 8 สาขาของกลับนครฯ ก็ใช้ไลน์แมนในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

ร้านวิถีใหม่ (นิวนอร์มอล)

ทางร้านโฟกัสในเรื่องของความสะอาดตั้งแต่มีกลับนครฯ เราปลูกฝังให้พนักงานใส่ใจในเรื่องความสะอาด มีการทำความสะอาดร้านทุกวัน มีบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทุกสัปดาห์ในทุกสาขา สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในช่วงโควิด คือเจลแอลกอฮอล์ที่เราเพิ่มจุดบริการให้ในหลายจุดอย่างทั่วถึง การเช็ดโต๊ะด้วยแอลกอฮอล์ กำชับให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยและสวมถุงมือตลอดเวลา รวมทั้งให้ล้างมือบ่อยๆ มีการมาร์กจุดเพื่อเว้นระยะห่างของการต่อแถวในการเลือกเมนูอาหาร มีการจัดโต๊ะเก้าอี้ที่เว้นระยะห่าง และมีป้ายเรียนลูกค้าทุกท่านว่าต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิทุกครั้งก่อนเข้าร้าน ซึ่งเราตระหนักในเรื่องความปลอดภัย และเราได้แจ้งให้ลูกค้าเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้

เพราะฉะนั้น กลับนครฯ จึงเป็นร้านข้าวแกงที่ยังคงอยู่รอดได้ในยุคโควิด เพราะเราตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้นทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาด รสชาติ หน้าตาอาหาร ความหลากหลายของกับข้าว เราใส่ใจในพนักงาน และให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นที่ตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสโลแกนที่ว่า เราให้คุณมากกว่า คำว่า…อิ่ม

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่กลับนครฯ นำเสนอ อาทิ คั่วกลิ้งหมูสับ คั่วกลิ้งหมูชิ้น คั่วกลิ้งกระดูกหมู ผัดมาแห้งๆ แบบออริจินอล ขาดไม่ได้คือ แกงไตปลา ใช้พริกแกงใต้ ปลาโอ เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยฟักทอง ถั่วฝักยาว และขาดไม่ได้คือหน่อไม้หั่นเต๋าชิ้นพอดีคำ

ตามด้วยแกงพริกซี่โครงหมู ซี่โครงหมูในน้ำพริกแกงสุดเข้มข้น เคี่ยวนานกว่า 2-3 ชั่วโมงจนรสชาติแทรกซึมเข้าเนื้อ ต่อที่แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว เครื่องแกงส้มใต้ เผ็ด หอม สีเหลืองสวย กับปลากะพงสดใหม่ ชิ้นใหญ่ เนื้อหวาน ไร้คาว 

คนไม่กินเผ็ดแนะนำ หมูผัดเคย หรือหมูผัดกะปิ ใช้กะปิอย่างดีที่ส่งตรงจากนครฯ เอกลักษณ์คือความหอม รสชาติกลมกล่อม ไม่เหม็น ไม่เค็ม ผัดกับหมูเนื้อแดงส่วนสะโพก เครื่องแกง และสะตอ ตามด้วย ใบเหลียงผัดไข่  หมูหวาน ไข่พะโล้ แซลมอนกระเทียมพริกไทย และผัดหมี่กะทิ ของดีสูตรอร่อยที่มีเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช ใช้เส้นเล็กผัดคลุกเคล้ากับน้ำพริก เติมกะทิเพื่อความกลมกล่อม

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อยให้เลือกอีกเพียบ อาทิ ขนมจีนน้ำยาปู น้ำยาปลาทู น้ำยากะทิเข้มข้นรสจัดจ้าน แกงเนื้อมะเขือพวง แกงพริกไก่ใบยี่หร่า พะแนง ปลาช่อนทะเลผัดพริกไทดำ ผัดปลาจาระเม็ดสามรส ผัดขิง ผัดหอยลาย ปลาทูต้มเค็ม ต้มจืด ผัดผัก ห่อหมก ปลาทอดขมิ้น ปลาทูทอด  ไข่ดาวเค็มไชยา ไข่ต้ม หมูยอ ส่วนข้าวมีให้เลือกทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ กินกับผักแกล้มสดๆ ที่มีบริการฟรีคู่กับน้ำพริกกะปิ ทั้งยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว และผักนานาชนิด

สนนราคาเริ่มต้น 55 บาท สามารถอัพเพิ่มได้ตามใจชอบ ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มและของหวานที่มีบริการเช่นกัน สามารถสั่งเมนูข้าวกล่องอื่นๆ ได้ในแอปเดลิเวอรี่ ไลน์แมน ตามมาชิมความอร่อยจัดจ้านของข้าวแกงปักษ์ใต้ ”กลับนครฯ” ได้ทุกวัน (ร้านเปิดบริการตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ถึงบ่าย 3 โมง) มี 8 สาขา 

1. สาขาร่มเกล้า 21/4

2. สาขาสุขาภิบาล 2 k-space

3. สาขาปั๊ม Susco ถ.เลียบคลองสอง

4. สาขาปั๊ม Susco ถ.หัวหมาก

5. สาขาปั๊มปตท.ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9

6. สาขาปั๊ม Caltex ถ.เจ้าคุณทหาร

7. สาขาปั๊ม ปตท. ถ.พัฒนาการ 65 (ฝั่งขาออก)

8.สาขาปั๊ม Susco ถ.กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่

สอบถามเพิ่มเติมโทร.097-078-5885 ดูรายการอาหารเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟสบุ๊ก กลับนครฯ

อาหารและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ลิขิตสุขภาวะระบบทางเดินอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ส.ค. 2564 เวลา 12:05 น.

อาหารและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ลิขิตสุขภาวะระบบทางเดินอาหารเราต่างรู้ดีว่า “อาหาร” ที่เราทาน และ “ไลฟ์สไตล์” วิถีชีวิตที่เราใช้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อสุขภาวะระบบทางเดินอาหารของเรา

ระบบย่อยอาหารของมนุษย์เป็นเรื่องน่าทึ่ง และหากเราใช้เวลาสักนิดไตร่ตรองดูว่าระบบทางเดินอาหารมีคุณประโยชน์ต่อเรามากแค่ไหน เราอาจจะอยากใส่ใจดูแลระบบทางเดินอาหารของเรามากขึ้นก็เป็นไปได้

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น อธิบายถึงหน้าที่ที่สำคัญของระบบทางเดินอาหารในการย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปให้เล็กลงเพื่อให้ร่างกายมีสารอาหารและพลังงานพร้อมใช้ และระบบทางเดินอาหารยังมีหน้าที่ลำเลียงขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นกุญแจสำคัญต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากเซลล์บุผิวของระบบทางเดินอาหารช่วยปกป้องร่างกายจากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ทำให้เราเจ็บป่วย แต่กระนั้นหลายคนก็ยังคงทำร้ายระบบทางเดินอาหารด้วยการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก หรือไม่ก็รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น ทานอาหารเร็วเกินไป และยังไม่ใส่ใจระบบทางเดินอาหารเท่าที่ควรจนกว่าจะเกิดความผิดปกติขึ้นข่าวดี คือเมื่อเราทานอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ระบบทางเดินอาหารซึ่งถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี จะทำหน้าที่ของตัวมันเองได้อย่างสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนได้สัดส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ในร่างกาย รวมถึงเซลล์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจะต้องจัดการให้ระบบทางเดินอาหารของเราได้รับอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ให้มาก รวมถึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้เราต้องแน่ใจว่าร่างกายของเราได้รับโพรไบโอติกที่เพียงพอ ซึ่งโพรไบโอติกนี้ คือแบคทีเรียชนิดดีสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ซึ่งมีอยู่ในอาหารบางประเภท ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา

ไฟเบอร์ หรือใยอาหาร

ไฟเบอร์ คือ ส่วนประกอบที่อยู่ในโครงสร้างของพืช พบได้ในผลไม้ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง ผัก ถั่ว เมล็ดธัญพืช อาทิ ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณ 30 กรัมต่อวัน แต่โดยเฉลี่ยพบว่า ผู้ใหญ่กลับได้รับไฟเบอร์เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิถีชีวิตที่มีภารกิจรัดตัวนั่นเอง เมื่อเราออกจากบ้านเดินทาง เรามีแนวโน้มน้อยมากที่จะได้รับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชที่มีใยอาหารสูง ซึ่งปกติเราจะทานของพวกนี้ได้มากกว่าเมื่ออยู่ที่บ้าน ไฟเบอร์ต่างชนิดให้ประโยชน์ต่อร่างกายต่างกัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรได้รับไฟเบอร์จากหลายแหล่ง ไฟเบอร์บางประเภทอย่างที่พบในอาหาร เช่น แอปเปิ้ล ส้ม มันฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ และถั่ว ช่วยให้เรารู้สึกท้องอิ่ม ในขณะที่ไฟเบอร์อีกประเภทที่พบในผักและธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี ช่วยในการลำเลียงอาหารไปยังลำไส้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันการท้องผูก

น้ำและของเหลว

การดื่มน้ำเปล่าที่เพียงพอทำให้ลำไส้และระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่่างสมบูรณ์ น้ำช่วยให้ใยอาหารพองตัว เป็นการเพิ่มเนื้ออุจจาระทำให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น เราต้องการน้ำในการผลิตน้ำลาย น้ำย่อย และน้ำยังทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย ดังนั้นการดื่มน้ำอย่างเพียงพอเป็นประจำทุกวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไม่เฉพาะต่อสุขภาวะที่ดีของระบบย่อยอาหาร แต่จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย เราควรตั้งเป้าดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และหากเป็นไปได้ควรเป็นเครื่องดื่มที่ปราศจากแคลอรี่ (แน่นอนว่า เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ นับรวมอยู่ในของเหลวที่ดื่มเข้าร่างกายในแต่ละวันด้วย)

โพรไบโอติก

ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์เราเป็นถิ่นที่อยู่ของจุลินทรีย์มากถึงร้อยล้านล้านเซลล์ ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียหลากหลายสายพันธุ์ เราเรียกรวมจุลินทรีย์เหล่านี้ว่าโพรไบโอติก โดยจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นนิคมขนาดใหญ่เรียกว่า “ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร” แบคทีเรียชนิดดีเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดูดซึมสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และยังช่วยผลิตวิตามินบางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังทำหน้าที่ปกป้องทางเดินอาหารด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค ไม่เพียงเท่านี้ ระบบนิเวศขนาดเล็กที่อยู่ในร่างกายเรานี้อาจมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารอาจส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัว ความจำ และอารมณ์ด้วย แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปจากการศึกษาวิจัยที่มีเผยแพร่ออกมายังไม่มาก

โพรไบโอติกที่อยู่ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ช่วยรักษาความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (โดยใยอาหารบางประเภทที่เรียกว่า พรีไบโอติกเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของแบคทีเรียชนิดดี) ซึ่งแบคทีเรียโพรไบโอติกที่พบได้มากที่สุดในลำไส้ของเราคือ แลคโตบาซิลลัส แอซิโดฟิลลัส ซึ่งพบได้ในโยเกิร์ต นอกจากนี้แบคทีเรียชนิด“ดี”ยังพบได้ในอาหารหมัก เช่น อาหารหมักจากถั่วเหลือง (เต้าเจี้ยวมิโซะ ถั่วเหลืองหมักเทมเป) หรืออาหารดอง อย่างแตงกวาดอง ผักกาดดอง ซาวเคราท์ หรือ กิมจิ รวมถึงพบได้ในอาหารเสริมพรีไบโอติกต่างๆ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของเราหลายประการ เวลาที่เราออกกำลังกาย กล้ามเนื้อมีการบีบตัว การหายใจลึกขึ้น ส่งผลให้การบีบรัดตัวตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อลำไส้ได้รับการกระตุ้นไปด้วย ซึ่งช่วยในการส่งผ่านลำเลียงอาหารไปตามระบบ การออกกำลังกายยังเป็นที่ยอมรับแพร่หลายว่าเป็นตัวช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลไปถึงการช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อันเนื่องมาจากสภาวะอารมณ์ด้านลบ ความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะภายในกับสมองบอกเราว่า การรักษาความสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้อยู่ในระดับดีเยี่ยมเป็นปัจจัยหลักสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดี

การผสมผสานเข้าด้วยกัน

อาหารที่เรารับประทานและวิถีชีวิตที่เราใช้ในการรักษาสุขภาพให้ดี เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ใช้ในการส่งเสริมสุขภาวะของระบบทางเดินอาหารให้ดีด้วยเช่นกัน การบริโภคอาหารที่มีกากใยอาหารสูง จำพวกผักผลไม้หลากสีสัน เมล็ดธัญพืช การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการเพิ่มแหล่งอาหารโพรไบโอติกเข้าไปในมื้ออาหารประจำวันด้วย หากเกิดความรู้สึกว่าเราได้รับใยอาหารหรือโพรไอโอติกไม่เพียงพอ การทานอาหารเสริมนับเป็นตัวช่วยที่ดี สุดท้ายนี้ แนะนำให้ใช้เวลาอิ่มอร่อยไปกับมื้ออาหาร ค่อยๆรับประทานอาหารอย่างช้าๆ ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระบบร่างกายของเรารวน แต่ตรงกันข้าม มันจะทำให้เราไม่ทรมานไปกับอาการอาหารไม่ย่อยที่เกิดจากการรับประทานที่เร่งรีบและมากเกินไป

หยุดพฤติกรรมทำร้ายดวงตา ลดปัญหาตาอ่อนล้า ดูแลดวงตาอย่างตรงจุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660178

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

หยุดพฤติกรรมทำร้ายดวงตา ลดปัญหาตาอ่อนล้า ดูแลดวงตาอย่างตรงจุดดวงตา ไม่ใช่แค่หน้าต่างของหัวใจ แต่ยังเป็นโลกกว้างให้กับเราด้วย การถนอมดวงตาและใช้งานอย่างเหมาะสม รวมทั้งปกป้องดวงตาไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่สมาร์ทโฟนเป็นเหมือนเงาตามตัว รวมถึงการ Work From Home

ในช่วง COVID-19 อาจทำให้หลายคนใช้สายตามากจนดวงตาแห้งและอ่อนล้า ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา ดังนี้

1. พักผ่อนน้อย การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน นั่นหมายความว่าเราต้องใช้สายตามากกว่าวันละ 18 ชั่วโมง ส่งผลให้ดวงตาอ่อนล้า มีอนุมูลอิสระสะสม อาจนำไปสู่โรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้

2. จ้องจอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มักจะมีแสงสีฟ้าหรือ Blue Light คลื่นแสงพลังงานสูงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ยิ่งจ้องจอนานดวงตาก็ยิ่งได้รับแสงสีฟ้ามากขึ้น อาจทำให้ตาแห้งและเสี่ยงต่อการเกิดโรคจุดรับภาพเสื่อม ต้อกระจกรวมถึงทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง 

3. ตากแดดตากลม การเผชิญกับแสงแดดหรือรังสี UV ฝุ่นละอองและลมเป็นประจำ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ดวงตา รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดต้อชนิดต่าง ๆ

4. ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดภาวะตาแห้ง หากปล่อยไว้นานจะทำให้กระจกตาเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อและอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียดวงตาได้

5.  รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ ทำให้ขาดสารอาหารบำรุงดวงตา เสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือติดเชื้อที่ดวงตาได้ง่าย

นอกจากพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตาแล้ว ความเสื่อมตามวัยและโรคประจำตัวบางอย่างก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานที่เสี่ยงเกิดต้อกระจกได้มากกว่าคนทั่วไป 2 – 4 เท่า และต้อกระจกมีโอกาสทำให้ตาบอดได้ถึงร้อยละ 52 ส่วนในผู้สูงอายุนั้นมีโอกาสเกิดต้อกระจกมากถึงร้อย 95

ดังนั้น เราควรการหยุดพฤติกรรมเสี่ยงและบำรุงสายตาด้วยสารอาหารที่จำเป็น ซึ่งประกอบด้วย

1. ลูทีนและ ซีแซนทีน (Lutein and Zeaxanthin) สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร และเป็นแคโรทีนอยด์ 2 ชนิดเท่านั้นที่พบอยู่ที่จุดรับภาพของลูกตาและที่เลนส์ตา ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย ลดอนุมูลอิสระและกรองแสงสีฟ้า ช่วยลดโอกาสเกิดต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อมและช่วยให้การมองภาพเห็นชัดขึ้น

2. วิตามินเอ ช่วยให้การมองเห็นเป็นปกติ เพิ่มคุณภาพน้ำตาในกลุ่มคนที่ตาแห้งและช่วยคงสภาพปกติของเยื่อบุต่าง ๆ หากขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย

3. แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารแคโรทีนอยด์อีกชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้จากการรับประทานสาหร่ายสีแดงสายพันธุ์ Haematococcus Pluvialis มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดความเมื่อยล้าและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังดวงตา ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น

4. สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ต้านอนุมูลอิสระช่วยให้จอตาเป็นปกติ ชะลอการขุ่นมัวของเลนส์ตา เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงดวงตา เพิ่มการปรับตัวในการมองเห็นในที่มืดและลดอาการล้าของดวงตา

5. วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

เลือกกินอาหารแบบไหน ช่วยให้คลายความเครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660023

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:11 น.

เลือกกินอาหารแบบไหน ช่วยให้คลายความเครียดความเครียดนอกจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตแล้ว ยังส่งผลทำให้สุขกายแย่ตามไปด้วยเช่นกัน เราจึงมักหาวิธีต่างๆ เพื่อจัดการกับความเครียด เช่น หางานอดิเรกทำ ใช้ยาหรือจิตบำบัด แต่อีกวิธีที่สามารถจัดการความเครียดได้อย่างง่ายและส่งผลดีต่อสุขภาพกาย คือการเลือกกินอาหารที่เหมาะสม เพราะสารอาหารบางชนิดช่วยทำให้ความเครียดลดลงได้

7 อาหารกินคลายเครียด ได้แก่

1. ข้าว แป้ง หรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี

อาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตจะช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมนเชโรโทนิน (Serotonin) โดยฮอร์โมนนี้จะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น ชื่งข้าว แป้งที่ไม่ได้ขัดสีใช้เวลาย่อยนาน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราค่อย ๆ สูงขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้รักษาระดับของฮอร์โมนนี้ไว้ ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด

2. กล้วย ถั่วเปลือกแข็ง เนื้อสัตว์ และไข่

อาหารเหล่านี้มีกรดอะมิโน ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่เป็นสารตั้งต้นของการผลิตฮอร์โมนเชโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดี

3. ส้ม หรือฝรั่ง

เป็นผลไม้ที่มีวิตามินชีสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หากมีความเครียดร่างกายมีแนวโน้มที่จะเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น วิตามินชีจึงช่วยต้านอนุมูลอิสระและซ่อมแชมร่างกาย ลดความดันโลหิตและลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด

4. ชาเชียว

ในชาเขียวนั้นมีสารมีแอล-ธีอะนีน (L-theanine) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย จึงช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล อีกทั้งยังมีสารอิพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต (Epigallocatechin gallate) หรือ EGCG ที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

5. ผักโขม

อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยลดระดับความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยควบคุมความดันโลหิต นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยลดความดันโลหิตและคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด

6. บรอกโคลี

มีวิตามินบี 6 และยังมีกรดโฟลิก (Folic acid) ที่เป็นสารสำคัญในการลดภาวะซึมเศร้า

7. ดาร์กช็อกโกแลต

ทำมาจากเมล็ดโกโก้ซึ่งเป็นแหล่งอุดมด้วยทีโอโบรมีน มีลักษณะคล้ายกาเฟอีน และที่โอฟิลลีน ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลาย อีกทั้งยังมีฟีนิลเอทิลเอมีน หรือ PEA ช่วยให้สารสื่อประสาททำงานได้ดีขึ้น และกรดแกมมาแอมิโนบิวทิริก (Gamma-Aminobutyric acid) หรือ GABA ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลได้ แต่ช็อกโกแลตบางชนิดมีส่วนผสมบางอย่าง เช่น น้ำตาลและไขมัน ดังนั้น ควรอ่านฉลากให้ดีก่อนรับประทาน

แม้อาหารข้างต้นจะช่วยลดความเครียด ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อร่างกาย เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และชาในปริมาณมาก เนื่องจากมีกาเฟอีนทำให้เพิ่มความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และการนอนหลับยากขึ้น นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและรู้สึกมีความสุขมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากจะเลือกกินวิตามินเสริมใด ควรได้รับคำแนะนำถึงปริมาณที่หมาะสมจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเท่านั้น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคขมันในเลือดสูง และไตเสื่อม ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับโรคตามที่แพทย์และนักกำหนดอาหารแนะนำ

เปิดวิธีเตรียมตัวเมื่อต้องเข้าสู่ Home Isolation #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659780

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 08:30 น.

เปิดวิธีเตรียมตัวเมื่อต้องเข้าสู่ Home IsolationHome Isolation ทางออกวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้นเตียง มีวิธีการอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง เรามีคำตอบมาให้

ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน เกิดภาวะผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล โรงพยาบาลหลายแห่งประกาศงดรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ มีผู้ป่วยที่รอเตียงรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก บุคลากรทางการแพทย์และเหล่าจิตอาสาต้องทำงานแข่งกับเวลา ทำหน้าที่รักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัวอย่างปลอดภัย

สถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้ เราต่างทราบกันดีว่ารุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่จะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การรักษารูปแบบ Home Isolation ถูกกล่าวถึงและเริ่มนำมาใช้อย่างแพร่หลายในขณะนี้

Home Isolation ทางออกวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้นเตียง มีวิธีการอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง เรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้ศึกษาและทำความเข้าใจ โดย ดร.พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ได้กล่าวถึงการทำระบบ Home Isolation ที่ทำงานร่วมกับชุมชนในเขตเมืองว่ามีการทำงานร่วมกับชุมชน ทั้งระบบ Home Isolation และ Community Isolation มีจะทีมจิตอาสาในชุมชนซึ่งรู้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ชุมชน และเข้าใจครอบครัว รวมถึงสถานการณ์ในชุมชนเป็นอย่างดี จะประสานงานกันกับทีมแพทย์ พยาบาล ซึ่งทีมพยาบาลและจิตอาสาในชุมชนที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันในระบบ Home Isolation และ Community Isolation นี้ ต้องผ่านการอบรม เรียนรู้ถึงขั้นตอน วิธีการก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยในระบบได้ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย

ดังนั้น การทำ Home Isolation ต้องเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การแจกปรอทวัดไข้ หรือแจกยา สิ่งของที่จำเป็นไปให้ที่บ้านอย่างเดียว แต่เป็นการดูแลผู้ป่วยอย่างครบองค์รวมเหมือนได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ดร.พญ.นิตยา กล่าวต่ออีกว่า การทำระบบ Home Isolation และ Community Isolation โดยการทำงานร่วมกับชุมชนและภาคประชาสังคมนี้ เราต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิต ลดอาการเจ็บป่วยรุนแรงในผู้ป่วยติดเชื้อ เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้เข้าถึงการรักษาโดยเร็วที่สุดและทำการรักษาให้เขาเป็นผู้ป่วยระดับสีเขียว ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นระดับสีเหลืองหรือสีแดง นอกจากนี้จะมีการขยายระบบไปสู่กลุ่มแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงระบบ Community Isolation มากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะลดลง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เราจะต้องช่วยเหลือผู้ป่วยและชุมชนให้มากที่สุด

ก่อนจะเข้าสู่ระบบ Home Isolation จะมีการประเมินผู้ป่วยติดเชื้อก่อนว่า มีอาการของระดับผู้ป่วยโควิด-19 สีใด ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ ได้กำหนดไว้ ดังนี้

ระดับแรก อาการสีเขียว คือ อาการเบื้องต้นของผู้ป่วยที่เริ่มติดโควิด-19 มีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดปกติ หรือไม่มีอาการ

ระดับสอง อาการสีเหลือง คือ ผู้ป่วยโควิด-19 เริ่มจะมีอาการ มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือโรคร่วมสำคัญข้อใดข้อหนึ่ง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกขณะทำกิจกรรม หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก เวลาไอแล้วเหนื่อยอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ร่วมกับอาการหน้ามืด วิงเวียน

ระดับสาม อาการสีแดง คือ ผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนัก หอบเหนื่อย พูดไม่เป็นประโยคขณะสนทนา แน่นหน้าอกตลอดเวลา หายใจแล้วเจ็บหน้าอก ต้องรีบเข้ารับการเอกซเรย์ปอด

ดร.พญ.นิตยา กล่าวถึง ขึ้นตอนการทำงานของระบบ Home Isolation และ Community Isolation ที่ทาง IHRI ดำเนินการร่วมกับชุมชนนำร่อง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

1. เมื่อมีผู้ป่วยติดเชื้อในชุมชน หรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จิตอาสาในชุมชนจะทำการคัดกรองเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยแต่ละเคสมีความรุนแรงของอาการระดับใด และจะส่งเคส รายละเอียดของผู้ป่วยให้กับทีมแพทย์พยาบาล ซักประวัติ คัดกรองข้อมูล และสอบถามอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยผ่านระบบ Telehealth

2. เมื่อส่งข้อมูลของผู้ป่วยและประเมินระดับความรุนแรงของอาการเบื้องต้นจากทีมแพทย์แล้ว หากแพทย์ประเมินอาการของผู้ป่วยว่าอยู่ในระดับสีเขียว ก็จะนำผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาในระบบ Home Isolation ต่อไป และในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับอาการเป็นสีเหลือง (รอเตียง) หรือสีแดง (ต้องเข้ารับการรักษาทันที) ก็จะมีทีมพยาบาลและจิตอาสาประสานงานจัดหาเตียงและส่งต่อผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาจากหน่วยพยาบาลในเครือข่ายโดยเร็วที่สุด

3. เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ Home Isolation แล้ว จะมีทีมพยาบาลโทรให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวและคอยติดตามอาการผู้ป่วยทุกวันผ่านทางไลน์ และการโทรสอบถามอาการในช่วงเช้า และ เย็นทุกวัน เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

4. ชุมชนไหนที่มีผู้ป่วยในระบบ Home Isolation จะมีทีมจิตอาสาของชุมชนบริการส่งอาหาร 3 มื้อ ให้กับผู้ป่วยทุกวัน รวมทั้งถุงยังชีพ ของใช้ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย จนกว่าจะได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและหายป่วย

5. หากผู้ป่วยต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ทีมงานจะทำการส่งต่อข้อมูลและรายชื่อผู้ป่วยที่ต้องรับยาให้กับโรงพยาบาลในเครือข่ายโดยเร็วที่สุด โดยการจ่ายยาให้กับผู้ป่วยต้องผ่านทางแพทย์และโรงพยาบาลเท่านั้น เมื่อได้รับยาแล้ว จะมีทีมพยาบาลไปด้วยเพื่ออธิบายการใช้ยาที่ถูกต้องให้กับผู้ป่วย ในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์นั้น ทาง สปสช. ให้การสนับสนุนและจะคอยเติมยาให้เพียงพอต่อความต้องการในการรักษา สำหรับผู้ป่วยในระบบ Home Isolation

6. มีการติดตามอาการจากทีมแพทย์ พยาบาล อย่างใกล้ชิดผ่านทาง Telehealth ตลอดระยะเวลาการรักษา เพื่อสร้างความมั่นใจในกับผู้ป่วย

7. กรณีที่ผู้ป่วยในระบบ Home Isolation มีอาการรุนแรง เปลี่ยนจากระดับสีเขียว เป็นสีเหลือ หรือสีแดง ทีมงาน IHRI จะประสานงานกับโรงพยาบาลในเครือข่ายในการจัดหาเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษา ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลในหน่วยบริการกรุงเทพมหานคร ที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการกว่า 147 แห่ง

สสส.ให้การสนับสนุนสร้างระบบ Home Isolation และ Community Isolation ร่วมกับ สปสช. เชื่อมต่อการทำงานร่วมกับระบบคลินิกอบอุ่นของมูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และภาคีที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 30 ชุมชน ในเขตกทม. และปริมณฑล โดยการพัฒนาระบบจัดการของชุมชน สนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ดูแลผู้ป่วย เครื่องอุปโภคบริโภค และการวางระบบดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวในบ้าน รวมถึงจัดทำศูนย์ดูแลรักษาผู้ป่วยที่แยกกักตัวในชุมชน สนับสนุนการทำต้นแบบชุมชน ทั้งระบบภายในสำหรับดูแลผู้ป่วยที่แยกกักตัวในชุมชน และระบบภายนอกที่เชื่อมต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยลดวิกฤตโรงพยาบาลเตียงไม่พอ และช่วยแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์

ไม่เพียงแต่การสนับสนุนการพัฒนาระบบ Home Isolation และ Community Isolation เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิต และเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาอย่างทั่วถึงเท่านั้น สสส. ยังได้จัดทำคู่มือ ดูแลจิตใจตัวเอง ในสถานการณ์โควิด-19 ร่วมกับภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถดาวน์โหลด e-book ดูแลจิตใจตัวเอง ในสถานการณ์โควิด-19 ได้ที่ https://bit.ly/2UQESSQ และรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันยกระดับป้องกันโควิด-19 ด้วยการ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่าง ไม่ปกปิดข้อมูล เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็วที่สุด 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th และงานเสวนาออนไลน์ “เก็บกระเป๋าเตรียมเข้า Home Isolation กันยังไง?”

อาการปวดหัวกับ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659693

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 10:34 น.

อาการปวดหัวกับ COVID-19อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เผยอาการปวดศีรษะเป็นอาการทางระบบประสาทที่เจอได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยสามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการได้มากถึง 30% ส่วนใหญ่จะไม่เคยมีประวัติโรคปวดศีรษะมาก่อน และอาการปวดมักจะพบภายใน 7 วันแรกหลังจากการติดเชื้อ

อาการปวดศีรษะเป็นอีกหนึ่งอาการทางสมองและระบบประสาทที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 และผู้ที่ได้รับวัคซีน COVID-19 โดยอาจมีสาเหตุและความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป โดยในผู้ป่วยบางรายอาการปวดศีรษะอาจจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยอีกหลายคนอาจต้องการการตรวจวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มเติม

นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท (โรคปวดศีรษะและใบหน้า) ศูนย์สมอง รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า อาการปวดศีรษะเป็นอาการทางระบบประสาทที่เจอได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยสามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการได้มากถึง 30% ส่วนใหญ่จะไม่เคยมีประวัติโรคปวดศีรษะมาก่อน และอาการปวดมักจะพบภายใน 7 วันแรกหลังจากการติดเชื้อ โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความรุนแรงของอาการปวดปานกลางถึงมาก และมักจะไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด หรือมีอาการปวดซํ้าหลังจากยาแก้ปวดหมดฤทธิ์ ลักษณะการปวดจะเป็นการปวดแบบบีบรัดที่บริเวณขมับ หน้าผาก รอบกระบอกตาทั้ง 2 ข้าง หรือปวดทั่วทั้งศีรษะ ซึ่งอาจจะพบลักษณะการปวดแบบปวดตุ๊บๆ คล้ายกับเส้นเลือดเต้นได้ ซึ่งการโน้มศีรษะไปด้านหน้า การไอ การจามและการออกแรงจะทำให้อาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น ที่สำคัญอาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้นานถึง 2 สัปดาห์ สาเหตุของอาการปวดศีรษะสามารถสันนิษฐานได้ว่าอาจเกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่สมองโดยตรง โดยผ่านปลายเส้นประสาทคู่ที่ 5 (trigeminal nerve) จากในโพรงจมูก ทำให้เกิดสัญญาณความปวดส่งมาที่ศีรษะ หรืออาจเกิดจากการที่เชื้อไวรัสไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างสารการอักเสบ (inflammatory cytokine) ซึ่งมีผลโดยตรงกับระบบนำความปวดในสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมาได้

ทั้งนี้ เราสามารถแยกอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการได้รับเชื้อ COVID-19 กับการปวดศีรษะด้วยสาเหตุอื่นได้ด้วยการสังเกตอาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ผู้ที่ติดเชื้อ COVID-19 นอกจากจะมีอาการปวดศีรษะแล้ว จะมีอาการเวียนศีรษะ มีไข้ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ไอ หอบเหนื่อย ปวดเมื่อย ถ่ายเหลว เจ็บขณะกลืน  อาจจะเกิดอาการแพ้แสง แพ้เสียงดัง คล้ายในผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนอีกด้วย และในผู้ที่เป็นโรคปวดศีรษะอยู่แล้ว จะมีลักษณะของอาการปวดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อาการปวดศีรษะนอกจากจะเกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 แล้วยังสามารถเกิดขึ้นกับผู้ที่รับวัคซีน COVID-19 ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งวัคซีนแต่ละชนิดจะมีรายงานอาการของผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ในผู้สูงอายุจะพบอาการข้างเคียงได้ตํ่ากว่าในผู้ที่มีอายุน้อย และการได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จะพบอาการข้างเคียงน้อยกว่าในเข็มแรก จากข้อมูลงานวิจัยในปัจจุบันพบว่า วัคซีนเชื้อตาย (CoronaVac) พบอาการปวดศีรษะหลังได้รับวัคซีน 6%-18.7% ส่วนวัคซีนชนิด viral vector (ChAdOx1 nCoV-19; AstraZeneca) พบอาการปวดศีรษะหลังได้รับวัคซีน 22.8%-29.3% และวัคซีน mRNA (BNT162b2; Pfizer) พบอาการปวดศีรษะหลังได้รับวัคซีน 39%-52%

โดยปกติแล้วถ้าเกิดอาการปวดศีรษะจากการได้รับเชื้อ COVID-19 หรือจากการได้รับวัคซีนอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ สามารถรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลได้ ในกรณีที่รับประทานยาพาราเซตามอลแล้วยังไม่สามารถควบคุมอาการปวดได้ อาจต้องพิจารณาใช้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) สำหรับผู้ที่เป็นไมเกรนและมีอาการปวดศีรษะไมเกรนกำเริบหลังได้รับวัคซีน แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ในกรณีที่ปวดศีรษะรุนแรงควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs หรือ ยากลุ่ม triptans

ทั้งนี้ หลังจากการได้รับวัคซีน COVID-19 ถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้นหรือไม่บรรเทาลงหลังจากการรับประทานยาแก้ปวด หรือมีอาการผิดปกติอย่างอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุของอาการปวดศีรษะที่อาจเป็นอันตราย รวมทั้งรักษาอาการปวดศีรษะอย่างเหมาะสม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล Contact Center โทร. 1719

ภูมิแพ้ในหน้าฝน โรคของคนอ่อนแอ (ก็แพ้ไป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659447

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 12:20 น.

ภูมิแพ้ในหน้าฝน โรคของคนอ่อนแอ (ก็แพ้ไป)กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แชร์เทคนิคดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กซึ่งเป็นแต่ละทีอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ช่วงนี้ใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจอาจจะต้องรับมือหนักหน่อย เพราะโรคเหล่านี้จะมาเยือนเราบ่อยในหน้าฝน สาเหตุก็เพราะช่วงฝนตก อากาศจะมีความชื้นสูง และถ้าเจออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน และบางทีก็ต้องเข้าไปอยู่ในห้องที่เปิดแอร์เย็น ๆ ก็อาจทำให้มีอาการแพ้ง่ายขึ้น

พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช ให้ความรู้ว่าในช่วงหน้าฝนนี้ เราควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กซึ่งเป็นแต่ละทีอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว

ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่าโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

1. โรคแพ้อากาศ หรือ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสัตว์ ละอองหญ้า เชื้อรา สารก่อระคายเคือง เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันไฟ ธูป บุหรี่ และมลภาวะต่าง ๆ โดยเฉพาะท่อไอเสีย ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีอาการคัดจมูก คันจมูก จามบ่อย มีน้ำมูกใส ๆ ไอแบบคันคอ มีน้ำมูกไหลลงคอ กระแอมบ่อยๆ บางรายอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย แต่จะไม่มีไข้ โดยอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ ตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือตอนค่ำก่อนเข้านอน หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้

2. โรคหอบหืด (Asthma)

เกิดจากหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าปกติ เช่นเดียวกันกับการแพ้อากาศ ทำให้เกิดอาการหลอดลมหดเกร็งและบวมเนื่องจากการอักเสบ หรือเมื่อโดนฝนติดหวัด ก็อาจกระตุ้นให้หอบหืดกำเริบได้เช่นกัน ซึ่งเด็ก ๆ มักมีอาการไอเหนื่อย ไอเวลาวิ่งเล่นออกกำลังกาย โดยเฉพาะไอตอนกลางคืน แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังวี้ด ๆ อาการหอบเหนื่อยอาจเป็น ๆ หาย ๆ และเรื้อรังได้

3. โรคหลอดลมฝอยอักเสบ หรือหลอดลมไว (Bronchiolitis) มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี

เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการอักเสบบริเวณหลอดลมฝอย ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ RSV (Respiratory syncytial virus) และไวรัสอื่น ๆ เช่น Influenza Parainfluenza Adenovirus Enterovirus และ Humanmetapneumovirus นอกจากนี้ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma ได้ด้วย ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีอาการไข้สูง น้ำมูก ไอ คล้ายไข้หวัดนำมาก่อน 2-3 วัน จากนั้นจะมีอาการไอเหนื่อย หายใจเหนื่อยหอบ เสมหะมากขึ้น และหายใจมีเสียงผิดปกติ มีเสียงวี๊ดได้ ซึ่งเด็ก ๆ จำเป็นต้องรักษาด้วยการพ่นยาขยายหลอดลม ล้างจมูก ดูดน้ำมูก เสมหะ จนถึงบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล สำหรับในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีประวัติเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ จนถึงโรคหอบหืดได้ 

การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ คือวิธีที่ดีที่สุด

เด็กไทยแพ้ไรฝุ่น แมลงสาบ และขนสัตว์ มากที่สุดตามลำดับ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงฝุ่นทั้งนอกบ้านและในบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้พรม การมีตุ๊กตาหรือผ้าขนสัตว์ในบริเวณที่เลี้ยงเด็ก และรักษาความสะอาดของบริเวณบ้าน เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ แนะนำให้ล้างจมูกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่มีอาการ

การดูแลสุขภาพในหน้าฝน

  1. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  2. ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ พยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นอย่างเฉียบพลัน เมื่ออากาศเย็นลงควรใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจนเกินไป
  3. หากโดนละอองหรือตากฝน ควรรีบอาบน้ำสระผมด้วยน้ำอุ่น เช็ดตัวเช็ดผมให้แห้งโดยไว
  4. กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น
  5. หากเพิ่งเดินผ่านอากาศร้อนจัด ๆ ควรต้องยืนพักในที่ร่มก่อนจะเปลี่ยนเข้าไปในบริเวณห้องแอร์ที่มีอากาศเย็น เพื่อให้ร่างกายและจมูกปรับสภาพ จะช่วยลดอาการกำเริบของภูมิแพ้ได้

ผู้สูงวัยเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659265

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 19:10 น.

ผู้สูงวัยเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีนผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เผยแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีด้วยอาหารและการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พร้อมแนะวิธีการเตรียมพร้อมร่างกายให้พร้อมก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19

ในขณะที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ปัจจัยหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม แต่มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของวัคซีน โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ก็คือการมีโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกาย และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ

1) โภชนาการที่ดีคือหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การมีโภชนาการที่ดีและเหมาะสม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ซึ่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น วิตามินซี สังกะสี วิตามินดี วิตามินเอ และวิตามินอี จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้รับมือกับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือการได้รับวัคซีนได้ดียิ่งขึ้น และขณะที่เรามีอายุเพิ่มขึ้น ภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารหรือพลังงานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานลดลง เราจึงควรหันมาใส่ใจด้านโภชนาการอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัยของชีวิต

2) การออกกำลังกายช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายทำให้สุขภาพดีขึ้นและส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การตอบสนองต่อวัคซีนของผู้สูงอายุดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาจมีส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ตอบสนองต่อวัคซีนได้ดียิ่งขึ้น

3) ภาวะทุพโภชนาการส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และอาจมีผลกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อวัคซีน ภาวะทุพโภชนาการ คือภาวะที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่า หรือสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยกลุ่มของผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะทุพโภชนาการหรือการขาดสารอาหาร ซึ่งอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันลดลง ภาวะขาดสารอาหารยังสามารถส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่า การแก้ไขภาวะขาดสารอาหารอาจช่วยลดความเสื่อมถอยของระบบภูมิคุ้มกัน ที่อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและความรุนแรงของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

แนวทางการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และยังไม่สายเกินไปหากเราจะเริ่มปรับพฤติกรรมการบริโภคตั้งแต่วันนี้ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานและความแข็งแรงของร่างกาย เริ่มต้นได้จากการรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน ผลิตภัณฑ์จากนมและไขมันดีเพิ่มเติมจากอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลักที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ดังนี้

โปรตีน : โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างแอนติบอดีและเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน กรดอะมิโนบางชนิดที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน คือแหล่งพลังงานที่สำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีนประมาณ 25-30 กรัมต่อมื้ออาหาร เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้นในระหว่างมื้ออาหาร

วิตามินและแร่ธาตุ : วิตามินและแร่ธาตุ คือสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อคงความแข็งแรง วิตามินเอและวิตามินดีมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นไปตามปกติ และจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า วิตามินดีอาจมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ วิตามินซีและวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ รวมถึงเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจากความเสียหาย ในขณะที่สังกะสีมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน

โพรไบโอติกส์ : แม้ไม่ใช่สารอาหารหลัก ทว่าโพรไบโอติกส์ หรือแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์อยู่ในนั้น

แม้ไม่มีรายงานว่าร่างกายคนเราต้องการโพรไบโอติกส์ในปริมาณเท่าไรในแต่ละวัน ทว่าการรับประทานอาหารหมักดอง เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ หรือผักผลไม้ดองในปริมาณที่เหมาะสมก็เป็นวิธีง่ายๆ ในการเพิ่มปริมาณโพรไบโอติกส์ให้กับร่างกาย

“โภชนาการที่ดีคือพื้นฐานของการมีสุขภาพที่แข็งแรง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการคงความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งมีส่วนช่วยในการปกป้องโรคและการฟื้นตัวของร่างกายจากความเจ็บป่วย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ”

นายแพทย์ไมเคิล หวัง ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กลุ่มงานธุรกิจโภชนาการของแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “การรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่สมดุล อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมสารอาหาร หรืออาหารสูตรครบถ้วน ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นและรับประทานง่าย จึงมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันได้”

ด้าน ดร.ภนิตา ศรีชมเชย นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ผู้จัดการศูนย์โภชนาการและการกำหนดอาหาร โรงพยาบาลเทพธารินทร์ วิทยากรจากโครงการ Nutrition Expert ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ แนะนำว่า “โภชนาการที่ดีจะช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพของวัคซีนและช่วยลดความรุนแรงของอาการข้างเคียงจากการรับวัคซีน นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ ได้แก่ การวิ่งเหยาะๆ การว่ายน้ำ การเดินในน้ำ มวยจีน หรือโยคะ เป็นต้น”

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายแบบแรงต้าน สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายได้ เช่น

  • การเดินอย่างสม่ำเสมอ
  • การออกกำลังกายที่เน้นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การกระโดด หรือ การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าโดยการย่อขา
  • การยกเวท หรือการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มแรงต้าน 

วิธีง่ายๆ อย่างการให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และอาจช่วยในการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน ท่านยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ณ ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการได้แล้ววันนี้ โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Nutrition Expert Program เพียงคลิ๊ก Abbott Nutrition Care