ชัยอนันต์ ปันชู สโลว์ไลฟ์อินเจแปน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561283

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

ชัยอนันต์ ปันชู สโลว์ไลฟ์อินเจแปน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ชัยอนันต์ ปันชู

ชีวิตอันแช่มช้าและเป็นแรงบันดาลใจของนักข่าวคนเก่ง “ต้นกล้า”ชัยอนันต์ ปันชู นักข่าวขาลุยแห่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD มีหลากหลายทั้งไทยและเทศ (ฮา) ต้องกล่าวอย่างนี้ เพราะจากรายการ “กล้าลองกล้าลุย” ที่ต้นกล้าทำ ทำให้ต้นกล้าได้ไปมาทั่ว หนึ่งในนั้นคือชีวิตชาวนาต้นแบบแห่งเมืองชิบะและเมืองมิโกะ ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็คือเรื่องราวของชาวนาชาวไร่ไทย วิถีชีวิตพื้นบ้านที่ประทับใจต้นกล้าผู้ไป(ทำสกู๊ป)มาแล้วทั่วประเทศ นี่คือเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

ชัยอนันต์หรือต้นกล้าวัย 39 ปี เล่าว่า ชีวิตที่อยากใช้ให้ช้าลง(หน่อย)ของเขา-ฮา มีต้นเหตุมาจากแรงปรารถนาและจากความเข้มข้นในงานหน้าที่ความเป็นคนข่าว ที่ 3 มุมใหญ่ คือ 1.การอ่านข่าว ทำหน้าที่ของผู้รายงานข่าวประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD 2.การรายงานสถานการณ์สด และ 3.การทำคอลัมน์ข่าว “กล้าลองกล้าลุย” จากรายการสนามข่าว 7 สี นั่นหมายถึงชีวิตประจำวันที่ต้องเกาะติด

“บางทีออกไปทำข่าวหรือลงพื้นที่ ซึ่งผมต้องออกพื้นที่ 5 วัน/สัปดาห์ กลับมาก็ต้องรีบต่อให้ติด อัพเดทข่าว ย้อนอ่านข่าวเยอะมาก การแข่งขันก็สูงมาก อีกยังการเข้าถึงแหล่งข่าว ทำยังไงให้ได้ข่าว เบื้องหลังเบื้องหน้าที่สนุกหลากหลายเทคนิค แต่ก็เหนื่อยมาก เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลานั่นเอง”

ต้นกล้าเล่าว่า การทำความเข้าใจข่าวที่จะต้องรายงาน บางข่าวอ่านแล้วต้องอ่านอีก เพราะในฐานะคนทำข่าวแล้ว ตัวผู้อ่านหรือผู้รายงานถ้าไม่เข้าใจข่าวแล้วก็คือไม่ได้ นี่คือมาตรฐานความเป็นมืออาชีพที่สื่อมวลชนยึดถือ นั่นหมายถึงความเร่งรีบในแต่ละวัน เพราะต้องเตรียมตัวอย่างมาก ต้องอัพเดทข่าวทุกข่าวแบบ 100% มองภาพการทำงานของตัวเอง บางทีก็นึกว่ากำลังควบม้าแข่งแบบลมหายใจรดต้นคอ ทุกเบรกข่าวคือความคืบหน้าของสถานการณ์

“ความรีบไม่อาจเป็นข้อแก้ตัว ในความเร่งรีบ ที่ต้องมี คือความถูกต้อง”

ต้นกล้าทำหน้าที่รายงานข่าวประจำที่สถานีโทรทัศน์ในทุกวันพุธ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 07.30-09.50 น. ขณะเดียวกันก็ทำสกู๊ปชื่อกล้าลองกล้าลุย ออกอากาศทุกเช้าวันพุธและเช้าวันพฤหัสบดี เวลา 08.00 น. งานทำให้ต้องคิดตลอดเวลา ใช้ความคิดเพื่อสร้างสรรค์ตัวงาน ขณะเดียวกันก็ทำจิปาถะในงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อมาพิจารณาในตอนนี้ก็ยังแทบจะเหลือเชื่อแม้กับตัวเอง ทีมมี 3 คนข่าว นอกเหนือจากตัวเอง ก็ประกอบด้วยช่างกล้องและผู้ช่วยช่างภาพ ที่ทำงานร่วมกันมานาน มองตาก็รู้ใจ มองตาก็รู้มุม(กล้อง)

“นอกเหนือจากงานข่าว ก็ต้องติดต่อประสานงาน ถึงหน้างานก็ต้องเป็นทั้งหมด ทั้งโปรดิวเซอร์ผลิตรายการ รันเรื่อง รันบทยังไง อยู่ที่นี่หมด บางทีก็คิวภาพเอง หรือบางทีก็ต้องหาที่หลับที่นอนให้ทีมงานด้วย(ฮา) คนเดียวทำหลายอย่างมาก แต่ทุกอย่างนั่นแหละที่สอนเรา ถามว่าโหลดมั้ย ตอบว่าไม่โหลดเพราะชินแล้ว”

ความเร่งรีบในชีวิตนั้นแค่ไหน เขาบอกให้เห็นภาพว่า ถึงเวลาหน้างานก็ต้องตัดสินใจเลย เอาไม่เอา หรือบางช่วงเป็น “เรียลิตี้” ก็ต้องเอาเลย เพราะไม่เช่นนั้นอารมณ์ของภาพและเรื่องจะไม่ได้ ต้องด้นสดไปตามจริง 4 ปีที่ทำงานร่วมกันมาต้นกล้าทำความเข้าใจกับทีมงานไว้เลยว่า พลาดคือพลาด ห้ามหยุดกล้อง ห้ามตกใจ ห้ามพอสหรือพักกล้องเด็ดขาด วินาทีชีวิตมากมายในรายทาง เช่น เคยตกสะพานไม้ไผ่ที่สูงลิบลิ่วและลอยละลิ่วร่วงจากสะพานลงพื้นน้ำมาแล้ว รวมทั้งอีกมากมายไม่หมายจะจำ

ชีวิตคือการออกพื้นที่(ต่างจังหวัด) 5 วันต่อหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์-วันอังคาร ช่วงเย็นของวันอังคารจะทำงานเขียนจนดึก เช้าวันพุธเข้าประจำหน้าที่ในสถานี ตกบ่ายเขียนงาน จนวันพฤหัสบดีนั่นแหละถึงจะได้พักบ้าง ได้ซักผ้า(ฮา) หรือนอนหลับเท่าที่ใจอยากนอน สมัยก่อนเคยเป็นคนดูหนังฟังเพลง เคยไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ทุกบ่อย แต่ปัจจุบันนี้หรือลืมไปได้เลย วันหยุดอยากทำมากที่สุดคืออยากนอนที่สุด

ก็เพราะชีวิตนักข่าวขาลุยขารีบขนาดนี้ หัวใจจึงอยากสโลว์ไลฟ์ให้ช้าลง(หน่อย-ฮา) แต่สโลว์ไลฟ์ของต้นกล้าก็คือชีวิตที่แทรกอยู่ในวันทำงาน 5 วันที่ต่างจังหวัดนั่นเอง นั่นคือภาคส่วนของชีวิตที่พอจะได้เห็นหลืบมิติความช้าของวิถีชาวบ้าน ชาวบ้านนอนตรงไหน กินตรงไหน ต้นกล้าเก็บเกี่ยวความสุขตรงนั้น พลอยได้ใช้ชีวิตช้าๆ ไปกับชาวบ้านด้วย พลอยได้ดึงเบรกตัวเองบ้าง เป็นอะไรที่คุ้มสุดคุ้ม เพราะความเร่งกับความช้า ได้ถักทอและร้อยลงอยู่ในฟันเฟืองเดียวกัน

“ตื่นเช้ามาก็นั่งรถอีแต๋น สโลว์ไลฟ์แบบแต๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไปกับเขาด้วย ได้ทำได้เห็น ได้มองผ่านมุมมองของชาวบ้าน ชีวิตที่ไม่รีบเร่งมันสุขที่ใจ สุขกว่าหลายๆ คน ที่ทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันในชีวิต แต่เราแค่วินาทีนี้ ที่กำลังนั่งรถอีแต๋นมองรวงข้าวชอุ่มในนา”

ลัดฟ้าบินไปญี่ปุ่น แหล่งกำเนิดคัมเปียวที่คนไทยหลายคนไม่รู้จัก คัมเปียวเป็นฟักญี่ปุ่น มีลักษณะทรงกลม ชาวญี่ปุ่นชอบแปรรูปเป็นไส้ซูชิที่ได้รับความนิยมมาก คนไทยไม่รู้ว่าคือผลของคัมเปียว ล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัท ไทยเลยฟาร์ม ผู้รับซื้อคัมเปียวในไทย ผลิตและจำหน่ายแปรรูปเป็นไส้ซูชิทั้งในไทยและในจีน ก็ได้พานักข่าวไปเยี่ยมคัมเปียวถึงแหล่งต้นกำเนิดเมืองชิบะ รวมทั้งเลยไปดูต้นกำเนิดแหล่งปลูกวาซาบิที่เมืองมิโกะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่นนี้เอง ที่ส่งพลังและแรงบันดาลใจแบบบวกๆ เขาบอกเล่าถึงความประทับใจ ที่โน่นชาวนาส่วนใหญ่เป็นชาวนารุ่นใหญ่ พูดให้ชัดคือสูงวัย แต่เป็นสูงวัยที่แข็งแรง อายุประเมินด้วยสายตาไม่ต่ำกว่า 80-90 ปี หากยังนั่งสไลซ์์คัมเปียวกันแบบชิลๆ ในความคิดของเขาแล้ว การที่ทุกอย่างในชนบทญี่ปุ่นเป็นไปอย่างเนิบช้า ทว่าเปี่ยมด้วยความสุขความสดและพลัง สาเหตุมาจากวิถีเกษตรกรที่นี่เป็นวิถีที่ปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี แตกต่างชนิดฟ้าดินกับบ้านเรา ที่ชาวนาชาวไร่นิยมใช้สารเคมีแบบจัดหนัก ไม่มีความรู้ เป็นอันตรายทั้งต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อม

“ผมตกใจเลย น้ำในแหล่งปลูกคัมเปียว อยู่ดีๆ เขาก็วักขึ้นมากินหน้าตาเฉย วักน้ำกินได้ เพราะน้ำสะอาด อยากกินตรงไหนก็กิน เขาอยู่กันแบบไม่มีการใช้สารเคมี บ้านเราต่างกับเขา สุขภาพดินเขาดี สุขภาพร่างกายเขาดี ช้าและดี”

สโลว์ไลฟ์อินเจแปนหนนี้ นับว่าสร้างพลังแก่ต้นกล้าอย่างมาก กลับเมืองไทยก็คิดเลยว่า ชีวิตช้าๆ และปลอดภัยทำได้ที่น่านบ้านเกิดต้นกล้าเป็นคนน่าน เกิดและเติบโตที่ อ.ท่าวังผา เขาอยากเปิดร้านกาแฟที่นี่ ที่ริมถนนน่าน-ทุ่งช้างแห่งนี้ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ลึกๆ ชอบศิลปะ ชอบวาดภาพ ชอบภาพถ่าย ชอบหินสวยๆ ตลอด 9 ปีที่ทำงานข่าวมา ได้สะสมภาพถ่ายในสถานที่ต่างๆ ไม่ถึงขนาดร้อนวิชา แต่ก็อยากมีที่ทาง “ปล่อยของ” (ฮา) โชว์รูปถ่ายเท่ๆ ที่ถ่ายเก็บไว้ แน่นอนรูปถ่ายที่ชิบะและมิโกะ ประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีให้ชมแน่นอน

“ช้าและดีงามอยู่บนโลก มีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาทำงานให้สิ่งแวดล้อม มีเวลาทำงานให้บ้านเกิด นี่คือชีวิตที่ผมอยากแบ่งปัน” 

ต่อพงศ์ เสลานนท์ ชีวิตต้องไปต่อ ยากแค่ไหนก็ไม่ยอมจำนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561281

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

ต่อพงศ์ เสลานนท์ ชีวิตต้องไปต่อ ยากแค่ไหนก็ไม่ยอมจำนน

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ต่อพงศ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เขาเป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยที่อายุน้อยที่สุด ในวัย 36 ปีดำรงตำแหน่งมาแล้วเป็นสมัยที่ 2 ก่อนหน้านี้เขาทำงานช่วยสมาคมมานานหลายปี เพราะหวังช่วยให้การใช้ชีวิตของคนตาบอดในประเทศไทยดีวันดีคืน

หลังจากที่เขารับตำแหน่งแล้วก็พยายามจะผลักดันงานต่างๆ เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ผู้พิการตาบอดให้ช่วยเหลือเลี้ยงตัวเองให้ดีขึ้นได้ ด้วยการตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือการส่งเสริมเกษตรแปรรูปต่างๆ แล้วช่วยหาตลาดรองรับหรือช่วยหาวัตถุดิบให้ เช่น การทำฟาร์มเห็ด ปลูกพืชผักสวนครัว เขายืนยันว่าแม้จะหมดตำแหน่งในสมัยที่ 2 นี้แล้วก็จะยังทำงานช่วยสมาคมต่อไป เพราะเขารู้ว่าผู้พิการตาบอดในประเทศไทยมีความยากลำบากในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้พิการหรือตาบอดมาแต่กำเนิดเช่นเขานั้นต้องมีการปรับตัวเป็นอย่างมาก

เขาเล่าถึงเหตุที่ทำให้เขาตาบอดว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุรถชนเมื่อตอนอยู่ชั้น ม.4 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะอายุ 16 ปี เกิดตอน 23.00 น. เขาจะขับรถไปดูการเข้าค่ายลูกเสือของน้องๆ ที่โรงเรียน ใน จ.ปทุมธานี  เพราะมีน้อง ม.3 ท้องเสีย จะไปเป็นจิตอาสาช่วยน้องๆ เขาขับรถจากบ้านย่านจรัญสนิทวงศ์ 57 แต่เกิดหลับในไปไม่ถึง ไปเจออุบัติเหตุแถวแยกสะพานนวลฉวี ย่านพระราม 6 ใกล้ๆสนามบินน้ำ ไปชนรถที่จอดติดไฟแดง เขาพุ่งชนแบบไม่มีเบรกเลย แล้วโดนกระจกบาดตา ตอนที่เกิดอุบัติเหตุนั้นเขาสลบไม่รู้ตัวเลย มาฟื้นตอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

“ผมเลือดไหลเต็มตัวเลยแล้วสลบ เขาคิดว่าผมตายแล้วจะพาไปแต่งศพ รถคู่กรณีเขาพาไปส่งโรงพยาบาลนนทเวช เขารู้ตัว เขาบอกให้ไปส่งนนทเวช  ตัวผมสลบ เขาพามาโรงพยาบาลชลประทาน ตอนฟื้นมาผมไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนฝันว่าไปมอเตอร์ไซค์ล้มจมโคลน เอามือลูบหัวเลือดมันแห้งเกรอะกรังเหมือนใส่เจลที่หัว เย็บหน้า เย็บหัว กระดูกเบ้าตาก็แหว่งไปมิลหนึ่ง เย็บทั้งหน้าทั้งหัว แก้ม รอบตา กว่า 100 เข็ม พวงมาลัยหัก สมัยก่อนยังไม่มีกระจกนิรภัย พอฟื้นขึ้นมาบุรุษพยาบาลมาขอเบอร์โทรศัพท์ บอกเราตรงๆ ว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วตาบอด เขาไม่มีจิตวิทยาเลย ผมงี้อึ้งไปเลย เขาจะไปแจ้งที่บ้าน ซึ่งวันนั้นพ่อแม่ผมไม่อยู่บ้าน” เขาเล่าแบบปลงๆ

ตอนที่บุรุษพยาบาลบอกว่าตาบอดนั้น เขาอึ้งไปเลย มีอาการช็อก แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไร เพราะคิดไม่ออกว่าหลังจากนั้นชีวิตจะต้องเจออะไรต่อไป คือพื้นฐานเป็นคนใจเย็นเลยยังไม่ทันคิด ตอนนั้นพ่อเขาเป็นนายอำเภออยู่ต่างจังหวัด ยังมาไม่ถึง ที่บ้านมีแต่ป้าๆ น้าๆ มาถึงโรงพยาบาลทุกคนก็เอาแต่ร้องไห้  วันถัดไปพ่อกับแม่มาถึงก็พาย้ายโรงพยาบาลจะไปรักษาตัวที่อื่น

เขามารู้ทีหลังว่า ถ้าเขาได้รักษาทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ โอกาสมองเห็นหรือเห็นเลือนรางจะมีมากกว่านี้ เพราะการรักษาช้าไป 3 วันแล้ว ตอนนั้นอาการเขาก็หนักอยู่แล้ว การรักษายังล่าช้า มันก็เลยสายไป แต่ที่บ้านก็ยังไม่หมดหวัง โดยพาเขาไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจักษุรัตนิน ซึ่งตอนนั้นหมอใหญ่ที่นั่นก็บอกว่าหมดหวังแล้ว แต่หมอเจ้าของไข้อยากทดลองดู ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เขาเล่าว่า ตอนที่เจออุบัติเหตุกระจกตัดแก้วตาเป็นปากฉลาม แล้วเลือดมาเกาะติดที่ตาจนแห้ง ถ้ามาเร็วก็เอาเลือดออกจากกระจกตาได้ทัน แต่หมอที่จักษุรัตนินต้องการรักษาดวงตาเอาไว้ เพื่อรักษากล้ามเนื้อตาเอาไว้ เผื่อในอนาคตได้รับบริจาคลูกตา ซึ่งก็มารู้ทีหลังว่าเรตินาในดวงตาเขาเสีย แม้จะได้รับบริจาคดวงตาก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เพราะแก้วตาและเรตินาของเขาไม่มีแล้ว

ดังนั้นเขาจึงเรียนไม่จบ ม.4 เพราะต้องหยุดรักษาตัวไปอีก 2-3 ปี ซึ่งเป็นการรักษาที่มาราธอนมากๆ เขาเกิดอุบัติเหตุ ม.ค. 2535 กลับไปเรียนอีกครั้งในปี 2538 โดยเขาผ่าตัดใหญ่ๆ 2 ครั้ง ผ่าครั้งแรกเพื่อเอาเศษกระจกออกจากตาทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้ตาเน่าและเพื่อรอตาปลอม ส่วนการผ่าครั้งที่ 2 เพื่อเอาพังผืดตาออก เพราะมันพับย่นจากแรงกระแทก เสียค่าใช้จ่ายไปหลายแสน เมื่อ 30 กว่าปีก่อนถือว่าแพงมาก และไม่สามารถมองเห็นได้อีก แต่โรงพยาบาลก็ใจดีลดให้เพราะรักษาไม่หาย  นอนโรงพยาบาลครั้งละเป็นเดือน

ตอนนั้นเหมือนเขาได้สัมผัสชีวิตใหม่ อยู่โรงพยาบาลก็นอนฟังเพลงทั้งวัน โชคดีที่ได้ความรักความอบอุ่นจากครอบครัวอย่างดี ทำให้กำลังใจเขาดีมาก ทำให้เขาไม่จิตตกจนเกินไป มีเพื่อนๆ มาเยี่ยมที่โรงพยาบาลตลอดเวลา เขารับรู้ได้ถึงความรัก ความใส่ใจ ได้อย่างชัดเจน ทำให้เขาเข้มแข็งมีสติและมีพลังที่จะสู้ต่อไป มีความหวังในการรักษาให้ดีขึ้น

ตอนนั้นแม่พาเดินสายรักษาทั้งหมอปัจจุบันและหมอพระ ใครแนะนำว่าดีก็ไปหมดเลย อะไรที่ทำให้มีความหวังแม่ทำหมดทุกทาง จนกระทั่งหมอเจ้าของไข้บอกตามตรงว่าไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้ว พอออกจากโรงพยาบาล เขาก็บอกกับแม่ตรงๆ ว่าต้องยอมรับความจริงกันเสียทีว่าไม่มีความหวังแล้ว เพราะตลอด 3 ปีที่รักษามาเขาและแม่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความหวังว่าจะรักษาให้ดีขึ้นได้ ทั้งที่จริงๆ ก็พอรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ยอมรับกันตรงๆ เท่านั้น พยายามหลอกตัวเองกันไป

“ตอนนั้นผมเบื่อที่จะหลอกตัวเองอีกต่อไปแล้ว เพราะชีวิตมันเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทำตัวเป็นคนป่วยที่เร่หาหมอ ผมก็เลยบอกแม่ว่าผมขอเป็นคนตาบอดอย่างจริงจังไปเลย เพื่อที่จะเดินหน้าต่อ ไม่อยากอยู่กับความหวังจอมปลอมอีกต่อไป ผมเป็นคนตาบอดที่เคยตาดีมาก่อนและต้องยอมรับความจริง อย่าพยายามเป็นคนตาดีที่ไม่ยอมรับความจริง แล้วก็รักษากันไม่จบไม่สิ้น พอแล้ว เหนื่อย เสียเงินด้วย และผมก็บอกแม่ว่าจะไม่รักษาแล้ว จะดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้ ผมให้อภัยตัวเองในความผิดพลาดและเดินหน้าต่อไป ไม่งั้นจะจมอยู่กับความทุกข์แล้วไปต่อไม่ได้ ผมต้องปรับตัวเองตลอดเวลา เพราะสิ่งแวดล้อมมันเปลี่ยนตลอด หลายอย่างกำหนดไม่ได้” เขาเล่าอย่างมุ่งมั่น

ต่อพงศ์ เล่าต่อไปว่า ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุเขาสอบเทียบค้างไว้ 7 วิชา เหลือเพียงอีก 1 วิชา เขาก็ไปสอบต่อโดยมีคนอ่านข้อสอบให้ฟัง เพราะเขายังใช้อักษรเบรลไม่คล่อง ในที่สุดเขาก็สอบเทียบจนครบและจบ ม.6 พร้อมเพื่อนๆ (เพราะไปรักษาตัวอยู่ 3 ปี กับ 5 เดือน)

หลังจากที่มาเป็นคนตาบอดอย่างเป็นทางการ เขาก็ไปเรียนภาษาเบรล ไปเรียนการใช้ไม้เท้าให้ถูกต้อง ไม่เปะปะไปโดนคนอื่น แล้วเดินให้ดูสง่างามอีกด้วย (หัวเราะ) เพื่อให้ใช้ชีวิตแบบคนตาบอดได้จนเป็นปกติ ไปไหนมาไหนได้เอง จนไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตอนแรกจะเรียนบริหาร แต่คณบดีบอกว่าให้ไปเรียนคณะครุศาสตร์ เพราะรุ่นนี้มีคนตาบอดไปเรียน 7 คน หูหนวกอีก 2 คน เขามีภาวะผู้นำจะได้ช่วยเพื่อนๆ ด้วย และเขาก็เป็นผู้นำทำกิจกรรมให้กับคณะหลายอย่าง โดยตอนเรียนปี 1-2 มีญาติๆ ไปเรียนและไป-กลับด้วยกัน

เขาเล่าว่า ตอนเขาเด็กๆ เวลาเห็นคนตาบอดเขาจะหลบ เพราะกลัวว่าเขาจะเข้ามาขอความช่วยเหลือแล้วเราช่วยเขาไม่ถูก ช่วยเขาไม่ได้ จะเดินเงียบๆไม่ให้คนตาบอดรู้ว่ามีเราเดินอยู่แถวนั้น ดังนั้นเวลาที่เขามาตาบอดเสียเอง ต่อพงศ์จึงมีความเข้าใจคนตาดีว่าคงจะกลัวแบบที่เขาเคยกลัว มีช่องว่างทางความคิด

ทำให้คนตาบอดหลายคนต้องทนต่อสายตาคนรอบข้าง คนตาบอดหลายคนจึงไม่อยากเดินไปไหนมาไหนเอง เพราะอาย เขาก็เป็นเช่นนั้น บางทีเดินชนถังขยะบ้างแล้วก็ขอโทษครับ นึกว่าเป็นคน ที่แท้คือถังขยะใบใหญ่ บางทีก็เจอคนแซวบ้างอะไรบ้าง เรื่องพวกนี้จึงเป็นของแสลงสำหรับคนพิการ ทำให้ไม่อยากออกจากบ้าน แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มชินมากขึ้น

แรกๆ แม่เขาก็ไม่ยอมให้เขาออกจากบ้านคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อนทุกครั้ง “ผมต้องยืนกรานกับแม่ว่า แม่คือคนที่รักผมที่สุดยังไม่ไว้ใจว่าผมทำได้ แล้วใครจะไว้ใจผมล่ะ แม่ก็กลัวลูกจะไปตกระกำลำบาก กลัวใครจะว่าปล่อยลูกไปคนเดียวได้ยังไง ผมเองก็ต้องพยายามอย่างหนักเวลาไปไหนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยเพื่อให้แม่วางใจและสบายใจ แรกๆ เขาก็มีเดินตกท่อบ้าง ชนฝาท่อบ้าง เดินชนใต้สะพานลอยบ้าง เดินชนถังขยะล้ม แต่ไม่ไปเล่าให้ที่บ้านฟัง กลัวเขาไม่สบายใจกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของคนตาบอดทั่วไป”

เขาฝากบอกว่าหากมีญาติพิการตาบอด ต้องฝึกให้เขาช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และใช้ชีวิตให้ได้เหมือนคนปกติที่สุด และปฏิบัติต่อเขาเหล่านั้นเช่นคนปกติ อย่าปกป้องจนเกินไป ขณะที่คนตาบอดเองก็ต้องมีสติในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ตาไม่เห็นหูต้องไว จมูกต้องดี เพื่อใช้แทนตา ฟังเสียง ดมกลิ่น ใช้สิ่งเหล่านี้ช่วยแทนสายตา เพราะหากไม่มีสติจะเกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย เช่น กลิ่นแบบนี้ใกล้ย่านนี้ เสียงแบบนี้ใกล้ย่านนั้น ช่วยแยกแยะรายละเอียด เสียงแบบนี้รถแอร์ เสียงแบบนี้รถร้อน เพื่อเป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิต

ตอนนี้เขาอยู่มา 26 ปีแล้วในโลกมืดจนชิน ใช้ชีวิตได้ปกติสุขมากยิ่งขึ้น แรกๆ ก็ยาก แต่ไม่ยอมแพ้ ใช้หู ใช้จมูกแทนตา เมื่อเจอปัญหาก็จะเตือนตัวเองว่าเราคือต้นไม้ใหญ่ที่จะต้องโดนแดดโดนฝนเป็นธรรมดา ค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ตอนเรียนจบปริญญาตรีก็มีคนชวนไปทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์เงินเดือน 5,000-6,000 บาท เขาก็ถามตัวเองว่าชีวิตมีทางเลือกแค่นี้หรือ เขาจึงไม่ไปทำ แต่มาช่วยงานที่สมาคมคนตาบอดฯแทน แล้วก็มีคอนเนกชั่นต่อยอดงานกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดนี้

ตอนไปช่วยสมาคมใหม่ๆ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เขาก็ตั้งชมรมเยาวชนตาบอดไทย เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ในกลุ่มเยาวชน มีสมาชิกแรกๆ 40 กว่าคน และปีแรกเขาได้เป็นประธานรุ่น เขาเป็นนักกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก ความรู้ก็สำคัญ กิจกรรม เพื่อนฝูง ก็สำคัญเช่นกัน

จากบทเรียนชีวิตที่เขาพบเจอมา ให้ข้อคิดกับเขาว่าอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา มีอะไรก็สู้ ไม่หนี ต้องเผชิญหน้า ยอมรับและเดินต่อไป ไม่ยอมจำนนกับอะไรง่ายๆ “เราต้องเดินต่อไป กำหนดชีวิตของตัวเองให้ได้ แม้จะตาบอดแต่เราก็ต้องเอาอิสรภาพของชีวิตเราคืนมาให้ได้ ผมไม่อยากสูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะผมตาบอด และตั้งแต่ตาบอดมาแม้จะเสียใจเพียงใดก็ไม่เคยคิดสั้นเลย พยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อให้ได้อย่างปกติสุข ไม่อยากให้คนมองอย่างสงสารเกินไป”

ดังนั้น เขาจึงคิดทำโครงการจากถนนสู่ดวงดาว จากสตรีททูสตาร์  คือโครงการปั้นคนตาบอดที่มีศักยภาพในการร้องเพลงมาเล่นดนตรีให้ดี ให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่แค่ไปเล่นดนตรีขอเงินแต่เพียงอย่างเดียว ฝึกทักษะให้เขาร้องเล่นอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จนไปร้องออกงานออกการได้ หาสถานที่ในการเล่นให้ดีให้เหมาะสมมากขึ้น ไม่อยากให้คนตาบอดแล้วต้องมีอาชีพเร่ขอทาน เร่เล่นดนตรีริมถนนอย่างเดียว อยากหาทางเลือกอื่นๆ เพิ่มให้เขามากขึ้น ตอนนี้เขาเป็นนายกสมาคมคนตาบอดฯมา 6 ปี เหลือเวลาอีก 2 ปี ก็พยายามให้โครงการต่างๆ เกิดขึ้นให้มากที่สุด ไม่อยากให้คนตาบอดเป็นภาระของครอบครัว ให้เขามีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ตอนนี้มีคนตาบอดในประเทศไทยที่มาลงทะเบียนทั่วประเทศ 2 แสนคน และมีเพิ่มขึ้นทุกปีจากอุบัติเหตุและผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยต่างๆ เขาอยากช่วยเหลือและสร้างงานต่างๆ ให้มากเท่าที่จะทำได้

จากเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนร่วมชีวิต (ได้ไงเนี่ย!) กิ่งกาญจน์+โอภาส ถิรปัญญาเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561253

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 16:40 น.

จากเพื่อนร่วมงานเป็นเพื่อนร่วมชีวิต (ได้ไงเนี่ย!) กิ่งกาญจน์+โอภาส ถิรปัญญาเลิศ

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

“เจอกันครั้งแรก ผมประทับใจเขาเลยนะ รุ่นพี่ผู้หญิงหัวหยิกฟูหน้าดุกำลังนั่งตรวจแบบสอบถามแล้วบ่นกับเพื่อนว่า พรุ่งนี้มีสอบแต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่เงยหน้ามามองเราสักนิดด้วย (ฮา)”

นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของ “ใหญ่” โอภาส ถิรปัญญาเลิศ COO แห่ง Prop2morrow หุ้นส่วน Maxxi Condo นักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เล่าถึง “ปรินซ์” กิ่งกาญจน์ ถิรปัญญาเลิศ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง และกรรมการผู้จัดการ เอสเอฟซี ฮิวแมน รีซอสเซส เอ๊กซ์เพิร์ท (SFCHR) บริษัทจัดหาแรงงานต่างประเทศ ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันครบปีนี้ปีที่ 21

ใหญ่ พูดถึง ปรินซ์

“เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียน ปรินซ์ เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเอแบค สมัยก่อนผมเป็นเด็กเรียนเร็ว สอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุ 20 ปี ต้องทำงานไปด้วยเพื่อหาเงินเรียน มาเจอกัน เขาเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ก่อนแล้วในศูนย์วิจัยธุรกิจเอแบค”

ในสมัยเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยธุรกิจเอแบครับนักศึกษาเข้าทำงานพาร์ตไทม์ใหญ่เล่าว่า สมัยก่อนลุคของปรินซ์ดุมาก ไม่ค่อยยิ้ม แต่ทำไมจึงถูกชะตาก็ไม่รู้ได้ (ฮา) ตอนทำงานแรกๆ ก็เป็นลูกน้อง เพราะเป็นเด็กใหม่ ต่อมาจึงได้เลื่อนตำแหน่งจนเป็นหัวหน้างานของปรินซ์

เพราะต้องออกไปเก็บข้อมูลทำงานวิจัยตลาดต่างจังหวัด กำหนดคุณสมบัติหัวหน้างานจึงต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ใหญ่ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า ความประทับใจต่อภรรยาในอนาคตก็เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานนี้เอง

“ปรินซ์เป็นคนจริงจังมาก ดูเหมือนนิ่งๆ ดุๆ แต่จริงๆ เป็นคนที่แคร์คนรอบข้าง ห่วงลูกน้อง ห่วงเพื่อน ห่วงครอบครัว ห่วงไปหมดทุกคน จนบางทีเราต้องบอกให้วางลงบ้าง” ใหญ่เล่า

นับตั้งแต่รู้จักกันมา ตั้งแต่เป็นเพื่อน เป็นแฟน กระทั่งได้แต่งงานกัน ทั้งคู่อยู่ด้วยกันมา 27 ปีเลยนะ ใหญ่บอกว่า มากกว่าครึ่งชีวิตของเราเสียอีก โดยทั้งคู่แต่งงานกันช่วงปี 2540 ก่อนช่วงฟองสบู่แตก ทำให้ได้ผ่านช่วงที่เรียกว่า หนักหนาที่สุดในชีวิต

ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นใหญ่เล่าว่า มาทำงานกับคุณพ่อภรรยาที่บริษัทของครอบครัวแสงฟ้าก่อสร้าง บริษัทรับเหมาโดนวิกฤตกระหน่ำ โดยเป็นช่วงหลังแต่งงานใหม่พอดี (ฮันนีมูนเลือด-ฮา) ก็ต้องเรียกว่าเหนื่อยและลำบากกันมาก แต่ที่สุดก็ฝ่าฟันมาได้

“เป็นคู่ที่ไม่ใช่ร่วมแต่สุขนะ แต่ร่วมทุกข์หนักๆ แบบจัดเต็ม ขนาดเจ้าหนี้ขู่ฆ่าก็เคยผ่านกันมาแล้ว ปัจจุบันผมทำงานเยอะ หลายธุรกิจหลายบริษัท มีเหนื่อยมีท้อ แต่ด้วยความเป็นครอบครัวก็ได้ปรินซ์และลูกๆ ที่ชาร์จพลังจนผมบ้าพลังได้ขนาดนี้”

ปรินซ์ พูดถึง ใหญ่

“ใหญ่เป็นเด็กแก่แดด (ฮา) แต่เป็นคนมีของ เจอตั้งแต่ตอนเป็นเด็กปี 1 ก็เริ่มทำงานหาเงินลงทะเบียนเรียนเอง รู้สึกว่าเจ๋งดี เราก็แอบปลื้ม แต่ไม่ใช่สเปกเราเลย เพราะเราชอบคนเป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่า ชอบผู้ชายตัวสูงๆ แต่อีตาคนนี้มาแบบผิดสเปกทุกอย่าง” ปรินซ์เล่า

ใหญ่อาศัยความตลกและอารมณ์ขัน ทำให้ได้สนิทกันมากขึ้น ต่อมาตัดสินใจคบหากัน และทำงานด้วยกันมาตลอด ปัจจุบันสามีเพิ่งแยกไปทำธุรกิจของตัวเองเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจใหม่ SFCHR บริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นที่ต้องการมาก งานก็ยุ่งเป็นสองเท่า

“ที่น่าประทับใจก็คือแม้งานมาก แต่สามีพยายามช่วยดูแลลูก ไม่ว่าจะเลิกงานดึกเพียงไร ตอนเช้าจะตื่นตี 5 เพื่อไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ถ้าไม่มีนัดงาน ก็จัดเวลาพาครอบครัวไปกินข้าว ไปเที่ยว ทำกิจกรรมครอบครัวด้วยกัน”

ปรินซ์เล่าว่า ตารางงานแน่นทั้งคู่ แต่ชีวิตครอบครัวถือว่าลงตัว ทุกอย่างโฟกัสไปที่ลูก ตอนนี้น้องเอิร์ธ ลูกสาวคนโตก็เพิ่งเข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัย ส่วนน้องเอมลูกสาวคนเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 ซึ่งทั้งสองคนดูแลเรื่องการเรียนกันได้ค่อนข้างดี ไม่ห่วง

“แรงผลักดันเบื้องหลังการทำงานและการสร้างฐานะของเราสองคน ก็คือคำว่าครอบครัวนี่แหละ” ปรินซ์ เล่าพร้อมรอยยิ้มกว้าง

ไขมันทรานส์ ลาก่อน… ความอร่อยร้ายลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561244

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 14:33 น.

ไขมันทรานส์ ลาก่อน... ความอร่อยร้ายลึก

เรื่อง : วารุณี อินวันนา ภาพ : เอพี / เอเอพี / เอพีเอ

กลิ่นหอมและรสชาติของอาหาร จะมาจากวัตถุดิบหลักที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะ เช่น เนื้อ หมู ปลา กุ้ง ไก่ ไข่ ที่ทำเอาคนหิวต้องน้ำลายสอ ท้องร้องจ๊อกๆ เมื่อได้กลิ่น

แล้วยังมาจากเครื่องเทศ อาทิ ขิง กระเทียม ผักชี มะนาว กะเพรา พริก ยิ่ง 2 อย่างหลัง เมื่อนำมาผสมกัน ทำเอาคนได้กลิ่นและสูดเข้าไปต้องจามฮัดเช้ย! ออกมากันเป็นทิวแถว หรือมะนาว ที่ให้กลิ่นและรสเปรี้ยว

รวมถึงน้ำมัน ไขมัน ที่นำมาใช้ประกอบอาหาร ยังทำให้กลิ่นหอมชวนกินเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ น้ำมันและไขมันในรูปของเนย หรือนมสด นมข้น นอกจากจะนำมาประกอบอาหารคาวแล้ว ยังนำไปเพิ่มรสชาติให้มีความมัน นุ่มลิ้น และกลิ่นให้กับอาหารหวานได้ไม่ยิ่งหย่อนเลย

เคยไหมเมื่อเดินผ่านร้านเบเกอรี่ ร้านพิซซ่า ร้านโดนัท หรือร้านไก่ทอด กลิ่นน้ำมัน และกลิ่นเนย ที่โชยเข้าจมูก มักจะดึงดูดให้เราเข้าไปเลือกหา หยิบติดไม้ติดมือมาเพียงเพราะกลิ่นและรสชาติที่เคยลิ้มลองได้ทุกครั้ง

เราเชื่อโดยพื้นฐานว่าอาหารกินได้ต้องปลอดภัย ยิ่งอยู่ในร้านใหญ่ ยิ่งมั่นใจ แต่ที่ไหนได้…

แต่แล้วสังคมไทยต้องหันขวับมาจับจ้องหาความหมายและภัยร้ายของไขมันทรานส์ หรือ Trans Fat Acid แทบจะทันทีที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ ห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายอาหารที่มีไขมันทรานส์ ที่มีการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ลงในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 13 มิ.ย. 2561 มีผลบังคับใช้ 180 วัน หรือต้นปี 2562 เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

หากยังพบว่า มีการใช้ไขมันทรานส์ในการประกอบอาหารเป็นส่วนประกอบอาหาร จะมีบทลงโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 2 หมื่นบาท ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย

นั่นหมายความว่า ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับ ใครก็ตามที่ใช้ไขมันทรานส์ นำเข้า จำหน่าย ผลิต จะผิดกฎหมายทันที

คำตอบทางการแพทย์เกี่ยวกับไขมันทรานส์

คำถามต่างๆ เกิดขึ้น และเริ่มวิตกกังวลต่อสุขภาพของตัวเอง “ไขมันทรานส์” คืออะไร อยู่ในอาหารประเภทใด? ป้องกันอย่างไร? มาหาคำตอบกับ พญ.สร้อยเพชร วีระไวทยะ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลกรุงเทพ

รู้จักไขมันทรานส์ พญ.สร้อยเพชร อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักไขมันก่อน ซึ่งไขมันมี 2 ชนิด คือ

1.ไขมันไม่อิ่มตัว เป็นไขมันดี พบในปลา อโวคาโด ลูกมะกอก ถั่ว น้ำมันพืช

2.ไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี พบในเนื้อสัตว์ ครีม ชีส มะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนยโกโก้

“ส่วนไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันอีกชนิดที่พบได้ในอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำ แบ่งได้ 2 ชนิด คือ ไขมันทรานส์ธรรมชาติกับไขมันทรานส์สังเคราะห์ ที่ได้จากการนำไขมันอิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันตัวร้าย นำไปผ่านกระบวนการความร้อนและเติมไฮโดรเจนบางส่วน กลายเป็นไขมันทรานส์ชนิด Partially Hydrogenated Oil แล้วนำไปประกอบอาหาร”

ทำไมต้องสร้างไขมันทรานส์? พญ.สร้อยเพชร ชี้ว่าเพราะไขมันอิ่มตัว มีราคาแพง และเมื่อนำไปประกอบอาหาร ไม่อร่อย เก็บอาหารไว้ได้ไม่นาน มีกลิ่นหืน เมื่อนำไปแปรสภาพเป็นไขมันทรานส์ รสชาติจะดีขึ้น ราคาจะถูกลง ช่วยลดต้นทุน และยังเก็บไว้ได้นาน หากนำไปทอดจะทำให้กรอบ

อันตรายอย่างไร? พญ.สร้อยเพชร อธิบายเพิ่มเติมว่า ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เป็นไขมันไม่ดี ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน

“ช่วงแรกมีความเชื่อว่าเมื่อนำไขมันอิ่มตัวไปสังเคราะห์หรือแปรสภาพ จะทำให้ไม่เกิดการป่วยเป็นโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง เพราะมีการทำวิจัยและสังเกตเห็นว่า การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์มากๆ จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญไขมันคอเลสเตอรอล ส่งผลให้ระดับไขมัน LDL ในเลือดเพิ่มขึ้น และไขมัน HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ”

พญ.สร้อยเพชร บอกว่า ทันทีที่สหรัฐอเมริกาทราบอย่างนั้น ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US Food and Drug Administration) ได้ออกประกาศเตือนว่า ไขมันทรานส์เป็นไขมันที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และมีการกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากผลิตภัณฑ์ และกำหนดให้เลิกใช้เด็ดขาด แต่ให้เวลาปรับตัวเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในต้นปี 2562

“ส่วนประเทศที่ยกเลิกใช้ไขมันทรานส์ประเทศแรกคือ เดนมาร์ก ซึ่งมีการระบุว่าทำให้คนป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 70% ขณะที่ไทย ให้เวลาในการกำจัดไขมันทรานส์เด็ดขาดภายใน 180 วัน คือมาทีหลัง แต่เรากระโดดไปที่ปลายยอดเลย เราใช้เวลาเร็วกว่า”

เพราะฉะนั้นไขมันทรานส์อยู่ในอาหารอะไรบ้าง? พญ.สร้อยเพชร กล่าวว่า อุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ด นิยมใช้ไขมันทรานส์ไปประกอบอาหาร อย่างทอดไก่ ทอดมันฝรั่ง แฮมเบอร์เกอร์ เป็นส่วนประกอบขนมถุง ใช้ในอุตสาหกรรมขนมอบ ทำเค้กกล้วยหอม รวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาวและมาร์การีนอย่างขนมปังเนยสด พาย พัฟฟ์ไส้ต่างๆ คุกกี้ เค้ก ครัวซองต์ โดนัท มัฟฟิน

“นอกจากนี้ ยังอยู่ในของทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำๆ ในการทอด ปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน ใน 1 วัน ร่างกายควรรับต่ำกว่า 1% ของพลังงานที่กินเข้าไปทั้งวัน ซึ่งจะประมาณ 2 กรัม ในขณะที่กฎหมายกำหนดไว้ถ้าใช้ในการประกอบอาหาร ต้องต่ำกว่า 0.5 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค”

อย่างไรก็ตาม พญ.สร้อยเพชร อธิบายเพิ่มเติมว่า ไขมันทรานส์ เป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย พันธุกรรม น้ำหนักที่มากเกิน ไขมันอิ่มตัวอื่นๆ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเพศก็มีส่วนในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เพศชาย จะมีโอกาสป่วยสูงกว่าเพศหญิงและคนสูงอายุ มีโอกาสสูงกว่าคนหนุ่มสาว

วิธีป้องกันให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน ออกกำลังกายตามอายุ และอาการป่วย สม่ำเสมอ ควบคุมอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด ควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ การรักษา พญ.สร้อยเพชร ออกตัวว่า ไม่ใช่หมอด้านหัวใจโดยตรง

“แต่เท่าที่เห็นทั่วไปคือ หากเกิดป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ในกรณีที่ตีบตัน จะมีการรักษาด้วยการใส่บอลลูนเข้าไปขยายหลอดเลือด หากหลอดเลือดตันมาก จะมีการผ่าตัด”

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เคยให้ข้อมูลไว้ว่า สถิติประชากรทั่วโลกเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือโรคหัวใจวาย เฉลี่ยเท่ากับอัตราเครื่องบินตกวันละ 100 ลำ

สำหรับการป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยนั้น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2557 ระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยเสียชีวิตด้วย โรคหัวใจเพิ่มขึ้นกว่า 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลนั้น จากข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 7,000 ล้านบาท/ปี

ขณะที่รายงานสถิติสาธารณสุข สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2548-2559 ระบุว่า คนไทยมีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น รูมาติก หัวใจขาดเลือด โรคหัวใจอื่นๆ จาก 28.2 คนต่ออัตราการตาย 1 แสนคน ในปี 2548 มาเป็น 32 คน ในปี 2559

6 ขั้นตอนกำจัดไขมันทรานส์ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ระบุว่า ไขมันทรานส์เป็นสารพิษ และไม่มีเหตุผลใดที่ผู้คนทั่วโลกต้องสัมผัส การช่วยชีวิตผู้คนให้รอดพ้นจากการถูกฆ่าโดยไม่จำเป็นการกำจัดออกจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เพื่อปกป้องสุขภาพและช่วยชีวิตมวลมนุษยชาติจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) จะช่วยลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อลง 1 ใน 3 ในปี 2573 หรือในอีก 12 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ปีละกว่า 5 แสนคน/ปี

ทั้งนี้ ได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อการนำไปสู่การกำจัดกรดไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทั่วโลก 6 แนวทาง และเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ หันมาใช้ไขมันประเภทอื่นๆ ที่มีความปลอดภัยแทน ประกอบด้วย1. ตรวจสอบแหล่งอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไขมันทรานส์ในการผลิตอาหาร เพื่อจะได้กำหนดนโยบายอย่างถูกต้องกับพื้นที่2. ส่งเสริมการใช้ไขมันและน้ำมัน ที่ดีต่อสุขภาพในการผลิตอาหารแทน3. ออกกฎหมายหรือบังใช้ใช้กฎหมายบังคับให้กำจัดไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมการผลิต4. ทำการประเมินและตรวจสอบไขมันทรานส์ในอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน5. สร้างความตระหนักถึงผลเสียต่อสุขภาพในกลุ่มผู้ผลิตอาหาร ตัวแทนจำหน่าย และประชาชน6. บังคับให้ปฏิบัติตามนโยบายและกฎระเบียบของทางการ

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศที่มีรายได้สูงหลายแห่ง ได้มีกฎหมายกำหนดและจำกัดปริมาณการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและส่วนผสมในอาหาร ด้วยการห้ามเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช

ทั้งนี้ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่ประกาศต่อต้านการเติมไฮโดรเจนลงในน้ำมันพืช และห้ามจำหน่ายอาหารทุกชนิดที่ใช้ไขมันทรานส์ในหลายระดับ อาทิ ห้ามเกิน 2 กรัมของไขมันหรือน้ำมันทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2546 ทำให้อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ลดลงอย่างมาก และจำนวนประชาชนที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งไม่ได้มีมาตรการดังกล่าวและกลายเป็นผู้บุกเบิกให้กับรัฐบาลยุโรปอื่นๆ ที่ต้องการจะปกป้องสุขภาพของประชาชนจากโรคหัวใจ

ต่อมา เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาได้มีประกาศให้ร้านอาหารต่างๆ ลดการใช้ไขมันทรานส์มาร่วมทศวรรษ ซึ่งการห้ามหรือแบนไขมันทรานส์ในนิวยอร์ก ช่วยลดจำนวนคนป่วยจากโรคหัวใจวาย โดยที่รสชาติของอาหารและราคาอาหารไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สามารถช่วยชีวิตคนได้นับล้านชีวิต

องค์การอนามัยโลก ย้ำว่า ประเทศที่มีรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลาง จำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนในประเทศได้รับการดูแลและได้รับประโยชน์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

การปรับตัวและตั้งรับของอุตสาหกรรมและธุรกิจ

หลายคนบอกว่ากฎหมายไขมันทรานส์ฉบับนี้ จะทำให้วงการอาหารระส่ำ ฟาสต์ฟู้ดสะเทือน การประกาศกำจัดไขมันทรานส์ที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนออกจากห่วงโซ่การผลิตอาหาร ยังสั่นสะเทือนวงการอาหารทั้งระบบ เพราะหมายความว่า โรงงาน โรงแรม ร้านอาหาร ที่ประกอบธุรกิจอาหาร หากใช้ไขมันชนิดังกล่าว จะต้องใช้ส่วนประกอบที่เป็นไขมันชนิดอื่นแทน

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกอาหารทุกประเภทของไทย 1 ล้านล้านบาท เป็นอาหารสำเร็จรูป 2 แสนล้านบาท ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดส่งออก โดยตลาดสหรัฐอเมริกา และตลาดยุโรป มีการเลิกใช้ไขมันทรานส์มา 3-4 ปีแล้ว

ทางผู้ผลิตอาหารได้ปรับตัวไปก่อนหน้านั้นด้วยการเลิกใช้ไขมันทรานส์แบบที่เติมไฮโดรเจนบางส่วน มาใช้ไขมันที่เติมไฮโดรเจนโดยสมบูรณ์เพื่อให้สามารถส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นได้ และเพื่อให้สามารถส่งออกในตลาดที่กว้างขึ้น จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ด้วยการระบุส่วนผสมในฉลาก

กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบคือผู้ประกอบอาหารรายเล็กๆ ที่อยู่ตามมุมต่างๆ ของประเทศ โดยมีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในประเทศเป็นหลัก ที่ไม่ได้มีความรู้ด้านผลเสียของน้ำมันประเภทต่างๆ แต่สูตรอาหารถูกส่งมาจากรุ่นสู่รุ่น และใช้น้ำมันเก่าทอดแล้วทอดอีก

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ 411,000-415,000 ล้านบาท ขยายตัว 4-5% จากปี 2560 ด้วยมูลค่าที่สูงกว่า 4 แสนล้านบาท ดึงดูดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหม่เข้าสู่ตลาดธุรกิจร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2560 มีจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวม 12,630 ราย เพิ่มขึ้น 9% จาก ณ สิ้นปี 2559

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเดิมในตลาดยังขยายการลงทุนทั้งในรูปแบบการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารขึ้นมาใหม่เอง รวมถึงการซื้อแฟรนไชส์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร้านอาหารในไทย มีบางส่วนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีหลายบริษัทที่มีการผลิต นำเข้า วัตถุดิบ จำหน่ายเบเกอรี่ ขนมอบกรอบ ฟาสต์ฟู้ด และอยู่ภายใต้การบริหารของโรงแรม ต่างก็ถูกสังคมจับจ้องว่าใช้ไขมันทรานส์ เนยหรือมาร์การีน ที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจนบางส่วนหรือไม่

ทางฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ได้ทำการสำรวจพบว่ามี บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ (PB) มรี ายไดห้ ลกั จากขายเบเกอรี่ 90% ของยอดขาย บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (SNP) มีรายได้จากเบเกอรี่ 42%

บริษัท อาฟเตอร์ ยู (AU) คาดว่า สินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบคือ ไอศกรีมบางรสชาติ ที่ผสมครีมเทียม

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) อาหารที่กระทบคือ Mister Donut มีส่วนผสมไขมันทรานส์ ขณะที่ KFC และ Auntie Anne’s ยืนยันว่าอาหารปราศจากไขมันทรานส์

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ร้านอาหารและขนมที่คาดกระทบ ได้แก่ Dairy Queen Swensen’s, Pizza Company และ Breadtalk

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ได้สอบถามไปยัง CENTEL MINT และ AU ได้รับคำตอบว่า การห้ามใช้ไขมันทรานส์น่าจะกระทบกำไรเล็กน้อย และแต่ละรายมีแนวทางในการปรับสูตรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากต้นทุนสูงขึ้นก็จะมีการปรับกลยุทธ์ โดยการขึ้นราคาขาย หรือคงราคาเดิม แต่ลดขนาดและปริมาณลง

อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบธุรกิจฟาสต์ฟู้ดและร้านอาหาร ต่างออกมายืนยันว่า ไม่ได้ใช้ไขมันทรานส์ในการประกอบและผลิตอาหาร หนึ่งในเหตุผลเพราะเป็นข้ามชาติที่มีการทำธุรกิจในสหรัฐอเมริกาหรือส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกา จึงได้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสหรัฐอเมริกามานานแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น เคเอฟซีประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ร้านพิซซ่าฮัท ประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท พีเอช แคปปิตอล แมคโดนัลด์ บริษัท เอส แอนด์ พี ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ทุกรายการไม่มีส่วนประกอบไขมันทรานส์ รวมถึงบริษัท เดลี่ฟู้ดส์ ผู้จำหน่ายนมข้นหวานต่างยืนยันผลิตภัณฑ์ไม่ได้ใช้ไขมันทรานส์

ขณะที่ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ตัวแทนผู้บริโภคระบุว่าในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิได้แถลงผลทดสอบไขมันทรานส์ในโดนัทรสช็อกโกแลต จำนวน 13 ยี่ห้อ พบว่ามี 5 ยี่ห้อ ที่มีปริมาณไขมันทรานส์อยู่ในเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดมี 2 ยี่ห้อ ที่เกินมาตรฐาน ซึ่งได้รับจดหมายยืนยันว่าได้เปลี่ยนสูตรแล้ว

ทางด้าน ยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ระบุว่า ผู้ผลิตต้องเตรียมแผนรับมือและปรับปรุงการผลิตใหม่ ตามมาตรฐานเพื่อส่งผลดีต่อผู้บริโภคแสดงข้อมูลอาหารในฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งสารอาหาร คุณค่าอาหาร แหล่งผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ผลิตอาหารได้

ขณะเดียวกัน ควรมุ่งสู่การผลิตอาหารพร้อมรับประทาน อาหารเสริมสุขภาพ อาหารเชิงยา และอาหารที่เจาะกลุ่มลูกค้าในแต่ละวัยที่ต้องการสารอาหารแตกต่างกันผลิตอาหารใหม่ที่ใช้โปรตีนจากพืชแทน ทดแทนโปรตีนจากสัตว์

ทราบความร้ายกาจของไขมันทรานส์และค่ารักษาที่สูงลิ่ว รีบปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอาหารไขมัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก เพื่อหนีให้ห่างจากโรคหัวใจและหลอดเลือด หากโชคดีรักษาทัน แต่เงินเก็บที่สะสมมานั้น อาจหมดในวันรุ่งขึ้นอาจทำให้อนาคตที่วางไว้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

นับถอยหลัง ‘มิสยูนิเวิร์ส 2018’ ความงามส่งตรงถึงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560965

  • วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 17:20 น.

นับถอยหลัง ‘มิสยูนิเวิร์ส 2018’ ความงามส่งตรงถึงไทย

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ประกาศชัดเจนปีนี้การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส ประเทศไทยรับสิทธิจากองค์กร Miss Universe Organization ให้เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์จัดประกวด Miss Universe 2018 ในกรุงเทพฯ ในกลางเดือน ธ.ค.ปีนี้แน่นอน ธนวัฒน์ วันสม ประธานกรรมการบริหาร ทีดับเบิ้ลยู อินเวสท์เม้นท์ กรุ๊ป ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์จัดประกวด กล่าวในงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจัดขึ้นที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บอกชัดเจนว่านี่คือจุดเริ่มต้นการโรดโชว์ของขบวนประกวดความงามระดับโลก

การจัดแถลงข่าวการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 มีภาครัฐบาลสนับสนุนชัดเจน วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขึ้นเวทีแถลงพร้อมกับ พอลล่า แมร์รี่ ชูการ์ต ประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส จากบริษัท WME/IMG บินตรงจากนิวยอร์กมากับคนงาม เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส ปี 2560 และอีกสองนางงามจักรวาล อาภัสรา หงสกุล มิสยูนิเวิร์ส ปี 2508 นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส ปี 2548 นับเป็นโอกาสดีๆ ให้คนไทยได้ยลสามความงดงามบนเวทีเดียวกัน

ก่อนหน้านั้นข่าวการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สในเมืองไทย ลือกระหึ่มกันมาประมาณเดือนกว่าๆ แล้ว พอลล่า President, The Miss Universe Organization หรือ MUO กล่าวถึงการจัดประกวดนางงามจักรวาลในไทยครั้งล่าสุดเมื่อ 13 ปีที่แล้ว นับจากปี 2548 ความงดงามยิ่งใหญ่ก็กำลังจะกลับมาในเดือน ธ.ค.นี้

“เลข 13 เป็นลักกี้นัมเบอร์ของการเผยแพร่ความสวยงามของประเทศไทย ออกไปสู่สายตาชาวโลกที่จะกลับมาอีกในปีนี้” พอลล่าโปรยยาหอมในวันแถลงข่าวเอาใจคนไทยเบาๆ นำร่อง

ขอต้อนรับสาวงามทั่วโลก

หากถามว่าทำไมต้องเป็นประเทศไทย พอลล่า ก็ขอตอบสวยๆ อีกว่า แล้วทำไมจะไม่ใช่ประเทศไทย? ผลงานการจัดประกวดที่ประเทศไทยเมื่อปี 2548 ได้รับการสนับสนุนดีมากเป็นปีที่มีความทรงจำที่ดี และการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการส่งสารสู่ทั่วโลกให้เห็นถึงความสวยงามของประเทศไทย

สอดคล้องกับวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ยินดีที่กองประกวดมิสยูนิเวิร์สเห็นศักยภาพ เห็นวัฒนธรรม และเห็นความงดงามในแหล่งท่องเที่ยวในไทย ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมกองประกวดในช่วงเดือน ธ.ค. โดยมีกองทัพสาวงามจากทั่วโลกเดินทางมาเก็บตัวในไทยเป็นเวลา 1 เดือน

“รัฐบาลจะสนับสนุนเมืองท่องเที่ยวตามภูมิภาคและเมืองรองต่างๆ เพื่อนำเสนอเสน่ห์ของไทยให้ทั่วโลกได้เห็น รวมทั้งดูแลความปลอดภัย การจัดการระบบต่างๆ ให้ราบรื่น เรียบร้อย” วีระศักดิ์ ย้ำเรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องความปลอดภัย ที่จะประสานการทำงานร่วมกับเอกชนอย่างเต็มที่สำหรับงานช้างปลายปีนี้

เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ วีระศักดิ์ กล่าวย้ำว่า ช่วงที่สำคัญที่สุดคือสัปดาห์สุดท้ายมีการจัดประกวดรอบตัดสิน ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เชื่อว่าจะมีการใช้จ่ายสะพัด รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สถานะของประเทศไทย และความเข้าใจในมิตรไมตรีของประเทศไทยได้เผยแพร่ให้ทั่วโลกรับรู้มากขึ้น

นับเป็นเหตุผลที่ไม่แค่ “ไทยเงินถึง” จึงคว้าสิทธิเจ้าภาพจัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส Miss Universe 2018 ธนวัฒน์ วันสม ประธานกรรมการบริหารบริษัท ทีดับเบิ้ลยู อินเวสท์เม้นท์ กรุ๊ป ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์ในการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 กล่าวสนองตอบรับนโยบายรัฐบาลปีนี้เป็นปีวิถีท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมเมืองรอง กองทัพนางงามจากทั่วโลก จึงจะไปสัมผัสเมืองท่องเที่ยวไม่แค่ จ.ภูเก็ต หรือเชียงใหม่

“ในช่วงเดือน ต.ค. ผมจะจัดมีการแถลงข่าวใหญ่อีกครั้งแน่นอนครับ โดยครั้งหน้า นอกจาก เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส ปี 2560 ผมจะเชิญนางงาม ซึ่งเป็นผู้เข้าประกวดในปีนี้จากหลายๆ ประเทศ เดินทางมาไทยเพื่อให้แฟนๆ นางงามได้กระทบไหล่กันด้วยครับ”

ธนวัฒน์ กล่าวยืนยันให้ชัดเจน และเชื่อมั่นทีมงานที่เคยมีประสบการณ์จัดประกวดมิสยูนิเวิร์สในครั้งที่แล้ว คนทำงานนั้นคือ สมชาย ชีวสุทธานนท์ ในนาม “แม็ทชิ่ง สตูดิโอ” ซึ่งจัดผู้นำที่คร่ำหวอดวงการตลาดผู้ผลิตสื่อ และผู้ผลิตรายการบันเทิงครบวงจร กอปรกับยุคโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูงจะช่วยสร้างกระแสการประกวดให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

“การประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 จึงเป็นเวทีจะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ปีท่องเที่ยววิถีไทย นอกจากคณะสาวงามประเทศต่างๆ มีกลุ่มแฟนคลับ และนักข่าวจากทั่วโลกจะเดินทางมาปักหลัก ติดตามการประกวดตั้งแต่ช่วงเก็บตัวจนถึงรอบตัดสินประมาณ 6,000 คน ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีเลย ผมก็อยากให้คนไทยทุกคนเป็นเจ้าภาพต้อนรับกองทัพนางงาม และทีมงานจากทั่วโลกปลายปีนี้”

พ่อบุญทุ่มคนนี้คือใคร? จึงสามารถจัดหนักซื้อลิขสิทธิ์กว่า 400 กว่าล้านบาท มาจัดในไทยเป็นครั้งที่ 3 ได้ ธนวัฒน์ ชื่อเสียงเรียงนามผู้ถือลิขสิทธิ์ ดูโปรไฟล์แล้วไม่ธรรมดา เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท และประสบการณ์ก่อนหน้านั้นเคยร่วมงานกับสตาร์ทีวี ของฮ่องกง ดูแลสำนักงานในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ทั้งร่วมงานกับช่องดนตรี แชนแนลวี สิงคโปร์ มีโครงการต่างๆ ที่ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของโลกในอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน และบันเทิงนวัตกรรมและเทคโนโลยี

จัดว่าเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ปลายปีนี้จะได้พิสูจน์ฝีมือให้เห็นกันว่า เขาจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนใหม่ในวงการขาอ่อนเมืองไทยหรือไม่?

พวกเธอมีมากกว่าความสวย

คนสวยระดับจักรวาลบินตรงจากนิวยอร์ก เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส มิสยูนิเวิร์ส เริ่มกิจกรรมเข้าคารวะนายกรัฐมนตรี ก่อนร่วมแถลงการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ไทยเป็นอีกครั้งที่แฟนคลับนางงามได้ยลโฉม สัมผัสนิยามความงาม Confidently & Beautiful สาวงามที่พร้อมจะสื่อถึงพลังของผู้หญิงสามารถเป็นต้นแบบ และแรงบันดาลให้ผู้หญิงยุคใหม่ที่นับวันจะมีบทบาทมากขึ้นในสังคมโลก

เวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส หรือนางงามจักรวาล ถือเป็นเวทีประกวดนางงามระดับนานาชาติยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมีสาวงามกว่า 100 ประเทศ ส่งตัวแทนเข้าประกวดทุกปี และมีผู้ชมการถ่ายทอดสดมากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก

เดมีเดินทางมาโชว์โฉมคราวนี้ มีแฟนคลับให้การต้อนรับล้นหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สาวงามสวยที่สุดในโลกกล่าวว่า มาเมืองไทยเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ก่อนหน้านี้มาในฐานะนักท่องเที่ยวได้เที่ยวในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และกระบี่ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

สำหรับโอกาสพิเศษในครั้งนี้ คือ ได้ร่วมเวทีแถลงหลังกับรุ่นพี่มิสยูนิเวิร์สรุ่นก่อน ซึ่งพิธีกรได้ส่งคำถามบนเวทีว่า มิสยูนิเวิร์สในอดีต กับปัจจุบันมีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง?

“ฉันกับนาตาลีได้สวมมงกุฎมิกิโมโตะ ด้วยกันทั้งคู่ค่ะ ซึ่งสำหรับฉันนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่พิเศษมากๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ ฉันยังตื่นเต้นที่ปีนี้ฉันจะได้สละตำแหน่งและมอบมงกุฎให้กับมิสยูนิเวิร์สคนถัดไปที่ประเทศไทย สำหรับฉันคิดว่าเป้าหมายของมิสยูนิเวิร์สในอดีต และในปัจจุบันนั้นคงเหมือนเดิมค่ะ และมีแต่จะเติบโตเรื่อยๆ ฉันมีความสุขมากที่ได้มาเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ทั้งสองท่าน และได้ทำหน้าที่ผู้แทนประเทศของฉันอย่างเต็มที่

ตลอดจนเป็นตัวแทนให้กับองค์กรต่างๆ การได้มาเป็นมิสยูนิเวิร์ส ทำให้ฉันได้มีโอกาสพบกับผู้คนมากมายจากหลากหลายประเทศทั่วโลก และตอนนี้ฉันยังตื่นเต้นและมีความสุขมากที่ได้มาอยู่ที่ไทย และได้ประชาสัมพันธ์กรุงเทพฯ และประเทศไทยได้อย่างเต็มที่”

เดมีส่งเสียงหวานๆ กล่าวถึงภารกิจที่นำความโชคดีมากๆ ที่ได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในฐานะมิสยูนิเวิร์ส ทำให้ได้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย ได้มีโอกาสพูดกับผู้หญิง และวัยรุ่นทั่วโลกถึงสิ่งต่างๆ ที่หลงใหล

“ฉันได้ทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ เช่น Smile Train และทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเอชไอวี ตลอดจนถึงการประชาสัมพันธ์แคมเปญของฉันเองที่ชื่อ Unbreakable ด้วยค่ะ

แนวคิดของโครงการนี้เริ่มในแอฟริกาใต้ เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ฉันโดนจี้รถด้วยปืน โดยชายฉกรรจ์ 5 คน โชคดีที่ตอนนั้นฉันได้มีทักษะการรับมือกับเหตุการณ์ความรุนแรงกับผู้หญิง หลังจากที่ฉันได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส และฉันได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทำให้ฉันได้รู้ว่ามีผู้หญิงมากมายทั่วโลกที่ประสบปัญหา เจอเหตุการณ์เดียวกันกับฉันทุกๆ วัน ซึ่งเป็นความจริงที่น่าเศร้ามาก และนั่นเองที่ฉันทำให้ฉันคิดถึง Unbreakable ในแคมเปญนี้ ฉันได้ทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการสร้างความเชื่อมั่น และความรู้ให้กับผู้หญิง ในการรับมือและป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นค่ะ”

แฟนนางงามไทยฟังเสียงได้เห็นคนงามตัวเป็นๆ แล้วก็ยิ่งปลาบปลื้ม สวยและฉลาดเฉลียวสมตำแหน่งทุกประการ และเดือน ธ.ค.นี้ ก็ได้ลุ้นกันแล้ว สาวงามประเทศใดจะเป็นผู้คว้ามงกุฎที่มีมูลค่า 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ ไม่แค่เกาะติดจอทีวี แต่ความงามระดับโลกส่งตรงมาให้คนไทยได้ยลโฉม เกาะติดขอบเวทีระดับจักรวาล

‘แสงไฟกับสายตา’ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560846

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 17:20 น.

‘แสงไฟกับสายตา’ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

เรื่อง ผุสดี

ปัญหาสายตาเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องพบเจอต่อปี และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสถิติล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข พบเด็กสายตาสั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ส่งผลให้เด็กหลายคนต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้เพียงเพราะอุปสรรคด้านการมองเห็น

รู้หรือไม่ว่าการอยู่ภายใต้แสงไฟที่ไม่มีคุณภาพอาจส่งผลต่อสายตาได้ ซึ่งเมื่อรวมกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่อย่างการจ้องหน้าจอทั้งจากคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา เช่น อาการปวดตา และปวดศีรษะ เนื่องจากกล้ามเนื้อตาทำงานอย่างหนักนั่นเอง หากไม่รีบแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ จะกระทบการใช้ชีวิตหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ในวัยเรียนที่ต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้าน ถึงเวลาแล้วที่ทุกครอบครัวควรให้ความสำคัญสำหรับการเลือกซื้อหลอดไฟ เพราะการจัดแสงไฟในบ้านให้สว่างเพียงพอก็สำคัญไม่แพ้การแต่งบ้านให้น่าอยู่

ฟิลิปส์ ไลท์ติ้ง (Philips Lighting) บริษัทชั้นนำด้านไฟฟ้าและอุปกรณ์แสงสว่างให้ข้อมูลว่าคนทั่วไปมักเข้าใจว่าหลอดไฟยิ่งสว่างยิ่งดีและแสงสว่างที่เพียงพอคือ แสงสว่างที่มาก แต่แสงสว่างที่มากเกินไป หรือแสงจ้า (Glare) อาจกลายเป็นตัวการทำร้ายสายตาโดยไม่รู้ตัว ด้วยแสงส่องสว่างที่เข้าตามากเกินไป ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน ไม่สบายตา ทางที่ดีควรเลือกแสงสว่างที่เหมาะสมกับบ้าน เพื่อให้สมาชิกในบ้านไม่ต้องเพ่งดวงตาเพื่อมองสิ่งต่างๆ รอบตัว

หนึ่งในแสงไฟที่ไม่ควรมองข้ามคือ แสงไฟในห้องนอน อย่างที่รู้กันว่า การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก เพราะช่วงเวลานอนหลับนั้นร่างกายของเรามีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น การหลั่งโกรทฮอร์โมนที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการในเด็ก พร้อมทั้งช่วยกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น แสงไฟในห้องนอนก็มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับ หลอดไฟที่มีคุณภาพจึงควรปล่อยแสงความยาวคลื่นช่วงแสงสีฟ้าออกมาน้อย เพราะหากร่างกายได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไป จะยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนินที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับไปจนถึงการทำลายจอประสาทตา

ทางที่ดีควรเลือกใช้หลอดไฟแอลอีดี เพราะนอกจากอายุการใช้งานที่ยาวนาน ประหยัดไฟ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยถนอมสายตา ไม่สร้างแสงกะพริบ (Flicker) เนื่องจากการสั่นกะพริบของแสงจากหลอดแอลอีดีเป็นแสงกะพริบด้วยความถี่สูงมาก จนทำให้เรารู้สึกว่าไม่กะพริบ ถ้าสมองเรารับรู้ว่ามีแสงกะพริบจะทำให้ตาและสมองของเราต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องพยายามปรับตามแสงสว่างที่เปลี่ยนไป ยิ่งกว่านั้นในหลอดไฟที่ไม่ได้คุณภาพอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ในระยะยาว ก่อให้เกิดอาการตาล้า ปวดหัว หรือปวดไมเกรนอีกด้วย

หนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560839

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 16:20 น.

หนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์

เรื่อง วราภรณ์ , ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในโลกยุคดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ระบบการเงินก็มีการพัฒนาตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน เงินกระดาษหรือธนบัตรกำลังถูกแทนที่ด้วยเงินดิจิทัล ทำให้ 2 องค์กรใหญ่ ได้แก่ MOCA Bangkok หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย จับมือกับ ธนาคารธนชาต จัดทำหนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ ขุมปัญญาตำนานเงินกระดาษฉบับแรกแห่งสยาม สู่ธนบัตรยุคต้นรัตนโกสินทร์ ที่คณะจัดทำหนังสือเล่มพิเศษนี้เชื่อว่า เมื่อผู้สนใจได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เราจะรักประเทศไทยมากขึ้นหนังสือรวบรวมประวัติศาสตร์บอกเล่าตำนานธนบัตรไทย ที่ได้ผ่านการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง ผ่านอุปสรรคปัญหาเรื่องการผลิตนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะเป็น “ธนบัตรไทย” ที่ผลิตได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานาประเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื้อหาและรูปภาพธนบัตรในหนังสือ ล้วนถ่ายจากธนบัตรจริงของนักสะสมอันดับต้นๆ ของประเทศ คือ บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งเจ้าสัวบุญชัยเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้จะสามารถเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับธนบัตร รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ ที่เกือบครบถ้วนด้วยเนื้อหาและมีความถูกต้องอันดับต้นๆ ของประเทศไทยก็ว่าได้

ตัวอย่างธนบัตรไทย ในหนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘

เจตนารมณ์หนังสือ

บุญชัย กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการจัดทำหนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ ว่า ความตั้งใจในการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้มาจากความรักและหลงใหลในการสะสมธนบัตรมาหลายสิบปี ทำให้เขาเห็นว่าการเสาะแสวงหาธนบัตรเก่าแต่ละฉบับมาสะสมนั้น ต้องมีความเพียรพยายามในการค้นคว้าข้อมูล และตระเวนไปประมูลธนบัตรตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

กว่าจะเก็บสะสมมาเป็นคอลเลกชั่นที่มีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะเงินกระดาษ หรือธนบัตรในยุคแรกๆ ของไทย บางฉบับแทบจะหาไม่ได้ หรือบางฉบับอาจมีการสูญหายไปบ้างแล้ว ดังนั้นเขาจึงอยากจะบันทึกรวบรวมธนบัตรเก่าที่เขามีอยู่เกือบทุกฉบับ ทุกหมวด เลขหมาย โดยมีเจตนามุ่งมั่นให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า ทั้งนี้การสะสมธนบัตรไม่อยากเน้นเพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้ผู้สะสมธนบัตรเกิดความรู้ ความสนุกสนาน สะสมแบบนักโบราณคดี สืบค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นๆ ที่เกิดธนบัตรแต่ละแบบ มีเหตุการณ์ทางบ้านเมืองอย่างไรบ้าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ นับเป็นหนังสือที่มีคุณค่ามากทั้งการผลิตที่มีความพิถีพิถันในการจัดทำและออกแบบนำเสนอรูปภาพธนบัตรจากธนบัตรจริงอย่างครบถ้วน และที่สำคัญได้ทีมนักเขียนและคณะที่ปรึกษา ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธนบัตรได้ทุ่มเทและตั้งใจในการจัดทำเนื้อหาอย่างถูกต้อง ซึ่งใช้เวลารวบรวมค้นคว้าหาข้อมูลนานถึง 5 ปีกว่าหนังสือเล่มนี้จะแล้วเสร็จสิ้นสมบูรณ์

“ผมใช้เวลาในการสั่งสมธนบัตร บางใบผมใช้เวลารอนานมากกว่า 35 ปี ในการสะสมธนบัตร อย่างภาพธนบัตรหน้าปกหนังสือเล่มนี้ก็มีความสำคัญ เพราะธนบัตรใบนี้สร้างความตื่นเต้นให้นักสะสมไทยมาก

ผมจำได้ว่ายุคนั้นต้องบินไปประมูลถึงสิงคโปร์ นักสะสมทั้งหมดเตรียมเงินไปบ้าง แต่พอไปเจอคนที่มีใบสั่งว่า ต้องประมูลให้ได้ ซึ่งได้ในราคาประมูลที่แพงมาก เรานักสะสมคนไทยสู้ไม่ไหว เราก็ประมวลดูว่าแต่ละคนเตรียมเงินกันไปคนละเท่าไหร่ ซึ่งในการประมูลครั้งนี้มีเลขสวยๆ หลายใบ บางคนประมูลได้ธนบัตรใบละ 20 บาท 1 บาท แต่ใบนี้นักสะสมคนอื่นประมูลได้ไปเพราะราคาพุ่งไปที่ 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ พวกเราเลยหยุด เพราะไม่อยากทำตัวให้ฝรั่งหัวเราะ

ผมคิดว่าธนบัตรเหล่านี้เป็นสมบัติผลัดกันชม ปล่อยให้เขาไปก่อน เดี๋ยวรอวันหลัง หลังจากนั้นผมต้องรอนานอีกเป็น 10 ปี กว่าธนบัตรราคานี้จะออกมาประมูลอีกครั้ง ผมจึงประมูลไม่เลิก ผมจึงได้มา เรียกว่าเราต้องสู้กว่าที่จะได้ธนบัตรมา”

บุญชัย เปิดเผยว่า ธนบัตรใบหน้าปกนี้มีมูลค่าตอนประมูลราว 3 ล้านบาท แต่ตอนนี้ราคาน่าจะขยับไปที่ 10 ล้านบาทแล้ว

หนังสือทรงคุณค่า

หนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ เป็นหนังสือปกแข็ง หน้าปกปั๊มทองเค มีจำนวน 408 หน้า รายละเอียดเนื้อหาของหนังสือบอกเล่าเรื่องราว ก่อนจะมีธนบัตรที่ใช้กันอย่างเช่นทุกวันนี้ หากย้อนประวัติศาสตร์การเงินการคลังจะพบว่า คนไทยรู้จักเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนในการค้าขายในชีวิตประจำวันต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่สมัยอาณาจักรฟูนาน อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรลพบุรี เรื่องมาจนถึงสมัยกรุงสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงยุคปัจจุบัน เงินในยุคก่อนรูปร่างหน้าตาจะแตกต่างไปตามภูมิภาคของท้องถิ่นนั้นๆ ส่วนเงินยอดนิยมที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดและถือเป็นเงินตราของไทยอย่างแท้จริงคือ “เงินพดด้วง”

จากกระทั่งมาถึงแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 4 นับเป็นช่วงเวลาที่แผ่นดินสยามมีการค้าขายเฟื่องฟูมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติมากขึ้น จนถึงเงินพดด้วงที่เคยผลิตด้วยมือ และใช้ในประเทศเริ่มไม่พอต่อการใช้จ่าย ปี 2403 คือบันทึกประวัติศาสตร์หน้าสุดท้ายของเงิดพดด้วงเมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “โรงกษาปณ์สิทธิการ” นับเป็นโรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทย ที่สร้างขึ้นที่หน้าพระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง โรงกษาปณ์แห่งนี้มีหน้าที่ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นใช้แทนเงินพดด้วงที่เคยใช้มาอย่างยาวนาน

การค้าขายกับชาวต่างชาติยังคงเจริญรุดหน้าจนถึง พ.ศ. 2398 สยามได้ทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีค้าขายกับอังกฤษและนานาประเทศมากยิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบเงินตราจากที่ใช้เหรียญกษาปณ์ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น จึงเป็นการเริ่มต้นใช้ “เงินกระดาษ” เข้ามาใช้ในระบบเงินตราร่วมกับเงินต่างชนิดอื่นๆ และเป็นที่มาของตำนานธนบัตรไทย ซึ่งผ่านการปรับเปลี่ยนหลายครั้งนับไม่ถ้วน จนกลายเป็น “ธนบัตรไทย” ที่ผลิตได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานาประเทศที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ จัดเป็นหนังสือเพื่อให้การเผยแพร่องค์ความรู้ตั้งแต่เริ่มมีการใช้เงินกระดาษขึ้นในแผ่นดินสยาม นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เนื้อหาสาระของหนังสือครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับธนบัตรไทย โดยปรากฏภาพธนบัตรทุกแบบ ทุกรุ่น ทุกราคา ทุกลายเซ็น อันเป็นธนบัตรในคอลเลกชั่นสะสมส่วนตัวของบุญชัยที่มีอยู่จริงทุกใบ เพื่อเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ด้านการเงินการคลังของประเทศ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าด้านการสะสมธนบัตรไทย ให้แก่นักสะสมธนบัตรรุ่นหลังๆ สืบไป

“ผมสะสมธนบัตรตั้งแต่ยุคแรกๆ ทุกราคา ทุกลายเซ็น พอคิดจะจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ผมจึงไปขอความรู้จากพี่ๆ รุ่นเก่าๆ รุ่นพี่ รุ่นอา ที่แต่ละคนมีเสียชีวิตไปบ้าง สุดท้ายได้คุณสุเทพเป็นคนให้ความรู้ เราขอข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ขอลิขสิทธิ์เพราะอยากให้การจัดทำหนังสือมีความถูกต้อง เล่มนี้เราเล่าประวัติความเป็นมาว่า ขณะที่ประเทศไทยเราในยุครัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงพยายามนำพาประเทศให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติ ยุคนั้นเราจึงมีแบงก์อินโดจีน มีแบงก์อังกฤษมาใช้ ซึ่งล้วนเป็น 2 ประเทศมหาอำนาจที่แย้งเซาท์อีสเอเชียกันในยุคนั้น อีกทั้งธนบัตรยังสะท้อนพระปรีชาของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ที่ทำให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร มีเนื้อหาบอกเล่าในเล่มนี้ทั้งหมด” บุญชัย กล่าว

บุญชัย เบจรงคกุล , สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ

เงินยุคกระดาษสู่ยุคเงินดิจิทัล

สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวถึงมุมมองต่อเรื่องยุคเงินกระดาษ สู่ยุคเงินดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ สังคมต้องปรับตัวอย่างไร สมเจตน์ให้ข้อคิดว่า ในยุคไม่มีธนบัตรเราปฏิเสธไม่ได้ โลกก้าวมาใช้เงินเพื่อความสะดวกสบาย แต่ไม่มีนัยหรือความหมายในเชิงประวัติศาสตร์และคุณค่า เพราะเงินที่เกิดแต่ละยุคสมัยมีที่มาที่ไป แม้ไม่ได้เกี่ยวพันกันโดยตรง ในโลกยุคธนบัตรจริงๆ ในเชิงเศรษฐกิจ ในเชิงคุณค่าธนบัตรยังทรงคุณค่า เรื่องราวในประวัติศาสตร์ บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดในอดีต เพราะธนบัตรแต่ละใบเกิดมาแตกต่าง

ด้านบุญชัย กล่าวว่า ในฐานะนักสะสมตัวยง เขาวาดฝันในการเตรียมตัวอย่างไรในยุคที่สังคมไทยจะก้าวสู่เงินดิจิทัล เจ้าสัวบุญชัย กล่าวว่า ตอนนี้เขานำธนบัตรที่เก็บสะสมไว้และมีเกินมาแบ่งปันในแวดวงเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมชื่นชมได้

“ผมอยากเท้าความไปถึงแสตมป์ แม้ยุคนี้เราส่งจดหมายกันน้อยลง แต่แสตมป์ที่มีใช้กันตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ก็ยังมีมูลค่าสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะแสตมป์ที่ติดอยู่บนซอง ผมเคยเห็นแสตมป์ติดบนซองในสมัยรัชกาลที่ 5 ส่งไปสถานทูตอังกฤษ และเขาก็เอาแสตมป์อังกฤษติดบนซอง เมื่อจดหมายซองนั้นได้ออกจากประเทศไทยสู่อังกฤษ รู้ไหมแสตมป์เหล่านั้นมีมูลค่า 3-4 ล้านบาททีเดียว

ต่อไปนี้ธนบัตรจะไม่ใช่ของสะสม แต่กลายเป็นประวัติศาสตร์ แต่มีคนอีกจำนวนมากยังพอจะนำมาเล่นเพื่อเป็นเครื่องผ่อนคลาย ได้ศึกษาประวัติก็ได้ความรู้ เพราะธนบัตรของไทยมีทั้งที่พิมพ์ที่อังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกาและพิมพ์ที่ไทย จึงทำให้มีความหลากหลายในแง่การเก็บสะสม

ตอนนี้ผมกำลังทำเว็บไซต์เพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนความรู้กัน ซึ่งในเล่มมีหนังสืออยู่ 2 หน้า คือ หน้าที่ 91 และหน้าที่ 108 ผมไม่มีธนบัตรจริง ผมหามา 50 ปีแล้วก็หาไม่เจอ เผื่อคอลเลกชั่นไปอยู่ที่เยอรมันก็ได้ เพราะต่างชาติ เช่น แคนาดา นอร์เวย์ ก็นิยมสะสมธนบัตรไทย พวกเขาอาจเก็บสะสมไว้ แต่เราไม่เคยมีหลักฐาน ใครมีหรือเคยเห็นแบงก์ 20 ที่หายไปก็อาจนำมาอวดกันก็ได้”

หากใครสนใจสั่งซื้อหนังสือธนบัตรไทย 2 เล่ม หรือการสั่งซื้อเป็นชุด ได้แก่ หนังสือธนบัตร ร.๙-๗๐ ปี ใต้ร่มพระบารมี และหนังสือธนบัตรไทย รัชกาลที่ ๔-รัชกาลที่ ๘ จะได้รับกล่องใส่หนังสืออะครีลิก มูลค่า 500 บาท ฟรี (จำนวนจำกัด) ทั้งนี้ประชาชนผู้สนใจสามารถสั่งซื้อชุดหนังสือธนบัตรไทยฯ ได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา หรือร้าน MOCA Shop พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย

พลัง ของความเครียด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560691

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 09:24 น.

พลัง ของความเครียด!

โดย บีเซลบับ ภาพ เอพี

ขึ้นชื่อว่าความเครียดหรือความวิตกกังวล หลายคนแค่ได้ยินก็อาจจะเบ้หน้าแล้ว แต่อย่าเพิ่งมองข้ามหรือหลีกเลี่ยงไปเสียทีเดียว เพราะรู้ไหมว่าความเครียดอีกความวิตกกังวล ในบางครั้งก็สร้างพลังได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงความเครียดและความวิตกกังวลในระดับที่มีประสิทธิผลต่อการทำงาน รับรองว่าเมื่ออ่านจบแล้วจะไม่ยอม “พลาด” ความเครียดกันล่ะทีนี้!

มีงานวิจัยที่ระบุว่า ความเครียดและความวิตกกังวลในระดับที่เหมาะสม มีความสามารถส่งต่อพลังในการทำงาน และส่งผลดีต่อชีวิต จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ คงต้องเจาะลึกให้ถึงแก่นของความเครียด อันว่าธรรมชาติของความเครียดนั้น จะพุ่งสูงในยามที่เราต้องรับมือกับอันตราย ความวิตกกังวลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเอาตัวรอดของมนุษย์

ความเครียดในที่ทำงาน

1.ในระยะเริ่มต้น เมื่อความกระวนกระวายหรือความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น สมรรถภาพในการทำงานของร่างกายก็จะสูงขึ้นด้วย แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง ความกระวนกระวายจะพอกพูนจนเกินพิกัด และเริ่มทำให้ประสิทธิภาพการทำงานชะงักงัน เป้าหมายของคนทำงานทุกคน จึงอยู่ที่การค้นหาระดับของความกระวนกระวายที่จะสร้างประสิทธิผลโดยตรงของคุณ

2.เมื่อความวิตกกังวลเปลี่ยนความหวาดกลัวในใจเป็นการคาดการณ์อันแม่นยำ พลังของความวิตกกังวลนั้น จะช่วยให้คุณปฎิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและสร้างสรรค์ รวมทั้งในหลายตัวอย่างของงานวิจัยยังพบว่า หลายคนได้ค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในการรับมือกับปัญหาหรือความท้าทายที่เผชิญอยู่ด้วย

3.ความวิตกกังวล “บางอย่าง” ที่มีระดับรุนแรง สำหรับบางคนจะช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นและหลั่งอะดรีนาลินที่จำเป็นต่อการรวบรวมสมาธิ เกิดเป็นความมุ่งมั่นในการทำงานปฏิบัติงานในระดับที่สูงขึ้นไป หลายคนทำงานเสร็จทันเส้นตายในช่วงวิกฤต รับมือกับสถานการณ์ร้ายแรงได้อย่างดีมาก บางคนนำเสนองานด้วยความตื่นเต้นเร้าใจและสร้างความประทับใจสูงสุด

4.ความวิตกกังวลและความเครียดอย่างเหมาะสม ได้มาด้วยการสังเกตและประเมินตนเองว่า มีปริมาณความเครียดในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ กลุ่มคนวิตกจริตจะหวาดกลัวมากกว่าที่ควรจะเป็น ใช้เวลากับความกังวลและความคิดที่ไม่สร้างสรรค์นานเกินไป ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ด้วยตัวเอง ปฏิบัติงานได้ผลล่าช้า

5.ประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา ข้อวินิจฉัยเรื่องความเครียดและระดับที่เหมาะสม อาจประเมินจากการรับมือกับปัญหา โดยสังเกตจากการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เราอาจประเมินด้วยตัวเองหรือให้ทีมงาน หรือแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาร่วมประเมินก็ได้

6.ปัจจัยหลักที่กระตุ้นความเครียดในที่ทำงาน อันดับแรกคือการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ในหลายคนมันกลายเป็นบ่อเกิดของวงจรความเครียดในแง่ลบ อันดับสองคือสภาพแวดล้อมในการทำงาน อันดับสามคือการตอบสนองของแต่ละบุคคล ขอให้สังเกตปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ที่สร้างความเครียด

งานวิจัยระบุถึงความเครียดในแง่ลบ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความวิตกกังวลที่เป็นพิษ (ต่อการทำงานโดยรวม) เช่น สภาวะสูญสิ้นเรี่ยวแรงในการทำงาน ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน การยอมรับนับถือตนเองในระดับต่ำ ความหวาดกลัวต่อความล้มเหลว การขาดสัมพันธ์กับทีมหรือหมู่คณะ การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่สามารถยอมรับนับถือผู้อื่นได้

7.อย่าลืมเช็กลิสต์สุขภาพของตัวเองในภาวะเครียดด้วย โดยความเครียดและความกดดันนั้น ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ หลายคนมีอาการหลงลืม จิตใจว้าวุ่น (ในรายงานยังหมายเหตุไว้ด้วยคำว่า “ว่างเปล่าไร้สีสัน”) การกัดฟันกัดเล็บหรือพฤติกรรมร้อนรนอื่นๆ ในบางคนมีอาการฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย เหงื่อออกตามร่างกาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หวาดกลัว ซึมเศร้า ใจสั่นและกระสับกระส่าย เป็นต้น

8.ระดับของความเครียดมีตั้งแต่การตอบสนองต่อสถานการณ์คับขันอย่างถูกต้อง ไปจนถึงความวิตกกังวลกับทุกเรื่องในชีวิตแบบเกินขนาด ลองพิจารณาตัวเองว่า ระดับความเครียดในที่ทำงานได้ช่วยกระตุ้นให้คุณเกิดความกระตือรือร้นและความตื่นเต้นที่ดีหรือไม่ หรือกระตุ้นให้คุณเกิดความเครียดที่บั่นทอนสมรรถภาพการทำงาน (กันแน่)

จากนั้นจึงสร้างดุลยภาพในการปฏิบัติงาน(อันเคร่งเครียด) ที่เหมาะสม ถ้าทำไม่ได้หรือยอมรับกับความรุนแรงของปัญหาไม่ได้ ทางแก้มีตั้งแต่การพูดคุย การปรับทัศนคติ หรือการแสวงหาความช่วยเหลือจากมืออาชีพ

สุดรักสุดหวง ของแม่ทั้งสวยและเก่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560690

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 09:14 น.

สุดรักสุดหวง ของแม่ทั้งสวยและเก่ง

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ชีวิตคนเราไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจน ฉลาดมาก ฉลาดน้อย ย่อมมีสิ่งที่ตัวเองรักและหวงแหนกันทุกคน และเมื่อมีแล้วก็จะพยายามดูแลรักษาสิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถและสติปัญญาของตัวเอง

วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. แม้จะผ่านไปแล้ว แต่กลิ่นอายวันแม่ก็ยังอยู่ในใจลูกทั้งหลาย วันนี้จะพาไปรู้จักของรักของหวงของคุณแม่ยุคใหม่ที่ทั้งสวยและเก่ง

ลูกคือทุกสิ่งของชีวิต

เอิร์น-จิรวรรณ ชัยรุ่งเรือง อดีตนักร้องค่ายอาร์เอส คุณแม่ลูกสองที่ยังสวยและเก่งเสมอ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี โดยนั่งตำแหน่งรองผู้จัดการโรงเรียน เปิดเผยว่า ของรักของหวงที่สุดในชีวิตคือรูปของลูกทั้งสองคนที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ไอแพด อินสตาแกรม ทัมบ์ไดรฟ์ และในอัลบั้มรูป

“ในอุปกรณ์ไอทีก็จะมีทั้งรูปและคลิปในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ทั้งหน้าตา  พัฒนาการ และสถานที่ ซึ่งรูปมีจำนวนมากและคงนับไม่ไหว เพราะถ่ายตั้งแต่ตั้งครรภ์ ไปหาหมอเรื่อยมา จนกระทั่งคลอด ปัจจุบันก็ยังไม่หยุดที่จะเก็บภาพลูกไว้ ไม่ว่าจะพาลูกที่ไปไหนก็ตาม เช่น ไปงานอีเวนต์ ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมครอบครัว เช่น วันเกิดของเขา วันเกิดคุณพ่อคุณแม่ วันเกิดคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า เป็นต้น ก็จะถ่ายไว้ตลอด

เอิร์นอยากให้ลูกได้มีความทรงจำที่ดีผ่านรูปและคลิป เวลาโตขึ้นจะได้ดูและรู้ว่าครั้งหนึ่งพ่อแม่ได้ทำอะไรให้เขาบ้าง เช่น ได้พาเขาไปสถานที่ต่างๆ หรือภาพบุคคลในภาพ เช่น ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง เพื่อนของเขาที่เราถ่ายก็จะเก็บเป็นเรื่องราวไว้ให้เขา เพื่อวันหนึ่งเขาอยากดูก็จะมาเปิดดู

ตอนแรกๆ เอิร์นจะถ่ายลงไอจี ทุกครั้งที่ลงจะแฮชแท็กชื่อลูกตลอด เพื่อวันหนึ่งเขาโตขึ้นและมีไอจีของตัวเองก็สามารถเข้าไปดูรูปที่แฮชแท็กชื่อเขา ซึ่งก็จะมีรูปตั้งแต่ตอนแรกเกิดจนกระทั่งปัจจุบัน”

คุณแม่ลูกสองเล่าต่อว่า แม้จะเก็บรูปในไอจีส่วนตัวแล้ว ในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ไอแพด ทัมบ์ไดรฟ์ ก็เก็บไว้เช่นกัน เพื่อความหลากหลายและสะดวกในการหยิบมาดู เช่น ถ้ากำลังใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดอยากดูก็เปิดรูปหรือคลิปได้เลย หรือในระหว่างเดินทาง ท่องเที่ยวก็เปิดดูในโทรศัพท์และอินสตาแกรม เรียกว่าไม่ว่าจะหยิบอุปกรณ์ไอทีอะไรก็สามารถดูได้เลย ทุกครั้งที่เปิดก็มีแต่ความสุขและทำให้มีพลังในการทำงาน

“อย่างไรก็ตามเวลาดูรูปผ่านดิจิทัลก็จะให้ความอารมณ์รู้สึกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นกระดาษก็จะให้อารมณ์ความรู้สึกอีกแบบ เอิร์นมีความรู้สึกว่ารูปถ่ายถ้าอัดออกมา พอนานไปก็จะกลายเป็นภาพเก่า พอเป็นภาพเก่าเวลาหยิบขึ้นมาดูมันดูมีคุณค่า สังเกตได้เลยถ้าใครมีภาพเก่าในอดีต อาจจะเป็นภาพตอนเด็กจะปลื้มมาก ดูทีไรก็แอบอมยิ้มไปด้วย

เอิร์นจึงเอารูปไปอัดออกมาทำเป็นอัลบั้มเดี่ยวของ น้องดี-ดวงดิช ชัยรุ่งเรือง ลูกชายคนโต และอัลบั้มรวมของทั้งสองคน (คนเล็กชื่อ น้องดวิณ-ดวงเดช ชัยรุ่งเรือง) หลังรูปทุกใบจะเขียนระบุสถานที่ จังหวัด ประเทศ วัน เดือน ปีที่ถ่าย ถึงไม่ได้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็เขียนข้อความไว้ที่หน้าแรกของอัลบั้ม เป็นข้อความบ่งบอกถึงความรักลูกอะไรประมาณนั้นค่ะ”

เมื่อลูกคือสุดที่รักของดวงใจ อดีตนักร้องสาวจึงเลี้ยงลูกด้วยความรักตามฉบับของแม่ยุคใหม่ คือ ดุแต่ไม่ตีและไม่สปอย แต่สอนลูกให้รู้จักสัมมาคารวะ มีเมตตา และรู้จักการแบ่งปัน

“เอิร์นจะกอดลูกทุกวันค่ะ ตอนนี้ลูกคนโตไปโรงเรียนแล้ว ตอนไปโรงเรียนเขาก็จะมาสวัสดีครับแม่ ตอนที่ไปรับกลับเขาก็จะสวัสดีครับแม่เช่นกัน เอิร์นจะให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกมากที่สุด ใน 1 สัปดาห์จะรับงานแค่ 1-2 งานเท่านั้น เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดเขา

การเลี้ยงลูกเอิร์นจะไม่สปอย มีการดุ แต่ไม่ตี เช่น เล่นของเล่น แย่งของเล่นชิ้นเดียวกัน ก็จะบอกเขาว่าถ้าแย่งของชิ้นเดียวกัน แม่จะเอาของเล่นอื่นไปบริจาคและบอกเขาว่าที่แม่ซื้อมาหลายชิ้น เพราะอยากให้แบ่งกันเล่น

ทุกครั้งที่ดุเขาจะหยุด นอกจากนี้ก็จะสอนให้เขารู้จักการแบ่งปัน เช่น พาไปบริจาคของเล่นที่มูลนิธิกระจกเงาและที่อื่นๆ เมื่อมีโอกาส พยายามสอนให้รู้จักใช้เหตุผล เช่น เห็นกิ้งกือตัวเล็กเลื้อยมา เขาพูดขึ้นเหยียบเลยไหม เราก็บอกเหยียบไม่ได้นะ เขาก็จะถามทำไมเหยียบไม่ได้ เราก็บอกว่า อ้าว! ถ้าเหยียบเขาก็ตาย พ่อแม่เขาไม่เห็นลูกก็ต้องออกตามหา เหมือนกันถ้าลูกของแม่หายแม่ก็ต้องออกตามหาลูกเช่นกัน

เอิร์นจะสอนแบบนี้ ให้รู้จักคิดและใช้เหตุผลค่ะ โตขึ้นเวลาทำอะไรเขาจะได้คิดรอบคอบ” เอิร์นกล่าวทิ้งท้าย

ลูกคือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิต

ขณะคุณแม่ลูกสองอีกคนหนึ่ง บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย ผู้ประกาศข่าวมากความสามารถของช่อง 7 สี บอกว่า ของรักและหวงที่สุด ในเวลานี้จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากลูกสองคนเท่านั้น

ลูกคือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตนี้ เพราะตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกลืมตามาดูโลก และเวลาที่เขาเรียกแม่ได้ทำให้หัวใจของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุขและความตื้นตันใจ น้ำตาแม้จะไม่ไหลแต่ก็รื้นออกมา หรือบางครั้งท้อแท้ไม่มีกำลังใจ แต่พอมีลูกก็ทำให้ชีวิตต้องเข้มแข็งและสู้เพื่อเขา

“คนเล็กเป็นผู้หญิงชื่อฟ้าใส อายุ 2 ขวบกว่า ส่วนคนโตเป็นผู้ชายชื่อภูผา อายุ 4 ขวบกว่าค่ะ กำลังเรียนเตรียมอนุบาล 1 และเตรียมอนุบาล 2 ที่ต่างจังหวัด ปลายปีจะพามาเรียนที่กรุงเทพฯ บีจะบินไปเยี่ยมลูกช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ บางทีพ่อเขาก็จะพาขึ้นมาหาที่กรุงเทพฯ

ถ้าอาทิตย์ไหนไม่ได้ลงไปเยี่ยมก็จะดูรูปพวกเขาในโทรศัพท์และในเฟซบุ๊กซึ่งมีการเก็บเป็นอัลบั้ม มีตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์จนถึงปัจจุบันเพื่อคลายความคิดถึง นอกจากนี้ก็ยังเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์และอัดใส่กรอบไว้ด้วย”

ผู้ประกาศข่าวสาวเล่าว่า นอกจากดูรูปแล้ว เวลาไปทำงานหรือเดินทางไปต่างจังหวัด ก็จะเอาผ้าอ้อมของลูกใส่กระเป๋าไปด้วย เป็นของหวงชิ้นหนึ่งที่แม้ลูกจะไม่ใช้แล้วก็ยังเก็บเอาไว้เสมอ บางทีก็เอาออกมาพันคอ บางครั้งก็เอามาห่ม ก็จะได้กลิ่นอายของลูก ทำให้รู้สึกว่าเหมือนลูกอยู่กับตัวเองตลอดเวลาและทำให้หายคิดถึงลูกได้บ้าง

“ของของลูกอีกอย่างหนึ่ง คือ สายสะดือของลูกทั้งสองคน ทุกวันนี้บีก็ยังเก็บไว้อยู่ พ่อแม่บางคนอาจจะเอาไปทิ้ง แต่สำหรับบีแล้วเป็นของสำคัญต่อบีและจะเก็บไว้ตลอดไปค่ะ” ผู้ประกาศสาวพูดถึงของรักของหวงในชีวิต

ลูกเท่านั้นที่รักและหวงที่สุดเสมอ

แพท-ณปภา ตันตระกูล นักแสดงและพิธีกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจจะมีสิ่งที่รักและหวงหลายอย่าง แต่ ณ ปัจจุบันลูกเท่านั้นที่รักมากที่สุดในชีวิต ทุกครั้งที่ทำงานจะต้องพาไปด้วยเสมอ

“อยากให้เขาได้แต่สิ่งดีๆ โตมาเป็นคนดี ดูแลตัวเองและช่วยเหลือตัวเองได้ อยากให้เติบโตและอยู่ในสังคมที่ดี ไม่ได้คาดหวังว่าเขาต้องฉลาดมาก ไม่ต้องรวยล้นฟ้าแบบ บิล เกตส์ แค่อยากให้เลี้ยงดูตัวเองได้และเป็นคนดีของแม่และสังคมก็พอแล้ว ทุกวันของเขาเป็นความทรงจำและความประทับใจของแพทเสมอ เพราะแต่ละวันของเขาไม่เหมือนกันเลย

ความน่ารักน่าชังที่เขาแสดงออกทุกวันเป็นภาพจำของเราอยู่แล้ว และแพทก็เก็บความทรงจำและความประทับใจนั้นไว้ในอินสตาแกรม แพทถ่ายรูปเขาทุกวันและถ่ายเกือบทุก 5 นาทีก็ว่าได้ ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ตลอดเวลาค่ะ”  นักแสดงสาวกล่าวอย่างภูมิใจ

วิชญะ พิทักษ์ภาวศุทธิ บาสเกตบอลเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560596

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

วิชญะ พิทักษ์ภาวศุทธิ บาสเกตบอลเปลี่ยนชีวิต

โดย  ภาดนุ

แมน-วิชญะ พิทักษ์ภาวศุทธิ หนุ่มน้อยหน้าใสวัย 18 ปี จาก จ.นครศรีธรรมราช ใช้ชีวิตเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งมีช่วงที่กำลังก้าวข้ามจากชีวิตนักเรียนมัธยมสู่การเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล

แต่อีกบทบาทหนึ่งที่โดดเด่นในชีวิตของเขา ก็คือ การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี จากรายการ FIBA U18 Asia Championship 2018 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีนี้ โดยมีบริษัท โมโน สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในเครือ โมโน กรุ๊ป ให้การสนับสนุน แมนได้เผยถึงกีฬาบาสเกตบอลซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาให้เราฟัง

“ที่จริงแล้ว ผมเริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นชอบมากๆ แต่ก็เล่นไม่เก่งเลยครับ เล่นแบบเตะไปเตะมา แต่ที่บ้านของผมก็ส่งเสริมอยากให้ผมได้เล่นกีฬา เพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี จะได้ตัวสูงๆ เพราะผมเป็นเด็กค่อนข้างป่วยบ่อยๆ และเป็นเด็กที่ตัวเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน พูดง่ายๆ ว่าผมเป็นเด็กที่ตัวเล็กที่สุดเลยครับเวลาเข้าแถว พออายุ 6 ขวบ ผมก็ได้เจอโค้ชกีฬาบาสฯ ซึ่งเขาก็ชวนให้มาลองเล่นดู ผมจึงฝึกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเล่นบาสเกตบอลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ช่วงนั้นผมก็เรียนหนังสือตามปกติ และนอกเวลาก็จะมาฝึกบาสเกตบอลเสมอ รู้แค่ว่ามันสนุกดี ได้วิ่งตามและจับลูกกลมๆ เด้งไปเด้งมา คือ ตอนนั้นผมอายุ 6 ขวบเอง เรียกว่าอายุน้อยที่สุดในทีมเลยล่ะ แต่ต้องไปแข่งในรุ่น 12 ปี ตอนนั้นก็เลยแพ้ เพราะเรายังไม่โตและไม่เก่งเท่าคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าการที่เด็กอายุ 6 ขวบ มาเริ่มฝึกเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย”

แมนบอกว่า แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยท้อ และไม่มีความกดดันอะไร เพราะจุดประสงค์ที่พ่อบอกเสมอ คือ อยากให้เขาได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่แข็งแรง รวมทั้งเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ซะมากกว่า

“ผมฝึกฝนจนตามรุ่นพี่คนอื่นในทีมทันและเล่นได้ แถมตอนนี้ผมก็ตัวสูงกว่าเพื่อนๆ ตอนเด็กๆหลายคนเลยนะครับ ปัจจุบันสูง 180 ซม. แล้วโค้ชยังบอกว่า ผมจะมีโอกาสสูงได้อีก ซึ่งผมก็กินอาหารครบ 5 หมู่ ตามปกติเลยผมจะชอบกินนม ไข่ และขนมปังเป็นพิเศษเพื่อช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงยังมีวินัยในการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ในแต่ละวัน ช่วงเช้า 2 ชั่วโมง ผมจะเล่นฟิตเนส ยกดัมบ์เบล เน้นเล่นแขน อก ไหล่ เพราะตำแหน่งพอยต์การ์ดที่ผมเล่น เป็นเหมือนโค้ชที่ต้องถือลูกบาสฯ และตัดสิน ต้องวิ่งไปทั่วในสนาม จึงต้องทำร่างกายให้พร้อม ต้องฟิต แข็งแรง และมีความอึดอยู่เสมอ

ส่วนช่วงเย็น 2-3 ชั่วโมง ผมจะเล่นกีฬาบาสเกตบอล โดยฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ จะมีการเลี้ยงบอล ชูตลงห่วง ซึ่งก็ได้ฝึกฝนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ มือ เท้า สายตา เคลื่อนไหวได้อย่างสอดคล้องกัน ผมว่าบาสฯ เป็นกีฬาที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลากับลูกบาสฯ กับเพื่อนร่วมทีม และคู่แข่ง ทำให้ผมได้ฝึกไหวพริบในตัวเองไปในตัวด้วย นอกเหนือจากการเล่นฟิตเนสและบาสเกตบอลแล้ว ผมก็ยังชอบกีฬาฟุตบอล ปิงปอง และแบดมินตันด้วย ถ้ามีโอกาสก็จะไปเล่นกับเพื่อนๆ บ้างครับ”

แมนเสริมว่า นักกีฬาไม่จำเป็นต้องหุ่นดีเสมอไป แต่ร่างกายของนักกีฬาทุกคนจะต้องแข็งแรงและปราดเปรียว เพราะจะต้องเจอการชน การปะทะ ถ้าร่างกายเราแข็งแรง ก็สามารถชนได้อย่างไม่ค่อยรู้สึกเจ็บสักเท่าไร

“ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพในเรื่องของการออกกำลังกาย อาหารการกิน การพักผ่อน ก็จะทำให้เราไม่แข็งแรง เจ็บทีหนึ่งก็จะเจ็บหนัก และเจ็บนานเลย ส่วนเรื่องหุ่นที่ดีก็คือผลพลอยได้ สำหรับนักกีฬาแล้วการมีร่างกายที่สมส่วน ไม่อ้วน ไม่ผอมเกินไป คือ ความเหมาะสมที่สุดแล้วครับ

ข้อดีของการเล่นกีฬา นอกจากได้เรียนรู้กฎกติกาในการเล่น ได้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยแล้ว กีฬาบาสเกตบอลยังทำให้ผมมีเพื่อนมากมาย ได้รู้จักเพื่อนในทีม เพื่อนต่างทีม ได้รู้จักน้ำใจของเพื่อนๆ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะการเล่นกีฬาต่างๆ ผมว่าแพ้-ชนะมันไม่สำคัญเลย เพราะผมได้อะไรมากกว่านั้นเยอะเลยครับ ถึงทุกวันนี้บอกได้เลยว่าผมมีความสุขและรักกีฬาบาสเกตบอลมากๆ เพราะมันอยู่กับผมมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงทุกวันนี้

อีกอย่างผมยังมีโอกาสได้แบ่งปันความรู้ ให้คำแนะนำการเล่นกีฬาบาสเกตบอลกับน้องๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กีฬาบาสเกตบอลเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมเหมือนกับกีฬาฟุตบอลที่เป็นอยู่ในประเทศไทยให้ได้ครับ”…ติดตามได้ที่ IG : man_witchaya_man