โชติกา ปริณายก ตีตั๋วไปปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559849

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

โชติกา ปริณายก ตีตั๋วไปปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เหมือนเวลารถติดแล้วคิดสนุกอยากแต่งเรื่องให้คนบนถนน มันเป็นอารมณ์เดียวกับตอนอ่านหนังสือ เรื่อง Paris in Pairs ปารีสบนดาวดวงอื่น เรื่องสั้นที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับจินตนาการของนักเขียนสายครีเอทีฟ โชติกา ปริณายก โดยเธอได้หยิบคนในภาพฟิล์มมาผูกเป็นเรื่องราว 13 บท และมีฉากหลังเป็นกรุงปารีสที่อาจไม่ใช่เมืองแห่งความโรแมนติกที่เคยรู้จักอีกต่อไป

“เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ การมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มมันเป็นความฝันอย่างหนึ่งของเรา” โชติกาเคยทำงานเป็นนักครีเอทีฟอยู่ที่สำนักข่าวออนไลน์ เดอะ แมทเทอร์ แต่เพราะการลาพักร้อนไปฝรั่งเศสในคราวนั้น ได้จับพลัดจับผลูให้เธอเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต

“ไม่อยากเขียนไกด์บุ๊กเพราะเราไม่ได้เชี่ยวชาญถึงขนาดที่จะไปแนะนำใคร แต่อยากเขียนอะไรที่แปลกใหม่และใส่ความเพ้อฝันแบบนักครีเอทีฟลงไป เราเลยหยิบจับภาพฟิล์มที่ถ่ายมา หยิบจับสิ่งที่เราประสบมา มาผสมกับเรื่องที่เราแต่งขึ้น”

ตัวละครที่เธอสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวนักโจรกรรม ชายหนุ่มเจ้าของร้านเคบับ คู่รักแปลกหน้า สาวปริศนาผู้ยืนอยู่หน้าตึกแลนด์มาร์ค หรือชายผู้ออกเดินทางจากดาวดวงนี้เพื่อไปพบปารีสบนดาวดวงอื่น ตัวละครทั้งหลายถูกผูกเข้ากันด้วยจินตนาการสุดพิลึก จนยากที่จะคาดเดาได้ว่าแต่ละบทมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างไร

“ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบอะไรง่ายๆ เลยอยากเขียนให้ผู้อ่านสามารถอ่านจบได้ในตอนเดียว หรือจะอ่านครบทุกบทแล้วได้อีกความรู้สึกใหม่หรือเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย” เธอกล่าวต่อ

“ถ้าถามว่าแก่นของหนังสือเรื่องนี้คืออะไร คิดว่าไม่มี เพราะเราไม่ได้ตัดสินว่าตัวละครตัวไหนดีหรือเลว หรืออ่านจบแล้วจะได้ข้อคิดสอนใจอะไร แต่เราอยากให้ผู้อ่านอ่านแล้วสนุกไปฟิกชั่นที่แต่งขึ้น ผสมกับได้รับความรู้หรือรู้ความเป็นจริงของสถานที่นั้น โดยจุดจบของเรื่องนี้ไม่มีขีดจำกัด เพราะมันน่าจะดีกว่าถ้าคนอ่านจะได้ตีความและมีบทสรุปเป็นของตัวเอง”

นักครีเอทีฟสาวกล่าวด้วยว่า สิ่งที่เธอเก่งกว่าการเขียน คือ การคิด อย่างหนังสือเล่มนี้เธอไม่คิดว่ามันโดดเด่นที่สำนวนภาษา แต่เด่นในเรื่องของไอเดียและการเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านกระตุกคิ้วตลอดเวลา กระนั้นขณะที่เธอผูกเรื่องราว เรื่องราวก็กลับมาผูกรัดตัวเธอจนทำให้เป็น “นักคิดมาก” และเกือบไม่มีปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

“ตอนแรกวางไว้ว่าจะเขียน 14 บท แต่เพราะเวลาและความกดดันตัวเองที่เกินพิกัดเลยหยุดอยู่ที่ 13” บทที่หายไป คือ “ปารีสบนดาวดวงนี้” โดยเธอคิดจะรวบรวมเรื่องจริงทั้งหมดให้ผู้อ่านหายสงสัยว่า อะไรคือความจริง อะไรคือจินตนาการ

อย่างไรก็ตาม บทที่หายไปก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้แหว่งหาย และจากที่เธอกล่าวไว้ว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่มีแก่น อาจไม่จริง เพราะในบทสุดท้าย เธอทิ้งให้ผู้อ่านเคว้งคว้างกลางอากาศ ท่ามกลางเมฆสีขาว แต่ตรงปลายขอบฟ้านั้นเหมือนเห็นยอดหอไอเฟลอยู่ไกลๆ ซึ่งไม่อาจแน่ใจว่า เธอได้พาไปพบปารีสบนดาวดวงไหน หรือแท้จริงแล้วไม่ได้ไปไหนเลย 

‘สัญลักษณ์ชนบท’ 26 ปี ชีวิตและผลงานของ ทินกร กาษรสุวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559845

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

‘สัญลักษณ์ชนบท’ 26 ปี ชีวิตและผลงานของ ทินกร กาษรสุวรรณ

โดย พริบพันดาว

คราวนี้พาไปดื่มด่ำงานศิลป์กันไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยู่ในโซนปริมณฑลนั่นคือ จ.นครปฐม พาไปเยือนหอศิลป์บรมราชกุมารี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์

นิทรรศการศิลปะชุด “สัญลักษณ์ชนบท” โดย รศ.ทินกร กาษรสุวรรณ ภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ภาพรวมของการจัดแสดงงานศิลปะครั้งนี้ของ รศ.ทินกร เขาบอกว่า เป็นการรวบรวมตัวอย่างผลงานชิ้นเด่นๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา และได้รับรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา

“ด้วยระยะเวลาการทำงานที่ค่อนข้างนาน จึงต้องการนำผลงานเหล่านี้มาร่วมแสดงกับผลงานยุคกลางและยุคใหม่ๆ เพื่อให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่สนใจได้เห็นพัฒนาการการทำงานของคนทำงานศิลปะทางด้านภาพพิมพ์ ซึ่งแต่ละช่วงของการทำงานนั้นจะมีความละเอียดและความประณีตที่แตกต่างกัน”

ทั้งนี้ รศ.ทินกร ขยายความถึงภาพว่าสัญลักษณ์และรูปแบบในการแสดงออกของแต่ละยุคก็จะแตกต่างกันไปด้วย อันเกิดจากประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึก และช่วงวัยของแต่ละยุคที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน

“แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ แนวความคิดและเนื้อหาในการสร้างสรรค์ผลงาน ความเป็นชนบท วิถีชีวิตต่างๆ ยังคงอยู่ ซึ่งการแสดงออกทางศิลปะของศิลปินแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน ผลงานของผมจะบ่งบอกความเป็นตัวตนที่เป็นตัวแทนความเป็นไทยพื้นบ้านแบบชนบทในวิถีที่เรียบง่ายอย่างชัดเจน

สิ่งที่ท้าทายในการทำงาน คือ การจะทำอย่างไรให้เนื้อหาเหล่านี้ออกมาเป็นงานศิลปะที่ร่วมสมัยได้ หลักๆ ก็คือการนำสัญลักษณ์จากผลผลิตทางการเกษตรและวิถีชนบทมานำเสนอ โดยสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นสำคัญ ความพิเศษคือการทำให้มันร่วมสมัย เป็นสากล เป็นที่รับรู้ และยอมรับในวงกว้าง ซึ่งจะเห็นได้จากหลายผลงานที่ได้รับรางวัลหรือเผยแพร่ในต่างประเทศด้วย”

อย่างที่กล่าวนิทรรศการศิลปะชุด “สัญลักษณ์ชนบท” มีผลงานศิลปะภาพพิมพ์ผลงานประติมากรรม ตั้งแต่ปี 2535-2561 โดยคัดผลงานชิ้นที่ได้รับรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ และได้ร่วมแสดงในระดับนานาชาติ เป็นผลงานหลายๆ ช่วงในการทำงานที่ผ่านมา จัดแสดงพร้อมผลงานภาพพิมพ์ชุดใหม่อีก 23 ภาพ ทั้งหมด 91 ผลงานรวมเป็นเวลาถึง 26 ปี ซึ่งจะเห็นพัฒนาการของตัวงานจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างเด่นชัด รศ.ทินกร ชี้ถึงอนาคตการทำงานของศิลปะตัวเองว่า

“ในแง่ของการทำงานศิลปะก็ยังต้องทำงานต่อไปในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดความรู้ สอนหนังสือต่อไปในฐานะอาจารย์สอนศิลปะด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง

นอกจากนี้ สิ่งที่ฝันหรือวางแผนมานานแล้ว แต่อาจยังไม่สามารถทำได้จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพราะติดภารกิจด้านการสอนและงานต่างๆ มากมาย ก็คือการวางแผนจะทำพื้นที่กิจกรรมทางศิลปะที่บ้านเกิด จ.เลย เป็นพื้นที่สำหรับสะสมผลงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และประติมากรรมของตัวเอง รวมถึงมีพื้นที่แสดงงานหมุนเวียนและพื้นที่เวิร์กช็อปสำหรับทำงานศิลปะของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งนักศึกษาศิลปะด้วย ไม่ใหญ่ไม่เล็กตามกำลังที่พอจะทำได้ ให้เป็นพื้นที่ศิลปะเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนสำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ”

อัตลักษณ์ภาพพิมพ์ของอาจารย์โดดเด่นเป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและนานาชาติ โดยเฉพาะความเป็นพื้นถิ่นรวมถึงความฟุ้งฝัน รศ.ทินกร อยากให้คนมาเสพงานศิลป์ของเขากันเยอะๆ

“ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานแบบไทยร่วมสมัย ต้องการให้ผู้มาชมนิทรรศการเห็นว่าการแสดงผลงานศิลปะแต่ละครั้งของศิลปินแต่ละคนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องมีการวางแผน มีการเตรียมการอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน จึงอยากให้นักศึกษา เยาวชน หรือบุคคลที่สนใจ มาชมนิทรรศการกันมากๆ ให้เห็นผลงานที่เป็นการแสดงออกทางด้านศิลปะภาพพิมพ์แบบร่วมสมัยที่เทียบเท่าสากล หรือเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ

แม้จะมีเนื้อหาเฉพาะถิ่นแบบชนบทไทยๆ แต่ก็สามารถใช้เทคนิควิธีในการสื่อความหมายให้คนทั่วโลกรับรู้ได้ หากเป็นนักศึกษามาชมก็จะได้แรงบันดาลใจไปต่อยอดผลงานของตนเอง ทั้งด้านเทคนิค รูปแบบ และเนื้อหา โดยสามารถศึกษาจากตัวอย่างผลงานที่มีเนื้อหาเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ค่อยๆ พิเศษและยิ่งใหญ่ได้ ซึ่งการทำงานศิลปะก็เหมือนการระเบิดจากข้างใน

หลายคนอาจมองว่างานเกี่ยวกับชนบทเชย ล้าสมัย ซ้ำซาก แต่ถ้าใครมาชมนิทรรศการก็จะได้เห็นผลงานที่หลากหลายรับกลิ่นอายชนบทผสมผสานกับจินตนาการจากสัญลักษณ์ที่ปรากฏในผลงาน ตั้งแต่งานที่ละเอียดประณีตในยุคเริ่มต้น จนค่อยๆ คลี่คลายปลดปล่อยความเป็นตัวตนที่มีความสุขอย่างเรียบง่ายพอเพียงเช่นผลงานในยุคปัจจุบัน”

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 2-31 ส.ค. 2561 เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-16.30 น. ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เฟซบุ๊กเพจ : Psg Art Gallery

รศ.ทินกร ทิ้งท้ายว่า ถ้ามีนักศึกษาหรือบุคคลที่สนใจศิลปะมาดูเป็นกลุ่มๆ เขายินดีที่จะนำชมและอธิบายทุกชิ้นผลงาน โดยกรุณาแจ้งก่อนล่วงหน้า

สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน ‘ระดับอาชีพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559844

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน ‘ระดับอาชีพ’

โดย ปอย

“…จัดเป็นนักธุรกิจที่รู้เรื่องฟุตบอล ทั้งไทยและเทศแบบอินไซต์เลยทีเดียว เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ และใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมโยงคนในสังคม ที่มาจากคนละที่ละทางได้…” คือคำนิยมของ ธชตวัน ศรีปาน อดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย กล่าวถึงนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของไทยไว้ในหนังสือ เศรษฐากับกีฬา” และล่าสุด การสานต่อโครงการเกี่ยวกับฟุตบอลก็เริ่มขึ้นอย่างมุ่งมั่นอีกครั้ง

กับโครงการ แสนสิริอะคาเดมี่ (Sansiri Academy) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือความมุ่งมั่นส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านฟุตบอลอย่างถูกต้อง และไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด “Sansiri Social Change” มุ่งมั่นสร้างรากฐานเพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาเด็กในแต่ละด้านอย่างยั่งยืน

ตอกย้ำส่งเสริมประโยชน์การเล่นกีฬา มีความสำคัญต่อสุขภาพ และมอบประโยชน์อีกหลายๆ ด้านให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับสังคม และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนกว่า 7,000 คน ที่ผ่านการบ่มเพาะทักษะจากโครงการแสนสิริ อะคาเดมี่ และสามารถสานฝันนักฟุตบอลเยาวชน สู่เป้าหมายที่วางไว้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีของเยาวชนอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Sansiri Social Change ที่มุ่งมั่นให้การสนับสนุนการดูแลเด็กใน 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา และกีฬา ซึ่งการจัดตั้งโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน เพราะนอกจากจะมีสุขภาพดีจากการพัฒนาทักษะการเล่นกีฬาแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่ด้านการศึกษาได้อีกด้วย เช่น การได้รับโควตาเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพหรือต่อยอดสู่ระดับสโมสรและระดับชาติ

นอกจากนี้ แสนสิริ เพิ่มโปรแกรมAcademy Pro มีโปรแกรมฝึกซ้อมที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรายการต่างๆ และมีกิจกรรมพิเศษให้เด็กได้ใกล้ชิด กับนักฟุตบอลทีมชาติไทยอีกด้วย ปีที่ผ่านมาแสนสิริสานฝันนักฟุตบอลเยาวชนสู่เป้าหมายได้กว่า 100 คน แบ่งเป็นการต่อยอดด้านการศึกษากว่า 80 คน หรือการเป็นนักฟุตบอลเยาวชนระดับอาชีพอีกกว่า 20 คน แน่นอนว่า “ทุกคนคือความภูมิใจของเรา” และคาดหวังว่าโครงการแสนสิริอะคาเดมี่จะสามารถผลิตนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่มีคุณภาพจนสามารถต่อยอดอนาคตในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดกับสนามฟุตบอลหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต แสนสิริอะคาเดมี่ ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อรองรับและขยายความต้องการของเด็กๆ ที่มีความสนใจทางด้านกีฬาให้มาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆ แบบนี้ครับ”

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากครอบครัวเซเลบริตี้ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ พาลูกชายแฝดสาม น้องปราณ-น้องปราชญ์-น้องปริญญ์ รุ่นประพันธ์ พร้อมด้วย พิตต้า ณ พัทลุงกวิตา จินดาวัฒน์ ในฐานะ Social Change Ambassador เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

คุณแม่สายลุย “มุก เพลินจันทร์” ในฐานะลูกบ้านของแสนสิริ พาลูกชายแฝดสาม ลงสนามเตรียมเสริมทักษะกีฬาฟุตบอลกับโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ กล่าวถึงโครงการนี้มีประโยชน์ ทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งมุกเชื่อว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างรากฐาน หรือสนับสนุนเด็กและเยาวชนอีกแล้ว โดยเฉพาะด้านกีฬาฟุตบอลเหมาะกับเด็กชาย นอกจากเราจะสนับสนุนด้านการเรียนแล้ว ด้านกีฬามุกก็ให้ความสาคัญไม่แพ้กัน

“ตอนนี้มุกส่งลูกๆ เรียนว่ายน้ำ เทนนิส และบาสเกตบอลค่ะ สำหรับการลงสนามเล่นฟุตบอลครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเล่น แต่สังเกตได้ว่าเด็กผู้ชายทุกคนชอบ และมีความสุขมาก และส่วนตัวแล้วมุกว่าการเล่นกีฬาไม่ว่าจะประเภทไหน ล้วนมีประโยชน์เหมือนกัน เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังสอนให้เค้ารู้จัก การแพ้ชนะ ความพยายาม กติกามารยาท และความเคารพผู้อื่นด้วยค่ะ”

ปัจจุบันโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ได้ขยายโอกาสในการเรียนการสอนถึง 7 สนาม โดยเปิดให้ฝึกซ้อมทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-10.00 น. ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูเก็ต ได้แก่ สนามฟุตบอล The Pac พุทธมณฑลสาย 4 สนามฟุตบอล บอย ท่าพระจันทร์ อักษะ สนามฟุตบอลอินเตอร์พรีเมียร์ ประชาชื่น สนามฟุตบอล Star Kick อ่อนนุช สนามฟุตบอลปัญญาซอคเกอร์ปาร์ค สนามฟุตบอลโรงเรียนสาธิตพัฒนารามอินทรา และสนามหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต โดยเปิดรับเด็กและเยาวชนทุกคนที่สนใจตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป

นอกจากนี้ แสนสิริจึงจัดทำคอนเทนต์วิดีโอที่ร้อยเรียงเรื่องราวและบอกเล่าความประทับใจในวัยเด็กของนักเตะหนุ่มฝีเท้าดี เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมในโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ เพื่อมุ่งหวังให้คอนเทนต์วิดีโอนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คือ น้องๆ เยาวชนและผู้ปกครองที่สนใจในกีฬาฟุตบอล เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญผลักดันให้น้องๆ ก้าวตามฝันได้ต่อไป ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/sansirifamily/videos/10155615006805334/?source=feed_text หรือ https://www.youtube.com/watch?v=fJWHMylIeGU

เนื้อหาที่นับเป็นแรงบันดาลใจ “พี่เมสซี่เจ ชนาธิป” ฝากถึงน้องๆ ที่อยากก้าวไปเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ในวัย 12-13 ปี มากันได้เลย ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้เด็กๆ ที่มีใจรักฟุตบอลเข้ามาเรียนที่นี่ได้ ฟรี ในกรุงเทพฯ มี 6 สนาม และภูเก็ต อีก 1 สนาม ถ้าย้อนให้เล่าถึงจุดเริ่มต้นทีมชาติไทย เจ ชนาธิป ก็เริ่มต้นที่สนาม “WIT Soccer มีโค้ชสอนเด็กเป็นฐาน ฝึกซ้อมแบ่งข้าง 1-1, 2-2, 3-3 ให้เด็กสนุกสนาน ทุกอย่างมีฟรีหมด เด็กแค่เตรียมถุงเท้าร องเท้าสตั๊ด กางเกงของเราไป เสื้อบอลไม่ต้องสนามมีให้ด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยเข้ามาเล่นได้ แต่ไม่ว่าน้องจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็มาเรียนกันฟรี ได้ที่นี่

ชนาธิป บอกทิ้งท้ายไว้ในคลิปนี้ว่า คุณพ่อของเขาพามาเรียนฟุตบอลสนามนี้ถึง 3 ปี สนามนี้เปิดโอกาสให้เด็กทุกๆ คนที่รักฟุตบอล ถ้าปีนี้เรามีเด็กเก่งกว่ารุ่นของเขา ก็นับเป็นการสร้างนักกีฬาทีมชาติได้มั่นคงที่สุด 

ธมนภัทร เจริญสุข เตรียมแผนชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559839

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

ธมนภัทร เจริญสุข เตรียมแผนชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติหลังเกษียณ

โดย อณุสรา ทองอุไร

หลายคนนั้นโชคดี ชีวิตถือว่าออกแบบได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะถูกวางแผนและเตรียมการมาไว้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าคิดวางแผนและลงมือทำ ฝันก็จะกลายเป็นจริง เช่นเธอคนนี้ ปักเป้า-ธมนภัทร เจริญสุข เธอทำงานประจำที่บริษัททำออร์แกไนเซอร์ย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง แต่หากเป็นช่วงวันหยุด เธอก็มีงานอดิเรกในการไปทำสวนที่ จ.ระยอง เพราะชื่นชอบการปลูกต้นไม้ ชอบวิถีสีเขียว เธอเล่าว่าก่อนแต่งงานก็ไม่ได้สนใจเรื่องต้นไม้ใบหญ้าสักเท่าไหร่นัก ปลูกต้นไม้อะไรก็ไม่ค่อยจะขึ้น จนกระทั่งแต่งงานสามีก็กลับไปทำสวนที่บ้านเกิดของเขาที่ จ.ระยอง แต่เธอยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยจะกลับบ้านทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่พอแต่งงาน มีลูกเราก็เริ่มมาสนใจ ชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ วิถีสีเขียว ใช้ชีวิตแบบเนิบช้า พอมีลูกเราก็อยากอยู่กับธรรมชาติ อยากกินอยู่อย่างปลอดภัย ปลูกต้นไม้ ผักผลไม้กินเองแบบปลอดสารพิษมากยิ่งขึ้น เราอยากมีสุขภาพที่ดีไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้อยู่กับลูกไปนานๆ”

เธอบอกว่าจะว่าไปแล้วแรกๆ เธอก็ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้เท่าไหร่ ทำอะไรไม่เป็นเลย แต่ระยะหลังๆ มานี้เริ่มดีขึ้น เพราะเริ่มสนใจ ก็พอเป็นผู้ช่วยสามีในการเป็นลูกมือเขาได้พอสมควร มือเริ่มเย็นปลูกต้นไม้ได้รอดมากขึ้นโดยที่สวนแปลงใหญ่สามีจะปลูกยางพารา แต่แปลงเล็กนั้นเธอก็ขอไว้ปลูกผลไม้ เช่น มะพร้าว มะม่วงหลายๆ พันธุ์ มะละกอ เงาะ สับปะรด มะพร้าวกะทิ กล้วย พริกไทย หมาก อย่างหมากนั้นปลูกเพื่อส่งออกไปประเทศใกล้เคียงย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่ล่ะ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นผลไม้ที่เราชอบกิน และบางครั้งก็เอาผลผลิตในสวนมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมไทยๆ บ้าง เบเกอรี่บ้าง เพราะเธอมีงานอดิเรกในการทำขนมขายยามว่าง ทั้งขนมไทยและเบเกอรี่ เช่น ขนมชั้น เค้กต่างๆ ตอนนี้เธอเริ่มสนใจเรื่องการแปรรูปผลไม้ต่างๆ เช่น มะม่วงแปรรูป แยมมะละกอ

โดยอนาคตในวัย 40 กว่าๆ มีโครงการที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่สวนต่างจังหวัด และเปิดร้านกาแฟในสวนของเธอ ช่วงสุดสัปดาห์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยขนมทุกอย่างในร้านเธอจะทำเอง และจะใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่เป็นผลไม้จากสวนของเธอเอง เช่น เค้กทุเรียน มูสมะม่วง และเบเกอรี่อีกหลายชนิด หรือขนมชั้น ขนมไทยอื่นๆ

รวมทั้งการปลูกผักกินเองเพื่อความปลอดภัย เวลาที่ดูข่าวที่เขาไปสำรวจผักต่างๆ ที่ตลาดแล้วพบว่ามีสารเคมีปนเปื้อนในปริมาณที่สูงมากเกือบทุกชนิดเลย ไม่ว่าจะพริก ผักชี ต้นหอม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ทั้งๆ ที่เป็นผักพื้นบ้าน พืชริมรั้วหลายชนิดก็ยังปนเปื้อนสารเคมีในปริมาณที่สูงมากอย่างคาดไม่ถึง

“มันทำให้เรารู้สึกกังวลใจว่าที่เรากินๆ อาหารสำเร็จรูป หรือร้านย่านออฟฟิศอะไรต่างๆ นั้น มันเต็มไปด้วยสารเคมี คนถึงได้เจ็บป่วย เป็นโรคร้ายแรง มะเร็งต่างๆ เราไม่อยากกินสะสมโรคต่างๆ ไปจนแก่เฒ่า แต่ชีวิตคนเมืองก็ยากที่จะปลูกผัก ผลไม้กินเอง ยากที่จะมีเวลาทำกับข้าวกินเองได้ทุกวัน มันจึงยากที่จะเลือก สุดท้ายก็คือต้องพยายามปลูกกินเองตอนนี้พยายามปลูกเองให้มากที่สุด พริก มะนาว มะกรูด โหระพา ก็ปลูกไว้ที่ระยองนี่ล่ะ พอเช้าวันจันทร์กลับกรุงเทพฯ ก็เก็บใส่รถมา” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

นอกจากนี้ เธอยังวาดโครงการไว้ว่า อีกสักปีหน้า จะไปอยู่ที่ จ.ระยอง มากขึ้น อาจจะเปิดเวิร์กช็อป ทำขนม หรือทำกิจกรรมอื่นที่เราสนใจ เช่น มัดย้อม หรือกิจกรรม DIY ต่างๆ ที่น่าสนใจ ทำพิซซ่า ทำขนม สักเดือนละครั้งที่ร้านกาแฟในสวนของเธอ

อนาคตถ้าไปอยู่สวนแล้วไม่ได้ทำงานอย่างอื่น แม้มีรายได้ไม่มากนักก็พออยู่ได้ มีผัก ผลไม้ ที่ปลูกกินเอง ไม่ต้องซื้อทุกอย่างเหมือนในกรุงเทพฯ มีน้อยใช้น้อยก็อยู่ได้สบาย มีผักอะไรในสวนก็เก็บมาทำกับข้าว มีผลไม้อะไรในสวนก็เอามาทำขนม กินที่ปลูก ปลูกที่กิน เหลือก็ขาย ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไม่ต้องกินเนื้อวัว กินเนื้อหมูมากไปก็ดีกับสุขภาพร่างกายของตนเองด้วย

“เวลาที่ได้ไปอยู่ที่สวนนั้น เรามีความสุขมาก ได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวพ่อ แม่ ลูก สามีก็สนใจไปในทิศทางเดียวกัน เขาก็ไปเรียนทำน้ำหมักชีวภาพ ไปเรียนเรื่องดินเรื่องน้ำเพื่อนำมาดูแลในสวน ทุกอย่างจะไม่มีสารเคมีเลย ตัวเราเองก็เริ่มไปอบรมเกี่ยวกับการเกษตรแบบพอเพียงเอาไว้ เพื่อนำมาใช้งานจริงเมื่อต้องมาทำงานที่สวน ความรู้หาได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หลักการคล้ายกันที่เหลือคือฝึกฝนลงมือทำ ประสบการณ์จะทำให้เราเก่งขึ้นเอง ลองผิดลองถูกไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น”

เธอบอกว่าหลังเกษียณแล้วอยากมีชีวิตที่ออกแบบได้ มีชีวิตอยู่ในสวนท่ามกลางธรรมชาติ ใช้ชีวิตเนิบช้าแต่สุขใจ ไม่ร่ำรวยเงินทองก็ไม่เป็นไร แต่ขอรวยความสุข รวยสุขภาพที่ดี ไม่รีบร้อนเร่งรีบจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจยาวๆ อยากดื่มด่ำกับต้นไม้ ดอกไม้ อากาศดี ธรรมชาติที่สวยงาม

แม้จะไม่ใช่ชาวสวนแท้ๆ แต่ของแบบนี้ถ้ามีใจรัก มีความตั้งใจก็ฝึกฝนหาความรู้กันได้ ในอินเทอร์เน็ตก็มีความรู้แจกฟรีมากมายให้เลือกเรียนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ขอเพียงเปิดใจเรียนรู้ไม่มีอะไรยากเกินไป

“เราโชคดีที่สามีมีที่ทางเก็บเอาไว้ ทำให้ต้นทุนของเราต่ำลง ถ้าต้องไปซื้อหาเองก็คงลำบาก สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มก็คือการลงมือฝึกฝนเพียรพยายามอย่างตั้งใจจริง สำหรับใครที่ชอบชีวิตติดดินอยู่กับต้นไม้ใบหญ้าอยู่กับธรรมชาติ ถ้าที่บ้านพอมีบริเวณมีที่ทางลองปลูกผักสวนครัว ปลูกผักแปลงเล็กๆ ไว้กินเองก็ได้ ลองๆ ซ้อมมือดูก่อน จนแน่ใจว่าชอบจริงจังมีเวลาลงมือทำเองจริงๆ แล้วค่อยหาที่หาทางสักครึ่งไร่เพื่อทำเกษตรแบบพอเพียงดู” เธอให้ข้อแนะนำอย่างจริงใจ

นภพา ตรึกชลธิศ ใช้ธรรมะเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559838

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

นภพา ตรึกชลธิศ ใช้ธรรมะเป็นเพื่อนคู่ใจในชีวิต

โดย อนุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ นภพา ตรึกชลธิศ นี้อาจจะทำหน้างงๆ นึกไม่ออกว่าเธอคือใครกันน้า แต่ถ้าเห็นหน้าก็เริ่มจำได้ขึ้นมาอีกระดับหนึ่งว่า เธอคือ พา-นภาดา สุขกฤต หรือสายสุนีย์ สุขกฤต อดีตนักร้องชื่อดังเจ้าของบทเพลง กลับมารักกัน เพลงประกอบละครเรื่อง สายรุ้ง ออกอากาศทางช่อง 3 ในปี 2540 ที่โด่งดังสุดๆ ในอดีต หลายคนคงจะร้องอ๋อกันเลยทีเดียว เพราะในอดีตเธอเป็นที่รู้จักอยู่ช่วงหนึ่งจากการร้องเพลงและแสดงละคร และยังมีเพลงโด่งดังอีกเพลงอย่าง I Will Survive เวอร์ชั่นอีสาน ที่เธอโชว์เสียงแหล่ได้แสนแซ่บและทรงพลังยิ่งนัก และปี 2543 ออกอัลบั้ม Season of Love สีสันแห่งรักให้จดจำ

ปัจจุบันนี้ในวัย 48 ปี เธอเปลี่ยนชื่อและนามสกุลอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 เป็น นภพา ตรึกชลธิศ เป็นเพราะอะไรเธอจึงเปลี่ยนชื่อหลายครั้งหลายครา แล้วตอนนี้เธอทำอะไรอยู่หลังจากเงียบหายไประยะ 3-4 ปีมานี้ เธอเล่าว่า “คือตอนที่เปลี่ยนจากสายสุนีย์ มาเป็น นภาดา มีคนทักว่ารวมตัวเลข รวมความหมายต่างๆ แล้ว มันไม่เข้ากับนามสกุล เราก็นะเปลี่ยนมาแล้วทั้งที่ก็อยากให้มันดีที่สุด อยากให้ชีวิตมันดีขึ้นคือที่ผ่านมาเกือบจะดี แต่ไม่ดีจริงๆ สักที ตอนนั้นมีแฟน แฟนก็ขี้หึงมาก ทะเลาะกันบ่อย ชีวิตก็มีแต่เรื่องยุ่งๆ ไม่ลงตัวอะไรสักอย่างก็เลยต้องเปลี่ยนนามสกุลอีกครั้งเพื่อให้เข้ากับชื่อ ก็เป็นการเปลี่ยนครั้งสุดท้ายแล้วมั้งนะ คงไม่เปลี่ยนอีกแล้ว มาเป็น นภพา ตรึกชลธิศ ซึ่งมันก็ดีต่อใจ เราใจเย็นขึ้นสงบราบรื่นขึ้น เข้าใกล้ธรรมะมากยิ่งขึ้น ไม่ร้อนรนวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน” เธออธิบายถึงอารมณ์ความรู้สึกในตอนนี้

หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการเพลงมา 30 ปี นับตั้งแต่เรียนจบจากคณะโบราณคดี เอกภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอก็เข้าสู่วงการเพลงทันที ชีวิตนักร้องของ พา-นภพา นั้น เริ่มตั้งแต่การเข้าประกวดแข่งขันร้องเพลงในหลากหลายเวทีตั้งแต่ยังเด็ก

แต่การประกวดที่ทำให้เธอได้ก้าวเข้ามาในวงการบันเทิง คือ เคพีเอ็นอวอร์ด ที่เธอคว้ารางวัลนักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2536 หลังจากนั้น บริษัท วอลท์ ดิสนีย์ ก็ได้ชักชวนให้เธอไปร้องเพลง The Circle of Life เป็นเพลงนำของภาพยนตร์การ์ตูน The Lion King จากนั้นเธอก็ได้พากย์เสียงตัวการ์ตูนอีกหลายเรื่องต่อมา เช่น หนูน้อยทัมเบลลีน่า เพลงทรามวัยกับไอ้ตูบ เรื่อง Oliver & Companyเฮอร์คิวลิส เพลง Truth in My Heart เพลงประกอบภาพยนตร์ “ข้างหลังภาพ” ทั้งร้องและแสดง เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Brother Bear และมีผลงานละครเวที เรื่องสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ และเรื่อง หงส์เหนือมังกร เดอะ มิวสิคัล

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา เธอได้โชว์พลังเสียงบนเวที The Winner Is Thailand ในเพลง แสงสุดท้าย และเพลง Proud Mary จนได้รับการโหวตให้ชนะแบบเอกฉันท์ ส่งผลให้เธอคว้ารางวัลชนะเลิศประจำสัปดาห์ เพื่อเข้าไปชิงรางวัลอีก 10 ล้านบาทได้สำเร็จ

แล้วอยู่ๆ เธอก็เงียบหายไป ไม่มีผลงานเพลงผ่านตามาให้เราได้เห็นเธออีกเลยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีงานร้องเพลงในผับ บาร์ ในกรุงเทพฯ เลย เธอหายไปไหน ทำอะไรอยู่ วันนี้ได้เจอเธอตอบคำถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ตอนนี้กำลังเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เรียนมา 3 ปีแล้วปีนี้ต้องจบแล้วกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การพัฒนาคุณธรรมและจริยะในเยาวชน ด้วยกิจกรรมธรรมะนันทนาการกลุ่ม” เวลาส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการเรียน

เธอบอกว่าช่วง 5-6 ปีหลังมานี้สนใจเรื่องพุทธศาสนามาก เริ่มสวดมนต์ไหว้พระมากขึ้น ไปปฏิบัติธรรมมากขึ้น ไปบวชชีพราหมณ์แล้วหลายครั้ง เมื่อ 3 ปีที่แล้วเธอตั้งใจจะบวชชี 1 พรรษา เพื่อศึกษาธรรมะที่ จ.กาญจนบุรี ถึงขั้นโกนผมแล้ว แต่หลานชายไปด้วยบวชได้ 2 อาทิตย์ หลานไม่ยอมอยู่ร้องจะกลับ เลยอยู่ไม่ครบความตั้งใจ

เธอบอกว่าช่วงที่ผ่านมามีอยู่หลายครั้งที่เธอรู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิตทางโลกแล้ว เลยอยากจะออกจากทางโลกเพื่อไปศึกษาธรรมะอย่างเต็มตัว แต่ก็ยังทำไม่ได้จริงๆ สักทีก็เลยเลือกเรียนปริญญาเอกทางด้านพุทธศาสนาแทนไปก่อน อนาคตก็คงเข้าหาธรรมะแบบจริงจังมากยิ่งขึ้น

“แม้ว่าเธอจะทำงาน ใช้ชีวิตแบบคนกลางคืนมาโดยตลอด แต่ สำหรับเธอมันก็คืองานที่ต้องทำ แต่เธอไม่ได้ชื่นชอบชีวิตกลางคืนสักเท่าไร ไม่ได้อยากไปเที่ยวกลางคืน หรือสนุกกับสถานที่แบบนั้น ถ้าไม่ได้ทำงานตรงนี้ก็คงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนมากนัก ตอนนี้ถ้ามีงานก็ไปทำ แต่ถ้าไม่มีงานเธอก็ไม่เคยย่างกรายไปเที่ยวกลางคืนที่ไหนเลยตอนนี้เป็นช่วงที่อยากทำงานในเวลางานปกติมากขึ้น

แล้วก็ไปวัดมากขึ้นในช่วงระยะ 4-5 ปีนี้ ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่เข้าใกล้ธรรมะมากที่สุด ชีวิตสงบร่มเย็นดีมาก ปล่อยวางเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงได้ มีเวลาว่างก็ไปวัดสวดมนต์ วัดที่ไปบ่อยก็วัดบวร แล้วก็วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้บ่อยที่สุด แล้วก็ไปเป็นจิตอาสาช่วยงานที่วัดท่าซุงเวลามีงานอยู่หลายครั้งแล้ว

“พอมีชีวิตใกล้ชิดพระพุทธศาสนามากขึ้น จิตใจเราก็เยือกเย็นมากขึ้น เหมือนได้ดื่มกินน้ำเย็นแล้วทำใจหัวใจเบิกบาน การมีธรรมะเอาไว้ก็เหมือนมีไม้ค้ำชีวิตไม่ให้เราซวนเซเมื่อเจออุปสรรคปัญหา นำไปปรับใช้ได้ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ทำให้มีขันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เวลาทำงานก็มีสติมากขึ้น” เธอกล่าวอย่างใจเย็น

สำหรับเรื่องงานนั้น เธอบอกว่างานผ่านสื่อตอนนี้ไม่มีเลย ตอนนี้เธอมีงานร้องเพลงทุกวันเสาร์ที่ Leela Bar ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน อาทิตย์ละวันเท่านั้น แล้วก็มีสอนร้องเพลงให้กับเด็กๆ วัย 4-12 ขวบ เนื่องจากเพื่อนของเธอเปิดโรงเรียนเล็กๆ สอนแอ็กติ้ง ก็เลยชวนเธอไปสอนร้องเพลงคู่กัน ซึ่งสอนมาได้ปีกว่าแล้วและสนุกกับงานนี้มาก

เธอบอกว่าตอนแรกๆ ก็ไม่คิดว่าจะไปสอนใครได้ แต่พอสอนได้เพียง 2 ครั้ง ก็พบว่าชอบมาก ก่อนหน้านี้มีคนมาชวนไปช่วยสอนเยอะ เธอก็ปฏิเสธตลอดเพราะไม่ชอบสอนหนังสือ แต่ตอนนี้พอมาลองกลับพบว่า มีความสุขมาก เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เธอได้ค้นพบตัวเอง จนถึงขั้นคิดว่าในอนาคตหลังจากเรียนจบปริญญาเอกแล้ว เธอจะเปิดโรงเรียนเล็กๆ สอนร้องเพลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทำจริงจังเป็นอีกอาชีพหลักของเธอ

“ไม่เคยคิดว่าจะสอนได้เลย นี่เป็นการค้นพบพรสวรรค์ใหม่ในตัวเองอย่างคาดไม่ถึง โชคดีที่ว่าเราจบปริญญาโทด้านจิตวิทยามา แล้วอ่านหนังสือมาเยอะ ก็เลยนำมาใช้ได้ว่าเวลาเราจะสื่อสารกับเด็กควรจะพูดคุย หรือแสดงออกกับเด็กอย่างไรให้เขาสนุก ผ่อนคลาย ไม่น่าเบื่อ เราเข้าได้ถูกทาง การสอนเด็กก็ได้ฝึกวินัยในตัวเราเองด้วย เราต้องตื่นเช้าขึ้น ตรงเวลา เตรียมการมาสอนอย่างดี ได้ฟื้นฟูวิชาที่เราเคยเรียนมา ก็มีความสุขทั้งผู้สอนและผู้เรียน”

นอกจากนั้น เธอยังมีความคิดว่าหากเธอเรียนจบปริญญาเอกแล้ว เธออยากจะไปสอนวิชาพุทธศาสนา ให้กับโรงเรียนของวัดท่าซุง เพราะโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เด็กนักเรียนต้องมีวิชาธรรมะเยอะกว่าโรงเรียนทั่วไป มีนั่งสมาธิ สวดมนต์ แล้วเป็นโรงเรียนที่เด็กสอบภาษาอังกฤษเกือบเต็มทั้งโรงเรียน เธอเคยไปเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะให้เด็กๆ ครั้งหนึ่งแล้วรู้สึกประทับใจมากๆ อยากกลับไปสอนอีก ระยะนี้มีความสุขกับการสอนหนังสือมากๆ

สำหรับตอนนี้เป้าหมายระยะสั้นในชีวิตก็คือ ต้องการจะเรียนปริญญาเอกให้จบสักที ตอนนี้เข้าปีสุดท้ายแล้ว เมื่อจบแล้วก็อยากจะไปสอนหนังสือมากขึ้น ทั้งสอนร้องเพลงหรือไม่ก็สอนวิชาศาสนาซึ่งสนใจงานด้านการสอนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เวลาที่เธอสอนร้องเพลงนั้น เธอไม่ได้สอนแค่การร้องเพลง แต่เธอจะสอนจริยธรรมสอดแทรกไปด้วย

“เวลาที่เราได้ไปสอนหนังสือแม้กระทั่งสอนร้องเพลง เราก็ได้นำหลักธรรมะ นำเรื่องศาสนาเข้าไปสอดแทรกด้วยเสมอ มีความรู้สึกว่าธรรมะถ้าเริ่มสอนกันตั้งแต่วัยเด็กมันดีกว่าอยากติดอาวุธ อยากให้เด็กๆ มีวัคซีนใจเอาไว้ป้องกันจิตใจไม่ให้หวั่นไหวอะไรง่ายๆ กับเรื่องรอบตัว เคยไปเจอเด็กต่างจังหวัดอย่างอำเภอไกลๆ อายุ 15-16 ปี ก็ตั้งท้องกันแล้ว เพราะเด็กขาดความรู้ในหลายเรื่องๆ ทำให้เขาไม่เท่าทันโลก อยากให้เขามีวิชาใจไว้ดูแลตัวเองกันได้สักระดับหนึ่งก็ยังดี และถ้ามีโอกาสก็อยากจะได้ไปเป็นวิทยากรบรรยายธรรมะให้กับผู้สูงวัยด้วย การได้น้อมนำเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตมันทำให้เรามีความสุข อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ยึดติดอะไรมากนัก อยากให้ทุกคนมีความสุขใจทั้งทางโลกและทางธรรม” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ในส่วนของงานร้องเพลงนั้น ถ้ามีคนจ้างก็ยังอยากทำอยู่ เธอมีความถนัดด้านเพลงแจ๊ซ หรือเพลงละครบรอดเวย์ เพลงที่ใช้พลังเสียงเยอะๆ เป็นเพลงแบบผู้ใหญ่ๆ หน่อย ไม่ถนัดเพลงวัยรุ่นยุคนี้เท่าใดนัก 

พาลูกเที่ยวแดนปลาดิบกับ ‘ปาป้านาโน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559750

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:22 น.

พาลูกเที่ยวแดนปลาดิบกับ ‘ปาป้านาโน’

โดย ฤดูกาล ภาพ : ปาป้านาโน

ประเทศยอดฮิตของครอบครัวคงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น” ประเทศที่เดินทางสะดวก ท่องเที่ยวสบาย และมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ “เป้” พงศธร โปสินธุ์ คือครอบครัวหนึ่งที่หลงรักประเทศนี้เข้าอย่างจัง ถึงขนาดที่ลูกสาววัย 8 ขวบของเขาไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วมากกว่า 25 ครั้งภายใน 7 ปีญี่ปุ่นครั้งแรกเริ่มต้นตอนน้องนาโนอายุ 1 ขวบครึ่ง ซึ่งเป็นทริปที่ทุลักทุเลที่สุดเนื่องจากลูกสาวไปป่วยที่นั่น

“ผมและภรรยาไม่เคยพาลูกออกนอกประเทศ เคยแต่พานั่งเครื่องบินไปเที่ยวในประเทศ ทำให้จากที่คิดว่าเตรียมตัวมาดีแล้วกลายเป็นว่ายังไม่ดีพอ” พ่อเป้เล่า

“ทริปนั้นน้องนาโนไข้ขึ้นสูง 39 องศา อาจเป็นเพราะนอนไม่เพียงพอผสมกับต้องหลับๆ ตื่นๆ ตลอดทาง เพราะเราซื้อทัวร์เที่ยวทำให้ต้องตื่นตามเวลา กินตามเวลา เที่ยวและพักตามเวลา นอกจากนั้น การไปโรงพยาบาลหาหมอในญี่ปุ่นจะเดินดุ่มๆ เข้าไปไม่ได้ แต่ต้องเรียกรถพยาบาลแล้วผ่านขั้นตอนของเขา และก็โชคดีที่มีคนไทยในญี่ปุ่นช่วยประสานงานให้สุดท้ายก็จบลงด้วยดี”

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาและภรรยาเรียนรู้เรื่องการเตรียมตัว แต่ที่มากกว่าคือ มันเกิดเป็นความรู้สึกค้างคา “เหมือนเป็นข้อผิดพลาดที่เราต้องกลับไปแก้ไข” จึงทำให้เกิดทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ขึ้นในเวลาไม่นาน ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาและภรรยาก็วางแผนและเดินทางเอง

“น้องนาโนไปญี่ปุ่นมาแล้วประมาณ 25 ครั้ง” ทำไมต้องเป็นญี่ปุ่น ถามเขาต่อ

“เพราะเป็นประเทศที่ใช้เวลาเดินทางไม่นานเกินไป และทั้ง 4 ฤดูของเขาก็มีทิวทัศน์และกิจกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้มีที่ใหม่ๆ ที่อยากไปอยู่เสมอ ดังนั้น 20 กว่าครั้งที่เราไปด้วยกันแทบไม่ได้ไปที่ซ้ำๆ เลย หรือถ้าไปเมืองเดิมก็จะเลือกทำกิจกรรมใหม่ และแต่ละเมืองก็ไม่ได้มีแค่กิจกรรมสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์พ่อและแม่ด้วย”

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของครอบครัว เขามักเลือกไปพิพิธภัณฑ์ที่มีแทบทุกเมืองในญี่ปุ่น ทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่จัดแสดงได้น่าสนใจ ทำให้เด็กเที่ยวได้สนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

“หลังจากพาลูกไปเที่ยวบ่อยๆ ทำให้ผมเห็นพัฒนาการของน้องนาโนในด้านการเข้าสังคม การปฏิบัติตัวในที่สาธารณะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกความอดทน เพราะคนญี่ปุ่นต่อคิวทุกอย่างไม่ว่าจะเด็กแค่ไหนก็ต้องต่อคิว ดังนั้นถ้าลูกต้องการอะไรก็ต้องอดทนรอและต้องต่อคิว ซึ่งสุดท้ายลูกจะได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่รอด้วย”

เขากล่าวด้วยว่า การท่องเที่ยวยังทำให้พ่อแม่ได้เรียนรู้ลูกในทุกด้าน และทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น

“เวลาเราทำกิจกรรมด้วยกัน มันคือช่วงเวลาที่ดีเสมอ ไม่ว่าระหว่างทางจะเจออุปสรรคหรือทะเลาะกัน สุดท้ายเราก็จะรักกันมากกว่าเดิม”

นอกจากนี้ พ่อเป้ยังต่อยอดการท่องเที่ยวไปสู่การเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์จำหน่ายสินค้าสำหรับแม่และเด็กนำเข้าจากญี่ปุ่น (nuccishop.com) และยังได้สร้างพื้นที่เล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊กชื่อ “papa nano ปาป้านาโน พาลูกเที่ยวญี่ปุ่นกัน” ไว้บันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวของครอบครัว และเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่มือใหม่ที่ต้องการพาลูกไปญี่ปุ่นด้วย 

Pay attention to our feet (1) ว่าด้วยการลงน้ำหนักของฝ่าเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559748

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:17 น.

Pay attention to our feet (1) ว่าด้วยการลงน้ำหนักของฝ่าเท้า

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เพราะว่าเท้ามีหน้าที่รับน้ำหนักของร่างกาย รวมทั้งการเคลื่อนไหว การจัดวางขาส่งผลถึงสะโพก การจัดการนิ้วเท้าส่งผลถึงเข่า บางทีเรื่องนี้อาจต้องเขียนกันยาวๆ มีหลายภาคต่อเลยทีเดียว เอาแบบค่อยเป็นค่อยไปละกันค่ะ มีหลายเรื่องให้เขียนเกี่ยวกับเท้านะ จะวางยังไง กว้างดี หรือแคบดี น้ำหนักอยู่ตรงไหน ข้อเท้าจัดวางยังไง นิ้วเท้าตั้งตรงหรือเหยียด น้ำหนักฝ่าเท้าลงที่ไหนดี และแต่ละแบบแตกต่างกันยังไงไม่เพียงแค่เฉพาะเวลาที่เราฝึกโยคะอาสนะ บางทีในชีวิตประจำวันของเราเอง คนส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ใส่ใจฝ่าเท้ากันเลยจนกระทั่งเกิดปัญหาของฝ่าเท้ามารบกวนการใช้ชีวิต หรือบางทีการที่เราละเลยการใส่ใจเท้าอาจสร้างปัญหาโดยอ้อมให้ร่างกายส่วนอื่นๆ ก็เป็นได้ สำหรับการฝึกท่าโยคะการจัดการเท้าที่ถูกต้องจะส่งผลกับท่าที่เราฝึกอย่างมหาศาล ซึ่งวันนี้ครูจะคุยเกี่ยวกับเรื่องการลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้า นั่นหมายความว่า อาสนะที่ส่งผลโดยตรงคือ กลุ่มอาสนะท่ายืน ทั้งยืน 2 ขาและยืนทรงตัวขาเดียว (Standing, Balancing Asanas) เพราะกลุ่มอาสนะท่ายืนมีฝ่าเท้าเป็นฐานนั่นเอง ความมั่นคงและการจัดระเบียบร่างกายเริ่มต้นมาจากฐาน ซึ่งก็คือฝ่าเท้าของเรา

เริ่มต้นเมื่อวางฝ่าเท้าลงสู่พื้นโลก การติดต่อสัมผัสพื้นด้วยความรู้สึกของพลังงานที่ถ่ายเทลงสู่พื้นเราจะสามารถรับรู้ด้วยความรู้สึกว่ามีส่วนใดของฝ่าเท้าบ้างที่ตอนนี้สัมผัสกับพื้นดินอยู่ ลองหลับตาสักครู่แล้วเริ่มสำรวจดูด้วยตัวเองว่า อะไรสัมผัสบ้าง มีน้ำหนักลงมากแค่ไหน นิ้วเท้า โคนนิ้วเท้า จมูกเท้าฝั่งด้านใน จมูกเท้าฝั่งด้านนอก อุ้งฝ่าเท้า ใจกลางฝ่าเท้า กระดูกส้นเท้า ลองรู้สึกถึงการติดต่อแบบโดยรวมทั่วทั้งฝ่าเท้า จากนั้นลองติดต่อแบบแยกส่วนแบบเฉพาะเจาะจงดู แล้วน้ำหนักมันลงตรงไหนมากสุด น้อยสุดของฝ่าเท้าโดยไม่ต้องวิเคราะห์ใดๆ แล้วลองจดโน้ตไว้ในใจดู นั่นคือการเริ่มต้นจากราก (Root)

อ้างจากสารานุกรมฝ่าเท้าของมนุษย์แข็งแรงและมีโครงสร้างที่ซับซ้อนประกอบไปด้วยกระดูก 26 ชิ้น 33 ข้อต่อ และมีกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นอีกมากกว่าร้อย ทีนี้ครูจะพูดถึงเฉพาะในมุมมองของการฝึกโยคะอาสนะตามโครงสร้างของกระดูกฝ่าเท้าส่วนที่คอยสนับสนุนการยืน คือส่วนที่มั่นคงที่สุดและแข็งแรงขณะยืนจะมีทั้งหมด 3 จุดด้วยกันโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะเหมือน 3 ขา Tripod ไม่ว่าพื้นผิวที่เราสัมผัสจะเป็นยังไง อ่อนนุ่มเหมือนทราย แข็งกระด้างเหมือนก้อนหิน ผิวขรุขระ ยังไงก็ตาม น้ำหนักที่เราปล่อยลง 3 จุดนี้ จะทำให้เรายืนได้โดยไม่ล้ม ยืนได้นานๆ ลดอาการเมื่อยล้าลง นั่นคือ 3 จุดหลักที่ควบคุมการยืนของเราให้มั่นคง แข็งแกร่ง

เมื่อลากเส้นทั้งสามเข้าหากันจะมีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ลองนึกถึงขาตั้งกล้องที่กางออกมาแล้วมี 3 ขา วางกล้องและเสนส์ที่บางครั้งหนักหลายกิโลกรัมได้อย่างมั่นคง ดังนั้นให้เราเน้นกระจายน้ำหนักของฝ่าเท้าออก แต่น้ำหนักจะลงมากสุดที่ 3 จุดดังรูปภาพที่ 1 เพื่อสร้างความมั่นคงคือ บริเวณจมูกเท้าฝั่งโป้ง (ฝั่งด้านใน) จมูกเท้าฝั่งก้อย (ฝั่งด้านนอก) และกระดูกส้นเท้า ส่วนบริเวณอื่นๆ ของฝ่าเท้าให้ลงน้ำหนักเช่นกัน แต่ในปริมาณที่น้อย ลองดูตัวอย่างการฝึกอาสนะ

ตัวอย่างการลงน้ำหนักฝ่าเท้าจากท่าต้นไม้

ในท่าต้นไม้ ให้นักเรียนลองจับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าข้างที่เรายืนดูเมื่อลงน้ำหนักมากสุดตรง 3 จุดตามที่ครูบอกแล้วให้ลองยกนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้วลอยขึ้นมาเล็กน้อยจากพื้นดูก็จะยังไม่ล้ม ยังอยู่ในท่าได้อย่างมั่นคง จากนั้นก็วางนิ้วเท้าลงเบาๆ สัมผัสพื้นเฉยๆ ไม่ต้องจิกนิ้วเท้าจะรู้สึกสบายและมั่นคง ขณะฝึกสามารถค้างท่าได้นานขึ้น

ตัวอย่างการลงน้ำหนักในท่าสุนัข

เช่นกันในท่านี้ ลองยกนิ้วเท้าทั้ง 10 นิ้วขึ้นมาเบาๆ แล้วค้างไว้สัก 5 วินาทีเพื่อสำรวจดู จะเห็นว่าเราก็ยังอยู่ในอาสนะได้โดยไม่ล้มเช่นกัน เมื่อเราได้ลงน้ำหนักตามจุด Tripod แล้วจะรู้สึกได้ว่าฝ่าเท้ามั่นคง นิ้วเท้าผ่อนคลาย จากนั้นก็ลองวางนิ้วเท้าลงเบาๆ ในฉบับหน้ามาคุยเรื่องฝ่าเท้ากันต่อค่ะ (ภาพมีลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog

Nune noppaluck สาวบิวตี้ค้นพบสีธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559738

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:51 น.

Nune noppaluck สาวบิวตี้ค้นพบสีธรรมชาติ

โดย รอนแรม

เมื่อบล็อกเกอร์สายบิวตี้ชอบเดินทาง จึงเกิดเป็นการผสมเรื่องราวของ 2 ขั้วระหว่างสายสวยและสายลุย ในแบบของ “นุ่น” นพลักษณ์ กุลธวัชชัย เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Nune noppaluck สาวสวยที่คนคุ้นกับเมกอัพจัดเต็ม แต่อีกด้านเธอก็มีมุมสบายๆ เมื่อออกเดินทาง

“นุ่นเป็นคนชอบเดินทางมาก เพราะทุกครั้งที่ได้เดินทางจะได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ตลอด โดยสไตล์ของนุ่นเป็นคนลุยๆ อาจจะไม่เหมือนลุคที่เห็นในเพจเท่าไร และทุกครั้งไม่ว่าจะไปไหน นุ่นจะเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนว่าที่ที่จะไปเป็นยังไง ต้องเตรียมเสื้อผ้าแบบไหน และต้องเตรียมเครื่องสำอางสีโทนไหนถึงจะเข้ากับสถานที่”

ล่าสุดเธอได้เดินทางไปเยือนเมืองสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เส้นทางสีชมพูอมม่วงเช่นเดียวกับสีเครื่องสำอางบนใบหน้าของเธอ นุ่นได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนของแคมเปญ พาเลท ออฟ ไทยแลนด์ (Palette of Thailand) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกับโอเรียนทอล พริ้นเซส จัดทำแคมเปญพิเศษภายใต้แนวคิด “ตลับสีเมืองไทย เฉดสีบันดาลใจให้คุณออกไปเดินทาง”

นับเป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับกลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ ด้วยการนำเฉดสีของแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมาออกแบบและผลิตเครื่องสำอางชุด Palette of Thailand วางจำหน่ายจำนวนจำกัดในร้านโอเรียนทอล พริ้นเซส โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้หญิงที่มีกำลังซื้อสูง และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว

“การท่องเที่ยวกับการแต่งหน้าดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เชื่อว่าสำหรับสาวๆ ที่รักการท่องเที่ยว จะทราบดีว่าสองอย่างนี้เกี่ยวโยงกันมาก เพราะเวลาเราไปเที่ยว เราก็อยากถ่ายรูปให้ออกมาสวย สาวๆ ก็ต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ที่ไป

อย่างนุ่นเองก็ชอบแต่งตัวเหมือนคนในท้องถิ่น อย่างมาสังขละบุรีก็จะหาชุดของสาวมอญมาใส่ และเลือกที่จะแต่งหน้าอ่อนๆ ให้ดูเป็นวันสบายๆ ไม่แต่งหน้าเต็มจนกลายเป็นแปลกหรือโดดเด่นเกินไป เพื่อให้การท่องเที่ยวครั้งนั้นสนุกมากขึ้น” บล็อกเกอร์สายบิวตี้กล่าวเพิ่มเติม

“นุ่นคิดไม่ถึงมาก่อนว่า สีของเครื่องสำอางจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงดงามจากธรรมชาติ อย่างสีมอญมิ้งจะเป็นสีของแสงพระอาทิตย์ตกที่ตกกระทบกับผิวน้ำออกมาเป็นโทนสีชมพูอมม่วง และสาวๆ ที่สนใจก็จะได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้นผ่านเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละเฉดสีของเครื่องสำอาง”

พาเลท ออฟ ไทยแลนด์ แบ่งออกเป็น 5 สีสันจาก 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย เลอพันโบก (โทนสีน้ำตาล ส้ม ทอง) ได้แรงบันดาลใจมาจากแสงพระอาทิตย์สีทอง ณ สามพันโบก จ.อุบลราชธานี

ครามดาว (โทนสีเทา ฟ้า) ได้แรงบันดาลใจจากทะเลหมอกจรดท้องฟ้าบนดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่

ลาลา มรกต (โทนสีเขียวน้ำทะเล ทอง) ได้แรงบันดาลใจจากสีท้องทะเลของสระมรกต จ.กระบี่

ตะลอนตราด (โทนสีชมพู พื้นทราย) ได้แรงบันดาลใจมาจากสีลอนของหาดทรายบนเกาะช้าง จ.ตราด

และมอญมิ้ง (โทนสีชมพู ม่วง) ความมุ้งมิ้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีท้องฟ้าเหนือสะพานมอญตอนเย็นที่สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ติดตามความหวานละมุนของเธอ และแหล่งท่องเที่ยวอันทรงเสน่ห์ของสังขละบุรีในรูปแบบวิดีโอผ่านเพจ Nune noppaluck หรือติดตามเส้นทางทั้ง 5 สีได้ทางเว็บไซต์ http://www.paletteofthailand.com

ฉัตรชัย+เรืองยศ มหาวรมากร ต่างขั้วแต่รู้ใจกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559731

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

ฉัตรชัย+เรืองยศ มหาวรมากร ต่างขั้วแต่รู้ใจกัน

โดย โยธิน อยู่จงดี ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“เวลาที่ผมออกไปเปิดธุรกิจใหม่ให้กับครอบครัวมันมีความท้าทายมีความเสี่ยงสูง แต่ผมไม่เคยรู้สึกกลัวเลย เพราะผมรู้ว่าพี่ชายผมที่อยู่ข้างหลังจะเป็นปราการชั้นดีจะทำให้ธุรกิจของครอบครัวดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง” เรืองยศ มหาวรมากร พูดถึงพี่ชาย ฉัตรชัย มหาวรมากร ในมุมมองที่เต็มไปด้วยความรักและเคารพ

ทั้งสองคนคือผู้บริหารบริษัท เอสซีพีวัน โลจิสติกส์ รีแบรนด์มาจากชื่อบริษัทเดิมคือ สมชัยปักษ์ใต้ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้ว่าปัจจุบันบริษัทนี้ไม่ได้รับงานเฉพาะภาคใต้อีกต่อไป แต่พร้อมที่จะขนส่งสินค้าไปทั่วประเทศด้วยมาตรฐานระดับสากล ฉัตรชัย เล่าถึงงานในบริษัทของเขาว่า

“แต่เดิมทีเป็นธุรกิจของคุณพ่อที่เริ่มมาจากการร่วมทุนกับบริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพื้นเพในการบริการขนส่ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งพื้นที่เป็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เราทำมาเรื่อยๆ จนคุณพ่อเริ่มซื้อหุ้นบริษัทมาทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นธุรกิจของครอบครัวในชื่อ สมชัยปักษ์ใต้ เรามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างมากในเรื่องการขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ลงภาคใต้ และภาคใต้ขึ้นกรุงเทพฯ

ฉัตรชัย เล่าต่อว่า คุณพ่อบริหารกิจการจนประสบความสำเร็จด้วยเวลาที่รวดเร็วอย่างมาก จนท่านเกษียณตัวเองตอนอายุ 50 ปีแล้วปล่อยให้เขาเข้ามาบริหารดูแลเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน โดยมีคุณพ่อคอยดูอยู่เบื้องหลังให้คำแนะนำ

“ผมจึงเรียนรู้การทำงานในแบบเจเนอเรชั่นเก่า แต่ก็รู้จักการทำงานแบบเจเนอเรชั่นใหม่เหมือนกัน เรียนรู้ตั้งแต่งานระดับล่างไปจนถึงงานบริหาร รู้ว่าคนรุ่นก่อนคิดอย่างไรและคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร และแน่นอนว่าความสำเร็จของคุณพ่อก็เหมือนกับการตั้งธงเส้นทางและรูปแบบความสำเร็จในแนวทางของท่านเอาไว้

เวลาที่เราคิดอะไรออกนอกกรอบนอกรูปแบบที่ท่านเคยรู้ ท่านก็จะคิดว่ายังไม่ใช่ ควรทำแบบนั้นแบบนี้มากกว่า ซึ่งเราก็เข้าใจ และพยายามค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารการทำงานให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปให้มากที่สุด โดยที่ยังสามารถทำงานกับคนรุ่นเก่าได้

เราเองก็ลองผิดลองถูกจนมีประสบการณ์ความรู้ความชำนาญ จนท่านมั่นใจว่าสามารถดูแลกิจการต่อได้ จึงเริ่มวางมือให้เข้ามาดูแลกิจการเต็มตัวกับน้องชาย”

จนกระทั่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ฉัตรชัยได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างชัดเจน รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไป คู่แข่งมากขึ้น แข่งขันกันเร็วขึ้น จากยุคที่ใช้การยื่นซองประมูลงาน เปลี่ยนมาเป็นการแข่งขันเสนอราคา มีเจ้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดคนที่ไม่คิดว่าจะเป็นคู่แข่งก็กลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญ จึงทำให้ 2 พี่น้องเห็นตรงกันว่าธุรกิจของตระกูลที่สืบทอดกันมา 40 ปีควรได้รับการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เรืองยศ เสริมพี่ชายต่อว่า

“เราคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานในบริษัทบางอย่างให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป สมัยก่อนเมื่อ 40 ปีที่แล้วโลกหมุนช้า คนทำธุรกิจโลจิสติกส์สมัยก่อน คืออยู่กับที่แล้วจะมีลูกค้าวิ่งเข้าหากันเอง แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้ว คนทำธุรกิจโลจิสติกส์เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาลูกค้า สมัยก่อนการติดต่อธุรกิจใช้วิธียื่นซองเสนอราคา แต่ปัจจุบันแข่งขันด้วยการบิดเสนอราคา การแข่งขันสูงขึ้น โลกหมุนเร็วขึ้นเราจึงทำธุรกิจแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

ธุรกิจของเราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเรารับงานในเส้นทางภาคใต้ แต่ปัจจุบันเราขยายเส้นทางการให้บริการไปสู่ภาคอื่นๆ เรามีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญในการทำธุรกิจนี้มากกว่า 40 ปี แต่เวลาที่เราไปเสนองานให้ลูกค้าเห็นชื่อ สมชัยปักษ์ใต้ ก็มักจะคิดไปก่อนว่าเราเก่งเฉพาะภาคใต้

ทั้งที่จริงแล้วเราส่งได้ทั่วประเทศ จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เอสซีพี วัน โลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าเราสามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ เป็นการทำพาบริษัทก้าวไปอีกระดับที่มีความท้าทายมากขึ้น”

ฉัตรชัย เล่าถึงการทำงานของทั้งคู่ว่า ในการทำงานของทั้งสองคน ตัวเขาจะเป็นคนอยู่หลังบ้านทั้งหมด พูดคุยกับลูกน้อง จัดการเรื่องภายใน แบบสไตล์เถ้าแก่

“ผมจะเป็นคนดูและจัดการทั้งหมด ส่วนเรื่องการบริหารติดต่อกับลูกค้าข้างนอก มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผมจะให้น้องชายเป็นคนดูแล บอกตามตรงว่าผมเองค่อนข้างจะทำงานอยู่ในกรอบอะไรที่ดีอยู่แล้วก็ทำไปตามนั้น เปลี่ยนแปลงเท่าที่จำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ได้แสวงหาความรู้ใหม่ๆ นะ

แม้จะอยู่ในกรอบ แต่ผมก็ยังติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเสมอ มีสิ่งใหม่ให้ลองใช้ผมก็ใช้ มีแนวทางเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงานก็ลองศึกษาลองใช้ดู แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เหมาะกับเรา ก็ต้องเลือกเหมือนกันใช้เฉพาะที่คิดว่าดีที่สุด ที่จะสามารถดำเนินธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแรงต่อไปได้

ในขณะที่น้องชายผมมีศักยภาพที่สูงมาก สามารถคิดไอเดียใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา และเป็นไอเดียที่มีความเป็นไปได้จริง กล้าคิด กล้าทำ กล้าลุย จะติดก็เรื่องเดียวก็คือเรื่องใจร้อน และทำงานไม่ค่อยละเอียด ชอบดูในภาพรวมของธุรกิจมากกว่าลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ที่สำคัญเขามีคอนเนกชั่นสูงในการติดต่อธุรกิจ ในขณะที่ผมเองปีหนึ่งแทบจะไม่เคยได้เจอเพื่อนๆ เลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ดังนั้นผมจึงมั่นใจที่จะให้เขาได้ดำเนินธุรกิจไปตามที่เขาคิดว่าดีต่อธุรกิจของครอบครัว ส่วนผมจะเป็นหลังบ้าน เวลาเจ็บก็ยังกลับมาได้ ดังนั้นภาพใหญ่ผมจะให้น้องชายเป็นคนดูแล ผมเชื่อว่าเขาทำได้ดีในจุดนี้”

เรืองยศ เปิดใจถึงพี่ชายที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังว่า

“พี่ชายสำหรับผม เขาเป็นพี่ชายที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจมาก ทุกครั้งที่ผมจะออกไปทำธุรกิจใหม่ๆ เปิดทางใหม่ๆ ผมจะคุยกับพี่ชายตลอดว่าดีไหม พี่ผมก็เปิดโอกาสให้ผมตลอด ส่วนตัวเขาดูหลังบ้านการเงิน การบริหารจัดการคนที่ดีมากๆ ผมมั่นใจในตัวพี่ชายผมมากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพี่เอาอยู่ได้แน่นอน

มันเป็นการทำงานที่มีเคมีตรงกัน แม้ไลฟ์สไตล์จะต่างขั้วกันมากก็ตาม แต่ผมคิดว่าการที่เราเหมือนกันคิดเหมือนกันไม่มันไม่สนุก ต้องมีสองขั้วมาถ่วงสมดุลกันไม่สุดโต่งแบบผม และไม่อยู่ในกรอบ

สิ่งหนึ่งที่เราคิดเห็นตรงกันมากที่สุด ก็คือเรามองเรื่องความสุขในองค์กรเป็นหลัก เน้นความโปร่งใสไม่กลัวปัญหา มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนคนในครอบครัว เหมือนกับชื่อ เอสซีพี วัน ที่หมายถึงความเป็นหนึ่งที่อยากจะสื่อออกไปให้ทุกคนได้รู้จัก” 

ธวัชชัย สมคง ความสุขของผู้อยู่เบื้องหลัง งานศิลปะระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559726

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

ธวัชชัย สมคง ความสุขของผู้อยู่เบื้องหลัง งานศิลปะระดับประเทศ

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“หน่อง” ธวัชชัย สมคง วัย 53 ปี เขาเป็นศิลปินที่มีผลงานยอดเยี่ยมและเป็นผู้ปิดทองหลังพระและอยู่เบื้องหลังนิทรรศการสำคัญมากมาย อาทิ พระราชาในดวงใจ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรภาครัฐ รวมถึงรับหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินในงานศิลปกรรมต่างๆ มากมาย เขามีผลงานจิตรกรรมที่โดดเด่นคือแนว “นามธรรม” โดยเฉพาะในเทคนิคสีน้ำที่ให้รายละเอียดคมชัด และผลงานในช่วงหลังของเขาเป็นการกลับมาให้ความสำคัญกับจิตรกรรมแบบ Photorealism ที่เคยแพร่หลายในอเมริกันยุค’60

พี่หน่องของน้องๆ ในแวดวงศิลปะ เป็นคน จ.แม่ฮ่องสอน การศึกษาสูงสุด Post-Diphoma จิตรกรรม มหาวิทยาลัยวิศวะบารติศานตินิเกตัน อินเดีย ปี 2549 เขาได้เริ่มก่อตั้ง Fine Art นิตยสารศิลปะร่วมสมัยที่เผยแพร่มากกว่า 13 ปี ภายใต้แนวคิดที่ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนิตยสารศิลปะเพื่อจรรโลงสังคม

ในฐานะจิตรกร ธวัชชัยเริ่มจัดแสดงผลงานเดี่ยวเป็นครั้งแรกในปี 2541 ภายใต้นิทรรศการ Ectasy Land ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ฯลฯ ที่สำคัญเขายังเป็นคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป และยังได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง

ความฝันที่อยากสานต่อ

ในฐานะที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการศิลปะมาหลายสิบปี สิ่งที่ธวัชชัยอยากผลักดันเผยแพร่ความคิด คืออยากผลักดันศิลปะให้สังคมในวงการได้รู้จัก ทำความเข้าใจกับผลงานศิลปะต่างๆ ดังเช่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว

“คนกลุ่มหนึ่งอาจมองว่า เราอยากพัฒนาประเทศด้วยการค้าขาย ส่งออก แต่ผมคิดว่าจริงๆ แล้วศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น เมื่อศิลปะเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ก็สามารถสร้างสรรค์หีบห่อขนมได้สวยงาม ผมคิดว่าศิลปะในชีวิตประจำวันสำคัญมากๆ หากเราสามารถนำงานดีไซน์มาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยได้ จะดีมาก

ผมอยากให้รัฐบาลรู้ว่า หากเขาพัฒนาศิลปะจะช่วยพัฒนามูลค่าได้เยอะ เพราะประเทศไทยมีทุกอย่างดีแล้ว แต่เรามองศิลปะในมุมแค่การเสพงานศิลป์ เสพภาพวาด แต่หากรัฐนำศิลปะไปจัดการ เอาศิลปะไปอยู่ในสินค้าโอท็อปจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มาก ตอนนี้คนให้ศิลปะอยู่ในหมวดท้ายๆ ในการใช้ชีวิต แต่จริงๆ แล้วศิลปะสามารถให้เกิดมิติของความสุขโดยที่เราไม่ต้องใช้เงินมาก”

รวมทั้งถ้าประเทศให้ความสำคัญเราจะเปลี่ยนไปเหมือนญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จแล้ว อานุภาพของศิลปะ คือ สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้น่าอยู่ได้ ศิลปะไม่ใช่แค่มิติทางวัฒนธรรม แต่ศิลปะสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรม ธวัชชัยยกตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ที่มีศิลปะทางภาพยนตร์สร้างสรรค์จนเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลได้

“ดังนั้น เมืองไทยต้องตีความของศิลปะให้ดี หากทุกคนในประเทศเข้าใจและเห็นมิติของศิลปะตรงกัน ประเทศจะพัฒนาได้เร็วขึ้น หีบห่อสินค้าเราดีแล้ว แต่ยังไม่ดีมากพอ หลายเคสของคนไทยมีหลายกลุ่มที่เอางานศิลป์มาใช้ แต่อยู่ในกลุ่มเล็กๆ ยังไม่เห็นเด่นชัด ยังตีความแค่ ทัศนศิลป์ คือ จิตรกรรม ประติมากรรม

เราน่าจะส่งเสริมไปในด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ ด้วย เราควรดูแลไปทุกๆ สาขา ตอนนี้กระทรวงวัฒนธรรมดูแลศิลปะทั้ง 9 สาขาแล้ว แต่เราจะทำแค่นั้นไม่ได้ ดังนั้นเราต้องช่วยกัน ยุคปัจจุบันเด็กเรียนวิชาวาดเขียนไปทำไม เขาไม่ได้เรียนเพื่อเป็นศิลปิน วิชาศิลปะควรให้อะไรกับเขา เช่น เมื่อเรียนรู้ทฤษฎีแล้ว ก็นำความรู้ไปแต่งตัว จัดห้องให้ชีวิตเป็นสุข ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาต้องวาดรูปเก่ง ไม่ต้องเน้นให้วาดภาพควรเน้นเรื่องการเรียนอะไรในงานศิลปะ ตัวแรกที่เขาควรเรียนสุนทรียภาพ ศิลปะทำให้เราเข้าใจว่าอะไรคือศิลปะ และจะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ แล้วตีความอย่างไร”

ความรู้ศิลปะของคนไทยอย่าเป็นแค่ที่ “เปลือก”

ในมุมมองของ ธวัชชัย เขารู้สึกว่า ทุกคนเสมือนมีความรู้เรื่องศิลปะเป็นอย่างดี แต่เอาเข้าจริงๆ มีความรู้แค่เพียงเปลือก หรือเราเคยเกิดคำถามว่า เรารู้จักศิลปินระดับโลกสัก 10 คนหรือไม่ แต่หากเราไม่รู้ก็ไม่เป็นไร หรือคุณรู้จักเพลงคลาสสิกระดับโลกไหม คุณไม่รู้ แม้คุณไม่รู้ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นเรื่องที่ไกลตัว

ในทางกลับกัน เรารู้จักกูรูด้านดนตรีไทยสัก 10 คน หรือคุณเคยอ่านวรรณกรรมของไทยสัก 10 เรื่องหรือไม่ ร้อยทั้งร้อยอาจให้คำตอบว่า ไม่เคย ซึ่งเป็นเรื่องของไทยเราแท้ๆ เรายังไม่รู้ หรือแม้เราคิดว่าเรารู้แล้ว แต่เราศึกษาอย่างถ่องแท้หรือยัง ในฐานะคนเรียนศิลปะเราควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ๆ ดังเช่น ชนชาวเกาหลีใต้ยุคทหารปกครองประเทศราวๆ ปี 1960 เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยากจนเป็นอับดับ 2 ของโลก คำถามคือ แล้วเกาหลีใต้กลับมาร่ำรวยได้อย่างไร คำตอบคือ ผู้นำเกาหลีใต้ในสมัยนั้นมองว่าการศึกษาแตกต่างจากประเทศไทย

“เกาหลีใต้บอกว่าเด็กควรอ่านเล่มวรรณกรรมคลาสสิกอะไรบ้าง เด็กได้เข้าไปดูหอศิลป์ ได้อ่านหนังสือเล่มสำคัญของโลก ฟังเพลงแจ๊ซ เวลาผ่านไปเกิดศิลปินยอดเยี่ยมเป็นคนเกาหลี สิ่งเหล่านี้ต้องบ่มเพาะ เพราะตอนเขาเด็กๆ เขาได้อ่านวรรณกรรมชิ้นสำคัญของโลก เขาจึงมีนักอ่านที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพมาก ดังนั้นนักเขียนของเกาหลีจะเขียนอะไรส่งเดชไม่ได้ เพราะนักอ่านเกาหลีอ่านงานระดับโลกมาเยอะ ส่งผลให้บทละครของเกาหลีเขียนอย่างมีมาตรฐาน

เราจะเป็นแบบเกาหลีได้ รัฐบาลของเราอยากให้เยาวชนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความเข้าใจในมิติไหน เพราะความรู้ของผู้นำโลกมีหลากมิติ ดังนั้นจะให้เด็กไทยเก่งแต่ฟิสิกส์ หรือเลขเท่านั้นไม่ได้ อีกทั้งเด็กๆ ต้องเข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง เราจะพัฒนาประเทศแบบไหน ตอนนี้เราพยายามเผยแพร่ความคิดนี้ไปสู่บุคคลสำคัญ ถ้าเรายึดแนวทางว่าเด็กควรศึกษาอะไร เราอยากให้อะไรกับเด็ก อย่าให้เด็กท่องจำเยอะ เราควรให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับการฟังเพลง เด็กๆ ควรมีทางออกชีวิตที่มากกว่า ไม่ต้องไปเดินแต่ห้างสรรพสินค้า ส่งเสริมให้เขาเป็นนักอ่านตัวยง แล้วเขาจะกลายเป็นนักเขียนที่ดี ดังนั้นเราต้องหว่านเมล็ดพืชในวงการศึกษาของเรา”

รัฐบาลต้องสร้างแกลเลอรี่ที่มีราคาย่อมเยา

เขามองวงการศิลปะร่วมสมัยไทยมีภาพรวมจากอดีตถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร ธวัชชัย กล่าวว่า วงการศิลปะไทยมีผลงานศิลปะดีๆ มากระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ทันใจใครหลายๆ คน ดีในแง่ผู้สร้างสรรค์ ศิลปินสร้างงานได้ดีมาก และไปได้ไกล

ในทางกลับกัน นักสะสมเองยังมีแนวคิดตามศิลปินรุ่นใหม่ไม่ทัน ทำให้ศิลปินที่อยู่ในยุคปัจจุบันไม่สามารถขายผลงานได้มาก ประกอบกับระบบแกลเลอรี่ทำให้วงการศิลปะเข้มแข็งไม่ได้ หลายประเทศประสบปัญหาเดียวกับเรา

“ในหลายๆ ประเทศ คนทำและคนเช่าแกลเลอรี่ไม่ได้รวยมาก เมื่อจัดนิทรรศการก็ต้องการขายงานให้ได้เป็นล้านเพื่อให้เสมอทุน อย่างประเทศจีนให้เช่าแกลเลอรี่ถูก เพราะมีรัฐบาลช่วยเหลือ ศิลปินจึงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้สบายขึ้น ในไทยคนเปิดแกลเลอรี่ใหม่ๆ เยอะ แต่เปิดแป๊บเดียวก็ปิด เพราะขาดทุน

รัฐบาลไทยจึงควรทำให้แกลเลอรี่มีความแข็งแกร่ง ธวัชชัย ชี้ว่า วงการศิลปะไทยจะได้ไปได้สวยในแง่เศรษฐกิจ เพราะแกลเลอรี่ต้องจ่ายภาษีให้ภาครัฐอยู่แล้ว ถือเป็นช่องทางที่ให้ศิลปินมีเวทีเผยแพร่แนวความคิดตัวเองสู่สังคม

“แม้เรามีเฟซบุ๊กแต่ไม่เป็นทางการเพื่อเผยแพร่ศิลปะ เพราะงานศิลปะต้องเข้ามาดูของจริงๆ งานศิลปะจึงต้องการพื้นที่ ต้องทำให้แกลเลอรี่มีค่าเช่าที่ถูกลง แม้เราส่งเสริมแต่ยังไม่พอ ต้องเป็นแกลเลอรี่เชิงค้าขายเลย

รัฐบาลเองควรให้อาคารเก่าๆ หรือไม่ได้ใช้ แล้วให้แกลเลอรี่เอกชนไปอยู่ เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ด้วย หรือจะให้แกลเลอรี่ไปเช่าพื้นที่ในห้างก็จ่ายเงินไม่ไหว ปัญหาเรื่องพื้นที่สำคัญ ตัวศิลปินเอง เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลาดกระบังผลิตผลงานศิลปะเยอะมาก แต่มีเวทีให้เขาเผยแพร่งานน้อยมาก เพราะค่าเช่าแพง คนมีความฝันจึงอยู่ไม่ได้

รัฐบาลต้องผลิตศิลปินแล้วต้องสร้างทั้งพื้นที่และสร้างชิ้นงานด้วย แกลเลอรี่เป็นเวทีมีนักบริหารพื้นที่เป็นสิ่งที่ศิลปินต้องการมากๆ หลายประเทศต้องทำแล้ว อย่างสิงคโปร์ทำแล้ว เขานำค่ายทหารเก่ามาทำเป็นแกลเลอรี่แล้ว กรุงปักกิ่งของจีนก็ทำแล้ว สำหรับกระทรวงวัฒนธรรมของเราก็เพิ่งเกิด ทุกคนต่างทำงานหนัก ต้องให้เวลาเขา ผมเชื่อว่าทุกคนกำลังช่วยวงการศิลปะให้ดีที่สุด ต้องให้เวลากัน ผมเชื่อว่ามีต้นแบบในอีกหลายประเทศ เราก็ได้ศึกษา ช่วยกันผลักดัน สื่อคนทุกกลุ่มต้องช่วยกัน เพื่อทำให้ศิลปินมีพื้นที่โชว์ผลงานศิลปะ เพื่อก้าวขึ้นสู่มาตรฐานสากล”

สื่อสิ่งพิมพ์ต้องปรับตัว

ในฐานะที่อีกภาคหนึ่งของ ธวัชชัย นอกจากเป็นผู้ลงทุนและทำสื่อศิลปะ เขามองสภาพการณ์สื่อศิลปะน่าชื่นใจ เพราะโลกเรามีเฟซบุ๊ก ทำให้ศิลปินได้เผยแพร่งานโดยไม่ต้องพึ่งพาใครมาก ในฐานะสื่อมวลชนเองต้องเรียนรู้ เพราะคนต้องการอะไรที่ง่ายๆ และรวดเร็ว ไม่มีเรื่องเงื่อนไขของเวลา เขาจะไม่รอว่า อยากรู้อยากเห็นต้องรู้ทันที

“ยุคนี้ทีวีจึงไม่ตอบโจทย์ หนังสือพิมพ์ก็ต้องหาซื้อ ในวันหน้ารูปแบบสื่อต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปอีก เช่น ฮาร์ดก๊อบปี้สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เนื้อหาทั้งหมดต้องเปลี่ยนให้แตกต่างไปจากโซเชียล ไม่งั้นสื่อเหล่านี้ก็จะขายไม่ได้ หนังสือทั้งหลายไม่สามารถแข่งขันเรื่องความเร็วได้เลย ดังนั้นฮาร์ดก๊อบปี้จึงควรสังเคราะห์ว่า ออนไลน์ให้อะไรไม่ได้ แล้วไปตรงจุดนั้น

ผมเคยคุยกับสำนักพิมพ์ระดับโลก ยอดพิมพ์เขาเพิ่มขึ้นในหนังสือบางประเภท หนังสือที่เป็นองค์ความรู้ยังถูกผลิตอย่างต่อเนื่อง งานศิลปะดูงานจริงๆ กับดูในฮาร์ดก๊อบปี้ก็ต่างกัน ผมคิดว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คนจะโหยหาบรรณาธิการ เพราะข้อมูลออนไลน์มันไม่กลั่นกรองเลย แล้วคนจะเบื่อ คนจะโหยหาฮาร์ดก๊อบปี้ที่มีกองบรรณาธิการ เพราะเขากลั่นกรองได้

ตอนนี้หนังสือปิดตัวหลายสื่อ สายส่งก็ไม่มีอะไรส่ง สายส่งอาจต้องขึ้นเปอร์เซ็นต์ อีกหน่อยสำนักพิมพ์จะเป็นคนขายเอง และอีกหน่อยอี-บุ๊กจะไม่ทำเงิน แม้ราคาถูกจริงแต่คนรุ่นเก่ายังตามไม่ทัน ปัญหาก็คือแมกกาซีนเมื่อก่อนเสิร์ชจากอินเทอร์เน็ต หนังสือบางเล่มนำเนื้อหามาแปลจากออนไลน์พวกนี้จะไปไม่รอด เพราะคนไปเสพในอินเทอร์เน็ตแล้ว

อีกหน่อยหนังสือจะผลิตเพื่อคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และงานต้องมีคุณภาพมากขึ้น เช่น นักธุรกิจต้องมีคอนเทนต์อย่างไรให้ซัพพอร์ตให้เพียงพอ ยุคก่อนทำไม่ดีแค่มีแอดโฆษณาก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ออนไลน์แอดถูกกว่า หนังสือพิมพ์จึงอยู่ไม่ได้ ต่อไปนี้บริษัทเล็กๆ ค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก จึงพอเป็นไปได้อยู่ได้”

ในวันข้างหน้า เราจะทำอย่างไรให้ศิลปินที่เก่งๆ ของเรายังสามารถทำงานศิลปะได้อย่างต่อเนื่อง ธวัชชัย ฝากว่า

“ถ้าเขาขายผลงานศิลปะของเขาไม่ได้เลย รัฐควรสนับสนุนอย่างไร ตอนนี้ศิลปินเสียสละทำงานยากลำบาก เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีสิ่งแวดล้อม ศิลปินรุ่นใหม่ๆ รัฐเองก็ต้องสนับสนุน เพื่อให้ศิลปินมีความสามารถเลี้ยงชีพได้เพราะความสามารถของเขาเอง”

งานอดิเรก คือ เสพผลงานศิลปะ

ไลฟ์สไตล์ของธวัชชัย นอกจากชื่นชอบผลงานศิลปะแล้ว เขายังชื่นชอบการเสพของแอนทีค เสาร์-อาทิตย์เขาชอบไปดูของเก่าที่สวนจตุจักร เนื่องจากของแอนทีคดูมีเรื่องราว มีรูปทรงที่น่าสนใจ

“ของแอนทีคที่ผมซื้อมาส่วนใหญ่ ผมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ต้องใช้งานได้ เมื่อก่อนผมสะสมกบเหลาดินสอ ซึ่งตอนนี้ไม่มีที่เก็บ ปัจจุบันจึงต้องซื้อแล้วใช้ได้ด้วย เช่น ผมเก็บกบเหลาดินสอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากได้มากๆ เช่น กบเหลาดินสอสเตทเลอร์ ของเยอรมนี ผมเก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมากไว้ที่ทำงาน จนตอนนี้จะเป็นร้านขายไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีกบเหลาดินสอของญี่ปุ่น ถือเป็นของเก็บสะสมที่เป็นความทรงจำในวัยเด็ก ตอนเด็กๆ ผมอยากเล่นดนตรี แต่แม่อยากให้เรียนมากกว่า เพราะผมชอบฟังเพลงตั้งแต่เด็กๆ เพลงร็อก เพลงสากล ตอนหลังฟังแจ๊ซในยุค 1950 ผมก็ชอบมากๆ เพราะนักดนตรียุคนั้นฝีมือดีๆ และมีจำนวนเยอะ ผมเริ่มจากฟังเพลงในซีดีก่อน ถ้าชอบค่อยไปหาซื้อแผ่นเสียงมาฟัง เพื่อให้ได้มิติเสียงสมจริงมากกว่า ประกอบกับน้องชายของผมชอบสะสมแผ่นเสียง สำหรับผมเริ่มสะสมย้อนกลับไปไม่ถึง 10 ปี ซึ่งอรรถรสในการฟังแผ่นเสียงกับฟังเพลงในแผ่นซีดีให้ความไพเราะคนละเรื่อง”

ธวัชชัย ขยายความว่า อรรถรสการฟังแผ่นเสียงดีมากๆ แม้เก็บผ่านไป 60 ปี แล้วย้อนนำกลับมาฟังคุณภาพเสียงยังฟังได้ดี เพราะใช้ระบบบันทึก คือ โมโน ซึ่งให้เสียงที่ดี

“ระบบโมโนซึ่งแผ่นพวกนี้ราคาจะสูงเพราะอัดเสียงได้สมจริง ผมเริ่มซื้อนำมาฟังเริ่มเยอะ ศิลปินที่ผมชอบเป็นพิเศษ เช่น Jackie Mclean Lee Morgan ผมมีอัลบั้ม Cliff Craft Cliff Jordan Blue Note 1582 เป็นต้น”

นอกจากแผ่นเสียงซึ่งธวัชชัยมีเก็บสะสมไว้มากถึง 1,000 แผ่น เขายังสนับสนุนผลงานของศิลปินรุ่นใหม่

“ผมอยากให้งานของศิลปินรุ่นใหม่ๆ ดูมีพลัง 2 ปีที่แล้วผมเริ่มเก็บรูปรุ่นใหม่ที่ปั้นงาน ผลงานของศิลปินผมเก็บสะสมไว้มากกว่า 50 ชิ้น ซึ่งแผ่นเสียงเป็นสิ่งที่ผมโฟกัสในช่วง 10 ปีหลัง ผมมีแผ่นเสียงประมาณ 1,000 แผ่น แบ่งเป็นบันทึกด้วยระบบโมโน 200 แผ่น มูลค่าบางแผ่นน่าจะไปสูงถึงแสนกว่าบาท เพราะแผ่นเสียงดีๆ แผ่นหลักหมื่น เช่น แผ่นของศิลปินยุคแรกๆ เช่น ลี มอร์แกน ไมล์สเดวิส และอีกมาก ล้วนเป็นศิลปินยุค’50 ถึงยุค’60”