เจตน์ เพชรกนกพราว อยากให้คนไทยเข้าถึงอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557515

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:36 น.

เจตน์ เพชรกนกพราว อยากให้คนไทยเข้าถึงอาหารปลอดภัย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

“หยก” เจตน์ เพชรกนกพราว คนรุ่นใหม่วัยแค่ 25 ปี แต่รักในการทำงานเพื่อสังคมมานานหลายปี ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยกระทั่งเรียนจบ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็ยังทำงานในองค์กรที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคม

ปัจจุบันเป็นผู้จัดการสวนชีววิถี (Growing Diversity Park) หรือ GD Park อันเป็นสวนที่ตั้งขึ้นเป็นสำนักงานของมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย (BIOTHAI) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร การติดตามบทบาทบรรษัท และการค้าที่เป็นธรรม เป็นต้น โดยเขาเพิ่งเริ่มงานมาได้ประมาณ 1 เดือนเศษๆ เท่านั้น

“สวนชีววิถีเพิ่งตั้งมาไม่นาน มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งของมูลนิธิชีววิถี และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ตัวสวนประกอบด้วยสำนักงาน บุคลากรด้านต่างๆ ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม มีพิพิธภัณฑ์เพื่อโชว์ความหลากหลายของพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะพืชผักพื้นบ้านที่หากินยาก ด้านนอกมีบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีแปลงผักเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากเราต้องการสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและมั่นคงให้ประชาชนได้เข้าถึง

มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ห้องน้ำและทางลาด มีร้าน GD Shop&Cafe’ มีเมนูเครื่องดื่มสุขภาพที่คัดสรรอย่างดีและเน้นเรื่องราวแหล่งที่มาของวัตถุดิบ อาทิ เมล็ดกาแฟ นมสดออร์แกนิก ส้ม มะนาวปลอดสารเคมี น้ำผึ้งแท้จากชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ มีครัวทราย (Sand Kitchen) สำหรับเด็กๆ ได้เล่นสนุกสนาน

หน้าที่ผมคือทำให้สวนชีววิถีแห่งนี้สื่อสารความเป็นมูลนิธิชีววิถีออกมาให้ประชาชนได้รู้จักมากที่สุด ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของมูลนิธิที่ได้จัดขึ้นเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม อย่างเช่นโครงการกินเปลี่ยนโลกที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้ โดยเรามีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันอยู่ทั่วประเทศ”

เจตน์ กล่าวต่อว่า สวนชีววิถีถือเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้การเกษตรและอาหาร มีหลักสูตรให้ผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย เช่น การทำดินปลูกสำหรับเกษตรในเมือง การคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ การปลูกผักพื้นบ้านสำหรับบริโภคในพื้นที่จำกัด การเรียนรู้วัตถุดิบที่มาของอาหาร การทำเวิร์กช็อปต่างๆ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้มูลนิธิต้องการสร้างทางเลือกระบบการบริโภคอาหารให้เป็นระบบที่ยั่งยืนปลอดภัยกับผู้บริโภค

นี่คือหน้าที่การงานของเจตน์ในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนชีวิตไปก่อนหน้านี้ จะรู้เลยว่าทำไมเขาถึงเลือกมาทำงานกับมูลนิธิชีววิถี ทั้งที่เมื่อพูดถึงความรู้ที่เรียนจบมา (จบเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล) สามารถทำงานอื่นที่ตรงกับสายงานหรือรับราชการได้สบาย แต่เขากลับเลือกมูลนิธิชีววิถี

“ที่เลือกชีววิถี เพราะผมทำงานจิตอาสามาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ตั้งชมรมจิตอาสาก็เป็นประธานชมรมและเป็นผู้ประสานงานทุกอย่างเวลาทำโครงการต่างๆ ไม่ว่าโครงการของมหาวิทยาลัย โครงการที่พวกเราทำกันเอง หรือร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น โครงการครูบ้านนอก เป็นครูอาสาสอนน้องๆ ชาวเขา พร้อมนำเอาของไปแจกก็ไปกันทุกปี ผมชอบที่จะทำและมีความสุขดี

ทว่า พอเรียนจบมุมมองในการทำจิตอาสาเปลี่ยนไปจากที่เคยทำ ผมมองว่าการเอาของไปแจกไม่ได้เกิดความยั่งยืน เรียนจบจึงขอคุณแม่ไปเป็นอาสาสมัครที่ จ.เชียงใหม่ ประมาณ 1 ปี ที่แรกไปอยู่สวนพันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้การพึ่งพาตนเองในเรื่องปัจจัยสี่ของพี่โจน จันใด เรียนรู้การสร้างบ้าน การผลิตอาหารที่ปลอดภัย จากนั้นไปเป็นครูอาสาที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ พร้อมกับช่วยเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นปกาเกอะญอทำโฮมสเตย์”

เจตน์เป็นคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจสมชื่อ หลังได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ จากการเป็นอาสาสมัคร 1 ปี ก็เดินทางกลับบ้าน คิดถึงการทำงานตามสเต็ปของชีวิต แต่มุมมองในการทำงานของเขาน่าสนใจคือ ไม่อยากทำงานเพื่อมุ่งหวังเงินสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างเดียว แต่งานที่ทำนั้นควรต้องเป็นงานที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสังคม

“การไปเป็นอาสาสมัครทำเกี่ยวกับการเกษตร ผมเห็นว่าเรื่องอาหารเป็นปัญหาใหญ่มากในสังคม เราไม่รู้หรอกว่าอาหารที่เรากินทุกวันมีการปนเปื้อนสารเคมี นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกมูลนิธิชีววิถี เพราะมูลนิธินี้พยายามที่จะสร้างทางเลือกอีกช่องทางหนึ่งให้ผู้บริโภคได้ตระหนักรู้ว่าอาหารที่คุณกินมันมีสารเคมีนะ

เพราะฉะนั้นคุณสามารถเลือกกินอาหารที่ไม่มีสารเคมีจากเกษตรกรผู้ทำเกษตรอินทรีย์ หรือคุณสามารถปลูกผักปลอดสารพิษเองได้ อย่าลืมว่าทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งเยอะมาก ส่วนหนึ่งมาจากอาหาร” เจตน์ เล่าถึงการร่วมงานกับมูลนิธิชีววิถี 

กฤติยา ศรีสนิท บริหารเงินอย่างสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557509

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:53 น.

กฤติยา ศรีสนิท บริหารเงินอย่างสมดุล

โดย  ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

กฤติยา ศรีสนิท หรือคุณหนิง จัดได้ว่าเป็นผู้หญิงเก่งอีกคนหนึ่งในแวดวงการเงิน เมื่อเธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานด้านนี้มานานถึง 30 ปี และแม้ปัจจุบันเธอจะอายุได้ 57 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีความกระฉับกระเฉง พร้อมลุยงานหนักได้ตลอดเวลา

ปัจจุบันคุณหนิง ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แคปปิตอล ออโต้ ลีสที่ครอบคลุมการให้บริการด้านสินเชื่อรถจักรยานยนต์เป็นหลัก โดยมีบทบาทดูแลและรับผิดชอบด้านการบริหารและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัท ทั้งการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ การแสวงหาและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท

คุณหนิง บอกกว่า เธอเป็นคนชอบและสนุกกับงานที่ทำอยู่ โดยยึดหลักที่ว่าต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ซึ่งเธอเองก็อยู่กับสามีแค่สองคนจึงเป็นข้อได้เปรียบคนอื่นที่สามารถทุ่มเทเวลาทำงานได้เต็มที่

อย่างไรก็ตาม แม้จะเหลือเวลานานอีก 3 ปี ถึงเกษียณอายุ แต่เธอก็ต้องเตรียมพร้อมและวางแผนสร้างตัวแทนคนรุ่นใหม่ในทุกๆ ตำแหน่งให้ขึ้นมาแทนที่แล้ว เพื่อให้การทำงานของบริษัทลื่นไหล โดยไม่สะดุดหลังจากที่เธอลุกออกไปแล้ว

คุณหนิง บอกว่า ตัวเธอเองไม่เคยคิดวางแผนเพื่อรองรับวัยเกษียณแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เธอทำตลอดตั้งแต่เริ่มทำงาน ก็เปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมชีวิตหลังเกษียณอยู่แล้ว ด้วยความที่เรียนจบบัญชีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานด้านการเงินมาโดยตลอด เธอจึงรู้จักบริหารเงินเดือนที่ได้มาอย่างสมดุล

“เป็นคนค่อนข้างมีวินัยทางการเงิน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ใช้เก็บ และลงทุนสร้างดอกผล ลงทุนกับพวกที่หักภาษีได้ เช่น LTF หรือ RMF หรือถ้ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ให้บริษัทหักสะสมไว้เต็มที่เลย และยังเป็นการฝึกวินัยการออมไปในตัว”

ที่สำคัญเธอยังเป็นคนไม่ชอบลงทุนหวือหวา หรืออะไรที่มีความเสี่ยง แต่ก็ลงทุนซื้อบ้านที่เชียงใหม่ไว้ เพราะชอบเป็นการส่วนตัว อยากได้บ้านที่ไม่เหมือนกับบ้านที่กรุงเทพฯ เอาไว้ไปพักผ่อน และเก็บไว้เป็นทรัพย์สมบัติได้

คุณหนิง บอกกว่า ข้อดีของเชียงใหม่ คือ เป็นทั้งเมืองใหญ่ที่มีความเจริญเหมือนกับกรุงเทพฯ แต่พอออกมานอกเมืองเล็กน้อยก็ยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก

“หลักการบริหารเงินของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าหาเงินได้มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เงินแบบไหนมากกว่า ใช้เงินเป็นหรือเปล่า เพราะโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่ตระหนี่ อยู่ที่การบริหารจัดการ ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะใช้เงินเดือนละเท่านี้ ก็ต้องทำให้ได้ เป็นการฝึกฝนนิสัยไปในตัว ทำให้เรามีเงินเก็บได้”

เคล็ดลับที่สำคัญอีกอย่าง คือ ในช่วงเวลา5 วันทำงาน เธอก็อยู่กับงานเต็มที่ แต่เสาร์-อาทิตย์ก็เป็นวันสำหรับตัวเอง สำหรับครอบครัว เธอชอบเล่นกอล์ฟ เล่นได้ทั้งวันจนครบ 18 หลุม ได้พปปะเฮฮากับเพื่อนๆ

“นอกจากนี้ ในเรื่องสุขภาพก็สำคัญต้องตรวจเช็กทุกปี การกินก็ต้องควบคุมน้ำหนักให้พอดี ต้องดูแลร่างกาย สุขภาพ ให้แข็งแรง ซึ่งการไม่มีลูก ทำให้ไม่ต้องกังวลหรือเป็นห่วงอะไรมาก ชีวิตก็สุขสบายดี แต่ก็ต้องใช้ชีวิตไม่ประมาท” 

คลื่นลูกใหม่ ‘เพชรชมพู กิจบูรณะ’ หิ้วดีกรีเดอรัม ลุยงานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557508

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

คลื่นลูกใหม่ ‘เพชรชมพู กิจบูรณะ’ หิ้วดีกรีเดอรัม ลุยงานการเมือง

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ

หากถามว่าในวัยเบญจเพสของผู้คน เรากำลังทำสิ่งใดหรือต้องการสิ่งใดในชีวิต บางคนอาจสำเร็จ บางคนอาจเริ่มต้น บางคนอาจล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง หรือบางคนยังคงค้นหาตัวเองไม่เจอ แต่สำหรับหญิงสาวในวัย 25 ปีผู้นี้ เธอกำลังพบกับก้าวย่างสำคัญของชีวิต เพราะได้ตัดสินใจเดินเข้าสู่ถนนสายการเมืองของประเทศไทย

เรากำลังพูดถึง เพชรชมพู กิจบูรณะ สาวสะพรั่งหน้าตาสดสวยพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส ที่มาพร้อมกับความสามารถด้านองค์ความรู้ทั้งเรื่องปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ และข้อกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างมหาวิทยาลัยเดอรัม ประเทศอังกฤษ

เกือบ 10 ปีในการร่ำเรียนศึกษาตามสิ่งที่ชอบในต่างแดน วันนี้เพชรชมพูพร้อมแล้วที่จะนำความรู้ที่ร่ำเรียน มาพัฒนาสังคมบนแผ่นดินเกิดอย่างที่เธอปรารถนา ด้วยก้าวแรกบนเส้นทางการเมืองในสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ และ ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นโต้โผใหญ่ของพรรค โดยเธอถูกวางตัวอยู่ในทีมโฆษกพรรค

ไฟแห่งความน่าสนใจในตัวเธอ ถูกจุดขึ้นหลังการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา เธอยืนเด่นเป็นสง่าดั่งดาวฤกษ์ ที่รายล้อมด้วยคนการเมืองระดับผู้ใหญ่ โพสต์ทูเดย์@วีคลี่ จึงไม่อาจปล่อยผ่านที่จะทำความรู้จักกับเธอ

เพชรชมพู เรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนสายปัญญารังสิต จากนั้นในวัย 14 ปี ต้องเดินทางไกลข้ามแผ่นดินเกิดไปร่ำเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ตัวคนเดียวในต่างแดนทำให้เธอรู้จักกับการเอาตัวรอด การเผชิญปัญหาและการหาทางออกจากปัญหา จากนั้นประตูมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศอังกฤษเปิดต้อนรับเธอ ก่อนเดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษเป็นอันดับ 3 อย่าง เดอรัม (University of Durham, UK) ปริญญาตรีใบแรกเธอเลือกเรียนปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ก่อนจะเรียนต่ออีกหนึ่งปริญญาตรีในด้านกฎหมาย และปัจจุบันก็ใกล้จะจบปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหา’ลัยชั้นนำแห่งนี้

แต่ห้วงเวลาที่ร่ำเรียนความสนอกสนใจด้านการเมืองของบ้านเกิดเมืองนอนยังคงวนเวียนในจิตใจของเพชรชมพู กระทั่งเมื่อปี 2556-2557 เธอก้าวขึ้นเวทีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เพราะเห็นด้วยกับบทบาทการต่อต้านคอร์รัปชั่น และคัดค้านการนิรโทษกรรมทางการเมือง

ระหว่างนั้น เธอยังคว้าเอาโอกาสเป็นตัวแทนของประเทศ ขึ้นเวทีระดับโลกอย่าง One Young World เมื่อปี 2557 ที่ดับลิน ไอร์แลนด์ เพื่อแสดงออกถึงความเห็นของคนรุ่นใหม่ในปัญหาบ้านเมือง และเธอใช้เวลา 4 นาที บนเวทีโลกสะกดผู้ฟังด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น และพลังคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาทุจริต เธอลงจากเวทีพร้อมกับเสียงชื่นชมจาก นิโคลาส อาร์ดิโต บาเร็ตตา อดีตประธานาธิบดีปานามา

จุดยืนทางการเมืองที่เข้มแข็ง และยืนหยัด อุดมการณ์ของ กปปส.ที่ตรงกับความเห็นของตัวเอง เพชรชมพูเลือกเส้นทางการทำงานการเมืองนับจากนั้น จากคณะทำงานในมูลนิธิ กปปส. กับการเปลี่ยนแปลงที่วันนี้ เธอเป็นหนึ่งในทีมโฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย และนับเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองบนถนนการเมือง

เพชรชมพู สะท้อนตัวตนให้ฟังอย่างน่าสนใจ เธอเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตทำให้เลือกงานการเมือง เพราะได้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และเห็นภาพประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมาชุมนุม 204 วัน พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ และถือเป็นความเสียสละอย่างมาก จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความซาบซึ้ง และต้องการนำความรู้ที่ไปร่ำเรียนยังต่างแดนมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาประเทศ

“เราคิดว่าพลังประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดียิ่งขึ้นได้ เพียงแต่เราต้องเริ่มลงมือทำ” เพชรชมพู เล่า

ทักษะความคิดถูกปลูกฝังตั้งแต่เธอเข้าห้องเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อครูแนะนำตัวเธอไว้ว่า เราต้องเป็นนักเรียนไปตลอดชีวิต นั่นเพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด หากแต่การเรียนรู้ชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเองให้สามารถปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ขณะที่ห้องเรียนที่อังกฤษ ก็สอนความหลากหลายให้กับตัวเธอ ให้รู้ว่าถนัดสิ่งใด ชอบสิ่งไหน และทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคมผ่านกิจกรรมที่หลากหลายได้อย่างไร

“การที่ชีวิตของคนเราจะมาถึงจุดๆ หนึ่งได้นั้น ต้องอาศัยตัวแปรหลายอย่าง ทั้งคนรอบข้าง หนังสือที่อ่าน หนังที่ดู ข้อมูลที่ได้รับ สิ่งนี้เป็นเครื่องหล่อหลอมตัวเอง ประสบการณ์ที่ดีและร้ายก็ช่วยให้เรามีคุณค่า และมันสร้างความหมายของชีวิตขึ้นมา”

เพชรชมพู มองเห็นความต้องการของตัวเองในงานด้านการเมืองและสังคมผ่านทักษะที่หลากหลายอย่างที่เธอเล่าให้ฟัง กระทั่งได้ขึ้นเวทีชุมนุมเพราะตัวเธอเองเป็นที่รู้จักในพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเคยฝึกงานกับพรรคในโครงการยุวประชาธิปัตย์เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ จุดนี้เองที่ทำให้เธอซึมซับการต่อสู้ และพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง

จากจุดนั้นก็นำเธอเข้าสู่งานการเมือง เริ่มต้นที่มูลนิธิ กปปส.และนำไปสู่หนึ่งในคณะทำงานจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

เพชรชมพู ที่วันนี้เป็น เธอเปรียบตัวเองว่าเป็นทุกอย่างของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ทั้งงานอำนวยการ ทีมโฆษกพรรค การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างคนรุ่นใหม่อย่างเธอและคนระดับเซียนการเมืองในพรรค ซึ่งเธอสะท้อนความคิดในมุมการเมืองในแง่ความเห็นของเธอเองว่า ประชาธิปไตยสำหรับการเมือง แต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน มันทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เหมาะสมเหมือนกันทั้งหมด เพียงแต่ประชาธิปไตยจะต้องสามารถปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับประเทศนั้นๆ ได้ เหมือนเสื้อที่ตัดเย็บออกมาจากโรงงาน มันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะใส่เสื้อตัวนี้ได้อย่างพอดีตัว แน่นอนว่าจะต้องปรับแก้ ขยายบ้าง เพื่อให้เข้ากับรูปร่าง ประชาธิปไตยก็เช่นกัน

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว นิยามประชาธิปไตยที่เพชรชมพูอยากเห็นนั้น เธอวาดภาพไว้ว่า อยากเห็นประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่

“เพราะที่ผ่านมา การเมืองบ้านเราถูกเรียกว่าปิงปอง มันเป็นการต่อว่ากัน ทะเลาะกันระหว่างนักการเมือง เราละเลยว่ามัวแต่ทะเลาะกันแล้วประเทศชาติได้ประโยชน์อะไร เราสาดสีใส่กันต่อว่ากันโดยไม่หาทางออกให้กับประเทศ เป็นการแย่งชิงมวลชนกัน เรื่องแบบนี้เราควรจะเปลี่ยนได้แล้ว” เธอสะท้อนจุดยืนของตัวเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ต่อข้อคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ เธอยืนยันว่าการเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตย แต่เชื่อว่าการเห็นต่างทุกอย่างก็มีผลลัพธ์ที่เหมือนกันหรือเป้าหมายที่ตรงกัน นั่นคือความต้องการเห็นการพัฒนา เห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศที่ดีขึ้น หากแต่วิธีการอาจแตกต่างกันไป แต่เราทุกคนก็คือเฟืองเล็กๆ เฟืองหนึ่งของเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสังคม และเมื่อเฟืองเล็กๆ นี่เคลื่อนตัวก็ทำให้เครื่องจักรทำงานได้

เราไม่อาจเลี่ยงคำถามกับเธอได้ว่า ความโหดร้ายบนเส้นทางการเมือง ทำให้เธอหวั่นไหวหรือสร้างความตระหนกหรือไม่ เพราะประสบการณ์ของเธอเองก็ต้องสูญเสียคุณตาที่เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วยกระสุนปืน เพราะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องที่บ้านเกิด จ.นครสวรรค์ เธอรับฟังคำถามด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่ชัดเจนว่า ด้วยอายุที่ยังน้อยและยังไม่มีภาระส่วนตัวมากนัก ดังนั้นจึงพร้อมจะเสียสละเพื่อให้เข้ามาทำงาน

“ถามว่ากลัวมั้ย ไม่กลัวค่ะ เพราะเข้ามาแล้วก็ต้องหนักแน่นพอสมควร หนักแน่นในเป้าหมายของเราว่าคือะไร คือการพัฒนาประเทศใช่หรือไม่ อุสปรรคต่างๆ ที่จะเผชิญก็เป็นจุดหนึ่งที่ต้องก้าวผ่านให้ได้ ทำงานใหญ่ต้องมีปัญหาอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้ถึงจุดนั้นได้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มีแน่นอน และแน่นอนว่าการทำงานการเมืองก็คือคนของสาธารณะ และเป็นปกติที่จะต้องถูกตรวจสอบ”

เพชรชมพู เสริมอีกว่า เป้าหมายบนถนนการเมืองไม่ได้คาดหวังจะต้องเป็นผู้แทนในสภา ขอเพียงแต่อยู่จุดไหนก็ได้ที่มีส่วนพัฒนาประเทศ แต่การเมืองก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วที่สุด เพราะการเมืองคือเรื่องมหภาค การทำงานการเมืองหากเรามีโอกาสก็จะได้เห็นทิศทางของประเทศที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้เราไปอยู่จุดนี้ แต่วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะปลายทางของชีวิตอยากหันกลับมามองอดีตที่เราเคยทำด้วยความชื่นใจ และไม่ต้องเสียดายโอกาสที่เคยจะทำงานเพื่อสังคม

หนักจากเรื่องการเมือง เลี้ยวไปหาเรื่องเบาๆ เพื่อให้รู้จักตัวตนเธอมากยิ่งขึ้น เพชรชมพูถือเป็นคอหนังสืออยู่ไม่หยอก เธออ่านทุกอย่างตั้งแต่หนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมือง หนังสือหนักๆ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือแม้แต่ปล่อยให้จินตนาการทางความคิดได้ท่องเที่ยวอย่างหนังสือนิยาย อาจเรียกได้ว่าเป็นนักอ่านอีกคนเช่นกัน

3 เรื่องหลังสุดที่เธอชอบและอ่าน คือ 1.แอนิมอลฟาร์ม ที่สะท้อนการใช้อำนาจได้อย่างแจ่มแจ้ง 2.เดอะดาวินชี่โค้ด เรื่องนี้เธอบอกว่าสนุกได้คิดตามกับปริศนาในหนังสือ และ 3.พม่าเสียกรุง เพราะการปลูกฝังจากแม่ของเธอที่ส่งหนังสือเล่มนี้ให้ขณะเรียนที่ต่างประเทศ อ่านเพื่อให้วิเคราะห์และฝังความคิดเพื่อไม่ให้ลืมบ้านเกิด

ขณะเดียวกันเธอยังชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเดินป่า ปีนเขา หรือการเล่นกีฬา แต่ที่ไม่พลาดคือเธอยอมรับว่าเป็นคอเพลงดิสนีย์ตัวยง เพราะฟังมาตั้งแต่เด็กและฟังทุกรุ่นของค่ายการ์ตูนดังจากสหรัฐอเมริกา

เวลาว่างเธอเล่าว่าชอบทำขนม โดยเฉพาะคัพเค้ก ซึ่งที่บ้านชื่นชอบเป็นอย่างมาก และเธอเองก็ชอบกินขนมเช่นกัน

เป็นคลื่นอีกลูกที่ใหม่สดบนถนนการเมือง และความคิดอ่านที่ปรุโปร่ง ความทันสมัยทันโลกจากการศึกษาในต่างแดนเกือบ 10 ปีที่วันนี้เธอหวังว่าจะเอาทุกอย่างที่เธอมี ทุกองค์ความรู้ ทุกประสบการณ์ในเวทีโลกมาช่วยพัฒนาประเทศไทย ผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเธอ 

ประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล ชีวิตกับงานที่ออกแบบและปรุงรสเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557505

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

ประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล ชีวิตกับงานที่ออกแบบและปรุงรสเอง

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ในฐานะผู้นำองค์กรอย่าง ประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. ผู้ประกอบการธุรกิจออกแบบและตกแต่งครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นงานตกแต่งภายใน (Interior) งานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibitions) กิจกรรมทางการตลาด (Event and Alternative Marketing) และงานพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้ (Museum and Learning Center)

ถ้ากล่าวถึง คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. ในแวดวงธุรกิจออกแบบตกแต่ง ต้องกล่าวถึงในฐานะอยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรชั้นนำและการจัดงานเอ็กซิบิชั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วมากมาย

ดังนั้น การเป็นคีย์แมนขององค์กรผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้จัดงานต่างเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน โดยแนวคิดการทำงานที่ให้ความใส่ใจถึงคุณภาพ เน้นการบริหารคน เลือกคนให้ถูกกับงาน ชอบที่จะพูดคุยสอบถามอยู่ตลอด เพื่อให้รู้ถึงปัญหาและหาทางแก้ให้แก่ทีมงาน

หลายต่อหลายครั้งไอเดียและแนวคิดในการทำงานเกิดขึ้นได้จาก “ห้องครัว” เพราะส่วนตัวของ ประวิชย์ เป็นคนชอบทำอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อต้องการรับประทานอาหารตามความต้องการของตัวเอง ก็สามารถเลือกวัตถุดิบปรุงรสชาติ และควบคุมคุณภาพเองได้ตามที่ต้องการเช่นเดียวกับการทำงาน

“ผมมองว่าการทำงานก็เหมือนการทำอาหารสักจาน ถ้าจะเปรียบก็อาจเหมือนการทำต้มยำ เพื่อจะให้ได้ต้มยำรสชาติกลมกล่อม ต้องมีส่วนประกอบหลายๆ อย่าง ทั้ง พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ รวมถึงเครื่องปรุงอื่นๆ ที่จะต้องเป็นของดีได้จากการปลูกที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด

การทำงานก็เช่นกัน ถ้าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องนำทุกภาคส่วนทุกฝ่ายมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว คัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ ก็จะสามารถทำงานนั้นๆ ให้ผลงานออกมาแล้วประสบความสำเร็จที่สุด”

นอกจากนั้น สำหรับการทำงานในบริษัทออกแบบตกแต่งที่จำเป็นต้องมีความสดใหม่ เหมือนวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร รวมถึงความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ประวิชย์ ย้ำว่าแน่นอนต้องมีบุคลากรที่หลากหลาย ทั้งหลากหลายทางความคิด หลากหลายเจเนอเรชั่น ทำให้ต้องใช้ความเข้าใจเพื่อที่จะบริหารงาน โดยเน้นการพูดคุยกับทีมงานเสมอ เน้นการสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันของแต่ละช่วงวัย

ขณะเดียวกัน ประวิชย์ บอกว่าต้องพยายามหาเวลาพูดคุยและสอบถามทีมงานทุกคนอยู่เสมอว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทำงานมีปัญหาอะไรไหม

“เพื่อให้เขากล้าที่จะพูดคุยเล่าถึงปัญหาที่เขากำลังเจอในการทำงาน และจะได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ อย่างแท้จริง นำมาสู่การร่วมมือกับทุกคนในการแก้ปัญหานั้นๆ เพราะถ้าทีมงานทุกคนไม่กล้าที่จะพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่มีปัญหานั้นก็จะไม่ได้รับการแก้ไข และการสื่อสารกันยังทำให้เราได้ใกล้ชิดกัน สานความสัมพันธ์อันดีส่งเสริมให้การทำงานออกมามีคุณภาพด้วย”

จากประสบการณ์ของประวิชย์ที่ทำงานเกี่ยวกับงานด้านงานแสดงสินค้าและนิทรรศการมากว่า 15 ปี ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เจอทั้งงานเล็กไปจนถึงงานระดับนานาชาติ ไม่ว่าเป็นงานบริหารงานโครงการ งานด้านปฏิบัติการต่างๆ เช่น งานมหกรรมการเงินธนาคาร (มันนี่ เอ็กซ์โป) งานมหกรรมยานยนต์ (มอเตอร์ เอ็กซ์โป) และงานประชุมระดับโลกต่างๆ อาทิ งานประชุมโรตารี่สากล งานประชุมไลออนส์โลก อีกทั้งการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ขยายธุรกิจไปที่ประเทศเมียนมาและกัมพูชา เป็นต้น

ประวิชย์ ทิ้งท้ายว่า นอกจากไอเดียและแนวคิดในการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จหลายอย่างจะเกิดขึ้นได้จาก “ห้องครัว” แล้วนั้น สิ่งที่ต่อยอดได้ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ “อิ่มท้อง” ด้วย

เช็กจิตให้ดี ชีวีเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557318

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 11:06 น.

เช็กจิตให้ดี ชีวีเป็นสุข

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ จากภาพยนตร์ Saving Mr.Banks

เรื่องราวความเครียดเป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยที่ความคิดจิตใจและความผ่องแผ้วของอารมณ์ความรู้สึก สำคัญไม่แพ้ปัจจัยเรื่องความแข็งแรงทางร่างกาย สูงวัยแค่ไหนก็ได้ถ้าจิตและกายไปด้วยกันได้ หมายถึงมีสมรรถนะเต็มเปี่ยมและสามารถส่งพลังซึ่งกันและกันได้ ก็รับรองว่าชีวียืนยาวและเป็นสุขอย่างแท้จริง

รายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน กว่า 70% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษา ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นผู้สูงอายุสูงถึง 29% คำถามที่เจาะลึกลงไป ก็คือ เราจะระแวดระวังบุคลากรสูงวัยหรือทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของเราอย่างไร

7 สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้า

1.ไม่ร่าเริง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

2.เบื่อหน่าย ทำอะไรก็ไม่สนุก (เรื่องที่เคยท้าทาย ก็มองเป็นน่าเบื่อ ไร้อารมณ์)

3.คิดว่าการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การขยับเขยื้อนร่างกายแม้เพียงเล็กน้อย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและทำได้ยาก ไม่อยากทำ ไม่คิดที่จะทำ

4.ไม่อยากพบหรือพูดคุยสนทนากับใคร

5.ไม่สามารถคิดพิจารณาหรือตัดสินใจในเรื่องใดๆ ได้ แม้เรื่องนั้นๆ จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม

6.ขาดความอยากรู้อยากเห็น ไม่กระตือรือร้นต่อสิ่งใดๆ ไม่อยากรับรู้รับทราบสิ่งอันใดในชีวิตทั้งสิ้น

7.นั่งเหม่อลอย ใจลอย ปล่อยปละละเลยการดูแลตัวเอง บางคนนุ่งชุดนอนชุดเดียวเป็นเวลา 7 วัน

ใช้ 7 สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้าเป็นเกณฑ์ในการเฝ้าระวังอาการหรือความผิดปกติของตัวเอง หรือในกรณีที่เป็นญาติลูกหลานก็เฝ้าระวังผู้สูงวัยในบ้านด้วยการเช็กลิสต์ 7 สัญญาณเตือนดังกล่าว ถ้าพบอาการตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีอาการของโรคซึมเศร้า ควรหาที่ปรึกษาหรือพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยแก้ไขปัญหาต่อไป

กรณีไม่พบสัญญาณเตือนถึง 4 ข้อก็ตาม แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจ ขอให้ติดตามอาการและเช็กเป็นระยะๆ หมั่นสังเกตตัวเองหรือหมั่นสังเกตผู้สูงวัยในบ้านบ่อยๆ ใช้หลักว่ารู้ก่อนรักษาก่อนดีที่สุด ที่สำคัญถ้าพบสัญญาณเตือน ก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง หมั่นพูดคุยเอาใจใส่ และอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวตามลำพัง

บทความนี้ขอแถมให้กับหลักดูแลสุขภาวะทางกาย จิตและสังคมตามแนวพุทธธรรม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงวัยได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ เพื่อดูแลสุขภาพองค์รวมที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแข็งแกร่งและอายุยืน

พระไพศาล วิสาโล แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สภาวะจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีผลต่อร่างกาย การรักษาที่เน้นเยียวยาแต่อวัยวะร่างกายเฉพาะส่วน โดยไม่สนใจปัจจัยด้านจิตและสังคมนั้น ย่อมเยียวยาโรคไม่หายขาด หรือแม้หายก็กลับจะเป็นซ้ำ

“ใครอยากปลอดโรคทั้งกายและใจ ขอให้ยึดหลักศรัทธาและสุขภาวะทางจิตที่ควบคู่ไปด้วย ความศรัทธาในศาสนา ทำให้คนสวดมนต์ เข้าวัด และประกอบกิจกรรมทางศาสนามากขึ้น ส่งผลให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย” พระไพศาล เล่า

งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่ง พบว่า ผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจที่มีความศรัทธาในศาสนาและทำกิจกรรมทางศาสนาควบคู่ไปกับการรักษาอาการป่วยไข้ทางร่างกาย มีอัตราการรอดชีวิตหลังผ่าตัดสูงกว่าผู้ป่วยทั่วไปกว่า 2 ใน 3

นอกจากนี้ ก็ขอให้ความสำคัญกับมิตรภาพและสุขภาวะทางสังคม ความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นช่วยส่งเสริมร่างกายให้แข็งแรง

มีงานวิจัยที่สนับสนุนในเรื่องนี้ โดยเป็นงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาที่ผู้วิจัยแบ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมออกเป็น 2 กลุ่ม ได้รับการรักษาเหมือนกันทุกประการ ต่างที่กลุ่มแรกมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างคนไข้ และคอยช่วยเหลือกันตามโอกาส ทำเช่นนี้สม่ำเสมอสัปดาห์ละ 90 นาที ต่อเนื่องนาน 1 ปี ขณะที่กลุ่มหลังไม่มีการจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม

ผลปรากฏว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มแรกมีสูงกว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่สองถึง 2 เท่า นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ผู้ป่วยในกลุ่มที่สองเสียชีวิตทุกคน

ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาวก็ต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้รอบด้าน ทั้งกายใจและสุขภาวะทางสังคม รับรองว่าป้องกันโรคภัยได้ทุกรูปแบบ จิตใจดีชีวีเป็นสุข แถมยั่งยืนอีกต่างหาก

ภาณุ ณรงค์ชัยกุล หลงรักซูเปอร์คาร์และรถโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557207

  • วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 09:55 น.

ภาณุ ณรงค์ชัยกุล หลงรักซูเปอร์คาร์และรถโบราณ

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เต้ย-ภาณุ ณรงค์ชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาณาเมรา แฟชั่น และหนึ่งในหุ้นส่วนบริษัท ไทม์ เดคโค เป็นผู้บริหารหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หลงรักรถซูเปอร์คาร์ รวมทั้งรถเก่าหายาก เขาจึงศึกษาเรื่องรถเหล่านี้อย่างจริงจัง แถมยังเป็นเจ้าของรถสุดหรูแบรนด์ดังๆ มาแล้วหลายต่อหลายคัน

“ผมก็เหมือนกับผู้ชายทั่วไปที่มีความชอบและรักในเรื่องรถยนต์อยู่ในตัวเป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมาผมเคยใช้รถซูเปอร์คาร์มาหลายแบรนด์แล้วเหมือนกัน เรียกว่าครบทุกแบรนด์ดังๆ ที่คนนิยมใช้กันเลยก็ว่าได้ เช่น ปอร์เช่ แลมโบร์กินี แมคลาเรน หรือเฟอร์รารี่ โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาผมก็เคยมีประสบการณ์ในการลงแข่งรถซูเปอร์คาร์มาด้วยเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เดี๋ยวพออายุมากกว่านี้แล้วจะทำไมได้

ตอนที่ตัดสินใจไปลงแข่งซูเปอร์คาร์นั้น เหตุผลหลักๆ มาจากการที่ผมได้รถปอร์เช่ รุ่นจีที 2 มาคันนึง ซึ่งเครื่องแรงมากๆ จึงค่อนข้างอันตรายที่จะขับ ผมจึงจำเป็นต้องไปเรียนขับซูเปอร์คาร์เพื่อเพิ่มทักษะในการขับรถของตัวเองให้เข้ากับการใช้รถมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าตัวเองค่อนข้างขับรถดีอยู่แล้วนะ แต่พอไปเรียนจริงๆ สิ่งที่เราเข้าใจมาตลอดมันผิดหมดเลย เมื่อได้ไปเรียนขับซูเปอร์คาร์ในสนามแข่งผมก็รู้สึกว่า การขับรถเป็นกีฬาอย่างหนึ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน พอได้ลองแล้วก็สนุกดี ทำให้ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราจะทำได้มั้ย”

เต้ยเล่าว่า ในช่วงนั้นได้มีการจัดการแข่งขันซูเปอร์คาร์ในรายการ โลตัส ซูเปอร์ ซีรี่ส์ ขึ้นพอดี เขาก็เลยตัดสินใจซื้อรถโลตัสมาขับเพื่อแข่งขันในรายการนั้นด้วย เรียกว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เขาได้สวมบทบาทนักแข่งสมัครเล่นจนสามารถคว้ารางวัลมาได้หลายครั้ง แต่วันหนึ่งเมื่อมีลูกสาว ความสนใจในการแข่งรถของเขาก็ค่อยๆ จางหายไป

“ที่ผ่านมารถซูเปอร์คาร์ส่วนใหญ่ผมจะซื้อมาใช้ซะมากกว่า บางคันใช้อยู่ 3-5 ปี ก็ขายหรือเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆ คันแรกที่ได้มาก็คือปอร์เช่ (Porsche) พอใช้ได้สัก 2 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็นปอร์เช่รุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ใช้ทั้ง ปอร์เช่ แลมโบร์กินี โลตัส และแมคลาเรน ซึ่งเป็นแบรนด์หลักๆ มาหมดเลย แต่ตอนนี้ก็ขายไปหมดแล้วครับ

ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 คันคือ เฟอร์รารี่สีแดง และโฟล์คสวาเกนรุ่น Karmann Ghia ซึ่งเป็นรถโบราณที่ถือว่าเป็นรุ่นคุณปู่ของปอร์เช่อีกทีนึง เพราะทั้งปอร์เช่และโฟล์คก็เป็นรถที่มาจากเยอรมนีทั้งสิ้น ซึ่งคนออกแบบจะเป็นคนเดียวกันคือ ดร.เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ โดยความตั้งใจเดิมของรถโฟล์คคาร์มานน์เกียร์ สมัยนู้นเขาตั้งใจทำออกมาเป็นรถสปอร์ตในยุค ‘50s เหตุผลที่ผมปิ๊งรถโฟล์ครุ่นนี้ก็เพราะรูปทรงของมันสวยสะดุดตามาก ถือว่าเป็นรถทรงสปอร์ตคูเป้ที่ผมชอบที่สุด

ตอนที่ผมเป็นเด็กๆ ผมเคยเห็นคนรวยในยุคนั้นขับรถรุ่นนี้มาก่อน ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทำไมรถโฟล์ครุ่นนี้ถึงสวยจังเลย เมื่อเทียบกับโฟล์คเต่าทั่วไป พอโตมาผมก็ยังรู้สึกชอบรถโฟล์ครุ่นนี้อยู่ คือเห็นจากราคาหลักหมื่น เป็นหลักแสน หลักหลายแสน กระทั่งปัจจุบันนี้ราคาหลายล้านบาทแล้ว ซึ่งรถรุ่นนี้ผมอยากได้มา 20 ปีแล้ว พอได้มาเจอรถคันนี้ที่สภาพยังสมบูรณ์ ไม่ได้มีการดัดแปลง ผมจึงตัดสินใจซื้อเลย พอซื้อมาก็เก็บรักษาและดูแลอย่างดี ไม่ค่อยได้ขับไปไหน เพราะรุ่นนี้เป็นรถโบราณที่ไม่มีแอร์ (แต่มีพัดลม) ผมแค่ขับไปเติมน้ำมันและไปร้านล้างรถในหมู่บ้าน แล้วก็ขับมาเก็บไว้ในโรงรถแค่นั้น ตอนที่ผมซื้อมาราคา 2 ล้านกว่าบาท ปัจจุบันนี้ราคาเริ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วครับ”

เต้ยบอกว่า การเก็บรถโบราณหายากสำหรับเขาแล้ว เหมือนเป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าในอนาคตรถคันนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ขายแล้วได้กำไร เขาก็อาจจะตัดสินใจขายไปก็ได้

“สำหรับเฟอร์รารี่สีแดง เหตุผลที่ซื้อมาก็เพราะมาจากความชอบก่อนเป็นอันดับแรก แล้วยังประกอบไปด้วยปัจจัยหลักอีก 3 ข้อคือ ข้อแรก ผมสามารถขายรถคันเก่าแล้วเพิ่มเงินเพื่อซื้อรถเฟอร์รารี่คันนี้มาได้ ข้อสอง บริษัท ไทม์ เดคโค ที่ผมบริหารงานอยู่มีแบรนด์สินค้าเฟอร์รารี่อยู่แล้ว เวลาไปประชุมคนก็มักจะถามว่าใช้รถอะไร ทำไมไม่ใช้เฟอร์รารี่ ผมก็เลยซื้อมาซะเลย ข้อสาม ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของการลงทุน อีกอย่างเราซื้อมาในราคาตลาด ผมเลยรู้สึกว่าในอนาคตมันอาจจะเพิ่มมูลค่าขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนี้ปอร์เช่หรือเฟอร์รารี่รุ่นเก่าๆ จะมีราคาแพงกว่ารถรุ่นใหม่ๆ เสียอีก เฟอร์รารี่คันนี้จะนำออกไปขับบ้าง แต่ส่วนมากก็จะเก็บไว้ในโรงรถครับ”

มาถึงของสะสมอีกอย่าง นั่นก็คือ โมเดลสุดพรีเมียมจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ผู้บริหารหนุ่มได้เก็บสะสมไว้เป็นของรักของหวงด้วยเช่นกัน

“ผมชอบ Star Wars มาตั้งแต่เด็กๆ ที่จริงยุคนี้ของสะสมจาก Star Wars มีเยอะมากๆ แม้ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องมีของสะสมทุกชิ้น แต่ก็มีของบางอย่างจาก Star Wars ที่ผมชอบ จำได้ว่าตอนที่ผมยังเป็นเด็ก Star Wars จะเป็น Episode 4-6 จากนั้นพอ 20 ปีให้หลัง ถึงได้เริ่มมี Episode 1-3 ออกฉาย จะมีตัวร้ายชื่อ ดาร์ธมัวร์ ซึ่งเป็นตัวละครที่โดดเด่นมาก ผมเลยรู้สึกชอบตัวนี้ เพราะดูโหดๆ ดี แถมดาบเลเซอร์ของดาร์ธมัวร์ยังเปลี่ยนเป็นทวนเลเซอร์ได้ทั้งด้ามอีกด้วย ในขณะที่ดาบเลเซอร์ของอัศวินเจไดจะเป็นแค่เลเซอร์เพียงด้านเดียว ผมก็เลยชอบดาร์ธมัวร์มากเป็นพิเศษ ช่วงที่ Star Wars เอพิโซด 4 เริ่มออกฉาย ตอนนั้นผมไปประชุมที่นิวยอร์กพอดี ก็เลยซื้อดาบเลเซอร์ของดาร์ธมัวร์หิ้วกลับมา 2 เล่มเลย

ความพิเศษของดาบดาร์ธมัวร์ ซึ่งบริษัทของเล่นที่ทำขายตั้งใจทำออกมาเป็นของสะสมนี้ก็คือ ตัวดาบจะมีเอฟเฟกต์ไฟเลเซอร์ไล่จากล่างขึ้นบน ตรงกับในภาพยนตร์ทุกอย่างเลย แม้จะมีดาบแล้ว แต่ก็ยังขาดโมเดลดาร์ธมัวร์ซึ่งเป็นผู้ถือดาบอยู่ดี วันหนึ่งผมได้ไปเดินเล่นที่โซนขายของเก่าแถวสวนจตุจักร แล้วบังเอิญได้ไปเจอโมเดลดาร์ธมัวร์ขนาดเท่าตัวคนจริงๆ เข้าพอดี ซึ่งตอนที่เห็นนั้นมันอยู่ในสภาพฝุ่นเขรอะเลย ผมก็เลยซื้อกลับมาไว้ที่บ้าน จากนั้นก็นำมาซ่อมแซมไฟเบอร์ด้านในที่มันเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โชคดีว่าภรรยาผมเก่งในเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้า เธอจึงช่วยซ่อมแซมชุดให้ดาร์ธมัวร์ใหม่จนมีสภาพดีขึ้น

ต่อมาผมก็เจอโมเดลมาสเตอร์โยดา ตัวนี้ถือว่าเป็นโมเดล ลิมิเต็ด เอดิชั่น ซึ่งทางร้านนำเข้ามาจากต่างประเทศ จากที่ซื้อมาราคาหลักหมื่น ตอนนี้ราคาเด้งขึ้นไปเป็นหลักแสนแล้ว แล้วเชื่อมั้ยว่าตัวดาร์ธมัวร์ในอีเบย์ (Ebay) ตอนนี้ขายกันตัวละ 2 แสนบาทแล้ว เพราะหาไม่ได้แล้วไง มันจึงกลายเป็นของหายากไปเลย ของสะสมจากสตาร์วอร์สส่วนใหญ่ ผมจะรวบรวมและตั้งโชว์ไว้ในห้องโฮมเธียเตอร์ภายในบ้าน เวลาเราเข้าไปดูภาพยนตร์ก็จะได้เห็นของเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา”

เต้ยทิ้งท้ายว่า สำหรับดาบสตาร์วอร์สนั้นยังมีอีกหลายรุ่นหลายเวอร์ชั่นที่เขายังตามเก็บไม่ทัน ตอนนี้ดาบบางเล่มในเรื่อง Star Wars : Episode I –  The Phantom Menace หายากมาก แถมราคายังเด้งขึ้นไปที่ 5 หมื่นบาทแล้วด้วย แต่ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะบริษัทเก่าซึ่งเป็นผู้ผลิตดาบรุ่นนี้ไม่ได้ทำออกมาขายอีกแล้ว

“ตอนนี้บริษัทอีกแห่งหนึ่งที่ผลิตดาบเลเซอร์สตาร์วอร์สออกมาขายในท้องตลาดจะเป็นดาบรุ่นใหม่ๆ ของตัวละครในสตาร์วอร์สภาคปัจจุบันซะมากกว่า ผมจึงยึดแนวทางในการเก็บสะสมดาบเลเซอร์จากสตาร์วอร์สไปเรื่อยๆ เท่าที่สามารถหาได้เพราะรู้สึกว่าสนุกดี เก็บแล้วไม่กินพื้นที่มากนัก พูดง่ายๆ ว่าเหมือนเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่หากวันหนึ่งมันเกิดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

โรงเรียนผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบโจทย์สังคมยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557206

  • วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

โรงเรียนผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบโจทย์สังคมยุคนี้

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

หลายปีมานี้คำว่า “ผู้สูงอายุคุณภาพ” เป็นคำที่สังคมไทยมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากประเทศไทยมีการเพิ่มของประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและสัดส่วนต่อประชากร หลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ จึงพยายามที่จะช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขและมีคุณค่าโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของสังคมและลูกหลาน

รร.ผู้สูงอายุ มธ.การตอบรับเกินคาด

สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่กำลังขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเวลานี้อย่างน่าสนใจ โดยได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หรือโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมในทุกมิติของผู้สูงวัย โดยเปิดรับสมัครผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

เพิ่งเปิดอบรมไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนมีทั้งหมด 2 รุ่น รุ่นแรกมี 57 คน เปิดเรียนวันที่ 11 มิ.ย. ณ ห้องอบรมสัมมนา ชั้น 2 สำนักงานศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มธ.ศูนย์รังสิต ระยะเวลาการอบรม 25 วัน (11 มิ.ย.-3 ก.ย.) เรียนเฉพาะวันจันทร์และพฤหัสบดี ส่วนรุ่นที่ 2 เปิดวันที่ 13 มิ.ย. ณ ห้องประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มธ.ท่าพระจันทร์ อบรม 25 วัน (13 มิ.ย.-7 ก.ย.) เรียนเฉพาะวันพุธและศุกร์ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น.

การเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุครั้งนี้ผู้สมัครเรียนมากกว่า 300 คน แต่สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์สามารถรับได้เท่าจำนวนที่กล่าวมา ทำให้ผู้สมัครที่เหลือคงต้องรอรอบหลัง ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนว่าจะเปิดได้อีกเมื่อไร เพราะการจัดโครงการใช้งบประมาณค่อนข้างมาก แม้ผู้สมัครจะเสียค่าสมัคร 2,000บาท/คน (ค่าเอกสาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม อาหารกลางวัน การศึกษาดูงาน และวุฒิบัตร) ก็ตาม

หลักสูตร เน้นต้องรู้ ควรรู้และอยากรู้

เมื่อพลิกไปดูเนื้อหาการอบรมถือว่าครอบคลุมไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในสังคมเมือง แต่ผู้สูงอายุในชนบทก็สามารถนำไปแอพพลายได้ เรียน 25 วัน รวมทั้งสิ้น 106 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3 ชุดการเรียน 3 มิติ

ชุดการเรียนรู้ที่ 1 เป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุ “ต้องรู้” ได้แก่ เรื่องสุขภาพ ซึ่งทุกคนก็จะได้เรียนวิชาต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพองค์รวมและการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้สูงอายุ โรคที่พึงระวังสำหรับผู้สูงอายุ โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ยาสมุนไพรไทยเพื่อผู้สูงอายุ และการฝึกกายภาพบำบัดเพื่อสุขภาพที่ดี

ชุดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องที่ผู้สูงอายุ “ควรรู้” จำนวน 21 ชั่วโมง สังคม เศรษฐกิจ การเงิน 12 ชั่วโมง ประกอบด้วยวิชา เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้สูงอายุ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เกี่ยวกับการเขียนพินัยกรรม (พินัยกรรมมรดก/พินัยกรรมชีวิต) เศรษฐกิจพอเพียง การวางแผนด้านการเงิน สิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ พระพุทธศาสนาและมิติศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาจิต การบำเพ็ญประโยชน์ (จิตอาสา) และเรียนประวัติศาสตร์

ชุดการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งที่ผู้สูงอายุ “อยากรู้” มี 48 ชั่วโมง โดยมีกิจกรรมนันทนาการ 18 ชั่วโมง มีตาราง 9 ช่อง รำวง ลีลาศ ส่งเสริมอาชีพ 30 ชั่วโมง มีเรียนทำกระเป๋า การจักสาน การเกษตร เช่น ปลูกผักออร์แกนิก ทำเมนูอาหาร รวมถึงการศึกษาดูงาน และทัศนศึกษาเชิงวัฒนธรรม

เนื้อหาตรงใจบรรยากาศการเรียนเยี่ยม

ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ กล่าวว่า ไม่คิดมาก่อนว่าการเปิดอบรมหลักสูตรครั้งนี้จะได้รับการตอบรับดีเกินคาดจากผู้สูงวัย มีคนสมัครมาเยอะ ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เข้าใจว่าการที่คนสนใจอยากมาเรียนเพราะเชื่อมั่นในความเป็นธรรมศาสตร์ อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้นค่อนข้างครอบคลุมการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ มีทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน กฎหมาย จิตใจ จิตอาสา บันเทิง อาชีพ สิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ที่สำคัญอาจารย์ผู้ให้การอบรมล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ มีทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และข้างนอก

“ทุกคนที่มาเรียนไม่ว่าที่ศูนย์รังสิต หรือท่าพระจันทร์ ล้วนแล้วแต่แฮปปี้ มีความสุข ยิ้มแย้ม สดใส ได้พบปะเพื่อนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มีหลากหลายอายุ แต่พอมาเรียนด้วยกันชีวิตมีชีวาขึ้นมาทันที กลับไปบ้านลูกหลานถามมีความสุขไหม ตอบเป็นเสียงเดียวกันมีความสุข สนุกไม่เครียด บางคนถึงกับมาบอกว่าทำไมเปิดช้าจัง น่าจะเปิดตั้งนานแล้ว

ขณะบรรยากาศในห้องเรียนก็เป็นบรรยากาศที่มีแต่ความสนุกตามแบบฉบับผู้สูงวัย ไม่มีใครถือตัวถือตน บางท่านเป็นหม่อมราชวงศ์นะ แต่เป็นกันเอง ไม่ถือตัวเลย ทั้งผู้เรียนและอาจารย์สอน โดยอาจารย์จะเปิดโอกาสให้สอบถามเต็มที่ ใครมีเรื่องอะไรอยากถามถามได้เลย ซึ่งก็จะมีคนถามเยอะนะ ส่วนคนที่ไม่ได้ถามก็พลอยได้ความรู้ไปด้วย

ผมเองสอนเรื่องการเงิน หลายคนก็อยากรู้ว่าจะบริหารจัดการเงินอย่างไร บางคนถามถึงเรื่องการลงทุน แต่เราจะพยายามบอกว่าเงินที่เรามีควรเป็นเงินที่ใช้เพื่อการดูแลตัวเอง ถ้าเหลือยังไงค่อยให้ลูกหลาน แต่ไม่ใช่มีแล้วให้หรือจุนเจือลูกหลานหมด ต้องเก็บไว้ใช้สำหรับการดูแลตัวเองจะได้ไม่ลำบากลูกหลานที่ต้องมาดูแลเรา” ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ กล่าว

ดร.สันทณี เครือขอน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสังคม สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ผู้สอนด้านกายภาพและการออกกำลังกาย กล่าวว่า ทุกวันที่เรียนก่อนเข้าสู่การเรียนวิชาต่างๆ เวลา 9 โมงไปจนถึง 10 โมง 1 ชั่วโมงอาจารย์จะสอนกายบริหารและการออกกำลังกายด้วยท่าต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและนำไปทำที่บ้านได้

“อย่างการเต้นลีลาศที่เพิ่งสอนไป ตา มือ เท้าต้องสัมพันธ์กัน การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 50 นาที/สัปดาห์ จะป้องกันการเสื่อมของสมองได้ บางคนเคยเต้นมาบ้างแต่บางคนไม่เคย พอได้ออกมาทำมันทำให้เขามีระบบสมองที่ดี เพราะการขยับแขนขยับขาให้สัมพันธ์กันนั้นอยู่ในการควบคุมของสมอง เต้นแล้วมีความสนุก ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร”

ดร.สันทณี กล่าวต่อว่า กล้าพูดได้เลยว่าทุกคนที่มาเรียนมีความสุขและประทับใจ บางคนได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น กฎหมายมรดก การเขียนพินัยกรรมเขียนอย่างไรไม่ให้ลูกทะเลาะกัน หลายคนไม่รู้หรือพินัยกรรมชีวิตก็จำเป็น เวลาเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลไม่อยากให้หมอทำกับอวัยวะส่วนไหนของตัวเองก็สามารถเขียนระบุไว้ในพินัยกรรมชีวิต ซึ่งการเขียนต้องถูกต้องไม่อย่างนั้นหมอไม่เชื่อ

“ทั้งหมดมีสอนและทุกคนอยากรู้ นอกจากนี้เรายังมีวิชาจิตอาสาเพื่อสังคมด้วย คือ ผู้สูงอายุมีจิตใจอยากช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว เราก็ให้เขาแบ่งกลุ่มไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมกัน อยากทำอะไรคุยกันเองในกลุ่มว่าจะทำอะไรแล้วก็มาแชร์กัน บางกลุ่มรณรงค์การลดขยะ บางกลุ่มซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาล บางกลุ่มไปทำกิจกรรมและมอบของใช้ให้กับบ้านพักคนชรา บางกลุ่มให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนในพื้นที่ยากจน เป็นต้น”

ความรู้สึกจากใจผู้เรียน

ไพบูลย์ คุนผลิน อายุ 64 ปี รองผู้อำนวยการ บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย (วินาศภัย) ควงภรรยามาเรียนด้วยกันโดยลูกๆ อยากให้มาเรียนด้วย เปิดเผยว่า ตอนที่มาสมัครเรียนก็ไม่รู้ว่าบรรยากาศการเรียนเป็นแบบไหน แต่พอเรียนวันแรกก็ได้เพื่อนใหม่ เห็นวิชาที่เปิดสอนก็ชอบเลย พอเรียนไปเรื่อยๆ ได้ความรู้มากมายที่ไม่เคยรู้และไม่เคยสนใจมาก่อน เช่น เรื่องพินัยกรรมชีวิต ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีและเราสามารถเขียนขึ้นมาเองได้ หรือการวางแผนด้านการเงิน โภชนาการ เป็นต้น

“ผมอยู่พหลโยธินขับรถมาแต่เช้ากับภรรยา มาเรียนด้วยกัน วันแรกก็ประทับใจ ตอนเช้าอาจารย์พาออกกำลังกาย ยืดเส้น ยืดสาย บริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น แขน ขา ไหล่ ศีรษะ เมื่อก่อนเอามือแตะปลายเท้าลำบากมาก ทุกวันนี้สบายเลย อาจารย์สอนเป็นกันเอง ทุกคนที่มาเรียนอัธยาศัยดี สิ่งที่เรียนแล้วนำไปปฏิบัติได้เลย คือ การรับประทานอาหาร เมื่อก่อนอยากกินอะไรจัดเลย แต่พอมาเรียนทำให้เรามีสติในการกินมาก ถึงอยากแต่ก็ต้องรู้จักอด เช่น ขาหมูที่ชอบกินก็เพลาๆ ลง”

ไพบูลย์ฝากไปยังผู้สูงวัยทั้งหลายว่าอย่าประมาทในชีวิต ควรต้องเตรียมตัวเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพได้แล้ว อีกหน่อยประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ถ้าถึงวันนั้นไม่เตรียมตัวพวกเราอาจจะเป็นภาระให้กับประเทศ สังคมและลูกหลาน เพราะฉะนั้นถ้าเปิดรุ่นต่อไปอยากให้มาเรียนจะได้นำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิต

ชนิดา เกตุเอม อายุ 66 ปี นักบัญชีและนายกสมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย  เผยว่าชีวิตทุกวันนี้ก็มีพร้อมทุกอย่างไม่ได้เดือดร้อน แต่ที่มาเรียนเพื่ออยากมาฟังประสบการณ์เรื่องราวต่างๆ ของผู้สูงอายุคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ทำงานแล้วว่าอยู่หรือใช้ชีวิตอย่างไร เพราะปัจจุบันตัวเองยังทำงานอยู่แต่ว่าต่อไปเมื่อถึงเวลาก็คงต้องหยุดพักเหมือนกัน

“ประทับใจที่โครงการนี้ตอบโจทย์ผู้สูงวัยได้ดีมาก ได้ความรู้มากมาย เช่น การออกกำลังกาย เรื่องการใช้ยา เรื่องสุขภาพมันสามารถเติมเต็มชีวิตผู้สูงวัยได้ ที่สำคัญได้นำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อเพื่อนๆ จนหลายคนอยากมาเรียนด้วย บางคนถึงกับบ่นทำไมไม่ชวนไปเรียนด้วยกันแต่แรก”

ปิดท้ายด้วย แววดาว มหัธนสกุล อายุ 73 ปี เจ้าของธุรกิจร้านเหล็ก กล่าวว่า ประทับใจหลายอย่างโดยเฉพาะการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่เปิดให้แต่ละกลุ่มไปทำ รู้สึกดีที่ได้ทำและมีความสุข โดยกลุ่มของตัวเองที่มีสมาชิก 13 คน จะรวบรวมเงินไปทำบุญให้กับโรงพยาบาลศิริราชในการสร้างตึกของโรงพยาบาลในวันที่ 11 ก.ค.นี้

ฟิตร่างกาย รับมืออากาศเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557061

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 15:23 น.

ฟิตร่างกาย รับมืออากาศเปลี่ยนแปลง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ฟิตเนส เฟิรส์ท

เตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝนกันแล้วหรือยังไม่ใช่แค่ทำใจกับรถติดหรือพกร่มออกจากบ้านเท่านั้นนะ แต่รวมถึงสุขภาพและความฟิตของร่างกายเราด้วย

ยิ่งหนุ่มสาวออฟฟิศทั้งหลายที่ใช้ชีวิตเร่งรีบในแต่ละวัน ก็อาจจะละเลยหรือมองข้ามการดูแลตัวเองกันได้ง่ายๆ เผลอนิดเดียวโรคภัยไข้เจ็บถามหา ฉะนั้นเรามาออกกำลังกายเป็นประจำกันดีกว่า ร่างกายจะได้มีภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่าย แถมยังสดชื่น ควบคู่ไปกับรูปร่างที่ดีอีกด้วย

พาขวัญ สุพานิชรัตนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย จากฟิตเนสเฟิรส์ท ได้มาให้ข้อมูลและชี้เหตุผลชัดๆ ว่าทำไมการออกกำลังกายถึงช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้

ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นจากการออกกำลังกาย

เมื่อออกกำลังกาย หัวใจของเราก็จะแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้การหมุนเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น ปอดทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปตามส่วนต่างๆ ในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายก็เช่นกัน ระบบนี้มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามาทุกวัน การออกกำลังกายจะเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดโดยรวม ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ถูกหมุนเวียนไปยังเซลล์ทั้งร่างกาย และทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีความสามารถในการจัดการกับสิ่งแปลกปลอมได้มากขึ้น

ถ้าเราออกกำลังกายเป็นประจำ จะเป็นการไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ตื่นตัว และจะยังทำงานได้ดีต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย พูดง่ายๆ ว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะกระตุ้นให้ระบบในร่างกายทำงานตลอดเวลา นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำไมคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกายถึงป่วยได้ง่ายกว่านั่นเอง

ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

สำหรับคนทั่วไปควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสม โดยออกกำลังกายหนักปานกลาง 150 นาที/สัปดาห์ หรือ 30 นาที/วัน ทั้งหมด 5 วัน ทั้งนี้สามารถทำครั้งละ 10 นาทีแล้วพัก และทำต่อในรอบที่ 2 และ 3 อย่างละ 10 นาที รวมทั้งหมด 30 นาทีก็ได้

ถ้าออกกำลังกายหนักให้ออก 75 นาที/สัปดาห์ หรือ 20 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ทั้งนี้ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นระบบหัวใจ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น วิ่ง ปั่นจักรยานแบบง่ายๆ ใครที่เป็นสมาชิกในฟิตเนสก็สามารถเลือกอุปกรณ์ได้หลากหลายในแบบที่ชอบได้มากขึ้น ควบคู่หรือสลับกับการเล่นเวทเทรนนิ่งด้วย ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทั้งระบบหัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ

เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายได้แล้ว ยังส่งผลให้นอนหลับง่าย ตื่นมาสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ลดความเครียดสะสม แถมยังลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และภาวะน้ำหนักเกินได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมเช่นกัน เพราะร่างกายที่เหนื่อยล้าถึงขีดสุดนั้นจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ซึ่งอาจกลายเป็นเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยแทน

สุขภาพดีต้องมีตัวช่วยเสริม

การรับประทานอาหารที่หลากหลายและได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ก็ช่วยเสริมภูมิต้านทานในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง แต่ควรได้สัดส่วนด้วย ไม่มากไป เพราะจะเสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคภัยอีกสารพัด แล้วก็ไม่น้อยไป จนแทบไม่มีเรี่ยวแรงทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จำไว้ว่าสุขภาพดี ไม่ได้แปลว่าต้องผอมเสมอไป นอกจากนี้สุขภาพจิตก็สำคัญ หาทางจัดการกับความเครียด ตั้งสติ ทำสมาธิ ทำกิจกรรมที่ชอบ ออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือย้อนกลับมาที่การออกกำลังกายก็ช่วยได้เป็นอย่างดี

ใครรู้สึกว่าช่วงนี้ชักจะหย่อนๆ เรื่องออกกำลังกายเกินไป หรือกินตามใจตัวเอง รวมทั้งเครียดจากปัญหาต่างๆ ลองหาเวลาวันละ 30-60 นาที/วัน เพื่อออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายดูสิ รับรองว่าจะเจอกับหน้าฝนหรือหน้าไหนๆ เราก็จะสตรองแน่นอน

หยุดคุกคามทางเพศ ด้วยพลังสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557060

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 15:21 น.

หยุดคุกคามทางเพศ ด้วยพลังสังคม

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอพี

สาเหตุที่ผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศมาอย่างยาวนานนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะบางสังคมมองว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ยอมรับกันได้ เนื่องจากบางสังคมยอมรับความต้องการของเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ที่แย่ยิ่งกว่านั้น เมื่อผู้หญิงหลายคนถูกล่วงละเมิด บางสังคมยังกลับซ้ำเติมพวกเธอเข้าไปอีก เพราะไปยึดติดกับมายาคติที่ว่า เป็นเพราะพวกเธอแต่งตัวโป๊หรือล่อแหลมเกินไป ก็เลยทำให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

โอ้ว! ถ้ายังมีคนคิดแบบนี้อยู่ละก็ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะร่วมกันใช้พลังสังคม เพื่อหยุดการล่วงละเมิดทางเพศเสียที?

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบและนักแสดงสาวชื่อดัง ผู้ริเริ่มแคมเปญ #DontTellMeHowToDress ซึ่งเป็นกระแสการเคลื่อนไหวในประเทศไทย ที่สอดคล้องกับกระแส #MeToo ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก โดยกลุ่มคนผู้มีชื่อเสียง และนักเคลื่อนไหว ที่พากันออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับทัศนคติทางสังคมที่มีต่อความรุนแรงทางเพศ เล่าถึงที่มาของแคมเปญนี้

“แคมเปญนี้เกิดจากการที่ซินดี้พูดความในใจผ่านโซเชียลมีเดีย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการพูดถึงการแต่งกายของผู้หญิงไทย ว่าอาจเป็นสาเหตุของการถูกคุกคามหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับไม่มีใครพูดถึงการกระทำของผู้ชาย หรือมีมาตรการที่จะจัดการกับคนพวกนี้อย่างจริงจังสักที ซินดี้ก็เลยแชร์ความคิดเห็นลงบนโซเชียลมีเดีย แล้วปรากฏว่ามีผู้หญิงเข้ามาแชร์ประสบการณ์ที่พวกเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศกันมากมาย

ซินดี้-สิรินยา บิชอพ

นี่จึงเป็นที่มาของ #DontTellMeHowToDress ซึ่งเราอยากจะสานต่อ ซินดี้ก็เลยโทรไปหา คุณณัฐ ประกอบสันติสุข (ช่างภาพชื่อดัง) ว่าอยากจะจัดนิทรรศการ ‘พลังสังคม หยุดคุกคามทางเพศ’ ขึ้นมา จากนั้นก็ติดต่อไปยัง ‘มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล’ ด้วย เมื่อเริ่มมีพันธมิตรมากขึ้น เราก็อยากจะเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงไทยในเรื่องนี้ จึงได้ติดต่อไปยังองค์การสหประชาชาติ (UN Women) ซึ่งทางยูเอ็นก็ช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ รวมทั้งพันธมิตรอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ทำให้เรามีพลังในการสานต่อแคมเปญ และได้จัดนิทรรศการขึ้นในช่วงวันที่ 4-15 ก.ค.นี้ ที่ชั้น 4 หอศิลป วัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ซึ่งในนิทรรศการจะมีการจัดแสดงภาพถ่าย 16 ภาพ 16 ข้อความจากเหล่าเซเลบบริตี้ชื่อดังของไทย อาทิ อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ดาวิกา โฮร์เน่ ราณี แคมเปน เมทินี กิ่งโพยม ฯลฯ รวมทั้งภาพเสื้อผ้าของเหยื่อจากมูลนิธิฯ ซึ่งตัดทอนภาพที่โหดร้ายออกไปแล้ว โดยมีข้อความหรือเนื้อหาข้างๆ ที่สามารถจะส่งต่อหรือสื่อสารออกไปยังสังคมในวงกว้างได้ ว่าทุกคนมีความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง”

ซินดี้บอกว่า รู้สึกดีใจมากที่ทุกเสียงของทุกคนที่มาร่วมมือกันนั้น มีพลังในการเรียกความสนใจจากผู้คนให้มาร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากก็ตาม

“นอกจากเราควรจะมีการพูดถึงเรื่องนี้กันมากขึ้นแล้ว ซินดี้ว่าทุกคนต้องถามตัวเองด้วยว่า เราคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร ที่สำคัญเราต้องย้อนไปดูมายาคติที่มีอยู่ในตัวเราซะก่อน ก่อนที่จะสื่อสารเรื่องนี้ไปให้ผู้อื่นได้รับรู้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราจัดนิทรรศการฯ นี้ขึ้นมา เพราะอยากให้คนทั่วไปเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ซินดี้เชื่อว่าทุกเสียงมีพลังจริงๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือทำอาชีพอะไร ก็สามารถช่วยกันเป็นพลังสังคมในเรื่องนี้ได้

ในฐานะที่ตัวเองเป็นแม่ของทั้งลูกสาวและลูกชาย จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ซินดี้อยากจะสื่อถึงพ่อแม่ท่านอื่นๆ ให้ตระหนักในเรื่องนี้ เพราะยุคนี้เด็กๆ ทั้งเพศหญิงและเพศชายก็มีสิทธิถูกล่วงละเมิดทางเพศได้เท่าๆ กัน ดังนั้น ในฐานะแม่คนหนึ่งและประชาชนของประเทศไทย ถ้าสามารถช่วยกระตุ้นเตือนในเรื่องนี้ได้ ซินดี้ก็ยินดีช่วยเต็มที่เลยค่ะ”

ด้าน แอนนา คาริน แจทฟอร์ส ตัวแทนจากยูเอ็น วีแมน เผยว่า จากกระแส #MeToo และ #DontTellMeHowToDress ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นทั้งแรงกระตุ้น แรงขับดัน และแรงบันดาลใจให้เกิดการรณรงค์ในเรื่องนี้ขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย จึงเป็นสิ่งที่น่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง

“การที่เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและลุกขึ้นมาสร้างสังคมที่ช่วยปกป้องสิทธิของผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศซึ่งมีอยู่มากมายทั่วโลกนับเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะแทนที่จะกล่าวโทษฝ่ายหญิงซึ่งเป็นผู้ถูกล่วงละเมิดว่าเป็นเพราะพวกเธอแต่งตัวโป๊เกินไป ทำไมเราไม่ย้อนกลับไปถามผู้ชายบ้างว่า คุณกล้าทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร จากนั้นก็ควรมีมาตรการที่จะจัดการกับคนพวกนี้ให้เด็ดขาดซะที

จากกรณีศึกษาเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศในเวียดนาม ที่มีเด็กหญิงอายุ 12 ปีถูกข่มขืนเนื่องจากการแต่งตัวไม่มิดชิด คนในสังคมที่นั่นก็กล่าวโทษว่าเป็นเพราะการแต่งตัวของเธอนั่นแหละที่ทำให้เกิดเรื่อง ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะปัจจุบันนี้การที่เด็กถูกข่มขืนนั้นไม่ได้เกิดจากคนแปลกหน้าเสมอไป ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากคนใกล้ชิดหรือญาติในครอบครัว ซึ่งเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดี แต่ด้วยความอายหรือเหตุผลใดๆ ก็ตาม ท้ายที่สุดคดีก็ไม่คืบหน้า หรือมีการถอนแจ้งความไปเสียก่อน ปัญหาเหล่านี้จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไปเสียที จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์และขอความร่วมมือจากทางภาครัฐและผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อที่ปัญหาสังคมเรื่องนี้จะได้ค่อยๆ ลดน้อยถอยลงจนหมดไปในที่สุด”

แอนนา คาริน แจทฟอร์ส

รศ.อภิญญา เวชยชัย ประธานมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยว่า ปัจจุบันตัวเลขของผู้ที่ถูกล่วงละเมิดหรือถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ ตามสถิติที่มูลนิธิฯ ได้เก็บรวบรวมไว้ ยังคงมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น

“ขอยกตัวอย่างตัวเลขปี 2558 ในประเทศไทยที่มูลนิธิฯ ได้เก็บรวบรวมไว้จากข่าว พบว่า มีจำนวนผู้ถูกล่วงละเมิด 300 กว่าคน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น เพราะบางรายอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถออกมาเปิดเผยได้ ส่วนใหญ่จะถูกล่วงละเมิดจากคนในครอบครัว ในสถานที่ทำงาน และในสถานที่ทางศาสนา เพียงแต่อาจจะไม่ได้เป็นข่าว ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวก็คือ เราพบว่าเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศนั้น มีแนวโน้มว่ามักจะอายุน้อยลงตามที่เป็นข่าว แม้แต่เด็กอายุ 1 ขวบ 8 เดือน ก็เคยถูกกระทำมาแล้ว ทั้งที่เขาไม่ได้มีสภาพที่จะไปยั่วยวนให้เกิดอารมณ์ได้เลย

อีกสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงก็คือ มูลนิธิฯ พบว่า ปัจจุบันมีหญิงสูงวัยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากญาติในบ้านของตัวเอง เช่น ข่าวคุณยายวัย 86 ปีถูกหลานชายข่มขืน สิ่งเหล่านี้บอกให้รู้ว่า เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสถานการณ์ภายในที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรม ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวว่า สถานที่ที่เกิดเรื่องนั้น ไม่ใช่สถานที่ประเภทผับหรือบาร์เท่านั้น แต่เป็นในบ้านที่เราอยู่อาศัย จึงสอดคล้องกับการจัดนิทรรศการครั้งนี้ที่แสดงให้เห็นว่า หลายชุดที่ผู้หญิงหรือเด็กสวมใส่ เป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่เรียบง่ายซึ่งใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการล่วงละเมิดโดยตรง”

รศ.อภิญญาเสริมว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขเรื่องนี้ สิ่งแรกคือต้องโฟกัสไปที่ผู้ตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายก่อนเลย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องได้รับการช่วยเหลือในเบื้องต้นก่อน จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาทั้งในด้านสาธารณสุขและกระบวนการยุติธรรมซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องคดีความต่อไป

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่รายบุคคลเท่านั้น แต่มีทั้งผู้หญิง เด็ก และผู้สูงวัยที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ตรงนี้ ที่สำคัญก็คือ ผู้ถูกกระทำมักรู้สึกกลัวที่ตัวเองจะตกเป็นข่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่ผู้ถูกกระทำต้องเป็นฝ่ายแบกรับเรื่องนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้นถ้ามีผู้เสียหายสักคนลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับเรื่องที่เกิดขึ้น จะถือว่าเป็นเรื่องที่กล้าหาญมาก

ดังนั้น พวกเราต้องช่วยกันรณรงค์ให้เหยื่อตระหนักว่า พวกเขาไม่ใช่คนผิด ผู้ที่มากระทำต่างหากที่เป็นผู้ผิด แล้วเราต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงและแก้ไขมายาคติที่กล่าวโทษผู้หญิงในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องเพศให้หมดไป จึงต้องอาศัยความร่วมมือ ให้การศึกษากันใหม่ รวมทั้งให้ข้อมูลใหม่ๆ กับผู้ชายทุกคน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายต้องมองผู้หญิงว่ามีความเป็นมนุษย์และมีศักดิ์ศรีเหมือนกับพวกเขาด้วยเช่นกัน

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศก็คือ ขั้นแรกต้องไปแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจก่อน จากนั้นก็ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลว่าถูกทำร้ายมา หากมีบาดแผลแพทย์จะได้รีบรักษา สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเก็บหลักฐานเบื้องต้นเอาไว้เพื่อดำเนินการต่อผู้กระทำผิดต่อไป”

สำหรับ ธารารัตน์ ปัญญา นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า เธอถูกรุ่นพี่ในกลุ่มเพื่อนสนิท คุกคามทางเพศในช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เธอได้คิดทบทวนและตัดสินใจอยู่นานว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

“ตอนนั้นสิ่งแรกที่ดิฉันคิดก็คือ อยากจะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ว่าคุณไม่มีสิทธิมาคุกคามทางเพศกับเราหรือใครๆ ก็ตาม ดิฉันจึงยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังคณะนิติศาสตร์ที่ตัวเองเรียนอยู่ จากนั้นก็สอบถามไปว่าจะวิธีการลงโทษทางวินัยหรือจัดการอย่างไรได้บ้าง ต่อมาเมื่อมีการสอบสวนเกิดขึ้น ผู้ที่กระทำผิดก็ถูกลงโทษด้วยการให้พ้นจากการเรียนไป ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เราลุกขึ้นต่อสู้ในครั้งนั้น

แรกๆ ดิฉันก็กลัว ไม่กล้าเล่าให้ครอบครัวฟัง แต่เมื่อเพื่อนๆ และคนรอบข้างเข้าใจ รวมทั้งสนับสนุนให้ดำเนิน การ แถมไม่มีใครมาตั้งคำถามว่า เราแต่งตัวโป๊มั้ย หรือดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า ซึ่งที่จริงเราก็ไม่ได้แต่งตัวโป๊หรือดื่มแอลกอฮอล์เลยนะตอนนั้น ดิฉันว่าถ้าคนในสังคมพร้อมยอมรับและเข้าใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และละทิ้งมายาคติที่มักจะกล่าวโทษผู้หญิงทิ้งไป ก็จะช่วยให้ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดหรือถูกกระทำความรุนแรงทางเพศทุกคนสามารถผ่านเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นไปได้”

เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ จากผู้ชายอ้วน สู่เทรนเนอร์ซุป’ตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556983

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 13:53 น.

เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ จากผู้ชายอ้วน สู่เทรนเนอร์ซุป’ตาร์

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า “จัน” แต่เพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนไม่สนิท เรียกเขาเป็นชื่อเดียวกันว่า “อ้วน”

ในวัย 15 ปี เขาชินกับคำเรียกว่า อ้วน และอยู่กับมันได้อย่างปกติสุขบ้าง และเริ่มมีอาการที่ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่า เฮ้ย นี่มันไม่ปกติแล้วนะ

เมื่อรูปร่างต้องแบกน้ำหนักกว่า 130 กิโลกรัม เริ่มเป็นอุปสรรคหลายๆ อย่าง รวมถึงอนาคตที่เขาจินตนาการถึงวัยทำงาน เขาบอกกับตัวเองว่า รูปร่างใหญ่เทอะทะไปอยู่ที่ไหนก็ดูเกะกะ เป็นภาระต่อองค์กรเสียมากกว่า

เขาปฏิวัติตัวเอง ทวงคืนความสุขกลับมา จากเด็กหนุ่มอ้วน 130 กว่ากิโลกรัม ผ่านมา 6 ปี เขากลายเป็นชายหนุ่มที่สามารถใช้รูปร่างทำงานหาเงินได้ จวบจนปัจจุบันเขากลายเป็นเทรนเนอร์ชื่อดัง ดูแลการออกกำลังกาย รูปร่าง สุขภาพ และวางแผนเรื่องโภชนาการ

“จัน-อานันท์ อภินันทน์” หรือ “เทรนเนอร์จัน” เทรนเนอร์คิวทองให้ดาราระดับซูเปอร์สตาร์และเซเลบริตี้ของเมืองไทยหลายคน

อย่างออเจ้า เบลล่า-ราณี แคมเปน ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ แหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ ฯลฯ

หักดิบ น้ำหนักลด 30 กก. ใน 8 เดือน

หลายครั้งที่เราเกิดแรงฮึดขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิวัติตัวเอง ไม่ว่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร แต่ผลลัพธ์มันล้มเหลว…แป่ว!!

เมื่อเราได้ผ่านการเรียนรู้ และเกิดลูกฮึดขึ้นอีกครั้ง ก็ได้เรียนรู้ว่า ยังพยายามไม่พอ และไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอได้ และทุกอย่างย่อมมีราคาที่แลกมาด้วยเวลา แต่หากไม่หยุด ผลลัพธ์มันจะสวยงาม…เย้!!

จันในวัย 30 ปี พาย้อนกลับไปในวัยสวมกางเกงนักเรียนขาสั้น เอวกางเกง 46 น้ำหนักตัว 129 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้สึกว่า รูปร่างที่ใหญ่เกินเพื่อนในวัยเดียวกันเป็นปัญหา เพราะตอนนั้นความสุขโฟกัสไปที่การกิน ซึ่งวันนี้จันได้ข้อคิดมาอย่างว่า “กินอย่างไร ได้อย่างนั้น”

มาดูเมนูของเด็กชายจัน ข้าวไข่เจียวโรยน้ำตาลทราย ยิ่งใส่เยอะยิ่งเจริญอาหาร บางครั้งเจ้าตัวยังนึกขำๆ ว่า นี่มันไข่เจียวหรือโรตี ขอใส่นมข้นเยอะๆ นะบัง

เมนูข้าวขาหมูเอาข้าวลงไปคลุกในน้ำหวานๆ ชามเดียวไม่พอ ต้องขอเบิ้ล ข้าวหมูทอดยังเอาไปคลุกกระเทียมเจียวและโรยด้วยซีอิ๊วหวาน คืออาหารคาวทุกอย่างต้องมีรสหวานจัด

ยังมีขนมหวานล้างปาก ขนมแกงกะทิทั้งหลาย ข้าวเหนียวสังขยา สาคูถั่วดำ ฟักทองเชื่อม ถ้าขนมหวานมีหลายอย่าง สามารถเทรวมไปในชามเดียวกัน กินแบบรวมมิตรเลยทีเดียว

ช่วงแรกแย้มของวัยรุ่น จันแบกน้ำหนักตัว 100-130 กิโลกรัม จนเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อนๆ เริ่มแต่งตัวเท่ เริ่มมีการจีบสาว แต่เขายังสนใจเรื่องการกิน

“ตอนนั้นยังมีความสุขกับการกิน แล้วเรายังเล่นกับเพื่อนได้ปกติ ไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่พอสุขภาพเริ่มแย่ มีปวดข้อเข่า ข้อเท้า เหนื่อยง่าย เดินขึ้นบันได 4 ชั้น หอบเหนื่อยเหมือนผ่านการเล่นกีฬาหนักมา เพื่อนๆ เดินขึ้นมาเขานั่งคุยกันเล่นสบาย เรานั่งอยู่หัวใจเต้นแรงเร็วมาก คาบวิชาพลศึกษาเล่นก็เหนื่อยง่าย ตอนนี้ก็บอกคุณพ่อคุณแม่แล้ว รู้สึกตัวเองเหมือนคนป่วย แต่เข้าใจผิดคิดไปเองว่าเป็นหอบ”

โดนเรียกว่า อ้วน ตอนเด็กก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มเป็นหนุ่ม เริ่มมีกะจิตกะใจแวบไปมองสาวๆ บ้าง นอกจากเรื่องการกิน เวลาโดนเรียกว่า อ้วน ก็รู้สึกกดดันนิดๆ และเริ่มไม่มีความมั่นใจในรูปร่าง

“ขึ้นมัธยมปลาย เพื่อนมีแฟนกัน เราไม่มีแฟนอยู่คนเดียว ไม่มั่นใจ ไม่กล้าไปคุยกับผู้หญิง ตอนนั้นตัวเตี้ยด้วย 160 เซนติเมตร มีกลิ่นตัว ทุกอย่างดูดร็อปไปหมด”

จันเลือกลดน้ำหนักตัวตามความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งเป็นความเชื่อมาอย่างหนึ่งว่า งดอาหารมื้อเย็น ตอนนั้นเขากินแต่น้ำเต้าหู้ในมื้อเย็น ร่วมกับการออกกำลังกาย 8 เดือน น้ำหนักจาก 129 ลดเหลือ 91 กิโลกรัม

น้ำหนักหายไปมากก็จริง แต่สิ่งที่ได้ตามมา คือผิวหนังที่หย่อนยาน ยามอยู่นอกบ้านหน้าชื่นเมื่อถูกทักว่าผอมลง แต่เมื่ออยู่ในบ้านถอดเสื้อผ้าส่องกระจกใจก็หายวาบกับสภาพผิวหนัง

“มารู้ตอนหลังเราทำสิ่งที่ผิด น้ำหนักลดเร็วเกินไป เอวจาก 46 นิ้ว เหลือ 36 นิ้ว ผิวหนังที่เคยยืดมันหดกลับไม่ทัน มันก็ไปกอง อกก็หย่อน ผิวหนังตรงท้องหย่อนลงไปปิดถึงบริเวณขา ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่วาดเอาไว้ตอนเราออกกำลังกายไม่ใช่แบบนี้ นึกว่าจะหุ่นดีมีกล้าม แต่กลายเป็นถอดเสื้อผ้าโชว์ใครไม่ได้เลย”

จุดหักเห ได้(หุ่น)เป็นนายแบบ

ไม่เพียงปมถูกเรียกว่า อ้วน ร่างกายที่ส่งสัญญาณบอกสุขภาพแย่แล้ว แต่ทัศนคติที่มีของตัวเอง ทำให้จันพลิกโฉมตัวเองได้สำเร็จ

“ตอนนั้นต้องหักดิบ ความรู้สึกบอกเราแล้วว่าไม่ไหว หนึ่ง กดดันขั้นสุด สอง สุขภาพแย่ สาม เรียนจบจะไปทำงานอะไร แค่ยืนเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย เราจะกลายเป็นคนที่สังคมมองไม่โอเค ตอนนั้นจันรู้สึกจะไปเกะกะ ไปอยู่ไหนเขาก็คงรู้สึกอึดอัดกับเรา คิดได้ว่าเราจะปล่อยไปแบบนี้จริงๆ เหรอ ในอนาคตจะมีงานทำไม สิ่งที่เราเป็นอยู่คนจะรังเกียจไหม คนอื่นไม่ได้สร้างความกดดันให้จันเท่าไร พ่อแม่ก็ยังบอกให้กินได้ปกติ แต่จันสร้างความกดดันให้ตัวเอง”

หลังจากที่ออกกำลังกายเองได้ผลลัพธ์ออกมาไม่สมดังใจ จันได้ไปพบแพทย์ “หมอบอกลดเร็วไป ถ้าจะให้ผิวหนังกลับมาปกติ มี 2 วิธี คือ ผ่าตัดแล้วเย็บหนังให้ตึง และอีกวิธี เวตเทรนนิ่ง สร้างกล้ามเนื้อให้ผิวหนังถูกยืดออกมา ซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อมากๆ สำหรับผิวหนังที่หย่อนในตอนนั้น”

จันเลือกวิธีที่ 2 ประหยัดเงิน และไม่เจ็บตัว “ได้รุ่นพี่เป็นนักเพาะกายทีมชาติช่วยสอน ใช้เวลา 3-4 เดือน ก็รู้วิธีในการเล่นเวต

ช่วง 2 ปีแรกถอดเสื้อไม่ได้เลย จน 3-4 ปีผิวหนังเริ่มกลับมาตึง นอกจากเวตเทรนนิ่ง จันกินอาหารแบบนักเพาะกาย ออกกำลังกาย 2 รอบ/วัน ครั้งละ 2 ชั่วโมง”

มาดูเมนูอาหารของจันในวัยเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย กินข้าวกับไก่ต้มจิ้มซีอิ๊ว กินไข่ขาว เลือกกินอาหารโปรตีนสูงไขมันต่ำ กินไก่วันละ 1 กิโลกรัม อาหารประเภทผัดต้องผัดกับน้ำเท่านั้น อาหารคาวต้องปราศจากรสหวาน และงดของหวานล้างปาก แค่น้ำเปล่าเท่านั้น

“ใช้เวลา 3 ปีกว่า ผิวหนังเริ่มกลับมาตึง ตอนนั้นในเรื่องการกินจันใช้จิตวิทยากับตัวเอง ของเฮลตี้คือของอร่อย ตอนนั้นสิ่งที่ไม่ชอบมากสุด คือ มะเขือเทศ จันมองมะเขือเทศว่าอร่อย กินเข้าไปจะหล่อ ผิวพรรณดี บร็อกโคลี่เหม็นเขียวมากแล้วก็แข็ง แต่มันมีประโยชน์ มันดีมาก ต้องกิน

นึกถึงเมื่อตอนเป็นเด็กไปบ้านญาติ ทำอาหารมา 15 อย่าง มีผักหมด จันกินไข่เจียวได้อย่างเดียว แต่พอโตจันหลอกตัวเองสำเร็จ ผักที่เราเกลียดคือสิ่งที่ทำให้เราดูดี ให้เราหล่อมีประโยชน์ จนตอนนี้ไม่ต้องหลอกตัวเองแล้ว ของเฮลตี้นี่ชอบมาก”

กว่าจะหุ่นดีมีกล้ามสมใจ ระหว่างทางก็ท้อแล้วท้ออีก “ช่วงปีที่ 2 เริ่มท้อ เพราะเห็นเพื่อนที่เล่นแค่ปีเดียวหุ่นดีมีกล้าม แต่เราตอนนั้นผิวหนังยังย้วย จุดนั้นท้อมาก คุยกับทุกคนที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างกล้ามเนื้อ ทุกคนให้กำลังใจ เราทำในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว กล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการสร้าง กล้ามเนื้อไปผลักผิวหนังให้ยืดแล้วค่อยๆ กระชับ

ตอนนั้นน้ำหนัก 90 กิโลกรัม ก็เริ่มคิดว่าเราทำในทางที่ถูกแล้ว แค่พยายามทำต่อไป มันคงไม่แย่ลง แล้วเริ่มมองความสวยงามระหว่างทาง เรามีวินัยมากขึ้น ตื่นตี 5 ไปคาร์ดิโอ ได้กินข้าวเช้า ไปเรียน พัก ตอนเย็นมายิม

ตอนส่องกระจกน้ำหนักลดลงมา เริ่มหลงรักตัวเอง รักที่อยากจะหล่อ ส่องกระจกแล้วนึกถึงตัวเองตอนนั้น ตอนนี้เรามีความมั่นใจมั่นหน้าตัวเองขึ้น (หัวเราะ)”

พอหุ่นดีมีกล้ามจันก็เข้าสู่เส้นทางนายแบบ หลังจากกล้าถอดเสื้อโชว์รูปร่างลงโซเชียล จนได้รับการติดต่อจากโมเดลลิ่ง ในช่วงแรกจันรู้สึกภูมิใจกับรูปร่างและรายได้มาก แต่ในที่สุดก็ถึงทางตัน เมื่อจันในวัย 23 ปี ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อยากเป็นอะไร

“ตอนนั้นทุกงานต้องบอกว่าถอดเสื้อโชว์บอดี้ แต่ผลสรุปเราไม่แฮปปี้ที่จะรักษาบอดี้แฟตได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถรักษาเปอร์เซ็นต์ไขมันให้อยู่ตัวเลข 8 ได้ตลอด ต้องเห็นซิกซ์แพ็กชัด หุ่นดีกินสารอาหารไม่ครบเพื่อรักษาบอดี้แฟตน้อยๆ รู้สึกไม่ธรรมชาติ รู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีความสุข วันๆ หนึ่งกินแต่ไข่ต้ม เลยหาหนทางว่าถ้าไม่ทำงานนี้เราจะมาสายไหน”

เทรนเนอร์ออกกำลังกาย เป็นคำตอบสุดท้ายที่เขาเลือกให้กับตัวเองเมื่อ 7 ปีก่อน ถึงวันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า เขาเลือกไม่ผิด มิเช่นนั้นคงไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องและมีความสุขในทุกๆ วัน

ให้คุณค่าแก่ตัวเอง และส่งต่อให้ผู้คน

จันเริ่มต้นจากตัวเอง เอารูปร่างตัวเองเป็นโปรดักต์ แล้วใช้โซเชียลเป็นช่องทางทำการตลาดประชาสัมพันธ์ ภาพที่ถ่ายไว้สมัยอ้วนมาจนถึงรูปร่างดี เป็นบีฟอร์แอนด์อาฟเตอร์ที่ผู้คนให้ความสนใจมาก เขากลายเป็นบุคคลต้นแบบที่หลายคนอยากทรานส์ฟอร์เมอร์รูปร่างให้ได้อย่างเขา

“พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำที่จะทำอาชีพนี้ ตอนนั้นจันมีเงินแค่ 2 หมื่นบาท ออกมาเช่าห้องอยู่เอง ตอนนั้นจันไม่ได้คิดเรื่องเงินขนาดนั้น จันคิดในมุมที่ว่า จันอ้วนแล้วมาผอม ลงรูปมีแต่คนมาถามเยอะมากว่าทำไง เราเลยเอาซะหน่อย ลองแนะนำประสบการณ์ของเราไป

ช่วงแรกๆ รับเทรนให้เพื่อนๆ ฟรี และก็ไปเรียนครอสเทรนเนอร์ตามสถาบันต่างๆ เพิ่ม เพื่อให้คนที่มาเรียนมั่นใจในตัวเรา แต่จากประสบการณ์ของจัน สิ่งที่ทำให้คนมาให้เราเทรน คือ จันใช้ประสบการณ์สิ่งที่เราได้มาสอนเขา รวมถึงการเซอร์วิส การใช้จิตวิทยาให้เขาทำตามเรา ความเฟรนด์ลี่ การเอนเตอร์เทน

ดาราที่มาเทรนกับจันหลายคนบอกจันสอนแล้วรู้สึกว่าอยากทำตาม อยากเชื่อ จันมีความเข้าใจในแต่ละคน ไม่ได้ยึดตามทฤษฎี แต่แก้ปัญหาเฉพาะบุคคล รู้ถึงลักษณะนิสัย

อย่างเกรซเล่นกับจัน เขาโอเค ไม่รู้สึกว่าจันเป็นผู้ชายมาจับตัว เขารู้สึกเหมือนเพื่อน น้ำชาก็บอกเล่นกับจันไม่น่าเบื่อ เหมือนมาเจอเพื่อนได้ทั้งกล้ามเนื้อและคุยเพลิน เวลาเทรนก็คนละ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง”

นอกจากเทรนส่วนตัว ซึ่งค่าตัวต่อชั่วโมงหลายพันบาทแล้ว จันยังมีเวิร์กช็อปตามแบรนด์สินค้าต่างๆ ว่าจ้างอีก และยังจัดรายการวิทยุ เขียนเทคนิคและลงคลิปแนะนำท่าออกกำลังกาย เป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม @forcejun

“เราอยากให้เขาทำได้ มันไม่ได้ยากเกินความสามารถของแต่ละคน จันก็จะแนะนำทริกต่างๆ อย่างสอนการกิน เช่น กินบุฟเฟ่ต์ 2 ชั่วโมง แต่ลิ้นเรารับรสชาติความอร่อยได้ 30 นาทีแรก หรือการกินโดนัทจะอร่อยใน 2 ชิ้นแรก แล้วเราจะกินชิ้นที่ 3 ที่ 4 ทำไม

เอาจริงๆ แล้ว จันไม่เคยคิดว่าการดูแลตัวเองจะส่งผลให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เป็นเด็กอ้วนคนหนึ่งจะมาเป็นเทรนเนอร์จันในวันนี้ จะมีชื่อเสียง

สิ่งที่จันภูมิใจ คือ จันไม่ได้แค่ดูแลตัวเองได้สำเร็จ แต่จันดูแลคนอื่นได้ด้วย จากเคยคิดว่าเราจะมีประโยชน์กับใคร ตอนนี้สิ่งที่เราทำเราเขียนมันมีประโยชน์ต่อคนอ่าน

เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง รักตัวเอง ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ตอนนี้จันมีสุขภาพดีสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกเยอะ ให้ความรู้สึกที่ต่างจากตอนอ้วนที่แม้แต่ทำอะไรให้ตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ยังเหนื่อยเลย

จันจึงมีความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จันเองก็ใช้เวลานานมากๆ”

กว่าจะมาเป็นเทรนเนอร์จัน เทรนเนอร์ซุป’ตาร์ เทรนเนอร์คิวทอง เขาก็เคยท้อ เคยกดดัน ดูถูกศักยภาพของตัวเองมาก่อน แต่เมื่อเขาได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และลุกขึ้นมาลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติๆๆๆๆ อย่างไม่หยุด แม้จะท้อก็ไม่หยุด ตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆ ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังมีเป้าหมายใหม่ที่ต้องไปให้ถึง แต่ตอนนี้มีความมั่นใจแล้วว่า มันจะสัมฤทธิผลถ้ามีความมุ่งมั่น และดอกผลที่รออยู่ปลายทางงดงามเลอค่าเสมอ