กินดีมีคุณภาพ ดั่งคนในครอบครัว ‘สิรินทร์ฟาร์ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554630

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:59 น.

กินดีมีคุณภาพ ดั่งคนในครอบครัว ‘สิรินทร์ฟาร์ม’

โดย มัลลิกา นามสง่า

“เมื่อก่อนเราอาจไม่ได้สนใจสุขภาพตัวเองมาก แต่พอมีลูก เปลี่ยนไปอัตโนมัติเลย คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด อย่างสมมติกินข้าว เราจะเอาอะไรที่ดีที่สุดในจานกับข้าวนั้นให้ลูก”

“แหม่ม” คัทลียา แมคอินทอช คุณแม่ลูกสามได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเริ่มทำ “สิรินทร์ฟาร์ม” ณ จ.เชียงราย ซึ่งมีคุณสามีสงกรานต์ กระจ่างเนตร์ เป็นคนลุยเอง

“สิ่งที่ดีแก่ลูกๆ ไม่ต้องราคาแพง ไม่ต้องหายาก ไม่ต้องอร่อยล้ำ หากแต่มีคุณภาพ มีคุณประโยชน์ และปลอดภัยต่อตัวลูกรวมถึงต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” เธอบอก

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของความห่วงใยและใส่ใจสุขภาพสมาชิกในครอบครัว ค่อยๆ เริ่มส่งต่อไปถึงเพื่อนๆ คนใกล้ชิด และขยับขยายไปสู่ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เชฟชื่อดังเลือกใช้

“ที่ผ่านมาเวลาเรารับประทานก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้ว พูดตรงๆ สมัยนั้นและสมัยนี้ในเรื่องของผลิตภัณฑ์ก็มีให้เลือกขึ้นเยอะ ตอนนั้นก็ไม่ได้หาง่าย คือว่าประเทศอื่นเขาสนใจเรื่องพวกนี้กันนานแล้ว แต่ประเทศไทยอาจจะช้ากว่าที่อื่นหน่อย เมืองนอกเขาหาซื้อได้ง่าย แล้วคุณภาพเชื่อถือได้จริงๆ ก็เลยคิดไปคิดมา อ๊ะ! เราก็ทำเองสิ”

สิรินทร์ฟาร์ม จากบ้านไร่ของลูกๆ ที่วันหยุดพาลูกๆ ไปปลูกผัก เลี้ยงไก่ กลายเป็นธุรกิจไร้สารเคมี ผลิตภัณฑ์จากสิรินทร์ฟาร์ม ไก่ปลอดสาร ไข่ไก่ หมูปลอดสาร ลูกชิ้นหมู-ไก่ ข้าวหอมมะลิปลอดสาร กุนเชียง ไส้กรอก ซี่โครงหมู เบค่อนรมควัน ไส้อั่ว ไส้กรอกอีสาน ฯลฯ กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ

“เราคุยปรึกษากันมาตลอด ตั้งแต่ไปหาดูที่ ตัดสินใจซื้อที่ ซื้อที่เปล่ามา เราก็ไปไถ่ชีวิตโค-กระบือมาไว้ที่ฟาร์ม และก็เริ่มเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู และมันก็ต่อยอดมาเรื่อยๆ เริ่มจุดประกายก็คือมีลูกสาวเนี่ยแหละ (เนซซี่) ก็เลยอยากให้เขาได้กินอาหารที่ปลอดสาร ไม่มีสารเร่งฮอร์โมนที่เป็นอันตรายมาก

แหม่มจะเป็นกำลังใจมากกว่า พี่บีบี๋ลุยเองหมด เป็นคนลงแรงลงมือ เขาศึกษา เขาชอบและเขาก็อินมาก อยากจะมีฟาร์มเป็นของตัวเอง เราก็ได้แต่เป็นหน่วยให้กำลังใจ ซัพพอร์ตเต็มที่อยากทำอะไร”

ลุยในที่นี้คือลุยจริงๆ คัทลียา บอกว่าหลายคนอาจจะคลางแคลงใจว่าคนที่มีเงิน คงใช้เงินให้คนอื่นลงแรงให้ แต่สำหรับการทำฟาร์มสงกรานต์ลงแรงเองทุกส่วน

“เริ่มตั้งแต่หาความรู้เกี่ยวกับการเกษตรแบบปลอดสารพิษ การทำปุ๋ยเอง การทำคอก ทำเล้า ขุดบ่อเลี้ยงปลา เรียกว่าเรียนผิดเรียนถูกจนให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดี ใช้เวลาเกือบ 4 ปี กว่าจะมีวันนี้ ยากมาก มันต้องใช้ความอดทน ใช้ความตั้งใจ ใช้ทุกอย่างค่ะ ความรู้ก็ต้องขวนขวาย ลองผิดลองถูก

ทำอันนี้ อ้าว! ผิด ไม่ได้ล่ะ ไก่ตายหมดทั้งคอกเลย ทำยังไงดี เอ๊ะ! เราจะรักษายังไง ป่วย ไม่ให้ยา ไม่ฉีดยา ก็ต้องหาวิธี โอ๊ย! ลองผิดลองถูกมาเยอะ คือถ้าใช้สารเคมีรักษามันง่าย หรือเลี้ยงในกรงก็ดูแลง่าย ให้อาหาร อัดยาอย่างเดียว แต่ไก่ของเราวิ่งเล่นตามทุ่ง เลี้ยงแบบธรรมชาติ พอเลี้ยงแบบธรรมชาติเราก็ควบคุมไม่ได้ ฝนจะตก แดดจะออก หรือโรคระบาด

ตอนนี้พี่บีบี๋วางระบบไว้หมดแล้ว ตัวเขาก็ไปดูบ้างและก็มีคนงานช่วยดูแลตามหน้าที่ต่างๆ เพราะเราไม่ได้อยู่ฟาร์ม 100% มันก็ต้องมีคนที่ทำแทนได้ แต่ช่วงแรกๆ ไปเยอะ ก็ต้องไปดู”

แนวคิดของสิรินทร์ฟาร์ม คือทำการเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้หลักการของระบบนิเวศ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เช่น มูลสัตว์นำไปทำปุ๋ยหมัก เพื่อนำกลับมาใช้ในการเพาะปลูกพืช ผัก และนำวนกลับมาเป็นอาหารของสัตว์ เรียกว่าไม่มีของเสีย อีกทั้งส่งผลดีต่อระบบนิเวศด้วย

ไก่เลี้ยงแบบปล่อย (Free Range) คือไม่มีการขังกรง แม่ไก่สามารถเดินเล่นได้อย่างเต็มที่ และออกไข่ในรัง ไม่ฉีดยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ไม่ฉีดฮอร์โมน อาหารของไก่ ผสมด้วยสูตรเฉพาะของสิรินทร์ฟาร์ม ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพรที่เป็นยา เพื่อช่วยในเรื่องภูมิต้านทานให้กับไก่ และไม่ใช้สาร Chlorophyll Red ซึ่งเป็นสารสกัดจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อเร่งสีแดงของไข่แดง ทำให้ไข่ไก่ของที่นี่ปลอดสารเคมี

หมู ตอนนี้เป็นฟาร์มแห่งเดียวที่ได้ทำการขยายหมูคุโรบุตะพันธุ์แท้ ไม่ฉีดสารเร่งเนื้อแดง ไม่ฉีดยาปฏิชีวนะ ไม่ฉีดฮอร์โมน

ข้าวหอมมะลิ ปลูกโดยปราศจากการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี รวมถึงไม่ใช้ยากันชื้น

คัทลียา ฉายภาพต่อว่า สิรินทร์ฟาร์มเสมือนบ้านพักตากอากาศของครอบครัว และเป็นศูนย์การเรียนรู้นอกโรงเรียนให้กับลูกๆ

“ช่วงไหนที่เราว่างตรงกันก็จะขนกันไปทั้งครอบครัว เด็กๆ ไปก็สนุก เนซซี่ (ลูกสาวคนเล็ก) ก็ไปเก็บไข่ พอเก็บเสร็จก็มานั่งเช็ดไข่ ชั่งแล้วก็แพ็ก มันก็เป็นเหมือนกิจกรรมครอบครัว

ตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียว และมันก็กำลังขยาย โตเร็วพอสมควร อาจด้วยจังหวะ เพราะเราก็เป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว มีลูก เพื่อนเรามีลูก ลูกเรามีเพื่อน ทุกคนก็ใส่ใจเรื่องสุขภาพหมด แม่ๆ ทุกคนก็จะแบบ เอาบ้างดิ ขอกินบ้างดิ มันถึงวัยที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพของลูก

แล้วพี่บีบี๋เป็นคนที่ทำอะไรแล้วทำจริง ก็เป็นข้อดี ตอนนี้คือหยุดทำไม่ได้แล้ว ถ้าหยุด อ้าว! แล้วยังไงอ่ะ เราจะทิ้งผู้บริโภคเราเหรอ”

ส่วนเรื่องราคาที่ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจะมีราคาสูงนั้น แหม่มให้ความเห็นว่า

“ราคาก็ไม่ได้ต่างกันมาก ไข่แพ็กหนึ่งโดยทั่วไปขาย 60-70 ของเรา 100 บาท ห่างกันไม่มาก แต่ว่ามันคุ้มไหม คุณคิดระยะยาวดีกว่า อย่าคิดแค่ราคา คนชอบคิดว่า โอ๊ย! มันแพง แต่จริงๆ คุณต่ออายุไปได้อีกเท่าไหร่ และเราไม่ได้ตั้งราคาแบบกะฟาดหัวเข้าบ้าน เราคิดให้ฟาร์มมันอยู่ได้ มีกำไรบ้าง เพื่อที่จะไปต่อยอด แต่ไม่ได้คิดว่า ฉันต้องเก็งกำไร เอาให้แบบต้องรวยล้นฟ้า เรายังทำธุรกิจอีกหลายอย่าง แต่ตรงนี้เริ่มต้นมาจากเราต้องการให้ได้กินของที่ดี” 

‘หยุดทุกอย่างเพื่อให้เวลากับลูก’ อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554625

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:23 น.

‘หยุดทุกอย่างเพื่อให้เวลากับลูก’ อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล

โดย ฤดูกาล ภาพ : อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล

จากสปอร์ตแมนที่ลงแข่งขันทั้งวิ่งมาราธอนและไตรกีฬา วันนี้เมื่ออยู่ในฐานะแฟมิลี่แมน “ปอ” อัสนีพล เชาว์รัศมีกุล ก็ได้หยุดทุกอย่างทั้งการฝึกซ้อมและการแข่งขันเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับลูกสาวฝาแฝดวัย 2 ขวบ “น้องมากิ” และ “น้องมิกะ” โดยเขาเลือกที่จะใช้เวลาครอบครัวไปกับการท่องเที่ยว

“พอลูก 3 เดือนแล้วเราก็พาเขาออกไปนอกบ้าน โดยเราเลือกที่จะพาไปใกล้ๆ บ้านและเรามั่นใจว่าปลอดภัยสำหรับเด็ก เลยพาเขาไปสปอร์ตคลับที่ผมกับภรรยาไปกันเป็นประจำอยู่แล้ว ที่นั่นจะมีสวนสาธารณะร่มรื่น มีต้นไม้เยอะ คนไม่พลุกพล่าน และมีสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ ด้วย พอหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน ผมพาเขาไปภูเก็ตซึ่งเป็นการไปต่างจังหวัดและนั่งเครื่องบินครั้งแรกของลูก”

เขาสารภาพว่า การพาลูกขึ้นเครื่องบินครั้งแรกทำให้คุณพ่อคุณแม่ตื่นเต้นมาก เพราะกลัวลูกทั้งสองคนจะงอแงรบกวนคนอื่น เขาจึงใช้เทคนิคให้ลูกดื่มนมในช่วงเวลาที่เครื่องบินขึ้นและลง เพื่อป้องกันอาการหูอื้อและให้ลูกหลับในช่วงนั้นพอดี

นอกจากนี้ เมื่อถึงจุดหมายแล้ว การเดินทางที่สะดวกคือ การเช่ารถ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ คาร์ซีต ที่ต้องแจ้งไว้ให้เตรียมล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

“สิ่งที่ยังจำได้ดีเลยคือ ลูกๆ ได้สัมผัสทรายและน้ำทะเลเป็นครั้งแรก” ปอเล่าถึงทริปภูเก็ต

“มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ว่าหาดทรายเป็นยังไง เสียงคลื่น เสียงทะเลเป็นยังไง ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าพอโตขึ้นไป เขาจะจำความรู้สึกนั้นได้ไหม แต่ผมว่ามันจะเป็นความทรงจำลึกๆ ที่อยู่ข้างใน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากล้าลองกล้าทำสิ่งใหม่ๆ ในอนาคตก็ได้”

จากนั้นน้องมากิและน้องมิกะได้ไปต่างประเทศครั้งแรกที่ฮ่องกง จุดหมายต่างแดนที่ไม่ไกลเกินไปสำหรับเด็กวัย 1 ขวบครึ่ง และเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

“เราเดินทางกันเอง เข็นรถพาลูกเที่ยวเอง และแผนการเที่ยวแต่ละวันต้องปรับเปลี่ยนไปตามลูกทั้งหมด เพราะแต่ละที่ที่ไปจะใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่เที่ยวปกติ เด็กต้องใช้เวลาพัก เวลาเดิน เวลาเล่น และเวลานอน” คุณพ่อลูกแฝดกล่าวต่อ

“ส่วนสถานที่ท่องเที่ยว เราพาเขาไปที่โอเชี่ยนพาร์ค สวนสนุกที่มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอยู่ข้างใน เพราะเราคิดว่าในวัยขวบกว่าๆ ลูกน่าจะตื่นเต้นและได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ที่เขาเคยเห็นในหนังสือมา แล้วยังเป็นการเปิดประตูให้เขาเห็นโลกกว้างมากขึ้น”

เขากล่าวด้วยว่า ด้วยหน้าที่การทำงานทำให้เขามีเวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่แค่วันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้น เขาจึงอยากใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างเต็มที่ที่สุด

“หลังเลิกงานผมและภรรยาจะมุ่งกลับบ้านทันทีเพื่อมาอยู่กับเขา”

ปัจจุบันปอทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย เขาเล่าต่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ว่า

“พอถึงวันเสาร์อาทิตย์เราก็อยากพาเขาออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรืออย่างน้อยต้องไปสปอร์ตคลับให้ลูกอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า เล่นในสนามเด็กเล่นที่ไม่ได้อยู่ในห้าง เพราะผมอยากให้เขาได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด”

สำหรับคนที่อยากเห็นความน่ารักสดใสของน้องมากิและน้องมิกะ สามารถติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Maki Mika The Twins พื้นที่แสนอบอุ่นที่พ่อปอทำขึ้นเพื่อบันทึกความทรงจำของครอบครัว

ค้นหาชีวิตระหว่างทาง The Yoss Backpacker

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554620

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ค้นหาชีวิตระหว่างทาง The Yoss Backpacker

โดย รอนแรม ภาพ : The Yoss Backpacker

บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวหน้าใหม่ แต่เป็นนักเดินทางตัวยงมาตั้งแต่จำความได้ “โอ๊ท” ณัฐธีร์ ยศกรจีราวัชร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก The Yoss Backpacker (อ่านว่า เดอะ ยอซซ์ แบ็กแพ็กเกอร์)

เขามักเดินทางไปตามแหล่งชุมชนเพื่อมองหาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเรียนรู้ความหลากหลาย โดยได้สะท้อนความเป็นจริงออกมาผ่านภาพถ่ายและเรื่องเล่าจากประสบการณ์

โอ๊ทเล่าว่า อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าเขาเป็นคนชอบเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวมันกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน

“คุณพ่อผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวมาก จำได้ว่าตอนเด็กๆ ทุกเสาร์อาทิตย์คุณพ่อจะพาไปเที่ยวที่ไหนสักที่หนึ่งแบบไปเช้าเย็นกลับเสมอ ทำให้ผมกลายเป็นคนติดการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เล็ก พอโตขึ้นมาก็ต้องออกไปเที่ยวเองตลอดเรื่อยๆ

ก่อนหน้าที่จะทำเพจ ผมชอบถ่ายภาพนำมาลงในอินสตาแกรมส่วนตัว (theyoss.backpacker) แต่เพราะอินสตาแกรมจะเน้นไปที่รูปมากกว่า ผมเลยอยากเปิดเพจขึ้นมาเพื่อที่จะเล่าเรื่องราวที่ได้ไปเจอให้คนที่สนใจได้ติดตามและไปตามรอยได้”

เขากล่าวต่อถึงสไตล์การท่องเที่ยวที่ชื่นชอบว่า เพิ่งมาค้นพบตอนโตว่าชอบท่องเที่ยวเพื่อไปสัมผัสวิถีชีวิต ผู้คนท้องถิ่น และชุมชน

“ผมไม่ค่อยสนใจว่าจะไปถึงแลนด์มาร์คของสถานที่นั้นหรือเปล่า แต่ผมชอบไปค้นหาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่นมากกว่าว่าเป็นยังไง อย่างในตอนเช้า ผมชอบตื่นไปเดินตลาดเช้า เพราะที่นั่นจะเป็นแหล่งรวมวิถีชีวิตทั้งหมดของชุมชนไว้ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งทุกอย่างเป็นชีวิตจริง และอาจจะจริงกว่าการที่ได้ไปเห็นในแหล่งท่องเที่ยวก็ได้”

ปัจจุบันโอ๊ททำงานประจำจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันหยุดก็จะใช้ไปกับการท่องเที่ยว ซึ่งหากมีเวลาไม่มากก็จะเลือกไปตลาดหรือชุมชนใกล้กรุงเทพฯ ไว้เป็นไอเดียให้พนักงานประจำใช้วันหยุดกับสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากชีวิตในเมือง

“แต่นอกจากจะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ แล้ว ผมก็ยังต้องติดตามเทรนด์ตลอดว่าตอนนี้คนกำลังชอบอะไร อย่างที่ผ่านมากระแสออเจ้าดังมาก ผมก็พาเพื่อนแต่งชุดไทยไปเที่ยววัดอรุณฯ เพื่อให้คนที่อยู่ในกระแสเข้ามาติดตาม ซึ่งเมื่อรวมกับแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ไม่อยู่ในกระแสแล้ว ผมคิดว่าน่าจะทำให้เพจมีความน่าสนใจมากขึ้น” เขากล่าวเพิ่มเติม

ในฐานะที่เป็นนักเดินทางตัวยง โอ๊ทมองว่าการเดินทางทำให้เขาเห็นความแตกต่างและความหลากหลายของโลกใบนี้ เป็นการเปิดมุมมองความคิดให้กว้างขึ้นผ่านการประสบด้วยตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความเข้าใจ

แม้ว่าจะเดินทางด้วยกัน แต่แต่ละคนก็จะได้รับบทเรียนไม่เหมือนกัน เพราะการเดินทางมันจะไปขัดเกลาสิ่งที่อยู่ข้างในให้กลายเป็นชุดความคิดใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม

ติดตามการเดินทางของบล็อกเกอร์หน้าใหม่ กับมุมมองของนักเดินทางที่เห็นโลกมามากได้ทางเพจเฟซบุ๊ก The Yoss Backpacker และอินสตาแกรม theyoss.backpacker

Q & A with Kru Cherry ไพลิน คู่อรุณยสุนทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554614

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 11:20 น.

Q & A with Kru Cherry ไพลิน คู่อรุณยสุนทร

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

เส้นทางโยคะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน การอุทิศตัวให้กับการฝึกฝน ความทุ่มเทในสิ่งที่รักจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ครูเองก็ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเช่นกันผ่านการเดินทาง และเรื่องราวต่างๆ การอยู่อย่างสร้างสรรค์การมองเข้าไปใน “ชีวิต” ผ่านวิถีแห่งโยคะที่รอเราเข้าไปค้นหา จนสู่ความเข้าใจและค้นพบ ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะครบรอบปีที่ 15 ครูจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะทุกเดือน และในเดือนนี้คุณครูเชอร์รี่จะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากันครูเจี๊ยบ : คุณครูเพิ่งไปเรียนเพิ่มเติมที่อินเดีย ช่วยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับการเดินทางครั้งล่าสุดนี้ของคุณครูค่ะ

ครูเชอร์รี่ : หลังจากที่ได้ฝึกและสอนโยคะมาสักระยะหนึ่งเชอร์รี่ก็เริ่มมีความสนใจในการฝึกโยคะเน้นเจาะลึกเทคนิคท่า Backbend จากแหล่งกำเนิดโยคะที่แท้จริง อยากรู้ว่าจะมีความแตกต่างจากการฝึกโยคะในไทยมากน้อยเพียงใด จึงเริ่มหาข้อมูลจากครูผู้มีประสบการณ์ และได้รู้จักกับ Pranavashya Yoga สถาบันโยคะ โดย Vinay Kumar ครูสอนโยคะชื่อดังในเมือง Mysore ที่ได้รางวัลระดับชาติมากมาย เช่น Yoga Shakti, Yoga Jyothi,Yoga King, National Yoga Seva Award awarded by Bihar Yoga Association (twice), West Bengal Yoga Association (once) and Champion of Champions (five times)

การฝึกที่ Mysore ประเทศอินเดียค่อนข้างต่างจากที่เชอร์รี่คิดไว้มากทั้งเรื่องความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายบ้านเมืองสงบปลอดภัยและวิธีการฝึกที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและโฟกัสที่ขีดความสามารถของแต่ละบุคคล PranaVashya yoga เป็นการฝึกโยคะอาสนะควบคู่กับการฝึกปราณายามะ โดยมีการกลั้นหายใจในบางท่าของการฝึก ซึ่งการฝึกใน Sequence นี้นอกเหนือจากผลที่จะได้รับทางด้านร่างกายคือความแข็งแรง ยืดหยุ่นแล้วยังมีผลต่อสภาวะทางจิตใจที่จะช่วยให้สงบมีสมาธิได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ซึ่งสมาธิสภาวะจิตที่มั่นคงนี่เองค่ะ คือหัวใจหลักของการฝึกโยคะที่แท้จริง

ครูเจี๊ยบ : สำหรับประเทศไทย “โยคะ”ในอนาคตจะเป็นอย่างไรคะ

ครูเชอร์รี่ : สำหรับเชอร์รี่ โยคะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมายาวนาน เริ่มจากความนิยมเฉพาะกลุ่มจนมาถึงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความนิยมเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น ในอนาคตแม้ว่าจำนวนคนฝึกจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เชอร์รี่ก็เชื่อว่า โยคะก็ยังคงอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ฝึกโยคะเป็นประจำจะสัมผัสถึงมนต์เสน่ห์ของโยคะ ที่จะช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย และหากฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนสภาวะที่ร่างกายและจิตใจรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ก็ยิ่งจะช่วยลดอาการเมื่อยล้า ทำให้สมองปลอดโปร่ง นอนหลับง่าย เกิดความสมดุล ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่โยคะต่างจากการออกกำลังกาย

ครูเจี๊ยบ : ข้อความที่อยากฝากบอกผู้ฝึกโยคะทุกคน ไม่ว่าจะในนามครูหรือนักเรียนค่ะ

ครูเชอร์รี่ : ในนามของครู ถึงผู้ที่เริ่มสนใจแต่ยังไม่เริ่มฝึก หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึก ก็อยากจะฝากว่า สิ่งสำคัญของการฝึกโยคะ คือ การมีสุขภาพและก็คืนสมดุลให้แก่ร่างกายและจิตใจกล้ามเนื้อ ข้อต่อส่วนไหนควรยืดได้องศาไหน หมุนได้แค่ไหน แล้วมันมีอาการตึงติดขัด เช่น คอ บ่า ไหล่ ส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ เราจึงจำเป็นต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ส่วนนั้น กล้ามเนื้อส่วนไหนควรแข็งแรง เพื่อรักษาข้อต่อภายในให้มั่นคง ไม่ให้มันปวดมันเจ็บ เช่น กระดูกสันหลัง เข่า สะโพก เราก็ควรเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบๆ เพื่อให้สามารถป้องกันอวัยวะภายในได้

หากเข้าใจวัตถุประสงค์การฝึกตามนี้ จะรู้ว่าเราฝึกโยคะไปเพื่ออะไร บางคนไม่เข้าใจพอมันตึงทำไม่ได้แล้วท้อ เลยเลิกล้ม ที่สำคัญ ทำเท่าที่ร่างกายสามารถทำได้ ไม่ฝืนจนร่างกายได้รับการบาดเจ็บ ส่วนในนามของนักเรียน หรือผู้ฝึก ก็คือ เราก็ควรเปิดใจทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เพื่อนำมาปรับใช้กับตัวเอง ให้เกิดความปลอดภัยต่อร่างกาย และความสบายในการอยู่ในอาสนะให้มากที่สุดค่ะ

พบกับคลาสของครูเชอร์รี่ (ไพลิน คู่อรุณยสุนทร) ที่โยคะสุตราสตูดิโอได้ทุกเช้าวันพุธเวลา 10 โมง กับคลาส Basic Core และเวลา 7 โมงวันพฤหัสบดี กับคลาส Hatha Vinyasa และคลาสพิเศษในวันเสาร์เร็วๆ นี้

ประวัติทางด้านโยคะของครูเชอร์รี่

• ประสบการณ์สอนโยคะ 4 ปี

• Pranavashya & Backbending Intensive Course (2018) Pranavashya Yoga,Mysore,India

• ACE-CPT Personal Trainer (2017) @Fit Innovation Thailand

• 300 ชม. Advance Yoga Teacher Training Certified (2016) Bangkok Yoga School

• 200 ชม. Yoga Teacher Training Certified (2014) Bangkok Yoga 

นนทกช ปัญญาปัทม์ +วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ ความสำเร็จทางธุรกิจที่ใช้ความรักนำทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554607

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:27 น.

นนทกช ปัญญาปัทม์ +วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ ความสำเร็จทางธุรกิจที่ใช้ความรักนำทาง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์/นนทกช ปัญญาปัทม์

แม่ลูกผูกพัน ต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ความสำเร็จของธุรกิจของหนุ่มที่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นย่อมมีเบื้องหลังที่คอยผลักดันและหนุนหลังด้วยความรัก “บ๊วยคืนชีพ” ผลิตภัณฑ์ขนมกินเล่นระดับพรีเมียม แบรนด์แม็คแม็ค (MagMag) ที่นำขนมไทยยุคเก่า มาขยายความใหม่ในบริบทที่จี๊ดจ๊าดปราดเปรียว แค่ชื่อขนมก็สุดจะจี๊ดแล้ว เช่น บ๊วยคืนชีพ, ลูกไหนองุ่น, พรุนไหมจ๊ะ และมะม่วงสีสวย

ไม่แปลกใจที่ผ่านมาบ๊วยคืนชีพคว้ารางวัลมากมาย โดยในปี 2557 ได้รับรางวัล SMEs ดาวรุ่ง จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดเล็ก-สสว.และปี 2558 ได้รางวัลกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รางวัลมาตรฐาน SMEs ครั้งที่ 7 จากที่เดียวกัน

มาดูความสำเร็จที่เกิดจากความผูกพันและการส่งสืบทอดแรงบันดาลใจของกันและกันในครอบครัวระหว่างลูกชายกับแม่ นนทกช ปัญญาปัทม์ และ วิไลพรรณ ติยะวัฒน์

นนทกช ปัญญาปัทม์เล่าถึงมารดา ต้นแบบความรักและแรงบันดาลใจ

“แม็ค” นนทกช ปัญญาปัทม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวย์ตาน่า เจ้าของแบรนด์ MagMag ขณะเดียวกันเขาเป็นบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแห่งปี 2558 รางวัลอันทรงเกียรติที่ สสว.มอบให้ มาฟังชายหนุ่มเล่าถึงความสัมพันธ์ที่เป็นรากฐานของความสำเร็จ นั่นก็คือคุณแม่และครอบครัวปัญญาปัทม์

“ครอบครัวของเราอบอุ่น ผมมีพี่ชาย 1 คน ที่บ้านทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ เช่น กล้อง และเลนส์ต่างๆ เป็นจุดที่ผลักดันให้ผมเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทว่าต่อมาจึงเริ่มสนใจด้านแบรนด์ดิ้งและมาร์เก็ตติ้ง”

เบื้องหลังความสำเร็จคือคุณแม่ นนทกชเล่าถึงมารดา วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ ว่า สนิทกันมาก คุยกันในทุกเรื่อง สมัยเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แม่ไปรับ-ส่งจากบ้านและโรงเรียนมาโดยตลอด โตขึ้นจึงเริ่มห่างออกมา แต่ก็ยังทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันเสมอ ได้แก่ การไปวัดทำบุญ ซึ่งคุณแม่ก็จะให้พาเพื่อนๆ ไปด้วย

บริบทแห่งความสำเร็จ คือความดี ความจริง และความมุ่งมั่น ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตคุณแม่ นนทกชเล่าว่า มารดาชื่นชอบการทำอาหาร ทุกวันตื่นเช้ามาจะได้เห็นคุณแม่สำแดงเดช (ฮา) ไปตลาดเลือกซื้อของตามฤดูกาล อะไรที่อร่อยน่ากิน ก็สรรหามาทำ และปรุงเป็นเมนูต่างๆ เห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เรื่องความมุ่งมั่นที่จะให้ได้ของดีที่สุด เพื่อทำอาหารที่อร่อยที่สุด รวมทั้งการซื้อผักผลไม้และอาหารตามฤดูกาลที่ดีที่สุดนี้ ได้ต่อยอดต่อมาให้เขามีความพิถีพิถันในการเลือกสรรตามไปด้วย

“อย่างเช่นผักคะน้า ผักคะน้ามีหลายสายพันธุ์ แค่เปลี่ยนสายพันธุ์ เปลี่ยนฤดูในการกิน แค่นี้รสชาติก็ไม่เหมือนกันแล้ว แม่จะสอนตลอดว่า เรื่องพวกนี้ต้องใส่ใจ เป็นเรื่องละเอียด ที่พอเรามาทำแบรนด์อาหารของตัวเองเราก็เลยยิ่งรู้” นนทกช เล่า

สำหรับคุณแม่เป็นต้นแบบให้ในหลายเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องความชอบและความลุ่มหลงต่อการคัดสรรวัตถุดิบอาหารเท่านั้น แต่คือการใช้ความรักนำทาง ใช้หัวใจมุ่งมั่นทำในสิ่งที่โฟกัสให้สำเร็จ ถ้าไม่รักไม่ชอบ คงทำอาหารให้ออกมาดีไม่ได้ นี่คือเคล็ดลับที่มีหัวใจและความรักเป็นส่วนประกอบสำคัญ กุญแจหลักที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ธุรกิจเป็นไปได้และคว้ารางวัลมากมายอย่างที่ผ่านมา

แม่จิตใจดี เป็นผู้ให้ เอื้อเฟื้อ ก็จะเห็นแม่ในเวอร์ชั่นนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แม่ยังมีใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย เรื่องของการลงทุนในธุรกิจนี้ หลายอย่างได้มาจากแม่ ทั้งกล้าได้ทั้งกล้าเสีย และบางอย่างที่ต้องกล้าแลก”

วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ เล่าถึงลูกชายบ๊วยคืนชีพ

วิไลพรรณ ติยะวัฒน์ เล่าให้ฟังถึงลูกชายคนสุดท้อง เริ่มจากรูปแบบการเลี้ยงดู คุณแม่ใช้ “อะไร” เลี้ยงลูก (ฮา) คุณแม่ตอบว่า สมัยเด็กๆ ส่วนมากจะคอยดูให้อยู่ในกฎระเบียบ คอยตามประกบดูในระยะใกล้ชิดบ้าง ห่างๆ บ้าง แล้วแต่สถานการณ์ แต่จะไม่ปล่อย จะให้เล่นยังไงก็ดูแลอยู่ในสายตาเสมอ

“แม็คสมัยเล็กๆ ไม่ดื้อ ไม่ซน เป็นเด็กที่ชอบไหว้พระ”

เธอบอกว่า จุดเด่นของแม็คในสายตาของคุณแม่ คือความเป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นหัวหน้า (ห้องในชั้นเรียน) และมีความเป็นผู้นำสูง อัธยาศัยดี

“กับลูกชายคนนี้ตั้งความหวังกับเขาไว้ว่า เขาจะไปจนถึงที่สุดในจุดที่เขาต้องการจะไปถึง สำหรับธุรกิจขนมและของกินเล่น ซึ่งกระโดดจากธุรกิจครอบครัวไปเลยนั้น ในช่วงแรกก็ทำใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของบุตรชาย ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เริ่มจากช่วงแรกที่ได้มีโอกาสเก็บเล็กผสมน้อยสูตรขนมไทย สาคูมะพร้าวอ่อน

แม็คไปเจอสาคูมะพร้าวอ่อนอร่อย แค่นั้นแหละ อยู่ๆ ก็ไปซื้อมะพร้าวมา 10 ลูก ซื้อน้ำตาลซื้ออะไรมาทำ แม่ก็บอกว่าจะทำได้ยังไง เธอไม่เคยทำ แต่เขาก็ทำ ทำขึ้นมาทีแรกยังไม่อร่อย ทำจนอร่อย ช่วงแรกไปจ้างเด็กมาช่วยขาย ทำสนุกๆ แบบใส่ถาดไปขาย ต่อมาก็เช่าหน้าร้านขาย สนุกไปเลย ต่อมาเขาก็มาบอกแม่ว่า จะเปิดร้านแล้ว นี่ล่ะจุดเริ่มต้นของแม็ค”

คุณแม่วิไลวรรณ เล่าต่อไปว่า ภูมิใจที่ลูกชายสามารถก่อตั้งกิจการและบริหารจนประสบความสำเร็จ แน่ล่ะที่หนทางยังต้องเดินต่อไปอีกไกล แต่ปั้นขึ้นมาได้ขนาดนี้ ก็หายเหนื่อยแทนลูก และนอกจากจะเป็นคนหนุ่มที่มีความคิดกว้างไกลแล้ว สิ่งที่คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกชายไม่น้อยไปกว่ากัน ก็คือความมีจิตเมตตา ชอบทำบุญ ทำมาหาได้เท่าไร ส่วนหนึ่งต้องปันส่วนเพื่อบริจาคการกุศล

นนทกช ปัญญาปัทม์ พ่อแม่ทำให้รู้ว่า การให้คือความสุข

กลับมาที่นนทกช สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่แล้ว สิ่งที่อยากบอกแต่ยังไม่เคยบอก คือความประทับใจในตัวคุณแม่รวมทั้งคุณพ่อด้วย ครอบครัวทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ภาพยนตร์ เมื่อ 2 ปีที่แล้วนี่เอง เขาได้พบเอกสารกู้ยืมที่มีคู่สัญญาจำนวนมากมาย ซึ่งได้มากู้ยืมเงินจากที่บ้านไป เรียกได้ว่าเอกสารกู้ยืมเป็นปึ๊งๆ เป็นการให้ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะไม่ได้คืนหรือไม่ มูลหนี้รวมแล้วเป็นหลายล้านบาท แต่พ่อและแม่ก็ให้ยืมไป เพราะอยากช่วยเหลือ

“เราไม่ได้ถูกเอาเปรียบหรอกนะ แต่ว่าเราให้ เพราะเราให้และเรามีความสุข ในบางช่วงเงินเราก็ไม่ได้มีเยอะนะ แต่ถ้าเราสามารถช่วยใครได้ พ่อและแม่ไม่เคยรั้งรอ นี่คือต้นแบบแห่งความเสียสละอย่างแท้จริง และเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก”

อีกหนึ่งเรื่องที่ประทับใจนนทกช ก็คือคติที่ครอบครัวยึดถือว่า ความดีสำคัญกว่าความเก่ง ทั้งพ่อและแม่ของเขาเป็นลูกคนโตของครอบครัว ต่างคนต่างเรียนมาน้อย ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานเลี้ยงน้องทั้งคู่ พ่อและแม่เป็นตัวอย่างของคนทำงานที่เติบโตจากประสบการณ์ตรง เป็นสิ่งที่ยากเรียนรู้จากในห้องเรียน

“ถ้าถามผมถึงเบื้องหลังความสำเร็จ ผมให้เครดิตพื้นฐานครอบครัวของเรา ผมได้เรียนรู้ถึงการเป็นคนดี มุ่งมั่น และกล้าฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ อีกความซื่อสัตย์ ขยัน อดทนและประหยัด สูตรสำเร็จของพ่อค้าชาวจีนรุ่นเก่านี่แหละครับ ที่ทำให้ผมมีกำลัง เดินไปสู่ความสำเร็จ”

แม่ พ่อ และครอบครัว คือต้นแบบความประทับใจและเบื้องหลังของความสำเร็จ สุดท้ายนนทกชเล่าว่า อยากฝากไว้สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้ คือสิ่งที่ต้องทำวันนี้ เพราะอีกไม่นานมนุษย์ทุกคนก็ต้องจบชีวิตขัยของตนด้วยกันทั้งนั้น เพราะเช่นนั้นจึงต้องรีบทำรีบตัดสินใจในเวลาที่เรามีอยู่ อย่าให้ภายหลังต้องมานั่งเสียดายเวลาที่ผ่านไป

“ไม่เฉพาะแค่เรื่องธุรกิจ แต่ในทุกเรื่องที่เราเติบโตขึ้นมา แม้แม่พ่อจะไม่ได้รู้ทุกสิ่ง แต่ทุกสิ่งจากพ่อและแม่ของทุกคน เชื่อว่าก็คือความหวังดีที่ลูกๆ ทุกคนสัมผัสได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อพ่อแม่ในทุกอย่างหรือทุกเรื่อง แต่ให้รับพลังความรักจากเขาในทุกเรื่องและในทุกรายละเอียดของชีวิต”

ส่งท้ายด้วยคุณแม่คนสวย วิไลวรรณเล่าว่า ภูมิใจ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจของลูกเติบโตมาถึงวันนี้ได้ รวมถึง ลูกเติบโตมาถึงจุดนี้ได้ 

นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ เขียนบทละครโทรทัศน์ เขียนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554606

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:24 น.

นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ เขียนบทละครโทรทัศน์ เขียนชีวิต

โดย มัลลิกา นามสง่า

ชื่อของ “บ๊วย” นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ เป็นที่รู้จักในบทบาทนักเขียนบทละครโทรทัศน์ ช่อง 3 ผลงานละครหลายเรื่องได้รับความนิยมสูงและส่งเสียงชื่นชมมาถึงผู้อยู่เบื้องหลัง

“ปดิวรัดา” “บ่วง” “หัวใจช็อกโกแลต” “คลื่นรักสีคราม” “เล่ห์รตี” “ทวิภพ” “ทาสรัก” “สวรรค์สร้าง” “เพลงรักข้ามภพ” “สู่แสงตะวัน” “อธิษฐานรัก” “ดั่งดวงตะวัน” “เพียงผืนฟ้า” “กลิ่นแก้วกลางใจ” “เปลวไฟในฝัน” ฯลฯ คือ ส่วนหนึ่งของผลงาน

ยังมีเรื่องที่กำลังรอคิวออกอากาศคือ “ดวงใจในไฟหนาว” ที่เธอควบ 2 หน้าที่ทั้งเขียนเป็นนวนิยาย พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์พิมพ์คำ และเขียนบทละครโทรทัศน์

งานเขียนบทละครโทรทัศน์หลายคนมองว่าเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องทำงานตอกบัตร มีกำหนดเวลาเข้าออก แต่สำหรับนักเขียนบทเป็นอาชีพ ก็มีวินัยและกำหนดเวลาทำงานของตัวเอง

เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าคนที่มีอำนาจเหนือกว่าก็มีเช่นกันอย่าง ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดละคร เจ้าของสถานีโทรทัศน์ แต่ความพิเศษอีกอย่างคือ เป็นอาชีพที่ไม่มีอายุกำหนดเกษียณการทำงาน อยู่ที่แรงใจล้วนๆ ว่ายังอยากขีดเขียน คิดพล็อตใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้ไหม

ผลงานของเธอมีทั้งเขียนบทจากนวนิยายและสร้างสรรค์พล็อตขึ้นมาใหม่

“สมัยก่อนแทบไม่ใช้พล็อตเลย แต่ 10 ปีมานี้ตัวนักเขียนใช้พล็อตเยอะขึ้น อย่างเราอยู่ใกล้ชิดกับช่องก็จะรู้ว่าตอนนี้มีนักแสดงชายหญิงคนนี้ ก็เข้ามาช่วยในเรื่องของการคิดพล็อตสตอรี่ให้เหมาะกับตัวนักแสดง แต่ยังไงความนิยมละครยังผลิตจากวรรณกรรมอยู่ เมื่อก่อน 90-95% แต่ยุคหลังๆ ก็จะเป็น 80-85%

ส่วนตัวชอบเขียนบททั้งสองอย่าง อยู่ที่สตอรี่นั้นเรามีมุมมองที่จะพูดไหมมากกว่า ถ้าเขียนบทจากนิยายเราต้องแตะและไปช่วยขยาย เราต้องเอาแก่นเขามาให้ได้ก่อน สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในหมู่ของคนทำโทรทัศน์คือการเลือกเรื่องที่เราจะพูดกับเขา ถ้าเราอ่านแล้วสนุกเราก็ไปขออนุญาตนักเขียนนิยาย”

ส่วนการคิดพล็อตใหม่ นันทวรรณ ยิ้มแห้งๆ พร้อมบอกว่า มันจะเป็นงานหนักสุด เริ่มต้นจากการคุยกัน จากกระดาษไม่เกิน 20 หน้า แล้วต้องมาทำเป็นบทโทรทัศน์

“ข้อดีของพล็อตคือถ้าเราชอบอันนี้ เราเบี่ยงได้เลย ไม่ต้องกลัวการบิดเบือนบทประพันธ์ คนเขียนบทละครโทรทัศน์อยู่ใกล้กับคนดูมาก บางทีการทำละครเรื่องหนึ่งเราต้องแคร์เรตติ้ง แคร์ฟีดแบ็กอยู่แล้ว สังคมเขาจะด่าเราไหม โดยส่วนใหญ่คนเขียนบทละครจะไม่ค่อยมีอีโก้สูง”

เธอบอกว่ามีความเครียดสูงสุดเลยสำหรับการทำบทละครโทรทัศน์ เพราะคือการบาลานซ์คุณค่าของสิ่งที่คนเขียนอยากพูด และการบริหารให้ถูกใจคนส่วนใหญ่

“เพราะคำว่าเรตติ้งมันคือคนส่วนใหญ่ด้วยนะ เราเรียกว่าละครต้องมีความแมส คือการที่ทำเพื่อเอาใจมวลชน เพราะฉะนั้นเป็นความยากที่สุด”

ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า งานที่เป็นลายเซ็นของ บ๊วย นันทวรรณ มักเกี่ยวพันกับเพศหญิง

“สนใจในเรื่องสังคมและผู้หญิง มันเป็นธรรมชาติ เรามาในสังคมผู้หญิงด้วยมั้ง แล้วผู้หญิงที่อายุเกือบๆ 50 มันจะเป็นช่วงที่ผู้หญิงเปลี่ยนแปลงสูงมาก เช่น ตอนเราเป็นเด็กๆ ละครที่ได้รับความนิยมจะเป็นละครน้ำตา พวกดาวพระศุกร์ ที่ผู้หญิงโดนกดขี่ข่มเหง รันทด เราโตมาอย่างนั้น ฉะนั้นจะรู้ว่าสังคมเราใกล้กับเขา ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่างของสังคม เราต้องอยู่ในบทบาทสมยอมตลอดเวลา

พอช่วงปลายๆ อย่างตอนทำละครกามเทพออกศึก เราก็เริ่มโตขึ้น จะเห็นวิวัฒนาการของผู้หญิง ทั้งในชีวิตจริงและในละคร ผู้หญิงปัจจุบันในรุ่นเด็กๆ กว่าเรา การหย่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่างเราเป็นเรื่องซีเรียสมาก เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเราอยู่ในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของผู้หญิง และเราก็จะรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ กับมัน”

ละครประโลมโลก แท้จริงแล้วในความสนุกยังมีแง่มุมชีวิต สังคมในยุคนั้นๆ สื่อสารออกมา นันทวรรณ ชี้ว่า ละครมันมีธรรมชาติของการสอนคนหรือสะท้อนชีวิตคน และมันจะแนะนำคนได้บางอย่างด้วย

“เพราะฉะนั้นทั้งนวนิยายกับละครที่ดีๆ มันมีผลต่อคนดู บางคนที่เขาไม่ได้คิดว่าละครสำคัญ เขาชอบซีรี่ส์ เขาชอบภาพยนตร์ อันนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเรายังเชื่อมั่นอยู่ว่าคำประโลมโลกจริงๆ แล้วมันมีสาระอยู่

อย่างสมมติว่าเรารู้สึกว่าทางเลือกของเยี่ยมยุทธ (ตัวละครในดวงใจในไฟหนาว) ในการที่จะทำเพื่อตัวเองแต่ต้องเอาเปรียบคนอื่น จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน คือผลประโยชน์เราแต่ถ้ามันไปทับซ้อนกับผลประโยชน์คนอื่น ตรงนั้นเราจะแก้ปัญหายังไง เรื่องพวกนี้ไม่ได้สอนในโรงเรียน และมันเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงพูดคุยกับตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นละครหรือภาพยนตร์มันยังมีคุณค่าแบบนี้อยู่ ต่อให้มันประโลมโลกก็เถอะ”

ทุกวันนี้เธอยังสนุกกับการทำงาน และคิดพล็อตใหม่ๆ ไปนำเสนอช่องอยู่เสมอ ต้องพับกลับบ้านก็ครึ่งๆ แต่นั้นไม่ได้ทำลายกำลังใจในการสร้างสรรค์งาน โชคดีที่เธอคิดพล็อตเร็ว เพราะชอบคิดนั้นนี้ เจออะไรน่าสนใจก็จดเก็บไว้ มีอะไรมาสะกิดไอเดียพล็อตก็บรรเจิดได้เลย และยังสนุกกับการเขียนบทละครอยู่

ตราบใดที่ยังสร้างสรรค์งานมีคุณภาพ ผู้ชมยังให้การต้อนรับที่ดี ก็เป็นสัญญาณส่งให้รู้ว่า เส้นทางของการเขียนบทละครโทรทัศน์ยังอีกยาวไกล ไม่มีวันเกษียณการทำงานไปได้ง่ายๆ เพราะละครที่ประทับชื่อ “นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์” ยังครองใจผู้ชมได้อยู่หมัด 

‘เนเจอร์ ฟีล’ ฝึกนักอนุรักษ์ต้องเริ่มจากวัยเยาว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554605

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

‘เนเจอร์ ฟีล’ ฝึกนักอนุรักษ์ต้องเริ่มจากวัยเยาว์

โดย กั๊ตจัง

“เราเคยทำโครงการเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำจนเราหาเก็บความรู้และประสบการณ์ ถึงวันหนึ่งก็มาคิดว่าเรามีความพร้อมมากพอที่จะออกมาทำโครงการของตัวเอง ก็เลยร่วมมือกับเพื่อนๆ ออกมาจัดโครงการของเราเอง” ขนิษฐา ลาสุด เล่าถึงที่มาของการสร้างกลุ่มกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง เนเจอร์ ฟีล

กลุ่มนี้มีเพื่อนๆ นักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่าง จักรกฤช คะชานันต์ ชฎาภรณ์ เสวีวัลล ภากร ณ ลำปาง และณัฐพล คุณธรรมกิจ ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในทะเล ป่าไม้ สัตว์ป่าไปจนถึงแมลงเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน ขนิษฐา เล่าต่อว่า

“เราทำงานอนุรักษ์ตั้งแต่เรียนจบจากสาขาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ต่างก็เรียนในสายที่ตัวเองรักและมีความถนัด ด้วยใจที่รักในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติเหมือนกัน เลยรวมกลุ่มคุยกันว่าเรามาเริ่มจากสิ่งที่เราพอมี ก็คือความรู้เรื่องธรรมชาติ และใจที่รักอยากจะทำงานอนุรักษ์ แม้จะไม่มีเงินทุนมากมายและเวลาที่จำกัดเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์”

เมื่อความคิดของทุกคนตรงกัน จึงเริ่มสร้างชื่อกลุ่มเนเจอร์ ฟีล เปิดช่องทางโซเชียลมีเดียรับสมัครคนร่วมกิจกรรม โดยเน้นไปที่กลุ่มครอบครัวพ่อแม่ลูกที่ต้องการหากิจกรรมเรียนรู้เรื่องธรรมชาติร่วมกัน โดยกิจกรรมแรกเริ่มที่บางกระเจ้า ในชื่อกิจกรรม เนเจอร์ ฟีล อิน เดอะ ปาร์ค (Nature Feels in the Park) เล่นกับธรรมชาติในสวน ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ คุ้งบางกระเจ้า เมื่อช่วงปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กิจกรรมครั้งนั้นทางกลุ่มรับเพียง 10 คน และเก็บค่าเข้าร่วมกิจกรรมไม่มากนัก จึงได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้เริ่มเปิดกิจกรรมอื่นในเวลาต่อมา

“กิจกรรมในครั้งนั้น เราทำกิจกรรมที่ไม่เหมือนกับกลุ่มอื่นๆ ก็คือเปิดให้เด็กๆ ได้เดินสัมผัสเรียนรู้ธรรมชาติจากพี่ๆ ที่มีความรู้จริง มีกิจกรรมปั่นจักรยาน และในระหว่างที่เด็กๆ ทำกิจกรรม คุณพ่อคุณแม่ก็จะมีกิจกรรมทำอาหารท้องถิ่นร่วมกับคนในชุมชน เป็นทริปสั้นๆ ที่เรียนรู้และจบภายในวันเดียว

เป็นกิจกรรมที่ไม่เหนื่อยมากนัก และให้เด็กๆ ได้เรียนรู้สัมผัสกับธรรมชาติ ได้เห็นความสำคัญคู่ไปกับความสนุก ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายของเราคือ กลุ่มครอบครัวผู้ใหญ่และเด็ก อาจจะมีนักศึกษาเข้ามาร่วมกิจกรรมกับเราบ้างก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าหัวข้อที่เราจัดนั้นเป็นหัวข้ออะไร

ครั้งต่อไปที่เราจะไปจัดกันที่เขาใหญ่ ก็จะมีวัยรุ่นขอเข้ามาร่วมด้วย แต่ส่วนมากแล้วก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่พาลูกๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมกับเรามากกว่า”

เมื่อย้อนถามถึงที่มาของแรงบันดาลใจในเส้นทางอนุรักษ์ธรรมชาติ ขนิษฐา เล่าความหลังให้ฟังต่อว่า

“ด้วยความที่เราเป็นเด็กบ้านนอก อยู่ในป่าในเขาใน จ.นครพนม ตอนเด็กๆ คุณตาคุณยายจะพาเข้าป่าสัมผัสกับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอยู่กับป่าเขาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เราได้เรียนรู้คลุกคลีกับธรรมชาติ

ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราชอบเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่รู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร แต่พอได้เข้ามาเรียน สาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ ได้เรียนรู้และได้ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ก็ทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น จนถึงวันนี้เราชักชวนเพื่อนๆ ที่มีใจรักในสิ่งเดียวกันมาเป็นตัวแทนธรรมชาติ เพราะว่าธรรมชาติพูดไม่ได้ แต่เราเป็นคนที่มีความรู้ที่จะสามารถพูดแทนธรรมชาติได้ ได้พูดให้ทุกคนได้รู้จักกับธรรมชาติให้มากขึ้น ให้รู้ว่าพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดในสิ่งแวดล้อมและมีความสำคัญต่อโลกต่อเราอย่างไร

พวกเราควรจะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติอย่างไรบ้าง และสุดท้ายเราอยากจะปลูกฝังให้เด็กๆ มีจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อพวกเขาเติบโต พวกเขาจะปกป้องทรัพยากรด้วยตัวเขาเอง”

สุวิชชา สุดใจ ผู้หลงเสน่ห์งานธนาคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554604

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:04 น.

สุวิชชา สุดใจ ผู้หลงเสน่ห์งานธนาคาร

โดย  ลีลี่ โจว

หนุ่มแบงก์สาวแบงก์ หรือพนักงานที่ทำงานธนาคาร ในสมัยก่อนช่างดูโก้เก๋ เท่ และใครๆ ก็อยากเข้าไปทำ ครั้นพอเวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน ข่าวคราวธนาคารทยอยปิดสาขามีออกมาต่อเนื่อง สอดคล้องกับยุคดิจิทัลที่คนหันไปใช้บริการทำธุรกรรมผ่านมือถือมากขึ้น มาสาขาเองน้อยลง ก็ทำให้เสน่ห์ของสายงานธนาคารในสายตาของคนจำนวนมากดูจะจืดจางลงไป

อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้วหากมองอย่างถ้วนถี่ งานในสายงานธนาคารก็ยังมีเสน่ห์ที่น่าค้นหาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องรับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคโนโลยี เพราะเวลานี้ธนาคารต่างๆ ก็มุ่งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านตัวเองในยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้

สุวิชชา สุดใจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บิซิเนส อินโนเวชั่น ธนาคารกรุงไทย เป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลเสน่ห์ของงานธนาคาร ดังนั้นจึงเป็นคนที่จะมาให้คำตอบได้ดีว่า งานในสายงานนี้มีเสน่ห์แค่ไหน เพราะเขาทำงานอยู่ในสายงานนี้มาร่วม 7 ปี เริ่มจากธนาคารอื่นก่อนจะย้ายมาที่ธนาคารกรุงไทยเมื่อไม่นานมานี้

สุวิชชา เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำงานในสายงานธนาคาร ก็เคยอยู่ในสายงานด้านที่ปรึกษามาก่อน แต่แล้วก็ตัดสินใจก้าวขาเข้ามาสู่สายงานธนาคาร เพราะมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ เพราะการเงินเป็นเรื่องสำคัญของคน และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเงินก็น่าสนใจ แต่ในอุตสาหกรรมธนาคารที่เป็นอยู่อาจจะมีระบบที่เป็นแบบเดิมๆ อยู่ค่อนข้างมาก หากสามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนตรงนี้ได้ ก็จะเพิ่มผลิตภาพให้กับอุตสาหกรรมนี้ได้ดีขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมองว่า งานที่ทำก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อธนาคาร และหลังจากได้วนเวียนอยู่ในงานธนาคารมานาน 7 ปี ก็ทำให้สุวิชชารู้สึกว่า งานในสายงานธนาคารสนุก

“เสน่ห์ของงานธนาคารคือ ความหลากหลายและความท้าทาย การเข้ามาทำงานธนาคารจะได้เรียนรู้อะไรมาก ยิ่งธนาคารในอนาคตใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ เสน่ห์ของการทำงานธนาคารในยุคนี้ก็คือ การได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจดั้งเดิมและสามารถสร้างธุรกิจใหม่ได้ ได้คิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้ามาใช้ดิจิทัลได้อย่างไร จะเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าอย่างไร ลูกค้าต้องการอะไร เพราะลูกค้ายุคนี้อะไรที่ไม่สนใจ ก็จะปิดรับเร็วมาก” สุวิชชา กล่าว

สุวิชชา ร่ายความคิดเห็นต่อว่า สำหรับคนรุ่นใหม่กับงานธนาคารนั้น ก็อยากบอกว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่จะชอบอะไรท้าทาย ซึ่งธนาคารเป็นอุตสาหกรรมที่ท้าทาย มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์

“ถ้าเข้ามาอยู่ในงานธนาคารอาจจะต้องใช้เวลา 3-4 ปีกว่าจะเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างได้หมด ก็อยากให้คนรุ่นใหม่ได้ลองเข้ามาในงานด้านนี้ แม้แนวคิดของธุรกิจธนาคารอาจจะดูเผินๆ แล้วเฉยๆ แต่งานหลายอย่างภายในมีความท้าทายที่คนรุ่นใหม่น่าจะชอบ

ตัวอย่างที่คนรุ่นใหม่น่าจะชอบในงานธนาคารก็คือ การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทุกธนาคารก็สนใจ เช่น บล็อกเชน หรือเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบกระจายในเครือข่าย แทนที่จะเก็บไว้รวมศูนย์กลาง และแมชีน เลิร์นนิ่ง หรือเทคโนโลยีการเรียนรู้ด้วยเครื่อง”

สำหรับ สุวิชชา นั้น เข้ามาทำงานที่ธนาคารกรุงไทยกว่า 4 เดือนแล้ว โดยจะดูแลเกี่ยวกับนวัตกรรมดิจิทัล สิ่งที่เน้นทำหลังมาอยู่ที่นี่คือ การปรับกระบวนการทำงานให้เป็นแบบอไจล์ เวิร์กสเปซ (Agile Workspace) หรือระบบการทำงานที่ปราดเปรียว ว่องไวขึ้น จากเดิมที่ระบบการทำงานจะเป็นแบบวอเตอร์ฟอลล์ (Waterfall) คืองานไหลลงมาเป็นขั้นๆ ตามชั้นน้ำตก ซึ่งในช่วงแรกก็ร่วมกับทีมงานด้วยกันเรียนรู้กันไป

เมื่อนำระบบการทำงานแบบอไจล์ เวิร์กสเปซมาใช้แล้ว สุวิชชา มองว่า ระบบงานแบบนี้ทำให้ผลิตภาพสูงขึ้นจริง สิ่งที่เห็นชัดๆ คือเรื่องการลดใช้เอกสาร หากเป็นระบบการทำงานแบบเดิมๆ ก็อาจจะต้องทำเอกสารมากมาย แต่ด้วยระบบใหม่ ทีมงานนั่งทำงานด้วยกันอยู่แล้ว ก็ลดเรื่องการใช้เอกสารลงไป เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันอยู่แล้วว่าทำอะไร ซึ่งสุวิชชาก็สนุกกับการทำงานแบบนี้ เนื่องจากได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายดี

ส่วนงานบิซิเนส อินโนเวชั่น ที่สุวิชชาทำนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สร้างผลิตภัณฑ์ด้านดิจิทัล เพื่อให้การทำงานว่องไวขึ้นโดยเฉพาะ หลักการคือ การผสมผสานระหว่างเรื่องธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เข้าด้วยกัน เพื่อทำงานร่วมกัน ด้วยเป้าหมายเดียวกันในการส่งมอบงาน

“การใช้ระบบงานที่ปราดเปรียวว่องไว คือการที่ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาได้เร็วขึ้น ตรงกับสิ่งที่ต้องการจริงๆ และเวลามีปัญหาติดขัดอะไรขึ้นมา ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว”

สุวิชชา กล่าวต่อว่า ในมุมของธนาคารกรุงไทย ให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิทัล ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารพุ่งเป้าคือการเคลื่อนตัวให้เร็ว สร้างดีเอ็นเอใหม่ของธนาคาร คือควารวดเร็ว โดย 3 แพลตฟอร์มหลักๆ ที่ธนาคารกรุงไทยให้น้ำหนักในปีนี้ คือ เป๋าตัง เป๋าตุง และเน็ตแบงก์

“ทางด้านบริการต่างๆ ที่จะออกจะอยู่บน 3 แพลตฟอร์มหลักนี้ โดยเป๋าตัง เป็นแพลตฟอร์มรองรับการใช้งานของลูกค้ารายย่อย จะมีรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ออกมาตลอดทั้งปี นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์บัตรกรุงไทย ทราเวล การ์ด ที่เชื่อมโยงกับเป๋าตังซึ่งออกมาแล้ว

ขณะที่ เป๋าตุง เป็นแพลตฟอร์มเกี่ยวข้องกับร้านค้า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะมีการพัฒนาต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเน็ตแบงก์ แพลตฟอร์มที่เป็นเสมือนสาขาธนาคารบนมือถือ ก็จะมีการปรับปรุงรูปแบบให้ทันสมัยตอบโจทย์ลูกค้าที่ใช้งานบนมือถือมากขึ้น คาดว่าจะเปิดตัวรูปแบบใหม่ให้เห็นกันได้ไตรมาส 2 นี้

จะเห็นได้ว่า นี่คือช่วงเวลาแห่งโอกาสของคนที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทาย พร้อมเดินหน้าไปกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาอยู่ในสายงานธุรกิจธนาคารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคโนโลยี ไม่แน่ว่าคุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับธนาคาร โดยที่ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยด้วยกันก็ได้ ของแบบนี้ ไม่ลอง ไม่รู้” 

รักษ์โลก เลิกพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554411

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 11:33 น.

รักษ์โลก เลิกพลาสติก

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

ปี 2561 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก คือเรื่อง “รักษ์โลก เลิกพลาสติก” Beat Plastic Pollution โดยมีคำขวัญว่า If you can’t reuse it, refuse it  ถ้าคุณไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ให้ปฏิเสธ

เราอาจไม่สามารถปฏิเสธการใช้พลาสติกทุกประเภทได้ แต่สามารถปฏิเสธพลาสติกบางประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single use plastic) ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทนี้มีอายุการใช้งานที่แสนสั้น แต่กลับใช้เวลาย่อยสลายนานแสนนาน เช่น โฟม ต้องใช้เวลาย่อยสลายมากกว่า 500 ปี ถุงพลาสติก 450 ปี กระป๋องอะลูมิเนียม มากกว่า 80 ปีขวดพลาสติก 450 ปี

พลาสติกถือเป็นขยะสร้างมลพิษให้กับโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นชัดเจน ทั้งขยะบนบก และในทะเล เฉพาะในทะเลมีเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ค่อนข้างช็อกความรู้สึกคนทั้งโลก เมื่อมีวาฬครีบสั้นตัวหนึ่งเกยตื้นที่บริเวณปากคลองนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา และตายในเวลาต่อมา เมื่อผ่าท้องกลับพบพลาสติกในกระเพาะอาหารถึง 80 ชิ้น น้ำหนัก 8 กิโลกรัม จากเหตุการณ์ครั้งนี้คงไม่ใครคิดว่าจะมีพลาสติกอยู่แต่ในท้องวาฬตัวนี้แค่ตัวเดียวแน่นอน

สถานการณ์ขยะพลาสติก

รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12% ของปริมาณขยะทั้งหมด เฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน การนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยประมาณปีละ 0.5 ล้านตัน ที่เหลือ 1.5 ล้านตันส่วนใหญ่เป็นเศษขยะถุงพลาสติกปนเปื้อน โดยเป็นถุงร้อน ถุงเย็นบรรจุอาหาร ถุงหูหิ้ว 80% หรือประมาณ 1.2 ล้านตัน

“ปี 2559 มีขยะมากถึง 27 ล้านตัน ทำให้มีปริมาณขยะพลาสติกเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 3.2 ล้านตัน และครึ่งหนึ่งของพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งแต่ละปีมีขยะพลาสติกไหลลงสู่ทะเลกว่ากว่า 13 ล้านตัน ประเทศไทยของเราได้ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุดในโลก ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลอยางเห็นได้ชัด”

บังคับโดยไม่ให้อยากได้ต้องซื้อ

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าทุกวันนี้คนไทยใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยวันละ 8 ใบ/คน/วัน รวมประมาณ 195,640 ใบ/วัน (8x365x67 ล้านคน) ถือว่ามีปริมาณที่สูงมาก แต่ที่น่าห่วงคือขยะพวกนี้ประมาณ 40-43% ไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธี จึงเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งบนบกและทะเลอย่างที่เห็น ดังนั้น การลดปริมาณขยะพลาสติกจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป

ดร.ธรณ์ กล่าวต่อว่า การรณรงค์ลดใช้พลาสติกเป็นรูปแบบหนึ่งที่ประเทศไทยได้เริ่มมานาน เหมือนเช่นหลายประเทศ โดยสามารถลดได้ประมาณ 7-8% เป็นอย่างมาก แค่นี้ไม่พอต้องใช้มาตรการอื่นร่วมด้วย เช่น ใช้การบังคับตั้งแต่ไม่ให้ขาย ไม่ให้แจก เช่น ในอุทยานแห่งชาติ และสถานที่ราชการบางแห่ง เป็นต้น อีกวิธีหนึ่งใช้วิธีการขายถุง ใครอยากได้ก็ต้องซื้อ ไม่มี ให้ฟรี

“หลายประเทศที่ขายถุง เช่น ประเทศอังกฤษ ก่อนขายเขารณรงค์มาก่อน จีนก็ขาย และอีกหลายประเทศทำแบบนี้ บางที่ไม่ให้ขายและไม่มีขายด้วย ส่วนในประเทศไทยตอนนี้มีทำในที่บางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัย อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ทำสามารถลดได้ตั้ง 90% มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ทำอยู่ มีหลายหน่วยงานที่ทำแต่ยังไม่แพร่หลาย ขณะที่ภาครัฐก็กำลังคุยกับกรรมการปฏิรูปประเทศขอให้ทำเรื่องพวกนี้ในอาคารหรือศูนย์ราชการด้วยเชื่อว่าต่อไปจะได้เห็นมากขึ้น”

หน่วยงานรัฐต้องนำ-ทำเป็นตัวอย่าง

ภาคราชการถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำลดใช้พลาสติก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติก รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม ล่าสุด กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จับมือกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ประกาศเป็นตลาดสดนำร่องลดพลาสติกและเลิกใช้โฟมโดยได้จัดกิจกรรมคิกออฟเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา

กมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. เปิดเผยว่า อ.ต.ก.ตั้งเป้าให้พื้นที่ตลาดเลิกใช้บรรจุภัณฑ์โฟม 100% ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2562 ขณะเดียวกันถุงพลาสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังได้พัฒนาร่วมกับเอสซีจี ในการลดเนื้อพลาสติกลง 20% โดยใช้วัสดุผสมทดแทน และเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาจนลดเนื้อพลาสติกลงได้ถึง 100% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นำโดย รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเจตนารมณ์ปลอดขยะพลาสติกและโฟมภายในอาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2561 เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ของกรม ตลอดจนผู้ที่อยู่ภายในอาคาร เกิดความตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติก และเพื่อให้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดจนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะ โดยเฉพาะขยะจากถุงพลาสติกและโฟม

ในการประกาศเจตนารมณ์ห้ามนำถุงพลาสติกและโฟมเข้ามาในอาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียดที่น่าสนใจที่หน่วยงานอื่นหรือเอกชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหน่วยงานของตนได้

1.บุคลากรกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทุกคน ห้ามนำถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟม เข้ามายังอาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป

2.ให้ทุกสำนัก ศูนย์ กอง กำหนดมาตรการ และมอบหมายให้บุคลากร ทำหน้าที่ตรวจสอบการนำเข้าถุงพลาสติกหูหิ้ว และโฟม หากมีบุคคลใดนำเข้ามาในสำนักงาน ให้กำหนดมาตรการสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในปฏิบัติตามประกาศเจตนารมณ์เขตปลอดถุงพลาสติกและโฟม

3.ทุกสำนัก ศูนย์ กอง มีการสื่อสารนโยบาย มาตรการส่งเสริม การสร้างแรงจูงใจ ให้บุคลากรในสำนักงาน ปฏิบัติตามประกาศเจตนารมณ์เขตปลอดถุงพลาสติกและโฟม

4.กำหนดเป็นคะแนนตัวชี้วัดระดับบุคคล และระดับสำนัก ศูนย์ กอง ร่วมกับระดับความสำเร็จในการดำเนินโครงการ สำนักงานสีเขียว (Green Office)

5.ขอความร่วมมือให้ทุกคนร่วมเป็นอาสาสมัครรักษ์สิ่งแวดล้อม ในการให้คำแนะนำ ตักเตือนบุคลากรในสำนักงาน และบุคลากรภายนอกที่มาติดต่อราชการ ห้ามนำถุงพลาสติกและโฟมเข้ามาในอาคาร

ขณะที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ก็ได้กำหนดให้วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป สถาบันและโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งต้องยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกใส่ยา พร้อมขอความร่วมมือประชาชนผู้รับบริการให้นำถุงผ้ามาใส่ยา เพื่อรณรงค์ให้มีการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้อง ลดปัญหาภาวะโลกร้อน ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อถุงพลาสติกสำหรับใส่ยาให้แก่ผู้ป่วย ตลอดจนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

“ข้อมูลการใช้ถุงพลาสติกใส่ยาของหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ปี 2560 พบมีจำนวน 9,010,164 ใบ หากมีการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกลงจะช่วยลดปัญหาขยะและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ที่ผ่านมาสถาบันและโรงพยาบาลของกรมการแพทย์จำนวน 30 แห่ง ได้เริ่มดำเนินการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกใส่ยาไปแล้วจำนวน 18 แห่ง อาทิ โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นต้น และอยู่ระหว่างดำเนินการ 12 แห่ง โดยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งให้เภสัชกรและพยาบาลเป็นผู้ให้ข้อมูล ป้ายประกาศหน้าห้องจ่ายยา นอกจากนี้ยังแจกถุงผ้าให้ผู้ป่วยและแนะนำให้นำถุงผ้ามาใส่ยาเมื่อมาพบแพทย์ทุกครั้ง” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ลดซิงเกิ้ลยูสพลาสติกภาคประชาชน

ดร.ธรณ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วการลดซิงเกิ้ลยูสพลาสติกไม่ได้ยาก แต่คนไทยเราติดในเรื่องความสะดวกสบายเป็นนิสัยมากกว่า ถ้าตั้งใจจริงก็ทำได้ ตัวเลขถุงที่คนใช้ 8 ใบ/วัน เราสามารถลดได้ 4 ใบ/วันถือว่าเก่งแล้ว อันไหนทำไม่ได้ เช่น ซื้อข้าวซื้อแกง ก็ว่ากันไป ส่วนอะไรที่ทำได้ก็ทำ หรือปฏิเสธไม่เอาถุงก็ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

“ผมไปเจอผู้ชายคนหนึ่งยืนที่เคาน์เตอร์ร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน เขายืนอยู่ข้างหน้ากำลังจะจ่ายเงิน เมื่อพนักงานเตรียมคลี่ถุงพี่เขาบอกว่าไม่ต้อง ก่อนดึงถุงพลาสติกยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบของใส่จนหมด พี่เขาอาจไม่มีถุงผ้าอาจไม่ได้เอามา แต่สิ่งที่พี่เขาทำคือทำให้ซิงเกิ้ลยูสพลาสติกกลายเป็นดับเบิ้ลยูส (Double use) คือมีการใช้ซ้ำ เขาลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้อีกใบ

ผมเข้าใจเลยว่าไม่ว่าจะเป็นถุงผ้าหรืออะไรก็ไม่สำคัญเท่าใจ หากรักจะทำอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ทราบว่าภาพนี้มีผลต่อคุณแค่ไหน แต่สำหรับผมมีความหมายมาก จริงแล้วถ้าพูดถึงถุงพลาสติกถ้าเอาไปใส่ของเซเว่นใช้ได้เป็น 10 รอบนะ อย่างนี้จากซิงเกิ้ลยูสก็ไม่เป็นซิงเกิ้ลยูส วิธีนี้น่าจะเหมาะกับนิสัยคนไทยมากกว่าพกถุงผ้า สำหรับผมเวลาไปไหนจะใช้เป้ ในเป้จะมีแก้ว หลอดดูด และถุงผ้าตลอดเวลา”

ด้าน ทอฟฟี่-ศิวดล จันทนเสวี หัวหน้าวงสามบาทห้าสิบ (3.50 บาท) นักแสดงในสังกัดเวิร์คพอยท์ เป็นคนหนึ่งที่นำแก้วน้ำของตัวเองติดตัวไปทำงานทุกครั้ง ได้เล่าไอเดียรักษ์โลกให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นมาจาก เวลาไปทำงานในกองหรือสตูดิโออยากมีแก้วของตัวเองที่ไม่ปนกับของคนอื่น เลยซื้อแก้วเก็บความเย็นเยติ (YETI) มาใช้ได้ประมาณ 1 ปีกว่าๆ แล้ว

“ผมเป็นคนติดกาแฟ วันหนึ่งต้องกินอย่างน้อย 2 แก้ว เช้า 1 แก้ว บ่าย 1 แก้ว เวลาไปทำงานพกแก้วไปด้วย ร้านประจำผมคืออเมซอน ปั๊ม ปตท. หน้าเวิร์คพอยท์ ไปถึงร้านพนักงานจะรู้เลยและแก้วผมจะติดโลโก้วง 3.50 บาท ตั้งในกองถ่ายหรือสตูดิโอคนจะรู้ว่าเป็นแก้วของทอฟฟี่ เพราะแตกต่างจากของคนอื่น คือในกองจะมีกระปุกน้ำของกองที่เขียนชื่อแต่ละคนไว้ ซึ่งก็มีแก้วพลาสติกบ้าง แต่ของผมแตกต่างจากคนอื่น

ตอนแรกที่ใช้ไม่ได้คิดในเรื่องสิ่งแวดล้อมแค่อยากมีประจำตัว แต่วันหนึ่งได้ไปถ่ายเอ็มวีที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่ง เห็นกระบวนการผลิตพลาสติกที่ค่อนข้างซับซ้อน อย่างพลาสติกรีไซเคิลกว่าจะเอาพลาสติกเก่าฟอกใหม่ ทำเม็ดพลาสติก ฉีดขึ้นรูปใหม่ยากมาก ถ้ามองถึงการย่อยสลายลืมไปได้เลย นานมากเลยแหละ ผมเลยฉุกคิด ถ้าซื้อมากินแก้วหนึ่ง 50-60 บาท แล้วทิ้งกว่าที่มันจะสลายต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี ตั้งแต่นั้นเลยคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เวลาซื้อของที่เซเว่นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่เอาถุง ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ซื้อเยอะอยู่แล้ว”

นอกจากซื้อแก้วใช้เองแล้ว ทอฟฟี่ยังซื้อให้เพื่อนสมาชิกในวงทุกคนด้วย พร้อมกับฝากผู้อ่านว่า สิ่งที่เขาทำนี้สามารถเป็นไอเดียในการซื้อของขวัญให้กับเพื่อนหรือคนที่ตัวเองรักได้ แต่สิ่งสำคัญเวลามอบให้อย่าลืมบอกจุดประสงค์ให้เพื่อนรู้ ว่าทำไมถึงต้องให้ของแบบนี้และเพื่ออะไร ส่วนเพื่อนจะปฏิบัติตามหรือไม่เป็นเรื่องของแต่ละคน สำหรับเพื่อนในวงของเขามีหลายคนที่ใช้แก้วที่เขาซื้อให้ทุกวัน

ยังมีหลายวิธีในการลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง เช่น การพกถุงผ้า อย่าลืมนำติดตัวไปซื้อของ ลองไม่รับถุงพลาสติกจากร้านค้าให้เป็นนิสัย แล้วคุณจะตกใจเลยว่าเราลดการใช้พลาสติกไปได้มากขนาดไหน หรือไม่ก็พกภาชนะสำหรับใส่อาหารเมื่อไปที่ร้านอาหารและสั่งอาหารกลับบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ภาวชนะที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างเช่น ถุงพลาสติก หรือกล่องโฟม หรือพกกระติกน้ำส่วนตัวแทนการใช้แก้วพลาสติก หลอด ขวดพลาสติก และหลอดดูดน้ำ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของขยะที่ถูกทิ้งบนชายหาด หากพกกระติกน้ำไปนอกจากจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการที่ต้องซื้อน้ำบรรจุขวดแล้ว ยังช่วยไม่ให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นบนโลกใบนี้

ผลิตภัณฑ์ทดแทน

ดร.ธรณ์ กล่าวว่า นอกจากการลดใช้พลาสติกแล้วต้องหาผลิตภัณฑ์ทดแทนด้วย อย่างประเทศฟิลิปปินส์มีความพยายามจะเปลี่ยนมาใช้ถุงกระดาษในเซเว่น สำหรับประเทศไทยเราจริงๆ แล้วน่าจะผลิตไบโอพลาสติกได้นานแล้ว (พลาสติกย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์และแบคทีเรียตามธรรมชาติ ผลิตจากวัตถุดิบในธรรมชาติ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่ว ข้าวโพด เป็นต้น) แต่ปัญหาคือผลิตออกมาแล้วราคาแพงกว่าพลาสติกปกติอยู่มากเลยขายไม่ได้

“ถ้าโมเดลเราใช้ร่วมกัน อาจจะขายถุงพลาสติกในบางพื้นที่ ผมไม่ได้พูดถึงพลาสติกในตลาด แต่พูดถึงห้างใหญ่ สถานที่ราชการบางแห่ง จากนั้นเอาเงินที่ได้จากการขายถุงมาสนับสนุนการผลิตภัณฑ์ทดแทนประเภทไบโอพลาสติกหรืออื่นๆ เพื่อทำให้ราคาถูกลง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้ราคาที่ใกล้ขึ้นมา พอใกล้กันแล้วก็ลงไปที่แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อต่างๆ เช่น เซเว่น แฟมิลี่มาร์ท ท้ายสุดไปถึงการใช้ในตลาด สามารถใช้วัตถุทดแทนได้ในที่สุด เพราะราคาใกล้กันมากแล้วใน 5-10 ข้างปีหน้า”

รักษ์โลก เลิกพลาสติก ทุกคนสามารถเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ได้ตามที่กล่าวมา หากหลายคนช่วยกันทำก็จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในโลกของเราลงได้ งั้นเรามาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เลยตั้งแต่วันนี้

สื่อสาธารณะ หยาบได้แค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/554227

  • วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 15:46 น.

สื่อสาธารณะ หยาบได้แค่ไหน?

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

คําหยาบคายในละครและรายการโทรทัศน์มีเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนเราต่างรู้สึกได้ โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าที่เคยผ่านประสบการณ์การรับชมรายการโทรทัศน์ ในยุคที่ยังมีการดูดเสียงคำหยาบคาย การเซ็นเซอร์ และการตัดบทละครที่มีถ้อยคำรุนแรงเกินไป

ทว่าทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ในละครที่ใช้คำหยาบ แม้แต่รายการแข่งร้องเพลง รายการเรียลิตี้โชว์ ก็ยังปรากฏคำหยาบคายและเนื้อหาเหยียดสีผิวและเพศออกมาอย่างต่อเนื่อง

หยาบคายโดยไม่รู้สึกตัว

“ที่เราเป็นอยู่ในเวลานี้เหมือนทฤษฎีกบต้ม ถ้าน้ำค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ เราจะไม่รู้สึกอะไร จนถึงจุดเดือดก็สายไป เช่นเดียวกันคำหยาบที่ใช้กันอยู่ในสื่อนั้นค่อยๆ เพิ่มความรุนแรง ความถี่ โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร

สมัยก่อนรายการโทรทัศน์จะไม่มีคำว่ากู มึง หรือคำที่จัดว่าเป็นคำหยาบคายอื่นๆ ออกอากาศ พอเข้าสมัยนี้เริ่มมีคำว่ากู มึง เข้ามาบ้าง เราเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องธรรมดา ก็ปล่อยผ่านไปแล้วก็เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากสองถึงสามครั้งก็กลายมาเป็นการพูดกันโดยปกติ และออกอากาศได้โดยไม่ต้องดูดเสียงเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่เด็กรุ่นใหม่พูดกัน

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเด็กสมัยนี้พูดกันเป็นเรื่องปกติ หรือคิดว่ารายการนี้เป็นละครต้องสะท้อนสังคม การทำละครต้องสะท้อนความเป็นจริง เด็กพูดกู มึงก็ไม่เป็นไร อย่างนี้ใครทำอะไรรุนแรงทุกอย่างในโลกความเป็นจริง ก็ต้องเอามาบอกกันในละครเหรอ แล้วที่สำคัญก็คือคำหยาบคายเหล่านั้นปรากฏอยู่ในรายการเรต ท. (รายการทั่วไปสามารถรับชมได้ทุกวัย) ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลารับชมร่วมกันให้เกิดประโยชน์ได้มีความเหมาะสมหรือไม่” ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผู้ยื่นหนังสือร้องเรียน กสทช. ถึงความเหมาะสมในการใช้คำหยาบในรายการเรต ท.

ผศ.ดร.วรัชญ์ อธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบสมัยก่อนเราจะมีหน่วยงานที่เรียกว่า กบว. (คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ถูกยุบไปเมื่อปี 2535) ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบความเหมาะสมก่อนออกอากาศ

สมัยนั้นก็จะถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อ ในยุคหลังๆ มาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็ควรจะมีการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง ให้ทางช่องพูดคุยกับผู้ผลิตรายการตกลงร่วมกันว่ารายการคุณจะเป็นเรตอะไร และดูแลกันเอง ดังนั้นจึงไม่มีการเซ็นเซอร์มานานแล้ว แต่จะใช้วิธีการจัดเรตของช่องแทน และใช้วิธีการนี้มาโดยตลอดยกเว้นโฆษณาที่จะต้องมีเซ็นเซอร์อยู่ เพราะอาจจะมีเรื่องการหลอกลวงและเป็นเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค

ดังนั้นทางช่องและผู้ผลิตจะต้องกำหนดเอง เช่น รู้เองว่าตัวเองทำรายการนี้จะต้องทำเรต ท. เนื้อหาจะต้องสอดคล้องกับเรตที่ตั้งไว้ แต่ว่าปัญหาก็คือว่าทุกคนอยากจะให้รายการตัวเองเป็นเรต ท. เพราะเป็นเรตที่ออกได้ทุกเวลา โดยเฉพาะเวลาช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนดูเยอะที่สุดจะได้ค่าโฆษณามากที่สุด ก็ทำรายการออกลงในช่วงนั้นโดยไม่สนใจเรื่องเรตติ้ง

ความรุนแรงในรายการโทรทัศน์จะมีอยู่ 3 มิติก็คือเรื่องพฤติกรรมความรุนแรง เรื่องทางเพศ และเรื่องคำหยาบคาย ซึ่งเรต ท. ถ้าพูดกันตามหลักการมันไม่ควรจะมี เพราะเป็นรายการที่ดูได้ทุกวัยไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ ไม่ควรมีในทุกมิติทั้งคำหยาบ เรื่องทางเพศ หรือความรุนแรง แต่คำว่ามีได้บ้าง นั้นหมายถึงความถี่ หมายถึงจำนวนครั้งที่ปรากฏ

อย่างในรายการบางรักซอย 9/1 มีคำว่ากู มึง และคำที่ใช้เรียกสัตว์เลื้อยคลาน รวมจำนวนทั้งหมด 92 ครั้งใน 5 นาที แบบนี้จะเรียกว่าบางครั้งหรือไม่

กำกับแสดงให้ถึงบทบาทก็พอ

ทัพพ์เทพ ภาปราชญ์ ผู้กำกับละครอิสระและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร พูดถึงปัญหาคำหยาบคายในละครและรายการโทรทัศน์ ในมุมมองของผู้อยู่เบื้องหลัง…

“หากเล่าในมุมมองของผู้กำกับ โดยตัดเรื่องเรตหรือเซ็นเซอร์ออกไป ละครคือการจำลองความเป็นจริงมาเล่า บางครั้งเราก็ตัดสินใจว่า ให้นักแสดงพูดคำหยาบไปเลยเพราะเรารู้ว่าจะต้องถูกดูดเสียง เพราะจากที่ผ่านมาเราจะรู้ว่าคำพูดเหล่านี้จะถูกดูด

ดังนั้น เราก็จะกำกับโดยให้ตัวละครนั้นพูดคำว่าเหี้ยไปเลยแล้วเราก็ปล่อยให้พูดไป พอถูกดูดเสียคนดูจะรู้และเข้าใจกฎของการเซ็นเซอร์มาตลอด ว่าตัวละครพูดคำว่าเหี้ย แต่เสียงถูกดูดไป แต่ถึงเสียงจะถูกดูดไปแต่อารมณ์ยังได้และเราพร้อมที่จะสะดุด และนี่คือความคุ้นชินของคนดูที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด นี่คือบริบทแบบไทย เป็นไปตามบริบทของสังคม

อย่างสมัยก่อนคำว่าเหี้ยเป็นคำไทยที่มีระดับเหมือนกับคำว่า กู มึง ในมุมของเบื้องหลังคนทำงานไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการใช้คำเหล่านี้มาก อยู่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาพิจารณาในมุมไหนกันเองต่างหากมากกว่าว่ายุคเปลี่ยนไปแล้วควรจะตามให้คำนี้เป็นคำปกติหรือจัดเป็นคำหยาบหรือเปล่า

ลองมองดูในรายการทีวีเห็นผู้หญิงใส่กระโปรงสั้นๆ อยู่เกือบทุกๆ รายการ แต่ลองย้อนมองกลับไปในรายการสมัยก่อนผู้หญิงใส่กระโปรงสั้น จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมทางสังคม ดังนั้นผมมองว่าในวันนี้ คำเรียกสัตว์เลื้อยคลานกำลังจะกลายไปเป็นคำปกติ แต่มันจะไม่ไปถึงความหยาบคายถึงขนาดรุนแรงในเรื่องเพศมากนัก

ดังนั้นเราจึงไม่ได้สนใจในเรื่องคำเหล่านี้ แค่อยากจะเล่าเรื่องให้ถึงอารมณ์ให้มากที่สุดไปก่อนแล้วพอถึงเวลาจะไปติดเซ็นเซอร์ จะเบลอแก้วเหล้า จะถูกตัดถูกรื้อก็ว่ากันไปแต่เวลากำกับพูดคุยกับนักแสดงก็ต้องทำให้ถึงบทให้มากที่สุด

อีกอย่างหนึ่งในมุมของคนเบื้องหลังนั้นไม่มีการพูดคุยกันหรอกว่ารายการของเราจะจัดอยู่ในเรตไหน ในที่ประชุมแทบไม่ได้มีการพูดกันเลยว่ารายการนี้จะอยู่ในเรตนี้นะ ต้องทำรายการออกมาในแนวไหน

การจัดเรตคือการจัดของช่องที่จะนำไปจัดช่วงเวลาขายสปอนเซอร์ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าละครหรือรายการโทรทัศน์กับสินค้าที่โฆษณานั้น ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันเลย ยกเว้นสินค้าเหล้าที่จะต้องเอาไปโฆษณาช่วงเวลาดึก ดังนั้นคนเบื้องหลังจึงแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้เพราะเขาไม่ได้พูดคุยกันว่าจะไปอยู่ในเรตอะไร ตอนทำงานจึงต้องทำให้สุดแล้วค่อยไปว่ากัน”

เรตในรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ

ผศ.ดร.วรัชญ์ บอกว่า ในต่างประเทศก็จะมีหน่วยงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ กสทช. “อย่างที่อเมริกาเขาก็จะมีกำหนดเรต G  เทียบเท่ากับ เรต ท. ของประเทศไทย แต่เรตของเขานั้น ต้องบอกว่าเขามีอยู่ 3 มิติเหมือนกัน ความรุนแรง กับเรื่องเพศ อาจมีได้บ้างแต่ว่าเบาบาง คำว่าเบาบางของเขาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถี่ แต่เป็นเรื่องของระดับความรุนแรง เช่น ผลักกันแต่ไม่ได้ถึงขนาดทำร้ายร่างกายหรือมีเนื้อหาทางเพศได้บ้างเช่น อาจจะกอดกันจูบกันบ้าง แต่เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เชิงชู้สาวทางเพศ มีการยั่วยวน

ถ้าเป็นเรื่องคำหยาบ เขาจะระบุไว้เลยห้ามเด็ดขาด จึงกลายเป็นว่าอเมริกาให้ความสำคัญกับเรื่องคำหยาบมากกว่าอีก2 ประเด็น ส่วนที่อังกฤษจะมีความละเอียดมากกว่า โดยมีการเรียกประชุมให้ภาคส่วนต่างๆ มากำหนดร่วมกัน ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง นักวิชาการ สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาช่วยกันจัดระดับคำหยาบคายของภาษาอังกฤษ จนแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1 คือเป็นเบาบาง เช่น ไอ้บ้า หรือคำสบถที่ไม่รุนแรงนัก อาจจะพูดได้บ้าง เพื่อเพิ่มเนื้อหาให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ระดับที่ 2 ถึง 4

“เขาบอกว่าไม่ควรใช้ หากใช้ต้องมีเหตุผลที่สมควรและต้องรับผิดชอบตัวเองหากมีการร้องเรียนและโดนเรียกเข้ามาสอบสวน ซึ่งเวลาเส้นแบ่งระดับเด็กกับผู้ใหญ่ของเขาจะอยู่ที่สามทุ่มของเรา สองทุ่มครึ่ง คำรุนแรงห้ามใช้ก่อนสามทุ่มถ้าเกิดใช้ก่อนก็ต้องมีความรอบคอบและรับผิดชอบในการกระทำนั้น”

ผศ.ดร.วรัชญ์ ทิ้งท้ายว่าควรจะมีการพูดคุยเพื่อหามาตรฐานการใช้คำพูดในรายการโทรทัศน์ที่ชัดเจน และมีเอกสารออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

“ส่วนตัวผมคิดว่ารายการในเรต ท. นั้นไม่ควรจะมีการใช้คำหยาบคายเลย การจัดเรตนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากสื่อที่มีความรุนแรง

หากรายการต้องการจะสื่อสารออกมาแบบนี้ เพื่อให้สะท้อนสังคมให้ตรงอารมณ์ ก็ยังมีเรตอื่นที่รายการสามารถอยู่ได้และใช้คำเหล่านั้นได้อย่างสบายใจ อย่างเช่น ซีรี่ส์เรื่องฮอร์โมน เขาก็ออกตัวว่าละครถึงเขาเป็นละครที่ค่อนข้างแรงและเขาจัดเรตตัวเองออกไปอยู่ในช่วงดึกก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม

ผู้ใหญ่อย่างเราจะไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้ เพราะเรามีวุฒิภาวะรู้ดีว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ แต่ว่าในเรต ท. หรือ เรต ด. ที่ทำออกมาให้เยาวชนและครอบครัวได้ดู ต้องให้พวกเขาได้รับเนื้อหาที่มีประโยชน์ตามพัฒนาการ ส่งเสริมในเรื่องของสติปัญญา สร้างสรรค์สังคม

ยังมีพ่อแม่อีกเป็นจำนวนมาก ที่พยายามสอนลูกว่าคำหยาบคาย ไม่ใช่ว่าจะพูดกันจนเป็นไลฟ์สไตล์ อย่าเอาตัวเองมาตัดสินว่าฉันก็พูดหยาบได้ ดังนั้นทีวีก็น่าจะพูดได้ไม่เป็นไร เพราะนี่เป็นสื่อสาธารณะ ที่ไม่ได้มีแค่ใครคนใดคนหนึ่งรับชม”