สูงวัยสุขภาพดี คุณออกแบบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538457

  • วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 11:30 น.

สูงวัยสุขภาพดี คุณออกแบบได้

ต้องใส่ใจกันตั้งแต่เรื่องการรับประทาน ลดเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ลดแป้ง ลดน้ำตาล ลดหวาน ลดเค็ม นั่นเป็นเรื่องพื้นๆ ที่เราฟังกันจนชินหู แต่ที่ต้องใส่ใจให้มากกว่านั้นและหลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ก็คือ เรื่องของการดื่มน้ำ โดยเฉพาะน้ำเย็นนั้นไม่เป็นผลดีของสุขภาพสำหรับวัย 40 ขึ้นไป

ตอนเป็นวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงานนั้นจะหยิบจับอะไรเข้าปาก นั่นถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องซีเรียสอะไรทั้งนั้น แต่พอทะลุเลขสี่ เข้าใกล้เลขห้าเข้ามาแล้วละก็ เป็นช่วงวัยแห่งการต้องเลือกกินอย่างจริงจัง จะตามใจปากอย่างที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว เพราะความเสื่อมแห่งวัยมันมีมากขึ้น การดูแลตัวเองทั้งเรื่องสุขภาพและจิตใจจึงสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากของคุณเอง ที่สำคัญโดยปกติแล้วผู้หญิงอายุ 30 กว่าๆ ถ้าไม่ดูแลการกินจะอ้วนขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 กก.กันอยู่แล้ว

ใครจะไปคิดว่ากับแค่การดื่มน้ำเย็นจะให้โทษได้ หมอทางด้านอายุรแพทย์ กล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นนั้นส่งผลหลายอย่าง เป็นส่วนหนึ่งในการส่งผลให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง สะสมจนดำเนินไปสู่โรคอัมพฤกษ์ได้ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆ มาๆ ก็พบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือน้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ยิ่งไม่ชอบรับประทานผัก แล้วรับประทานแต่เนื้อสัตว์เป็นหลักด้วยแล้วละก็ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคต่างๆ เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนมาก่อนหลายครั้ง ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงออกมาอย่างชัดเจน

เริ่มจากจะมีอาการมึนเวียนศีรษะได้ง่าย บ่อยครั้งจะมีอาการเหมือนเห็นแสงไฟแวบๆ ขณะกะพริบตา ตามมาด้วยการพูดเริ่มติดๆ ขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน จนต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำเย็นสำหรับคนไทยนั้นทำให้ไตต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ ทำให้ผู้ที่ชอบดื่มน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำ จนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมันและของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

น้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆ ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้

ไตของคนเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือดแล้วขับออกทางปัสสาวะ การทำหน้าที่ตลอด 24 ชม.ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งน้ำเย็นด้วย ก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอ และจะส่งสัญญาณร้องให้ตัวเรารู้ ดังนี้ การดื่มน้ำเย็นเป็นภัยมากกว่าจะคาดคิด

1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะได้ไม่นาน เมื่อดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ส่วนกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายครั้งต่อคืน

2.มักมีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.ปวดเมื่อยตามข้อและร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.หลอดเลือดตีบตัน หรือหลอดเลือดแข็งได้ง่าย

โดยเฉพาะหากใครยังชอบดื่มน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ระวังจะมีอาการปวดหลังปวดตัวตามมา ถ้ารักที่จะดูแลใส่ใจเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ก็ควรจะต้องดูแลตนเองง่ายๆ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำในอุณหภูมิห้อง เพื่อที่จะช่วยปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้น ด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยการดื่มน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้วทุกวัน จะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 1 ลิตร เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนบอกว่าถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวก นี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย

รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างน้อย 15-20 นาทีทุกวัน ด้วยการยืดเส้นยืดสาย หรือเดินออกกำลังกาย เพื่อจะช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรจะงดหรือลดไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมาก จนทำให้หลอดเลือดแข็ง

ดังนั้น ถ้าอยากสูงวัยแบบแข็งแรงสุขภาพดี ก็ต้องเริ่มวางแผนสุขภาพกันเสียแต่วันนี้ อยากสูงวัยแบบสง่างามเราออกแบบได้และควรลงทุนกับสุขภาพเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อผลดีทันตาเห็นในวัยแค่ 40 ปลายแล้วยังสวย หล่อ ดูดีกันอยู่

ยื้อ หรือ หยุด โปรดฟังคำขอสุดท้ายก่อนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538456

ยื้อ หรือ หยุด โปรดฟังคำขอสุดท้ายก่อนตาย

บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้ความหมายของคุณภาพชีวิตระยะท้ายไว้ว่า เป็นภาวะความเป็นอยู่ที่มีความพอใจ สุขใจ สุขกาย และมีความสงบ ปลอดภัย มีสิทธิ เสรีภาพ และมีความเข้าใจจากครอบครัวที่พร้อมปรับตัวรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีความไม่สุขกาย สบายใจ จากอาการเจ็บป่วย พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการและความคาดหวังที่ยังห่วงกังวล เพื่อให้สามารถดูแลตนเองเท่าที่จะสามารถทำได้ และจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ชีวิตของเราได้รับการเตรียมพร้อมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการเกิด เรียนหนังสือ เข้าทำงาน มีชีวิตครอบครัว แต่การเตรียมพร้อมสำหรับความตายเป็นเรื่องที่หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็น คำถามคือ การเตรียมพร้อมสำหรับความตายทำได้หรือไม่ อย่างไร ในทางธรรมอาจพูดถึงมรณานุสติ แต่ก่อนจะไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต บางคนต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจก่อนจะสิ้นลมหายใจ

ส่วนหนึ่งของหนังสือ ปัจฉิมอาพาธ พุทธทาสมหาเถระ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ มีเนื้อหาเกี่ยวกับความตาย ความว่า “การตายเป็นหน้าที่ของสังขารอย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแก้ไข นอกจากการต้อนรับให้ถูกวิธี”

แล้วอะไรคือการต้อนรับความตายอย่างถูกวิธีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะท้าย…

 

รู้จัก Living Will ความต้องการวาระสุดท้าย

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เมืองไทยกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว หนึ่งในปัญหาทางการแพทย์ที่จะตามมาก็คือจำนวนของผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยติดเตียงที่เพิ่มจำนวนขึ้น เมื่อบวกรวมกับปัญหาการขาดองค์ความรู้และความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแล้ว จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตระยะท้ายของผู้ป่วย

แม้ปัจจุบันจะมีกลุ่มคนที่เข้าใจเรื่องการเตรียมคุณภาพชีวิตระยะท้ายมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ขยายวงกว้าง เพื่อเป็นการปูทางสำหรับอนาคต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และชีวามิตร จึงเปิดอบรม “อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข” เพื่อทำความเข้าใจใน 3 มิติ คือ กฎหมาย การแพทย์ และศาสนา การสร้างความเข้าใจความต้องการของผู้ป่วยระยะท้าย อีกมิติหนึ่งที่ผู้ดูแลต้องตระหนัก รวมถึงการสวมบทบาทหากวันหนึ่ง คุณกลายเป็นผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องการเผชิญความตายอย่างสงบ และคนที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่รู้สึกผิดกับการจากไปของผู้ป่วย

 

 

ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า ในความเข้าใจของคนทั่วไป “ลีฟวิ่ง วิล (Living Will)” คือพินัยกรรมชีวิต แต่คำว่าพินัยกรรม จะมีผลเมื่อคนคนนั้นเสียชีวิตแล้ว ดังนั้นในทางกฎหมายลีฟวิ่ง วิล ถือว่าเป็นคำสั่งล่วงหน้า หรือความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งหมายความถึงสภาวะเจ็บป่วย บาดเจ็บ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ และจะเสียชีวิตในเวลาไม่ช้า

ในเมืองไทยการทำหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาที่เกินความจำเป็น ได้รับการรับรองทางด้านกฎหมาย โดยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ดังนี้

มาตรา 12 “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”

ศ.แสวง ระบุอีกว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า ลีฟวิ่ง วิล เป็นการแสดงเจตนาขอตายตามธรรมชาติ มิใช่เรื่องการเร่งการตาย หรือการุณยฆาต “ลีฟวิ่ง วิล เป็นการปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เป็นเพียงเพื่อยืดการตายโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในทางการแพทย์ ผู้ป่วยจะยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ถ้าเราอยู่ในวาระสุดท้าย เพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ดังนั้น หากหมอปฏิบัติตามคำขอของคนไข้ ถือว่าไม่มีความผิด

ปัญหาที่ทำให้ลีฟวิ่ง วิล ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักในเมืองไทย มีปัจจัยมาจาก 3 ประการ คือ แพทย์ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ขณะที่นักกฎหมายไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ และประชาชนทั่วไปไม่มีพื้นฐานทั้งเรื่องกฎหมายและแนวทางการรักษาของแพทย์ รู้แต่ว่าอยากให้คนที่รักอยู่กับตัวเองนานๆ

เมื่ออยู่ในภาวะที่ป่วยหนัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจในการรักษาพยาบาลจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์และญาติ บางครั้งอาจสวนทางกับความต้องการของผู้ป่วย หรืออาจเกิดความขัดแย้งเรื่องแนวทางการรักษาระหว่างญาติผู้ป่วยและหมอที่ไม่อาจตัดสินใจร่วมกันได้ ดังนั้น หาก 3 ตัวแปรที่มีความสำคัญ อันได้แก่ กฎหมาย การแพทย์ และศาสนา มีความเข้าใจตรงกันก็จะเกิดประโยชน์ในทุกฝ่าย” ศ.แสวง อธิบาย

 

แพทย์ผู้ต่อรอง สู่เป้าหมายที่เหมาะสม

 

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากเปรียบแนวทางการรักษาผู้ป่วยกับการขับเครื่องบิน ตัวแพทย์ก็เหมือนกับนักบิน มีหน้าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้เครื่องบินไปสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย มีปุ่มหลายปุ่มอยู่ตรงหน้า ทั้งปุ่มให้ยา ให้อาหารทางสายยาง ต่อท่อช่วยหายใจ

“การจะเลือกกดปุ่มไหน สำคัญที่การตั้งเป้าหมายต้องชัดเจน เมื่อเริ่มการรักษาก็เหมือนนำเครื่องขึ้นแล้ว หากยังไม่ถึงจุดหมายก็ต้องประคองเครื่องไปให้ได้ ก็ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ให้คุ้ม แต่ถ้าสักวันหนึ่งต้องนำเครื่องลงเราก็ต้องเลือกทางที่นำเครื่องลงให้นุ่มนวลและสบายที่สุด สิ่งแรกที่สำคัญแต่หลายคนไม่คำนึงถึงก็คือเป้าหมาย ถ้าเห็นเป้าชัดก็จะได้แนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้

“สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาก็คือ 3 ฝ่าย คือ แพทย์ ญาติผู้ป่วย และผู้ป่วย มองเป้าหมายไม่ตรงกัน เพราะแต่ละฝ่ายรับข้อมูลไม่เหมือนกัน หน้าที่ของแพทย์คือผู้ต่อรองให้เป้าหมายทุกฝ่ายตรงกัน โรคบางโรคเมื่อสุดทางการรักษาโรคเราก็ต้องรักษาคน เพื่อให้คนคนนั้นมีคุณภาพที่ดีขึ้นจนกว่าจะเสียชีวิต แต่ถ้าเราเข้าใจเป้าหมายผิดคือต้องการยืดชีวิตของผู้ป่วยได้นานๆ แต่เขาอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน

นอกจากความทุกข์ทรมานทางกายแล้ว สิ่งที่ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายกลัวก็คือ กลัวการทรมานก่อนเสียชีวิต กลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระของลูกหลาน กลัวการพลัดพราก กลัวไปในภพภูมิที่ไม่ดี เป็นห่วงลูกหลานและห่วงสมบัติ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักจะมีปัญหาทางใจ เช่น ภาวะซึมเศร้ารุนแรง วิตกกังวลรุนแรง หากดูแลแบบประคับประคองก็ต้องรวมถึงสภาพจิตใจผู้ป่วยด้วย เพราะคนไข้จำนวนหนึ่งก่อนเสียชีวิตจะมีความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและทางใจหากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ” รศ.นพ.ฉันชาย ให้ภาพ

 

การดูแลระยะท้าย เพื่อเป้าหมายการตายดี

ศ.แสวง ให้ภาพของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพิ่มเติมว่า มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับความเจ็บป่วยได้อย่างมีความสุขที่สุด และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า จนวาระสุดท้าย ดูแลแบบครอบคลุมทุกด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ ความต้องการส่วนลึกในวาระสุดท้ายของผู้ป่วยส่วนใหญ่ระบุว่าต้องการอยู่กับครอบครัว อยากพบคนที่รักก่อนจากโลกนี้ไป สำหรับแพทย์และญาติจะต้องทำตามความต้องการของผู้ป่วย เพราะนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดของผู้ป่วย ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือคิดว่าดี

ขณะที่ รศ.นพ.ฉันชาย กล่าวอีกว่า แนวทางเพื่อนำไปสู่การตายที่ดี (Good Death) ซึ่งหมายถึงการตายที่ไม่ควรจะมีความทรมานที่ไม่จำเป็น มีการวางแผนที่ดี ดูแลทุกด้าน กาย จิตวิญญาณ สังคมของผู้ป่วย ทั้งญาติ หมอ พยาบาล “แพทย์ต้องบอกทางเลือก แนวทางการรักษาให้คนไข้ฟัง และให้ญาติและผู้ป่วยตัดสินใจ ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีพระสงฆ์ไปสวดหรือฟังเทปธรรมะก่อนจะสิ้นลมหายใจเสมอไป เพราะความเชื่อและความชอบของคนเราไม่เหมือนกัน ทุกคนมีราก ผู้ป่วยบางคนต้องการนอนฟังเพลง บางคนต้องการอยู่กับญาติเท่านั้น

การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองก็เหมือนเราเปลี่ยนเป้าหมายการรักษา จากการยื้อชีวิตเป็นการรักษาให้เขารู้สึกดี ดูแลอาการและจิตใจไม่ได้โฟกัสที่ตัวเลขชีพจร ความดัน หรือค่าบ่งชี้อาการใดๆ แล้ว แต่ดูแลเพื่อให้ผู้ป่วยได้ตายในสภาพแวดล้อมที่ดี”

โรงพยาบาลบางแห่งในประเทศไทยมีหน่วยงานหรือศูนย์ที่ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแล้ว บางแห่งตั้งชื่อใหม่ เช่น โรงพยาบาลศิริราช ใช้ชื่อศูนย์บริรักษ์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ใช้ชื่อ ชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ใช้ว่า คลินิกฮอมฮัก (แปลว่า รวมรัก) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ใช้ชื่อศูนย์ ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ ซึ่งกำลังจะเตรียมเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2562

วาเลนไทน์ 2018 วัยรุ่นยุคใหม่ (จง)ไร้เอชไอวี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538257

วาเลนไทน์ 2018 วัยรุ่นยุคใหม่ (จง)ไร้เอชไอวี!

เทศกาลวาเลนไทน์ที่ใกล้มาถึงนี้ หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเอดส์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเตือนสติวัยรุ่นให้ตระหนักถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องป้องกันอย่างระมัดระวัง

มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย จึงดึงพลังวัยรุ่นกลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน และผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี ลงพื้นที่ชุมชน จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมกันทำโครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” คือ การรณรงค์ให้ความรู้ เตือนวัยรุ่นรู้จักรักให้ปลอดเอดส์ หลังพบสถิติน่าเป็นห่วง วัยรุ่นกว่าครึ่งมีรักครั้งแรกแบบไม่ป้องกัน และวัยรุ่นน้อยกว่าครึ่งมีความรู้ที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่เชื้อเอชไอวี และร้อยละ 70 ของการติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นในหมู่เยาวชนอายุ 15-24 ปี (จากรายงานสถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 องค์การยูนิเซฟประเทศไทย)

ประเทศไทยมีความพยายามมานานหลายปี เพื่อยุติการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี และการทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี อาการป่วยโรคเอดส์ และสังคมที่ตีตราผู้ติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัญหาระดับนานาชาติ มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทยลงพื้นที่ทำงานในระดับชุมชนภาคเหนือ โดยร่วมกับภาคี เครือข่ายต่างๆ ทั้งที่ทำงานอยู่กับกลุ่มวัยรุ่นอย่าง กลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน และกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเอชไอวี โดย มูลนิธิผู้หญิงอยู่ร่วมกับเอดส์ ซึ่งปัญหาหลักๆ ที่พบก็คือการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งในเรื่อง การติดเชื้อ การรักษา สิทธิในการเข้าถึงการรักษา การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติจากสังคม

สถานการณ์เอดส์ในปัจจุบัน

เย็นจิต สมเพาะ ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศว่า หากมองสถิติภาพใหญ่นานาชาติ ในปี 2558 องค์การสหประชาชาติได้ประมาณว่าทั่วโลกมีผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีจำนวน 36.7 ล้านคน รวมทั้งเด็กจำนวน 1.8 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวน 35 ล้านคน

แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวมาจากการเข้าถึงการตรวจรักษา การได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็ว แต่ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ และกลุ่มทหารเกณฑ์คัดเลือกใหม่เข้าประจำการ อายุ 20-24 ปี กลับมีแนวโน้มสูงขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเยาวชน ที่มีคู่เพศสัมพันธ์หลายคนและไม่ป้องกัน เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เยาวชนติดเชื้อเอชไอวีและไม่ทราบสถานการณ์ติดเชื้อฯ ของตนเอง นอกจากนี้พบว่าเยาวชนมีอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถึงร้อยละ 50 รวมถึงการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

“ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้ประเทศไทย ประการแรก ลดการเสียชีวิตจากเอดส์ ถัดมาลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ และสุดท้ายลดการรังเกียจ และเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนทำงานตอบโจทย์เป้าหมายดังกล่าวนี้ไปพร้อมกัน เพื่อยุติเอดส์ภายในปี 2573 หรืออีก12 ปีตามเป้าหมายใหญ่ของนานาชาติ” เย็นจิต ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าว

สถานการณ์เอดส์ภาคเหนือ

จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่สำคัญของภาคเหนือ ที่มีอัตราการแพร่ระบาดเอชไอวีและพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับต้นๆ ตั้งแต่ปี 2550-2558รวมทั้งสิ้น 19,326 ราย เสียชีวิตแล้ว 1,887 ราย เด็กและผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 3หมื่นราย

นิภา ชมพูป่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทยบอกว่า เนื่องจากเชียงใหม่เป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีคนมาท่องเที่ยวเยอะ มีสถาบันการศึกษามากมาย มีผู้คนไหลมาทำงานที่เชียงใหม่ มีสถานบันเทิงเป็นจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงในการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ เรื่องความเป็นอยู่ด้านประเพณีวัฒนธรรมเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ การให้ความรู้เรื่องเพศและการป้องกันเป็นเรื่องที่พูดยาก การเข้าถึงข้อมูลการรักษาน้อย เยาวชนผู้หญิงไม่สามารถต่อรองกับคู่ได้

“ระยะแรก พะเยามีการแพร่เชื้อเอชไอวีเป็นจำนวนมากเป็นอันดับ 1 เชียงรายอันดับ 2 และเชียงใหม่เป็นอันดับ 3 แต่ 10 ปีที่ผ่านมาผู้ติดเชื้อลดจำนวนลง เพราะคนทั่วไปมีความรู้เรื่องการป้องกันการติดต่อโรคด้านเพศสัมพันธ์มากขึ้น แต่ภาคเหนือมีการอพยพแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงาน เช่น ไทยใหญ่ พม่า ลาว เขมร ประกอบกับเป็นจังหวัดการท่องเที่ยว แม้จะมีเครื่องมือ ยาป้องกัน วิธีป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แต่บางกลุ่ม เช่น แรงงานข้ามชาติยังเข้าไม่ถึงข้อมูลและวิธีป้องกัน บางคนไม่ได้เข้ามาโดยถูกต้องทางกฎหมาย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงเช่นกัน” นิภา เล่า

วัยรุ่นขาดความรู้เรื่องการติดเชื้อ

ปัจจุบันประเทศไทยมีวัยรุ่น (10-19 ปี) ประมาณ 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ของประชากรทั้งหมด จากการศึกษาและรายงานหลายฉบับ ระบุปัญหาเอดส์ในวัยรุ่นน่าวิตก มีเด็กอายุ 0-14 ปี 1.2 แสนคน เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ ในขณะที่ทั่วโลกมีคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อเอชไอวี 1.4 ล้านคน มีเด็กผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทั่วโลก 1.6 แสนคน (ข้อมูลจาก 2017 UNICEF Statistical Update on Children and AIDS)

นพรุจ หมื่นแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์ไทยเพาเวอร์ทีน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รณรงค์ให้ความรู้ด้านเพศศึกษาในวัยเจริญพันธุ์ และเอชไอวีมาตลอด 12 ปี พบปัญหาวัยรุ่นติดเชื้อเอชไอวี ส่วนใหญ่มาจากไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศที่ถูกต้อง ไม่คิดถึงการป้องกันตัวเอง แม้ว่าจะมีการรณรงค์โดยหน่วยงานและมูลนิธิต่างๆ มากมาย ในเรื่องสาเหตุของการติดเชื้อที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน แต่ด้วยวัยและวุฒิภาวะ และบางทีก็คิดไปเองว่า คู่ของเรารักเราคนเดียวไม่มีคนอื่น คงไม่มีโรคใดๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคู่ของเรานั้นผ่านประสบการณ์ใดมาบ้าง เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่หรือไม่

“ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง คือมีวัยรุ่นตั้งครรภ์ และเด็กทารกเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวี สาเหตุมาจากการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาต่อมาคือ วัยรุ่นตั้งครรภ์ขาดความรู้และเข้าใจเมื่อเป็นผู้ติดเชื้อไม่เข้ารับการรักษา ทำให้เด็กที่เกิดมาได้รับการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นปัญหาทั้งทางด้านความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต และปัญหาด้านจิตใจของแม่และเด็ก”

หลายภาคส่วนร่วมรณรงค์ยุติปัญหา

เพื่อให้การทำงานโครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” ประสบผลสำเร็จ หลายภาคส่วนต้องช่วยกันทั้งรัฐบาลและเอกชนต่างๆ อาทิ บริษัท แสนสิริ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์โครงการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีภาคี เช่น กลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน มาช่วยรณรงค์ช่วยเหลือในเบื้องต้น ด้านการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคการดูแลตัวเอง และการเข้ารับการรักษา พยายามหาองค์กรเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการเยียวยาจิตใจ โดยให้เข้าร่วมกลุ่มเพื่อพูดคุยปรึกษา สร้างกำลังใจให้กันและกัน ไม่ให้ผู้ติดเชื้อรู้สึกแปลกแยก สร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากดำเนินชีวิตและพึ่งตัวเองได้

“ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ อยู่ที่ว่าเขาจะเข้ารับหรือไม่ ซึ่งคนที่เลือกไม่เข้ารับการรักษา มักจะเป็นคนที่ถูกตีตราจากสังคมส่งผลให้เขาตีตราตัวเอง เขาจึงไม่มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อ กลุ่มของเราอยากให้ความรู้กับสังคมในเรื่องนี้ เราเชื่อว่าถ้าสังคมเข้าใจก็จะไม่ตีตราและไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ติดเชื้อ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและประชาชน” นพรุจ อธิบายเพิ่มเติม

หล้า (นามสมมติ) สมาชิกกลุ่มรักษ์ไทย เพาเวอร์ทีน เล่าว่า ในกลุ่มที่ทำงานรณรงค์อยู่ตอนนี้ เกือบครึ่งหนึ่งมีสาเหตุการติดเชื้อเอชไอวีโดยรับมาจากคู่รัก และบางส่วนถูกล่วงละเมิดทางเพศ การรู้สถานการณ์ทันเวลา การเข้าถึงสิทธิการรักษา จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รักษาทั้งชีวิตและจิตใจกลุ่มคนเหล่านี้ได้

“เยาวชนหญิงตั้งครรภ์ที่กลุ่มรักษ์ไทยเพาเวอร์ทีน เข้าถึงได้ส่วนใหญ่ ทันทีที่ทราบว่ามีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อและตั้งครรภ์แล้ว แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ หมอจะตรวจดูว่าสามารถให้ยาคุมได้หรือไม่ เยาวชนตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะต้องไปพบคุณหมอทุกเดือนเพื่อรับยาต้านไวรัส ซึ่งไม่ต่างจากผู้ติดเชื้อทั่วไป แต่คุณหมอจะดูแลเป็นพิเศษมากกว่า ต้องคอยมาตรวจครรภ์ คอยดูแลเรื่องการปรับยาเพื่อไม่ให้ส่งผลกับทารก”

หล้า เป็นหนึ่งในเคสนี้ เริ่มเข้ารับการดูแลตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีก่อน “ยิ่งรู้สถานการณ์เร็ว ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นทั้งแม่และเด็ก นอกจากนั้นกลุ่มจะมีกิจกรรมพบปะพูดคุยและให้คำปรึกษาและเสริมกำลังใจต่อกัน ติดตามเยี่ยมเยียนกันอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ติดเชื้อในช่วงแรกจะมีสภาพจิตใจที่ไม่ดีนัก การทำให้ไม่รู้สึกแปลกแยก เผชิญปัญหาลำพังจะช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้น ใครที่สภาพจิตใจแย่มาก คุณหมอก็จะให้เข้าไปคุยกับจิตแพทย์”

ด้าน ศรัญญา บุญเพ็ง ประธานมูลนิธิผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี กล่าวถึงสถานการณ์ผู้หญิงที่อยู่กับเชื้อเอชไอวีว่า จำนวนไม่ได้เพิ่มมากนัก ล้วนเป็นกลุ่มเก่าที่กินยาต้านมานานแล้ว เพราะการเข้าถึงการรักษา จึงทำให้กลุ่มผู้ติดเชื้อมีอายุยืนยาวขึ้น

“กลุ่มใหม่ที่เพิ่งติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 20 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เรามองว่าถ้าเราทำงานกับแค่ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถครอบคลุมปัญหาได้ เราจึงทำกับผู้หญิงตั้งครรภ์ เป็นเป้าหมายใหม่ที่เราทำเป็นปีที่ 2 โดยเข้าไปทำงานกับกลุ่มผู้หญิงที่เข้ามาฝากครรภ์ทั้ง 4 ภาค ได้แก่ เหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ทีมอาสาสมัครของเราจะเข้าไปคุยกับผู้หญิงตั้งครรภ์และคู่ ในเรื่อง เอดส์ เรื่องเพศ อนามัยเจริญพันธุ์ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ชวนวิเคราะห์ความเสี่ยง ถ้าคิดว่าเสี่ยงต้องทำยังไง ต้องตรวจเลือดที่ไหน ทำไมต้องตรวจ และการวางแผนครอบครัวการคุมกำเนิด ตลอดจนวางแผนการดูแลที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลเด็กติดเชื้อหลังคลอด

นอกจากนี้ เราก็ยังมีการออกไปให้ความรู้กับชุมชนและโรงเรียน โดยถ้าเป็นชุมชนเราก็จะไปชวนให้วิเคราะห์ความเสี่ยง ทุกคนมีพฤติกรรมเสี่ยง ให้ความรู้ว่าจะตรวจสอบการติดเชื้อเอชไอวีได้ที่ไหน ถ้าเป็นเยาวชนในโรงเรียนเราจะเน้นเรื่องปัญหาท้องไม่พร้อม การป้องกันและการคุมกำเนิด เราพยายามทำ แต่ทัศนคติคนเปลี่ยนกันยาก คนส่วนใหญ่รู้ว่าอยู่ร่วมกันได้ ไม่ติดต่อทางการสัมผัส แต่ก็ไม่อยากอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ”

ปัญหาที่พบด้านการทำงาน มีตั้งแต่การที่แม่หยุดการรักษา การเข้าถึงได้แค่คนที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าถึง ขาดงบประมาณและกำลังคน ส่วนปัญหาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ติดเชื้อเก่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสารกับคู่กับครอบครัว การโดนเลือกปฏิบัติ ไม่สามารถเข้ารับสิทธิสวัสดิการสังคมได้

“พอเขาดูใบรับรองแพทย์เห็นว่าเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็จะโดนเลือกปฏิบัติ กีดกันการเข้ารับสวัสดิการ รวมทั้งเวลาผู้ติดเชื้อไปประกอบอาชีพ พอเขารู้ว่าเป็นผู้ติดเชื้อก็มักจะไม่รับ เราก็มักจะต้องเปลี่ยนงานบ่อย แม้แต่ในโรงพยาบาล เรามักได้รับบริการทีหลัง หรือเป็นระดับรองลงมา เช่น จะไปทำฟันก็จะโดนไปไว้คิวสุดท้าย บอกว่าต้องเตรียมห้องและอุปกรณ์เฉพาะ เวลานอนโรงพยาบาลห้องรวม ก็มักจะถูกไปไว้ในโซนสุดท้าย หรือหน้าห้องน้ำ

ผู้ติดเชื้อที่ตั้งครรภ์โดนบังคับทำหมันหลังคลอดโดยไม่ได้ยินยอม ทั้งที่ไม่ได้มีนโยบายหรือกฎหมายบังคับว่า ผู้ที่ติดเชื้อต้องทำหมันทุกคน แต่เป็นทัศนคติของคนปฏิบัติ ที่ต้องให้ผู้ติดเชื้อทำหมันจึงจะปลอดภัย เป็นต้น” ศรัญญา เล่า

ดูแลตัวเองให้ดี ก่อนมีปัญหาไตวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538046

ดูแลตัวเองให้ดี ก่อนมีปัญหาไตวาย

การเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่อุบัติการณ์ของโรคต่างๆ นั้นเกิดในคนที่อายุน้อยลงมากขึ้นทุกวัน เพราะอาหารการกิน ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบวุ่นวายจนกินไม่เป็นเวลา กินอาหารที่ไม่ดีกับสุขภาพส่งผลต่อการดำเนินของโรค

โรคไตวายก็อยู่ในข่าย ไตวายคือภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด จนไม่สามารถขับของเสียออกมาจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้ ทำให้มีของเสียตกค้างในร่างกาย อีกทั้งยังทำให้ระดับน้ำ เกลือแร่ และแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกายเกิดความไม่สมดุล หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเกิดความผิดปกติ และเป็นอันตรายแก่ชีวิต

ไตวายอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สามารถป้องกันและชะลอการเกิดภาวะนี้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลเสียต่อไตในระยะสั้นและระยะยาว ได้ด้วยเลี่ยงการสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที ออกกำลังกายให้หนักปานกลาง เพื่อลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะไตวาย ได้แก่ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

 

ชนิดและสาเหตุภาวะไตวาย

1.ไตวายเฉียบพลัน คือการที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต โรคในระบบทางเดินปัสสาวะ การได้รับสารพิษ ผลข้างเคียงจากยา การรับประทานยาเกินขนาด รวมถึงผู้ป่วยอาการหนักจากโรคต่างๆ ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสที่ไตจะฟื้นกลับมาเป็นปกติได้

2.ไตวายเรื้อรัง เป็นภาวะที่ไตค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการทำงานลง ซึ่งสาเหตุหลักๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน รวมถึงสภาวะอื่นๆ เช่น ไตอักเสบ โรคถุงน้ำในไต ซึ่งภาวะนี้อาจกินเวลานานนับปีโดยไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักตรวจพบโรคเมื่อประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง และนำไปสู่ภาวะไตวาย ที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาทำงานเป็นปกติได้อีกต่อไป

เมื่อเกิดภาวะไตวาย ของเสียและน้ำจะคั่งค้างอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ผิวแห้ง คัน กล้ามเนื้อเป็นตะคริวตอนกลางคืน ปัสสาวะลดลง ตัวบวม ตาบวม น้ำท่วมปอด หายใจไม่ถนัด นอนราบไม่ได้ ความดันโลหิตสูง มีภาวะซีด เลือดจาง และอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้

 

การรักษาภาวะไตวาย

1.การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เป็นการนำของเสียและน้ำออกจากเลือด โดยเลือดจะออกจากตัวผู้ป่วยแล้วผ่านตัวกรองเพื่อกำจัดของเสีย ปรับสมดุลเกลือแร่และกรดด่าง เพื่อให้กลายเป็นเลือดดี ก่อนที่เครื่องไตเทียมจะนำเลือดนั้นกลับสู่ร่างกาย ในการฟอกเลือดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง และต้องทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยผู้ป่วยต้องเข้ารับการตัดต่อเส้นเลือดเพื่อใช้ในการฟอกเลือดเสียก่อน

2.การล้างไตทางผนังช่องท้อง เป็นการใส่น้ำยา ล้างไตเข้าไปในช่องท้องผ่านทางสายยางที่ฝังไว้ในช่องท้องผู้ป่วยเพื่อกรองของเสียในร่างกายออก วิธีนี้จำเป็นต้องทำทุกวัน ผู้ป่วยจึงมักทำที่บ้าน และเรียนรู้วิธีการทำด้วยตัวเอง ซึ่งอาจมีข้อจำกัดที่ผู้ป่วยหลายรายไม่สะดวก และมีข้อควรระวังเรื่องความสะอาดที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อได้

3.การผ่าตัดปลูกถ่ายไต เป็นการผ่าตัดเอาไตของผู้อื่นมาใส่ไว้ในร่างกายผู้ป่วยเพื่อทดแทนไตเดิมที่ไม่สามารถทำงานได้แล้ว โดยไตใหม่นั้นอาจได้มาจากผู้บริจาคอวัยวะที่มีภาวะสมองตาย หรือผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่และมีไตเข้ากับผู้ป่วยได้ วิธีนี้มีข้อจำกัดเรื่องไตที่ต้องรอรับบริจาค

 

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่มีผู้ช่วยสำหรับการล้างไตด้วยตัวเองที่บ้าน หรือผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดช่องท้องมาก่อนและ มีโรคปวดหลังเรื้อรัง มีภาวะไส้เลื่อนออกมาทางผนังหน้าท้อง ซึ่งสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนอวัยวะ

สำหรับโรงพยาบาลที่ให้การรักษาภาวะไตวายด้วยการฟอกเลือดโดยเครื่องไตเทียมในบ้านเรามีอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ “ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” (โฉมใหม่) ที่ให้บริการอย่างครบครัน เพื่อให้การดูแลสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายทั้งแบบเรื้อรังและเฉียบพลัน โดยมีเครื่องไตเทียม Fresenius รุ่น 5008 Full option ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน มีระบบตรวจวัดปริมาตรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิระหว่างการฟอกเลือด เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย นำเข้าจากต่างประเทศ

ศูนย์ฯ ยังมีระบบการผลิตน้ำบริสุทธิ์ขั้นสูง (Ultrapure Reverse Osmosis Water) สำหรับการฟอกเลือดที่มีระบบการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ป่วยและได้มาตรฐานสากล The Association of Advancement of Medical Instrumentation (AAMI) มีระบบควบคุมการติดเชื้อภายในศูนย์ไตเทียมที่ได้มาตรฐานสากล

ที่สำคัญคือ ความพร้อมด้านทีมบุคลากรด้านโรคไต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตและพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ตามมาตรฐานแพทยสภาและสภาการพยาบาล

บริการของการศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีทั้งการฟอกเลือดสำหรับผู้ป่วยนอก, ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยอาการวิกฤตในห้องไอซียู, การผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเลือดดำและแดง หรือใส่ท่อชั่วคราวเพื่อใช้ในการฟอกเลือด โดย นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ต้องการฟอกเลือดเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลสามารถนัดเวลาพิเศษได้

นอกจากนี้ ยังมีบริการผ่าตัดปลูกถ่ายไต รวมถึงการประเมินและการให้คำแนะนำการรับประทานอาหารจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์ด้วย

ศูนย์ไตเทียม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 02-011-4062 หรือ 02-011-5959

คนยุคนี้ ต้องมีสองอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/538045

คนยุคนี้ ต้องมีสองอาชีพ

เอ็กซ์-วิศรุต ส่งเสริมสวัสดิ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารกุลสตรี เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ ที่นอกจากมีงานประจำคือ สานต่อธุรกิจการทำนิตยสารจากคุณแม่แล้ว เขายังมีอีกหนึ่งอาชีพเก๋ๆ นั่นคือ การทำน้ำปลาหวานกระปุกยี่ห้อ “แม่ต้อย น้ำปลาหวาน” ขายแบบเดลิเวอรี่และขายบนออนไลน์อีกด้วย

ในยุคปัจจุบันการทำอาชีพใดเพียงอาชีพเดียว ดูจะเป็นเรื่องที่ตกเทรนด์ไปซะแล้ว เพราะคนรุ่นใหม่ยุคนี้ต้องมีอย่างน้อย 2 อาชีพขึ้นไป นอกจากจะดูเท่เก๋ไก๋แล้ว อาชีพที่สองเหล่านี้ยังทำเงินให้พวกเขาได้อย่างดีพอๆ กับอาชีพหลักหรืองานประจำเชียวละ

“ธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับการขายน้ำปลาหวาน เริ่มมาจากคุณแม่ของผมได้ทำน้ำปลาหวานสูตรของตัวเองให้เพื่อนๆ ลองกินในงานเลี้ยง พอทุกคนได้กินก็บอกว่าอร่อยดี เพื่อนๆ คุณแม่เลยยุให้ลองทำขาย เพราะน้ำปลาหวานที่คุณแม่ทำสามารถจิ้มได้ทั้งมะม่วงเปรี้ยวและมะม่วงมัน ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

ด้วยความที่ผมเรียนจบปริญญาตรีทางด้านอินดัสเทรียล ดีไซน์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมจึงช่วยออกแบบสติ๊กเกอร์โลโก้ชื่อยี่ห้อ ‘แม่ต้อย น้ำปลาหวาน’ ให้ จากนั้นก็ไปซื้อกระปุกแก้วมาติดสติ๊กเกอร์ แล้วบรรจุน้ำปลาหวานลงไป แรกๆ ก็มีเพื่อนคุณแม่มาสั่งทีเดียว 200 กระปุกเลย เพื่อนำไปแจกญาติๆ ของเขาในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พอแจกไปก็มีลูกค้าอื่นๆ โทรเข้ามาตามเบอร์โทรศัพท์ข้างกระปุกหลายราย โดยเราขายราคากระปุกละ 150 บาท และมีขนาดเดียว แต่ในอนาคตเราอาจทำกระปุกเล็กๆ ออกมาขายเพื่อให้คนได้ลองสั่งไปชิมดูก่อนด้วยครับ”

 

 

เอ็กซ์บอกว่า เขาและคุณแม่ได้ทำน้ำปลาหวานกระปุกขายมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 ล่าสุดเขาและน้องชายก็กำลังเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา และจะโพสต์ลงขายบนออนไลน์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่สะดวกดี เมื่อมีคนโทรมาสั่งก็อาจส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ แต่ถ้าสั่งในจำนวนหลักร้อยกระปุกก็จะขับรถไปส่งให้ถึงที่เลยละ

“ตั้งแต่ขายมาก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ถ้าทำเพจเฟซบุ๊กเสร็จก็น่าจะทำให้ขายดียิ่งขึ้น เท่าที่ผ่านมารายได้จะขึ้นอยู่กับออร์เดอร์ของลูกค้าเป็นหลัก ถ้าสั่งมาเยอะเท่าไรก็จะมีรายได้เยอะเท่านั้น บางรายสั่งไปแจกให้ลูกค้าก็มี หรืออย่างมีพีอาร์มาเยี่ยมเราที่ออฟฟิศ เราก็จะนำมาแจกให้ลองไปชิมด้วยเช่นกัน

เร็วๆ นี้ผมว่าจะหาซื้อเครื่องกวนน้ำปลาหวานให้คุณแม่แล้วล่ะ (ยิ้ม) เพราะจะได้ช่วยทุนแรงท่านด้วย คือเราทำแบบโฮมเมดกันไง มันจึงต้องใช้แรงเยอะ (หัวเราะ) แม้ตอนนี้อาชีพหลักของผมคือการทำนิตยสารก็จริง แต่อีกอาชีพหนึ่งก็คือ การทำน้ำปลาหวานกระปุกขายด้วยนี่แหละครับ” ติดตามที่เพจเฟซบุ๊ก : น้ำปลาหวาน แม่ต้อย และ IG : namplawan_maetoy

 

ด้าน ต้อม-สุกัญญา เพ็ชร์เลิศ กราฟฟิกดีไซเนอร์ ประจำบริษัท ไทวัสดุ ก็เป็นอีกคนที่มีสองอาชีพ นอกจากงานประจำซึ่งออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างชื่อดังแล้ว เธอยังมีอีกหนึ่งอาชีพที่ทำด้วยใจรัก แถมได้เงินเพิ่มอีกด้วย

“ดิฉันเรียนจบมาทางด้านสถาปัตยกรรมฯ แต่ตอนที่ฝึกงานก็มีความสนใจด้านกราฟฟิกด้วย จึงไปศึกษาเพิ่มเติมจากรุ่นพี่และลงคอร์สเรียนเฉพาะทางด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันดิฉันทำหน้าที่ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เช่น กล่อง ถุง หรือซอง สำหรับบรรจุวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะ ปัจจุบันทำงานที่ไทวัสดุมาได้ 4 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยออกแบบเครื่องครัว ลวดลายของสินค้า แพ็กเกจจิ้ง และทำสื่อโฆษณามาก่อนค่ะ

นอกจากงานประจำจันทร์-ศุกร์แล้ว ดิฉันยังมีอีกอาชีพหนึ่ง นั่นคือการเปิดฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขที่ชื่อว่า ‘AD. Bullies Camp’ ที่ถนนศุขประยูร อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เดิมทีดิฉันชอบเลี้ยงหมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนั้นเลี้ยงพันธุ์บางแก้ว เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านเฉยๆ จนเมื่อได้คบหากับแฟนซึ่งทำงานประจำอยู่เช่นกัน เขาก็รักน้องหมาและมีงานอดิเรกคือเพาะพันธุ์หมาขายด้วย นั่นคือพันธุ์อเมริกันบูลลี่ (คล้ายกับเฟรนช์บูลด็อกกับอเมริกันพิทบูล) ซึ่งตัวไม่ใหญ่มากนัก หน้าจะดุ แต่จะอารมณ์ดีและขี้เล่นมาก เราทั้งคู่จึงมองเห็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มอีกทางโดยการเปิดฟาร์มน้องหมาขึ้นมา”

 

 

 

ต้อมบอกว่า ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เธอจะขับรถไปดูแลฟาร์มน้องหมาที่เปิดร่วมกับแฟนที่ จ.ชลบุรี เป็นประจำ ถึงตอนนี้ก็เปิดฟาร์มมาได้ 4 ปีแล้ว

“ช่วงแรกเราเริ่มด้วยการเพาะพันธุ์อเมริกันบูลลี่ แล้วตามด้วย ไทยหลังอาน เชาเชา และเฟรนช์บูลด็อก อย่างที่บอกว่าพันธุ์อเมริกันบูลลี่จะมีนิสัยขี้เล่น แต่พันธุ์หลังอานจะมีนิสัยดุและหวงของ ส่วนเชาเชาก็จะเป็นน้องหมาที่น่ารักหน่อย ทุก 6 เดือนพ่อแม่ของแต่ละพันธุ์ก็จะมีความพร้อมในการผสมพันธุ์ เราก็ต้องมาคอยเช็กวันเวลาอีกทีว่า พ่อพันธุ์น้ำเชื้อสมบูรณ์มั้ย แม่พันธุ์รังไข่สมบูรณ์พร้อมที่จะผสมหรือยัง เป็นต้น ถ้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สมบูรณ์ดีก็จะให้ลูกได้หลายตัว

นอกจากเช็กเรื่องต่างๆ แล้ว เรายังต้องปรึกษาสัตวแพทย์อยู่ตลอด แล้วต้องคอยสังเกตดูว่าทุก 6 เดือนแม่พันธุ์มีประจำเดือนมามั้ย ถ้ามีก็แสดงว่าพร้อมผสมแล้ว ที่สำคัญต้องพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจร่างกาย พร้อมทั้งเช็กความพร้อมของเวลาตกไข่และวันในการผสมพันธุ์อีกที ตอนนี้ถือว่าฟาร์มของเราเป็นฟาร์มขนาดกลาง มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อย่างละ 2-4 ตัว และมีพื้นที่ของฟาร์มกว้างไร่ครึ่ง แต่ในส่วนที่ทำเป็นฟาร์มจริงๆ จะมีพื้นที่ 129 ตร.ว. ซึ่งจะมีคอกหรือกรงที่แบ่งซอยให้น้องหมาอยู่ มีอาหาร น้ำ และที่นอนที่สะอาดได้มาตรฐาน”

ต้อมบอกว่า ธุรกิจเพาะพันธุ์สุนัขยุคนี้ถือว่าไปได้สวย เพราะคนรุ่นใหม่ชอบเลี้ยงน้องหมากันมากขึ้น แต่เมื่อตัดสินใจเลี้ยงก็ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องพาไปหาสัตวแพทย์ ตัดเล็บ ตัดขน และอาบน้ำอยู่เสมอ

“ต้อมว่าถ้าเรารักสุนัขอยู่แล้ว การทำธุรกิจเปิดฟาร์มหมาไม่ใช่เรื่องยากเลย หลังจากเปิดมา 4 ปีก็สร้างรายได้ดีพอสมควร จากปีแรกที่เริ่มต้นก็อาจจะได้น้อยหน่อย แต่พอมาช่วงปีหลังๆ รายได้จากการเปิดฟาร์มก็สามารถเลี้ยงตัวเอง รวมทั้งเลี้ยงเจ้าของได้ด้วยค่ะ (หัวเราะ) เรียกว่ามีรายได้ 6 หลักต่อปีเช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราทำเพราะเรารักน้องหมาและมีความสุขที่จะทำมากกว่าค่ะ”…ติดตามที่เพจเฟซบุ๊ก : Baan ไอหมา

 

สำหรับ ปาล์ม-ปรมีณ์ มิ่งตระกูล เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดเก็บข้อมูลของบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากทำงานมาหลายปี เขาก็ต่อยอดอาชีพที่สอง โดยรับทำอาหารกล่องและเครื่องดื่มแบบเดลิเวอรี่ขายเพื่อนร่วมงานในบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่

“ผมทำงานประจำเข้า 9 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็นทุกวัน แต่ผมก็มีอาชีพที่สองคือ การทำข้าวกล่องเดลิเวอรี่ให้กับเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศด้วย ผมจะใช้เวลาหลังเลิกงานในการไปเลือกซื้อวัตถุดิบที่ซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงาน ถ้าเป็นเครื่องดื่มประเภทกาแฟ ผมก็จะรับออร์เดอร์มาในช่วงเย็นวันศุกร์ แล้วพอวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ ก็จะทำกาแฟใส่ขวดแช่ไว้ (ขวดละ 25 บาท) หลังจากเก็บร้านกาแฟที่ผมเปิดขายช่วงเสาร์-อาทิตย์เสร็จแล้ว

อาหารกล่องที่ผมทำ มีทั้งสลัดโรล ข้าวไก่ย่าง สเต๊กหมู ปลากะพงย่างเกลือ ฯลฯ โดยเสิร์ฟคู่กับข้าวสวยไรซ์เบอร์รี่ จะออกแนวอาหารคลีนหน่อยๆ โดยปกติแล้วผมชอบทำอาหารมานานแล้ว ตอนเรียนจบใหม่ๆ ก็เคยฝึกงานเป็นผู้จัดการสาขาร้านกาแฟแบรนด์หนึ่ง ผมจึงได้เรียนรู้ทุกอย่างและนำมาบริหารอาชีพที่สองได้”

 

 

 

ปาล์มเสริมว่า ลูกค้าจะสั่งสูงสุด 40 กล่องต่อวัน แล้วเมนูแต่ละวันจะหลากหลาย ขึ้นอยู่กับออร์เดอร์ของลูกค้าเป็นหลัก แต่เมนูส่วนใหญ่จะมีวิธีปรุงที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขาแต่อย่างใด

“ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ผมจะตื่นมาทำข้าวกล่องตั้งแต่เช้าก่อนไปทำงาน ไม่เหนื่อยนะ เพราะทำจนชินแล้ว การที่เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แต่หากวันไหนไม่ได้ทำจะรู้สึกหงุดหงิดซะมากกว่า (หัวเราะ) มันจึงช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้ผมเป็นอย่างดี แม้บริษัทจะมีโรงอาหารให้ซื้อ แต่บางคนก็อยากจะสั่งอาหารที่เราทำมากกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงซึ่งชอบกินอาหารคลีน แต่ก็มีลูกค้าผู้ชายสั่งด้วยเหมือนกัน (อาหารกล่องราคา 35-80 บาท)

อาหารกล่องและเครื่องดื่มทำรายได้ให้ผม 6,000 บาท/สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการเปิดร้านกาแฟช่วงเสาร์-อาทิตย์ด้วย ฉะนั้นอาชีพที่สองจึงสร้างรายได้ให้ผมไม่น้อยไปกว่าเงินเดือนเลยละ”…ติดตามได้ที่ FB : Paramee Mingtrakul

Ortho Dynamic ช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537873

Ortho Dynamic ช่วยแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม

ปัญหาหลักๆ ของคนวัยทำงาน คือการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ บ่าไหล่ หรือเรียกว่าออฟฟิศซินโดรม ทางการแพทย์บอกว่า เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ทำงานในออฟฟิศ เนื่องจากเวลาที่เรานั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลย จึงอาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึม เช่น อาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานที่พบได้บ่อยและสามารถดูแลโดยนักกายภาพบำบัด กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดหลังจากท่าทางผิดปกติ หรืออาการอื่นๆ ตามมา

พรทิพย์ เวสารัชเวศย์ เจเนอรัลแมนเนเจอร์ ดูภาพรวมทั้งหมดของคลับฟิลิป เวน ที่ดูแลด้านความสวยความงามมานานกว่า 25 ปี บอกเล่าว่า ฟิลิป เวน ได้ออกแบบคอร์สพิเศษคือ โปรแกรม “Ortho Dynamic” เพื่อหุ่นสวยเฟิร์มกระชับ บำบัดปัญหากระดูกโดยไม่ต้องผ่าตัด ที่จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของกระดูกข้อต่อ 6 ประเภทในร่างกาย

สำหรับท่าออกกำลังกายที่เหมาะกับออฟฟิศซินโดรม และผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์ชอบใส่รองเท้าส้นสูง นั่งไขวห้างเป็นประจำ ซึ่งเป็นท่านั่งที่ก่อปัญหาให้กระดูกสันหลังบิดเบี้ยว “Ortho Dynamic” เป็นโปรแกรมออกกำลังกายแบบกึ่งบำบัด ที่ออกแบบพิเศษเพื่อช่วยในการฟื้นฟูสมรรถนะการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ รวมถึงเส้นเอ็นที่เกี่ยวข้องกับข้อพับทั้งหมด ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยปรับกล้ามเนื้อให้สมดุล โดยเน้นการดูแลแบบ One on One จาก Personal Trainer ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ได้รับการรับรองจาก American Council of Exercise (ACE) สถาบันรับรองเทรนเนอร์สากล เสริมด้วยอุปกรณ์ Orbit นำเข้าจากสหรัฐ

ครูนามิ-กฤษฏ์พิชญาดา กานต์กัลยวณิช พิลาทิสอินสตรักเจอร์ ที่มีประสบการณ์เป็นครูพิลาทิสมานาน 7 ปี แนะนำท่าที่จะช่วยลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม โดยมี Orbit อุปกรณ์ที่จะช่วยเสริมให้เราออกกำลังกายไม่สะดุด

 

ท่าที่ 1 ช่วยแก้อาการ Office Syndrome บริเวณช่วงหัวไหล่ หลัง คอ และแขน

– นั่งหลังตรง เหยียดขาไปด้านหน้า แล้วชันเข่า ให้เข่าและปลายเท้าชิด

– วางมือบนอุปกรณ์ Orbit จากนั้นวาดมือทั้งสองข้างพร้อมกันไปด้านหน้า และด้านหลังให้ยืดได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่านี้จะช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ทำ 12 ครั้ง/2 เซต

 

 

ท่าที่ 2 ยืดเพื่อช่วยแก้อาการหลังตึง หลังแข็ง อาการปวดหลัง Office Syndrome จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ

– นั่งคุกเข่า มือทั้งสองข้างจับที่เครื่อง Orbit ค่อยๆ ยืดแขนดึงออกไปข้างหน้า ให้ความรู้สึกว่าดึงแขนและ Upper back ไปด้านหน้า ดึงเอวมาด้านหลัง ท่านี้จะช่วยให้ยืดกระดูกสันหลัง

– ค่อยๆ ก้มตัวลงให้แขนและหลังเหยียดตรง

– ค่อยๆ ยืดตัวกลับ โดยใช้แรงจากหน้าท้องช่วยดึงมือและแขนเข้ามาหาลำตัว พร้อมกดสะโพกบริเวณก้นกบลง ดึงเอวขึ้น แต่กดหัวไหล่ลง ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นช้าๆ ทำ 12 ครั้ง/2 เซต

 

ท่าที่ 3 แก้อาการหลังตึง

– มือจับไปที่เครื่อง Orbit จากนั้นวาดมือทั้งสองข้างไปด้านข้างลำตัวซ้าย-ขวา ไปให้ไกลเท่าที่จะสามารถยืดออกได้ แล้วค่อยๆ ดึงกลับมาตรงกลาง ตรงกับลำตัวเพื่อ Set Balance แล้วค่อยๆ วาดมือทั้งสองข้างเคลื่อนออกด้านข้าง ซ้าย-ขวา

– ทำช้าๆ ทีละข้าง ท่านี้จะทำให้ Thoracic Spine ค่อยๆ เคลื่อนออกด้านข้าง ท่านี้ให้โฟกัสไปที่ Upper Back เวลาทำจะต้องเกร็งหน้าท้องกับสะโพกไว้ (Lower Body) เป็นท่าที่ช่วยยืดช่วงหลังส่วนบน แก้อาการหลังตึงจาก Office Syndrome ทำ 12 ครั้ง/2 เซต

 

‘สร้างรอยยิ้ม’ ภารกิจนี้ สร้างโลกสดใสให้เด็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537872

‘สร้างรอยยิ้ม’ ภารกิจนี้ สร้างโลกสดใสให้เด็กน้อย

จากการเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาทุกๆ 3 นาที ทั่วโลก มีเด็ก 1 คน เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ไม่สามารถดูดนมแม่ หรือกินอาหารได้ปกติ และมีความผิดปกติทั้งในการออกเสียง ได้ยินเสียง หรือมีปัญหากับระบบการหายใจ มักเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม เด็กๆ เกิดมาพร้อมโรคนี้มักถูกกีดกันจากสังคมเพื่อนๆ วัยเดียวกันโดยอัตโนมัติ เด็กมีความรู้สึกไร้ค่า หลบเลี่ยงสังคม และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ “จำนวนมาก” ไม่เคยได้รับโอกาสผ่าตัดแก้ไขเลยจนตลอดชีวิต

ข้อมูลนี้ส่งมาจากมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Foundation) องค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2525 โดย นพ.วิลเลียม แมกกี และภรรยา มีพันธกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้และความผิดปกติบนใบหน้าอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม มีสำนักงานกระจายอยู่ใน 60 ประเทศทั่วโลก และในประเทศไทยมีการออกหน่วยลงพื้นที่ให้การผ่าตัดครั้งแรกปี 2540 โดยอีก 4 ปีต่อมา ได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรการกุศลให้การรักษาผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ยากไร้ อาศัยในพื้นที่ห่างไกลทั้งในไทย และตามชายขอบประเทศเพื่อนบ้าน

ตั้งแต่ปี 2540-ปัจจุบัน มีการผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตแล้วกว่า 1.2 หมื่นครั้ง จากความอุตสาหะของคณะแพทย์ พยาบาล และคณะทำงาน “อาสาสมัคร” ของมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม

จินตกาญ ศรีชลวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพัฒนากลยุทธ์มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เผยตัวเลขผลการดำเนินงานในปี 2560 จำนวนการผ่าตัด 786 ครั้ง ซึ่งรวมโครงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การผ่าตัดภายใน 1 สัปดาห์ (Weeklong Medical Mission) โครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่องไม่จำกัดระยะเวลา (Ongoing Medical Mission) โครงการฝึกพูด (Speech Camp) เด็กบางรายต้องฝึกพูดนานนับปี

กว่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็กๆ สร้างคำพูดให้ออกจากปากเล็กๆ ของพวกเขาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าน้ำใจของพวกเราทุกๆ คน ที่ล้วนอยากเห็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใส โดยค่าใช้จ่ายของมูลนิธิมาจากเงินบริจาคเป็นหลัก

 

ผู้มอบรอยยิ้มถาวรให้เด็กๆ

“…คือคุณ”

จากงานอาสาสมัคร จินตกาญ ก้าวสู่แกนหลักมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย แม้ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ขอเลือกใช้ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ เริ่มงานล่าม ช่วยสื่อสารกับหมออาสาต่างชาติ และใช้ประสบการณ์เคยทำงานเอเยนซีโฆษณา คิดเรื่องการระดมทุนด้วยกลยุทธ์ Brand Awareness ชักชวนดีไซเนอร์ ศิลปิน เช่น ม.ล.จิราธร จิรประวัติ แบรนด์เสื้อผ้าของไทย ยัสปาล ช่วยกันสร้างสรรค์มูลนิธิในแบบ Merchandiser หรือนักบริหารผลิตภัณฑ์มืออาชีพ

“รายได้หลักมูลนิธิมาจากเงินบริจาคทั้งสิ้นค่ะ แบ่งเงินบริจาคเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก บริษัทขนาดใหญ่บริจาคเงินก้อนใหญ่ ส่วนที่สอง ประชาชนทั่วไป บริจาคผ่านการหยอดเงินลงกล่องบริจาค กระจายไปตามจุดต่างๆ อย่าง เช่น โรงแรมดุสิตธานี โรงภาพยนตร์เอสเอฟทุกสาขาในกรุงเทพฯ โรงพยาบาล รวมไปถึงการโอนเงินผ่านธนาคารและเคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากนี้ มูลนิธิไม่รอเฉพาะเงินบริจาคทางเดียวค่ะ เราทำเสื้อขายโดยร่วมกับดีไซเนอร์อาสาออกแบบเสื้อมาให้มูลนิธิจำหน่าย เนื่องจากเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มูลนิธิจึงมีกฎ คือ เงินก้อนใหญ่จะต้องใช้ไปกับเรื่องของการช่วยเหลือคน โดยเน้นค่าโรงพยาบาล ค่ายา ค่าหมอ ค่าเดินทาง ส่วนเงินนำมาใช้ทำการตลาด ก็ต้องอยู่ในสัดส่วนไม่มากเกินไป

ปีที่ผ่านๆ มา มีความโชคดี ดิฉันเคยทำงานในเอเยนซีโฆษณา BBDO Bangkok ได้เอื้อเฟื้อทำโปรดักชั่นให้มูลนิธิโดยไม่มีค่าครีเอทีฟ KTC สถาบันการเงินใหญ่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย

เริ่มทำแคมเปญแรก คือ Painted Smile คิดโจทย์ทำอย่างไรให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอาย ‘ปาก’ ของตัวเองก่อนผ่าตัด ครีเอทกันขึ้นมาว่า สร้างความสุขเด็กชั่วคราวด้วยการเพนต์สีบนปาก เป็นหน้าตัวละครต่างๆ ส่วนผู้ให้รอยยิ้มถาวรกับเด็กๆ ได้คือคุณผู้บริจาคทุกๆ คน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการผ่าตัดและมีรอยยิ้มที่ถาวรได้ค่ะ”

จินตกาญ แจงรายละเอียดยิบเพื่อให้คนรู้จักมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย หลายๆ คนอาจเพิ่งได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก

“ปีที่ผ่านมา มูลนิธิออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 2 ครั้ง ที่ จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สอด จ.ตาก ดำเนินการผ่าตัดผู้ป่วยยากไร้ 785 ครั้ง นอกจากนี้มีผู้ป่วยจากศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและศีรษะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมูลนิธิดูแลอีกด้วยค่ะ 1,253 ราย การผ่าตัดแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายเริ่มที่ 2.5 หมื่น-2 แสนบาท บางเคสต้องผ่าตัดอย่างน้อย 3-4 ครั้ง การรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ได้จบเพียงแค่การผ่าตัดเท่านั้นค่ะ การดูแลรักษาหลังการผ่าตัด การประเมินผลการผ่าตัดก็มีความสำคัญเช่นกัน ในบางกรณีอาจจะต้องผ่าตัดเพิ่มอีกหลายครั้ง มีการติดตามผลทุกๆ ปี เพื่อทำการรักษาต่อเนื่อง เช่น การทำฟัน การดูแลสุขภาพในช่องปาก การฝึกหัดพูด เพื่อให้เด็กสามารถพูดได้เป็นปกติ เหมือนคนทั่วไป การดูแลรักษาหลังผ่าตัดเหล่านี้ บางรายอาจกินเวลานานถึง 10-20 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลืนอาหารได้ พูดได้

ปี 2561 เพื่อดำเนินการการรักษาผู้ป่วยต่อเนื่อง และเปิดรับผู้ป่วยใหม่ มูลนิธิวางแผนงานออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 3 ครั้ง เริ่มต้นที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จ.แม่ฮ่องสอน มูลนิธิจะไปวันที่ 11-15 ก.พ.นี้ค่ะ ส่วนอีก 2 ครั้ง วางแผนออกหน่วยแพทย์ที่ จ.ตาก และดำเนินการอีก 1 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ยิ่งจำนวนผู้ป่วยมีเยอะขึ้น นั่นก็แปลว่าเราเข้าถึงคนไข้ได้มากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราทำอยู่มันเวิร์ก เรามาถูกทางเราสื่อสารกับคนแล้ว ได้ผลค่ะ”

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เกิดจากสาเหตุอะไร? หลายคนอยากรู้?!! จินตกาญ อธิบายฐานะคนทำงานคลุกคลีจริงจัง ความผิดปกตินี้เริ่มในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แม่บางคนท้อง 5 เดือนแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ตัวเลย ว่าจะมีลูก!!!

“ปัจจัยความยากจน อาหารการกินขาดแคลนมีส่วนมากๆ ค่ะ อ.แม่สอด ที่เราไป เด็กๆ ยากไร้มีทั้งเด็กไทยและผู้อพยพไร้สัญชาติ การออกหน่วยจึงต้องนำแพทย์เคลื่อนที่ไปด้วย เพราะโรงพยาบาลที่นั่นก็ขาดแคลนหมอ แม้กระทั่งโรงพยาบาลสวนดอก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ ก็ยังมีศัลยแพทย์ตกแต่งเพียง 4 คนเท่านั้น

หมอผ่าตัดงานหนักมากๆ ตั้งแต่อุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้ม ไปจนเส้นเลือดในสมองแตก เด็กๆ กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่โดยกำเนิดแต่ละปีประมาณ 2,000 คน เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติบนใบหน้า ก็ต้องรอ บางคนรอกระทั่งโต ซึ่งควรมาก่อน 1 ขวบค่ะ ยิ่งโตก็ยิ่งรักษายากมากนะคะ

เงินบริจาคนำมาใช้ให้เด็กๆ ได้คิวผ่าตัดเร็วขึ้น และเพียง 45 นาทีของการศัลยกรรมแก้ไขภาวะดังกล่าวก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กคนหนึ่ง ได้อย่างถาวรค่ะ” จินตกาญ บอกรายละเอียดงานสร้างรอยยิ้มในกลุ่มผู้ยากไร้

 

ผู้เปิดรอยยิ้มสดใส “คุณหมอ-พยาบาลอาสา”

รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนาม มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย ศัลยแพทย์ตกแต่งมือทอง แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นอกจากงานแพทย์หนักหนาที่สุดอาชีพหนึ่ง แต่คุณหมอก็จัดตารางงานมาทำงานให้มูลนิธิ

“หมออาสาสมัครในโครงการรวมทั้งหมดเกือบ 200 คน แยกตามความถนัด ซึ่งเวลาลงสนามก็จะช่วยกันตรวจเด็กกลุ่มนี้อ่อนแอมากครับ หมอก็ตรวจเด็กปอดบวมไหม ไอ มีหูน้ำหนวก เป็นโรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวหรือเปล่า มีทีมด้านทันตแพทย์ ก็จะมาช่วยดูว่าหลังจากดมยาสลบ เด็กจะถอนฟันได้หรือไม่

กระทั่งหลังผ่าเสร็จเรียบร้อยก็จะมีนักอัตถบำบัดมาช่วยดูว่าผ่าตัดแล้วพูดชัดหรือเปล่า หมอทำงานลักษณะนี้คือช่วยๆ กันครับ

 

 

หลังจากเสร็จกระบวนผ่าตัดก็จะเป็นหน้าที่ของพยาบาล หมอเด็ก คอยดูแลความเรียบร้อยหลังผ่าตัด เด็กมีอาการฟื้นจากยาสลบดีไหม มีอาการสำลัก อาเจียนหรือเปล่า เรียบร้อยดีไหม ถ้าปกตินอนพัก 2-3 วันก็กลับบ้านได้ ขั้ นตอนสุดท้ายจะเรียกว่าทีมเล็ก ประกอบไปด้วย หมอผ่าตัด หมอดมยา ทีมอาสาที่มีทั้งประชาชนทั่วไป ก็จะไปช่วยเก็บข้อมูล ถ่ายรูป ถือเป็นการจบภารกิจในการผ่าตัด

เนื่องจากต้องใช้แพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก จึงพยายามชักชวนทั้งศัลยแพทย์ วิสัญญี แพทย์รุ่นใหม่เข้ามาช่วย เพราะหมอรุ่นใหญ่มีภาระหน้าที่เยอะขึ้น ยิ่งเป็นงานอาสา ก็ใช่ว่าหมอทุกคนจะว่างตลอด ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับขาดแคลนหมอนะครับ มีหมออาสาเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งหมอไทย หมอจากต่างชาติ หมอเกาหลีมากันบ่อยๆ เลย เคสพิการบนใบหน้าคือความยาก ให้หมอสะสมฝีมือ มูลนิธิก็อยากได้หมอคนรุ่นใหม่ๆ มาช่วยๆ กันครับ”

ช่วงเวลากว่า 20 ปี ก็ย่อมมีเหตุการณ์ให้จดจำสร้างความประทับใจอยู่เสมอ คุณหมออภิชัย เล่าด้วยสีหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มใจดี

“เคสผู้ป่วยที่ผมจำได้แม่นยำ ไม่ใช่เด็กเพราะมูลนิธิรับคนทุกกลุ่ม ทุกวัยนะครับ มีคุณลุงอายุ 70 กว่าปี ผ่าตัดตกแต่งใบหน้ากับมูลนิธิ หลังจากผ่าตัดญาติค่อนข้างไม่พอใจ เพราะคนต่างจังหวัดเขาจะถือเคล็ด เชื่อโชคลางจะโชคร้ายถ้าฝืนชะตาฟ้าลิขิต คนเกิดมาแบบนี้ก็ต้องชดใช้กรรมให้หมดใช้จนตาย ชาติหน้าเกิดใหม่ ชีวิตจะได้ปกติ เขามีความเชื่อเช่นนั้น

สถานการณ์พลิกผันผ่านไป 2 วัน พวกเขาอารมณ์ดีกันใหญ่ หมอซักถามปรากฏว่า “ลุงถูกหวย” (หัวเราะ) กลายเป็นว่าใบหน้าใหม่ เริ่มนำโชคมาให้

อีกเคสหนึ่งเป็นคุณยายอายุประมาณ 60 ปี ตัดสินใจผ่าตัด ก็เพราะว่าลูกชวนไปงานเลี้ยง ซึ่งคุณยายก็ไม่อยากไป กลัวลูกอาย คุณยายยอมผ่าตัด เพื่อจะไปงานเลี้ยงกับลูกได้”

ความสุข รอยยิ้มทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดกำลังสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่มีจิตอันเป็นกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสและทุนทรัพย์

“ผมอยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมอาสา ร่วมบริจาคเงินที่มูลนิธิจะใช้เป็นประโยชน์มากที่สุด งานยากที่สุดคือ การนำเด็กคนหนึ่งจากชายแดนมาผ่าตัดที่กรุงเทพฯ เคสหนักก็ต้องมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มูลนิธิดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ ไม่ง่ายครับเด็กๆ บางคนต้องผ่าตัด 2-3 ครั้ง เด็กตัวเล็กๆ แม่อุ้มลงเขาจาก อ.สะเมิง กว่าจะมาถึงเชียงใหม่ ก็เหมือนๆ เราเตรียมตัวไปผ่าตัดในนิวยอร์ก ในเกาหลี ผมขอเปรียบแบบนั้นเลยนะครับ

ปัญหานี้ล่าสุด ปี 2559 มูลนิธิจึงมีการคิดระบบ CMU สร้างเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลอำเภอกับโรงพยาบาลจังหวัด บริการสุขภาพใกล้บ้านมีประสิทธิภาพมาตรฐานสากล ประชาชนไม่ต้องอุ้มลูกลงเขากันมา 8 ชั่วโมง เข้าเมืองเชียงใหม่ แม่ประหยัดเวลาทำมาหากิน เด็กสำลักนมแม่ก็พาไปโรงพยาบาล อ.ฝาง ซึ่งมีการอบรมพยาบาลไว้แล้ว มูลนิธิก็ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยครับ” รศ.นพ.อภิชัย กล่าวถึงงานสร้างรอยยิ้มของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มประเทศไทย ที่ก้าวไปข้างหน้าไม่มีหยุด

วิ่งให้เร็วขึ้นด้วย อินไลน์สเกต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537687

วิ่งให้เร็วขึ้นด้วย อินไลน์สเกต

โดย กั๊ตจัง ภาพ : เอพี

ใครว่าจะมีแต่จักรยาน ของเล่นเด็กยุคโบราณที่พัฒนาจนกลายเป็นกีฬาที่ผู้คนยอมรับ โรลเลอร์เบลด หรืออินไลน์สเกต ที่เห็นเด็กๆ เล่นกันตามสวนสาธารณะ กลายเป็นการแข่งขันกีฬาสากลระดับโลกอย่างจริงจัง เป็น 1 ใน 15 ชนิดกีฬาที่ชาวอเมริกันนิยมเล่นมากที่สุด ในปี ค.ศ. 1990 มีการแข่งขัน ESPN Extreme Games ครั้งแรกในนิวพอร์ตโรดไอแลนด์ ยิ่งทำให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

อุปกรณ์การเล่นชนิดนี้พัฒนาต่อมาจากรองเท้าสเกต ที่คิดค้นมาเมื่อ 300 ปีที่แล้ว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1979 สกอตต์ โอลเซ่น (Scott Olsen) นักฮอกกี้น้ำแข็ง ได้นำมาพัฒนากับรองเท้าฮอกกี้น้ำแข็งจนกลายเป็นอินไลน์สเกตในที่สุด

รองเท้าสเกตรูปแบบแถวเรียงนี้ สามารถพลิกแพลงรูปแบบการเล่นได้ค่อนข้างหลากหลาย พัฒนาให้เล่นในรูปแบบฟรีสไตล์ สลาลม หรือเน้นการแข่งทำความเร็ว อย่างสปีดสเกตผู้เล่นก็จะพบกับความเร็วระดับที่สามารถเร่งแซงจักรยานทั่วไปได้เลยทีเดียว เพราะความเร็วของสเกตประเภทนี้สามารถทำความเร็วได้ตั้งแต่ 40 กม./ชม.ขึ้นไป จนถึง 70 กม./ชม. ก็มีให้เห็นในการแข่งขันระดับโลก ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของอุปกรณ์และการฝึกซ้อมของผู้เล่น

สืบสกุล พรหมบัญพงศ์ ประธานชมรมสเกตฟรอสวีลส์ แนะนำการเลือกอุปกรณ์ว่า “ควรเริ่มต้นจากรองเท้าเสียก่อน รองเท้าพื้นฐานนี้จะเป็นรองเท้าสเกตที่มีล้อขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการออกกำลังกายทั่วไป จนถึงรองรับการเล่นแบบสลาลม หรือฟรีสไตล์ท่าต่างๆ ราคาเริ่มตั้งแต่ 2,000 บาท ที่ซื้อมาแล้วเล่นได้เลย ไปจนถึงราคา 2 หมื่นบาท ที่เน้นคุณภาพของวัสดุในแต่ละชิ้นส่วนที่ดีที่สุด

ควรทดลองซื้อรองเท้าที่มีความพอดีกับเท้า ไม่คับส่วนใดส่วนหนึ่ง และไม่หลวมเกินไป ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวและอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ หลังจากที่เลือกรองเท้าและลองเล่นแล้ว ก็ค่อยๆ ฝึกซ้อมเล่นและพัฒนาฝีมือ เพื่อดูว่าเราชอบเล่นสเกตแนวไหน ระหว่างฟรีสไตล์กับคนที่ชอบเล่นทำความเร็ว”

คนเล่นแนวสปีด (Speed) ล้อมีลักษณะใหญ่กว่าสเกตประเภทอื่นๆ บางรุ่นอาจมี 4 หรือ 5 ล้อ หรือถ้าเน้นออกกำลังกายอย่างแนวฟิตเนส หรือเน้นโชว์ลีลาสลาลม ให้เลือกรุ่นที่มีล้อประมาณ 72-80 มม. ใส่สบาย วิ่งได้เรื่อยๆ มีความคล่องตัวสูง ล้อยิ่งเล็กยิ่งพลิ้ว

ด้านการแข่งขันจะแบ่งประเภทเป็น ฟรีสไตล์สลาลมประเภทเดี่ยว (Freestyle Classic Slalom) ใช้เวลาแข่งขันแต่ละรอบไม่เกิน 100 วินาที ผู้เล่นจะต้องเลือกเพลงประกอบการเล่นเอง และโชว์ลีลาการเล่นตามความถนัด

ต่อมาคือ แข่งสปีดสลาลม (Speed Slalom) คนที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในแต่ละรอบการแข่ง จะได้ลงแข่งในรอบน็อกเอาต์แพ้คัดออก ผู้เข้าแข่งขันที่วิ่งเข้าเส้นชัยในจำนวนที่กำหนดก่อนถือเป็นผู้ชนะในรอบนั้นๆ จะต้องมาแข่งกับผู้แข่งขันที่เหลือจนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย เพื่อให้ได้ผู้ชนะของรายการ

สุดท้าย ฟรีสไตล์สลาลมประเภททีม ในการแข่งขันฟรีสไตล์ประเภททีมต้องประกอบด้วยผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ส่วนมากไม่เกิน 6 คน กติกาคล้ายกับการแข่งขันฟรีสไตล์สลาลมประเภทเดี่ยว แต่เพิ่มคะแนนท่วงท่าลีลาจังหวะที่พร้อมเพรียงกันของคนในทีม เพิ่มเติมจากความเร็วในแต่ละรอบด้วย

สุดท้าย สืบสกุล แนะนำว่า สำหรับมือใหม่นั้นควรหัดเล่นบนสนามหญ้าก่อน เพราะสนามหญ้าจะมีความหนืดให้สเกตเคลื่อนที่ไปได้ช้า ทำให้เรามีเวลาปรับฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง หากพลาดล้มก็จะไม่เจ็บตัวมากนัก คนทั่วไปที่เล่นสเกตมักจะเกิดอาการบาดเจ็บเพราะไปฝืนไม่ให้ล้มยิ่งทำให้เจ็บหนัก การฝึกล้มที่ถูกต้องคืออย่าไปฝืนแรงเราจะเจ็บตัวน้อยกว่า

สำหรับอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐานที่ควรมีก็คือ หมวกกันน็อกและถุงมือที่ใช้แบบเดียวกับจักรยาน เป็นอุปกรณ์ป้องกันพื้นฐานที่ใช้ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงระดับการแข่งขัน ส่วนเสื้อผ้านั้นเน้นเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายคล่องตัว

ปัจจุบันมีสนามเล่นอินไลน์สเกตผุดขึ้นมากมายทั่วประเทศตามหัวเมืองใหญ่ ในกรุงเทพฯ จะมีจุดเล่นอยู่ 2 จุด คือ สวนลุมพินี และช่วงเย็นวันเสาร์ที่สนามหลวง หรือดูข้อมูลสนามเล่นโดยพิมพ์ชื่อ อินไลน์สเกต และตามด้วยชื่อจังหวัดก็มีให้เห็นเช่นกัน หากเบื่อการปั่นจักรยานจะลองเปลี่ยนมาเล่นอินไลน์สเกตเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น เท้า ข้อเท้า และกล้ามเนื้อแกนกลาง แล้วคุณอาจจะพบว่าทำให้การเล่นกีฬาชนิดอื่นดีขึ้นก็ได้

Head-to-Knee Pose Variation 1 อาสนะท่าบิดตัวช่วยหมุนกระดูกสันหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 15:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537591

Head-to-Knee Pose Variation 1 อาสนะท่าบิดตัวช่วยหมุนกระดูกสันหลัง

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่าบิดตัวจะช่วยหมุนกระดูกสันหลัง ยืดกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูและรักษาให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวธรรมชาติ

การที่เราบิดก็เพื่อที่จะสร้างที่ว่างในกระดูกสันหลังของเรา หากไม่มีที่ว่างภายในหรือมีน้อย จะส่งผลให้พลังงานภายในลดลง การบิดจึงเป็นการยืดหลังให้ยาวขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างที่ว่างภายในที่อยู่ระหว่างกระดูก พลังงานภายในจะเลื่อนไหลได้อย่างดี

สำหรับคนที่ฝึกอาสนะท่าแอ่นหลังแบบลึก หรือฝึกท่าก้มตัวมาด้านหน้าแบบลึก การบิดจะเป็นการช่วยปรับสมดุลให้หลัง ในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างทำงาน (Obliques) รวมทั้งหัวไหล่ สะบัก และกระดูกเชิงกราน

นอกจากนี้ การบิดยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร กระตุ้นให้เลือดที่สดใหม่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะในช่องท้อง สำหรับวันนี้ครูจะให้ฝึกท่าบิดนั่งแบบง่าย แล้วสัปดาห์หน้าเรามาต่อท่ากัน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากนั่งหลังตรง ตัวสูง แยกขาข้างขวาออกกว้าง คล้ายกับเวลาเราฝึกท่านั่งแยกขากว้าง  Upavistha konasana แต่ให้พับขาซ้ายเข้ามา ให้ส้นเท้าซ้ายวางที่จุดพีเรเนียม พนมมือที่หน้าอก หายใจเข้า-ออก 2 รอบลมหายใจ (รูป 1)

2.หายใจเข้า ยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นแนบใบหู ยืดกระดูกซี่โครง ยืดกระดูกสันหลังให้ยาว กดกระดูกก้นให้ติดพื้นดิน (รูป 2)

3.หายใจออก ส่งมือขวามาจับที่หัวเข่าซ้ายยืดแขน ส่วนแขนซ้ายให้อ้อมหลังไปจับที่ต้นขาขวา หากจับไม่ถึงให้จับเท่าที่จับได้ หรือจับที่เสื้อหรือกางเกงแทน (รูป 3)

4.หายใจเข้า ยืดหลังตรง หายใจออกให้บิด โดยไล่จากฐานล่างที่ก้น เชิงกราน กระดูกสันหลังส่วนล่างไล่ขึ้นไปจนสู่ด้านบนศีรษะ จุดที่ต้องระวังคือ คอจะหันองศาและบิดได้เยอะ จงอย่าบิดคอมากเกินไป คอยืดเบาสบาย ไม่เกร็ง ดวงตาผ่อนคลายหรือหลับตา ครูให้การบิดเกิดขึ้นขณะที่เราหายใจออก ตอนหายใจออกไล่ลมออกให้หมดท้อง จะเกิดการนวดอวัยวะในช่องท้อง ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลาย แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 4)

ความสุขสไตล์ ‘ชาวสวน’ เหรียญอีกด้านของ อลงกรณ์ พลบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 14:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537579

ความสุขสไตล์ 'ชาวสวน' เหรียญอีกด้านของ อลงกรณ์ พลบุตร

โดย ธนพล บางยี่ขัน

หลังเฟดตัวจากถนนการเมือง อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ที่ดำรงตำแหน่งสุดท้ายในฐานะอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผันตัวไปใช้ชีวิตเป็น “เกษตรกร” อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ กับสารพัดโครงการที่กำลังเดินหน้าและหลายโครงการเริ่มสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง

ทุกวันนี้ เขาแบ่งชีวิตเป็น 3 ส่วน คือ 1.เป็นอาจารย์สอนหนังสือ  ตามหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง และสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ 2.เป็นผู้บริหาร บริษัท 2-3 บริษัท ทั้งบริษัทที่เกี่ยวกับอินโนเวชั่น โลจิสติกส์ อี-คอมเมิร์ซ  และ 3.ชาวสวน ควบคู่ไปกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

“อลงกรณ์ฟาร์มแอนด์รีสอร์ท” บนพื้นที่ 66 ไร่ จ.เพชรบุรี ถือเป็นฐานที่มั่น ซึ่งอดีตนักการเมืองที่เคยใช้ชีวิตโลดโผนคร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 20 ปี  เล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้ใช้เวลากว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ทั้งปลูกเมล่อน ปลูกผักออร์แกนิก เลี้ยงล็อบสเตอร์น้ำจืด และกำลังปลุกปั้นการท่องเที่ยวอนุรักษ์

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดตั้ง “ศูนย์สืบสานศาสตร์พระราชา” ที่มี 11 ฐานการเรียนรู้ บนพื้นที่ 11 อาคาร และ อาคารกลาง ที่จะบอกเล่าศาสตร์พระราชาโครงการ อันเนื่องจากพระราชดำริ เช่น โซลาร์เซลล์ พลังงานลม มีกังหันลมตั้งอยู่เพื่อสูบน้ำทำการเกษตร  และการท่องเที่ยว

รวมทั้งผลิตผลอื่นๆ อาทิ  “น้ำส้มควันไม้” สารปราบศัตรูพืชที่เป็นชีวภาพ ฟาร์มเห็ด ฟาร์มไส้เดือน ผลิตปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้คนที่มาเที่ยวพักผ่อนได้เรียนรู้และเข้าใจศาสตร์พระราชา มีสวนพฤกษชาติ  ซึ่งต้นไม้จะติดคิวอาร์โค้ด ให้ผู้มาพักโดยเฉพาะยังเจนเนอเรชั่นใช้มือถือกดเพื่อจะได้รับรู้ข้อมูล รู้จักต้นไม้ของไทย รู้คุณค่า เพื่อที่จะได้เกิดความรัก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจหันมาทำการเกษตรนั้น อลงกรณ์ เล่าให้ฟังว่า  ปกติเป็นคนชอบธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้ จริงๆ ก็ไม่ชอบแสงสีเสียง โดยเฉพาะปี่กลองการเมือง อยู่มานาน รู้สึกว่าเราน่าจะมาอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ให้เป็นโมเดล แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เป็นทั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

“ต้องเริ่มจากความรักความชอบก่อนแล้วจะไปได้ด้วยดี ต้องใฝ่รู้ใฝ่เรียนศึกษาค้นคว้า อย่างเมล่อนตัวเองเป็นคนชอบกินเมล่อน เคยมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นหลายครั้ง พอดีเพื่อนคนหนึ่งทำฟาร์มเมล่อน จากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ศึกษา และนำมาปลูกที่นี่ พัฒนาสร้างแบรนด์ของตัวเองคือ ไดยะมอนโดะ ที่แปลว่าเพชร”

อดีต สส.เพชรบุรี อธิบายว่า ประเพณีการตั้งชื่อเมล่อนมักจะตั้งชื่อตามเมืองที่ปลูก อย่างเมล่อนยูบาริ ก็คือเมล่อนที่ปลูกที่เมืองยูบาริ  เหมือนส้มโอนครชัยศรี ต้นตาลเมืองเพชร ไดยะมอนโดะ มาจากไดมอนด์ เพราะปลูกที่เพชรบุรี จากนั้นก็มาทำแพ็กเกจจิ้ง ทำแบรนดิ้ง และมีขายออนไลน์ด้วยส่วนหนึ่ง

ทุกอย่างต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่  ทั้งการปลูก การให้น้ำ ให้ปุ๋ย ดูแลรักษา โดยเฉพาะพันธุ์ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ที่ต้องดูแล ทั้งสภาพอากาศ ดิน แมลง ศัตรูพืช  ต่างจากสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่พัฒนาในเมืองไทย จะปลูกง่ายหน่อย  เพราะมีภูมิต้านทานอยู่แล้ว รสชาติก็ใกล้เคียงกัน ถ้าพันธุ์ญี่ปุ่นเป็นพันธุ์แชมป์ พันธุ์ที่พัฒนาในเมืองไทยก็เป็นรองแชมป์ ซึ่งอาจารย์ที่ดีที่สุดก็คือ ต้นเมล่อน ที่จะเป็นครูคอยสอนเรา  หรือหากมีปัญหาก็ไลน์คุยกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น

“ถามว่าดูแลยากไหมต้องบอกว่าดูแลยิ่งกว่าลูก  ต้องดูใกล้ชิด  เข้าสวน 6 โมงเช้า ออก 6 โมงเย็น เพราะถ้าจะดูให้ได้เพอร์เฟกต์ จริงๆ ต้องลงไปดูอย่างใกล้ชิด หนึ่งต้น หนึ่งลูก จากหลายๆ ลูก ต้องเลือกคัดให้เหลือหนึ่งลูก  เพราะฉะนั้น พลาดไปแค่ครึ่งวันก็เสียหายได้ บางทีก็เจอราน้ำค้าง บางวันก็เจอเพลี้ยไฟ  หรือศัตรูพืชอื่น เพราะพวกนี้ลามเร็วมาก เราปลูกแบบกรีนเฮาส์ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง หากเจอราก็ต้องใช้สารปราบศัตรูพืชที่เป็นชีวภาพ”

“ความยากใดๆ ก็สู้ความพยายามไม่ได้” อลงกรณ์สรุป พร้อมอธิบายว่า ช่วงหลังๆ เริ่มอยู่ตัวก็เทรนคนขึ้นมาทำแทน และไปเริ่มทำเรื่องอื่นๆ อย่างเลี้ยงล็อบสเตอร์คอนโด ที่เป็นการเลี้ยงแบบสมัยใหม่  ทำเป็นศูนย์สาธิต ทดลองทำให้ต้นทุนต่ำมากที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านทั่วไปได้เรียนรู้ทำเป็นอาชีพเสริม แม้แต่คนที่อยู่ในเมือง  ภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็สามารถเลี้ยงได้ เป็นอาชีพที่ใช้พื้นที่น้อย แค่กล่องพลาสติกเรียงกันเป็นชั้นๆ เหมือนคอนโด โครงการต่อไปก็จะเลี้ยงปูทะเล คนภาคอีสาน ภาคเหนือก็สามารถมีปูทะเลกิน

ทุกวันนี้ เริ่มมีกลุ่มต่างๆ มาดูงานเพื่อนำไปใช้ทำในพื้นที่อื่นๆ ทั้งคณะครู คณะเกษตรประเทศลาว  เพราะลาว เป็นแลนด์ล็อกไม่มีพื้นที่ออกทะเล เขาก็เห็นจากเว็บไซต์บ้าง ปากต่อปากบ้าง  กลุ่มที่เคยมาดูแล้วก็ไปบอกต่อๆ  กัน  ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากที่เราลงไปหาข้อมูลเองทั้งหมด ดูเว็บไซต์  ทีวีเกษตร  หนังสือ ไปคุยกับทางมหาวิทยาลัย หรือร่วมมือทำวิจัย  อย่างเช่น  เพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นศัตรูพืชที่ประเทศไทยยังกำจัดไม่ได้ เราก็ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีเกษตร  มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ชะอำ ร่วมวิจัย กำจัดเพลี้ยไฟ ที่ทำมา 6 เดือน แล้วเริ่มเห็นผล

อลงกรณ์ เปรียบเทียบว่า บทบาทใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมนั้นเหมือนเป็นอีกด้านของเหรียญ  ที่ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น ได้อยู่ในพื้นที่ที่เรารัก  ได้ถ่ายทอดความรู้  เป็นศูนย์เรียนรู้ ชีวิตเปลี่ยนแต่ก็ยังเป็นคนเดิม  เหมือนสองด้านของเหรียญ

ส่วนจะหวนกลับสู่ถนนการเมืองหรือไม่นั้น  หากการเมืองยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับวงจรอุบาทว์ มีคอร์รัปชั่น ขายสิทธิ ซื้อเสียง  ยังไม่ปฏิรูป ไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจจะทบทวนกลับมาต่อสู้อีกครั้ง

“ส่วนตัวผมปล่อยวางได้ทั้งหมด เป็นคนไม่ได้ยึดติดอะไรมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ได้มีความอยากได้อยากมี เป็นห่วงก็เพียงแต่ว่า การสืบสานการปฏิรูปให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศ ยกระดับอัพเกรดให้ดีขึ้นกว่าเดิม หัวใจทั้งหมดอยู่ที่การปฏิรูปการเมือง เป็นหัวใจของการเดินหน้าประเทศ ถ้าบ้านเมืองไม่สงบ มีแต่แปลกแยก  แบ่งฝักแบ่งฝ่าย  มีการครอบงำพรรคการเมืองโดยนายทุน ผูกขาด และตอบแทนคืน ด้วยการคอร์รัปชั่น ยังเวียนว่ายตายเกิดในสิ่งเหล่านี้ ประเทศไม่มีทางเติบโตได้ เดินไปข้างหน้าได้ แต่เติบโตไม่ได้ เพราะผุกร่อนอยู่ข้างใน”

“ถ้าเป็นเช่นนี้ผมจะกลับไปต่อสู้อีกครั้ง รวมคนดีที่มีความรู้เข้าไปต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลง สู่การเมืองยุคสร้างสรรค์ให้ได้ นี่คือสิ่งเดียวที่จะกลับไป”

“นั่นคือจุดที่จะต้องออกจากจุดที่เราอยู่อย่างดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต คือการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราอยู่ในบลูโอเชียน จะกลับไปเรดโอเชียนคงไม่มีใครประสงค์อยู่แล้ว”

อลงกรณ์ อธิบายว่า การกลับไปไม่ใช่ไปทำลายล้างใคร แต่ไปช่วยให้ก้าวพ้นหลุมโคลน หลุมทรายให้ขึ้นมาได้  ถ้าทุกคนไม่ช่วยก้าวขึ้นด้วยตัวเอง ปีนป่ายขึ้นมาเอง ระบบการเมืองก็ยังเหมือนเดิม คอร์รัปชั่นเหมือนเดิม เราต้องตีโจทย์นี้ให้แตกโดยไม่โทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงบนแนวทางการปฏิรูป   ก้าวข้ามระบบโครงสร้างเดิม ที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยเทียม ถ้าไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ประเทศก็เดินต่อไปไม่ได้