รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ มอนิเตอร์อารมณ์ด้วยธรรมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537563

รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ มอนิเตอร์อารมณ์ด้วยธรรมะ

 โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยอาชีพแอ็กติ้งโค้ช (Acting Coach) ทำให้แทบทุกวินาทีของ “กุ๊กไก่” รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Action Play ต้องเกี่ยวพันกับการแสดงอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก

เพราะหน้าที่ของเธอยามอยู่หลังกล้อง ไม่เพียงต้องช่วยเค้นอารมณ์ ดึงอินเนอร์ของเหล่านักแสดงให้สะท้อนออกมาตามบทบาทที่ได้รับให้ได้ดั่งใจผู้กำกับการแสดงมากที่สุด แต่ในอีกบทบาทเมื่อเธอสวมบทโค้ชการแสดงที่โรงเรียนการแสดงที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยสองมือ

หน้าที่ของเธอคือช่วยปลดล็อกความคิดบางอย่างในตัวนักเรียน เพื่อพาไปรู้จักตัวเอง เข้าใจผู้อื่นให้ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขกว่าเดิม โดยอาศัย “ศาสตร์ของการแสดง” เป็นกุญแจดอกสำคัญ

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การแสดง (Acting) นั้น เป็นศาสตร์ที่ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ว่าทำไมเราถึงแสดงออกแบบนี้ คนรอบข้างถึงแสดงออกเช่นนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ แล้วถ้าเราลองพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ เราจะแสดงออกอย่างไร เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ศาสตร์ของการแสดง จึงเหมือนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะพาเราดำดิ่งไปในจิตใจของมนุษย์ เพื่อเข้าใจตัวเองและผู้คนรอบข้างมากขึ้น”

 ด้วยความมุ่งมั่นนี้เอง ทำให้กุ๊กไก่มีความมุ่งมั่นในใจมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้วว่า หนึ่งในเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จคือ เปิดสตูดิโอสอนการแสดงที่ไม่ได้เหมือนกับโรงเรียนการแสดงทั่วไป

เพราะที่นี่คือโรงเรียนที่พร้อมต้อนรับทุกคน ทุกสาขาอาชีพ เข้ามาใช้กลไกของศาสตร์ของการแสดงในการใช้ชีวิต การทำงาน และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“หลายครั้งที่เราเองก็ได้เรียนรู้จากนักเรียนเช่นกัน เวลานักเรียนถามเราว่าซีนนี้ต้องเล่นอย่างไร มันทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเองว่า แล้วถ้าเราต้องเล่นซีนนี้ เราจะเชื่อมโยงอารมณ์ที่ต้องแสดงออกกับตัวเราอย่างไร ข้อดีคือทำให้เราได้มีโอกาสคุยกับตัวเองบ่อยขึ้น ได้ถามตัวเองว่า ถ้าเราต้องพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะมีวิธีการแสดงออกอย่างไร ซึ่งทำให้เราจับความรู้สึกของตัวเองได้ง่ายและดีขึ้น

แต่ข้อเสียคือบางครั้งการที่เราต้องเล่นกับอารมณ์ ความรู้สึก ใช้ชีวิตอยู่กับโลกของจินตนาการมากเกินไป เพราะเรายังทำงานเขียนบท และเร็วๆ นี้กำลังก้าวมาสู่บทบาทผู้กำกับซีรี่ส์ Wake up ชะนี ซึ่งจะออกอากาศทางช่องวันในเดือน มี.ค.นี้ ทำให้บางครั้งก็มีคิดฟุ้งซ่านจนเกินไป”

ด้วยเหตุนี้ เพื่อสร้างเกราะคุ้มใจให้อยู่บนทางสายกลาง กุ๊กไก่เลือกใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิต

 “เราเริ่มไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 ครั้งแรกไป 8 วัน 7 คืน 3 วันแรกยอมรับว่าทรมานมาก (หัวเราะ) พยายามลุกไปเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส แต่สุดท้ายก็ปรับตัวและผ่านมาได้ หลังจากนั้นก็ยังไปปฏิบัติอยู่บ้าง ปีละครั้ง

จนเมื่อ 3 ปีก่อน เริ่มมาปฏิบัติธรรมจริงจัง ไม่ได้คิดว่าว่างแล้วไปเหมือนแต่ก่อน แต่กำหนดไว้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่เกิน 3 เดือนต้องหาเวลาไป เราไม่เกี่ยงว่าต้องมีเพื่อนไป เพราะถ้ารอแบบนั้นไม่ได้ไปพอดี เลยจะเอาคิวของตัวเองเป็นหลัก ถ้าเพื่อนๆ ว่างตรงกันก็ไปด้วยกัน”

สำหรับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรม ซึ่งดูเป็นคนละโลกกับศาสตร์การแสดง กุ๊กไก่สะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจว่า ถึงจะดูแตกต่าง แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกจะพบว่าทั้งสองศาสตร์ต่างเป็นหลักในการวิเคราะห์พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ให้รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

“จุดที่ต่างคือ ในโลกการแสดงเมื่อจับความรู้สึก อารมณ์ได้แล้ว ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างถ้ารู้สึกโกรธ เราต้องลงลึกไปอีกว่าโกรธในระดับไหน แล้วลองไปให้สุดทาง เล่นให้ใหญ่ ถ้าเสียใจ เสียใจแบบไหน ลองไปให้สุดทางทุกอารมณ์ ในขณะที่ธรรมะเราแค่เท่าทันอารมณ์ แล้วอยู่ตรงทางสายกลาง ปล่อยวาง”.

 ทุกวันนี้กุ๊กไก่บอกว่า นอกจากปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ เธอยังแบ่งเวลาก่อนนอนเพื่อนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที

“เวลานั่งสมาธิเราจะพยายามไม่คิดอะไร โฟกัสกับลมหายใจ และทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ จับอารมณ์ ความรู้สึก และกิเลสของตัวเอง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการนั่งสมาธิ นอกจากใจจะสงบแล้ว ยังเข้าใจความหมายของคำกล่าวที่ว่า จิตของมนุษย์มีขึ้นมีลง เพราะต่อให้วันนี้นั่งสมาธิได้ถึงจุดที่สงบแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราบรรลุ เพราะพรุ่งนี้กลับมานั่งสมาธิอีกที จิตก็อาจจะฟุ้งซ่านไม่สงบก็ได้” กุ๊กไก่กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเผยถึงเป้าหมายที่อยากทำให้ได้จากนี้คือ นั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน

โชคนิธิ คงชุ่ม ความสุขในงานอนุรักษฺสิ่งแวลล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 13:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537560

โชคนิธิ คงชุ่ม ความสุขในงานอนุรักษฺสิ่งแวลล้อม

โดย กั๊ตจัง

“ผมลองเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครมาหมดแล้ว และพบว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี่ละ ที่เราถนัดมากที่สุด เป็นความชอบที่เกิดมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้เห็นปัญหาความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อตัวเรา”

ได้เห็นความทุ่มเทของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างคุณสืบ นาคะเสถียร ทำให้เรารู้สึกซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งที่เราลุกขึ้นมาทำค่ายของตัวเอง ถึงได้รู้ว่านี่คือสิ่งที่ถนัดที่สุดของเรา”

โชคนิธิ คงชุ่ม หรือ “เก่ง กลุ่มใบไม้” ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มใบไม้ (facebook.com/baimaigroup) กล่าวไว้ถึงความหลัง

เขาเล่าถึงเส้นทางการเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ธรรมชาติต่อว่า กลุ่มงานที่ทำในนามกลุ่มใบไม้ เป็นกลุ่มทำงานอาสากับเพื่อนๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี จนถึงตอนนี้ก็ยังดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง มีคนทำงานประจำอยู่ 3 คน ซึ่งรวมถึงตัวของเขาเองด้วย

“แรกๆ ต่างคนต่างทำงานประจำ พอถึงช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ค่อยเข้ามาทำงานกลุ่มด้วยกัน จนระยะหลังๆ มีงานเข้ามาเยอะขึ้นมาก ทำให้ไม่มีเวลาดำเนินงานของกลุ่มได้อย่างเต็มที่ เลยประชุมกับเพื่อนๆ ว่าน่าจะมีคนทำงานหลักไว้คอยประสานงานติดต่อ ให้โครงการเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น เริ่มต้นมีคนทำงาน 1 คน แต่ยังไม่พอ ตอนนี้ก็เลยมีคนทำงานหลักอยู่ประมาณ 3 คน เพื่อแบ่งเบากันประสานงานกิจกรรมต่างๆ

โดยมีพื้นที่ทำงานหลักๆ ของ 2 ที่ ก็คืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก ใช้บ้านของตัวเองเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมค่าย อีกพื้นที่คือพื้นที่ป่าตะวันตก เช่น ห้วยขาแข้ง ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยทำร่วมกับมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร และองค์กรอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกัน เป็นการทำกิจกรรมต่อเนื่องจากสมัยเรียน”

แนวทางการจัดกิจกรรมของกลุ่ม เก่ง บอกว่า จะเริ่มต้นจากการให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพราะเชื่อว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนมีความรู้และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“กิจกรรมอีกส่วนหนึ่งก็คือการลงพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งกิจกรรมของกลุ่มเราก็แทบจะเรียกได้ว่ามีทุกเสาร์อาทิตย์ สัปดาห์ไหนที่ว่างนี่เราจะรู้สึกแปลกๆ ไปเหมือนกัน ทุกสัปดาห์จะมีโพสต์ในกลุ่มว่าสัปดาห์นี้เราจะไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง คนที่เห็นว่าตัวเองถนัดสามารถช่วยเหลือตรงนี้ได้ดี และมีเวลาว่างพอก็จะเข้ามาช่วยเหลือ ก็จะมีสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป”

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับอาสาสมัคร เก่ง เล่าว่า พวกเขายินดีออกค่าใช้จ่ายเฉพาะเรื่องค่าเดินทาง และค่าอาหาระหว่างทาง แต่เมื่อถึงในส่วนพื้นที่กิจกรรม หากจะให้อาสาสมัครออกอีกและมาบ่อยๆ ก็เกรงว่าจะหนักกับพวกเขามากเกินไป

“เราก็จะมีการระดมหาทุนเข้ามาช่วยเหลือกิจกรรมให้เดินหน้าไปได้ อย่างเช่นโครงการทำเสื้อยืดรุ่นพิเศษ ‘นกเงือกคู่รัก’ ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่เราทำหาทุนดำเนินการ โดยกำไร 30% จะมอบให้มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก นำไปใช้ในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์นกเงือกของมูลนิธิ และ 70% มอบให้กลุ่มใบไม้ดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านอาสาสมัครและเยาวชนเครือข่ายของกลุ่มใบไม้ สามารถติดต่อสั่งซื้อสมทบทุนได้ทางเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มใบไม้ได้”

นอกจากนี้ กิจกรรมส่วนหนึ่งคือการพาคนเข้าไปเรียนรู้ธรรมชาติ แล้วซึมซับความรู้และความสวยงามของธรรมชาติ เพราะครั้งหนึ่งเก่งเองก็เคยผ่านกิจกรรมเหล่านี้มา และซึมซับสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ได้เห็นคุณค่า ความสำคัญ ความงาม ความรู้ และความจริงด้านวิทยาศาสตร์ ให้คนที่แตกต่างกันได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าตรงนี้ขึ้นมา

“เมื่อวันหนึ่งที่มีปัญหาธรรมชาติถูกทำลาย เห็นปัญหาสัตว์ป่าถูกรถชน กินขยะเข้าไปเต็มท้อง คนกลุ่มนี้นั่นละที่จะลุกขึ้นมาทำให้ดีขึ้น แต่การเรียนรู้ทุกอย่างจะต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เรียนรู้ความเข้าใจในธรรมชาติมาอย่างผิดๆ

“กลุ่มใบไม้เคยผ่านการทำโครงการมาหลายโครงการ บางโครงการทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็มี งานบางอย่างใช้เพียงอารมณ์ไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้กันไป หลังๆ ก็จะเลือกทำกิจกรรมที่เห็นว่าเกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่จริงๆ ทุกบาทที่ลงทุนไปต้องเกิดประโยชน์สูงสุด”

ท้ายสุด เก่ง เปิดใจด้วยน้ำเสียเปี่ยมความสุขว่า การเข้ามาทำงานตรงนี้ เขาบอกตามตรงเลยว่าไม่ได้มีเงินเดือนเยอะเลย ถือว่าน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ

“ผมจำคำคำหนึ่งที่มีคนเคยกล่าวไว้กับผมว่า ถ้าเราเจองานที่เรารัก เราจะพบกับเช้าที่อยากตื่นคืนที่อยากนอน อยากตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำงานที่รัก และไม่อยากนอนเพราะกลัวจะเสียเวลาในการทำ ผมก็เห็นหลายๆ คนทำงานที่ไม่ได้ทำให้มีความสุข เลิกงานก็รีบกลับบ้าน เช้าก็ตื่นไปทำงานที่น่าเบื่อหน่าย

สำหรับผมแล้วการได้มาทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติได้ช่วยเหลือสัตว์ป่า เป็นความสุขในชีวิตเกินความคาดหมายที่สุดแล้ว”

โรคกระดูกพรุน การเตรียมพร้อมและป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 12:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537549

โรคกระดูกพรุน การเตรียมพร้อมและป้องกัน

 โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล        sopitasavang2010@gmail.com

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประชากรกลุ่มนี้ที่จะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

โรคกระดูกพรุนเกิดจากมีมวลกระดูกลดต่ำลง จนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้สูง เป็นโรคพบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง เป็นโรคของผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้หญิงพบเกิดได้บ่อยกว่าผู้ชาย ปัจจุบันจัดเป็นอีกโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขรวมทั้งในประเทศไทยด้วย

โรคกระดูกพรุน หมายถึง โรคที่มวลกระดูกของร่างกายลดต่ำกว่าค่ามวลกระดูกมาตรฐาน ซึ่งเรียกว่า ค่าทีสกอร์ (ค่า T- score ในคนปกติคือ ไม่ต่ำกว่า 1) ตั้งแต่ ลบ 2.5 ของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ค่าเอสดี หรือ SD, Standard deviation) ขึ้นไป หรือทางแพทย์ใช้เขียนเป็นตัวเลขตั้งแต่ ลบ 2.5 เอสดีขึ้นไป

เมื่อพยาธิสรีระมีการเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังให้มากที่สุดในผู้สูงอายุ ผศ.นพ.สมบัติ โรจน์วิโรจน์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่ากระดูกพรุนมีสาเหตุเกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้กระดูกบางลง

 “หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเปลือกไข่เปราะๆ บางๆ แตกหักง่าย ทำให้บางคนตัวเตี้ยลง เนื่องจากกระดูกโปร่งบางและยุบตัวช้าๆ ที่น่าเป็นห่วง คือผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมีโอกาสเกิดกระดูกแตกหักง่ายกว่าคนทั่วไป”

 จะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองมีภาวะกระดูกพรุน โดยทั่วไปกระดูกที่พรุนหรือมวลกระดูกบางลงจะไม่มีอาการแสดงออก ผศ.นพ.สมบัติ เรียกว่าเป็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งมีวิธีการตรวจ คือการสกรีนด้วยอัตราซาวด์ที่ข้อมือ และข้อเท้า เพื่อเป็นการตรวจคัดกรอง

“หากพบความผิดปกติก็จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจวัดมวลกระดูก ซึ่งผู้สูงอายุเวลามีกระดูกพรุนจะไม่ได้พรุนเฉพาะจุด จึงต้องตรวจวัดที่สะโพกและกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่เห็นชัดที่สุดที่ถือเป็นมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก”

 สำหรับค่าการวัดที่ได้จะเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไปวัย 35  ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่มวลกระดูกหนาแน่นที่สุด ผศ.นพ.สมบัติ  บอกว่าถ้าใครผลออกมาเป็นผลบวก จนถึง ลบ 1 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าต่ำกว่า ลบ 1 ถึง ลบ 2.5  แสดงว่ากระดูกบางลง เนื่องจากมวลกระดูกลดลง แต่ถ้าใครตรวจแล้วพบว่าต่ำว่า ลบ 2.5 จะถูกวินิจฉัยว่า กระดูกพรุนต้องได้รับการรักษา

“หากเกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด นั่นคือผู้สูงอายุหกล้มกระดูกหัก โดยอวัยวะที่หักพบบ่อยใน 3 ส่วน คือ ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง จากการข้อมูลทั่วไปพบว่า หากข้อมือหัก หรือกระดูกสันหลังทรุด กระดูกจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวไป หลังก็ค่อมลงๆ แต่มักจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ยกเว้นกรณีที่ทรุดไปมากหรือมีการกดทับเส้นประสาทก็ต้องรับการรักษาเฉพาะทาง

แต่ถ้ากระดูกสะโพกหัก ปัญหาคือความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถลุกยืนเดินได้ ต้องนอนติดเตียงเสี่ยงกับโรคแทรกซ้อนต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเกินกว่า 95% ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วน แต่ที่สำคัญคือการรักษาแบบองค์รวมของหลากหลายสาขาอย่างมีระบบจะช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ปลอดภัย”

ในส่วนวิธีการผ่าตัดในผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ผศ.นพ.สมบัติ ชี้ว่าแพทย์ต้องเลือกว่าเหมาะกับการรักษาวิธีใด เพราะมีรูปแบบการรักษาต่างๆ เช่น ผ่าตัดใส่แท่งโลหะยาวๆ มีสกรูยึด หรือมีเรื่องของการใช้ซีเมนต์เสริม

“บางรายอาจใช้ข้อสะโพกเทียม หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ววันที่ 2-5 ผู้ป่วยต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพ พยายามให้ลุกออกจากเตียง ฝึกการนั่ง ยืน เดิน และการทรงตัว ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่ที่นอนติดเตียง อาจส่งผลร้ายตามมา”

มีข้อมูลที่มีการอ้างอิงออกมาว่า เมื่อกระดูกสะโพกหักแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 20% มักเสียชีวิต ภายใน 1 ปี 30% พิการถาวร 40% ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงในการเดิน ที่สำคัญคือไม่สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนปกติก่อนกระดูกหัก ฉะนั้น ผศ.นพ.สมบัติ จึงเน้นย้ำเสมอว่าอย่าให้มีกระดูกหักครั้งแรก เพราะก็อาจจะมีครั้งต่อๆ ไปตามมา จนเข้าสู่วงจรเศร้าสลด

“หมายความว่าผู้สูงวัยเมื่อไหร่ที่เริ่มล้ม ก็มีโอกาสที่จะล้มซ้ำได้อีก เมื่อล้มแล้วล้มอีกก็ต้องทนทุกข์ทรมานผ่าตัดซ้ำๆ อยู่แบบนี้ สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตจากโรคอื่นที่แทรกซ้อนและรุมเร้าเข้ามา ดังนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ล้มซ้ำ การป้องกันการล้มซึ่งมีหลากหลายวิธี ได้แก่ การฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเพื่อมาประคองกระดูกไว้ การฝึกการทรงตัวและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ส่วนออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก ได้แก่ วิ่งเหยาะๆ เดินเร็ว ก็มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น”

สำหรับการรักษากระดูกพรุน ผศ.นพ.สมบัติ บอกว่ามีหลักการคือ การให้ร่างกายเสริมสร้างโครงกระดูกด้วยการสะสมแคลเซียม เช่น การเสริมอาหารหรือการเสริมแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะ

ทั้งนี้ อาจจะต้องใช้ยาช่วยยับยั้งการสลายแคลเซียมจากกระดูก หรือยาฮอร์โมนบางประเภทร่วมด้วย ยาฉีดที่เป็นฮอร์โมน เรียกว่า พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ที่ช่วยกระตุ้นในการสร้างกระดูกและช่วยรักษาให้การดูดซึมของแคลเซียมออกจากกระดูกน้อยลง และต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการหัก

“สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง และทำให้มวลกระดูกของเรามีความหนาแน่นเหมือนกับตอนอายุ 35 เพราะเมื่อสูงวัยขึ้นมวลกระดูกก็จะลดลงอย่างช้าๆ สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนให้มากขึ้น ถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะพันธุกรรมหรือปัจจัยเสี่ยง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค และการออกกำลังกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

การป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีกคือต้องดูแลในเรื่องคุณภาพกระดูกให้แข็งแรงใกล้เคียงกระดูกปกติ ได้แก่ เรื่องยาพื้นบ้าน คือแคลเซียม ปริมาณพอเหมาะอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน หากรับประทานเกินไปถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม ก็จะดูดซึมได้ไม่หมด อาจเกิดท้องผูกและผลเสียด้านอื่นได้ และทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกตัวหนึ่งคือวิตามินดี ซึ่งผิวหนังร่างกายคนเราสามารถสร้างได้จากการโดนแสงแดด จึงควรตากแดดประมาณ 30 นาที แนะนำให้ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้นไม่ต้องทาครีมกันแดด ในช่วงเวลา 8-9 โมงเช้า แต่ถ้าใครไม่อยากตากแดดก็มีอีกวิธีหนึ่งคือนำเห็ดสดๆ ไปตากแดดในช่วงแดดจัดๆ ประมาณ 1 ชม. เห็ดสดจะสร้างวิตามินดีเก็บไว้ เมื่อนำเห็ดนั้นมาปรุงอาหารรับประทาน ก็จะทำให้ได้รับวิตามินดีได้แบบเต็มๆ”

ผศ.นพ.สมบัติ ทิ้งท้ายว่า การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร็อคโคลี่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู งาดำ ก็ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนยามเมื่อกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต

ชนกานต์ ชินชัชวาล+ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล สายสัมพันธ์เพื่อน เชื่อมั่นในกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 11:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537547

ชนกานต์ ชินชัชวาล+ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล สายสัมพันธ์เพื่อน เชื่อมั่นในกันและกัน

 โดย โยธิน ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อนาคตบริษัทห้างร้านต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามลูกค้าอีกต่อไป เพราะยุคสมัยของการใช้บอตแชตกำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยมือของบริษัท Zwiz.ai (อ่านว่าซีวิซดอทเอไอ ซึ่งแผลงมาจากคำว่าชีวิตนั่นเอง)

ซีวิซ เป็นบริษัทสตาร์ทอัพฝีมือของศิษย์เก่าคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหิดล รุ่นที่ 7 ภายใต้การนำทีมของ ชนกานต์ ชินชัชวาล กับเพื่อนอีก 2 คน ภูชิษณุ์ พิชัยจุมพล และศิริศักดิ์ นาคะวิวัฒน์

เมื่อบุกเบิกธุรกิจด้านการทำบอตแชตระดับโลกเป็นรายแรกๆ ของเมืองไทย โดยมีผลงาน แชตบอตบทเฟซบุ๊ก จส.100 และตุ้ยนุ้ยบอตเป็นตัวการันตีความสามารถ ชนกานต์ หรือชื่อเล่น อาร์ต เล่าให้ฟังถึงการเปิดบริษัทสตาร์ทอัพร่วมกับเพื่อนๆ ว่า

“หลังจากที่ผมกับเพื่อนๆ เรียนจบ ต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมก็ทำงานอยู่กับบริษัทไอบีเอ็ม ก่อนที่จะเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ พอเรียนจบกลับมาก็ไม่อยากจะกลับเข้าไปทำงานบริษัทแล้ว เพราะว่าเราเห็นตัวอย่างสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

 จึงตัดสินใจทำสตาร์ทอัพของตัวเองขึ้นมาโดยชวนเพื่อนอีก 2 คนเข้ามาทำด้วยกัน โดยออกมาทำเต็มตัว ส่วนเพื่อนอีก 2 คนผมไม่กล้าชวนให้ออกมาทำเต็มตัว เพราะว่าเขามีงานประจำที่มั่นคงอยู่แล้ว และอย่างที่เรารู้กันอยู่ สตาร์ทอัพเกิดง่ายแต่ก็มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้ง่ายเช่นกัน

ทั้งที่ใจของตัวผมเองก็อยากให้ช่วยกันออกมาทำงานเต็มตัว แต่ว่าเราก็มีแผนอยู่เหมือนกันว่า ถ้าธุรกิจประสบความสำเร็จ ได้ลูกค้ารายใหญ่มาใช้บริการในระดับหนึ่ง ก็คงออกมาทำเต็มตัวด้วยกันทั้งหมด”

ภูชิษณุ์ เล่าต่อจากเพื่อนว่า สิ่งที่พวกเขาทำตอนนี้ ก็คือการสร้างโปรแกรมแชตบอตบนเฟซบุ๊ก จากปกติที่เราต้องใช้คนตอบคำถามผ่านทางอินบ็อกซ์ ซึ่งบางครั้งผู้ดูแลจะไม่มีเวลาในการตอบคำถามได้รวดเร็วและทั่วถึง แต่แชทบอทสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้

“เราพัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบแชตบอต ต่อไปจะเป็นอนาคตของในแง่มุมของการให้บริการใหม่ เพียงแต่ว่าเริ่มแรกสิ่งที่จะต้องทำ ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวของผู้บริโภคเอง อย่างเช่นในโปรแกรมตุ้ยนุ้ย การถามตอบอาจจะต้องมีแพตเทิร์นที่ค่อนข้างที่ชัดเจนว่า จะต้องถามแบบไหนถึงจะได้คำตอบ

ระบบเอไอไม่เพียงแต่สามารถพัฒนาในการถามตอบปัญหาของลูกค้าเท่านั้นยังสามารถพัฒนาในเรื่องของตัวช่วยในการคำนวณ ค้นหาข้อมูล หรือคำนวณหาบริการที่เหมาะสมกับลูกค้าได้”

ทางด้าน ชนกานต์ เล่าต่อเนื่องในทันทีว่า หลังจากคิดจะทำบริษัทของตัวเอง เขาก็มองหาเพื่อนร่วมทีมที่จะเข้ามาทำด้วยกัน

“ผมนึกถึง ภู กับ เกม (พาร์ตเนอร์อีกคน) ที่เคยเรียนด้วยกันมาก่อนเป็นอันดับแรก อย่าง ภู มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย ผมจะไว้ใจให้เขาเป็นคนเขียนโปรแกรมที่เป็นเบื้องหลังทั้งหมด

 ส่วนเกมจะเก่งทางด้านการออกแบบ ดีไซเนอร์ หน้าตาของโปรแกรมทั้งหมด ซึ่งผมกับเกมเคยทำงานร่วมกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเรียน เราทำทีมแข่งการเขียนโปรแกรมด้วยกันทำให้เรารู้ฝีมือกันดี ส่วนภูก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เราเคยเห็นความสามารถในการเขียนโปรแกรมของเขามาก่อน

ตัวผมเองนอกจากเรื่องของการเขียนโปรแกรม ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเซลส์ขายสินค้าให้กับบริษัทต่างโดยมีเพื่อนๆ ทำงานอยู่เป็นเบื้องหลัง ในการทำงานของเราด้วยความที่เป็นสตาร์ทอัพเริ่มต้นเพียงแค่ 3 คน”

ชนกานต์ เล่าขยายภาพต่ออย่างสนุกว่า สิ่งที่พวกเขาทั้งสามคุยกันตั้งแต่แรกเลย ก็คือเรื่องสัดส่วนหุ้นของแต่ละคน ได้กำไรมาเราแบ่งหุ้นส่วนกันเป็นสัดส่วนเท่าไหร่

“เป็นสิ่งที่เราคุยกันตั้งแต่ต้น ดังนั้นในเรื่องปัญหาของการทำงาน ความขัดแย้งตรงนี้ไม่ว่าจะไม่มีความแน่นอน เพราะเราชัดเจนกันตั้งแต่ต้น เราเรียนหนังสือด้วยกันมา เป็นเพื่อนกันมาก่อนจึงรู้จักนิสัยใจคอกันดี แล้วพวกเราก็เป็นคนที่พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็มา

ในรายละเอียดของการทำงานเรามีการประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมอบหมายงานแบ่งกันไปทำ ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อมือเพื่อนว่าเขาสามารถทำได้เสร็จตามที่กำหนดไว้แน่นอน

 อย่างภู เวลาทำงานเขาไม่ใช่เพียงแค่ทำงานตามที่เราบอกว่า ลูกค้าต้องการอะไรและเราจะพัฒนาไปในทางใด แต่เขาทำมากกว่าสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย เมื่อทํางานไปถึงจุดหนึ่ง เขาคิดว่าสิ่งที่กำลังทำจะกลายเป็นปัญหา หรือเขามีความคิดที่ดีกว่าที่จะพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เขาก็จะเสนอเรามาทำให้การทำงานของเราง่ายขึ้น สนุก ที่จะได้ทำร่วมกันมากขึ้น”

ภูชิษณุ์ เสริมว่าเวลาที่ทั้งสามคุยงานกัน จะเริ่มจากการขายความคิดของแต่ละคนออกมาว่าอยากจะทำอะไรให้ออกมาในรูปแบบไหน

“แล้วเราก็ฟังความคิดเห็นของกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าการฟังความเห็นของเพื่อนเราจะต้องยอมเสมอ แต่เราจะสู้ด้วยเหตุผลข้อดีและข้อเสียในการตัดสินใจต่างๆ แล้วหาจุดที่สามารถทำร่วมกันได้ เราไม่ได้ยอม แต่เราหาจุดร่วมที่ลงตัวมากกว่า

 อีกอย่างหนึ่งผมรู้จักอาร์ตมาตั้งแต่สมัยเรียน เขาเป็นประธานรุ่นมีความสามารถเป็นที่ยอมรับและมีความเป็นผู้นำสูง ไม่ใช่ผู้นำในแบบที่ออกคำสั่งกับเพื่อนๆ แต่เป็นผู้นำที่ฟังความเห็นของเพื่อนๆ ผมไม่ลังเลเลย ตอนที่อาร์ตเอ่ยปากชวนเข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะผมรู้ดีว่าเขาจะต้องพาบริษัทของเราไปถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน อาร์ตบอกว่าเขาเชื่อมือผม ผมเองก็เชื่อมั่นในตัวเขาเช่นกันครับ”

เคล็ดลับความงามจากน้ำมันมะกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537520

เคล็ดลับความงามจากน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก นอกจากจะอุดมด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังมีสารพัดประโยชน์ด้านความงามอีกด้วยและสำหรับสาวๆ คนไหนที่สนใจอยากลองใช้น้ำมันมะกอกเพื่อบำรุงความงามเบอร์ทอลลี่ ขอแนะนำ 6 เคล็ดลับ ที่เราจะสามารถใช้เพื่อความงามได้

1.บำรุงเส้นผมที่ชี้ฟู น้ำมันมะกอกสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่แห้งเสีย จากการโดนทำร้ายด้วยความร้อนทำให้เส้นผมกลับมามีชีวิตชีวาได้ เพียงแค่นวดน้ำมันมะกอกปริมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะลงบนเส้นผมและหนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ก่อนสระด้วยแชมพูตามปกติ

2.เช็ดเครื่องสำอาง สามารถล้างเครื่องสำอางกันน้ำได้โดยไม่ต้องออกแรงถูให้ผิวบอบช้ำแล้ว น้ำมันมะกอกยังช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าอีกด้วย ส่วนวิธีการใช้ เพียงแค่ทาน้ำมันมะกอกปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ลงบนผิวหน้า นวดเบาๆ ประมาณ 10-20 วินาทีแล้วเช็ดออกด้วยสำลีนุ่มๆ

3.มอยส์เจอไรเซอร์ น้ำมันมะกอกเหมาะกับการบำรุงทุกสภาพผิวแม้แต่ผิวที่แพ้ง่าย เพราะสารประกอบฟีนอลิกในน้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียได้ จึงถือเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่หมาะกับผิวทุกประเภทแนะนำให้ทาน้ำมันมะกอกหลังจากอาบน้ำและรอให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวหน้า ก่อนจะบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์อื่น ๆ น้ำมันนมะกอกจะทำหน้าที่คงความชุ่มชื้นให้แก่ผิวโดยไม่อุตตันรูขุมขนและไม่ทำให้เกิดสิว

4.สครับขัดผิว การสครับผิวนอกจากจะช่วยผลัดผิวที่แห้งเสียแล้ว ยังช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ยิ่งขึ้นแต่การเสียดสีจากการสครับอาจเป็นการทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวลองมาใช้สคับที่ผสมน้ำมันมะกอก เริ่มจากผสมน้ำตาลไม่ขัดสีครึ่งถ้วยตวง และน้ำมันหอมระเหยเข้าด้วยกัน กัน ตามด้วยน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วยตวง ผสมให้เข้ากัน เท่านี้ก็ได้สครับที่พร้อมดูแลผิวแล้ว

อย่าให้การเก็บเงินเป็นเรื่องยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537517

อย่าให้การเก็บเงินเป็นเรื่องยาก

ใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้าง “อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ แต่ก็อยากมีเงินเก็บด้วย จะทำอย่างไรดี เพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาเก็บ”

เงินที่อยากจะเก็บนั้น จริงๆ แล้วเก็บไม่ยาก เพียงแค่รู้จักวางแผนมีวินัยและตั้งใจจริง แล้วเก็บเงินจะทำอย่างไรไง? ก็มีเคล็ดลับมากมายสามารถเลือกใช้กันได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน หรือถ้าจะให้ดีควรมีเป้าหมายกันสักหน่อยว่าเพื่ออะไร จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เดินไปถึงฝันได้ง่ายขึ้น ส่วนใครยังไม่มีเป้าหมาย แถมเก็บเงินไม่เก่ง เป็นนักช็อปตัวยง ลองใช้หลักการง่ายๆ ตามนี้กันไปก่อน

– เก็บก่อนใช้

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการบังคับตัวเองก่อนเลย เงินเดือนออกมาปุ๊บดึงมาเก็บอย่าได้รีรอ แล้วค่อยนำส่วนที่เหลือมาบริหาร จัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ อะไรที่ไม่จำเป็น ลดทอนได้ก็ตัดออกไป ซึ่งหากทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ส่วนจะเก็บในสัดส่วนเท่าไหร่ก็ลองคำนวณดู แต่อย่าถึงขั้นบีบบังคับตัวเองจนไม่มีความสุข โดยอย่างน้อยๆ ควรเริ่มต้นเก็บออมที่ 10% เช่น มีเงินเดือน 15,000 บาท ก็เก็บไว้เลยเดือนละ 1,500 บาท ครบปีจะทำให้เรามีเงินออมแล้ว 18,000 บาท หากเก็บออมไปอย่างนี้สม่ำเสมอสัก 10 ปี ก็จะมีเงินเก็บ 180,000 บาท เงินก้อนเล็กๆ หากสะสมไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้เหมือนกัน และเมื่อมีรายได้มากขึ้น ควรจะเพิ่มสัดส่วนการเก็บก่อนใช้นี้ตามไปด้วย จะยิ่งทำให้มีเงินก้อนโตมากขึ้นไปอีกในอนาคต

– ฝากประจำ

การเปิดบัญชีเงินฝากประจำ ถือเป็นสร้างวินัยในการเก็บออมอีกวิธีหนึ่ง เหมาะกับคนที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ เพราะต้องฝากเงินเข้าแบงก์ในจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือนในระยะเวลาที่กำหนด และไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ เพราะถ้าถอนก่อนก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากที่ตกลงไว้ตั้งแต่แรก ส่วนจะเลือกแบบฝากสั้นหรือฝากยาว ก็อาจจะดูเรื่องผลตอบแทนจากดอกเบี้ยประกอบการตัดสินใจกันไป หรืออาจจะใช้เป้าหมายเป็นตัวตั้ง เช่น ต้องการเก็บเงินเป็นเวลา 60 เดือน เพื่อให้ได้เงินก้อน 500,000 บาท ไปซื้อรถยนต์ ก็ลองคำนวณดูว่าต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ เมื่อครบกำหนดตามเป้าหมายค่อยถอนออกมา

– พันธบัตร-สลากออมทรัพย์

การซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือสลากออมทรัพย์ ก็เป็นอีกวิธีเก็บเงินก้อนแบบยาวนานมีระยะเวลาชัดเจน รอชื่นชมกับผลตอบแทนที่งอกเงยมากกว่าการฝากเงินไว้กับแบงก์ ซึ่งคนที่ชอบลุ้นนิดๆ เผื่อโชคลาภจะเข้าข้าง ก็ลองหันไปซื้อสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. เอาไว้ลุ้นรางวัลเพิ่มเติม นอกเหนือจากผลตอบแทนเรื่องดอกเบี้ยก็น่าจะดีไม่น้อย

– ประกันชีวิตสะสมทรัพย์

พอพูดถึงประกันชีวิต หลายคนอาจชะงัก ด้วยทัศนคติติดลบ บ้างก็มองว่ายาวนานเกินไป หรือการเลือกซื้อดูยุ่งยาก จะว่าไปเป็นวิธีที่ดีที่สุดนอกเหนือจากการการันตีให้เรามีเงินเก็บก้อนโตในระยะยาว และมาพร้อมด้วยนำไปใช้สิทธิในเรื่องการลดหย่อนภาษี การดูแลคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างมาก

ลองพิจารณา ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ไลฟ์ เซฟเว่อร์ 15/9 ที่ TMB เป็นประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิตพร้อมกับการเก็บเงินก้อนไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งสามารถเลือกเก็บแบบรายเดือน หรือรายปีก็ได้ โดยเริ่มต้นได้ตั้งแต่เดือนละ 1,000 บาทต่อทุนประกัน 50,000 บาท และจะได้รับเงินคืนทุกปี ปีละ 2,000 บาท ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ 1-15 จ่ายเบี้ยประกัน 9 ปี คุ้มครองชีวิตเป็นระยะเวลา 15 ปี พร้อมได้รับเงินก้อนอีก 100,000 บาท ณ สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 15

การเก็บเงินไม่ได้ยากเกินไป โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน บางคนเพิ่งเริ่มทำงานอาจมีเป้าหมายมากมายหลายอย่าง อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ มีไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง แต่ต้องฉุกคิดด้วยว่าเราต้องมีเงินเก็บควบคู่กันไปด้วย โดยเลือกวิธีให้เหมาะกับตัวเราเอง และรู้จักสร้างวินัยจนเป็นนิสัย

เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537514

เทรนด์สุขภาพแห่งปี 2018

แฟชั่นยังมีการหมุนเวียนเปลี่ยนเทรนด์ เรื่องของสุขภาพและของกินก็ไม่แพ้กัน ซึ่งในปีนี้ก็มีหลายเทรนด์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

– กินให้สวย

สาวๆ หลายคนมักเลือกอาหารที่ไม่ได้กินแค่เพียงเพื่อให้อิ่มเท่านั้น แต่จะเลือกที่กินแล้วได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องของความสวย เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน วิตามินซี หรือมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความชรา พร้อมป้องกันการเกิดมะเร็ง เรียกว่ากินแล้วอิ่มท้อง แถมด้วยผิวพรรณเปล่งปลั่ง สุขภาพดีจากภายใน เทรนด์นี้แหละมา

– ตรวจก่อนเจอก่อน

แม้เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยยืดอายุคนเรา แต่สภาพแวดล้อม และอาหารการกินที่เราบริโภคเข้าไปในแต่ละวัน ก็ล้วนเป็นสิ่งสะสมที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย หลายองค์กรด้านสาธารณสุขต่างๆ ก็ยังคงรณรงค์ให้มีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการช่วยตรวจหาความเสี่ยงที่จะเกิดโรค เพื่อหาทางดูแลและป้องกันได้ทันท่วงที

– หุ่นดีได้แบบไม่อดอาหาร

อดอาหารเพื่อหุ่นสวยไม่ใช่เทรนด์ของสาวๆ ยุคใหม่อีกต่อไป เมื่อผู้หญิงเข้าใจถึงหลักของการควบคุมและลดน้ำหนักที่แท้จริง ว่าการอดอาหารไม่ได้ช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างถาวร ส่วนใหญ่จึงหันมาเลือกกิน แทนการอด โดยเลือกอาหารที่แคลอรีต่ำแต่ให้พลังงานสูง เน้นอิ่มท้องแต่ไม่ต้องกลัวอ้วน

– ออกกำลังกายได้ทุกที่

แม้แต่คนทำงานส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างในการเข้าฟิตเนส ก็ยังหันมาใส่ใจออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ให้สามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ ด้วยท่าบริหารเฉพาะส่วนระหว่างดูทีวี หรือบนที่นอน

– กินแบบไม่ปรุงแต่ง

ผู้บริโภครุ่นใหม่มักใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์กันมากขึ้น โดยมักจะเลือกสินค้าที่สดใหม่ สะอาด ปลอดภัย ไร้สารปรุงแต่งหรือเคมี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคหรือคนทำงาน ที่มีรายได้ในระดับกลาง มักจะเลือกซื้ออาหารที่คุณภาพมากกว่าราคา

– แพ็กเกจต้องสะดุดตา

นอกจากคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์และหีบห่อก็สำคัญ เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนมากมักเลือกซื้อสินค้าจากแพ็กเกจที่มีดีไซน์สวยงาม ดึงดูดตา นี่จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้ผลิตที่จะต้องศึกษาและออกแบบให้ตรงใจผู้บริโภค รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดูแลริ้วรอยแห่งวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537512

ดูแลริ้วรอยแห่งวัย

เมื่ออายุมากขึ้นหลายคนก็จะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณที่มีความหย่อนคล้อยเพิ่มมากขึ้น คำถามก็คือ เราสามารถลดเลือน หรือชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพหรือความชราของผิวพรรณของเราอย่างไรได้บ้าง?

พญ.ทิวบุญ ศรีพจนารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคผิวหนังและความงามของผิวพรรณ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่า สาเหตุของความชราหรือความเสื่อมของผิวนั้นเกิดขึ้นจากสองปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เป็นไปตามวัยที่เป็นผลมาจากพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้นตามธรรมชาติ และปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นริ้วรอยที่เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ แม้กระทั่งแสงแดด รังสียูวี ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ

เมื่ออายุมากขึ้นริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงของสีผิวและจุดด่างดำต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นริ้วรอยแห่งวัยเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงอายุ 20-30 ปีขึ้นไป ผิวก็จะเริ่มมีความหมองคล้ำ ขรุขระ มีริ้วรอยสะสม บางคนอาจเกิดริ้วรอยรอบดวงตา มีถุงใต้ตาบวม และหมองคล้ำ หรือแม้กระทั่งรอยกระ ฝ้า ที่เกิดขึ้นจากการตากแดด หรือถูกแสงแดดเป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณแห่งวัยทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เราสามารถฟื้นฟู ชะลอ และป้องกันการเกิดริ้วรอยเหล่านี้ได้หากเข้าใจถึงสาเหตุและมีการป้องกันอย่างถูกวิธี

ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก และสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้ หนึ่งในนั้นคือ นวัตกรรมยกกระชับผิวหน้าอัลเทอร่า โดยใช้คลื่นพลังงานโฟกัสอัลตราซาวด์ในการรักษา อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญในการดูแลผิวพรรณที่ไม่ควรละเลย ได้แก่

งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์

กินอาหารให้ครบห้าหมู่

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควบคุมความเครียด

ทาครีมกันแดด

ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ผิวชุ่มชื่นอยู่เสมอ

ดูแลสายนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537507

ดูแลสายนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งาน

นาฬิกา ถือเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่จะขาดไปเสียไม่ได้ เพราะนอกจากไว้ดูเวลาแล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงรสนิยมได้ด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าสายนาฬิกาประเภทต่างๆ นั้น มีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งาน และรักษาสภาพนาฬิกาให้ดูดีอยู่เสมอ

นาฬิกาสายโลหะ

สายประเภทนี้เมื่อใช้ไปนานๆ มักเกิดการสะสมของคราบสกปรก และเหงื่อไคลตามซอกข้อต่อของสาย ดังนั้นวิธีการยืดอายุการใช้งานก็คือควรล้างทำความสะอาดสายด้วยน้ำเปล่าผสมกับน้ำยาล้างจาน โดยแช่สายนาฬิกาทิ้งไว้สักครูก่อนจะนำมาขัดตามซอกด้วยแปรงขนนุ่มๆ ล้างด้วยน้ำสะอาด และทำให้แห้งด้วยการใช้ผ้าขนหนูห่อไว้แล้วใช้ไดร์เป่า

นาฬิกาสายหนัง

หากผู้สวมใส่เป็นคนที่มีเหงื่อมาก และไม่เช็ดทำความสะอาดนาฬิกาให้แห้งก่อนเก็บก็อาจจะทำให้น้ำมันธรรมชาติในหนังหายไป เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ สายหนังจะเริ่มแตก และอาจเกิดกลิ่นเหม็นจากเหงื่อที่หมักหมมอยู่ที่สาย สำหรับการยืดอายุการใช้งานก็คือให้ใช้น้ำสะอาดผสมกับน้ำยาล้างจาน แล้วใช้แปรงสีฟันนุ่มๆ แปรงสายเบาๆ หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด นำไปผึ่งให้แห้งสนิท

นาฬิกาสายพลาสติก

ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 1 ปี เพราะถ้าเกินกว่านั้นสายหนังจะเริ่มแข็ง เพราะฉะนั้น วิธีการดูแลก็คือ ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดก่อนถอดเก็บ หรือล้างสายนาฬิกาด้วยสบู่อ่อนๆ และใช้แปรงนุ่มๆ ขัดทำความสะอาด เพื่อขจัดคราบเหงื่อไคลและยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้นไปอีก

เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537504

เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอย่างยั่งยืน

ผิวหนังมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 60-70% ความสมดุลของน้ำในเซลล์ผิวหนังจึงมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพผิว ยิ่งสไตล์ของหนุ่มสาววัยทำงานยุคนี้ที่ต้องเผชิญกับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น การทำความสะอาดผิว ตลอดจนมลภาวะต่างๆ ที่ต้องประสบพบเจอในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น แห้งแตกเป็นขุย หยาบกระด้าง หากปล่อยทิ้งไว้และดูแลไม่ถูกวิธี อาจนำไปสู่ปัญหาผิวอื่นๆ ในระยะยาวได้อีกด้วย

จินดารัตน์ หาญกิติวัธน์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์จาก BIODERMA เวชสำอางดูแลผิวจากฝรั่งเศส ให้ข้อมูลว่า ผิวขาดน้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีผิวแห้งเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว โดยเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก เพราะ Hydrolipidic Film หรือแผ่นฟิล์มบนผิวที่ทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งมีอยู่ในทุกคน หากแผ่นฟิล์มนี้อ่อนแอหรือขาดสมดุล อาจส่งผลให้น้ำในชั้นผิวระเหยไปมากกว่าปกติ

เมื่อผิวขาดน้ำ ปัญหาที่ตามมาก็จะมีทั้งเรื่องของริ้วรอย ความหยาบกร้าน ตลอดจนผิวไวต่อแสง และแพ้ง่าย รวมถึงเมื่อใช้เครื่องสำอางก็ไม่ติดทนนาน ซึ่งการดูแลผิวขาดน้ำทำได้ไม่ยาก ด้วยการคงความชุ่มชื้นผ่านการฟื้นบำรุงจากภายนอกและภายใน เริ่มต้นด้วยการดื่มน้ำให้พอเหมาะ และควรลดอาหารที่ทำให้ร่างกายเสียน้ำ เช่น กาแฟ ชา เป็นต้น

ทั้งนี้ การดื่มน้ำอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้ ดังนั้น การบำรุงผิวภายนอกอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Hydrabio เพื่อแก้ปัญหาคนผิวขาดน้ำ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งผ่านน้ำระหว่างเซลล์ และป้องกันการสูญเสียน้ำในผิว คืนความชุ่มชื้นสดใสตามธรรมชาติ พร้อมปกป้องและส่งเสริมปราการตามธรรมชาติในผิวให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน