เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ม.ค. 2561 เวลา 15:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537503

เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

เป้าหมายของหลายคน คือ ต้องการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ วันนี้เราจึงมีคำแนะนำดีๆ จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท ให้มาลองเช็กกันว่า คุณได้ลงมือเปลี่ยนตัวเองใหม่ให้สดใสกว่าเดิมแล้วหรือยัง

1. กินอาหารที่มีประโยชน์

ปีนี้ลองตั้งเป้าการกินใหม่ด้วยอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ค่อยๆ ปรับด้วยสัดส่วนการกินก่อน โดยในแต่ละมื้อควรกินโปรตีนไม่ติดไขมัน ¼ แป้งไม่ขัดสีหรือโฮลเกรน ¼ ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งคือผัก และผลไม้ ร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่เป็นภาระต่อระบบเผาผลาญมากเกินไป

2. นอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้น

การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพมาก หากพักผ่อนน้อยเกินไปเราจะสังเกตได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รวมทั้งเจ็บป่วยง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นการพักผ่อนต้องมีความสำคัญพอๆ กับการใช้ชีวิต อย่างที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรนอนพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าทำไม่ได้ทุกวันอย่างน้อยก็ไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

3. เครียดให้น้อยลง มีสติ และใจเย็น

ความเครียดไม่เพียงบั่นทอนสุขภาพให้โทรมเร็วแบบติดสปีด แต่ยังบั่นทอนสุขภาพจิตด้วย ควรหันกลับมาทบทวนตัวเอง มีอะไรที่รบกวนใจอยู่ แล้วมองหาทางออกของปัญหาที่จะทำให้เครียดน้อยลง ปรับสมดุลของเวลาในการใช้ชีวิต เวลางาน และเวลาส่วนตัวควรแยกออกจากกัน ถ้ามีอะไรต้องทำเป็นล้านอย่างควรตั้งสติค่อยๆ จัดระบบทำอะไรก่อนและหลัง

4. เรียนรู้สิ่งใหม่

ออกไปใช้เวลาว่างกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ชอบ อะไรที่อยากทำมานานแต่ไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส หรือยังไม่กล้าที่จะทำ ก็ถึงเวลาเริ่มต้นทำอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะการออกไปทำอะไรใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิมจะช่วยเพิ่มความตื่นเต้น และถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะกลายเป็นความสุข แถมยังจะได้เจอสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ เปิดโอกาสใหม่ให้กับตัวเองด้วย

5. ออกกำลังกายอย่างจริงจัง

ไม่ว่าจะอยากหุ่นดีขึ้น หรือสุขภาพดีขึ้น ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากการออกกำลังกายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาจริงเอาจังกับการออกกำลังกายให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่จะช่วยพัฒนาทั้งรูปร่างและจิตใจแบบ 2 in 1 หนึ่งรูปแบบการออกกำลังกายประเภท โยคะ ก็ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้แข็งแรงจากภายนอกสู่ภายใน และจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

โยคะจะร้อนหรือไม่ บริหารใจได้ทั้งนั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537239

โยคะจะร้อนหรือไม่ บริหารใจได้ทั้งนั้น

โยคะร้อนเป็นโยคะอีกรูปแบบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยท่าหลักทั้งหมด 26 ท่า ฝึกในห้องที่มีการกำหนดอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 36-40 องศาเซลเซียส ซึ่งการฝึกโยคะในห้องที่มีความร้อนสูงกว่าปกตินี้จะทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้มากกว่าเดิม และช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด แต่การศึกษาล่าสุดในวารสารทางสรีรวิทยา สหรัฐอเมริกา (Experimental Physiology) กลับพบว่า การฝึกร่างกายด้วยท่าโยคะต่างหากที่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่การอยู่ในห้องที่มีความร้อน

เว็บไซต์ time.com เผยคำสัมภาษณ์ของ รศ.สเตซี ฮันเตอร์ อาจารย์คณะสุขภาพและพฤติกรรมมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทกซัส ระบุว่า “ความร้อนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าโยคะร้อนไม่ดีต่อร่างกาย เพราะทั้งโยคะร้อนหรือธรรมดาทั่วไปก็ล้วนดีต่อร่างกายทั้งนั้นคือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก”

รศ.สเตซี ได้ศึกษาคนสุขภาพดีจำนวน 52 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ จำนวน 19 คน ไปเล่นโยคะร้อนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จำนวน 14 คน เล่นโยคะแบบเดียวกันแต่อยู่ในห้องอุณหภูมิปกติ และจำนวน 19 คน ที่เหลือไม่เล่นโยคะเลย ผ่านไป 12 สัปดาห์ผู้ร่วมการทดลองทั้งหมดได้เข้ารับการตรวจสุขภาพของหลอดเลือด โดยดูการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตปรากฏว่า ผู้ที่เล่นโยคะทั้งสองกลุ่มมีอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลง ต่างจากกลุ่มที่ไม่เล่นโยคะเลยที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม รศ.สเตซี กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่เล่นโยคะร้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายลดลงเล็กน้อย ซึ่งไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปว่าโยคะร้อนสามารถช่วยลดความอ้วนได้

“ผลการทดลองทำให้เราทราบว่าโยคะร้อนและโยคะแบบธรรมดาส่งผลดีต่อสุขภาพเหมือนกัน น่าจะเป็นข่าวดีของคนที่ไม่ชอบความร้อนหรือทนอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิร้อนจัดไม่ได้ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องทนอีกต่อไป และยังสามารถเล่นโยคะที่ไหนก็ได้แม้กระทั่งในบ้านตัวเอง” รศ.สเตซี กล่าว

สมาธิสั้น โรคจากกรรมพันธ์ุ ที่ยังไม่รู้สาเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537238

สมาธิสั้น โรคจากกรรมพันธ์ุ ที่ยังไม่รู้สาเหตุ

ทําไมเด็กไทยถึงได้ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น หรือเด็กไฮเปอร์แอ็กทีฟกว่า 3 แสนคน ขณะที่ทั่วโลกพบเด็กป่วยเพียง 5% หากไม่รักษาจะทำให้เด็ก 70% หรือ 2 ใน 3 มีอาการจนโตเป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 4 มีบุคลิกก้าวร้าว

องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญมาก เนื่องจากหากไม่รักษาตั้งแต่เด็ก จะมีผลต่อการเรียน ต่ออนาคตของเด็กเอง และอาจถูกทำร้ายจากผู้ปกครองหรือญาติได้ จากความไม่เข้าใจ ผลสำรวจในกลุ่มเด็กไทยที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่มีจำนวนประมาณ 5 ล้านคน พบว่าเป็นโรคสมาธิสั้น 8% คาดว่าจะมีเด็กไทยป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นประมาณ 3.1 แสนราย ขณะที่ทั่วโลกพบเด็กเป็นแค่ 5% เท่านั้น แต่ยังโชคดีที่มีการเข้าถึงการรักษาได้ดีขึ้น

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวถึงปัญหาไม่เล็ก ที่พ่อแม่หลายคู่ต้องนั่งกุมขมับ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ปัญหาหนึ่งคือเรื่องสมาธิสั้นของลูก หรือพฤติกรรมที่ไม่ชอบอยู่นิ่งนั่นเอง

พญ.วิมลรัตน์ บอกเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันของอาการเด็กสมาธิสั้นว่า ส่วนใหญ่จะพบว่าเด็กชายมีสมาธิสั้นมากกว่าเด็กหญิง เฉลี่ย 4 ต่อ 1 และจำนวนประชากรเด็ก 5% ในโลก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น ซึ่งพบได้มากกว่ากลุ่มออทิสติก ที่พบเพียง 5 ในหมื่นคนเท่านั้น

โรคสมาธิสั้นเกิดจากความผิดปกติบางอย่างของสมองส่วนหน้า จนทำให้พัฒนาการในครรภ์ผิดปกติ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แม้การตรวจครรภ์หรืออัลตราซาวด์เบื้องต้นก็ยังไม่สามารถพบได้ ซึ่งโรคนี้ถือเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ โดย 1 ใน 3 ของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่เด็กที่เหลือ 2 ใน 3 จะรักษาไม่หาย จะเป็นไปจนกระทั่งโตตลอดชีวิต

“รูปแบบของโรคจะเปลี่ยนไป ตอนเป็นเด็กจะซนผิดปกติกว่าเด็กทั่วไป ซนมากวุ่นวาย ปีนป่าย อยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ทำอะไรปุ๊บปั๊บไม่ทันจบก็เปลี่ยนเรื่อง ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ขี้ลืม ทำของหายบ่อยๆ ชอบนั่งโยกเก้าอี้ ชอบนั่งสั่นขา ชอบวิ่ง พูดมาก พูดไม่หยุด ตื่นตัวตลอดเวลา หรือดูตื่นเต้นง่าย ชอบโพล่งคำตอบเวลาครูหรือพ่อแม่ถาม โดยที่ยังฟังคำถามไม่จบ ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่จะดูเป็นคนใจร้อน หุนหันพลันแล่น หงุดหงิดง่าย ทำอะไรตกๆ หล่นๆ”

การรักษาก็คือให้กินยาเพื่อปรับทำให้สมองส่วนหน้าทำงานได้ดีขึ้น เป็นปกติมากขึ้น เพื่อปรับให้สมาธิดีขึ้น นอกจากนั้นก็คือการปรับพฤติรรม ฝึกวินัย ให้เด็กมีความอดทน ทำอะไรได้นานๆ มากขึ้น เช่น ลองฝึกให้ทำการบ้านให้นานขึ้น จากที่เคยอ่านได้ทีละบท ก็ลองเพิ่มเป็นสองบท เมื่อทำได้ดีก็ชมบ่อยๆ หรือให้รางวัล การตีเด็ก ดุด่าเสียงดังจะไม่ได้ผลดี ที่สำคัญเด็กสมาธิสั้นจะมีพลังเยอะ ต้องชวนไปปลดปล่อยพลังด้วยการออกกำลังกาย จะได้ผลดียิ่งขึ้น

หากพ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกหลานมีอาการเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้น ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวิจัยอย่างละเอียด และสามารถรักษาได้ โดยการปรับสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู พยายามให้เด็กอยู่ในบรรยากาศที่สงบและมีระเบียบวินัย

โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยแก้ปัญหา ครูต้องแสดงการยอมรับในความบกพร่องของเด็ก เอาใจใส่ดูแลเด็กมากขึ้น แยกจากกลุ่มเด็กซน รวมถึงให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในโรงเรียนบ้าง เช่น ช่วยครูลบกระดาน ทำความสะอาดห้องเรียน ชวนให้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเยอะๆ เพื่อจะได้เป็นการปลดปล่อยพลังออกไปบ้าง และดูแลเรื่องการเรียนเป็นพิเศษ จึงจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

คุณหมอยังบอกอีกว่า ยารักษาที่ดีที่สุดคือความรักความใกล้ชิดจากครอบครัว เพราะจะช่วยทำให้เด็กสมาธิสั้นมีโอกาสคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งให้ข้อแนะนำ 8 ประการ เกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็กสมาธิสั้นให้อยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุขด้วย และมีพัฒนาการของโรคที่ดีขึ้น

1.อย่าเปิดทีวีเสียงดังจนเกินไป หรือสภาพแวดล้อมในบ้านต้องไม่วุ่นวายหรือมีการทะเลาะกันบ่อยครั้ง

2.หามุมสงบสำหรับเด็ก เพื่อให้เกิดสมาธิในการทำการบ้าน

3.ฝึกฝนวินัยให้เด็ก สร้างกรอบกฎเกณฑ์ มีตารางเวลาชัดเจน ไม่ปล่อยปละละเลย หรือตามใจจนทำให้เด็กติดเกม

4.มีการสื่อสารที่สั้น กระชับ ชัดเจน หากไม่แน่ใจให้เด็กทบทวนว่าสิ่งที่สั่งสอนไปคืออะไรบ้าง เพราะเด็กสมาธิสั้นมักไม่ค่อยมีความอดทนในการฟัง

5.มีความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นอย่างจริงจังและเข้าใจ

6.จัดสภาพแวดล้อมให้เกิดความเป็นระเบียบ ไม่ปล่อยให้บ้านรกรุงรัง

7.อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย

8.ไม่ควรจับกลุ่มให้เด็กสมาธิสั้นอยู่ใกล้ชิดกับเด็กที่มีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะจะทำให้กลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าวได้

ด้าน นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรคสมาธิสั้นเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่ก่อนอายุ 7 ขวบ ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แท้จริง แต่มักจะพบในผู้หญิงที่สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่นของเด็ก เด็กกลุ่มนี้จะมีระดับไอคิวปกติ อาการที่เป็นสัญญาณโรคจะปรากฏเห็นชัดเจน 3 อาการ ได้แก่ ขาดสมาธิ ขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง และซุกซน

เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียน หรือเรียนได้แต่ไม่เต็มศักยภาพ จึงแนะนำให้ผู้ปกครองและครูที่ดูแลเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตีหรือการลงโทษทางร่างกาย เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธหรือแสดงพฤติกรรมต่อต้านและก้าวร้าวมากขึ้น

วิธีการที่ได้ผลดีกว่า คือ การให้คำชมหรือรางวัลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องและเหมาะสม หรือควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ โดยแนะนำให้งดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่นๆ

หากพบว่าลูกหลานมีอาการเหล่านี้ ขอให้ปรึกษาจิตแพทย์ สามารถโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323หรือ 1667 หรือสอบถามที่สายด่วนวัยรุ่นของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ 02-248-9999หรือดูในเว็บไซต์ http://www.smartteen.net หรือที่แฟนเพจของสถาบัน Facebook.com/smartteen ตลอด 24ชั่วโมง

เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537047

เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2018

1.Avocado Oil หรือน้ำมันอโวคาโด มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากๆ ทั้งยังราคาถูกกว่าน้ำมันจากมะกอก น้ำมันอโวคาโด ประกอบไปด้วย Omega 9 และวิตามิน E ทั้งยังไม่มีกลิ่น คนที่ไม่ชอบกลิ่นและรสของอโวคาโดก็สามารถบริโภคได้สบายๆ น้ำมันอโวคาโดยังทนความร้อนได้สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ นักวิชาการทางด้านการแพทย์จึงสนับสนุนให้หันมาบริโภคน้ำมันจากอโวคาโดกันแทนน้ำมันชนิดอื่นๆ

ในหลายประเทศที่เจริญแล้วมักประสบปัญหาเดียวกันคือ มีประชากรผู้สูงวัยในจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้เราต้องหันมาสนใจการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เทรนด์เรื่องอาหารสุขภาพจึงมาแรงมีอะไรบ้าง นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ จากโรงพยาบาลกรุงเทพ มีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

ปัจจุบัน เริ่มมีผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ใช้น้ำมันอโวคาโดเป็นส่วนประกอบมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มายองเนสผสมน้ำมันอโวคาโด น้ำสลัดอโวคาโด เป็นต้น

2.กลุ่มถั่ว โดยเฉพาะถั่วลันเตา เราต่างรู้กันดีว่า ถั่วเป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก นอกจากโปรตีนในเมล็ดถั่วแล้ว เห็นเม็ดเล็กๆ แบบนั้นแต่ในถั่วยังมีไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระและอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายของเราถึง 8 ชนิด ใครไม่ชอบผัก ก็สามารถรับประทานถั่วลันเตาแทนได้ นอกจากนี้ ในถั่วลันเตายังมีวิตามิน B1 อีกด้วย

ผลวิจัยทางการแพทย์ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์อันมากมายมหาศาลในการบริโภคถั่ว และนั่นทำให้กระแสของ Healthy food หมุนกลับมาที่ถั่วอีกครั้ง ถั่วลันเตานั้นสามารถนำมาประกอบอาหารได้มากมายหลายเมนู ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการยังเสริมว่า อาหารอื่นๆ เมื่อถูกแช่แข็ง คุณค่าทางโภชนาการอาจจะลดลงมาก แต่สำหรับของถั่วลันเตานั้น คุณค่าทางโภชนาการถูกทำลายไปน้อยมาก นั่นแปลว่าถั่วลันเตาแช่แข็งสามารถนำมาประกอบอาหารได้ และยังมีประโยชน์เหมือนกับถั่วสดๆ

3.Back to Black อาหารแนวสีดำ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำมาจากผงถ่านหรือ Charcoal ยังอยู่ในเทรนด์ และจะมากขึ้นไปอีก กูรูด้านอาหารสุขภาพฟันธงไว้ ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม พิซซ่า วาฟเฟิล ครัวซองต์และอื่นๆ ผงถ่านสีดำที่นำมาประกอบอาหาร ส่วนมากทำมาจากกะลามะพร้าว นำไปเผาด้วยความร้อนสูง จนกลายเป็นถ่าน ผงถ่านนี้เรียกว่า Activated Charcoal และ Activated Charcoal ถูกนำมาประกอบอาหาร

โดยปกติแล้วในทางการแพทย์นั้น เราใช้ผงถ่านสำหรับรักษาผู้ถูกสารพิษ ผงถ่านมีคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับสารที่เป็นอันตรายกับร่างกาย จึงเชื่อกันว่าการนำเอาผงถ่านมาประกอบเป็นอาหารนั้น มีผลคล้ายๆ กับช่วยร่างกายในการ Detox ไปในตัว เรียกว่าอร่อยด้วย ได้ประโยชน์ด้วยไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารที่มีผงถ่านเป็นส่วนประกอบทุกวัน อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เพราะผงถ่านจะไปจับตัวกับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้ดูดซึมได้น้อยลง ดังนั้น จึงควรบริโภคแต่พอดี

4.Keto Food คืออาหาร Low Carb หรืออาหารกลุ่มที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ปกติแล้วเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายเราจะย่อยสลายเป็นสารอาหารเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน และพลังงานหลักๆ ของร่างกายมาจากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีอยู่ในแป้งและน้ำตาลนั่นเอง เมื่อเราจำกัดคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะหันไปใช้พลังงานจากไขมันแทน เมื่อกระบวนการใช้สลายไขมันให้เกิดเป็นพลังงานเราเรียกว่า Ketosis (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Keto Food) ผลดีคือร่างกายจะมีไขมันลดลง ผลเสียคือ เกิดสารชื่อ Ketone ขึ้น ซึ่งสารนี้มีมากๆ จะไม่ดีต่อร่างกาย

หากคุณสนใจเลือกบริโภคอาหารกลุ่ม Keto Food ควรแน่ใจว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว และควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับ Ketone ทิ้งออกไป

ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ งานท้าทายอาชญากรออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537042

ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ งานท้าทายอาชญากรออนไลน์

ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีวันไหนหรือวินาทีไหนที่โลกเราถูกหยุดโจมตีในโลกไซเบอร์เลย และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีที่เรากำลังพูดถึงนี้มีทั้งการก่ออาชญากรรม ด้านการเงิน การล้วงข้อมูล การล่อลวงในโลกดิจิทัล ไปจนกระทั่งการก่อสงครามไซเบอร์ระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการโจมตีทางการทหารโดยเฉพาะ ทำให้เวลานี้ตลาดแรงงานที่มีความต้องการมากที่สุดในแต่ละองค์กร คือโปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถในการดูแลป้องกันระบบความปลอดภัยไซเบอร์มากที่สุด

 

ความสำคัญของไซเบอร์ ซีเคียวริตี้

กิตติพล พัฒนาศิริ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) อธิบายว่า ที่ต้องเร่งหาและสร้างบุคลากรทางด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ นั้น เพราะทุกวันนี้การโจมตีในโลกไซเบอร์สูงมากกว่า 25 เท่า เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2550 ในฐานะผู้ใช้งานนั้นอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังมีการโจมตี เพราะทุกคนใช้งานอยู่หลังกำแพงที่มีการป้องกันเอาไว้อย่างดี ในขณะที่ด่านหน้าของประตูทางเข้าเส้นไฟเบอร์ออปติกนั้น มีการเจาะระบบจากโปรแกรมเมอร์มือสมัครเล่นและไปจนถึงกลุ่มก่อการร้ายเป็นว่าเล่น

จุดประสงค์ของพวกเขาก็มีตั้งแต่ทดสอบวิชาความรู้ บางรายล้วงข้อมูลเพื่อผลธุรกรรมทางการเงิน หรือบางกลุ่มองค์กรแฮ็กเกอร์ข้ามชาติ ก็พยายามเจาะข้อมูลของรัฐบาล เพื่อล้วงความลับอันเป็นความมั่นคงของประเทศ

จำนวนการโจมตีสอดคล้องกับตัวเลขของผู้ที่เข้าศึกษาทางด้านโปรแกรมเมอร์ หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะบางคนก็สามารถศึกษาหาความรู้ได้เอง ทำให้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรมเจาะระบบ อย่างโทรจัน, มัลแวร์, สปายแวร์, แรนซัมแวร์ และเว็บฟิชชิ่ง ขึ้นเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่างการโจมตีที่มีผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมาก็คือ วันนาคราย (WannaCry) เป็นแรนซัมแวร์ (Ransomware) เรียกค่าไถ่ และโจมตีไฟล์ข้อมูล ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ทางเอฟบีไอยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นสูงเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสียหายรวม โดยคิดจากมูลค่าของข้อมูลที่ถูกจับเรียกค่าไถ่

 

 

 

อย่างที่ประเทศอังกฤษ วันนาครายเข้าล็อกไฟล์ข้อมูลสำคัญในฐานข้อมูลผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐ ทำให้แพทย์ไม่สามารถดึงข้อมูลการรักษาเพื่อทำการวินิจฉัยและผ่าตัดได้ จำต้องยอมจ่ายเงินให้คนร้ายเพื่อปลดล็อกข้อมูล เพื่อให้รักษาคนไข้ที่กำลังรอการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ก็มีการโจมตีในลักษณะนี้ และมีความเสียหายราว 4,000 ล้านดอลลาร์ และยังมีรายงานการใช้แรนซัมแวร์ในลักษณะเดียวกันนี้ทั่วโลกราว 4,000 ครั้งต่อวัน

ลองจินตนาการดูว่าหากคนร้ายเข้าโจมตีไฟล์เครื่องที่ดูแลระบบการจราจร ระบบไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคจะเกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนแค่ไหน เพราะทุกวันนี้การทำงานระบบเหล่านี้ก็ใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีระบบจากไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ เวนเจอร์ (Cyber Security Ventures) ซึ่งเป็นหน่วยงานค้นคว้าและวิจัยระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ คาดการณ์ความเสียหายจากการก่ออาชญากรรมในโลกไซเบอร์ว่า ความเสียหายจากการถูกโจมตีระบบสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์

ไม่เพียงแต่จะมีการโจมตีข้ามประเทศ การโจมตีทางไซเบอร์ภายในประเทศ เช่น การล้วงความลับคู่แข่งระหว่างองค์กรยักษ์ใหญ่ก็มีปรากฏให้เห็นเช่นกัน เพียงแต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวคราวออกมา เพราะเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของบริษัท

ตลาดแรงงานมีความต้องการด้านบุคลากรเหล่านี้มากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งเดิมที่องค์กรต่างๆ ใช้เพียงโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร แต่ปัจจุบันความสามารถเพียงแค่นี้ไม่เพียงพออีกต่อไป โปรแกรมเมอร์จะต้องมีความสามารถในการตรวจสอบความผิดปกติของระบบ สามารถเขียนโค้ดป้องกันและตอบโต้อย่างเหมาะสม และจัดเลเวลของชั้นข้อมูลได้อย่างปลอดภัย

“หากผมจะบอกว่าทุกวันนี้คนที่สามารถเขียนเว็บไซต์ เขียนโปรแกรมจาวาอย่างง่ายๆ หรือคนที่ทำแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในสมาร์ทโฟน จะกลายเป็นแรงงานไอทีชั้นล่างก็คงกล่าวไม่ผิดนัก เพราะโปรแกรมเมอร์เหล่านี้ ทุกสถาบันผลิตออกมาในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

ดูอย่างอินเดียก็มีคนเรียนจบด้านไอทีตกงานนับแสนคน เพราะตลาดแรงงานในเวลานี้ต้องการคนที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อนสูง อย่างเช่น ระบบเอไอ สำหรับใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจ และไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ที่สามารถใช้ได้ทั้งดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กร และยังปรับใช้เป็นสินค้าด้านความปลอดภัยนำเสนอต่อผู้บริโภคได้อีกด้วย” กิตติพล กล่าวทิ้งท้าย

 

โลกต้องการ รปภ.ไซเบอร์

รัฐพล นิ่มประยุทธ์ ประธานบริษัท มิราเคิล ซิเคียวริตี้ ผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยดิจิทัล เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า “คาดการณ์กันว่าภายในปี พ.ศ. 2565 จะมีความต้องการจ้างผู้ดูแลด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ สูงถึง 3.5 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องมีทักษะทางโปรแกรมเมอร์ระดับสูง ในระดับที่สามารถรับมือและแก้ไขการโจมตีได้ อาจจะไม่ถึงกับรับมือได้ทุกรูปแบบ แต่อย่างน้อยก็ควรแก้ปัญหาให้ผ่านไปได้ก่อนในเบื้องต้น

หากจะเทียบอย่างเป็นรูปธรรม บุคลากรที่เข้ามาทำงานเป็นไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ แล้วก็เปรียบเหมือนกับ รปภ.รักษาความปลอดภัยอาคารและบริษัท ที่มีหน้าที่ในการเช็กคนเข้าออกและดูแลความปลอดภัย ไม่ให้คนร้ายแอบเข้ามาภายในอาคาร แต่ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ คือคนที่จะคอยดูแลตรวจสอบการเข้าออกข้อมูลที่น่าสงสัย และรับมือกับการโจมตีไซเบอร์เหล่านี้เอาไว้

สถาบันต่างๆ จึงควรผลิตบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมระดับสูง มีความรู้ด้านระบบเน็ตเวิร์กเป็นอย่างดี ใช้เครื่องมือในการตรวจสอบและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่ดีมาก และเอาใจใส่ในการติดตามข่าวสารในวงการไอทีและไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ผ่านเว็บไซต์องค์กรที่รายงานเฉพาะเรื่องเหล่านี้ทุกวัน เนื่องจากมีรายงานการถูกโจมตีด้วยโปรแกรมไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นทั่วโลก หากเรามัวแต่รอข่าวภาษาไทย ระบบในองค์กรก็อาจจะถูกมัลแวร์ฝังตัวไปแล้วก็ได้

ดังนั้น บุคลากรเหล่านี้จึงต้องมีความรู้ ความสามารถ และอัพเดทให้ทันต่อการพัฒนาของคนร้ายให้ได้  และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง รู้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการ ไซเบอร์ ริสก์ (Cyber Risk) ได้เหมาะสมและทันสมัย

 

 

 

ที่ผ่านมา เราจะรู้กันดีว่ามีการโจมตีหรือการก่ออาชญากรรมในโลกไซเบอร์ผ่านระบบปฏิบัติการวินโดว์มากถึงกว่า 80% นั่นเพราะเป็นระบบที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบปฏิบัติการอื่นจะปลอดภัยกว่า เพียงแต่มีแฮ็กเกอร์น้อยรายที่จะหันมาเจาะระบบรักษาความปลอดภัยเหล่านี้

มองในปัจจุบันโลกยุคใหม่ที่มีผู้คนหันไปใช้สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบแอนดรอยด์และไอโอเอสกันมากขึ้น การเจาะระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนที่เต็มไปด้วยข้อมูลส่วนตัวจึงมีอันตรายยิ่งกว่า เพราะมีทั้งแอพพลิเคชั่นทางการเงิน รูปภาพส่วนตัวและข้อมูลลับทุกอย่างอยู่ในเครื่อง แบบที่แฮ็กเกอร์ไม่ต้องใช้เวลาเปิดหาให้ยุ่งยาก ยิ่งพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนรุ่นใหม่ ล้วนเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์ที่จะเจาะเข้าสู่เครื่องเพื่อเชื่อมโยงถึงเครือข่ายภายในขององค์กรในขั้นตอนต่อไป

ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ นั้น กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกจนกลายเป็นตำแหน่งที่ต้องการมากที่สุด ไม่เฉพาะบริษัท แม้แต่กองทัพก็ต้องการบุคลากรในตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากการรบบนพื้นดิน ผืนฟ้า อากาศ และอวกาศ แล้ว ไซเบอร์สเปซก็ถือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการสู้รบด้วยเช่นกัน”

ท้ายสุด รัฐพล เน้นย้ำว่า ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีความปลอดภัยในโลกไซเบอร์เต็มร้อย เพราะเรากำลังป้องกันภัยที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะออกแบบระบบป้องกันมาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม หรือจะมีไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ที่มีความสามารถ ก็จะมีช่องทางให้เข้ามาก่อความเสียหายอยู่ดี ดังนั้นการเรียนรู้ในการป้องกันตัวเองในการใช้งานอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้

อ่านการ์ตูน ทำให้เรียนเก่งได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 18:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536837

อ่านการ์ตูน ทำให้เรียนเก่งได้จริงหรือ?

เรื่อง : พริบพันดาว

วงการสื่อสิ่งพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนร่วมสมัยที่มีวางจำหน่าย ต่างหายไปจากแผงและร้านหนังสือ สำนักพิมพ์การ์ตูนต่างๆ เป็นจำนวนมากต่างปิดกิจการไม่มีการพิมพ์หนังสือการ์ตูนออกมา เนื่องจากบรรดาเด็กรุ่นใหม่หันมาอ่านการ์ตูนบนแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนกันแบบออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่

แสดงให้เห็นว่าการ์ตูนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนแพลตฟอร์มจากกระดาษไปอยู่หน้าจอกระจกแบบออนไลน์แทน

การ์ตูนก็ยังมีอิทธิพลต่อเด็กๆ ทุกยุค แม้ปัจจุบันนี้การ์ตูนชุดความรู้ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กในยุคปัจจุบันอยู่ และเป็นเรื่องที่บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตรองและเข้าใจ

การ์ตูนให้อะไร? ในแบบฉบับ ‘น้าต๋อย เซมเบ้’

ใน TEDxBangkok 2016 หัวข้อ “ไทม์แมชชีนการ์ตูน สู่ความฝันวัยเด็ก” โดยน้าต๋อย เซมเบ้-นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ ได้มาพูดสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการ์ตูนว่า 36 ปีกับการพากย์การ์ตูน ตัวเขาเองใฝ่ฝันถึงการพากย์การ์ตูนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ใช้แรงมานะทุ่มเททุกอย่างเพื่อจะมาเป็นนักพากย์การ์ตูน

“การ์ตูนสอนอะไรเราบ้าง การ์ตูนให้อะไรเราบ้าง การ์ตูนให้ความเป็นฮีโร่ในสมัยก่อน ไม่มีใครอยากเป็นผู้ร้าย การ์ตูนให้ความสนุกสนานในช่วงเวลาเด็กๆ ความใฝ่ฝันในอดีต พอโตขึ้นก็ลืมความรู้สึกถึงความสุขและคุณธรรมที่ได้จากการ์ตูนในอดีต การ์ตูนให้ความรู้สึกที่ดี ให้ความรู้สึกว่าต้องเป็นคนดีของสังคม”

น้าต๋อย พูดในคราวนี้ด้วยว่า ดูการ์ตูนเป็นความสุข เพ้อฝัน เขาเคยไปถามเด็กอนุบาลรัศมี เรียนชั้นอนุบาล 2 ถามว่าดราก้อนบอลกระโดดจากภูเขาโน้นไปภูเขานี้ หนูทำได้หรือเปล่า?

“เด็กตอบว่า บ้าหรือเปล่าน้า คนธรรมดาทำได้อย่างไร เด็กตัวขนาดนี้ 4 ขวบยังรู้เลย เด็กเขามีสามัญสำนึก มีวิจารณญาณในการดูหรืออ่านการ์ตูนอยู่แล้ว”

การ์ตูนทำให้เป็นสังคมของครอบครัว น้าต๋อย ย้ำว่าเป็นความอบอุ่นของครอบครัวสมัยก่อน การ์ตูนให้ความเป็นครอบครัว

“ลูกอยู่กับพ่อ มีความสุขกับแม่ แล้วการ์ตูนสอนสั่งให้เป็นคนที่มีคุณธรรมเป็นฮีโร่ ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี เด็กที่ดูการ์ตูนโตขึ้นไปเขาคงเป็นคนดีของประเทศชาติ เป็นการตอบของผมในช่วงปี 2530 ในการประชุมเรื่องการ์ตูนมอมเมาเยาวชนจริงหรือ? ที่คุรุสภา

 

การ์ตูนสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้คน มองในสิ่งที่ดีๆ แล้วก็จะได้สิ่งเหล่านั้นมา ลองนึกถึงวัยเด็กจะจุดพลังฮีโร่ขึ้นมาในใจเรา การเป็นฮีโร่ไม่ใช่การประสบความสำเร็จ แต่ความสุขของความฝันคือการได้ทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำ นั่นคือความสุข ซึ่งไม่ใช่ความสำเร็จ นี่คือความสุขที่ได้รับจากการ์ตูน”

เหรียญทองวิทยาศาสตร์ เก่งกับการ์ตูน

“เพราะหนูชอบอ่านหนังสือค่ะ เริ่มต้นคุณแม่ซื้อหนังสือการ์ตูนความรู้ครอบครัวตึ๋งหนืดมาให้อ่าน หนูก็อ่านจนจบชุดรู้สึกว่ามันสนุกมาก หลังจากนั้นก็หาชุดอื่นๆ มาอ่านอีกเรื่อยๆ ที่หนูอ่านเป็นหนังสือการ์ตูนความรู้ที่มีความรู้เยอะมากทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์และความรู้รอบตัว เพราะ 1 เล่มต่อ 1 หัวข้อ เนื้อหาข้างในก็จะเจาะลึกเรื่องนั้นๆ ซึ่งทำให้หนูมีพื้นฐานมาก่อนเมื่อไปเรียนในชั้นเรียน

ในชั้นหนูก็ตั้งใจเรียน เมื่อครูพูดถึงเรื่องที่เรารู้มาก่อน ก็เหมือนช่วยทบทวนความรู้ของเรา หนูพยายามมาเรียนอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด หากมีการสอบคุณแม่จะหาข้อสอบเก่ามาให้ทำทุกวัน วันละ 10 ข้อ หากเนื้อหาตรงไหนหนูไม่เข้าใจคุณแม่ก็ช่วยอธิบายให้หนูฟังจนเข้าใจ หนังสือการ์ตูนความรู้อ่านง่ายและสนุก คุณแม่จึงไม่เคยห้าม หนูว่างเมื่อไหร่ก็จะหยิบมาอ่าน แต่ก็ต้องทำการบ้านจนเสร็จก่อนด้วยนะคะ”

เป็นคำบอกเล่าของ ด.ญ.อาทิชา ไตรรงค์ทอง อายุ 9 ขวบ ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ จ.ลำปาง ที่สามารถคว้าเหรียญทองชนะเลิศอันดับ 1 ของประเทศ ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประจำปี 2560 จากโครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า TEDET มาครอง

ด.ญ.อาทิชา ยังมีผลการเรียนและรางวัลอีกมากมายมาช่วยยืนยันว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้รางวัล ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนที่ได้เกรด 4.00 มาตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาลจนถึงปัจจุบัน ชนะเลิศการประกวดตอบคำถามวิชาการประเภททีม ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชนะเลิศอันดับ 1 ของ จ.เพชรบูรณ์ สาขาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จาก TEDET ปี 2559 และสอบได้คะแนนรวมสูงสุด อันดับ 1 ของ จ.เพชรบูรณ์ ในวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-ป.3) ในปี 2559 จากโครงการสอบแข่งขันวัดความรู้ความสามารถทางวิชาการ Top Test Center เมื่อตอนเรียนอยู่ ป.2 โรงเรียนเซนต์โยเซฟศรีเพชรบูรณ์

 

ถึงแม้ ด.ญ.อาทิชา จะต้องย้ายโรงเรียนตามคุณพ่อบ่อยๆ เพราะคุณพ่อรับราชการเป็นผู้พิพากษา แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับผลการเรียน ซึ่งผลงานที่ผ่านมานั้นถือเป็นรางวัลที่สั่งสมมาให้สามารถก้าวสู่ระดับประเทศในที่สุด

พญ.กัณต์กัลยา ตัณชวนิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู คุณแม่ของ ด.ญ.อาทิชา บอกว่า โดยส่วนตัวอยากให้น้องเอ่เอ้สนใจภาษาจีน จึงหาหนังสือการ์ตูนมาให้อ่าน

“เลือกครอบครัวตึ๋งหนืดตะลอนทัวร์ตอนหนีห่าวเมืองจีนมาให้อ่าน เราดูเนื้อหาภายในแล้วตัวละครน่ารักดี มีความรู้สอดแทรกตลอดทั้งเล่ม เนื้อหาไม่หนักอ่านง่าย ที่สำคัญคือไม่มีคำพูดหยาบคาย พอลูกอ่านก็ชอบมากเป็นเล่มแรกที่อ่านเองได้จนจบ จากนั้นลูกก็อยากอ่านเล่มอื่นๆ อีกและซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มบ้านเป็นร้อยๆ เล่ม”

เมื่ออ่านการ์ตูนเยอะๆ อ่านไปอ่านมาปรากฏว่า ด.ญ. อาทิชา ชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ คุณแม่ของเธอก็ส่งเสริมไปในทิศทางที่ลูกชอบ

“เราก็ไม่ห้ามค่ะ อยากอ่านอะไรเราก็ส่งเสริม ก่อนซื้อเราจะอ่านเพื่อคัดกรองก่อนเสมอ ที่ผ่านมาไม่เคยบังคับให้อ่าน หรือต้องเรียนพิเศษเสริม แต่เราเชื่อว่าการอ่านจะทำให้น้องเกิดจินตนาการ ฝึกเรื่องการอ่านให้คล่อง และยังทำให้ไม่เครียด อีกทั้งจดจำได้ดีกว่าการเรียนพิเศษ เพราะถ้าเรียนพิเศษต้องกำหนดเวลาและทำให้เครียดกว่า ในขณะที่หนังสือการ์ตูนก็สอนความรู้เหมือนกัน แต่สามารถหยิบมาอ่านเมื่อไหร่ก็ได้”

วิธีการส่วนตัวของ พญ.กัณต์กัลยา ที่ทำให้ลูกสาวเรียนเก่งคือ ให้อ่านเยอะๆ แต่ต้องไม่เครียด

“เราจึงเลือกหนังสือการ์ตูนความรู้ให้อ่าน ซึ่งเหมือนเป็นการอ่านเพื่อผ่อนคลาย แล้วยังได้ความรู้ไปด้วย ส่วนทีวีจะให้ดูเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ หลังทำการบ้านเสร็จแล้ว ให้ดูประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก่อนสอบประมาณหนึ่งเดือนจะให้ทำข้อสอบเก่าประมาณวันละ 10-15 ข้อ เพื่อทบทวน

แต่ถ้าวันไหนไม่อยากทำก็ให้อ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่าน หรือเปิดยูทูบดูเรื่องที่สนใจ และมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าสอบได้คะแนนระดับไหนจะได้รางวัลอะไรจากคุณแม่ เช่น พาไปเที่ยวสวนน้ำ ขอดูการ์ตูนทางยูทูบ ส่วนวันหยุดเราก็หากิจกรรมทำร่วมกันไปเรื่อยๆ”

 

เข็มทิศเมื่อลูกชอบอ่านการ์ตูน

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คอลัมนิสต์ด้านจิตวิทยา และนักวิจารณ์การ์ตูน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องเด็กชอบอ่านการ์ตูนว่า การอ่านหนังสือการ์ตูนหรือนิยายภาพกราฟฟิก เป็นการส่งเสริมทักษะการอ่านให้ลูกเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย

โดย นพ.ประเสริฐ ได้อ้างข้อมูลของ มิเชล กอร์แมน ผู้เขียน “Getting Graphic! Using Graphic Novels to Promote Literacy with Preteens and Teens” ที่อธิบายว่า การ์ตูนและภาพต่างๆ ในหนังสือก็เป็นนัยของเนื้อหาแบบหนึ่งที่ ช่วยต่อเติมความเข้าใจจากการอ่านได้ อย่างไรก็ตามลองมาดูการ์ตูนที่ลูกอ่านหน่อยก็ไม่เลว

1. เรื่องแบบไหนที่ลูกสนใจบางทีดูจากปกคุณอาจไม่รู้ ลองถามเขาเล่นๆ ก็ได้ว่า เป็นเรื่องของอะไร อย่างน้อยคุณจะได้รู้แนวที่ลูกชอบ

2. ดูสำนักพิมพ์ลองสังเกตดูว่าสไตล์เรื่องที่ลูกชอบนั้นเป็นหนังสือของสำนักพิมพ์อะไร ถ้าหากว่าสำนักพิมพ์นั้นผ่านมาตรฐาน ของคุณ ต่อไปลูกจะได้เลือกซื้อหนังสือได้ง่ายขึ้น

3. ลองอ่านด้วยแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น ลองอ่านไปด้วยก็จะดีไม่น้อย แต่หากไม่สามารถทำได้ สิ่งที่ควรทำคือ ไม่ให้ลูกหมกมุ่นกับการ์ตูนมากเกินไปจนกระทบกิจกรรมจำเป็นอื่นๆ ที่เขาต้องทำก็ แล้วกัน

นอกจากนี้ นพ.ประเสริฐ เคยให้สัมภาษณ์ถึงการ์ตูนว่า มีความปรารถนาดีต่อการ์ตูนจึงเขียนวิจารณ์การ์ตูนออกมาให้คนอ่าน ตั้งใจเขียนให้คุณพ่อคุณแม่อ่านเพื่อลดทัศนคติที่เป็นลบของพ่อแม่ลงบ้าง ให้เข้าใจเด็กๆ ที่อ่านการ์ตูนหรือติดการ์ตูนมากขึ้น อย่าไปตำหนิเด็กมากเกินไป อยากให้สังคมมองการ์ตูนในแง่ดี อยากให้เด็กๆ อ่านแล้วคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ได้อะไรมากอีกนิดนอกจากความสนุก

สีม่วงมาแรง โทนนู้ดก็ยังอิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 15:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536840

สีม่วงมาแรง โทนนู้ดก็ยังอิน

เรื่อง พุสดี

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เหล่าแฟชั่นนิสต้าตั้งตาคอยกันทุกปีว่า แพนโทน คัลเลอร์ (Pantone Color) บริษัทธุรกิจสีและสถาบันวิเคราะห์เทรนด์สีจากสหรัฐอเมริกาจะออกมาประกาศว่าสีอะไรเป็นสีที่มาแรงที่สุดในแต่ละปี ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เทรนด์สีประจำปี 2018 นี้ คือ สีม่วงอัลตราไวโอเลต (Ultra Violet) ที่ดูเก๋ แถมให้ความรู้สึกอบอุ่น แฝงไปด้วยความลึกลับ น่าค้นหาเหมือนกับห้วงจักรวาล ทั้งยังสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ การใช้จินตนาการ ความเฉลียวฉลาด การสะท้อนถึงจิตวิญญาณและการแสดงออกทางศิลปะ ไปจนถึงการมีวิสัยทัศน์ที่จะนำไปสู่อนาคต

นอกจากโทนสีม่วงอัลตราไวโอเลตจะมาแรงสุดๆ ในวงการแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ในวงการเมกอัพก็ได้รับอิทธิพลมาไม่น้อยเช่นกัน เพราะการใช้โทนสีม่วงอมน้ำเงินไม่เพียงช่วยให้สาวๆ ดูดีมีเสน่ห์ เซ็กซี่น่าค้นหา แต่ยังดู หรูหรามีรสนิยม ใครที่ยังกลัวๆ กล้าๆ ไม่มั่นใจ บอกเลยอย่ารอช้า ขอแค่มั่นใจ สีไหนก็ผ่าน

วิลาสินี ภาณุรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดสินค้าเมคอัพ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย เผยถึงเทรนด์ เมกอัพที่จะมาแรงในซีซั่นนี้ว่า สีม่วงกำลังเป็นเทรนด์ที่สาวๆ หลายคนมองหา แต่ถ้าเจาะลึกลงไปที่เทรนด์ของลิปสติกในปีนี้ที่มาแรงจริงๆ ไม่ได้โฟกัสที่เนื้อสี แต่จะเน้นที่ตัวเทกซ์เจอร์มากกว่า

“ปีนี้ลิปสติกเนื้อแมทจะค่อนข้างเฟด ที่มาแรงคือ ลิปสติกเนื้อมันวาว หรือกลิตเตอร์จะมา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ที่ยังอยู่ตลอดกาล คือ โทนนู้ด ปีนี้ก็ยังอินเทรนด์อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นโทนที่เข้ากับสาวไทยมากๆ”

เช่นเดียวกับ ปาหนัน ธนไพศาลกิจ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ฟอร์ยูทู (4U2) มองว่า โทนสีนู้ดยังมาแรงในปีนี้ ไม่เพียง แต่ในส่วนของลิปสติก แต่ยังรวมถึง บลัชออนและอายแชโดว์ ตั้งแต่โทนน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้ม ชมพูอ่อน ชมพูเข้ม พีชอ่อน พีชเข้ม ยันแดงและม่วงยังคงมาแรง โดยเคล็ดลับในการเลือกโทนสีที่ใช่แบบง่ายๆ คือ สำหรับสาวที่มีผิวขาวอมชมพูควรเลือกสีชมพูนมหรือพีชอ่อนเพื่อให้แก้มดูระเรื่อ ขณะที่สาวผิวสองสี ควรเลือกสีอันเดอร์โทนน้ำตาลหรือเฉดอบอุ่นอย่างน้ำตาลส้ม ชมพูน้ำตาล ส่วนสาวผิวดำ สีชมพูสด ชมพูแดง หรือส้มผสมชิมเมอร์ ก็จะช่วยเติมความสว่างให้ใบหน้าดูโกลว์ขึ้นได้

“เทกซ์เจอร์แบบไหนที่สาวๆ ต้องมีไว้ อย่างบลัชออนแนะนำให้ดูจากสภาพผิว ถ้าผิวไม่เนียน เลี่ยงเนื้อชิมเมอร์ แม้ประกายแวววาวของชิมเมอร์จะช่วยขับให้ผิวดูผ่อง แต่หากนำมาปัดบนผิวที่ไม่เรียบเนียนอย่างรอยหลุมสิวหรือฝ้ากระ ก็อาจไปเน้นให้จุดนั้นดูเด่นขึ้นโดยไม่ตั้งใจได้ ดังนั้น ใช้บลัชออนเนื้อแมทจะดีกว่า ส่วนอายแชว์โดว์ สาวๆ ไม่ต้องลำบากใจ เพราะส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีมาครบในตลับเดียว แค่สาวๆ ใช้ให้เป็น อย่างเนื้อแมทละเอียด จะช่วยปรับผิวเปลือกตาให้ดูเนียน ส่วนเนื้อชิมเมอร์วิ้งน้อยๆ จะช่วยมอบความสดใสใครเห็นก็ต้องปิ๊ง” n

โยคะ กระตุ้นระบบขับถ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ม.ค. 2561 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536838

โยคะ กระตุ้นระบบขับถ่าย

เรื่อง: แมงโก้หวาน  ภาพ: ลัลลาบาย โยคะ

ใครระบบขับถ่ายทำงานไม่ค่อยดี มีปัญหาท้องผูก ท้องอืด รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง โดยเฉพาะคนทำงานที่มีเวลาจำกัดกินอาหารเสร็จแล้วต้องนั่งทำงานต่อ ทำให้ระบบลำไส้ไม่ค่อยได้มีการเคลื่อนที่ อาหารจึงย่อยได้ไม่ดี การเลือกฝึกท่าโยคะที่เหมาะสมจะช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนอวัยวะภายในทำงานได้ดีขึ้น

ครูฝน-ณัฐปภัสร์ พรรัศมีนนท์ จากลัลลาบาย โยคะ (Lullaby Yoga) ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำท่าโยคะง่ายๆ ที่จะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย โดยให้ทำในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือจะทำในช่วงเวลาที่สะดวกก็ได้ แต่ควรทำเป็นประจำสม่ำเสมอ

1.ท่า Wind Removing นอนหงาย เหยียดขาซ้ายตรง งอเข่าขวาเข้ามาหาหน้าอก หายใจออกค่อยๆ ดึงเข่าออกไปทางด้านข้างเล็กน้อยและลงมาหาไหล่ขวา ศีรษะและไหล่อยู่บนพื้น ทำทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 5-8 ลมหายใจ

ประโยชน์ ช่วยขับลม คลายความตึงของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก

 

2.ท่า Revolved Abdomen นอนหงาย งอเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้นมา กางแขนออกด้านข้าง หายใจออกค่อยๆ วางเข่าทั้ง 2 ข้างลงไปทางขวา หายใจเข้าเข่ากลับมาตรง กลาง หายใจออกครั้งถัดไปวางเข่าลงทางซ้าย สลับกันแบบนี้ประมาณ 5 รอบ

ประโยชน์ ช่วยทำให้กล้ามเนื้อท้องแข็งแรง ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น กระตุ้นระบบย่อยอาหาร

 

3.ท่า Seated Twist นั่งเหยียดขา 2 ข้างตรง ตั้งเข่าขวาขึ้นพร้อมกับพับขาซ้ายเข้ามาให้เท้าซ้ายอยู่ด้านข้างสะโพกขวา ใช้มือ (แขน) ซ้ายกอดเข่าขวาไว้ หายใจออกบิดตัวไปทางขวา วางมือขวาไว้ด้านหลังสะโพกเพื่อพยุงลำตัวให้ตั้งตรง

ประโยชน์ กระตุ้นการทำงานของตับและไต ช่วยยืดช่วงไหล่ คอ สะโพก เพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหาร และยังช่วยคลายเครียดและความกังวลด้วย

 

4.ท่า Squat ยืนแยกขากว้างกว่าสะโพกเล็กน้อย ชี้ปลายเท้าออกข้างๆ ย่อเข่าลง คล้ายท่านั่งยอง พนมมือขึ้น พยายามยกยืดช่วงอกขึ้น ถ้าส้นเท้าไม่ติดพื้นหาผ้ามารองได้

ประโยชน์ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อเท้าและเข่า ยืดหลังช่วงล่าง สะโพก กระเบนเหน็บ หน้าขา กระตุ้น Metabolism กลไกการเผาผลาญอาหารในร่างกาย

 

กลุ่มชาติพันธุ์ในไทย คนที่ต้องไม่ถูกลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ม.ค. 2561 เวลา 12:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536686

กลุ่มชาติพันธุ์ในไทย คนที่ต้องไม่ถูกลืม

หลังจากสังคมไทยมีความขัดแย้งทำให้ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งหนีออกจากเมืองไปอยู่ป่า แล้วพบเข้ากับกลุ่มคนชาติพันธุ์อื่นที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าไทย แต่เป็นกะเลิง ผู้ไท อาข่า มูเซอ อีก้อ เย้า และอีกมากมาย ต่อมามีการอนุญาตให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) เปลี่ยนเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ทำให้กลุ่มนักศึกษาหรือปัญญาชนทั้งหลายกลับสู่สังคมเมือง

ด้วยเหตุนี้จึงมีการบอกเล่าความเป็นไปในสังคมว่า “แท้จริงแล้วคนไทยมีความหลากหลาย” ทำให้เกิดการก่อตั้งสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท หรือปัจจุบันคือ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อผลิตนักภาษาศาสตร์ให้ลงพื้นที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมในชนบทของไทย แล้วนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบโดยทั่วกันผ่านสื่อที่เรียกว่า “สารานุกรม”

อาจารย์วีระพงศ์ มีสถาน หัวหน้าโครงการสารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และนักวิจัย (ชำนาญการพิเศษ) สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สารานุกรมเป็นเครื่องมือที่จะส่งเสริมและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวไทย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจเพื่อนร่วมชาติ อันจะนำไปสู่ความสงบ ผาสุก และความเข้มแข็งของสังคม

 

 

“เราทำสารานุกรมขึ้นมาเพื่อเชิดชูความเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่ร่วมอยู่ในสังคมสยาม เพราะเราเห็นว่าสารานุกรมเป็นช่องทางหนึ่งที่จะบอกเล่าความเป็นชาติพันธุ์ในประเทศไทยสู่สังคม โดยเราจะไม่พูดในลักษณะของเรื่องแปลกแต่จริง แต่นำวิชาการว่าด้วยเรื่องของภาษา ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความเชื่อ วิถีชีวิต แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นเล่ม เราเชื่อในความเป็นมนุษย์ว่าถ้าเราให้เครดิตเขา ให้เครดิตความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในท้องถิ่น จะทำให้เกิดสังคมที่มีวุฒิภาวะ คือ สังคมที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ เราไม่จำเป็นต้องเรียกเขาว่าไทยเพื่อให้เขาเป็นคนไทย เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็อยู่บนแผ่นดินสยาม”

ในขณะเดียวกัน ทางสถาบันฯ ยังทำโครงการศึกษาวิจัยเรื่องแผนที่ภาษาในประเทศไทย เพื่อสืบค้นว่าจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้านไหนพูดภาษาอะไร เนื่องจากโดยทั่วไปนักภาษาศาสตร์จะเรียกชาติพันธุ์ตามภาษา แต่หากถามว่าในประเทศไทยมีกี่กลุ่มชาติพันธุ์คงไม่สามารถฟันธงได้

ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า ประเทศไทยมี 63 ชาติพันธุ์ แต่ในความเห็นของอาจารย์วีระพงศ์ มองว่ามีอยู่ 45-50 ชาติพันธุ์ ซึ่งไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่ชัดเจน เพราะยังมีความไม่ชัดเจนในการกำหนดเกณฑ์แบ่งชาติพันธุ์

หัวหน้าโครงการสารานุกรมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาติพันธุ์คือ ความสำนึกในความเป็นตัวตน ต่อให้พูดภาษาได้ชัดหรือต่อให้คลอดออกมาในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่หากไม่มีสำนึกหรือความร่วมมือทางวัฒนธรรมก็ไม่ถือว่าเป็นชาติพันธุ์นั้น

ดังส่วนหนึ่งของคำนำ “สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : กะเลิง” โดย อาจารย์วีระพงศ์ มีสถาน ตีพิมพ์ในปี 2548 ที่เขียนไว้ว่า การเกิดมีชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ผู้คนขึ้นมาในโลก นับได้ว่าเป็นความพิเศษและยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เพราะมิใช่การเสแสร้งแกล้งให้เกิดขึ้นของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความสอดคล้องของหมู่กลุ่มผู้คน มีความสืบเนื่องทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการแต่งกาย ภาษา ขนบประเพณี ความคิด ความเชื่อ และที่สำคัญคือ ความรู้สึกร่วมเป็นพวกพ้อง จึงจะนับเนื่องได้ว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน ดังนั้น การเสื่อมสูญของชาติพันธุ์ใดๆ นั่นย่อมหมายถึงหลักฐานและพัฒนาการของมนุษยชาติได้กร่อนหายและสูญสิ้นไปด้วย

 

“ประเทศไทยยังมีผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ร่วมกันในสยามประเทศ ถ้าเราเคารพในความเป็นชาติพันธุ์ของกันและกัน ก็จะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” อาจารย์วีระพงศ์ กล่าว

สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์จึงจะช่วยเติมเต็มแง่คิดมุมมอง อีกทั้งเป็นเครื่องมือส่งเสริมและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวไทย ซึ่งทำให้ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลุ่มชาติพันธุ์และสิทธิตามกฎหมาย

ในขณะที่นักภาษาศาสตร์ขะมักเขม้นในการรวบรวมความรู้จากเอกสาร ข้อเขียน หนังสือ และเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อใช้เป็นข้อมูลหลักในการเขียนสารานุกรม ยังมีนักกฎหมายกลุ่มหนึ่งในโครงการ “บางกอกคลินิก” คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ทับเฒ่าไข่ ต.ปาล์มพัฒนา

อ.มะนัง จ.สตูล เพื่อถ่ายภาพ บันทึกประวัติ และสำรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) เพื่อเป็นข้อมูลนำส่งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สำหรับใช้ประกอบในกระบวนการรับรองสิทธิในสัญชาติไทย โดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตของคนมานิดั้งเดิมแห่งเทือกเขาบรรทัด

อาจารย์ศิวนุช สร้อยทอง นักกฎหมายโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนบทความเรื่อง “กฎหมายเพื่อการพัฒนาสังคมที่เป็นธรรม : สิทธิตามธรรมชาติที่เกี่ยวกับสถานะบุคคลของชนพื้นเมืองดั้งเดิมแห่งคาบสมุทรมลายู-กรณีศึกษาน้องแอ๊ด ศรีมะนัง คนชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) แห่งอำเภอละงู จังหวัดสตูล” ในบทความได้เล่าถึงน้องแอ๊ดและครอบครัวเป็นกรณีศึกษาต้นแบบ เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงปัญหาของ “คนที่ด้อยโอกาสที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย”

เมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2560 อาจารย์ได้จัดทำโครงการสตูลศึกษา 2 ลงพื้นที่หมู่บ้านวังนาใน ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล เพื่อพบกับครอบครัวของ “เฒ่าไข่ ศรีมะนัง” คนชาติพันธุ์มานิ บิดาของน้องแอ๊ด ค้นพบว่า บุตรและหลานของครอบครัวเฒ่าไข่ยังประสบปัญหาความไร้รัฐโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เขาเหล่านี้เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมในคาบสมุทรมลายู และมีเชื้อสายไทยตามชั้นบรรพบุรุษ ตลอดจนปรากฏหลักฐานทางทะเบียนชัดแจ้งว่า เฒ่าไข่ถือบัตรประชาชนไทย

อาจารย์ศิวนุชจึงเลือกเรื่องราวของน้องแอ๊ดเป็นต้นแบบการใช้กฎหมายในการขจัดปัญหาความด้อยโอกาสและอำนวยความเป็นธรรม เพราะหากสามารถจัดการสิทธิตามกฎหมายของน้องแอ๊ดได้ก็จะเป็นเข็มทิศและเครื่องมือในการจัดการสิทธิของคนชาติพันธุ์มานิคนอื่นๆ ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อันเป็นการสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมทางสังคมภายใต้หลักนิติธรรม โดยมิให้ความยุติธรรมปรากฏอยู่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ยังขับเคลื่อนในความเป็นจริง

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ครอบครัวของนายเฉดและนางแดง ชาวมานิในทับเฒ่าไข่ได้รับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนและเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตเป็นที่เรียบร้อย ณ ที่ว่าการอำเภอละงู จ.สตูล ส่งผลให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและสวัสดิการของรัฐในฐานะคนไทยคนหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของคนมานิอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ การบันทึกและสำรวจกลุ่มชาติพันธุ์มานิยังนำไปสู่การทำ “สารานุกรมเพื่อคนดั้งเดิมที่ยังอยู่ในวิกฤตการณ์แห่งชีวิต” ซึ่งจะขยายวงกว้างไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมอื่นในประเทศไทยที่มีปัญหาการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน

“ตอนนี้ชาวมานิบางกลุ่มไม่อยากอยู่ในป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในป่าเริ่มไม่มีอาหาร สภาพป่าไม่สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน ทำให้เขาอยากเข้าสู่ความเป็นเมือง แต่พวกเขาแทบไม่ได้เรียนหนังสือ อย่างในทับเฒ่าไข่มีคนรู้หนังสือแค่ 3 คน จาก 51 คน

ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะมีสิทธิตามกฎหมายแต่ก็ไม่มีความรู้พอที่จะเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น และเขายังไม่มีศักยภาพพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เหมือนมีความด้อยโอกาสผสมอยู่ในนั้น” อาจารย์ศิวนุช กล่าวต่อ

“สิ่งที่เฒ่าไข่ขอมี 3 เรื่อง อย่างแรกคือ ขอมีบัตรประชาชนเพื่อรับรองสิทธิตามกฎหมาย สอง ขอบ้านที่มีความปลอดภัย เพราะตอนนี้ป่าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทับของเฒ่าไข่จึงต้องปักหลัก และสาม ขอการศึกษา อย่างน้อยก็ให้คนในทับอ่านออกเขียนได้และนับเลขเป็น เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากคนเมือง”

นักกฎหมายท่านนี้ยังมองว่า เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมได้รับความยุติธรรมและความเป็นธรรมตามกฎหมายจะสร้างแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ 2 ประการ คือ ก่อให้เกิดสันติภาพในประเทศชาติ เพราะการปล่อยให้ใครสักคนยากลำบาก ถูกกดขี่ หรือถูกล่วงละเมิดเป็นเวลานาน อาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคม และก่อให้เกิดสังคมที่เป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่เกิดแก่มนุษย์ ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคมเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความเป็นธรรมและสันติ หรือที่เรียกว่า สังคมแห่งนิติธรรม (The Rule of Law)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย” ยังคงต้องดำเนินต่อไปและไม่อาจละทิ้งได้ ทั้งในแง่วิชาการด้านภาษาศาสตร์เพื่อเป็นหลักฐานของมนุษยชาติ และในแง่ของนิติศาสตร์ที่เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม และ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อันเป็นจริยธรรมสำคัญเบื้องหลังเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ลาดา อาภาภัทร หุ่นดีเพราะตีกอล์ฟและซ้อมเต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536523

ลาดา อาภาภัทร หุ่นดีเพราะตีกอล์ฟและซ้อมเต้น

โดย ภาดนุ

นักร้องสาวบุคลิกร่าเริงสดใส ลาดา-อาภาภัทร สุขสวัสดิ์ชล จากค่ายอาร์สยาม เป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ชอบออกกำลังกาย โดยเฉพาะการตีกอล์ฟและซ้อมเต้น ซึ่งเธอบอกว่ากีฬาทั้งสองอย่างนี้ช่วยให้มีรูปร่างและบุคลิกภาพที่ดีได้จริง

“ตอนเด็กๆ สมาชิกครอบครัวหนูจะออกรอบตีกอล์ฟกันทุกคนเลย ทั้งพ่อ แม่ น้า และป้า หนูก็จะถูกพาไปที่สนามกอล์ฟด้วยตลอด พอโตขึ้นมาหน่อย พ่อ (บุญโทน คนหนุ่ม) ก็เริ่มให้ไปหัดไดรฟ์กอล์ฟ พัตกอล์ฟ จนอายุ 10 ขวบหนูก็เลิกไป เพราะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กับการทำอะไรที่ใช้สมาธินานๆ ไม่ได้

หลังจากหยุดตีกอล์ฟไปนาน หนูเพิ่งจะกลับมาเล่นอีกครั้งในช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา เพราะแม่บอกว่าหนูสมาธิสั้น ให้ไปเรียนโยคะหนูก็ไม่ชอบ แม่ก็เลยบอกว่างั้นก็ต้องเลือกกีฬาสักอย่างเพื่อฝึกสมาธิให้ตัวเอง แล้วแม่ก็จับหนูมาไดรฟ์กอล์ฟเหมือนเดิม แต่ยังไม่ค่อยได้ออกรอบเท่าไร เพราะหนูทั้งเรียนทั้งทำงาน ถ้าออกรอบตีกอล์ฟก็ต้องช่วงเย็นๆ หรือไม่มีแดดเลย เพราะเราต้องใช้หน้าตาผิวพรรณทำงานในวงการบันเทิงอยู่ไงคะ”

ลาดา บอกว่า ปีนี้เธออายุย่างเข้า 20 ปีแล้ว ดังนั้นจึงอยากจะตั้งใจตีกอล์ฟแบบจริงจังให้ต่อเนื่องได้สักที

“สำหรับการเตรียมตัวเมื่อกลับมาตีกอล์ฟ สิ่งแรกคือต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรง โชคดีว่าหนูออกกำลังกายด้วยการซ้อมเต้นมาโดยตลอด ร่างกายจึงค่อนข้างแอ็กทีฟ เมื่อไปไดรฟ์กอล์ฟสิ่งที่หนูโฟกัสจริงๆ ก็คือสมาธิ ซึ่งพ่อจะบอกเสมอว่าลูกต้องใจเย็นๆ เพราะการตีกอล์ฟต้องมีสมาธิ ต้องมีมารยาท และต้องให้เกียรติผู้เล่นคนอื่น เนื่องจากกีฬาตีกอล์ฟนี้จะสามารถอ่านนิสัยใจคอของผู้เล่นคนอื่นๆ ได้ว่าเขาเป็นอย่างไร ฉะนั้นการทำตามกฎ กติกา มารยาท จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ลาดาบอกว่า ประโยชน์ของการตีกอล์ฟสำหรับเธอก็คือทำให้มีสมาธิและจิตใจนิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยให้โฟกัสที่กล้ามเนื้อทุกจุดของร่างกาย และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นด้วย

“อย่างเวลาที่ซ้อมเต้น บางครั้งตัวเราอาจจะไม่ได้โฟกัสที่กล้ามเนื้อทุกจุด แต่การตีกอล์ฟนี่มันต้องโฟกัสกล้ามเนื้อให้ถูกจุดค่ะ ถึงจะสามารถตีได้ดี แล้วยังสร้างความแข็งแรงให้ข้อต่อส่วนอื่นๆ ในร่างกายด้วยค่ะ แต่การตีกอล์ฟก็สามารถทำให้บาดเจ็บได้ ถ้าวางท่าทางไม่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องระวังก็คือการตีโดยใช้วงสวิงผิด ก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ ยอก หรือปวดได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนตีกอล์ฟจึงควรยืดแขน ลำตัว และหลังกับไม้กอล์ฟเสียก่อน และเมื่อตีเสร็จก็ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกครั้ง ก็จะช่วยคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้

ในหนึ่งเดือนหนูจะไปไดรฟ์กอล์ฟมากสุด 2-3 ครั้ง ส่วนใหญ่จะไปตอนเย็นๆ หลังเลิกเรียน หนูคิดว่าน่าจะตีกอล์ฟไปเรื่อยๆ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็อยากจะไปออกรอบกับสมาชิกในครอบครัวบ่อยๆ เรียกว่านอกจากการออกกำลังกายด้วยการซ้อมเต้นแล้ว ตอนนี้การตีกอล์ฟก็เป็นกีฬาอีกอย่างที่หนูเล่นบ่อยที่สุดแล้ว คือหนูอยากพิสูจน์ให้รู้ด้วยตัวเองค่ะ เพราะเท่าที่สังเกตคนที่ออกรอบตีกอล์ฟส่วนใหญ่แล้วเขาดูอารมณ์ดี มีความสุขกันทุกคนเลย หนูจึงอยากรู้ว่าการตีกอล์ฟนี่มันจะทำให้เราแฮปปี้จริงหรือเปล่า” (หัวเราะ)

ลาดาเสริมว่า การตีกอล์ฟแตกต่างจากการซ้อมเต้นที่เธอถนัด เนื่องจากกอล์ฟต้องมีการวางแผน มีการคิด และคำนวณว่าเกมจะออกมาในรูปแบบไหน

“เมื่อก่อนหนูจะตีแบดมินตันด้วย แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ตีแล้ว ที่จริงกีฬาอีกอย่างที่ชอบก็คือว่ายน้ำ แต่พอว่ายบ่อยๆ ผิวก็เสีย ผมก็เสีย หนูก็เลยหันมาตีกอล์ฟช่วงเย็นๆ แทนค่ะ ในอนาคตถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองเรียนขี่ม้าดูด้วย คือตอนที่หนูเด็กๆ มีเพื่อนคุณพ่อเปิดคอกม้าอยู่ที่ต่างจังหวัด แล้วพ่อถามว่าอยากขี่ม้าไหม แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก หนูเลยตอบว่าไม่ดีกว่า เพราะม้ามันตัวใหญ่และดูน่ากลัว พอถึงวันนี้ก็มานั่งเสียดาย เพราะไม่มีเวลาไปเรียนแล้วไง แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไรก็อยากฝึกขี่ม้านะ เพราะในอนาคตมันสามารถนำมาใช้ในการแสดงของเราได้”

ลาดาทิ้งท้ายว่า สำหรับการเต้นนั้นแม้เธอไม่เคยเรียนอย่างจริงจังมาก่อน แต่ก็ชอบเต้นมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะชอบร้องเพลงจังหวะเร็วๆ สนุกๆ ยิ่งพอได้มาเป็นศิลปินฝึกหัดในค่ายอาร์สยามจึงต้องเรียนเต้นอยู่ 1 ปี จนต่อยอดไปสู่การออกกำลังกายด้วยการเต้นซุมบ้าซึ่งก็ไม่ยากมากนัก แถมยังช่วยในเรื่องการคาร์ดิโอให้ร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเคล็ดลับของการมีรูปร่างและบุคลิกภาพที่ดี เธอจึงยกให้การตีกอล์ฟและการเต้นเลยละ

ที่ผ่านมาลาดามีซิงเกิ้ลออกมา 2 เพลง คือ “แชะ แชะ (อยากเซลฟี่กับเธอ)” และ “อย่าปากดี เดี๋ยวมีจูบ”(สโมสรมินิ) และกำลังจะมีซิงเกิ้ลใหม่เป็นเพลงเร็วแนวแดนซ์ในช่วงเดือน ก.พ.นี้ ติดตามได้ที่ Youtube : R Siam Music, IG : Lada_RSiam ทางช่อง 8 และทางช่องสบายดีทีวี