วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร ชีวิตมีสุข ด้วยศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536520

วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร ชีวิตมีสุข ด้วยศาสตร์พระราชา

โดย วรธาร

ย้อนไปวันที่ 7-8 ต.ค. 2560 โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปีที่ 5 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติที่มีและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้เดินทางไปทำกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ครั้งที่ 3 ณ พื้นที่นาของ “แสวง ศรีธรรมบุตร” เกษตรกรบ้านนาเรียง ต.ตาดทอง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี

ชาวบ้านนาเรียง ตลอดจนหมู่บ้านใกล้เคียง ใน ต.ตาดทอง และตำบลใกล้เคียงต่างรู้จัก “แสวง” หรือที่คนมักเรียกว่า “ลุงแสวง” เป็นอย่างดี ในความเป็นเกษตรกรคนเก่งผู้พลิกฟื้นผืนดินที่ไม่สามารถปลูกผักและพืชต่างๆ ได้เนื่องจากเป็นดินปนหิน แต่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ 31 ไร่ ของตัวเองให้เป็นพื้นที่เขียวขจีได้

มีทั้งไม้ยืนต้นกว่า 200 ชนิด อาทิ ไม้สัก ยางนา เต็งรัง ประดู่ ไม้ผลกินได้อีกหลายร้อยต้น และพืชผักสวนครัวอีกประมาณ 10% ในพื้นที่ 31 ไร่ ล้วนแล้วแต่เป็นพืชผักออร์แกนิก ปลอดสารพิษ ไม่มีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง แต่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำใช้ตลอดทั้งปี มีทั้งเลี้ยงปลา เป็ด และไก่ เรียกว่ากับข้าวไม่ต้องซื้อ

เครื่องมือสำคัญที่แสวงใช้พลิกฟื้นพื้นที่จนสามารถปลูกพืชผักต่างๆ จนประสบความสำเร็จคือ “ศาสตร์พระราชา” อันได้แก่ หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง แต่ความสำเร็จที่ปรากฏในปัจจุบันอาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มี “วัฒน์” วรวัฒน์ ศรีธรรมบุตร ลูกชายคนเดียวที่เป็นผู้จุดประกายและชักนำให้พ่อของเขารู้จักศาสตร์พระราชา

วันนี้มาจักหนุ่มผิวเข้มร่างกายแข็งแรงคนนี้ว่า ก่อนนี้เขาทำงานอะไร ที่ไหน และได้นำพาคุณพ่อของเขาให้รู้จักศาสตร์พระราชาได้อย่างไร ทำไมชีวิตเขาทุกวันนี้ถึงแม้มีหนี้แต่ใจก็ยังเปี่ยมด้วยความสุข

วัฒน์ เล่าชีวิตให้ฟังว่า หลังเรียนจบ ปวส.แล้วได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ นาน 10 ปี และเพิ่งลาออกจากงานได้ 2 ปี เพื่อมาช่วยพ่อทำเกษตรที่บ้าน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากเพราะเป็นเป้าหมายที่คิดไว้แล้วสักวันจะต้องกลับบ้านไปทำการเกษตรที่ตัวเองชอบ เพียงแต่เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่แค่นั้น พอบริษัทที่ทำงานต้องการลดพนักงานจึงได้ยื่นใบลาออกทันที

“ความจริงงานที่ผมทำ (เริ่มจากช่างเทคนิคเกี่ยวกับแม่พิมพ์แล้วเป็นโปรแกรมเมอร์เงินเดือน 4 หมื่นบาท) ยังเป็นตำแหน่งงานที่สามารถหางานที่ใหม่ได้ อีกอย่างมีเพื่อนและคนรู้จักแนะนำหลายที่แต่ผมไม่เอาแล้ว มองว่าชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯ ตลอด 10 ปีเป็นการทำงานหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายและไม่มีความมั่นคงโดยเฉพาะทางการเงินและความสุข แถมยังเป็นหนี้บัตรเครดิต ผมจึงตัดสินใจกลับบ้านพร้อมหนี้บัตรเครดิตจำนวนหนึ่งและหวังจะลบมันทิ้งด้วยการทำเกษตรที่ผมเชื่อมั่น”

วัฒน์ ย้อนชีวิตช่วงอยู่กรุงเทพฯ ว่า เวลาว่างเขามักจะเข้าอินเทอร์เน็ตเปิดยูทูบหาความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรจากคนที่เป็นปราชญ์ทางด้านเกษตรหลายต่อหลายคน แต่คนที่โดดเด่นมากคือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ เจ้าของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์) จากนั้นจึงได้ตามอาจารย์ยักษ์เปิดดูคลิปของอาจารย์มาตลอด

“ผมตามอาจารย์ยักษ์มาได้ 6 ปี กับอีก 2 ปีที่ออกจากงานมาช่วยพ่อ รวม 8 ปี แค่ดูคลิปของท่านผมก็ได้ความรู้มากมายเลย ทั้งเรื่องดิน เรื่องน้ำ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง หรือโคก หนอง นาโมเดลที่อาจารย์กำลังขับเคลื่อนไปทั่วประเทศกับทางบริษัทเชฟรอนตลอดจนภาคราชการและประชาชน

อาจารย์ยักษ์บอกว่าในการทำเกษตรสิ่งสำคัญอันดับแรกต้องเตรียมน้ำก่อน ถ้าน้ำพร้อมเรื่องอื่นไม่ยาก ผมเลยโทรบอกพ่อให้ขุดบ่อเก็บน้ำในนาและเลี้ยงปลา ถือเป็นโชคดีที่พ่อชอบเกษตรเหมือนกัน ท่านเลยขุดทั้งหมด 9 บ่อ แต่ไม่ได้ขุดทีเดียว ทยอยขุดมาเรื่อยๆ คนอื่นขุดให้บ้างแต่เป็นการแลกกัน เขาเอาดินเราได้บ่อ ขุดด้วยเงินเราบ้าง หลังๆ ราชการมาช่วย

พอขุดบ่อแล้ว (ยังไม่ครบ 9 บ่อ) ผมแนะนำพ่อให้ไปเรียนกับอาจารย์ยักษ์ที่มาบเอื้อง จ.ชลบุรี จากนั้นพ่อกลับมาแอ็กทีฟมาก มีการขุดคลองไส้ไก่ ทำโคกหนองนา อยู่ 2-3 ปี แล้วผมก็ออกจากงานมาช่วย สิ่งที่ผมทำกับพ่อและครอบครัวคือ การปรับปรุงดินให้สามารถเพาะปลูกได้โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปี”

วัฒน์ กล่าวว่า ตอนนี้ดินที่นาปลูกอะไรก็ขึ้นงามเขียวขจีมีต้นไม้ 200 กว่าชนิด เช่น ไม้ยางนา สัก ประดู่ พยุง เต็งรัง เป็นต้น จนได้ป่ามาส่วนหนึ่ง ปลูกอะไรลงไปก็จดบันทึกไว้ ส่วนที่กินได้เยอะมาก มะนาว 300 ต้น (4 พันธุ์) กล้วย มะละกอ เป็นร้อยๆ ต้น มะม่วง 200 ต้น พันธุ์มหาชนก ส่วนใหญ่เขาส่งออกญี่ปุ่นกันแต่ของเขาเพิ่งปลูกได้ 3 ปี รวมทั้งพืชผักสวนครัวอีกมากมาย

“ทั้งหมดนี้ใช้ศาสตร์พระราชาอย่างเดียว ผลผลิตที่ได้แจกฟรีก่อนเลย ใครมาที่นาผม อยากกินอะไรเอาไปเลย ผมเน้นแจกก่อน เรื่องขายค่อยว่าทีหลัง อาจารย์ยักษ์บอกว่าศาสตร์พระราชาต้องเดินทีละก้าว ต้องแจกก่อนทำบุญก่อน แล้วขายก็ไม่สาย แล้วเวลาขายคนก็จะมาอุดหนุนเอง”

วัฒน์ เล่าว่าต่อ รายได้ที่เข้ามาในครอบครัวในช่วงนี้ หลักๆ มาจากการเพาะพันธุ์ไม้ขาย มีทั้งไม้ผล เช่น ตอนกิ่งมะนาวขาย เพาะพันธุ์มะละกอ และอื่นๆ ส่วนไม้ยืนต้น เช่น ยางนา จะขายดีมากจนเพาะไม่ทัน หรือใครต้องการซื้อปลาก็จับให้ได้ในบ่อมีเยอะ อีกรายได้หนึ่งมาจากขายดินสำหรับปลูกพืชทุกชนิด

“ชีวิตตอนนี้แตกต่างจากตอนอยู่กรุงเทพฯ ถึงหนี้สินยังมีอยู่แต่ความสุขเพิ่มขึ้นมากครับ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ทำมาหากินไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายชีวิต ไม่มีความมั่นคง และไม่ค่อยมีความสุข ของกินอะไรๆ ก็แพง มะนาวตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมซื้อกินลูกละ 10 บาท มาเกือบ 2 ปี แต่อยู่บ้านผมแจก มันต่างกันเยอะ บอกเลยว่าตอนนี้ทุกคนในบ้านมีแต่รอยยิ้ม พ่อ แม่ เมีย ถึงมีหนี้ก็ยิ้มได้เพราะอีกไม่นานก็หมดแล้ว”

So Hum Mantra Meditation : โซ ฮัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 11:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536408

So Hum Mantra Meditation : โซ ฮัม

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

มนตรา โซ ฮัม แปลว่า ฉันคือ สิ่งนั้น So แปลว่า “That” และ Humแปลว่า “I” เมื่อรวมกัน จึงแปลว่า I’m that ซึ่งคำว่า “That” เป็นตัวแทนของจักรวาล Universe ดังนั้นมนตรานี้จึงเป็นสัณลักษณ์ที่บอกกับเราในความเป็นจริงของธรรมชาติ ว่าเราติดต่อและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ของจักรวาล

การสวดมนตราเป็นเทคนิคการทำสมาธิแบบเรียบง่ายและ

เบื้องต้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีสมาธิสั้น การสวดมนตราสั้นๆ เป็นวิธีโบราณที่คลาสสิกที่สุด เป็นเครื่องมือที่จะส่งให้จิตใจที่ฟุ้งซ่าน ค่อยๆ เงียบลงช้าๆ ในแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการสวดจะเคลื่อนย้ายพลังงานและเชื่อมโยงพลังของธรรมชาติเข้าด้วยกันวิธีปฏิบัติ

หาสถานที่ที่เงียบสงบ หรือในป่าเขา ท่ามกลางธรรมชาติ โดยจะนั่งที่โขดหินที่พื้นหรือบนเก้าอี้ก็ได้ นั่งหลังตรง หลับตา ส่งความรู้สึกรับรู้ถึงความรู้สึกภายในดึงจิตกลับเข้าสู่กาย ปล่อยใจให้ว่าง นิ่ง สงบ โฟกัสที่ลมหายใจ เข้า-ออก รับรู้ถึงลมที่ผ่านจมูกลึกลงไปในช่องท้องของเรา

ขณะที่หายใจเข้า เปล่งหรือสวดคำว่า โซ So ในใจ หรือจะสวดแบบออกเสียงได้ยิ่งดี รับรู้ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น ที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต จากนั้น

ขณะที่หายใจออก สวดคำว่า ฮัม Hum ในใจหรือจะสวดแบบออกเสียงก็ได้ ซึ่งสำหรับผู้ฝึกหลายๆ คน การสวดแบบออกเสียงจะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของมนตราได้ง่ายกว่าขณะที่เราสวดมนตราให้รับรู้ถึงตัวเราพลังชีวิตของตัวเรา ว่าเราและพลังงานในจักรวาลนั้นล้วนเชื่อมโยง เกื้อหนุน และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ผ่านความรักความเมตตา ความดีงาม ความบริสุทธ์ิให้แผ่ขยาย จากตัวเรา สู่จักรวาล และดูดซับพลังเหล่านั้นให้เลื่อนไหลผ่านเข้ามาในหัวใจ และถ่ายทอดออกกลับคืนไปสู่จักรวาลอีกครั้ง

เมื่อเราสวดมนตราหลายๆ รอบ จนกระทั่งเกิดพลังแห่งความนิ่งสงบ มนตราจะละลายเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้วมนตรานั้นก็จะหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ เพราะเราใช้มนตราน้อมนำความสงบเข้ามาและไม่ว่าจะเวลาใดที่ไหน ขอให้พลังแห่งสมาธิคงอยู่กับเราในทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เราทำ จงเฝ้าระวังและให้การมีสติกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราตลอดไป…นมัสเต

‘จับมือลูกเดินไปพร้อมกับงานที่เรารัก’ อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536394

‘จับมือลูกเดินไปพร้อมกับงานที่เรารัก’ อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ

โดย จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ

เมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่า การทำทีละอย่างโดยไม่ปะปนกันจะทำให้สิ่งๆ นั้นออกมาดีที่สุด แต่กับ “เติ้ล” อัมพิกา ชาญวิริยะวุฒิ คุณแม่ผู้รักในการทำงาน เธอกลับมีวิธีจัดการระหว่างงานที่เธอรักและลูกที่เธออยากดูแลได้อย่างลงตัว

การทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท เดนท์สุ อีจิส เน็ตเวิร์ค ซึ่งแม้ว่าจะมีงานรัดตัวจนมีเวลาค่อนข้างน้อยกว่าคนอื่น แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เธอสามารถพาลูกสาวคนเดียวไปทำงานด้วยตั้งแต่อายุ 10 เดือน เพราะเธอเชื่อว่าสามารถทำสองอย่างนี้ควบคู่กันไป

 “ต้องเท้าความก่อนว่า เติ้ลเป็นคนทำงานหลัก แล้วต้องดูแลน้องแอนนาไปด้วย ซึ่งงานของเติ้ลส่วนหนึ่งบางครั้งก็ต้องไปต่างจังหวัดในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาน้องสาวและคุณแม่จะเป็นคนช่วยดูแล แต่ก็พยายามจัดการเวลาไปทำงาน โดยการไปเช้าและกลับเร็ว พยายามเคลียร์งานให้เสร็จ จัดการทุกอย่างภายในเวลาทำงานให้มากที่สุด

ส่วนที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปเวิร์กช็อปก็จะถือโอกาสพาน้องแอนนาไปด้วย ถ้าในทริปที่คุณแม่และน้องสาวไปได้ก็จะฝากในช่วงระหว่างวัน ส่วนช่วงเย็น ถ้ามีเวลาก็จะใช้เวลาอยู่กับเขา หรือพาเขาเข้าร่วมในเวิร์กช็อปด้วย”

 นอกจากนี้ เธอมักจะพาลูกสาวไปเที่ยวที่ออฟฟิศ

 “เรียกง่ายๆ ว่าน้องแอนนาเป็นเด็กที่โตในออฟฟิศ” เธอกล่าวต่อ เนื่องจากองค์กรที่เธอทำงานอยู่สามารถพาลูกมาด้วยได้ อีกทั้งองค์กรสมัยนี้เริ่มเข้าใจในบทบาทของคุณแม่ที่ต้องทำงานมากขึ้น

เติ้ล อัมพิกา ยังกล่าวด้วยว่า ผลจากการพาน้องแอนนาไปทำงานทำให้ลูกสาวค่อนข้างโตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งบางครั้งคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความคิดที่จะพาลูกเข้ามาในชีวิตการทำงาน เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเข้ากันได้

 บางคนกังวลว่าการพาลูกหรือครอบครัวเข้ามา จะดูไม่มืออาชีพหรือเปล่า แต่เธอกลับมองว่าการทำถูกที่ถูกเวลา ถูกจังหวะ และถูกกาลเทศะ ลูกจะได้ประโยชน์และจะเข้าใจบทบาทในแง่ของการเข้าสังคม และไม่ค่อยมีปัญหาในแง่ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ด้วย

“มีช่วงหนึ่งเติ้ลต้องไปทำงานที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นงานที่รักมาก แต่มีจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกงานหรือเลือกลูก สุดท้ายเติ้ลตัดสินใจทิ้งงานเพื่อกลับมาหาลูก เพื่อใช้เวลากับลูกมากขึ้น แต่ถ้ากลับไปคิดใหม่ มันน่าจะมีวิธีการบริหารจัดการได้ เติ้ลเข้าใจว่าคุณแม่ที่ต้องทำงาน โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กดดัน มีภาระที่ต้องเป็นคนดูแลลูกอย่างนี้ อาจมองว่าอย่าพยายามแยกเรื่องงานกับเรื่องครอบครัวออกจากกันร้อยเปอร์เซ็นต์

 แต่บางทีมันมีเส้นบางอย่างที่เบลอๆ แล้วมันสามารถรวมด้วยกันได้ เราต้องพยายามหามุม หาจุดว่าทำอย่างไรถึงจะเข้าหากันได้อย่างเหมาะสม มันมีมุมที่ทำให้ลูกเข้าใจในบทบาทเราได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราต้องไม่ละเลยในบทบาทการเป็นคุณแม่ อย่าพยายามกดดันตัวเอง หาจุดที่มันพอจะรวมกันได้ พยายามหาองค์กรที่เข้าใจ หรือหางานที่สามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้บาลานซ์ที่สุด”  เธอกล่าวทิ้งท้าย

ทุกวันนี้แม่เติ้ลยังพาลูกสาววัย 12 ปี ไปออฟฟิศด้วยกัน ทำให้เธอได้ทำงานที่รักและลูกยังได้เปิดโลกทัศน์ รวมถึงสร้างมุมมองมิติการใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม

องอาจ กิตติคุณชัย นั่งสมาธิดีต่อใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536391

องอาจ กิตติคุณชัย นั่งสมาธิดีต่อใจ

โดย  พรสวรรค์ นันทะ

การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจมูลค่าร้อยล้านพันล้านบาทได้อย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง นักธุรกิจมักผ่านอุปสรรคเป็นบททดสอบก่อนเสมอ จึงสามารถยืนหยัดมาได้

หนึ่งในนักธุรกิจที่ฝ่าฟันอุปสรรคผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมามาก แต่ก็ยังประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่งแล้วนั้น ควรนับ องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท (SUN) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานด้วย

องอาจ เล่าถึงวิธีผ่อนคลายที่ทำให้เขามีสติและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคจนมามีวันนี้ได้ว่า ช่วงที่เจอมรสุมชีวิตเขาก็หาทางออกผ่อนคลายหลายวิธี เริ่มจากการนั่งสมาธิ เข้าคอร์สและฝึกมาตั้งแต่ช่วงปี 2541-2543 ซึ่งมีผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งแนะนำให้ทำ เพื่อขจัดขยะในหัว ทำให้โล่งโปร่งสบาย

“จะคิดอ่านอะไรก็คิดออกง่าย การนั่งสมาธิมันเหมือนเราอาบน้ำแปรงฟันทุกวัน ยิ่งวันที่ทำงานหนักๆ ยิ่งต้องทำเลย ดังนั้น ผมจึงพยายามจัดเวลานั่งสมาธิให้ได้บ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 20 นาที”

นอกจากนี้ การผ่อนคลายอื่นคือการเล่นกอล์ฟบ้าง แต่เมื่อหลายเดือนก่อน องอาจเจ็บหัวไหล่จึงพักการเล่นไปว่ายน้ำออกกำลังกาย และวิธีสุดท้ายที่ทำมาตลอดคือ การจดบันทึกเรื่องราวที่ทำทุกวัน

“จดสิ่งที่คิดและจดสิ่งที่รับรู้ว่ามีประโยชน์ก็จะจดไว้กันลืม รวมไปถึงจดสิ่งที่ได้เริ่มต้นทำไปแล้ว และสิ่งที่คิดได้ว่าควรทำ หรือเรื่องราวที่คิดไว้และได้ทำไปแล้ว เช่น เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว พาคุณแม่วัย 97 ปี และครอบครัวไปเที่ยวที่ชะอำ และไปโรดโชว์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนจะเข้า เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้บันทึกเรื่องราวไว้

การนั่งสมาธิและปฏิบัติให้ได้อยู่เสมอ ช่วยให้ผมรู้สึกปลอดโปร่ง รู้สึกโล่ง มีสติเสมอ การทำสมาธิช่วงแรกๆ ที่ทดลองทำต้องยอมรับว่ายาก เหมือนใครบอกเราไปโดดตึกสูง ไม่ชอบ ไม่อยากทำ คิดเยอะ แต่พอทำได้และเข้าใจกับมัน มันช่วยให้เรามองสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปได้ดีขึ้น ทำให้ผมเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ และมีสุขภาพที่ดีด้วย

ที่สำคัญมันทำให้ผมไม่เดือดดาลกับธุรกิจมากเกินไป สมัยก่อนจะฝึกสมาธิ ธุรกิจกำไรน้อยจะกังวลมาก แต่ปัจจุบันธุรกิจจะกำไรมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่เป็นไร ได้เท่าไรก็แบ่งปันกัน แค่ตั้งใจบริหารงานและทำให้ดีที่สุดก็พอ และเมื่อมีกำไรก็อยากแบ่งปันกับสังคมด้วย

ใครยังไม่ลองฝึกนั่งสมาธิผมแนะนำเลยนะ เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เราควรเลือกวิธีออกกำลังกายสักวิธีที่เหมาะกับเรา ถ้าทำได้แล้วเราจะสบายผ่อนคลายได้จริงๆ” องอาจ กล่าวพร้อมรอยยิ้มสดใส

ว่าไปแล้ว องอาจเพิ่งนำธุรกิจที่ปั้นมากับมือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2560 โดยเขามองว่าธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณภาพ สะดวก สะอาด ที่ขายในราคาที่คนเข้าถึงยังมีแนวโน้มเติบโตได้ ตามแนวโน้มคนรักสุขภาพที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับจำนวนประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ถ้าคัดสรรสินค้าให้ดีมีคุณภาพได้จริง เชื่อว่าจะเติบโตได้แน่นอน ไม่เฉพาะในประเทศ แต่จะขยายไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นอีก จากปัจจุบันที่สินค้าของ SUN ขายในต่างประเทศในสัดส่วน 80% อีก 20% ในอนาคตหากสามารถระดมทุนได้ตามแผน และธุรกิจเติบโตดีอย่างที่คาดไว้ เขายังเตรียมจะต่อยอดธุรกิจไปยังซูเปอร์ฟู้ด หรืออาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งอาจช่วยรักษาโรคบางอย่างได้ด้วย เช่น ถั่ว งา ธัญญาหารอื่นๆ เป็นต้น เนื่องจากเป็นเทรนด์ของโลกที่คนเริ่มหันมารับประทานอาหารที่มีคุณภาพเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

“ทุกวันนี้คนอายุยืนขึ้นและรักษาสุขภาพมากขึ้น เน้นกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงแต่งน้อยหรือไม่ปรุงแต่งเลย เรื่องนี้ทำให้ผมเลือกมองหาช่องทางต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร ด้วยโจทย์ที่เริ่มต้นว่าต้องเป็นพืชที่มีมากพอที่จะผลิตได้ตลอดปี ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ แต่คนส่วนใหญ่เข้าถึงด้วยราคาที่ไม่แพงมาก จึงมาลงตัวที่ข้าวโพดหวาน ปัจจุบันสินค้าเราได้รับการยอมรับในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น ส่วนในไทยก็เริ่มหาช่องทางขายปลีกผ่านร้านเซเว่นอีเลฟเว่นแล้ว” องอาจ กล่าว

เขาเล่าว่า ธุรกิจอาหารในปัจจุบันมีความโชคดีที่มีเทคโนโลยีมาช่วยต่อยอด อยู่ที่ว่าจะต่อยอดอย่างไร? ให้ของที่มีประโยชน์เหล่านี้เป็นอาหารพร้อมรับประทานแต่มีประโยชน์

“อนาคตอาจเห็นการนำวัตถุดิบธัญญาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งผ่านงานวิจัยพัฒนาจนสามารถออกมาจำหน่ายมากขึ้น เหมือนฟาสต์ฟู้ดที่มีขายทั่วไปก็เป็นได้ เพราะผมคิดว่ายังมีช่องทางการทำธุรกิจอีกมากที่ไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต กระทั่งบัญญัติไว้เป็นหลักปฏิบัติส่วนตัว

อย่างการทำงานจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ว่า แต่ต้องทำแล้วมีความสุขเหมือนธุรกิจอาหาร ถ้าคัดสินค้าดีมีคุณภาพ คนซื้อไปกินก็มีความสุข ธุรกิจอาหารจึงต้องเน้นสะอาด ปลอดภัย ราคาที่คนเข้าถึง”

อย่างไรก็ดี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ องอาจก็เรียนรู้และแก้ไขมาไม่น้อย ชีวิตเริ่มต้นทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นคนงานในโรงงานย่านสมุทรปราการตั้งแต่อายุ 15-16 ปี เก็บเงินก้อนได้ก็มาเป็นพ่อค้าผลไม้รถเร่และขายส่งผลไม้ ทำอยู่นานจนได้รับความเชื่อถือจากลูกค้า ด้วยความที่ใส่ใจคัดคุณภาพสินค้าดีมาขาย เก็บหอมรอมริบมาจนมีทุนตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร

แต่ก็มาเจอวิกฤตในชีวิตช่วงต้มยำกุ้งปี 2540 ธุรกิจแทบล้มครืน ติดหนี้สินจำนวนมาก ถูกทวงหนี้แต่ไม่จ่าย ต้องก้มหน้ารับสภาพก็หลายครา ลำบากไม่ต่างจากเจ้าของธุรกิจอื่นในสมัยนั้น กว่าจะกลับมายืนได้ใหม่ไม่ง่ายเลย

การออกกำลังกาย เป้าหมาย วินัย และความมุ่งมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536387

การออกกำลังกาย เป้าหมาย วินัย และความมุ่งมั่น

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล      sopitasavang2010@gmail.com

หนุ่มสาวออฟฟิศในยุคปัจจุบันหันมาสนใจใส่ใจและดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นในทุกช่วงเย็นหลังเลิกงานไปจนมืดค่ำ ฟิตเนสของบริษัทต่างๆ ก็จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนวัยทำงานที่เข้ามาใช้บริการอย่างเนืองแน่น

การออกกำลังกาย หมายถึงกิจกรรมที่ทีกระทำแล้ว ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความฟิต ทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจ และหลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง

หยิบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การออกกำลังกาย : แนวทางการออกกำลังกายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (Exercise concepts for healthy lifestyle) ซึ่งเขียนโดย ผศ.ดร.นพ.ภาสกร วัธนธาดา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาและการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวในเว็บไซต์หาหมอ อธิบายว่า

การออกกำลังกาย (Exercise) คือ กิจกรรมที่มีการวางแผนเป็นลำดับขั้น เพื่อเพิ่มความฟิตของร่างกายโดยรวมตัวอย่างเช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง การปั่นจักรยาน ฯลฯ และการวางแผนที่กล่าวถึงนี้จะมีรายละเอียด เช่น ระยะเวลา ความหนัก และความถี่ ของการออกกำลังกาย

 เมื่อร่างกายมีความฟิตมากขึ้น แผนการออกกำลังกายในส่วนของระยะเวลา ความหนัก และความถี่ ก็สามารถปรับเพิ่มให้เหมาะสม เพื่อส่งผลให้เพิ่มความฟิตที่มากขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้นเช่นกัน

 เพราะฉะนั้นเมื่อถามถึงเป้าหมายการออกกำลังกายคืออะไร? เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น เพื่อการลดน้ำหนัก เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม ซึ่งแต่ละคนก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป

การกำหนดเป้าหมายจะช่วยทำให้รู้ทิศทางว่าควรออกกำลังกายแบบใด และเป็นการกระตุ้นสร้างกำลังใจให้ถึงเป้าหมาย

ชากร ศรีสุนทร ผู้จัดการแผนกสุขภาพและฟิตเนส จากฟิตเนส เฟิร์ส สาขาไลฟ์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ควรตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกาย เพราะการกำหนดเป้าหมายเปรียบเสมือนการสร้างแรงบันดาลใจ หรือแรงจูงใจในการที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างให้ได้ตามที่ตั้งไว้

 คล้ายกับการตั้งเข็มทิศว่าจะไปในทิศทางไหนและมุ่งไปในทิศทางนั้น ข้อดีของการกำหนดเป้าหมาย คือ

1.ทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

2.มีแบบแผนที่ชัดเจนในการลงมือทำ (รูปแบบการฝึก)

3.มีระยะเวลา (Timeline) ที่ชัดเจนและเหมาะสม

4.ประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย

หลักในการกำหนดเป้าหมายต้องคำนึงถึงว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริง อาจจะกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แต่ละช่วงจะมีไทม์ไลน์ เช่น ระยะสั้นอยู่ที่ 3-6 เดือน ระยะกลางอยู่ที่ 6 เดือน-1 ปี ระยะยาว 1-3 ปี

ทั้งนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยตามเป้าหมายนั้นๆ และเมื่อถึงเป้าหมายในทุกระยะก็ควรจะมีการให้รางวัลกับตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายประสบความสำเร็จ ควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะกับแต่ละเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เป้าหมายเพื่อการลดน้ำหนัก ในเบื้องต้นควรออกกำลังกายให้ครบทุกส่วนของร่างกาย แต่เน้นกิจกรรมที่มีการใช้การเผาผลาญเยอะๆ โดยจะเน้นเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การออกกำลังกายแบบ Functional Training หรือ Dynamic Movement Training ซึ่งเป็นการออกกำลังกายในลักษณะของการเคลื่อนไหวในหลายระนาบ เช่น ลุก นั่ง เดิน ก้ม ย่อ ยืด หมุนตัว ทำให้ร่างกายมีการใช้งานได้ครบทุกส่วน และเพิ่มเติมเรื่องของการควบคุมอาหาร

เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อควรเน้นการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน Resistance Training อาจจะเริ่มง่ายๆ จากการใช้ Body Weight เช่น Push up, Pull up จนกระทั่งไปถึงการใช้อุปกรณ์ Free Weight (Barbell, Dumbbell, Barbell Squats)

เป้าหมายเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงควรจะเน้นไปในการฝึกแบบ Cardio เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วมีการสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้น ถ้าเป็นกีฬาก็เป็นจำพวก วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

เป้าหมายเพื่อลดสัดส่วนเฉพาะจุดในความเป็นจริงจะไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าลดไขมันจะทำให้ทุกๆ ส่วนของร่างกายลดด้วย แต่ถ้าต้องการลดสัดส่วนเฉพาะจุดให้มีความชัดเจนมากขึ้นจะใช้การฝึกแบบ Weight Training เข้ามาช่วย เช่น ถ้าต้องการลดต้นขาควรฝึกท่า Leg Extension และท่า Leg Curl เป็นต้น

เพื่อความสวยงาม หรือร่างกายที่สมส่วน จะเน้นเป็นเรื่องของการเล่น Weight Training ควบคู่ไปกับ Functional Training แต่จะแตกต่างกันตรงความหนักและเวลา

สิ่งสำคัญที่สุดในการออกกำลังกายคือ วินัย ควรออกกำลังกาย 4-5 ครั้ง/สัปดาห์ วันละ 1 ชั่วโมง ถ้าไม่สามารถทำได้อาจจะลดจำนวนเวลาลง หรือเน้นในกิจกรรมที่เป็น Dynamic Movement Training โดยใช้ทุกส่วนของร่างกายในเวลาที่จำกัดประมาณ 25-30 นาที จะทำให้ร่างกายได้เผาผลาญแคลอรีได้เยอะ และควรทำพร้อมกับการควบคุมอาหารด้วย

เอนก พนาอภิชน ซีอีโอชอบความอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536384

เอนก พนาอภิชน ซีอีโอชอบความอิสระ

โดย ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

การวางแผนล่วงหน้าสำหรับชีวิตเกษียณนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องทำตอนที่อายุเข้าวัย 60 ปี แล้วค่อยลงมือทำ เพราะสำหรับรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือซีอีโอหนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ของอินทัชนั้น

เอนก พนาอภิชน ได้วางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้าว่า ไม่ต้องรอให้อายุถึง 60 ปี ก็อยากจะพักเรื่องงานไปใช้ชีวิตตามกิจกรรมที่อยากทำก่อนถึงวัยเกษียณแล้ว

เอนก เล่าให้ฟังว่า วางแผนเรื่องการเออร์ลี่รีไทร์มาก่อน และบอกน้องๆ ที่ทำงานมาโดยตลอด เพราะคิดว่ายังมีอีกหลายกิจกรรมที่สนใจอยากทำ แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมายจริงจังแบบคนอื่น

“สิ่งที่ผมมองเป็นหลัก คือเรื่องของการให้เวลากับครอบครัว ด้วยความที่ผมเป็นคนต่างจังหวัดและพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด ทำให้ผมอยากมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะทำคือใช้เวลากับท่านเยอะขึ้น

ผมมีบ้านที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ก็พยายามจะชวนพวกท่านมาอยู่ที่นี่ด้วยกันมากขึ้น แต่พอชวนท่านมาแล้วกลับไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านใกล้ชิดกับท่านมากนัก ทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ค่อยอยู่กับเขานะ อีกทั้งมาแล้วก็ไปไหนไม่ได้ ต้องรอให้ลูกกลับมาพาไปข้างนอก

เพราะตอนอยู่ต่างจังหวัด ท่านยังรู้สึกว่ามีสังคม จะไปร้านกาแฟเจ้าประจำก็ได้ มีเพื่อนให้พูดคุยพบเจอ แต่สมาชิกร้านกาแฟที่เป็นเพื่อนกันก็เริ่มหายไปทีละคน เวลาเจอหน้ากันก็คุยแต่เรื่องเจ็บป่วย ทำให้ท่านยิ่งกังวล ทั้งที่คุณพ่อผมเป็นคนแข็งแรงมาก ไม่ค่อยจะป่วยเป็นโรคอะไร แต่ด้วยความที่แวดล้อมด้วยคนป่วย จึงชอบคิดว่าตัวเองป่วยไปด้วย พอไปหาหมอตรวจออกมาว่าไม่ได้เป็นอะไร ท่านก็ยังไม่เชื่อ ก็เลยอยากจะมีเวลาใกล้ชิดกับท่านมากกว่านี้”

นอกจากนั้น เอนกก็มีงานอดิเรกเรื่องการถ่ายภาพ เขาอยากจะไปท่องเที่ยวร่วมกับเพื่อนๆ ที่เออร์ลี่รีไทร์ไปตามสถานที่ต่างๆ

“มีเวลาถ่ายรูปไว้ รวมทั้งก็มองในเรื่องของการเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารที่อยากจะให้ไปแชร์ประสบการณ์ความรู้ด้านการลงทุนต่างๆ แต่อาจไม่ใช่ทำเต็มตัว ก่อนหน้านี้ก็มีการให้คำแนะนำ แนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาให้กับนักลงทุนหรือเจ้าของธุรกิจ ที่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสายโทรคมนาคม

ผมแค่แชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เขาไปเดินหน้าต่อ ซึ่งการที่ผมแชร์ไปนั้นก็ไม่รู้ว่าเขานำไปใช้หรือเปล่า รวมทั้งไม่ได้หวังรายได้จากตรงนั้น”

นอกจากนี้ ด้วยสายงานที่เกี่ยวกับการลงทุนและการเงิน ทำให้เอนกคิดว่าความมั่นคงทางรายได้ในเรื่องของการลงทุนในหุ้นขณะนี้ ก็สามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างไม่ต้องกังวลแล้ว

“ด้วยความที่ผมเป็นคนโสด ทำให้ผมไม่ได้กังวลเรื่องการเงินที่ต้องมีไว้เผื่อมากนัก ถ้าเซตเซฟตี้เลเวลของเงินที่เก็บ ตอนนี้เป้าหมายก็ถือว่าอยู่ในจุดที่พอใจแล้ว รายได้ที่เข้ามาตอนนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมและงอกเงยจากการลงทุน ผมไม่มีหนี้ที่ต้องกังวลและยังให้ความช่วยเหลือครอบครัวได้ แบบไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้คืนหรือไม่ ซึ่งคนที่คิดแบบนี้ได้ไม่ใช่มีแค่ผมนะ แต่เพื่อนๆ หลายคนเออร์ลี่และใช้ชีวิตอิสระได้แล้ว

หลายคนไม่ยึดติดกับองค์กรและอยู่ได้อย่างมีความสุข ทั้งดูแลครอบครัว ออกทริป ปฏิบัติธรรม กลุ่มเพื่อนผมมีความคิดเออร์ลี่กันเยอะ กลุ่มคนที่มีโอกาสและทางเลือกจะเลือกเออร์ลี่ก่อน ซึ่งคนที่มีศักยภาพหลายคนก็เลือกเส้นทางนี้กันมากขึ้น”

สิ่งที่เอนกคิดไม่ได้เพิ่งมาเกิด แต่เป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ตั้งแต่สมัยก่อนกับซีอีโอคนเก่าที่อยู่รุ่นเดียวกันและคุยเรื่องนี้กันมาตั้งเยอะ ทว่าเขาเจอปัญหาเรื่องสุขภาพก็เลยหยุดทำงานไปก่อน

“ผมคิดว่าคนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เจอวิกฤตของชีวิตเนี่ย มุมมองชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย จะเห็นคุณค่าของสุขภาพเยอะขึ้น เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของชีวิต ผมเชื่อว่าหลายคนที่เปลี่ยนมุมมองเกิดจากเจอวิกฤตของชีวิตเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนใกล้ตัวเจ็บป่วย จะเปลี่ยนมุมมองเลย และมุมมองนั้นกลับสร้างโอกาสดีๆ ให้กับเขา

อย่างตอนที่คนรอบข้างอาจพูดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าหู แต่พอเจอวิกฤตด้วยตัวเองครั้งเดียว ทุกอย่างเปลี่ยนหมดเลย หรือเรื่องที่เคยปล่อยวางไม่ได้ แต่เมื่อเจอชีวิตที่เหลืออยู่อย่างจำกัดเนี่ย สิ่งที่เคยวางไม่ได้อาจวางได้แบบเฉยๆ เลย”

สุดท้าย เอนก บอกว่า การวางแผนชีวิตก่อนล่วงเข้าสู่วัยเกษียณนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการมองอนาคตอย่างรัดกุมและมั่นคง พร้อมเป็นเป้าหมายที่ทำให้รู้ว่าควรเดินไปในทางใด ซึ่งการวางแผนชีวิตหลังการทำงานหนักมาโดยตลอดจะได้ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมและความฝันที่เคยคิดไว้

“ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องมี อยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะวางแผนไว้อย่างไร?”

กินให้ครบ 5 หมู่ ยังไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 15:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/536003

กินให้ครบ 5 หมู่ ยังไม่พอ

เรื่อง: ภาดนุ  ภาพ: เอพี

เราได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน-เกลือแร่ แต่เมื่อถึงยุคนี้แค่กินให้ครบ 5 หมู่เท่านั้นคงยังไม่พอ เพราะยังไม่ได้ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีหรือห่างไกลโรคได้อย่างแท้จริง สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นอยู่ที่การเลือกกินของเราต่างหากล่ะ

หลายคนอาจนึกสงสัยว่า เหตุใดการกินแฮมเบอร์เกอร์กับน้ำอัดลม กินข้าวผัดกะเพรากับชาเย็น หรือกินผัดซีอิ๊วกับโอเลี้ยง ล้วนต่างก็ให้สารอาหารครบ 5 หมู่เช่นกัน แต่ทำไมถึงไม่ช่วยให้เราห่างไกลโรค และหากกินอาหารแบบนี้เป็นประจำ เราก็อาจจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด หรือโรคไต ได้ในที่สุดอีกด้วย

เพราะอาหารดังกล่าวแม้จะมีสารอาหารครบ 5 หมู่ แต่ก็มีสารอาหารบางอย่างมากเกินไป หรือบางอย่างน้อยเกินไปจนไม่สมดุล ซึ่ง สารอาหารที่เราได้รับมากเกินไปก็คือ โปรตีนจากสัตว์ ไขมันอิ่มตัว น้ำตาล ส่วนสารอาหารที่เราได้น้อยเกินไปก็คือ วิตามิน เกลือแร่ โปรตีนจากพืช กรดไขมันที่จำเป็น และใยอาหาร

ความจริงก็คือ สารอาหารที่มากเกินไปนั้นจะเกิดการตกค้างหรือสะสมในร่างกาย และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ส่วนการได้รับ สารอาหารที่น้อยเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายทำงานบกพร่องและทำให้เกิดโรคได้เช่นกัน

1. อาหารราคาแพง อาจจะไม่ใช่อาหารที่ดี

เท่าที่เกริ่นมาผู้อ่านก็คงจะเริ่มมองเห็นภาพออกแล้วว่า อาหารราคาแพงๆ อาจจะไม่ใช่อาหารที่ดีก็ได้ เช่น อาหารอิตาเลียนที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนเกิน สเต๊กราคาแพงที่เต็มไปด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์และไขมันอิ่มตัว อาหารโต๊ะจีนที่เต็มไปด้วยไขมัน เค้กและเบเกอรี่ที่สวยงามที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันส่วนเกิน และไขมันทรานส์ ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้เราก็จะได้คำตอบว่า สาเหตุที่คนมีเงินมากชอบกินอาหารราคาแพง แต่กลับมีสุขภาพที่ย่ำแย่ ก็เพราะอาหารแพงๆ ที่พวกเขากินนั้น มีสารอาหารบางอย่างมากไป (คาร์โบไฮเดรต ไขมัน) และมีสารอาหารบางอย่างน้อยเกินไปนั่นเอง (วิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร)

ในขณะเดียวกันอาหารที่คนส่วนใหญ่กิน ทั้งข้าวผัดกะเพรา ผัดซีอิ๊ว ชาเย็น โอเลี้ยง หรือแม้แต่ไก่ทอด หรือพิซซ่า ต่างก็อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและไขมันส่วนเกิน ซึ่งทำให้สุขภาพย่ำแย่ได้เช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าโรคเรื้อรังเป็นโรคที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น หากกินอาหารไม่สมดุล ทั้งคนรวยและคนจนก็สามารถเป็นโรคเหล่านี้ได้เหมือนกัน

ในทางตรงข้ามอาหารบางประเภท แม้ว่าราคาอาจจะไม่แพงมาก เช่น ข้าวกล้อง 1 จาน แกงจืดมะระสอดไส้หมูสับ 1 ถ้วย ฝรั่ง 2 ชิ้น มะม่วง 2 ชิ้น น้ำเปล่า 1 แก้ว แต่อาหารมื้อนี้ให้สารอาหารที่ครบถ้วนสมดุลมากกว่า อาหารแบบนี้ต่างหากที่ถือได้ว่าเป็นอาหารที่ดี สรุปง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ราคาแพงหรือไม่ หากให้สารอาหารครบถ้วนสมดุลก็เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ดี

 

2. กินตามใจ ไปกันทั้งบ้าน

พ่อแม่ส่วนหนึ่งมักจะถามลูกๆ ว่าอยากกินอะไร แล้วก็จะทำอาหารให้กิน หรือมักจะซื้ออาหารที่ลูกชอบ รวมทั้งเวลาไปกินอาหารนอกบ้านก็มักจะเลือกอาหารที่ชอบ หรือเลือกอาหารที่ราคาแพง โดยไม่เคยตั้งข้อสังเกตหรือให้ความสนใจว่า อาหารแต่ละคำ แต่ละมื้อ ที่เรากินเข้าไปนั้น มันมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร มีประโยชน์หรือมีโทษต่อร่างกายอย่างไร

การเลือกวิธีกินแบบนี้ จะทำให้เราและคนในครอบครัวขาดสารอาหาร ทั้งๆ ที่กินครบ 3 มื้อ (หรือกินมากด้วย) และได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินไป เพราะข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เด็กก่อนวัยเรียนมีปัญหาขาดสารอาหารถึงร้อยละ 25 ขณะที่เด็กในวัยเรียนมีปัญหาขาดสารอาหารร้อยละ 20

ในขณะเดียวกันบางคนที่เลี้ยงสุนัขกลับเลือกให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูป โดยมีการตรวจดูที่ฉลากว่า มีวิตามิน เกลือแร่ สารอาหารต่างๆ ที่ครบถ้วนเหมาะสมหรือเปล่า เพื่อให้สุนัขมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่กลับไม่เคยสนใจเลยว่า อาหารที่ตัวเองและคนในครอบครัวเลือกกินมีสารอาหารครบถ้วนเหมาะสมหรือไม่ คิดแล้วก็น่าเศร้านะ หากเราดูแลสุนัขดีกว่าดูแลตัวเองและคนในครอบครัว จนทำให้ทุกคนป่วยเป็นโรคเรื้อรังได้

3. ป่วยเพราะตามฝรั่ง

หากย้อนกลับไป 50-60 ปีที่ผ่านมา ในเมืองไทยมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังน้อยมาก เพราะคนไทยในยุคนั้นมักนิยมกินผักเป็นพื้นฐาน เรียกได้ว่ามื้อไหนๆ ก็จะต้องมีผักขึ้นโต๊ะ ทำให้ได้รับวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหารเพียงพอ แถมยังกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมันไม่มาก

ในปัจจุบัน คนไทยมีพฤติกรรมการกิน ที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยปรุงอาหารเอง และกินอาหารธรรมชาติในท้องถิ่นตามฤดูกาล ก็เปลี่ยนมากินอาหารแบบคนตะวันตก ที่มี เนื้อสัตว์ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น แต่ขาดวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร เราจึง เป็นโรคเรื้อรังกันมากขึ้นเพราะกินตามแบบ ฝรั่งนั่นเอง

งามด้วยศีลห้า กุลบุตร-กุลธิดาต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 15:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535999

งามด้วยศีลห้า กุลบุตร-กุลธิดาต้นแบบ

เรื่อง วรธาร

โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่มีสมาชิกโครงการจากทั่วประเทศประมาณ 43 ล้านคน เชื่อว่าคนไทยรู้จักและจดจำได้ดีโดยเฉพาะชื่อของโครงการ ที่มักจะเรียกสั้นๆ ติดปากว่า โครงการหมู่บ้านศีล 5

โครงการนี้ริเริ่มโดยคณะสงฆ์อันมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ประธานอำนวยการโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านศีล 5) และมีพระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ประธานกรรมการขับเคลื่อนฯ ร่วมกับภาครัฐ วัดทั่วประเทศ และประชาชน ตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันโครงการได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากนี้ไปคงได้เห็นความสำเร็จของโครงการในแง่คุณภาพที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

หมู่บ้านศีล 5

พระพรหมเสนาบดี ประธานกรรมการขับเคลื่อนฯ กล่าวว่า โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เน้นการหาสมาชิกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมาย แต่จากนี้ไปเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพล้วนๆ เนื่องจากโครงการได้ถูกบรรจุในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีวาระละ 5 ปี เน้นเรื่องศีลเป็นหลักและขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาชีวิตตามหลักศีล 5 วิถีพุทธวิถีไทย ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมประเพณี เป็นต้น

“ตอนนี้ถ้าว่าในเรื่องคุณภาพโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ถือว่ายังด้อยอยู่เมื่อเทียบกับปริมาณ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี เรามีหมู่บ้านรักษาศีล 5 ต้นแบบเข้มแข็งหลายที่ เช่น หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน รักษาศีล 5 แทบ 100% ประชาชนตั้งอยู่ในศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เลี้ยงสัตว์ไว้กิน กินแต่มังสวิรัติ ประกอบแต่สัมมาชีพ ใช้หลักเศรษฐกิจ พอเพียง ทุกวันพระมาทำบุญพร้อมเพรียง

 

การที่ทำแบบนี้ได้ ทราบว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ยกที่ดินผืนหนึ่งให้ครูบาชัยวงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม แล้วครูบาชัยวงศ์ก็ไปจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านที่เป็นปกากะญอ แต่มีข้อแม้ทุกคนต้องรักษาศีล 5 จึงจะได้รับการจัดสรร นี่คือที่มา ทว่าคงเป็นเรื่องยากที่ทุกหมู่บ้านจะทำได้อย่างนี้ แต่เราก็ตั้งใจที่จะพัฒนาให้ประชาชนในหมู่บ้านนั้นๆ หันมาใส่ใจในเรื่องศีล 5 มากขึ้น เพราะศีล 5 สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม”

พระพรหมเสนาบดี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีล 5 ให้ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการกระจายข่าวสารไปถึงประชาชนทุกระดับตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ได้รู้แล้วหันมาให้ความสำคัญในการรักษาศีลมากขึ้น และเป็นที่น่ายินดีที่คณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านรักษาศีล 5) ได้จัดประกวดกุลบุตรกุลธิดาศีลห้า เนื่องในวันมาฆบูชาขึ้น

“อาตมามองว่าเป็นแนวคิดและโครงการที่ดีที่ต้อง ส่งเสริม เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยกุลบุตรกุลธิดาศีล 5 จะได้รู้จักศีล 5 รักษาศีล 5 ช่วยกันเผยแผ่ศีล 5 ให้คนอื่นได้รู้และขยายออกไปเยอะๆ เป็นต้นแบบของกุลบุตรกุลธิดาที่ดีของสังคม ประเทศชาติ และของพระพุทธศาสนา อาตมาพร้อมให้ความอุปถัมภ์ทุกอย่างเกี่ยวกับโครงการนี้”

กุลบุตร-กุลธิดาศีล 5 ช่วยงานศาสนา

ดร.สุทธิลักษณ์ สุทธิ ประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านศีล 5) เล่าถึงจุดประสงค์ของการจัดประกวด กุลบุตร กุลธิดาศีลห้า The Five Precepts (Thailand) เข้าใจศีล เข้าถึงปัญญา พัฒนาธรรม ว่า โครงการนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อต้องการสรรหาบุคคลที่มีบุคลิกภาพดี มีความประพฤติดี และมีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา มาร่วมเป็นทูตทางพระพุทธศาสนาให้กับคณะสงฆ์และมาทำหน้าที่รณรงค์สร้างความปรองดองสมานฉันท์ในชาติโดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะศีล 5 เป็นหลัก

 

ธนะวรรธน์ ณัฐวรไพศาล อนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และผู้ดำเนินการจัดการประกวด เล่าเสริมว่า ต้องขอบพระคุณที่พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ได้สะท้อนแนวคิดว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกวันนี้รู้จักศีล 5 น้อย และไม่ค่อยได้ประพฤติตัวอยู่ในศีล เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมามักจะใช้อารมณ์มากกว่าการพูดคุยกันดีๆ ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยเหตุนี้ทางอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ จึงได้จัดการประกวดกุลบุตรกุลธิดาศีลห้าขึ้น โดยเริ่มเปิดรับสมัครวันที่ 1-31 ม.ค. 2561

“ตอนนี้มีผู้ยื่นใบสมัครมาแล้วประมาณ 10 กว่าคน มีทั้งหญิงและชาย หลังจากรับสมัครแล้วจะมีการคัดเลือกให้เหลือฝ่ายละ 15 คน ในเดือน ก.พ. เพื่อเข้ารับการอบรมในเรื่องธรรมะ มารยาท วัฒนธรรมไทย และอื่นๆ โดยใช้สถานที่ของสถานีโทรทัศน์พระพุทธศาสนา (บีเอ็มซีทีวี) ทำกิจกรรมในวันนั้น”

ด้าน ดร.ศุภาชัย ผ่องสวัสดิ์ อนุกรรมการและเลขานุการ กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้ไม่มีการเก็บค่าสมัคร แต่มีกฎเกณฑ์ว่าผู้สมัครต้องมีอายุตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 17-28 ปี มีบุคลิกภาพดี เป็นพุทธศาสนิกชนจริง โดยประวัติที่เขียนมาต้องไม่มีหลักฐานทางเสียหายทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม

“หลังจากสมัครและได้รับการคัดเลือกเหลือฝ่ายละ 15 คน (ชาย 15 คน หญิง 15 คน) แล้ว จะมีการอบรม พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา อย่างน้อยเขาเหล่านี้จะต้องรู้จักศีล 5 รู้ความหมายของศีล 5 คืออะไร รู้จักการสมาทานศีล 5 และต้องมีการปฏิญาณตนตั้งใจที่จะปฏิบัติอยู่ในศีล 5 แม้ยังไม่บริสุทธิ์ทั้ง 5 ข้อก็ตาม แต่ตั้งใจรักษาไม่ให้ขาด

นอกจากนี้ เราจะปลูกฝังแนวคิดในการสมาทานศีล 5 เพราะบางคนเข้าใจว่าต้องสมาทานกับพระสงฆ์เท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็น เราสามารถสมาทานด้วยตัวเอง เช้า เย็น ก่อนนอนได้หมด ถ้าสมาทานบ่อยๆ ก็จะเป็นการย้ำเตือนใจไม่ให้ทำผิดศีล ต่อไปเขาก็จะรู้ว่าศีล 5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและรักษาได้ไม่ยาก ถ้าสมาทานบ่อยๆ ตั้งใจที่จะงดเว้นไม่ทำผิดศีลจริง”

ดร.ศุภาชัย กล่าวต่อว่า นอกจากต้องมีบุคลิกภาพดี มีความประพฤติดี และมีความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับการอบรมจากโครงการแล้ว ต้องเป็นบุคคลที่มีจิตอาสาอีกด้วย โดยเป็นสื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้รู้จักศีล 5 การรักษาศีล และหลักธรรมทางพุทธศาสนาอื่นๆ ด้วย

“ผู้ที่ได้ตำแหน่งจะปฏิบัติหน้าที่ 1 ปี เช่น อาจไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องศีล 5 และคุณธรรมพื้นฐานให้กับเด็กเยาวชนด้วยกันตามโรงเรียนต่างๆ ช่วยเหลือกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาทั้งของโครงการ ของคณะสงฆ์ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อาจช่วยรณรงค์ในเรื่องการทำบุญ การรักษาศีล การปฏิบัติธรรม ในเทศกาลและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ตลอดปี”

 

จากใจผู้สมัคร

มัลลิกา กิลส์ด็อง หรือ มะลิ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศรังสิต ปัจจุบันนอกจากเรียนหนังสือแล้วยังรับงานถ่ายแบบโฆษณาและเดินแบบด้วย โดยมีผลงานโฆษณาซันซิลเมื่อปี 2014 โฆษณา Yamaha Grand Filano 2017 และโฆษณาลูกอมริโคล่าที่กำลังรอออนแอร์ วันนี้เธอมาสมัครพร้อมด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจมาก

“พอรู้ว่ามีโครงการนี้สนใจค่ะ อยากทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2559 หนูก็เป็นทูตพระพุทธศาสนา วิสาขบูชามาแล้ว ในการทำหน้าที่ครั้งนั้นได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่ามากกับชีวิตหนูและครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ชอบเป็นคนที่ทำบุญตลอดและมักจะพาหนูไปด้วย เช่น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาไม่เคยขาด ขณะวันปกติก็จะใส่บาตรพระด้วยกัน”

เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน มัลลิกา บอกว่า ชอบนั่งสมาธิมากกว่าสวดมนต์และนั่งทุกคืนก่อนนอน เป็นการทบทวนสิ่งต่างๆ และอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและใจตั้งแต่เช้ามาจนถึงเข้านอน ถ้ามีอันไหนผิดพลาดไม่ดีก็จะได้แก้ไขและพยายามจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในวันต่อไป ส่วนเรื่องสวดมนต์ไม่ค่อยได้สวด สวดได้เฉพาะบทบูชาพระรัตนตรัย (อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา…) เท่านั้น

“หนูมีความปรารถนาที่อยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ ในฐานะกุลธิดาศีล 5 ถ้าสมมติว่าได้ก็จะตั้งใจทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญหนูอยากเห็นคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญในการรักษาศีล 5 เพื่อสังคมไทยจะเป็นสังคมที่มีแต่ความสุข มีความงดงาม มีความรักสามัคคี มีน้ำใจ เป็นสังคมที่ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์และไม่เบียดเบียนกันค่ะ”

ผู้สนใจสามารถเขียนใบสมัคร ประวัติส่วนตัว พร้อมรูปถ่ายและเบอร์โทรศัพท์ส่งมาที่ thefiveprecepts2018@gmail.com ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2561

‘วิ่ง’ เปลี่ยนฉันคนเดิม เป็นคนใหม่แสนสตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535900

‘วิ่ง’ เปลี่ยนฉันคนเดิม เป็นคนใหม่แสนสตรอง

เรื่อง: พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ: เสกสรร โรจนเมธากุล

กระแส Running Boom ในบ้านเรา ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งโดยร็อกเกอร์หนุ่มขวัญใจมหาชนอย่าง “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ที่ลุกขึ้นมาวิ่งจากใต้สุดสู่เหนือสุด ระยะทาง 2,190 กิโลเมตร เพื่อรับบริจาคสมทบทุนในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศจนเกิดกระแส “พี่ตูนฟีเวอร์ข้ามปี” จุดประกายให้หลายคนอยากลุกขึ้นมารักตัวเองด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

ในโอกาสก้าวสู่ศักราชใหม่ทั้งที ใครที่เคยผิดหวังซ้ำๆ กับเป้าหมายที่อยากจะหันมาเริ่มต้นดูแลตัวเอง อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไปอีกปี แค่เริ่มลุกขึ้นจากเตียง สวมรองเท้าวิ่ง แล้วพาหัวใจที่มุ่งมั่นออกมาโลดแล่นนอกคอมฟอร์ตโซนที่คุ้นเคย แล้วคุณจะรู้ว่าเป้าหมายไม่ไกลเกินเอื้อม เช่นเดียวกับ 3 เจ้าของเรื่องราวบันดาลใจที่มาร่วมถ่ายทอดที่สุดของประสบการณ์ก้าวข้ามขีดจำกัดในงานเปิดตัว “บัตรเครดิต KTC-REV” บัตรเครดิตสำหรับคนรักกีฬาและการออกกำลังกายใบแรกของประเทศไทย

สมชายให้สมชื่อ

หลายคนคุ้นภาพ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด นักร้องและนักแสดงมากความสามารถที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมานานถึง 30 ปี ในมาดนักฟุตบอล แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า ในเวลานี้นอกจากกีฬาฟุตบอลที่เขารักปักใจไม่เสื่อมคลาย อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่เขาตกหลุมรักมานานกว่า 2 ปี คือ การวิ่ง แถมเขายังตั้งเป้าหมายว่าชีวิตนี้จะต้องพิชิตมาราธอนให้ได้

 

“ก่อนมาเป็นศิลปิน ผมเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตั้งแต่ ม.1-ม.6 เป็นนักกีฬา เขตสิบ กรุงเทพฯ และยังเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพให้กับสโมสรกองทัพบกอยู่พักหนึ่ง แต่เพราะอาการบาดเจ็บหนักจากเอ็นเข่าข้างซ้ายขาด คุณหมอเลยสั่งให้หยุดเล่นและเข้ารับการผ่าตัด แต่ผมเลือกไม่ผ่าและหันมาดูแลตัวเอง พยายามสร้างกล้ามเนื้อแทน

นั่นยังไม่ใช่จุดพลิกผันในชีวิตของผม เพราะจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของผมที่ทำให้ลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง คือ ตอนมีลูก ผมมีลูกตอนอายุ 35 ปี เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนนี้ลูกเริ่มโต ผมดีใจที่เขาชอบเล่นฟุตบอล ชอบทำงานในวงการเหมือนผม ผมคิดเสมอว่า ถ้าอีก 10 ปีข้างหน้า ผมอยากเป็นคุณพ่อที่เล่นกีฬากับลูกได้ โดยไม่ต้องให้เขามาประคอง ถือไม้เท้า ผมต้องดูแลตัวเองให้ดี ผมกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนที่เทพศิรินทร์ และเริ่มต้นซ้อมวิ่งเมื่อ 2 ปีก่อน”

นักแสดงหนุ่มยังบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ลุกขึ้นมาวิ่ง แม้จะมีอาการบาดเจ็บที่เข่าเป็นขีดจำกัดว่า “ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมชื่อสมชาย ทำไมสมชายไม่จริง แถมยังแก่ก่อนกำหนด จนต้องกลับมานั่งคิดทบทวน

ผมคิดว่าผู้ชายอายุ 44 ย่าง 45 มีสองอย่าง คือ แก่แล้วแก่เลย กับแก่อย่างมีคุณภาพ ผมอยากเป็นอย่างหลัง ถึงเริ่มมาดูแลตัวเอง หลังๆ มานี้หลายคนเจอผมทักว่าทำไมดูหน้าเด็กลง เพราะผมเริ่มกลับมาวิ่ง ตอนนี้น้ำหนักหายไป 10 โล แต่ผมยังรู้สึกสดชื่น ผมมีความฝันว่าอยากพิชิตมาราธอน โดยมีลูกและภรรยารออยู่ที่เส้นชัย สิ่งที่ผมอยากได้ยินก่อนตาย คือ เวลามีคนมาถามลูกผม อยากเป็นอะไร คือ เขาอยากเป็นเหมือนพ่อ

เต๋า ยังทิ้งท้ายถึงคนที่อยากลุกขึ้นมาก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าว่า ขอเพียงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจ อย่าให้คำว่าเป็นไปไม่ได้มาปิดทางฝัน

“การวิ่งถ้าเรามีความตั้งใจ ผมว่าไม่ยาก แต่สิ่งที่ยาก คือ เวลาที่ต้องตื่นมาวิ่ง แต่ทำเถอะ แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในชีวิต ลดปัญหาสุขภาพ และความเครียด กฎสำคัญคือเราต้องวิ่งอย่างมีความสุข เพราะเวลาที่เราตั้งใจอะไรสักอย่าง แล้วต้องทำให้ได้ เราไม่ได้ต้องการเอาชนะคนอื่นเพื่อคุยโว แต่เรากำลังเอาชนะใจตัวเอง การที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากศรัทธาในตัวเองก่อน

หญิงเหล็กวงการนักวิ่ง

ใครว่าผู้หญิงคือเพศที่อ่อนแอ อย่างน้อยสาวร่างบาง นุ่น-อาจารี เกียรติเฟื่องฟู ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าพยายามและตั้งใจ ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ เร็วๆ นี้นุ่นเพิ่งพิชิตตำแหน่ง ฟูลไอร์เอินแมน (Full Ironman) จากรายการ Ironman Asia-Pacific Championship Cairns ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแคนส์ ประเทศออสเตรเลีย มาหมาดๆ

 

ใครที่สงสัยว่าไอร์เอินแมนคืออะไร นุ่นนิยามสั้นๆ พอให้เข้าใจว่า ไอร์เอินแมนเป็นการแข่งขันหฤโหดเพื่อหาผู้ที่แข็งแกร่ง โดยนักกีฬาที่เข้าร่วมพิสูจน์ความแข็งแกร่งด้วยการว่ายน้ำในทะเล 3.8 กิโลเมตร จากนั้นขึ้นมาปั่นจักรยานอีก 180 กิโลเมตร และลงมาวิ่งต่ออีก 42.195 กิโลเมตร ทั้งหมดต้องทำให้จบในวันเดียว 

หลายคนฟังแล้วส่ายหัว นุ่นเองก็เคยเป็นคนหนึ่งในนั้น แต่การวิ่งแบบมีเป้าหมายเพื่อท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ กลับจุดประกายให้ในที่สุดแล้วเธอตัดสินใจพาตัวเองออกจากกรอบ และก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งปวงทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำจนสำเร็จ

“นุ่นก็เหมือนผู้หญิงทั่วไป ชอบกินและทำอาหาร พานให้น้ำหนักขึ้นเอาๆ จนเพื่อนเริ่มแซวว่ามีน้ำมีนวล เลยลุกออกมาวิ่ง เริ่มที่สวนลุมฯ ครั้งแรกแค่วิ่ง 1 รอบสวนลุมฯ (ประมาณ 2.5 กม.) ยังไม่ไหว ต้องวิ่งผสมเดิน จนเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่เราอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ เลยพยายามซ้อมมาเรื่อยๆ จนเริ่มวิ่งได้ครบรอบ สองรอบ สามรอบ ก็เริ่มตั้งเป้าหมายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนผ่านมาราธอนมาได้หลายรายการ

สำหรับไอร์เอินแมนไม่เคยอยู่ในหัวเลย ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ แต่เพราะเรามีโค้ชที่ช่วยฝึกซ้อม บวกกับความตั้งใจ เราซ้อมหนักมากถึง 6 เดือนเต็มก่อนไปแข่ง วินาทีที่ได้รับการประกาศขณะเข้าเส้นชัยว่า You’re an Ironman คือที่สุด”

นุ่น ยอมรับว่าความสำเร็จที่ได้มาไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลของความทุ่มเท ด้วยความที่รับราชการ เวลาสำหรับการฟิตซ้อมร่างกายในแต่ละวันค่อนข้างจำกัด ต้องซ้อมทุกเย็นและวันหยุด ทุกสุดสัปดาห์จะซ้อมเสมือนจริง ยอมรับว่าหนักและเหนื่อย แต่พอผ่านมาได้ ทำให้รู้สึกว่า จากนี้ไม่มีอะไรที่จะผ่านไปไม่ได้อีกแล้ว ขอแค่มีความตั้งใจและมีการเตรียมพร้อม

“สำหรับนุ่น การวิ่งเหมือนเป็นตัวแทนของความเพียรพยายามทำในสิ่งซ้ำเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ในเดือน ส.ค.นี้นุ่นตั้งใจว่าจะไปแข่งไอร์เอินแมนอีกครั้ง แต่ตั้งเป้าว่าจะทำเวลาให้ดีกว่าเดิม จากสนามแรก นุ่นตั้งใจจบการแข่งขันในเวลา 15 ชั่วโมง ซึ่งเวลาจริงคือ 15 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าไม่ไกลกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก

บทเรียนชีวิตนอกห้องเรียน

หนึ่ง-สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ นักธุรกิจผู้พลิกชีวิตจากผู้ป่วยโรคมะเร็งสู่นักวิ่งมาราธอนระดับโลก 5 ปีมาแล้ว ที่เขาหันมาทุ่มเทให้กับการวิ่งอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าจะวิ่งให้ได้เดือนละ 250-300 กิโลเมตรต่อเดือน

“ผมวิ่งประมาณสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ผมมีเป้าหมายในใจว่าจะวิ่งให้ได้เดือนละกี่โล แต่ก็ไม่ได้กดดันตัวเอง ถ้าเดือนไหนทำไม่ได้ตามเป้า ก็ทบไปเดือนหน้า” หนึ่งกล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนย้อนถึงวันแรกที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่งอย่างออกรส 

“8 ปีที่แล้วผมป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รักษาอยู่ 6 เดือนด้วยการให้คีโม เจอผลข้างเคียงทั้งผมร่วง เล็บดำ น้ำหนักร่วง กินข้าวไม่ลง ถามว่าท้อมั้ย ผมไม่ท้อนะ แต่สิ่งที่แปลกใจคือ ไม่คิดว่าเราในวันนี้จะเปลี่ยนไปจากเราเมื่อ 8 ปีที่แล้วอย่างคาดไม่ถึง

ผมเปลี่ยนจากคนที่อ่อนแอที่สุด กลายเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดในชีวิต จากวันแรกที่ผมลุกขึ้นมาวิ่ง ผมซ้อมมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่การวิ่งมาราธอน แรกๆ ผมวิ่งแบบไม่ได้ตั้งเป้า เอาแค่จบรายการ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในความเป็นเรา แต่พอวิ่งๆ ไป ผมเริ่มมีความคิดว่าอยากจะทำสถิติการวิ่งให้ดีๆ เพื่อเอาไว้เป็นสถิติเพื่อให้ลูกดูว่า อีกหน่อยถ้าลูกจะทำอะไร ต้องตั้งใจทำ แล้วทำให้ได้แบบพ่อ สำหรับผมการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝน รู้จักบริหารเวลา จะซ้อมยังไงให้ได้ตามแผน

ผู้บริหารคนเก่งยอมรับว่า การวิ่งเปรียบเหมือนวิชาที่สอนอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ทำให้เขารู้จักตัวเองดีขึ้น ได้อยู่กับตัวเอง รู้รสชาติของความสำเร็จ และความผิดหวัง ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า สุดท้ายแล้วหลักการง่ายๆ ของคนที่อยากจะประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการฝึกซ้อม การวางแผนและการเตรียมตัวที่ดี ต่อให้บางครั้งเตรียมตัวดีแล้ว ก็อาจจะมีอีกหลายปัจจัยเข้ามาทำให้ต้องล้มเหลวได้ ซึ่งเราต้องรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ผ่านพ้นไปได้

หนึ่งกล่าวทิ้งท้าย พร้อมให้กำลังใจคนที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยประโยคสั้นๆ แต่แสนกินใจ… “ถ้าผมทำได้ คุณก็ทำได้

แค่เดิน…ก็เบิร์นแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 15:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535500

แค่เดิน...ก็เบิร์นแล้ว

เรื่อง พุสดี

รู้หรือไม่ว่าการเดิน (อย่างถูกวิธี) เพียงวันละ 30 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 120-170 แคลอรี คำถามคือ เดินถูกวิธีคือเดินอย่างไร ลองไปดูกัน

  • 1.เดินให้ว่อง (ไว) ลำพังการเดินทอดน่องไม่สามารถช่วยให้เบิร์น เพราะถ้าจะให้ได้ผล “ต้องเดินแล้วเหนื่อย” นั่นหมายความว่าต้องเดินให้เร็วๆ ก้าวเท้าถี่ๆ จะช่วยเผาผลาญแคลอรีจากกล้ามเนื้อขาและสะโพก พร้อมกระตุ้นการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานเพิ่มขึ้น เป็นการฝึกให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • 2. เดินแกว่งแขนไปมา หลายคนอาจไม่รู้ว่าบริเวณใต้รักแร้ของเรามีต่อมน้ำเหลืองอยู่ ดังนั้นการแกว่งแขนเท่ากับเป็นการช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองมีการไหลเวียนดีขึ้น ช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย วิธีแกว่งแขนที่ถูกต้องคือ แกว่งจากหน้ามาหลังให้สุด แต่เวลาแกว่งกลับมาด้านหน้าให้ผ่อน โดยแกว่งสลับกับขาที่ก้าวออกไปข้างหน้า วิธีนี้จะช่วยทำให้ลดการสะสมของไขมันที่ใต้ผิวหนังและช่องท้อง ช่วยบริหารบริเวณหัวไหล่ ช่วยคลายปวดไหล่ปวดบ่าจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
  • 3. เดินสลับวิ่ง บางคนที่สุขภาพแข็งแรง การเดินอย่างเดียวอาจไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยพอ ดังนั้น อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีเดินสลับวิ่ง เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของหัวใจ โดยช่วงแรกๆ อาจเริ่มจากเดิน 30 ก้าว สลับวิ่ง 30 ก้าว จากนั้นค่อยๆ ลดจำนวนการเดินเพิ่มจำนวนการวิ่งไปเรื่อยๆ