ออกกำลังกายแบบไหน…ใช่ที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 15:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535498

ออกกำลังกายแบบไหน...ใช่ที่สุด

เรื่อง พุสดี

เคยมั้ย ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปฏิวัติตัวเองด้วยการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย แต่สุดท้ายกลับตกม้าตาย เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกการออกกำลังแบบไหนดีที่จะใช่ที่สุด

เจอแบบนี้ไม่ต้องแปลกใจหรือโทษตัวเอง เพราะบางครั้งการออกกำลังกายที่ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่ต่างกับการเลือกเมนูอาหารกลางวัน ที่บางครั้งก็จนปัญญาไม่รู้จะเลือกเมนูไหนดี เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้คนที่มีเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี มายซิกส์ ออนไลน์แพลตฟอร์มที่ให้คุณคัดเลือกเทรนเนอร์ที่คุณถูกใจมากที่สุด ไปฝึกสอนในสถานที่ที่ต้องการ รวบรวมการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบมาเป็นไอเดียสำหรับมือใหม่เริ่มออกกำลังกาย

เริ่มจากเวตเทรนนิ่งคือ การออกกำลังกายที่เราออกแรงสวนทางกับแรงต้าน ซึ่งเราสามารถแบ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ได้เป็น 3 อย่างด้วยกัน

  • 1. บอดี้เวต จากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเราใช้บอดี้ หรือร่างกายเป็นตัวต้านน้ำหนัก ได้แก่ วิดพื้น ซิตอัพ และสควอช
  • 2. ฟรีเวต การออกกำลังกายเวตเทรนนิ่งโดยใช้ดัมเบล บาร์เบล และอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ สำหรับการออกกำลังกายประเภทนี้ ก่อนคิดจะลองมีข้อควรระวังคือ อาจมีโอกาสได้รับบาดเจ็บจากการเล่นที่ผิด จึงควรหาผู้รู้หรือเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำเวลาฝึก
  • 3. แมชีน หมายถึงการออกกำลังกายโดยมีอุปกรณ์ที่ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อลดความยากของการเล่นฟรีเวตและลดโอกาสของการออกท่าทางที่ผิดพลาด และการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวที่ผิดวิธี

ถัดมาคือการออกกำลังกายที่พัฒนาการทำงานของหัวใจ (คาร์ดิโอวาสคิวลาร์) สำหรับสายบ้าพลัง ชอบความสะใจ แนะนำการชกมวย ซึ่งเป็นการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะการต่อยมวยใน 1 ชั่วโมง สามารถเผาผลาญแคลอรีให้เราได้มากถึง 600-800 แคลอรี ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้มีแค่เป้าชกและนวมก็เพียงพอ

ปิดท้ายด้วยการฝึกควบคุมและพัฒนาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อด้วยโยคะ อีกหนึ่งวิธีออกกำลังยอดฮิตที่หากเล่นอย่างถูกวิธีสามารถพัฒนาความยืดหยุ่นและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อในทุกๆ ส่วนของร่างกาย นอกจากนี้ช่วยให้บุคลิกภาพดี กระชับสัดส่วนและเสริมสร้างความแข็งแรง ส่วนภายในยังช่วยให้มีสมาธิ คลายเครียดได้เป็นอย่างดี

โครงงานคนตัวจิ๋ว การเรียนรู้ของเด็กน้อยยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 14:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535396

โครงงานคนตัวจิ๋ว การเรียนรู้ของเด็กน้อยยุคดิจิทัล

เรื่อง ปอย

ไล่หลังวันเด็กแห่งชาติมาติดๆ ขอนิยาม “เด็กสุดเด็ด” ให้เยาวชนสมัยนี้ได้เลย เมื่อได้มีโอกาสได้ชมงานแสดงผลงานการเรียนรู้ผ่านโครงงาน หรือ Project Approach ของเหล่าลูกเจี๊ยบตัวน้อย ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ ถนนพระรามที่ 4 ซึ่งมีการจัดงานใหญ่ประจำปีอย่างต่อเนื่องร่วม 10 ปีแล้ว และเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาชมผลงานของนักสืบตัวจิ๋ว ตามล่าหาคำตอบเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ

ปีนี้เด็กๆ ห้องอนุบาลปีที่ 1/3 เลือกศึกษาโครงงาน Project Approach เรื่อง “ไข่” การร่วมกันกะเทาะเปลือกไข่ เด็กๆ เริ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลเรื่องไข่จากอินเทอร์เน็ต ในแบบเด็กๆ เกิดในยุคสมัยโลกออนไลน์ มีการเรียนรู้ต่อยอดสนุกสนาน ไม่ใช่แค่เริ่มหัดเขียน ก ไก่ ข ไข่ แบบผู้ใหญ่รุ่นเราๆ แค่นั้นอีกต่อไปแล้ว

ไก่ กับ ไข่ เรียนลึกซึ้งกว่าใคร… เกิดก่อน?

“หนูอยากเรียนเรื่องไข่ เพราะหนูชอบกินไข่มาก” ด.ญ.จิณณ์จิฎา หอมกลิ่นแก้ว เสนอหัวข้อขึ้น “จีน อยากเรียนเรื่อง แครอต เพราะแครอตมีประโยชน์” ด.ญ.ภิรญา อภิธนาคุณ เสนออีกหัวข้อที่อยากเรียนรู้

     “ปราชญ์อยากเรียนเรื่องข้าว ปราชญ์อยากเห็นคนปลูกข้าว” ด.ช.ปราชญ์ รัตตกุล กล่าวเสริมบ้าง เสียงแสดงความคิดเห็นอย่างมั่นใจของนักเรียนห้องอนุบาล 1/3 คงดังอย่าง ต่อเนื่องถึงเรื่องที่ตัวเองสนใจ และอยากเรียนรู้ ซึ่งบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นและการถกเถียง เพื่อให้เกิดการต่อยอดเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในห้องแห่งการเรียนรู้ของอนุบาลเก่าแก่แห่งนี้

     กระบวนการซักถามและแสดงความคิดเห็นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้แบบ Project Approach แนวหลักสูตรอบรมบ่มเพาะต้นกล้าน้อยๆ เหล่านี้ให้เติบใหญ่เป็นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในอนาคต

“เด็กๆ จะนำเสนอเรื่องที่เด็กๆ อยากเรียนรู้ และคุณครูก็สามารถร่วมนำเสนอได้ด้วย จากนั้นเด็กๆ จะลงคะแนน 1 คนต่อ 1 เสียง เพื่อเลือกเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ เรื่องที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็จะได้รับเลือกที่จะเรียนรู้เรื่องนั้น เป็นการเรียนเรื่องการเลือกแบบประชาธิปไตยไปด้วยในตัวค่ะ” วิวรรณ สารกิจปรีชา คุณครูใหญ่ที่เด็กๆ เรียกขานกันว่า “ครูไก่” อธิบายสรุปว่าในที่สุด “ไข่” โกยคะแนนเสียงมากที่สุด เด็กๆ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ล้วนหลงรักไข่กันทั้งนั้น และมีความกระหายใคร่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในเปลือกสีขาวฟองนั้น

ครูไก่เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนและเขียนหลักสูตร การเรียนแบบ Project Approach อธิบายเพิ่มเติมว่า การเรียนรู้แบ่งออกเป็น 6 สัปดาห์ แต่ละสัปดาห์เด็กๆ จะได้เรียนรู้ตามกระบวนการเป็นขั้นตอนโดยบูรณาการทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม เทคโนโลยี ฯลฯ เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ลึกและรู้จริงกันเลยทีเดียว

ช่วงแรกของการเรียนรู้จะเป็นระยะของการรวบรวมความรู้จากประสบการณ์เดิมและสืบค้นข้อมูล โดยหลังจากการแสดงความเห็นว่าเด็กๆ สนใจที่จะเรียนเรื่องใดแล้ว เด็กๆ ได้ทำกราฟเพื่อนับจำนวนผู้ต้องการเรียนในแต่ละเรื่อง ผลปรากฏว่าเรื่องที่เด็กๆ อยากเรียนมากที่สุดคือ ไข่ โดยมีจำนวน 11 คน ช่วงเวลานี้เด็กๆ ก็จะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ได้แก่ การฟัง สัมภาษณ์ ซักถาม เหล่าลูกเจี๊ยบในห้องนี้จะสวมร่างของนักสืบจิ๋ว เรียนรู้เรื่องไข่อย่างเจาะลึก

 

ครูไก่ วิวรรณ อธิบายจุดประสงค์ในการทำ Project Approach เป็นการให้เด็กๆ ได้ฝึกใช้ทักษะต่างๆ อย่างครบถ้วนตามที่ได้ฝึกมาตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ได้แก่ ฝึกการสำรวจ การสืบค้น การหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ การพิจารณาความเป็นไปได้ ความถูกต้องของข้อมูล (สำหรับ อ2+3 เป็นหลัก) โดยการเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น การได้ความรู้จากพจนานุกรม สารานุกรม หนังสือต่างๆ และอินเทอร์เน็ต จากวิทยากรผู้รู้ด้านนี้จริงๆ จากการไปทัศนศึกษาเจาะลึกเรื่องที่เรียนรู้

“อย่างเช่นถ้าเรียนเรื่องเสื้อ เด็กจะได้ไปหรือพบปะผู้ที่อยู่ในอาชีพหรือเชี่ยวชาญจริงๆ ในเรื่องนั้นค่ะ เช่น พาเด็กไปเยี่ยมร้านตัดเสื้อ ร้านขายเสื้อผ้าที่หลากหลาย เด็กจะได้ใช้ทักษะการคิด เปรียบเทียบ คาดคะเน แก้ปัญหากันด้วยค่ะ รวมทั้งดำเนินการบันทึกโดยการวาดภาพและจำลองสิ่งต่างๆ ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตามความสามารถและความสนใจของเด็กแต่ละคน

มีการสรุปการเรียนรู้โดยการจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่เมื่อเรียนจบด้วยค่ะ เด็กฝึกการเล่าเรื่องประสบการณ์การ เรียนรู้ และที่สำคัญคือตั้งและถามคำถามได้ เป็นการเรียนรู้ที่ บูรณาการเข้ามาได้ด้วยอย่างแยบยลค่ะ” ครูไก่ วิวรรณ อธิบาย

คำถามต่างๆ ที่เด็กๆ อยากรู้ก็พรั่งพรูออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไข่คืออะไร? ทำไมเราต้องกินไข่? กินแล้วทำไมแข็งแรง? ทำไมต้องเอาไข่ใส่ตู้เย็น? ไข่ทำอะไรได้บ้าง? ฯลฯ อีกหลายคำถามที่เด็กๆ อยากรู้

“แบ่งปันจะให้คุณแม่พาไปฟาร์มไข่ ไปดูว่ามีไข่อะไรบ้าง” น้องแบ่งปัน-ด.ญ.ภัทรดิฐ เลิศรัตนปรีชา ตอบคำถามเมื่อครูเริ่มตั้งคำถามว่าเราจะสืบค้นหาคำตอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับไข่ได้อย่างไร

“แพนจะให้คุณแม่พิมพ์ช่วยคลิกยูทูบ ค้นหาสารคดีดูเรื่องไข่ค่ะ” ด.ญ.ชานิกานต์ วงศ์นภาจันทร์ เสนอความคิดเห็น เด็กๆ ได้ร่วมกันหาความรู้เกี่ยวกับไข่ ทั้งสำรวจ ดมกลิ่น เปรียบเทียบลักษณะของไข่ชนิดต่างๆ เช่น ไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่นกกระทา ไข่กุ้ง ไข่ปลา ไข่ปู ไข่จิ้งจก ไข่นกกระจอกเทศ ที่เด็กๆ หากันมาแบ่งปันในห้องเรียน

“ไข่เป็ดมันรูปทรงวงรี สีขาว ไข่ไก่ก็เป็นวงรี สีน้ำตาล ไข่นกกระจอกเทศใหญ่มากกว่าไข่ไก่กับไข่เป็ด ไข่จิ้งจกเป็นวงกลม เล็กกว่าไข่นกกระทา ไข่ปลาหมึกสีขาวจับแล้วนิ่ม ไข่กุ้งก็นิ่มๆ สีส้ม” น้องจิณณ์-ด.ช.จิณณ์ ยศสุนทร สรุปอย่างฉะฉาน

เรียนรู้เรื่องน่ารักให้ลุ่มลึก

นอกเหนือจากการซักถามและการสืบค้น การลงมือทำก็เป็นหนึ่งในกระบวนการการเรียนรู้เช่นกัน เมื่อเด็กๆ เกิดคำถามว่า จะทำยังไงให้ไข่สุก “เราลองเอาไข่ไปตากแดดให้ไข่สุก เพราะแดดร้อน แต่พอเอาไปตากแดดแล้วกลับมาดู ไข่ขาวมันแห้ง พอใช้ส้อมจิ้มไข่แดงมันยังเหลว เรายังกินไข่ไม่ได้ พวกเราจึงต้องไปถามพี่ดอน แม่ครัวที่ทำกับข้าวให้เรากิน ว่าจะทำให้ไข่สุกอย่างไร”

น้องวิล- ด.ช.ธนัช สุทธิบุตร เล่าให้ฟังถึงการทดลองนี้ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น เมื่อได้คำตอบแล้วว่าการทำไข่ให้สุกมีวิธีการต้ม การทอด การเจียว เด็กๆ จึงได้แบ่งกลุ่มกันทั้ง 3 กลุ่มในการลงมือทำไข่ให้สุกด้วยความสนุกสนาน

นอกจากวิธีการทำไข่ให้สุกแล้ว เด็กๆ ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า ซึ่งเป็นอีกวิธีในการถนอมอาหาร เพื่อเก็บรักษาไข่ให้มีอายุยาวนานขึ้น

วิวรรณ กล่าวถึงการเรียนการสอนระดับอนุบาลว่า บางคำถามอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร หรือบางคำถามไม่ได้ถาม หรือหาคำตอบเพราะสนใจอย่างอื่นมากกว่าก็ไม่เป็นไร และความรู้ไม่ได้มีเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น การออกไปทัศนศึกษาจึงเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่จะทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

ในครั้งนี้เหล่าลูกเจี๊ยบยกขบวนไปทัศนศึกษาที่ฟาร์มไก่หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เพื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับไข่ ทุกๆ ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การฟักไปจนถึงการจัดจำหน่าย

น้องแบมแบม-ด.ญ.กฤตินี ทรัพย์เพิ่ม เล่าให้ฟังว่า “ไปเที่ยวฟาร์มไก่ ไก่ออกไข่ มีไข่เยอะ ได้เก็บไข่ใส่รัง เข้าไปดูห้องมืด เอาไข่มาส่องไฟ เห็นลูกเจี๊ยบอยู่ข้างใน มีตู้ฟักไข่ด้วย ไข่ต้องฟัก 21 วันถึงจะมีลูกเจี๊ยบออกมา ลูกเจี๊ยบคือไก่ที่ยังไม่โต มีไก่ออกไข่สีขาวด้วย เป็นแม่ไก่จากต่างประเทศ แต่คนไทยไม่ชอบกินไข่ไก่สีขาว”

 

นอกจากคุณครูที่เป็นผู้แนะนำให้ความรู้ในการสืบค้นเรื่องไข่แล้ว ทางโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย ซึ่งในการเรียนรู้ครั้งนี้ วรมน สารกิจปรีชา ผู้ปกครอง น้องวิล-ด.ช.ธนัช ร่วมกิจกรรมให้ความรู้สอนเด็กๆ ในเรื่องของไข่นกชนิดต่างๆ พาไปชมรังนกเขา ซึ่งทำรังอยู่บนต้นไผ่ภายในโรงเรียน

ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ผู้ปกครองของน้องแพน-ด.ญ. ชานิกานต์ อาสามาสอนให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การทำไข่ตุ๋น ซึ่งเป็นวิธีการทำให้ไข่สุกอีกวิธีการหนึ่ง มเนศร์-แพรทิพย์ รัตตกุล ผู้ปกครอง ด.ช.ปราชญ์ มาสอนเด็กๆ ทำวาฟเฟิล เพื่อเรียนรู้ประโยชน์ของไข่ในการทำอาหารทั้งคาวหวาน

เด็กๆ ได้ร่วมกิจกรรมมากมายที่ทำให้ความรู้เรื่องไข่ ยิ่งเจาะลึกและกว้างมากขึ้น ความรู้สึกสนุกสนาน กระตือรือร้นที่จะออกไปเสาะหาคำตอบที่ตนเองตั้งคำถามขึ้นมา และ ตื่นเต้นที่ได้ค้นคว้าหาคำตอบนั้น ทำให้เด็กๆ ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเรียนอยู่

สร้างความรู้สึกประหลาดใจเล็กๆ เกศินี บัวแพ ผู้ปกครองของน้องแบมแบม-ด.ญ.กฤตินี ทรัพย์เพิ่ม กล่าวว่า ลูกจะกลับมาเล่าให้ฟังว่าในแต่ละวันได้เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง โดยบางครั้งสิ่งที่น้องแบมแบมเล่าให้คุณแม่ฟัง บางอย่างคุณแม่เองก็เพิ่งรู้เช่นกัน โดยไม่คิดเลยว่าเด็กอนุบาลอายุเพียง 3 ขวบ จะมีความรู้ ความเข้าใจและเล่าเป็นเรื่องราวได้ขนาดนี้

ทุกความรู้ตกผลึกเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของการเรียนรู้ เด็กๆ ช่วยกันลงมือตกแต่งห้องเรียนเพื่อแสดงผลงานที่ได้เรียนมาทั้งหมดตลอดระยะเวลากว่า 6 สัปดาห์ เด็กๆ นำเสนอผลงานตามมุมต่างๆ เพื่อรอต้อนรับให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชมถึงความน่ารักและช่างเรียนรู้ของน้องๆ หนูๆ ยุคโลกออนไลน์ ที่ไม่ได้ท่องกันแค่ ก ไก่ ข ไข่ อีกต่อไปแล้ว n

กวีในห้องนอน กับ การเดินทางจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 10:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535325

กวีในห้องนอน กับ การเดินทางจิตใจ

โดย มัลลิกา นามสง่า  ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในที่สุดความฝันที่อยากจะมีหนังสือบทกวีของ แคทเธอรีน นภาลัย โฟลเดอร์ (Catherine Napalai Faulder) ก็เป็นจริงในวัย 27 ปีความฝันที่ถูกเจ้าตัวข่มกดไว้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอ แม้คิดเขียนมันมาตั้งแต่เยาว์วัยก็ตาม

Journey of a Bedroom Poet คือ หนังสือที่เธอทำเองแทบจะทุกขั้นตอน และวันนี้เธอพร้อมเปิดเผยเรื่องราวกับผู้อ่าน

แคทเธอรีน ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดที่เมืองไทย พออายุ 16 ปี ไปอยู่โรงเรียนประจำที่ประเทศอังกฤษ จนเรียนจบระดับปริญญาตรีและใช้ชีวิตทำงานที่นั่น เธอกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในวัย 24 ปี ขณะทำงานที่กูรูแมกกาซีน ก็ได้ปลุกไฟความเป็นนักคิดนักเขียนของเธอให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง “สนุกได้แรงบันดาลใจเยอะ และเหมาะกับแคทที่ชอบไลฟ์สไตล์ ชอบออกกำลังกาย ชอบดนตรี ดูหนัง แฟชั่น

มีคนเคยบอกไว้ว่า ถ้าจะเขียนอะไรต้องรักสิ่งที่จะเขียน ถ้ารักสิ่งที่เขียนผู้อ่านก็จะรู้สึกได้เช่นกัน ทีนี้ได้ทำหลายอย่าง แต่แคทชอบดนตรีมากที่สุด

ดนตรีเหมือนภาษาที่เรารู้สึกได้ บางคนพูดภาษาอังกฤษคนหนึ่งพูดฝรั่งเศส เขาพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่เขานั่งห้องเดียวกัน ฟังเพลงด้วยกันเขาจะเข้าใจกัน แม้เพลงนั้นจะไม่ใช่ภาษาที่พวกเขาเข้าใจความหมายก็ตาม

มีแต่งเพลงเองด้วย แต่งเป็นภาษาไทยก็มีในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อเพลงในหนังสือด้วย แคทร้องเองแร็ปเอง แต่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักร้อง แคทชอบแต่งบทกวี แล้วใช้บทกวีไปแต่งเป็นเพลง”

แคทเธอรีนเขียนกลอนตั้งแต่อายุ 12 ปี “ตอนเรียนอยู่ที่ไทย ครูฝรั่งเป็นคนเปิดใจเปิดตาของแคทให้เห็นความสวยความงามในบทกวีและจากจุดนั้นทำให้แคทชอบแต่งกวี นั่งเขียนทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนั้นแคทมีความรู้สึกเศร้าพอเขียนกวีรู้สึกโอเคขึ้น”

นักกวีชาวอเมริกัน เอมิลี ดิกคินสัน คือหนึ่งในแรงบันดาลใจ “เขาใช้ภาษาคล้องจอง สัมผัสเราได้ยินเหมือนจังหวะดนตรี แล้วเขาเป็นผู้หญิง มีความมั่นใจซึ่งแคทชอบ

เขาเป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของการใช้คำ ใช้คำง่าย ไม่ซับซ้อนแต่ให้ความหมายที่หลายแง่มุมเขาเก่งมาก แล้วบทกวีของเขาเปิดตาเปิดใจเรื่องจิตวิญญาณของเรา ให้เราฟังเสียงตัวเอง”

แม้จะรักในการเขียนกวี แต่เธอก็ขังตัวเองไว้ภายใต้ชื่อ Bedroom Poet ไม่เปิดเผยตัวตน “ตอนนั้นรักการเขียนมากแต่ไม่กล้าให้คนรู้ว่าเราเขียนกวี มันถึงเป็นกวีในห้องนอน ชื่อ Bedroom Poet แคทสร้างเขาขึ้นมาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งรักการเขียนกวี แต่เขากลัวว่าคนจะไม่ชอบ ไม่มั่นใจตัวเองว่าจะทำได้เหรอเรื่องนี้

ผู้หญิงคนนี้เป็นอีกมุมหนึ่งของแคท แคทคิดว่าทุกคนมีสิ่งที่เขารักมากแต่เขาไม่กล้าทำ หรือไม่มีเวลาทำ คิดมากเกินไปว่าคนจะไม่ชอบ กลัวที่จะแสดงสิ่งที่เรารักออกมา แคทก็เป็นแบบนั้นแต่ตอนนี้แคทกล้าทำแล้ว

เมสเซจของหนังสือ เราอยากเห็นคนทำสิ่งที่เขารัก เพราะถ้าทุกคนทำสิ่งที่เขารักจะดีกว่า ทุกคนจะดีใจมีความสุข”

ก่อนที่หนังสือจะออกมาเป็นเล่ม แคทเธอรีนได้นำบทกวีที่เธอแต่งไปเพอร์ฟอร์แมนซ์หลายแห่งนานเป็นเวลา 3 ปี และอยู่ในกลุ่ม Bangkok Lyrical Lunacy

“มีเพื่อนชวนไปอีเวนต์ที่นักกวีไปเพอร์ฟอร์มบทกวีของเขาตามโรงแรม โรงเรียน ร้านอาหาร ครั้งแรกสั่นมากเลย  แคทเปิดใจให้ทุกคนฟังเลย พูดเรื่องความกลัว ความลับของเราทั้งหมดเลย

ความรู้สึกเหมือน เราเปิดตัวเองควักหัวใจแล้วยื่นไปวางที่มือคนอื่น ให้คนอื่นดู แคทกลัวมากเพราะมันเป็นฝันของเรา แชร์กวีของเรากับทุกคน”

จากหลายพันบทกวีที่เขียนไว้ เธอคัดเลือกประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิง ซึ่งก็คือเรื่องราวของเธอ ที่มันจะสามารถสื่อสารและสะท้อนแง่มุมความคิดกับคนอื่นได้

“มีเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง การติดโซเชียลมีเดีย เรื่องสีผม เรื่องสัญชาติ แคทเคยป่วยล้วงคออาเจียนเพื่อจะทำลายเส้นเสียงของตัวเอง เพราะไม่อยากให้ตัวซัคเซสในการร้องเพลง มีความขัดแย้งในตัวเอง

แคทอยากให้คนรู้ด้วยว่าแคทหาวิธีช่วยตัวเองได้ ตอนแคทเป็นแบบนั้นบอกกับใครไม่ได้ แต่การแต่งบทกวีมันช่วยเราได้ เราเริ่มเข้าใจมัน เรื่องนี้มีพูดนิดๆ ในเล่ม เพราะพูดหลายเรื่อง มันเหมือนเป็นการเดินทางของผู้หญิงคนหนึ่ง

สำหรับแคทกวีเป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุด กวีเราจะเปลี่ยนโลกได้ จะช่วยให้คนอื่นมั่นใจตัวเองด้วย”

ลองฟังกวีในห้องนอน ซึ่งจะช่วยให้คุณนอนหลับ และตื่นมาเข้าใจโลกเพิ่มขึ้นในอีกแง่มุมติดตามเธอและสั่งซื้อหนังสือได้ทางเฟซบุ๊กอินสตาแกรม Bedroompoet หรือซื้อหนังสือทางAmazon, iBooks และ Kindle

ผู้หญิง ทะเล และอารมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535319

ผู้หญิง ทะเล และอารมณ์

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

มนตร์เสน่ห์ของผู้หญิงไม่เสื่อมคลายยังสามารถมัดใจ “โกวิท วัฒนราช” ได้ต่อเนื่องมา 8 ปี งานจิตรกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นยังนำ “ผู้หญิง” มาเป็นตัวเอกในการสื่อสารเนื้อหา หากแต่สถานที่เปลี่ยนไป และเมื่อสถานที่เปลี่ยน อารมณ์แห่งอิสตรีก็ผันแปรตามเช่นกัน

นิทรรศการ Ladies in Summer (พักร้อน) โกวิทพาผู้หญิงของเขาไปพักร้อนที่ทะเล ผู้หญิงมาทะเลไม่หนีร้อน ก็หนีรัก

“ผู้หญิงยังมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะ อารมณ์ของพวกเธอ โกรธ มีความสุข หัวเราะ ร้องไห้ เครียด กังวล การแสดงสีหน้าท่าทาง การยิ้ม ยักคิ้ว ริมฝีปาก การแต่งหน้าแต่งตา แต่งตัวยังมีอะไรให้เรานำมาเล่นได้อีก”

ครั้งนี้โกวิทได้สร้างผู้หญิงกึ่งคาแรกเตอร์การ์ตูน ลดทอนความเหมือนจริงลงไป ทำให้เขาสามารถที่จะใส่จินตนาการไปยังพวกเธอได้อย่างอิสระ

“งานชุดที่แล้วทำผู้หญิงกลางคืน ชุดนี้อยากให้เนื้อหาชัดเจนขึ้นมาอีก แต่อยากให้ดูในบรรยากาศท่องเที่ยว ออกมาจากสังคมเมือง ก็นึกถึงทะเล เพราะผมพาลูกๆ ไปเที่ยวบ่อย

ผู้หญิงมาทะเลได้เห็นทั้งความสดใส ร่าเริง มีความสุข ตื่นเต้น แต่งตัวสวย แต่บางคนมาแล้วก็มีความทุกข์ ดูเหนื่อย โดดเดี่ยว เหงา เหมือนทะเลดูสวยบางทีดูน่ากลัว ใต้ท้องทะเลไม่รู้มีอะไรบ้าง ทะเลกว้างใหญ่”

สีสด สไตล์งานป๊อปอาร์ต ยังเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ฝีแปรงของโกวิท “งานยังมีความเป็นเพนติ้งเป็นเรียลลิสติกแต่ทำให้ดูมีความทันสมัย จึงใส่ป๊อปปาร์ตผสมเข้ามาบ้าง”

ยังคงสร้างงานขนาดใหญ่ คือ 1.5×2 เมตร เพื่อให้ภาพมีอิมแพ็คกับคนดู และสีจัดจ้านเฉพาะจุด เช่น ปาก ผม เป็นจุดแรกที่จะดึงดูดเชื้อเชิญให้ผู้ชมเดินเข้ามาเพ่งพิศพวกเธอใกล้ๆ เพราะถึงแม้งานจะมีขนาดใหญ่แต่การได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงเรามักจะได้รับสัญญาณบางอย่างที่พวกเธอส่งผ่านอิริยาบถ แววตา การวางไม้วางมือ แม้แต่รอยยิ้มที่ซ่อนนัยหลายแง่

โกวิทลดทอนรายละเอียดในภาพลง ปล่อยให้ผู้หญิงกับทะเลได้ทำหน้าที่ของตัวเอง เฉกเช่นภาพวาดสีน้ำมัน “Alone” ภาพหญิงสาวในบรรยากาศท่ามกลางทะเลสีหม่น หรือภาพวาดสีน้ำมันชื่อ “Hey!..I gonna fly” หญิงสาวสวมแว่นนักบินพร้อมบินไปกับนกนางนวลผู้ชมดูแล้วจะคิดเยี่ยงไรกับเธอ…

“ผมชอบงานให้มีสเปซให้คิดนิดๆ เหมือนมีอะไรแฝงอยู่ ลายเส้นของคลื่นทะเลใช้แปรงใหญ่ปาดไปก่อน สลัดสีบ้าง ดีดสีบ้าง เพื่อให้มีอารมณ์ของน้ำกระเซ็น ให้พื้นผิวมีมิติขึ้นมา ส่วนผู้หญิงรายละเอียดที่ดวงตาใช้เวลาทำนานหน่อย ตาเขามีอะไรจะบอก”

ทะเลสื่ออารมณ์ได้เยอะเหมือนชีวิตคน และยิ่งอารมณ์ของผู้หญิงไม่ว่าจะจับพวกเธอไปอยู่ไหน พวกเธอก็ยังมีเสน่ห์อันเย้ายวนให้น่าค้นหา

ในรอยยิ้มอาจมีแววตาหม่นเศร้า ในท่าทีร่าเริงใต้อาภรณ์ที่มั่นใจเธออาจกำลังโดดเดี่ยว ทะเลสีฟ้าครามเมื่อเธอลงไปอยู่อาจกลายเป็นทะเลสีดำ และเจ้านกนางนวลตัวแทนแห่งความฝันที่จะพาหัวใจโบยบิน การว่ายดำดิ่งกับปลาใต้ท้องทะเลประหนึ่งการปลดปล่อยพันธนาการ

ผู้หญิงอาจจะเข้าใจยาก แต่ผู้หญิงก็อยากจะให้ใครเข้าใจเธอ…

นิทรรศการ Ladies in Summer (พักร้อน) จัดแสดงถึงวันที่ 27 ม.ค. ณ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 ซอยสีลม 21

อลิสา สินวัฒนกุล พลังงานบวกจากสนามแข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 10:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535318

อลิสา สินวัฒนกุล พลังงานบวกจากสนามแข่ง

โดย สมแขก ภาพ ทีมบียอนด์

ถาพูดถึงฮอบบี้ยอดฮิตของหนุ่มสาวในยุคนี้หนีไม่พ้น “การวิ่ง” นอกจากการได้สังคมใหม่ ทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ส่วนหนึ่งของเป้าหมายคือการทดสอบตัวเอง บางคนไต่ระดับความโหดด้วยการเพิ่มระยะทาง ไปจนไตรกีฬา เหมือนสาวสวยที่คลุกคลีในวงการวิ่งมาหลายบทบาท “อลิ-อลิสา สินวัฒนกุล” สาวนักกีฬาหน้าหวาน เริ่มจากการเป็นทีมงานผู้จัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ มาเกือบ 10 ปี จนได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนนักกีฬาหลายคน จึงได้เริ่มออกวิ่งตามงานต่างๆ ฝึกปั่นจักรยานและหัดว่ายน้ำ จนกระทั่งเริ่มลงไตรกีฬา มาดูกันว่าเธอได้รับพลังดีๆ มากมายจากไลฟ์สไตล์นี้อย่างไรบ้าง

 

 

สาวตัวเล็กหน้าตาค่อนไปทางต่างชาตินิดๆ เธออยู่ในวงการวิ่งมายาวนานเริ่มจากในฐานะคนจัดการแข่งขันทั้งวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา แล้วอะไรทำให้เธออยากออกวิ่ง “ของ อลิอาจจะแปลกกว่าคนอื่นหน่อยคือ เราเป็นสายแบ็กแพ็ก พอเรียนจบก็อยากทำงานที่ได้เดินทางเยอะๆ แต่ก็คิดว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับกีฬา ก็มาเจอบริษัทสปอร์ตอีเวนต์ ตอนนั้นก็เจอคำว่ามาราธอน ไตรกีฬา เรารู้แค่เฮ้ย! บาหลี ภูเก็ต อยากเที่ยวแต่ไม่รู้เรื่องกีฬา คิดว่าถ้าเข้าไปทำงานต้องได้เที่ยวชัวร์ เริ่มต้นมาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว ได้เดินทางไปดูการแข่งขันต่างๆ ไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่เห็นในเอเชีย ยุโรป มีทั้งพานักกีฬาไทยไปต่างประเทศและพานักกีฬาต่างประเทศเข้ามาในไทย”

อลิบอกว่า การได้เจอนักกีฬาที่ได้ร่วมการแข่งขันเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของเธอ บางครั้งแม้ไม่ได้ไปแข่งขันแต่ได้ไปชมการแข่งขันระดับโลกใหญ่ๆ ก็สร้างแรงบันดาลใจดีๆ ให้เธอได้ไม่น้อย และด้วยประสบการณ์เกือบสิบปีในแวดวงสปอร์ตอีเวนต์ ตอนนี้อลิแม้จะพ่วงคำว่านักกีฬาเข้าไปด้วยแต่ก็ยังอยู่ในฐานะผู้จัดการแข่งขันอยู่ มีบริษัทของตัวเองชื่อ FabMotion

“พอทำงานเที่ยวจุใจก็เกิดแรงบันดาลใจ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬา จากคนที่ไม่เคยเล่นกีฬาเลย ก่อนหน้านี้อลิเป็นคนชอบดูกีฬา แต่ไม่เล่นกีฬาอะไรเลยตั้งแต่เด็กๆ จนได้มาทำงานในสาย Sport event organizer พอเราอยู่ในบรรยากาศการแข่งขันงานวิ่ง หรือไตรกีฬาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ พอมาทำงานด้านนี้จริงๆ ก็ทำให้เข้าใจว่าความเข้าใจเดิมของเราที่คิดว่านักกีฬาจะต้องเป็นคนที่เกิดมาแข็งแกร่งเลย เกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬา จริงๆ แล้วไม่ใช่ เราเห็นคนเกือบทุกอาชีพ นักธุรกิจ คุณหมอ คุณครู หรือหนุ่มสาวออฟฟิศทั่วไป ทุกคนเป็นนักกีฬาได้หมด”

จากผู้จัดอลิสาเริ่มพาตัวเองออกมาวิ่งบ้างในฐานะนักกีฬา เธอบอกว่าเป็นมือใหม่เริ่มจากมินิมาราธอนก่อน ขยับมาฮาล์ฟมาราธอน แล้วก็มาฝึกว่ายน้ำแบบออกทะเล แล้วก็เริ่มแข่งไตรกีฬาครั้งแรกเมื่อสองปีที่ผ่านมา ตอนนี้เป้าหมายของตัวเองตอนนี้ก็คือเพิ่มระยะของตัวเองไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องวิ่งและไตรกีฬา

 

“มันเริ่มจากงานที่สุดท้ายกลายเป็นฮอบบี้ ที่มีเป้าหมายวางเอาไว้ และเราก็พยายามไล่ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ อลิก็เป็นเหมือนคนทั่วไปที่ออกวิ่งวันแรกก็ไม่ได้สำเร็จเลย เราต้องฝึก ต้องซ้อม จากคนที่วันแรกออกวิ่งทำได้ 400 เมตรก็เหนื่อยลิ้นห้อย พอเราไม่ยอมแพ้ก็มีพัฒนาการเป็น 2 กม. ขยับเป็น 10 กม. กลายเป็น 21 กม. เป็นฟูลมาราธอน อย่างที่อลิบอกว่าทุกคนสามารถเป็นนักกีฬาได้หมด หากเราลงมือและตั้งใจจริง แต่เรื่องที่ยากที่สุดก็คือการเริ่มต้นนี่แหละ”เมื่อถามว่าอะไรคือความสนุกของการวิ่ง หรือเล่นไตรกีฬาของเธอ “อลิมองว่าเสน่ห์ของกีฬานี้มันมีกระบวนการตั้งแต่การตัดสินใจเล่น การซ้อม และบรรยากาศในการแข่งขันที่เป็นมิตรมากๆ เป็นความรู้สึกที่ต่างจากการเล่นกีฬาอื่นๆ ที่เราสะใจเวลาทีมหรือคนที่เราเชียร์ชนะ หรือเกิดการปะทะ แต่บรรยากาศแข่งวิ่งไกลๆ มันเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนเล่นมากกว่า ยิ่งใหญ่ที่ได้สู้กับตัวเราเอง ไม่ต้องไปเอาชนะใคร สู้กับตัวเองนี่แหละ ถามว่ามันยากไหม แน่นอนว่าไม่ง่ายหรอกวิ่งร้อนๆ เป็นหลักสิบยี่สิบหรือบางทีก็สี่สิบกิโลเมตร มันก็ทรมาน แต่มันเป็นทรมานบันเทิง (เป็นคำที่นักวิ่งมักพูดกัน) เพราะจะมีอะไรที่มีความสุขเท่าเอาชนะใจตัวเองไม่มีแล้ว แม้เป้าหมายจะเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่เราทำสำเร็จก็ชนะตัวเองแล้ว”

 

อลิ บอกว่า ไม่ได้บอกว่าจะให้ทุกคนลุกขึ้นมาวิ่ง แต่ให้เริ่มหาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข ทุกอย่างต้องเริ่มต้นลองทำ อาจจะยากในครั้งแรกแต่สิ่งที่ได้กลับไปแน่นอนก็คือ สุขภาพที่ดีขึ้น สังคมใหม่ๆ นอกห้องสี่เหลี่ยม สำหรับเธอ การวิ่งและไตรกีฬาทำให้วิธีคิดเปลี่ยนไป เธอเรียนรู้ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็สามารถเป็นนักกีฬาได้ พลังบวกจากสนามแข่งหรือสนามซ้อม ทำให้เธอผลักดันตัวเองไปทีละนิด และมีความสุขไปกับมัน“สิ่งสำคัญคือการตั้งเป้าหมาย ให้เวลากับเป้าหมายนั้น แล้วเริ่มลงมือทำให้เหมือนกับเวลาที่คุณตั้งเป้าหมายกับงานหรือเป้าหมายชีวิตอื่นๆ อาจจะเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็กๆ พอเราทำสำเร็จหนึ่งเป้าหมาย เราก็จะมีกำลังใจทำเป้าหมายต่อไปให้สำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเป้าหมายก็คือการเริ่มต้นลงมือทำ เพราะผลจะไม่เกิดถ้าเราไม่ลงมือทำ”

กิตติกา สมเป็งตัน ความสุขเกิดง่าย ไม่ซับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535315

กิตติกา สมเป็งตัน ความสุขเกิดง่าย ไม่ซับซ้อน

โดย สมแขก ภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจ บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย

“แค่มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เบียดเบียนใคร ได้ใช้ชีวิตแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง มีเวลาให้ครอบครัว คนที่รัก กินอิ่มนอนสบาย ยิ้มได้ หัวเราะได้ ก็น่าจะเป็นนิยามชีวิตที่ดีแล้ว” นิยามความสุขสั้นๆ แต่ชัดเจนและตรงไปตรงมาจาก ฝ้าย-กิตติกา สมเป็งตัน สาวลำพูนที่ปัจจุบันย้ายตัวเองไปอยู่ที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว บอกกับเราเมื่อเจอกับคำถามว่านิยามความสุขคืออะไร

ฝ้ายเล่าย้อนว่า เมืองเล็กๆ สงบ เรียบง่าย ใกล้เชียงใหม่อย่างลำพูน ที่วิถีของผู้คนไม่ได้เร่งรีบเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป บวกกับการอยู่ในครอบครัวที่

รับราชการ เติบโตมากับคุณปู่คุณย่าเป็นส่วนหล่อหลอมให้เธอคิดว่าไม่อยากไปอยู่ไกลบ้าน “ฝ้ายเกิดในลำพูน ตอนเป็นเด็กมีคุณปู่กับคุณย่าคอยดูแลเลี้ยงดู ส่วนทุกวันนี้เปลี่ยนมาเป็นคนดูแลคุณปู่ ส่วนคุณย่านั้นเสียแล้ว คุณพ่อรับราชการตำรวจ คุณแม่ค้าขาย ขณะเดียวกันที่บ้านยังทำสวนลำไย เหมือนชาวบ้านลำพูนทั่วไป ตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยมเรียนใน จ.ลำพูน ก่อนจะไปต่อระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในสาขาวิชาจิตวิทยาองค์การ แล้วก็ย้ายไปทำงานประจำในตัวเมืองเชียงใหม่ สักพักหนึ่งจึงลาออกเพื่อมาทำร้านหนังสือ”

งานปัจจุบันของฝ้ายคือเปิดร้านหนังสือ ชื่อ “บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย” ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างออกมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ คือตั้งอยู่ในหมู่บ้านแม่กุ้งบก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ยังมีวิถีชีวิตแบบที่เราเคยเห็นตั้งแต่เด็ก คือทำนาทำสวน เปิดมาเป็นเข้าปีที่สองแล้ว โดยจะเป็นร้านในสไตล์บุ๊กคาเฟ่ มีส่วนที่เป็นร้านหนังสือ มีโต๊ะนั่งกินดื่มแบบสบายๆ ดูผ่อนคลาย เป็นกันเองกับตัวบ้านที่ดูคล้ายๆ แกลเลอรี่ส่วนตัว ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านมากกว่าคาเฟ่

“การปรับตัวระยะแรกของการลาออกมีปัญหาบ้างเล็กน้อย เพราะเรายังไม่ชิน อย่างในช่วงแรกๆ มักจะหลงลืมวันเวลาอยู่ตลอดเลย วันธรรมดากับวันเสาร์อาทิตย์นี่งงไปหมด อีกอย่างคือ เพื่อนๆ ทำงานกันหมดในวันที่เราว่าง มันก็เลยเหงานิดหน่อย ทำตัวไม่ค่อยถูก สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือทำสิ่งที่เราชอบ อ่านหนังสือบ้าง ฟังเพลงบ้าง แต่เป็นอยู่แป๊บเดียว เราก็จัดการกับรูปแบบชีวิตของเราได้ลงตัว

ตอนนี้งานที่ทำส่วนใหญ่ในแต่ละวัน จะดูแลในส่วนของอาหาร เครื่องดื่ม ทำขนมไว้ขายเองที่บ้านด้วย และส่งให้ลูกค้าทั้งที่เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และตามออร์เดอร์ นอกจากนี้ ชั้นสองของบ้านยังเปิดเป็นที่พักให้กับแขกที่สนใจอยากมานอนพักในบรรยากาศบ้านทุ่ง หากวันไหนมีแขกเข้าพักก็จะดูแลในส่วนนี้ด้วย”

การทำงานที่มีตัวเองเป็นเจ้าของ และต้องบริหารจัดการเอง ฝ้ายบอกว่า แตกต่างจากงานประจำที่เคยทำ ข้อดีที่เธอค้นพบก็คือ “เราทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องรีบตื่นแล้วเดินทางไปทำงานนอกบ้านเหมือนเมื่อก่อน ได้สูดอากาศโปร่งๆ แดดอุ่นๆ หอมๆ ในยามเช้า มีอิสระกับการทำในสิ่งที่เราอยากทำ ไม่ต้องขัดกับความรู้สึกฝืนใจทำในเรื่องที่เราไม่อยากทำมากๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่คนทำงานประจำมักจะประสบ พอทำงานประจำถึงจุดหนึ่ง มันเริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกละ เลยออกจากงานที่ทำดีกว่า

งานตอนนี้ที่ทำอยู่ เราไม่ได้คิดว่าเป็นงาน เราอยากทำอะไร ตอนไหน ทำอะไรก่อนหลังก็มีเวลาของมันอยู่แล้ว และบางอย่างขึ้นอยู่กับเรา แต่เราก็ยังมีตารางความรับผิดชอบและวินัยของเราด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อให้งานลุล่วงในแต่ละวัน” ฝ้าย อธิบาย

สาวยิ้มง่ายดูใจดี บอกที่มาของแรงบันดาลใจของการมาสร้างกิจการของตัวเอง และการลุกขึ้นมาทำขนม จนถึงวันนี้นอกจากเธอจะทำขายในแบรนด์ของตัวเองคือ “คำฝ้าย” เป็นขนมโฮมเมดแล้ว ยังเป็นคุณครูฝ้ายของเด็กๆ ด้วย “จริงๆ แล้วไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรเลย แค่ชอบอ่านหนังสือ และมีโอกาสที่ดี จังหวะเวลาที่เหมาะสม เลยเปิดร้านบ้านเหนือฯ ขึ้นมา ซึ่งตอนแรกที่ทำร้านก็ทำขนมไม่เป็นเลย ไปสั่งตามร้านมาขาย พอขายไม่หมด ขนมหมดอายุก็ทิ้ง เสียดายและทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย

ในที่สุดเลยตัดสินใจไปเรียนทำขนมกับพี่ที่รู้จักเพื่อเป็นพื้นฐาน พอให้หยิบจับอะไรได้คล่องขึ้น หลังจากนั้นก็บรรเลงเรียนด้วยตัวเองทั้งหมด จากหนังสือก็มี แต่ส่วนใหญ่จะดูคลิปจากในยูทูบ ดูสูตร ดูวิธีการทำ อยากทำอันไหน ชอบอันไหน อยากกินอะไร เราลงมือทำเลย ทำบ่อยๆ ก็เริ่มปรับสูตรตามที่ถูกใจเรา ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก ยิ่งมีคนกินชอบ เรายิ่งมีกำลังใจที่จะทำ

ความสุขของการทำขนม เพลินดีค่ะ การทำขนมแต่ละครั้งทำให้ฝีมือเราพัฒนาขึ้น ทั้งรสชาติ รูปร่างหน้าตา มีความมั่นใจมากขึ้น เพราะอย่างที่บอกเป็นคนทำขนมไม่เป็นเลยตั้งแต่แรก พอลูกค้าชอบขนมที่เราทำ เราก็ดีใจ ยิ้มแก้มบาน ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ส่วนความสุขของการสอนทำขนม จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดว่าเป็นการสอน เรามาสนุกกันมากกว่า เด็กๆ สนุกเราก็สนุก ให้เด็กๆ ได้ชั่ง ได้ตวง มีกิจกรรมทำ คุยนั่นนี่กันตอนทำ หัวเราะกันไปก็น่ารักดี เขามีความน่ารักในตัวเองอยู่แล้ว เราก็ได้ประสบการณ์ใหม่ ความประทับใจใหม่ สดใสขึ้นด้วย (ยิ้ม)”

ฝ้ายยืนยันอีกครั้งว่า “แท้จริงแล้วความสุขไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ความสุขเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้นการทำอะไรที่อยากทำแล้วลงมือทำ ไม่จำเป็นจะต้องทำทีเดียว ค่อยๆ ทำตามกำลังแรงที่เรามี อย่าคิดว่ารอเวลาเมื่อพร้อม เพราะถ้าไม่เริ่มทำคุณก็จะไม่มีวันพร้อม ความสุขของความฝัน คือการได้ลงมือทำในสิ่งที่เป็นตัวเรา”

ไปติดตามความสงบเรียบง่ายสไตล์หนอนหนังสือ งานศิลปะ และบรรยากาศของการใช้ชีวิตเนิบช้าใน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ได้ที่เพจร้าน “บ้านเหนือ หนังสือและภาพถ่าย” ได้ที่www.facebook.com/baanneua.booksgallery/

Eka Bhuja Swastikasana 1 Variations : (Universal Yoga Arm Asana) อาสนะท่าประยุกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 12:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535195

Eka Bhuja Swastikasana 1 Variations : (Universal Yoga Arm Asana) อาสนะท่าประยุกต์

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

อาสนะท่านี้ได้ประยุกต์มาจากท่าเดิมที่ครูโยคะชื่อดังจากชาวยูเครน อันเดรย์ ลัปปา (Andrey Lappa) ได้ออกแบบขึ้นมา ซึ่งในท่านี้นอกจากจะยืดต้นแขนด้านในที่ลึกแล้ว ยังเพิ่มการฝึก การทรงตัวด้านข้าง เข้ามา โดยการออกแบบตำแหน่งของขาคล้ายกับท่าต้นไม้ โดยใช้การทรงตัวของลำตัวด้านข้าง ทั้งหมดแทนการทรงตัวด้วยท่ายืนด้วยขาเดียวแบบท่าต้นไม้ดั้งเดิม จึงกลายเป็นท่าผสม ของ 2 ท่านี้เข้าด้วยกัน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากให้นอนคว่ำในท่าสฟิงซ์ หายใจเข้า-ออกตามธรรมชาติสักครู่ (รูป 1)

2.วางหน้าอกลงที่พื้น คว่ำหน้าลง ยืดแขนขวาออกไปด้านข้างให้อยู่ในระดับเดียวกับไหล่ คว่ำฝ่ามือลงที่พื้น แยกนิ้วมือออกจากกัน ส่วนฝ่ามือซ้ายให้วางข้างหน้าอกด้านซ้าย (รูป 2)

3.สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอด จากนั้นช่วงที่หายใจออก ให้ยกเท้าข้างซ้ายวางไปที่พื้นนอกขาขวาโดยวางติดกับขาขวา ในขณะเดียวกันตะแคงฝ่าเท้าขวาที่พื้น (รูป 3)

4.หายใจเข้าให้ยกเท้าซ้ายที่อยู่ที่พื้นขึ้นมาทำท่าต้นไม้แบบนอนตะแคง โดยมือซ้ายยังคงประคองตัวให้แตะไว้ที่พื้นเบาๆ คว่ำหน้าผากลงพื้น ผ่อนคลายต้นคอ หายใจเข้า-ออก ประมาณ 2 รอบลมหายใจ (รูป 4)

5.หายใจออก ทรงตัวด้วยลำตัวด้านข้าง ส่งมือซ้ายมาวางที่หน้าต้นขาซ้ายเหนือหัวเข่า ค้างท่าให้นิ่ง ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ (รูป 5)

6.หายใจเข้ายกแขนข้างซ้ายขึ้นกลางอากาศ (รูป 6)

7.หายใจออก ยืดแขนซ้ายข้ามศีรษะวางแขนแนบใบหูยืดแขนออกไปจนกระทั่งวางฝ่ามือลงสู่พื้นได้ ค้างท่านี้สักครู่ ประมาณ 5 ลมหายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยคลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 7)

เลี่ยงภาวะตาบอด เช็ก 5 สัญญาณ… เสี่ยงโรคต้อกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535192

เลี่ยงภาวะตาบอด เช็ก 5 สัญญาณ... เสี่ยงโรคต้อกระจก

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล       sopitasavang2010@gmail.com

การเตรียมพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณด้วยการดูแลและตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำ นับเป็นสิ่งที่จำเป็นและส่งผลดีอย่างยิ่ง เนื่องจากภาวะเสื่อมถอยของร่างกายก็อาจเป็นบ่อเกิดของภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพที่มากมาย

รวมไปถึงโรคต้อกระจกซึ่งเป็นปัญหาทางสายตาที่พบได้มากในกลุ่มวัยเกษียณ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นสาเหตุของภาวะตาบอดได้

จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนถึง 42% ของผู้มีภาวะตาบอดมีสาเหตุมาจากภาวะต้อกระจก พ.ต.อ.นพ.คำนูณ อธิภาส จักษุแพทย์ ประจำ “นวตา จักษุคลินิก” กล่าวว่า โรคต้อกระจก มักมาพร้อมกับอายุมากที่ขึ้น นับเป็นความเสื่อมอย่างหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายของคนเรา

“โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตาที่ช่วยในการมองเห็น ซึ่งจะมีลักษณะตัวเลนส์ที่นิ่มมากเมื่ออยู่ในวัยเด็ก แต่เมื่อเริ่มมีอายุที่มากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อยๆ แข็งขึ้น เกิดความไม่สม่ำเสมอ จนเกิดความขุ่นมัวในเนื้อเลนส์ และส่งผลต่อการมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

 นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ได้ เช่น ผลข้างเคียงจากการใช้ยา สารสเตียรอยด์ สารพิษ ประสบอุบัติเหตุ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาทิ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และไทรอยด์”

 โรคต้อกระจก จะค่อยๆ เกิดขึ้น โดยใช้ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาจนกระทั่งตาขุ่นมัว จึงอาจทำให้คนทั่วไปไม่ทันได้ตระหนักถึงอาการเริ่มต้นของโรคต้อกระจก ซึ่ง พ.ต.อ.นพ.คำนูณ ชี้ว่าจะส่งผลร้ายต่อการมองเห็นได้

ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณ หรือบุคคลใกล้ชิด จึงควรตรวจสอบตนเอง รวมถึงบุคคลใกล้ตัวถึงอาการ 5 สัญญาณเสี่ยงโรคต้อกระจก ดังนี้

1.ตาค่อยๆ มัวลงอย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ อาจเริ่มมีอาการที่มัวลงภายในช่วงเวลาสั้นเพียง 2-3 เดือน หรือถึงมากกว่า 10 ปีในบางราย

2.สายตากลับ มีอาการเปลี่ยนแปลงด้านการมองเห็นอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น จากเดิมสายตายาวแล้วเปลี่ยนเป็นสายตาสั้น หรือเกิดสายตาเอียงขึ้น

3.เห็นแสงแตกกระจาย เมื่อใช้สายตามองแสงแล้วจะเห็นมีลักษณะเป็นเส้นๆ เป็นแฉกๆ หรืออาจดูมีภาพซ้อน

 4.ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดน้อยลง ต้องการแสงสว่างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะพบบ่อยๆ ในกลุ่มคนสูงวัยมากๆ

5.ต้อกระจกบางชนิดจะมองเห็นในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง เนื่องจากมีความขุ่นมัวเฉพาะส่วนกลางของเลนส์ตา ซึ่งในที่สว่างนั้นรูม่านตาจะมีขนาดเล็ก เวลาใช้สายตาก็จะมองผ่านเฉพาะส่วนที่ขุ่นมัวนั้น แต่ในที่มืดรูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นการมองเห็นก็จะดีขึ้น มักพบในคนที่ป่วยเป็นโรคต้อกระจกจากผลกระทบของโรคเบาหวาน ใช้ยาสเตียรอยด์ด้วยการรับประทาน หรือหยอดตามาเป็นเวลานานๆ

หากมีอาการน่าสงสัยเพียงข้อใดๆ ข้อหนึ่ง พ.ต.อ.นพ.คำนูณ แนะว่าก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

“เนื่องจากความก้าวหน้าในทางการแพทย์ปัจจุบันที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ทั้งการสวมแว่นตา การใช้ยาหยอดตาในกรณีที่ยังไม่มีอาการรุนแรงมาก รวมไปถึงการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตา ที่ทำได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

ดังเช่นการสลายต้อกระจกด้วยระบบอัลตราซาวด์ ที่ช่วยทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตร ผู้ป่วยจึงไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แผลสามารถสมานตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อกระจก ทำให้มีแผลใหญ่และยาวเกือบ 1 เซนติเมตร จนส่งผลให้แผลหายได้ช้าลง หรือมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เฟมโตเซคเคินเลเซอร์ และนาโนเซคเคินเลเซอร์เข้ามาช่วยในการผ่าตัดร่วมด้วย”

นอกเหนือจากการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น พ.ต.อ.นพ.คำนูณ แจงว่า การเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับการผ่าตัดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญและมีความรู้เบื้องต้น

“เนื่องจากเลนส์แก้วตาเทียมมีหลากหลายชนิด ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการลักษณะการใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่เหมาะกับปัญหาทางสายตาเดิมของตนเอง เช่น หากมีสายตาสั้นมากๆ เมื่อมีการผ่าตัด ก็จะสามารถใช้โอกาสนั้นเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดหลายโฟกัส ที่คำนวณค่าให้แสงตกโฟกัสให้ตรงจอประสาทตาพอดี จึงสามารถช่วยแก้อาการสายตาสั้นให้ดียิ่งขึ้นได้ หรือสายตาเอียงมากๆ อันมาจากผิวกระจกตาไม่กลม ก็สามารถใช้โอกาสการผ่าตัดนี้ในการเลือกเลนส์แก้วตาเทียม ที่สามารถชดเชยและแก้สายตาเอียงได้อีกด้วย”

สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญต่อโรคเกี่ยวกับสายตาได้ง่าย พ.ต.อ.นพ.คำนูณ ย้ำว่าควรรับการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง หรืออาจเข้ารับการตรวจที่เร็วขึ้นหากว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงอื่นๆ เช่น เป็นผู้ป่วยเบาหวาน และไทรอยด์ หรือใช้ยาสเตียรอยด์บ่อยครั้ง เป็นต้น ซึ่งหากรู้ปัญหาทางสายตาได้เร็ว รักษาได้ทันเวลา ก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถถนอมสายตาให้อยู่คู่ไปกับเราได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น

ธันยพร คงแจ่ม ดาราภัช ทวินันท์ คู่ซี้นักร้องสาวแห่งค่ายอาร์สยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535184

ธันยพร คงแจ่ม ดาราภัช ทวินันท์ คู่ซี้นักร้องสาวแห่งค่ายอาร์สยาม

โดย ภาดนุ  ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

เป็นโอกาสดีที่ได้เจอสองนักร้องสาวรุ่นใหม่มาแรงแห่งค่ายอาร์สยาม อย่าง “เพลง” ธันยพร คงแจ่ม และ “ธัญญ่า” ดาราภัช ทวินันท์ ซึ่งทั้งคู่ถือว่าเป็นสองสาวสวยเพื่อนซี้คู่ใหม่ของค่าย ณ เวลานี้เลยก็ว่าได้

เอ้า! สองสาวเขามีอะไรจะฝากถึงกันและกันบ้าง ลองไปฟังจากปากเจ้าตัวกันเลย พร้อมทั้งอัพเดทผลงานของสองสาวไปในตัวด้วย

เพลง พูดถึงธัญญ่า “แตกต่างแต่ลงตัว”

 เพลง ธันยพร อายุ 19 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (มศว) เพลงเป็นศิลปินเดี่ยวสังกัดค่ายอาร์สยาม มีผลงานซิงเกิ้ลที่ผ่านมาคือ เพลง “เรื่องสิวๆ” กับ “ทำตัวไม่น่ารัก” รวมทั้งมีซิงเกิ้ลที่ทำร่วมกับสโมสรมินิชื่อว่า “อย่าปากดี เดี๋ยวมีจูบ” ด้วย แล้วในช่วงต้นปี 2561 ก็จะออกซิงเกิ้ลใหม่ซึ่งเป็นเพลงแนวแดนซ์สนุกๆ อีกด้วย

 “ครั้งแรกที่หนูเจอพี่ธัญญ่า คือตอนไปออกอีเวนต์ในรายการของช่องสบายดีทีวี แรกๆ ก็ยังไม่ค่อยสนิทสักเท่าไร แค่ได้คุยกันนิดหน่อย แต่เมื่อเราได้มาเจอกันอีกครั้งก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น ทีนี้พอมีงานต่างๆ ของค่าย เราก็มีโอกาสได้เจอกันเรื่อยๆ ล่าสุดก็ได้มาเรียนการแสดงด้วยกัน เพราะนักร้องนอกจากต้องเทรนเรื่องเสียงร้องแล้ว ยังต้องเทรนเรื่องการแสดงเพิ่มด้วยค่ะ

 พอเจอกันเรื่อยๆ ก็ทำให้เราสองคนยิ่งสนิทกันมากขึ้น หนูอายุ 19 ปี ส่วนพี่ธัญญ่าอายุ 20 ปี ซึ่งอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน เราสองคนจึงคุยกันถูกคอและสนุกสนานมากๆ โดยส่วนตัวแล้วพี่ธัญญ่าเป็นคนน่ารักมาก ถึงจะมีบุคลิกที่เรียบร้อย แต่นางจะแอบมีความตลกความโก๊ะอยู่ในตัวเอง และอาจจะติดนิสัยขี้อายด้วยซ้ำไป ต่างจากบุคลิกในเพลงส่วนใหญ่ที่ร้อง ซึ่งจะออกแนวห้าวๆ ไปเลย”

 เมื่อสาวใต้อย่างเพลง และสาวอีสานอย่างธัญญ่ากลายมาเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองคนจึงถือเป็นเพื่อนคู่ซี้ที่แตกต่างแต่ลงตัวคู่ใหม่ของค่ายอาร์สยามเลยก็ว่าได้ จากที่สองสาวเริ่มรู้จักกันในการทำงาน ปัจจุบันทั้งสองจึงเริ่มสานต่อความสนิทสนมโดยมีการโทรหรือไลน์หาเพื่อพูดคุยกันนอกเหนือจากเวลางานด้วย

“จากที่ได้ร่วมงานกัน หนูคิดว่าพี่ธัญญ่าเป็นนักร้องที่ร้องเพลงเพราะอยู่แล้ว ยิ่งเราสองคนได้มาเรียนแอ็กติ้งหรือเรียนการแสดงด้วยกัน หนูรู้สึกว่ามันยิ่งทำให้พี่ธัญญ่ามีความมั่นใจมากขึ้น อย่างที่บอกว่าถ้าเรามองเฉยๆ บุคลิกของพี่ธัญญ่าจะดูเรียบร้อย แต่พอให้โชว์แอ็กติ้งจริงๆ นะ เขาทำได้ทุกอย่างเลยละ เรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพมากๆ เลยค่ะ

สิ่งที่หนูเป็นห่วงก็คือ พี่ธัญญ่าจะมีงานเดินสายเยอะ คือมีงานทุกช่วงเลย ส่วนใหญ่จะจ้างไปโชว์คอนเสิร์ตแถบภาคกลางและภาคอีสาน มีภาคใต้บ้างประปราย เดือนหนึ่งมีงานจ้าง 10 กว่างาน ซึ่งถือว่าเยอะมาก อีกอย่างพี่ธัญญ่ากำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งหนูว่าทั้งเรียนทั้งทำงานเยอะๆ จะทำให้เหนื่อยมาก

 แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนแอ็กทีฟ ไม่ชอบอยู่ว่างๆ จึงรับงานตลอด หนูว่าเขารักการร้องเพลงมากๆ เลยค่ะ เพราะประกวดร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ แถมยังมีคุณแม่เป็นหมอลำซิ่งด้วย จึงถ่ายทอดสาย เลือดศิลปินมาโดยตรงเลยละ หนูจึงเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพ อยากให้เขาหาเวลาพักผ่อนเยอะๆ”

เพลงบอกว่า ธัญญ่ามีนิสัยร่างเริงและอัธยาศัยดี จึงเป็นธรรมดาที่จะมีหนุ่มๆ เข้ามาขายขนมจีบหลายคน

“เรื่องหนุ่มๆ ก็ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไรนะ เพราะคิดว่าพี่ธัญญ่าสามารถจัดการได้อยู่แล้ว สิ่งที่หนูประทับใจในตัวเขาก็คือรอยยิ้ม เรียกว่าเป็นเฟิร์สต์ อิมเพรสชั่น เลยก็ว่าได้ ก่อนหน้านี้หนูจำได้ว่าเป็นวันเกิดของเขา ตอนนั้นเรายังไม่สนิทกัน แต่หนูก็ส่งข้อความไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์และทักกันทางไลน์ค่ะ พอได้มาเจอตัวจริงก็ยิ่งประทับใจ เพราะเราเข้ากันได้ดีทีเดียว

ที่สำคัญหนูยังเป็นแฟนเพลงตัวจริงของพี่ธัญญ่าด้วยนะ แล้วยังเคยนำเพลง ‘เหตุผลของคนจะไป’ ไปร้องในงานด้วย เพราะชอบน้ำเสียงและชอบเอ็มวีที่เขาเล่นด้วยค่ะ” (ยิ้ม)

ธัญญ่า พูดถึงเพลง “อารมณ์โก๊ะๆ ขำๆ”

 ธัญญ่า ดาราภัช นักร้องสาววัย 20 ปี เคยมีผลงานเดี่ยวซิงเกิ้ลแรกชื่อว่า “แอบฮักอ้าย” ตามด้วยการเล่นเอ็มวีเพลง “อ้ายมีเหตุผล” ของเบิ้ล ปทุมราช และมีเพลง “เหตุผลของคนจะไป” ซึ่งเป็นเพลงแก้กับเพลงอ้ายมีเหตุผล จากนั้นก็เล่นเอ็มวีคู่กับเบิ้ลในเพลง “คนดีพี่มาง้อ” และ “กอดครั้งสุดท้าย” (ที่ร้องด้วยกัน) จนกลายเป็นคู่จิ้นไปเลย

แล้วเธอยังมีเพลง “ใจกังวล” ออกมา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2561 ก็จะมีซิงเกิ้ลใหม่ซึ่งเป็นเพลงเร็วสไตล์โมเดิร์นแดนซ์ผสมหมอลำออกมาให้แฟนเพลงได้ติดตามด้วย

“ตั้งแต่ได้รู้จักหรือได้เจอน้องเพลงครั้งแรก ตอนนั้นคิดในใจว่า ทำไมน้องคนนี้สวยจังเลย ตัวสูง ผิวขาว หุ่นดีเชียว พอเริ่มเจอกัน 2-3 ครั้งก็ถามน้องเพลงเลยว่า ได้ทำศัลยกรรมหรือทำอะไรที่ใบหน้าบ้างหรือเปล่า น้องก็ตอบเลยว่า ยังไม่เคยทำอะไรเลยค่ะ เราก็รู้สึกชื่นชมในใจว่า น้องเพลงสวยแบบธรรมชาติจริงๆ เป็นสาวใต้ที่หน้าคมมากๆ เลยรู้สึกประทับใจค่ะ

เมื่อได้มาร่วมงานกัน ก็รู้สึกว่าน้องเพลงจะมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเยอะ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะเป็นอารมณ์โก๊ะๆ ขำๆ ของน้องที่เราได้เห็น คือเขายังเด็ก ยังไม่มีมาดไงคะ ก็จะมีความกุ๊กกิ๊กน่ารักเวลาเรียนแอ็กติ้งจะมีฉากที่ต้องยั่วผู้ชายหรือหว่านเสน่ห์ พอนักแสดงชายเดินเข้ามาใกล้ น้องเพลงก็จะรีบบอกว่า “อุ๊ย! เดี๋ยวแป๊บนึงนะคะ” ธัญญ่ากับครูสอนแอ็กติ้งก็จะนั่งขำกัน คือน้องจะมีความใสๆ ดูเป็นธรรมชาติดีค่ะ”

ธัญญ่าบอกว่า สำหรับน้องเพลงแล้วก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง มีอยู่เรื่องเดียวคือความกระโดกกระเดกของน้อง ด้วยความที่น้องเพลงยังมีบุคลิกของความเป็นเด็กอยู่ เวลาเดินเหินหรือลุกนั่งก็อาจจะไม่ทันระวัง จึงอยากให้น้องเพลงระมัดระวังขึ้นอีกนิดหนึ่ง

“ธัญญ่าว่า คนสวยๆ แบบน้องเพลงย่อมต้องมีหนุ่มๆ มาจีบเป็นเรื่องธรรมดา น่าจะเยอะเลยละ (ยิ้ม) ส่วนใหญ่จะเป็นคนนอกวงการ แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะเชื่อว่าในวัยนี้น้องเพลงน่าจะยังไม่โฟกัสเรื่องแฟนมากนักหรอก

ในอนาคตก็เป็นไปได้ที่เราสองคนอาจจะมีงานร่วมกัน แต่ก็ต้องดูฟีดแบ็กจากผู้ใหญ่ทางค่ายก่อน หรืออาจจะมีโปรเจกต์พิเศษที่ทำร่วมกันก็ได้ค่ะ เช่น ร้องเพลงด้วยกัน เป็นต้น สำหรับสิ่งดีๆ ที่อยากทำให้น้องเพลง ธัญญ่าก็ขอเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี มีอะไรก็ขอบอกกล่าว แนะนำ ตักเตือนกันได้ ทั้งเรื่องแอ็กติ้งและเรื่องร้องเพลงเลยค่ะ”

สองสาวทิ้งท้ายว่า ฝากติดตามผลงานของพวกเธอได้ทางยูทูบ : R Siam Music และช่องสบายดีทีวีในเครืออาร์เอส หรือติดตามได้ที่ IG/FB : pleng_rsiam, IG : tanya_rsiam, FB : ธัญญ่า อาร์สยาม และยูทูบ : Tanya Channel

รหัสนัยหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/535169

รหัสนัยหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

โดย พริบพันดาว

หนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ของกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ชื่อเล่มบนปกว่า “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” เน้นให้เด็กทุกคนเป็นฮีโร่ได้ด้วยการทำความดี

“วันเด็กแห่งชาติ” เป็นวันสำคัญในประเทศไทย ตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือน ม.ค.ของทุกปี งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. 2498 ตามคำเชิญชวนของ วี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ

 เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

รัฐบาลจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 งานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. ถึงปี 2506 และในปี 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สอง ของเดือน ม.ค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุกวันนี้

หนังสือวันเด็กปี 2561

หนังสือ “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” จัดทำเป็นที่ระลึกวันเด็กแห่งชาติปีนี้ องค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่เด็กไทย ความว่า

“บ้านเมืองเรามีสิ่งดีงามมากมาย ที่บรรพบุรุษได้สร้างสมไว้ให้เรา เด็กทุกคนผู้เป็นอนาคตของชาติ จึงมีหน้าที่สืบสานและรักษาสิ่งดีงามเหล่านั้นไว้ พร้อมทั้งสร้างเสริมพัฒนาให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไป”

หน้าปกหนังสือวันเด็ก มีสีสันสวยงาม เน้นให้เด็กไทยทุกคนเป็นฮีโร่ได้ด้วยการทำความดี ปันน้ำใจให้กับสังคม มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองดี รู้จักทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม อาทิ การช่วยชีวิตคนป่วยในกรณีฉุกเฉินหรือการทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation – ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ) / ผลงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว รวมถึงเรื่องเล่าของพระราชา ที่นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เขียนเป็นนิทาน

การุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า หนังสือวันเด็กในปีนี้ ใช้ชื่อว่า “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” จัดทำขึ้นเพื่อเป็นหนังสือที่ระลึกในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2561 โดยเนื้อหาประกอบด้วยประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความผูกพัน การเล่าประสบการณ์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำนึกรักบ้านเกิด ผู้สูงอายุ การประหยัด การมีคุณธรรม ครอบครัว ความเป็นไทย ความซื่อสัตย์ การทำตัวให้มีคุณค่า ความกตัญญู และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สำหรับรายละเอียดหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2561 “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” ประกอบด้วย

 + พระบรมราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

+ คติธรรมจากเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

+ คำขวัญ สารนายกรัฐมนตรี และสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561

+ ผลงานเขียนของเพื่อนๆ ฮีโร่ตัวจิ๋วทั่วประเทศ

+ ทำไมต้อง “ฮีโร่ตัวจิ๋ว” บทสัมภาษณ์ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโลโก้วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561

+ พบกับบทสัมภาษณ์ ความรู้สึกของเหล่าฮีโร่จิตอาสา / นักธุรกิจรุ่นเยาว์เจ้าของแบรนด์ “คริสปี้ คริสปี้” / เตาย่างไร้ควัน นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

+ “เด็กเด็กของพ่อ” บทกลอนสอนใจจาก พี่กุดจี่

นักเขียนชื่อดัง “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล ซึ่งเขียนบทกลอนสอนใจ “เด็กเด็กของพ่อ” ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ว่าแรงบันดาลใจและการติดต่อให้เขียนมีที่มาที่ไปคือเขาไปเดินสายพูดในรายการเสวนา “พรวนฝัน ปันยิ้ม” ที่ จ.สงขลา

“เป็นการไปให้แรงบันดาลใจในการเดินตามฝัน แรงบันดาลใจในการอ่านการเขียน สลับกับร้องเพลงยิ้มๆ ให้คณะตัวแทนคุณครูและนักเรียนจากโรงเรียนหลายๆ โรงเรียนฟัง บังเอิญว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ไปนั่งฟัง แล้วก็ชื่นชมว่า ชอบ กลับมาจากสงขลา ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงศึกษาธิการว่า อยากเชิญมาเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผลงานการเขียนของเด็กๆ เพื่อตีพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ

ได้ทำงานร่วมกับอาจารย์นักวิชาการทางการศึกษาก็ดีนะครับ ได้ความรู้และมุมมองเพิ่ม ถกเถียงกันว่าผลงานชิ้นไหนผ่าน ผลงานชิ้นไหนไม่ผ่าน จากนั้นที่ประชุมก็สรุปร่วมกันว่าให้กุดจี่ช่วยเขียนบทกวีเกี่ยวกับวันเด็กให้น่าจะดี คงเห็นว่ากุดจี่ใช้ภาษาง่ายๆ แต่ลึกซึ้ง”

บทหนึ่งของบทกวีของเขา เขียนว่า “…คือเด็กเด็กของพ่อ บ้างมอซอ บ้างหยาบกร้าน บ้างซุกซนเหลือประมาณ

พ่อรักเด็กทุกทุกคน…”

“แรงบันดาลใจ ก็มาจากการที่ได้อ่านงานของเด็กๆ ที่ส่งมาร่วมเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้แหละครับ เด็กๆ ต่างที่มา ต่างเรื่องเล่า เด็กๆ ก็เหมือนดั่งขนมชั้น มาจากต่างชนชั้น  แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พ่อก็รักเด็กทุกคน”

มุมมองของ กุดจี่-พรชัย ที่มองภาพรวมหนังสือวันเด็กแห่งชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในฐานะคนทำหนังสือที่เกี่ยวกับเด็กว่ามีจุดเด่นข้อดีและสิ่งที่ควรพัฒนา

“เด็กยังคงเป็นเด็ก แม้สื่อจะเปลี่ยนรูปแบบไป เรื่องเล่าจากเด็กๆ ยังคงต้องได้รับการขัดเกลา ชี้แนะจากผู้ใหญ่ หนังสือวันเด็กแห่งชาติก็คงต้องปรับปรุงต่อไป เพื่อก้าวให้ทันเด็กในแต่ละยุคสมัย อาจจะต้องมีเด็กมาร่วมเป็นคณะทำงานด้วยครับ

และอยากจะได้อ่านเรื่องเล่าจากเด็กๆ ให้ทั่วถึงทั่วประเทศมากกว่านี้ จะได้เห็นความแตกต่างของขนมชั้นมากขึ้น เพื่อผู้ใหญ่จะได้แก้ปัญหาให้ถูกจุดมากขึ้น ว่าเด็กแต่ละที่มีปัญหาอะไร ผมว่างานเขียนของเด็กๆ มันสะท้อนปัญหาได้ระดับหนึ่งครับเห็นปัญหาเพื่อสร้างปัญหาเพื่อเกิดปัญญาต่อ”

หนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2561 นี้ เขามองว่ามีทั้งบทกวี ความเรียง เรื่องสั้น การ์ตูนช่อง และภาพวาด ซึ่งถึงที่สุดแล้ว มันคงทำหน้าที่เป็นได้เพียงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่สะท้อนชีวิต ความคิด มุมมอง ของเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง จากหลายๆ ภูมิภาค

“มันจะไปสนองตอบความสนใจของใครได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ผมได้แต่ภาวนาครับได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ท่าทางจะสนองตอบได้เยอะ ถ้าโรงเรียนมีนโยบายให้เด็กๆ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้นะ หนังสือวันเด็กแห่งชาติในฝันของกุดจี่ ไม่ยึดติด หลากหลาย ง่ายงาม กว้างไกล ลึกซึ้ง และอ่านสนุก เข้าถึงเด็กได้จริงๆ”

สร้าง ‘เด็กดี’ และ ‘พลเมืองดี’

หนังสือวันเด็กแห่งชาติเล่มแรกของไทย ได้ริเริ่มจัดพิมพ์หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ฉบับแรก เมื่อปี 2502 (ตามที่ปรากฏในคำนำของหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2508) คณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2502  ซึ่งมี นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2502 ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ไว้ในคำนำ ว่า

คณะกรรมการจัดงานฯ เห็นสมควรให้จัดพิมพ์เอกสารขึ้นเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รู้แนวทางในการอบรมเด็ก โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ส่วนใหญ่คือคณะเจ้าหน้าที่แผนกสุขวิทยาจิต โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีเจตนาจะให้ผู้ใหญ่เข้าใจถึงธรรมชาติของเด็ก แล้วส่งเสริมให้เจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า

หากเด็กมีความบกพร่องก็ควรจะได้รับการแก้ไขเสียแต่เยาว์วัย ดีกว่าจะปล่อยไว้ให้เป็นจุดอ่อนในบุคลิก ลักษณะ จนเป็นผู้ใหญ่แก้ไขไม่ได้ และเป็นเหตุให้เกิดโรคจิต โรคประสาทต่อไป พฤติกรรม ของเด็กเป็นผลต่อเนื่องมาแต่การอบรมเลี้ยงดูของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ฉะนั้น การป้องกัน แก้ไขปัญหาในเด็ก จึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง

คณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2502 มีความเชื่อมั่นว่า เอกสารนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใหญ่ในการดูแลอบรมเด็ก รวมทั้งผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์โดยทั่วๆ ไป ด้วยเป็นอันมาก โดยมีเรื่องที่น่าสนใจ รวม 10 เรื่อง ดังนี้ 1.คำแนะนำเกี่ยวกับการระวังอนามัยของเด็ก 2.บริการแก้ไขปัญหาจิตใจเด็ก 3.พ่อแม่กับการพาเด็กมาสถานแนะนำปัญหาเด็ก 4.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทดสอบปัญญา 5.ธรรมชาติของเด็กกับการเลี้ยงดู 6.สิ่งแวดล้อมในครอบครัวกับการอบรมเด็ก 7.บทสนทนาระหว่างมารดากับแพทย์ในสถานแนะนำปัญหาเด็ก 8.เด็กเรียนไม่ดี 9.การศึกษาและสุขภาพจิต และ 10.ของฝากท่านผู้ปกครองในยามโรงเรียนปิดเทอม จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือปกอ่อน หนา 95 หน้า พิมพ์ที่ โรงพิมพ์คุรุสภา 1 ก.ย. 2502 ราคาเล่มละ 1 บาท

นับแต่นั้นมา คณะกรรมการจัดงานวันเด็ก ในปีต่อๆ มา ก็ได้จัดพิมพ์หนังสือวันเด็กเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้

ในปี 2504 ได้มีการเพิ่มเรื่องสั้นแสดงภาพชีวิตระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่และวิธีแก้ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับเด็กเข้าไว้ด้วย ต่อมาเนื้อหาขยายเป็นบทความธรรมะ เรื่องสั้น นิทาน บทเพลง ความรู้รอบตัว และบทประพันธ์ต่างๆ ปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน ปี 2537 มีการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมเป็นขนาด 150×210 มม. เพิ่มเนื้อหาในส่วนของงานเขียน ภาพวาด และกิจกรรมของเด็กๆ มาลงตีพิมพ์เป็นสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นและดำรงรูปแบบนี้มาจนกระทั่งปัจจุบัน

งานวิจัย “คุณลักษณะของเด็กไทยที่พึงประสงค์ : วิเคราะห์จากหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2502-2548” โดย ผศ.วัลลภา วิทยารักษ์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2548 มีผลสรุปถึงคุณลักษณะของเด็กไทยที่พึงประสงค์ที่วิเคราะห์จากหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ทุกช่วงกลุ่ม คุณลักษณะที่ปรากฏมากที่สุดในแต่ละด้าน คือ

1.ด้านสุขภาพ มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีความรักความเชื่อมั่นในตนเอง มีความร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใส

2.ด้านนิสัย มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความขยันขันแข็ง มีความสนใจใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ

3.ด้านความรู้ความสามารถ มีความรู้ความสามารถทางวิชาการโดยทั่วไป มีความสามารถในการคิดและรู้จักคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการประกอบอาชีพและหารายได้พิเศษ

4.ด้านจริยธรรม มีศรัทธาเชื่อมั่นในการทำความดี มีมานะพยายามและอดทนต่อความยากลำบาก มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น

5.ด้านความสัมพันธ์กับบุคคล มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น มีความรักความผูกพันกับบุคคลในครอบครัว มีความรักความเป็นมิตรกับผู้อื่น

6.ด้านวัฒนธรรมและประเพณี มีกิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อยงดงามตามแบบไทย มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยและนิยมไทย มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีไทย

7.ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหน้าที่ มีความรักชาติและท้องถิ่นของตน มีความเลื่อมใสในศาสนาและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 ส่วนคุณลักษณะของเด็กไทยที่พึงประสงค์ที่วิเคราะห์จากหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ทุกช่วงทุกกลุ่ม คุณลักษณะที่ปรากฏมากที่สุด 3 ลำดับจากคุณลักษณะทั้งหมด 70 คุณลักษณะ คือ 1.มีความรับผิดชอบและปฏิบัติหน้าที่ 2.มีความศรัทธาเชื่อมั่นในการทำความดี และ 3.มีความรู้ความสามารถทางวิชาการโดยทั่วไป

ในวิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ปี 2555 ของ อุมาวัลย์ ชีช้าง ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีชื่อว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับอุดมการณ์ในเรื่องเล่าสำหรับเด็กในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2523-2553” ที่ศึกษาว่ามีการประกอบสร้างความคิดเกี่ยวกับ “เด็กดี” และ “เยาวชนที่พึงประสงค์ของชาติ” อย่างไรบ้าง

ผู้วิจัยเก็บข้อมูลเรื่องเล่าสำหรับเด็ก ได้แก่ นิทานและเรื่องสั้นสำหรับเด็กที่ตีพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติจำนวน 94 เรื่อง และศึกษาโดยใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของ แฟร์คลัฟ

ผลการวิจัยพบว่า แม้เรื่องเล่าเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นเรื่องที่เน้นความบันเทิงและเพลิดเพลินในการอ่านแต่แท้จริงแล้วกลับมีบทบาทในการถ่ายทอดอุดมการณ์บางประการไปสู่เด็ก กลวิธีการสื่ออุดมการณ์ที่ปรากฏในเรื่องเล่าสำหรับเด็กนั้น แบ่งออกเป็น 3 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีทางภาษาในตัวบท พบทั้งสิ้น 6 กลวิธี ได้แก่ การใช้คำศัพท์ การใช้โครงสร้างประโยคแบบต่างๆ การกล่าวอ้าง การใช้คำถามวาทศิลป์ การใช้อุปลักษณ์ และการแนะความ

2) กลวิธีระดับตัวบท พบว่าการใช้องค์ประกอบของเรื่องเล่าในการนำเสนออุดมการณ์ ซึ่งมีผลทำให้การสื่ออุดมการณ์มีความแนบเนียนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือผู้แต่งนำเสนออุดมการณ์และความคิดของตนในรูป “เสียง” และ “ความคิด” ของตัวละครในเรื่องเล่า

3) กลวิธีระดับสหบท พบว่ามีการแทรกตัวบทอื่นหรือกล่าวอ้างถึงตัวบทอื่นเกี่ยวกับความคิด ความเชื่อต่างๆ เพื่อสื่อความคิดเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาพุทธและอิสลาม ความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติรวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความเป็นไทย

กลวิธีดังกล่าวสื่ออุดมการณ์ที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอและอุดมการณ์ที่ปรากฏบางช่วงเวลา อุดมการณ์ที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ อุดมการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่ อุดมการณ์เกี่ยวกับความเป็นเด็กดีและคนดี อุดมการณ์เกี่ยวกับบทบาทชาย-หญิงในสังคมไทย อุดมการณ์เกี่ยวกับความยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ อุดมการณ์ที่ปรากฏบางช่วงเวลา ได้แก่ อุดมการณ์เกี่ยวกับความยากจน อุดมการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึงชุดความคิดย่อยเรื่องสังคมเมืองกับชนบท

ผลการวิจัยที่พบทำให้เห็นว่าเรื่องเล่าสำหรับเด็กในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ มีบทบาทเป็นสารทางอุดมการณ์ซึ่งรัฐอาจใช้ในการถ่ายทอดและปลูกฝังความคิดเชิงอุดมการณ์บางประการแก่เด็กในสังคมไทย เพื่อสร้าง “เด็กดี”  และ “พลเมืองดี” ซึ่งจะเอื้อต่อการกำกับดูแลและควบคุมสมาชิกในสังคมต่อไป