5 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของเฮเซลนัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516411

5 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของเฮเซลนัท

เฮเซลนัทเป็นถั่วชนิดหนึ่งที่นอกจากอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมาย

เฮเซลนัท เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ ที่ออกฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย มักจะถูกนำมาแปรรูปเป็นช็อกโกแลต หรือขนมเคลือบช็อกโกแลต ที่ต้องบอกเลยว่านอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ที่เราอาจจะยังไม่รู้อีกเพียบ

1. ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด – เฮเซลนัทมีโพแทสเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีช่วยให้ผนังของหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

2. กระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเพศชาย – การบริโภคเฮเซลนัทประมาณ 50 กรัมต่อวัน จะช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย และมีผลบวกต่อการทำงานทางเพศ แม้จะอายุเกิน 50 ปีแล้วก็ตาม

3. บำรุงผมและเล็บ – เฮเซลนัทอุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อผมและเล็บ ช่วยให้เล็บแข็งแรง ไม่เปราะ ผมหนานุ่ม เงางา ดูสุขภาพดี

4. เพิ่มน้ำนมให้คุณแม่ – เฮเซลนัทเต็มไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งช่วยในการผลิตน้ำนมสำหรับคุณแม่หลังคลอด นอกจากนั้นยังมีกรดโฟลิคและวิตามินอีที่ช่วยลดการติดเชื้อ และลดอัตราเสี่ยงในการแท้งบุตรด้วย

5. เสริมภูมิคุ้มกัน – เฮเซลนัทมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้การเจริญเติบโต พัฒนาการของกล้ามเนื้อ กระตุ้นเนื้อเยื่อ และช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

 

‘ดิจิทัล สกิล’ เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์โฉมใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516410

'ดิจิทัล สกิล' เตรียมพร้อมสู่ไทยแลนด์โฉมใหม่

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล ภาพ : อีพีเอ/เอเอฟพี/เอพี

 บุคลากรที่มีทักษะที่ผสมผสานทั้งด้านดิจิทัล (Digital Skill) และมีความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ การตลาด รวมทั้งมีความสามารถวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ได้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั่วโลกในยุคปัจจุบันนี้

การเตรียมบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็น เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกดิจิทัลมากขึ้น เป็นเรื่องที่เป็นความจำเป็นอย่างเร่งเร็วและรอช้ามิได้ เพราะหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการประสบความสำเร็จในการออกแบบและการใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลคือการมีผู้นำขององค์กรและพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ความหลากหลายของนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีใหม่เองก็มีส่วนเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลด้วยเช่นกัน

องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้กับพนักงานก่อนที่จะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยองค์กรต้องมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มของเทคโนโลยีบางอย่าง เช่น ระบบเซ็นเซอร์ หรือ IoT เพื่อใช้ในการสนับสนุนศักยภาพทางธุรกิจในองค์กร โดยจะเป็นการเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานให้เป็นอัตโนมัติ และเพิ่มกระแสรายได้ใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

 แต่กระนั้นทรัพยากรบุคคลที่สามารถพัฒนาทักษะทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าว มักจะมีจำกัดภายในองค์กร ถ้าในแง่นี้องค์กรก็ต้องรู้ว่าควรจะลงทุนเรื่องการพัฒนาทักษะให้กับพนักงานคนไหนและทักษะที่ขาดแคลนด้านอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้

คำจำกัดความของคำว่า ดิจิทัล สกิล (Digital Skill) หมายความรวมๆ ถึงการมีความรู้ความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลในการเชื่อมต่อสู่อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ และสามารถเข้าใจหรือเลือกทำในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลในเชิงลบต่อตนเองบนโลกออนไลน์ เช่น การไม่หลงกลเทคนิคฟิชชิ่ง การไม่โพสต์คอนเทนต์ที่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น ฯลฯ

ความสำคัญควบคู่ไปกับความรู้คือเรื่องของทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานในการปลูกฝังวิธีคิดและทัศนคติต่อไป ดิจิทัล สกิล เป็นหนึ่งในชุดทักษะขั้นพื้นฐานสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างขีดความสามารถขององค์กรและของประเทศ

จากผลการวิจัยของ ICDL-International Computer Drivers Licence ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร ซึ่งทำหน้าที่ยกระดับมาตรฐานดิจิทัล สกิล ของกำลังคนในทวีปยุโรป ได้เปิดเผยผลการวิจัย พบว่าบุคลากรที่มีดิจิทัล สกิล อยู่ในระดับมาตรฐานนั้น จะมีประสิทธิภาพในการทำงาน สรุปได้ดังนี้ ลดเวลาการทำงาน 36 นาที/วัน/คน ลดเวลาในการเรียกเจ้าหน้าที่ทางด้านไอทีเหลือ 10% จากเดิม 40% เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานได้ด้วยตนเอง สุดท้ายเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรโดยรวมถึง 22%

พลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐ (Thailand Digital Government Academy) และเปิดการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (รอส.) รุ่นที่ 3

พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการเตรียมความพร้อมของบุคลากรภาครัฐเพื่อรองรับการก้าวไปสู่ Digital Thailand” และเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับศักยภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล

โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลภาครัฐจะเป็นแกนหลัก เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล ที่บุคลากรภาครัฐทุกระดับต้องผ่านการอบรมจากสถาบันนี้ด้วยหลักสูตรที่เหมาะสมกับความสามารถทางด้านดิจิทัลในแต่ละระดับ หรือ Digital Literacy ของแต่ละบุคคล

ย้อนกลับไปในการจัดงาน OSSC Forum ครั้งที่ 3 IT Update : Digital skill เพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 โดย ไชยเจริญ อติแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งดำรงตำแหน่งหลากหลายดังนี้ คณะกรรมการบริหาร สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) คณะกรรมการจัดหาคอมพิวเตอร์ของรัฐ องค์คณะ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาคุณภาพกำลังคนภาครัฐ ก.พ. คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศ สมาคมสโมสรนักลงทุน (บีโอไอ) คณะกรรมการอำนวยการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้าน e-Science President ASEAN CIO ASSOCIATION, ACIOA

ไชยเจริญ ได้มาบรรยายถึงดิจิทัล สกิล ซึ่งได้ข้อสรุปคร่าวๆ กว้างๆ โดยประมาณ โดยเริ่มพูดถึงภาวะผู้นำในยุค Thailand 4.0 อาจกล่าวได้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรนั้น ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะผู้นำ (Leadership) ของผู้บริหารองค์กร

ภาวะผู้นำถือเป็นทุนมนุษย์ของปัจเจกบุคคลที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยไม่ยากนัก อย่างไรก็ตาม ในยุคการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศสู่ยุค Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม รวมทั้งเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อการพัฒนาประเทศปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนเช่นนี้ องค์การที่ดำเนินงานในประเทศไทย ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนองคาพยพให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาหลักของประเทศ “ภาวะผู้นำ” ของผู้บริหารองค์กร จึงต้องได้รับการส่งเสริมให้สอดคล้องกับยุค Thailand 4.0 ด้วย

สิ่งแรกที่ทุกคนควรทำความเข้าใจคือ ภาวะผู้นำ (Leadership) คืออะไร ภาวะผู้นำ (Leadership) : ความสามารถของผู้นำในการทำให้บุคคลอื่นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร เมื่อผู้นำต้องสามารถทำให้บุคคลอื่นปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดได้จึงนำเสนอทฤษฎีว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะของผู้นำ (Trait Theory) ในการนำไปสู่การพัฒนาตามโมเดล Thailand 4.0 ดังนี้

+ คุณลักษณะทางความคิดและสติปัญญา (Conceptual Characteristics) หมายความว่า ผู้นำต้องมีความฉลาด หลักแหลม คิดวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างเป็นระบบ เล็งเห็นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งกำหนดแนวทางตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในแบบโมเดลการพัฒนาประเทศแบบ Thailand 4.0

 + คุณลักษณะทางความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น (Interpersonal Characteristics) หมายถึง ผู้นำต้องมีทักษะในการสื่อสาร มีทัศนคติเชิงบวก เป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคม เนื่องจากในยุค Thailand 4.0 นั้น เป็นยุคแห่งการใช้ความคิดสร้างสรรค์สรรค์สร้างนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนาต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลและระหว่างองค์กรเป็นอย่างมาก

+ คุณลักษณะทางด้านการทำงาน (Technical Characteristics) หมายถึง ผู้นำต้องมีความรู้เข้าใจ ความสามารถในการปฏิบัติงาน สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น มีวิธีการถ่ายทอดและสอนงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

+ คุณลักษณะส่วนตัว (Personal Characteristics) ที่ส่งเสริมต่อการขับเคลื่อนในยุค Thailand 4.0 เช่น ความมั่นใจในตนเอง มีความรับผิดชอบสูง/มุ่งมั่นตั้งใจ มีความรอบคอบ/กระตือรือร้น เป็นต้น

+ คุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) หมายถึง อายุ ส่วนสูง พละกำลัง น้ำหนัก คุณลักษณะนี้อาจเป็นส่วนสนับสนุนในการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนในการใช้ภาวะผู้นำต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เสมือนคำกล่าวที่ว่า “บุคลิกภาพที่ดีส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ”

+ คุณลักษณะทางพื้นฐานสังคม (Social Background Characteristics) เช่น ประวัติการศึกษาของผู้นำที่มีส่วนในการสร้างเครือข่ายการพัฒนาองค์กรได้ ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยพลังประชารัฐ หมายถึง ผู้นำไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยลาพัง แต่ต้องมีเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนด้วย-ทักษะที่จำเป็นในการทำงานยุค Thailand 4.0

ไชยเจริญ ได้ย้ำถึงความเป็นดิจิทัล ลีดเดอร์ชิป หรือภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลที่ต้องมีคือ ยอมรับ

“ถ้าคุณไม่ยอมรับ ไม่ยอมเรียนรู้ และไม่นำมาใช้ในฐานะผู้นำเพื่อเป็นตัวอย่าง ไม่มีทางที่ประเทศนี้จะก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลได้ เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่เจเนอเรชั่นที่เป็นผู้ใหญ่เข้าสู่สูงวัยยังไม่เข้าใจว่ามีประโยชน์อย่างไร ทักษะในเรื่องดิจิทัล ลีดเดอร์ชิป ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเดิมที่เคยเป็นมา ต้องมีการครอส บอร์เดอร์”

สำหรับดิจิทัล สกิล หรือทักษะความชำนาญทางดิจิทัล ต้องประกอบด้วยทักษะการออกแบบและธุรกิจดิจิทัล (Digital Design & Business Skills) ทักษะคิดสร้างสรรค์หรือการคิดวิเคราะห์ (Creative & Critical Thinking Skills) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและข่าวสาร (Database & Information Analytical Skills) ทักษะความสามารถที่หลากหลาย (Multi-skills) ทักษะการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal & Communication Skills)-ความปลอดภัยในการทำงานยุค Thailand 4.0 ความปลอดภัย สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของ Thailand 4.0

ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้โมเดล “Thailand 4.0” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต กำลังการผลิต และประสิทธิภาพการทำงาน หัวใจสำคัญของการพัฒนาสู่ “Thailand 4.0” ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและการใช้ชีวิตประจำวันแบบดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันคนไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ต และการใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่าง มาก ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ เปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ๆ กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับดิจิทัลคอนเทนต์ ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ ไชยเจริญ จึงมองว่า “ระบบรักษาความปลอดภัย” จึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตของโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ และจะได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางก็ต่อเมื่อผู้บริโภคเชื่อมั่นในความสามารถขององค์กรนั้นๆ ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวและสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ดังนั้นปัจจัยสำคัญของการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 คือการวางรากฐานให้มั่นคงในอนาคต

“อยากกระตุ้นยังเจเนอเรชั่นว่าสิ่งที่สำคัญคือเรื่องวิชั่น แพลนนิ่ง แล้วก็ต้องทำถึงจะเผชิญอุปสรรคต้องแก้ไข ถ้าคุณไม่พร้อมก็อยู่ไม่ได้ คุณไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เลย ถ้าคุณไม่กล้า…”

กรณีศีกษา “Digital Skills Metro Map” ของไอร์แลนด์

บีบีซีรายงานว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีดิจิทัล สกิล (Digital Skill) กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก แม้แต่ประเทศอังกฤษที่พบว่าในแรงงานวัยผู้ใหญ่นั้นมีมากถึง 12.6 ล้านคนที่ขาดทักษะดังกล่าว ในขณะที่มี 5.8 ล้านคน ไม่เคยใช้งานอินเทอร์เน็ตมาก่อนเลย ซึ่งอังกฤษต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัล สกิล อีกราว 7.45 หมื่นตำแหน่ง ภายในปี 2017 การขาดแรงงานที่มีดิจิทัล สกิล ยังทำให้อังกฤษสูญเสียโอกาสในภาคธุรกิจคิดเป็นมูลค่าราว 63,000 พันล้านปอนด์/ปีด้วย

ในบทความ “Digital Skill ที่คนไทยควรมีถ้าจะต้องก้าวไปสู่ Thailand 4.0” โดย รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคนในอุตสาหกรรมไอซีที และกลุ่มนักวิชาการ โดยการสนับสนุนของสมาคมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ที่ต้องการเห็นการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมไอซีทีไทยให้สามารถที่จะแข่งขันบนเวทีโลกได้ ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ

บทบาทและภารกิจของ IMC Institute คือการที่จะเป็นผู้นำในการทำวิจัย และสำรวจข้อมูล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งข้อมูลด้านบุคลากร การสำรวจการใช้งาน ตลอดจนสำรวจแนวโน้มการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศ นอกจากนี้ยังจะเน้นในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรและสร้างความตระหนัก การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับผู้บริหารและองค์กรต่างๆ

รศ.ดร.ธนชาติ เขียนบอกว่า มีโอกาสเข้าร่วมทำงานเป็นคณะอนุกรรมการวางแผนการผลิตและพัฒนากําลังคนเพื่อรองรับดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Digital Economy) ของสำนักงานการอุดมศึกษา และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใหญ่ในวงการการศึกษาหลายท่านในเรื่องของกำลังคน และทักษะทางด้านดิจิทัลที่คนไทยควรจะมีเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพยายามที่จะเน้นเรื่องของ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมาก การเตรียมการบุคลากรในอนาคตคงต้องรองรับทั้งกลุ่มที่เป็นนักวิชาชีพด้านไอทีและคนทั่วไปที่เป็นผู้ใช้ที่ต้องมีทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูง

รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ให้เห็นภาพกว้างและลึกของดิจิทัล สกิล ของคนไทยว่า โดยมากมักจะเข้าใจว่าคนไทยเก่งด้านการใช้ไอที เด็กรุ่นใหม่เรียนรู้การใช้ไอทีเก่ง ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน การเล่นโซเชียลมีเดีย หรือโปรแกรมต่างๆ แต่ รศ.ดร.ธนชาติ บอกว่าเขามักจะบอกกับคนว่าเด็กไทยขาดทักษะทางด้านดิจิทัล เพราะทักษะทางด้านดิจิทัลไม่ใช่แค่การใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ และมันมีองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เคยบอกว่าเอสเอ็มอีไทยจำนวนมากใช้อีเมลไม่เป็น จริงๆ แล้วทักษะการใช้อีเมลมันมีความหมายมากกว่าการรับส่ง แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและวัฒนธรรมที่ต้องเปลี่ยนไป เช่น การส่ง cc, bcc หรือการแนบไฟล์ต่างๆ รวมถึงวิธีการส่งที่เหมาะสม แต่คนเราก็ยังมักส่งอีเมลเสมือนว่าเป็นเครื่องมือธรรมดาแบบหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียนรู้ทักษะวิธีการเขียน ความสำคัญของการแนบเอกสารหรือการส่งข้อมูลต่างๆ

รศ.ดร.ธนชาติ ขยายภาพอีกว่า จริงๆ แล้วทักษะดิจิทัลมีเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญมากกว่าการใช้เครื่องมืออีกมาก ทุกวันนี้นโยบาย Digital Economy ไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งก็ติดที่ทักษะของบุคลากรภาครัฐไม่เพียงแต่ใช้เครื่องมือไม่คล่องแล้ว ยังรวมถึงการขาด Digital Mindset และวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กร การศึกษาเราก็สอนแต่ให้นักเรียน นักศึกษาใช้เครื่องมือโดยไม่เข้าใจคำว่าทักษะดิจิทัลที่เด็กควรมี

“Digital Skills Metro Map” ของประเทศไอร์แลนด์ ที่ใช้ในการกำหนดองค์ความรู้และทักษะทางด้านดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขาทุกคน รศ.ดร.ธนชาติ นำมายกตัวอย่างและชี้ว่าแผนที่อันนี้น่าสนใจมากและเป็นแบบ Interactive ถ้าประเทศไทยจะก้าวไปเป็น Thailand 4.0 จะต้องทำให้คนไทยจำนวนมากมีทักษะแบบนี้ให้ได้

ภาคราชการและภาคเอกชนก็ต้องมีบุคลากรที่มีทักษะดังภาพ ซึ่งเห็นแล้วบุคลากรไทยเรายังห่างไกลกันอีกมาก เผลอๆ กลุ่มแรกที่ต้องจับ Re-skill ก็คือผู้บริหารภาครัฐทั้งหมด แล้วบังคับให้ทำงานแบบใช้ Digital Skill เหล่านี้ พร้อมทั้งต้องสร้าง Digital Mindset/Culture ในทุกองค์กร

สำหรับทักษะดิจิทัล 6 ด้านที่จำเป็นต้องมีคือ

1.Tools & Technologies คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่จะตามเทคโนโลยีได้ทันทั้งหมด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องให้มีทักษะความเข้าใจพื้นฐานว่าเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ทำงานได้อย่างไร อะไรคือความสามารถของเทคโนโลยีและมีข้อจำกัดอย่างไร จะเห็นได้ว่าต้องครอบคุลมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยอย่าง Internet of Things หรือ Collaboration Tools

2.Find & Use ซึ่งไม่ได้แค่ความสามารถในการค้นข้อมูลจากกูเกิล หรือเสิร์ชเอนจิ้นต่างๆ ได้ แต่รวมถึงความสามารถในการที่วิเคราะห์และตัดสินใจข้อมูลที่มีคุณภาพจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึงทักษะในการอ้างอิงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ และเข้าใจถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูลและการนำไปใช้

3.Teach & Learn การเรียนการสอนแบบใหม่จะต้องให้ผู้มีเรียนและผู้สอนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกต้อง การใช้เครื่องมือบางอย่าง เช่น Presentation Tools เป็นเรื่องดี แต่ถ้าขาดทักษะและความเข้าใจที่ดีแล้ว ก็อาจทำให้การเรียนการสอนขาดคุณภาพได้ จึงจำเป็นต้องเข้ากระบวนการการเรียนการสอนแบบใหม่ การใช้เครื่องมือ การออกแบบหลักสูตร และเรื่อง Critical Thinking

 4.Communication & Collaborate โลกของดิจิทัลทำให้ทุกคนเชื่อมต่อกัน สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น รูปแบบการทำงานได้เปลี่ยนไป จึงจำเป็นต้องให้มีทักษะในการทำงานแบบใหม่ การใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น อีเมล Video Conference Wiki Messaging Colloboration Tools การแชร์ข้อมูล เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในสถานที่ต่างๆ

5.Create & Innovate เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย ทั้งข้อความ รูปภาพ ซอฟต์แวร์ หรือบริการต่างๆ ผู้ทำงานต้องมีทักษะในการสร้างเนื้อหาดิจิทัลเหล่านี้ เช่น Digital Images และ Graphics Design รวมถึงการเขียนโปรแกรมที่คนทุกคนควรมีทักษะ เพื่อที่จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้

6.Identity & Wellbeing โลกดิจิทัลมีความเสี่ยงต่อการใช้งานจากภัยคุกคามต่างๆ เราจำเป็นต้องสอนให้คนมีทักษะที่เข้าใจในเรื่องปกป้องข้อมูลตัวเอง การเก็บรหัสตัวตนต่างๆ รวมถึงความรับผิดชอบในการดูแลและป้องกันข้อมูลของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา รวมถึงการมีจรรยาบรรณในการใช้งาน

ปิดท้ายบทความ รศ.ดร.ธนชาติ เขียนสรุปว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นและพอสรุปได้ว่า คนไทยมีทักษะด้านดิจิทัลที่แท้จริงแค่ไหน ถึงเวลาหรือที่ต้องพัฒนาหลักสูตรอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไม่ใช่ให้แต่เรียนรู้การใช้เครื่องมือแต่มันต้องมีทักษะอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Find & Use, Communication & Collorate ทำอย่างไรให้คนจบอุดมศึกษาทั้งประเทศ Coding เพราะต่อไปการใช้เครื่องมือต่างๆ แม้แต่รถยนต์ก็อาจต้องการทักษะแบบนี้ ถึงเวลาที่ต้องมาพัฒนาครูอาจารย์กันใหม่ ข้าราชการก็เป็นกลุ่มที่สำคัญที่ต้องมีทักษะเหล่านี้  ถ้าข้าราชการใหญ่ยังไม่มีทักษะแบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอีกกี่คน Digital Economy ก็คงไปไม่ถึงไหน และนโยบาย Thailand 4.0 ก็คงเป็นแค่ Hit and Run Campaign อีกรายการหนึ่งของภาครัฐ

………..ล้อมกรอบ…………

8 ทักษะความเชี่ยวชาญทางดิจิทัล

สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) ได้เผยแพร่ “8 ทักษะดิจิทัล (Digital Skills Set)” หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ โดยการยกระดับคุณภาพบุคลากรภาครัฐให้มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลในสาขาที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้มข้น (Digital Perform) ด้วยทักษะระดับมาตรฐานสากล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ พร้อมร่วมผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ในปี 2017

1.Digital skill Leadership ทักษะความเป็นผู้นำภายใต้การบริหารงานในยุคดิจิทัล

2.Digital skill Transformation ทักษะการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

3.Digital skill Governance ทักษะด้านการบริหารงานภายใต้ธรรมาภิบาลที่สอดคล้องกับนโยบายดิจิทัล

4.Digital skill Project Management  ทักษะการบริหารโครงการในยุคดิจิทัล

5.Digital skill Technology ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับศักยภาพองค์กร

6.Digital Services Design & Assurance ทักษะการออกแบบการให้บริการด้านดิจิทัลเพื่อการพัฒนาคุณภาพ

7.Digital skill Compliance ทักษะในการประยุกต์ใช้กฎระเบียบ แผนดำเนินงาน นโยบาย และกฎหมายด้านดิจิทัล

8.Digital skill Literacy ทักษะความรู้เท่าทันในการนำประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการพัฒนาองค์กร

 

สัปเหร่อก็ต้องมีทักษะดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516407

สัปเหร่อก็ต้องมีทักษะดิจิทัล

 โดย พรเทพ เฮง          phorntheps@posttoday.com ภาพ : อีพีเอ

 ภาพจากสำนักข่าวอีพีเอ ที่นำเสนอภาพแผ่นหินจารึกแบบดิจิทัลหน้าหลุมฝังศพในประเทศสโลวีเนีย

ทำให้เปิดมุมมองกับโลกยุคใหม่เลยว่า ดิจิทัลได้แทรกซึมไปทุกที่ตั้งแต่เกิดเจ็บตาย มิวายตรงหน้าหลุมฝังศพ

หลุมฝังศพที่มีแผ่นหินจารึกเป็นระบบดิจิทัลอยู่ในเมืองมาริบอร์ ทางตอนเหนือของสโลวีเนีย บนฝั่งแม่น้ำดราว่า ซึ่งสุสานที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลก่อนที่อื่นๆ มีชื่อว่า โพเบรียซจ์ นับได้ว่าเป็นศิลาหน้าหลุมฝังศพที่เป็นระบบดิจิทัลที่แรกของโลก ซึ่งสามารถให้ข้อมูลต่างๆ กับผู้มาเคารพหลุมฝังศพหรือผู้มาเยี่ยมเยือน

ทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้ตายหรือเจ้าของหลุมฝังศพ รวมถึงดิจิทัล คอนเทนต์ หรือเนื้อหาในรูปแบบดิจิทัลทั้งประวัติ บทความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว คลิปวิดีโอ อินโฟกราฟฟิก ที่เกี่ยวกับครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้ตาย

สำหรับเมืองมาริบอร์ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศสโลวีเนีย เพราะฉะนั้นจึงมีประชากรค่อนข้างเยอะ การนำเสนอป้ายหินหน้าหลุมฝังศพในสุสานประจำเมืองให้ทันสมัย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยหน้าจอหลักบนป้ายหินก็ยังยึดข้อความแบบดั้งเดิมแสดงถึงชื่อของผู้ตาย วันเกิดและวันตาย เหมือนกับป้ายอื่นๆ ในสุสาน

แต่เมื่อมีผู้มาเยี่ยมเยือนเคารพหลุมฝังศพ ตัวตรวจเช็กหรือเซ็นเซอร์จะทำงานเปลี่ยนหน้าจอพร้อมภาพและเสียงเพื่อให้เลือกว่าจะชมหรือฝังอะไรในอดีตของเจ้าของหลุมฝังศพที่วางวาย

ไอเดียหรือความคิดอันเจิดจรัสนี้ ที่เรียกว่า “เทอร์แนล” มาจากคณะอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และข้อมูลแห่งมหาวิทยาลัยมาริบอร์ พร้อมมีแผนที่จะตั้งบริษัทเพื่อบริการทำศิลาหน้าหลุมฝังศพดิจิทัลให้แพร่หลายในสโลวีเนีย

มาคิดเล่นๆ จากภาพข่าวนี้ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของอาชีพสัปเหร่อหรือคนจัดการเกี่ยวกับศพ งานศพ และสุสานว่าต้องเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างแน่นอนในยุคดิจิทัลนี้ ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลทำให้เกิดธรรมเนียมแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หากเปลี่ยนจากหลุมฝังศพมาเป็นช่องใส่โกศหรือกระดูกตามวัดต่างๆ ของเมืองไทย ถ้ามีป้ายบอกและสัมผัสเหมือนหน้าจอมือถือสามารถเห็นประวัติเรื่องราวผ่านภาพและเสียง รวมถึงคลิปวิดีโอของผู้ตาย คนดูแลเรื่องพวกนี้อย่างสัปเหร่อหรือมัคนายกก็คงต้องมีทักษะทางด้านดิจิทัลไม่มากก็น้อย เพื่อบริหารจัดการและบริการให้กับญาติพี่น้องผู้ตายได้อย่างไม่ติดขัด

คิดไปแล้วโลกใบนี้และสังคมปัจจุบัน ทักษะดิจิทัลจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเดินไปสู่อนาคตอย่างเท่าทันจริงๆ ไม่ว่าอาชีพไหนๆ

 

4 โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิสที่ควรระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516288

4 โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิสที่ควรระวัง

การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย

หลายคนที่เป็นพนักงานออฟฟิส มักจะต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายหรือลุกออกไปที่ไหน ดังนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาอีกเพียบ ลองเช็คตัวเองดูหน่อยสิว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

1. อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

การนั่งหน้าโต๊ะทำงานนานๆ อาจทำให้ปวดเมื่อยที่หลัง คอ บ่า และก้นกบ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อเวลานั่งทำงาน และท่านั่งของแต่ละคน ซึ่งไม่ควรปล่อยไว้นาน หากเกิดอาการเหล่านี้บ่อยๆ ให้ลองปรับท่านั่งให้สบายขึ้น ปรับความสูงต่ำของเก้าอี้ ให้ตัวเรานั่งพอดีกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับสายตา ไม่ต้องก้มหรือเกร็งไหล่เวลาพิมพ์งาน และอาจหาหมอนหรือเบาะรองนั่งมารองบริเวณหลังและก้นกบด้วยก็ได้

2. โรคที่เกี่ยวกับสายตา

เนื่องจากพนักงานออฟฟิสต้องใช้สายตาในการจ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับสายตาตามมา ไม่ว่าจะเป็นตาล้า ตาแห้ง สายตาสั้น หรืออาจะร้ายแรงไปถึงขั้นจอประสาทตาเสื่อมเลยก็ได้ ดังนั้นควรพักสายตาบ่อยๆ มองออกไปยังที่ไกล โดยเฉพาะที่ที่มีสีเขียวเยอะๆ หรือใช้น้ำตาเทียมสำหรับหยอดตาด้วย เพื่อให้ดวงตาผ่อนคลายและชุ่มชื้นขึ้น

3. โรคอ้วน

หลายคนมักจะติดการทำงานไป ทานขนมของจุกจิกไป ทานเพลินไปเรื่อยๆ แถมยังนั่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับร่างกายไปไหน รู้ตัวอีกทีก็อ้วนเสียแล้ว ดังนั้นควรเลิกพฤติกรรมการทานอาหารหน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ทานของจุกจิก และหาเวลาออกกำลังกายบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

4. โรคไมเกรน

ความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเครียดจากเรื่องงาน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ และนั่งอยู่กับที่นานๆ ก็อาจทำให้เกิดความเครียด หรืออาการปวดหัวได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่โรคไมเกรนได้ วิธีที่ทำได้คือพักและทานแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่หากเป็นหนักมากเข้าก็ควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

 

เรื่องแปลกๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516280

เรื่องแปลกๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “วันศารทวิษุวัต”

วิษุวัต คือปรากฏการณ์ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งจะเกิดขึ้นไปละสองครั้ง

วิษุวัต (Equinox) หรือ จุดราตรีเสมอภาค เป็นศัพท์ดาราศาสตร์ หมายถึงช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี จะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง หรือในหนึ่งรอบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ในวันนั้นกลางวันและกลางคืนจะเท่ากัน โดยวันที่ 23 กันยายนนี้ ก็จะเป็น “วันศารทวิษุวัต” อันเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงในเขตซีกโลกเหนือ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ก็มักจะเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งนั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณยังไม่เคยรู้มาก่อน

1. วันศารทวิษุวัตถือเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมีเจ้าตัวน้อย

ฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูการเก็บเกี่ยว ทำให้วันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงเป็นวันที่เหมาะจะชวนคนรักของคุณมากุ๊กกิ๊กกัน นอกจากนั้นยังเป็นที่เชื่อกันว่า ระดับฮอร์โมนเพศชายในผู้ชายและฮอร์โมนเพศหญิงในผู้หญิง จะอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง

2. เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม็กซิโก

เนื่องจากวันศารทวิษุวัตเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตรงกับเส้นศูนย์สูตรพอดี ทำให้เกิดแสงแดดทอดยาวไปตามพิรามิดมายัน ที่ Chichen Itza ในประเทศแม็กซิโก ส่งผลให้เห็นเป็นเงารูปงูทอดยาวลงมาจากสุดยอดพิรามิดจนถึงพื้นดิน

3. เป็นเวลาที่ดีสำหรับการทำความสะอาดหลุมฝังศพและระลึกถึงผู้ล่วงลับ

ในวันวิษุวัต ทั้งในเดือนมีนาคมและกันยายน เมื่อปี ค.ศ. 1868 – 1912 ถือเป็นวันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่น ที่ให้ทุกคนร่วมระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เยี่ยมชม และทำความสะอาดหลุมฝังศพของพวกเขาเหล่านั้น

4. เป็นช่วงเวลาในการเล่นเสี่ยงทายด้วยแอปเปิ้ล

ชาวคริสต์เชื่อว่าแอปเปิ้ลเกี่ยวข้องกับความเป็นอมตะและความตาย ซึ่งสำหรับในวันศารทวิษุวัตแล้ว ก็มีการเล่นเสี่ยงทายด้วยแอปเปิ้ลอย่างหนึ่ง นั่นคือให้ค่อยๆ ปอกเปลือกแอปเปิ้ลโดยให้ยาวต่อกันเป็นเส้นเดียว ไม่ให้เปลือกขาด ปอกให้หมดแล้วปล่อยให้เปลือกหล่นลงพื้น ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นจากเปลือกนั้น จะเป็นตัวอักษรตัวแรกของชื่อรักแท้ของคุณ

5. พืชเริ่มตาย

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง พืชก็จะเริ่มร่วงหล่นไปตามชื่อฤดู และนำไปสู่ความแห้งเหี่ยวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

6. ชีวิตอยู่ในช่วงที่สมดุลที่สุด

ตามหลักโหราศาสตร์ ฤดูใบไม้ร่วงเท่ากับช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่กลุ่มดาวตราชั่ง ซึ่งนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเท่ากัน ความสมดุล ดังนั้นอาจบอกได้ว่า แท้จริงแล้วฤดูใบไม้ร่วงก็หมายถึงสัญลักษณ์แห่งชีวิตที่ตั้งอยู่ในความสมดุล

ที่มา: bustle

 

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516273

ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?

งานวิจัยเผยไขมันจะออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การเผาผลาญไขมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอย่างสูง ทั้งต้องออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร แต่ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่าไขมันที่หายไปทุกครั้งที่เราลดน้ำหนักนั้น มันหายไปไหน ละลายหายไปเหรอ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหรอ หรือมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้วไขมันออกจากในร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์!

จากการศึกษาของ UNSW Australia พบว่า มวลไขมันส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษยังเผยอีกว่า ไขมัน 10 กิโลกรัม จะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.4 กิโลกรัม และน้ำอีก 1.6 กิโลกรัม โดยที่ร่างกายของเราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นออกตอนที่เราหายใจออก และขับน้ำออกผ่านทางปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การหายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจะทำให้เราผอมได้ง่ายๆ เพราะร่างกายก็ยังต้องอาศัยขั้นตอนการเผาผลาญ เพื่อแปลงไขมันให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียก่อนที่จะกำจัดมันออกไปจากร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดกระบวนการนั้นขึ้น ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำ และการวางแผนโภชนาการที่ดีนั่นเอง

ที่มา: metro

 

กระเป๋าสุขภาพที่ออกแบบและตัดเย็บโดยฝีมือคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 13:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516265

กระเป๋าสุขภาพที่ออกแบบและตัดเย็บโดยฝีมือคนไทย

กระเป๋าแบรนด์ไทยสำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดบ่า ไหล่ และต้นคอ

Hadara เป็นแบรนด์ที่จับจุดผู้หญิงยุคเวิร์คกิ้งวูเมน ด้วยการออกแบบกระเป๋าที่ห่วงใยสุขภาพ เพื่อให้ผู้หญิงไทยหมดปัญหาเรื่องสุขภาพปวดบ่า ไหล่ และเป็นเจ้าแรกเจ้าเดียวในไทยที่ออกแบบและตัดเย็บโดยฝีมือคนไทย ซึ่งวางขายล็อตแรกก็มียอดสั่งจองและส่งออกหมดภายใน 3 วัน

สองสาวเพื่อนซี้ ธนาพร เหล่าศิลปเจริญ (นิ้ง) ที่ทำงานด้านเอเจนซี่โฆษณามาก่อน และ พฤกษชา มณีพฤกษ์ (ปอม) ทำงานเกี่ยวกับ Export-Import ที่จับมือร่วมกันสร้างแบรนด์ Hadara โดยเริ่มจากการสังเกตตัวเองและคนรอบข้างที่ใช้กระเป๋าแล้วมีอาการเจ็บบ่า เนื่องจากการแบกสัมภาระในกระเป๋าเยอะทำให้กระเป๋าหนัก

กระเป๋าส่วนใหญ่มีสายสะพายที่แคบและแข็ง สะพายแล้วเป็นรอยที่ผิวหนัง พอเจ็บสะสมก็มีปัญหากล้ามเนื้อ มีอาการปวดบ่า ไหล่ และต้นคอตามมา บางครั้งลามมาถึงหลัง อาการปวดพวกนี้นอกจากสร้างโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้ออักเสบแล้ว ยังส่งผลกระทบทำให้เกิดโรคเครียด จึงเกิดไอเดียในการทำโปรดักต์กระเป๋าที่ห่วงใยใส่ใจสุขภาพผู้หญิง คงจะดีไม่น้อยถ้ามีกระเป๋าสะพายเบาและนุ่มที่สามารถใช้งานได้ทุกวัน โดยไม่เป็นภาระอุปสรรคการใช้ชีวิต

ทั้งสองคนลงสนามศึกษาค้นคว้าการทำกระเป๋าเพื่อสุขภาพอย่างจริงจัง ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและดีไซเนอร์ ว่ากระเป๋าแบบไหนที่ดูแลสุขภาพผู้ใช้งานได้ดีที่สุด จากการรีเสิร์ชกระเป๋าที่ดีต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 10% ของน้ำหนักตัว ถ้ามีน้ำหนัก 50 กก. กระเป๋าต้องหนักไม่เกิน 5 ขีด เผื่อน้ำหนักให้ใส่ของในกระเป๋าด้วย นิ้งและปอมจึงทำกระเป๋าที่มีน้ำหนักเพียงแค่ 3 ขีด และกระเป๋าใบใหญ่สุดเป็นกระเป๋ากีฬามีน้ำหนักสุทธิเพียงแค่ 6 ขีดเท่านั้น

จุดเด่นของกระเป๋านอกจากน้ำหนักจะเบาแล้ว ยังมีสายสะพายไหล่ที่นุ่ม ขนาดกว้างและนิ่ม เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักได้ดีไม่กดทับกล้ามเนื้อ มีช่องฟังก์ชั่น การจัดเก็บภายในกระเป๋าที่มีระบบ ช่วยกระจายน้ำหนักของที่ใส่ลงไปให้กระจายได้ทั่วกระเป๋า ตรงคอนเซ็ปต์ ที่ว่า “ช่องเยอะ เบา สบายไหล่”

ช่วงที่วางขายล็อตแรก เลือกที่จะบุกตลาดออนไลน์เป็นหลัก ขายในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ได้เสียงตอบรับดีมากเพียงแค่ 3 เดือนก็สามารถจำหน่ายสินค้าได้หมด มียอดสั่งจองและส่งออกอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ทางแบรนด์มีแบบกระเป๋ามากกว่า 15 รุ่น มีทั้งกระเป๋าสะพายและกระเป๋าเป้ ราคาจะอยู่ที่ใบละ 2,000 – 2,800 บาท และในอนาคตช่วงเดือน พ.ย. จะมีหน้าร้านสาขาแรกที่สยามสแควร์วัน

 

เปิดประตูสู่โลกเวทมนตร์ด้วยแก้วเปลี่ยนสีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516239

เปิดประตูสู่โลกเวทมนตร์ด้วยแก้วเปลี่ยนสีได้

แฟนคลับแฮร์รี่พอตเตอร์มีกรี๊ดกับแก้วที่ลายสกรีนสามารถเปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิของน้ำ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “แฮร์รี่ พอตเตอร์” เป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมเยาวชนและภาพยนตร์ที่จะอยู่ในใจของทุกคนไปตลอดกาล แม้ว่าภาพยนตร์จะจบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม และตอนนี้แบรนด์ Truffle Shuffle ก็ขอจูงมือพาทุกคนเปิดประตูสู่โลกเวทมนตร์อีกครั้งกับแก้วน้ำเปลี่ยนสีได้

แก้วใบนี้สกรีนตราของโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ ซึ่งความพิเศษมันอยู่ตรงที่ในตอนแรกตราสัญลักษณ์จะเป็นสีขาวดำ แต่เมื่อเทเครื่องดื่มเย็นลงไป ตราบนแก้วน้ำจะเปลี่ยนเป็นสีสันสดใสราวกับมีเวทมนตร์

สำหรับแก้วใบนี้ราคา 9.99 ปอนด์ หรือประมาณ 450 บาทเท่านั้น น่าจะเป็นของขวัญที่ดีอีกชิ้นหนึ่งให้กับชาว Potterheads อย่างแน่นอน

ที่มา: metro

 

4 วิธีลดความเครียดด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516224

4 วิธีลดความเครียดด้วยตัวเอง

การจัดการกับความเครียด จะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น และนำไปสู่ความสุข

สาเหตุของความเครียดนั้นสามารถเกิดได้ทั้งจากตัวเราเองและปัจจัยภายนอก แต่แน่นอนว่าไม่มีใครมาสั่งให้เราเครียดหรือไม่เครียดได้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากตัวเราเป็นหลัก หากเราปรับทัศนคติของเราเอง ก็สามารถช่วยลดความเครียดได้ง่ายๆ

1. ปล่อยวาง

ในชีวิตเราอาจจะมีหลายๆ คำพูดจากคนอื่นที่เข้ามากระทบกระเทือนจิตใจ แต่หากเรารู้จักปล่อยวาง ไม่เก็บคำพูดเหล่านั้นมาคิดมาก มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับความผิดพลาดในอดีต ไม่กดดันตัวเอง ก็จะทำให้เราไม่เครียด และอาจจะทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จและดีขึ้นด้วย

2. ลดกิเลส

กิเลส หรือความอยากมีอยากได้ อาจนำพาเราไปสู่ความอิจฉา ซึ่งแน่นอนว่าการที่จิตใจเราเต็มไปด้วยกิเลส ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของเราเลย ดังนั้นเพียงแค่ลดความอยากมีอยากได้ ไม่จำเป็นต้องมีอย่างคนอื่นเขาทุกเรื่อง อยู่ในพื้นฐานของความพอดี พอเพียง เท่านี้เราก็จะมีความสุขได้ไม่ยาก

3. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายถือว่าเป็นทางออกที่ดีมาก เพราะนอกจากจะทำให้เราสุขภาพกายเราดีแล้ว สุขภาพจิตก็จะดีขึ้นด้วย ขณะที่เราออกกำลังกายเราจะหยุดคิดเรื่องเครียดๆ กล้ามเนื้อที่หดตึงจากความเครียดจะคลายออก แถมร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน หรือสารสร้างความสุขออกมา ทำให้เรามีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น

4. ทานช็อกโกแลต

หลายคนน่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าช็อกโกแลตช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดได้ แต่ควรเป็นดาร์กช็อกโกแลตเท่านั้น เนื่องจากช็อกโกแลตมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยให้อารมณ์ดี และลดความเครียดลงได้

 

อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ เต้นท์ห้องทำงานส่วนตัวช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 17:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516072

อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ เต้นท์ห้องทำงานส่วนตัวช่วยได้

บริษัทญี่ปุ่นออกเต้นท์ห้องทำงานส่วนตัวที่สามารถใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา

ถึงแม้คุณจะเป็นคนชอบเข้าสังคมแค่ไหน แต่ก็ต้องมีบางจังหวะชีวิตที่อยากมีเวลาส่วนตัว หรืออยู่เงียบๆ คนเดียวบ้าง งานนี้ไม่ต้องหนีไปไกลๆ อีกต่อไป เพราะคุณสามารถมีพื้นที่ส่วนตัวได้ง่ายๆ ทุกที่ทุกเวลาด้วย Bocchi Tent

Bocchi Tent เป็นเต้นท์ห้องทำงานส่วนตัวที่ผลิตโดยบริษัท Bibi Lab ของญี่ปุ่น โดยเป็นเต้นท์ที่ใช้ในอาคาร เพื่อให้ได้เป็นห้องทำงานส่วนตัว ซึ่งกว้างขวางพอที่จะสามารถยกโต๊ะคอมพิวเตอร์เข้าไปไว้ในนั้นได้

ตัวผนังของเต้นท์เป็นซิปรูดที่ใช้รูดเปิดจากด้านล่าง เผื่อเวลาที่ไม่ได้อยากรูดซิปปิดทั้งหมด เพราะถึงแม้จะไม่รูดซิปปิดหมดก็ยังสามารถมีเวลาส่วนตัวได้ เนื่องจากซิปที่อยู่ข้างล่างนั้นไม่ได้อยู่ในระดับสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ส่วนเรื่องอากาศนั้นก็ไม่ต้องห่วง เพราะตัวเต้นท์มีช่องระบายอากาศอยู่รอบผนังเต้นท์ รวมไปถึงบริเวณเพดานของเต้นท์ด้วย ที่สำคัญคือสามารถพับเก็บได้อย่างง่ายดาย พกพาไปกางที่ไหนก็ได้

Bocchi Tent มีทั้งหมด 2 ขนาด กว้าง 110 เซ็นติเมตร และ 130 เซ็นติเมตร แม้จะมีขนาดต่างกัน แต่กลับขายในราคาเท่ากันคือ 10,346 เยน หรือประมาณ 3,000 บาท

ที่มา: rocketnews24