ใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จิสุรางค์ จินตนาภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516557

ใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จิสุรางค์ จินตนาภักดี

โดย วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

บี๋-จิสุรางค์ จินตนาภักดี คืออดีตดีไซเนอร์เสื้อผ้า นักสร้างสรรค์แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก แต่เมื่อวันที่ต้องการมีทายาทตัวน้อย เธอหยุดทำงานที่สร้างความเครียดและกดดันมาโดยตลอด และหันมาดูแลตัวเองทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ผ่านไป 14 ปีปัจจุบันเธอคือ เจ้าของ GreenGastro Cafe ทองหล่อ 9 ร้านบริการเครื่องดื่มและอาหารคลีนโฮมเมดสุดชิก ตกแต่งโทนสีขาวอันแสนเรียบง่าย ด้านในมีจำหน่ายเสื้อผ้าทอมือ ขนมปังโฮลวีตของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ ซึ่งการทำคาเฟ่เล็กๆ นี่เองที่ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตแบบสโลว์ๆ อันแสนสุขได้แบบยั่งยืน

ความฝันเปิดร้านอาหารคลีน

นอกจากเป็นภรรยาและคุณแม่ของลูกชายวัย 14 ปี ที่เป็นเด็กอารมณ์ดี ยิ้มเก่ง และมีความสุขที่เรียบง่ายแล้ว จิสุรางค์ยังเป็นเจ้าของร้านอาหารคลีน อาหารแนวสุขภาพที่ไม่ใส่ผงชูรส เน้นการนำผักและผลไม้ที่มาจากเกษตรกรท้องถิ่นและเกษตรกรคนเมืองที่สนใจปลูกผักออร์แกนิกที่มีความสุขตามแบบฉบับของตัวเอง

“ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บี๋มีความฝันว่าอยากทำร้านอาหารออร์แกนิก เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เราเห็นพระองค์ตั้งแต่เด็กจนเราเติบโต พระองค์ทรงงานด้านการเกษตรมาโดยตลอด ด้วยการลงมือทำ จนวันหนึ่งบี๋ได้เป็นแม่ ลูกชายแพ้นมวัวมาก บี๋จึงคิดเรื่องสุขภาพ เด็กน่าจะได้กินอาหารปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งคุณแม่ของบี๋ก็เป็นพยาบาลเก่า แม่ดูแลบี๋ตั้งแต่เด็กโดยไม่ทำอาหารใส่ผงชูรสเลย ไม่ให้กินน้ำอัดลมและไม่ดื่มน้ำเย็น ประกอบกับได้รู้จักญาติของเพื่อนที่ปลูกสวนมะม่วงแบบออร์แกนิกทำให้บี๋เริ่มศึกษาวิถีปลูกผักออร์แกนิกด้วยการหาหนังสือมาอ่าน แล้วก็ได้อ่านหนังสือเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 บี๋ยิ่งเกิดแรงบันดาลใจทำอย่างไรให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพ ซึ่งต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน แล้วบี๋ก็เลี้ยงลูกในแบบที่ไม่ดื่มน้ำเย็น ไม่กินผงชูรส ซีอิ๊ว น้ำปลาใส่น้อยมาก ในอาหารไม่ใส่น้ำตาลเลย เพราะน้ำตาลเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดโรคร้าย ทำให้เลือดเราเป็นกรด เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ เร็วขึ้น แล้วบี๋ก็ได้มีร้านอาหารคลีนของตัวเองเพื่อบริการคนที่มีเจตนารมณ์ของการใช้ชีวิตแบบเดียวกัน”

มีความสุขกับการใช้ชีวิตให้ช้าลง

ตั้งแต่มีลูกบี๋ใช้ชีวิตแบบช้าๆ มาโดยตลอด จากอดีตเวิร์กกิ้งวูแมนที่ทำงานแบบโปรเฟสชั่นแนล ทุกอย่างต้องรวดเร็วและสมบูรณ์แบบ นำมาซึ่งความเครียดแบบสะสมโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ทำให้เธอมีลูกช้าในวัย 35 ปีเธอจึงหยุดทุกอย่างเพื่อการเตรียมตัวให้กำเนิดลูกน้อย

“เมื่อก่อนบี๋ทำงานเป็นดีไซเนอร์ ต่อมาทำแบรนด์ของตกแต่งบ้านด้วยการนำผลิตภัณฑ์จากชาวบ้านมารีแพ็กใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น เพื่อจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำซึ่งประสบความสำเร็จมาก ทำให้ต้องเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเสาะแสวงหาผ้าพื้นเมือง นำมาออกแบบนำมาทำเป็นหมอนขวาง นำเครื่องหอมมาออกแบบหีบห่อใหม่ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเพอร์ซัลนัลสไตลิสต์ให้คนทั่วไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว เรียกว่าบี๋ทำงานหนัก ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบมาก ดำเนินชีวิตแบบต้องมีตารางเป๊ะๆ พอบี๋มีแพลนมีลูกตอน 35 ปี จากนอนและกินไม่เป็นเวลา วิถีชีวิตทุกอย่างต้องเปลี่ยน ยิ่งพอได้เคยทำงานกับชาวบ้านตามต่างจังหวัดทำให้บี๋ได้เห็นชีวิตแบบช้าๆ ของแท้เลยค่ะ ได้เห็นชีวิตที่แตกต่างระหว่างชาวบ้านกับเรา เขานอนเป็นเวลาสองทุ่มนอนแล้ว ตื่นเช้าตีสี่ตีห้า แต่เรานอนดึกตื่นเช้า บางวันนอนแค่ 5 ชั่วโมง แม้รายได้ดีมากแต่ความเครียดสะสมเยอะมาก เพราะการทำแบรนด์การออกไปตระเวนหาสินค้าเองตามหมู่บ้านต่างๆ การบริหารสินค้าและหน้าร้านเองนำพามาซึ่งความเครียดมากๆ จนถึงวันหนึ่งที่ตัวเองรู้ว่าตั้งท้อง บี๋หยุดทุกอย่าง หยุดผจญกับความเครียดที่มีมา 10 กว่าปี เพราะบี๋อยากให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง”

เธอจึงได้ย้อนกลับมาดูแลตัวเองและอยู่กับตัวเองแบบจริงจัง หยุดทำงานเพื่อลูก เรียกว่าถึงจุดที่ชีวิตต้องเลือก กลายเป็นแม่บ้าน 100% เริ่มใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อย่างจริงจัง หยุดการใช้ชีวิตที่เธอบอกว่าหยุดใช้ชีวิตที่เห็นแก่ตัว ทำแต่เพื่อตัวเองมาทำเพื่อคนอื่นบ้าง พิจารณาสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น โดยเริ่มเปลี่ยนจากข้างในใจเธอจริงๆ

“เมื่อก่อนชีวิตการทำงานไม่เคยมีคำว่าไม่ได้ ก่อนหน้านี้บี๋ทำงานเร็วทุกอย่างต้องตรงตามตารางมาก และทุกอย่างต้องทำให้ได้  คนรอบข้างเราต้องเครียดมากแน่ๆ อารมณ์ขึ้นลงเร็วมาก สัญญาณที่บอกว่าบี๋มีความเครียดสะสมคือนอนไม่ค่อยหลับเพราะสมองใช้งานตลอดเวลา” พอหยุดตัวเองเพื่อทุ่มให้กับลูก เธอเริ่มอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้ใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตเกี่ยวกับธรรมชาติและพระพุทธศาสนา ลึกซึ้งกับเกษตรทฤษฎีใหม่มากขึ้น เธอเริ่มหัดปลูกพืชผักสวนครัวก่อน เช่น ถั่วงอกออร์แกนิก แล้วเธอก็ค้นพบว่าชีวิตสุขมากๆ

“บี๋รู้สึกเลยว่าชีวิตไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องตื่นเช้ามาหาอะไรทำ ตื่นเช้ามาก็ได้ชื่นชมกับปลูกพืชผักสวนครัว รดน้ำต้นไม้ ออกไปเดินเล่นตามตลาดนัดสีเขียว ได้สัมผัสชีวิตธรรมชาติ สุขภาพของลูกหลังคลอดจึงดีมากๆ ลูกเป็นเด็กฉลาด ร่าเริง ยิ้มง่าย เรียนรู้ได้เร็ว เพราะตอนท้องฟังเพลงโอเปร่า บีโธเฟน ฟังภาษาจีนด้วย” แต่หลังเธอคลอดลูกตามประสาผู้หญิงที่เคยบ้างาน เธอกลับไปทำงานหลังคลอดลูกได้ 6 เดือน โดยทำงานด้านประชาสัมพันธ์จนเธอรู้สึกว่ากลับไปทนกับภาวะเครียดแบบเก่าๆ ไม่ได้อีกแล้ว เธอจึงหันกลับมาหากิจกรรมทำยามว่าง เช่น สร้างสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพใหม่ๆ ให้ลูกและสามีได้รับประทาน รับจัดดอกไม้ เรียกว่าเลือกทำแต่สิ่งที่นำพาความสุขแบบแท้จริงมาสู่ตนเอง และเธอเริ่มเข้มงวดเรื่องสโลว์ไลฟ์ช่วง 3 ปีหลังแบบไต่ระดับเพราะได้คลุกคลีอยู่กับเกษตรกรที่มีชีวิตแบบสีเขียว หรือวิถีเกษตรอินทรีย์ ทำให้เธอเริ่มตระหนักในเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น

ช้ชีวิตแบบสีเขียวให้มากที่สุด

ระยะหลังๆ เธอเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมีแต่สารพิษ อาหารทุกคนใส่ผงชูรสหมด จริงๆ แล้วสโลว์ไลฟ์ในมุมมองของจิสุรางค์ คือ การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ โดยที่เราลงมือทำก่อน เช่น ตระหนักได้ก่อนว่าเราจะทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมปลอดสารเคมี ปลอดสารพิษ เพราะเราในฐานะมนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนาน

“บี๋คิดว่าถ้าเราไม่ตระหนักถึงสารพิษ เราจะไม่สามารถมีชีวิตช้าๆ ได้ ต้องตระหนักก่อนว่าเรากินใช้อยู่ คุณสร้างมลพิษด้วยหรือไม่ ถ้าเรายังสร้างภาระให้กับธรรมชาติ มันไม่ใช่สโลว์ไลฟ์แล้ว เช่น จะนั่งจิบกาแฟแล้วสูบบุหรี่อันนี้ไม่ใช่ชีวิตสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง เพราะเรายังสร้างมลพิษให้โลกอยู่เลย หรือไม่ใช่การใช้ชีวิตไปวันๆ เราต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ โดยไม่สร้างมลภาวะ ซึ่งทุกอย่างสามารถเริ่มได้ที่ตัวเอง”

แม้การทำร้านอาหารที่ต้องเช่าพื้นที่เธอก็ยังมีชีวิตแบบช้าๆ ได้ เพราะเธออยากแบ่งปันสุขภาพที่ดีโดยทำแหล่งกระจายสินค้าพืชผักออร์แกนิกของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ โดยทุกวันเสาร์และอาทิตย์เธอออกแบบให้หน้าร้านของเธอมีการให้ผู้บริโภคได้พบกับเกษตรกรสีเขียวโดยตรง ทำให้ผู้ที่รักสุขภาพได้กินผักออร์แกนิกในราคาสมเหตุสมผล และการเปิดคลาสเวิร์กช็อปทำผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ออร์แกนิก เป็นต้น

“เรื่องสินค้าในร้านบี๋อยากเอื้อให้คนที่ชื่นชอบการมีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ได้มาฝากขายสินค้า เช่น เสื้อย้อมครามธรรมชาติที่ปลูกแบบธรรมชาติ สบู่ธรรมชาติ น้ำตาลนำมาจากมะพร้าวที่ปลูกแบบไม่ใส่สารเคมี ขนมปังไม่ใส่สารกันบูด ซึ่งบี๋คิดว่าทุกคนสามารถใช้ชีวิตช้าๆ ได้ตามแบบฉบับของตัวเองแม้ตอนเริ่มต้นจะช้า แต่การทำแบบช้าๆ มันจะยั่งยืนนะคะ แต่ถ้าเราเริ่มคิดและลงมือทำ ค่อยๆ ทำเพื่อให้สำเร็จ วางแผนไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเกิดเป็นความยั่งยืนระยะยาวค่ะ”

 

5 สัญญาณอันตรายของโรคไต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516480

5 สัญญาณอันตรายของโรคไต

อาการที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคไต

โรคไต คือ โรคที่เกิดจากการที่ไตทำงานผิดปกติ ประสิทธิภาพลดลง ก่อให้เกิดการคั่งของของเสียในร่างกาย จนส่งผลถึงการทำงานในระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย และอาจส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้ ซึ่งแท้จริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งเป็นมาแต่กำเนิด เกิดจากการอักเสบ ติดเชื้อ อุดตัน หรือเนื้องอก ที่ก็จะแสดงอาการแตกต่างกันออกไป โดยสามารถสรุปอาการที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้ ดังนี้

1. ปัสสาวะผิดปกติ – ทั้งการที่ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นฟองมาก หรือปัสสาวะขุ่น อาจสันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่าอาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต ควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่ปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาวหรือโปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆ กัน

2. ปวดท้องอย่างรุนแรง – อาจเกิดร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย ซึ่งอาการเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ

3. พบก้อนบริเวณไต – หากจับแล้วพบก้อนเนื้อบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคไตเป็นถุงน้ำ การอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไตได้

4. ความดันโลหิตสูง – เนื่องจากไตทำหน้าที่สร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไตมีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นการที่ความดันโลหิตสูงอาจเกิดจากโรคไตโดยตรง

5. อาการบวม – ผู้ที่เป็นโรคไตจะมีอาการบวม โดยเฉพาะบริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจเกิดได้จากโรคตับ โรคหัวใจ การขาดสารอาหาร หรือความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนได้ด้วย ดังนั้นควรพบแพทย์เพื่อให้ทราบสาเหตุที่ชัดเจน

ที่มา: thailabonline

 

5 เคล็ดลับแก้อาการนอนไม่หลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 15:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516466

5 เคล็ดลับแก้อาการนอนไม่หลับ

รวมเคล็ดลับที่จะช่วยให้ทุกคนนอนหลับสบายอย่างเพียงพอ

ปัญหานอนไม่หลับสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเกิดขึ้นได้จากหลากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความตื่นเต้น หรือการเปลี่ยนแปลงของ Time Zone นอกจากการทานยานอนหลับแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยให้ทุกคนหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

1. ออกกำลังกายตอนเย็น – การออกกำลังกายช่วงเย็น ประมาณ 5 – 6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน จะช่วยให้หลับทันทีที่หัวถึงหมอน แถมยังหลับสนิทตลอดทั้งคืนอีกด้วย

2. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน – การอาบน้ำอุ่นจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยให้ผ่อนคลายจากความเครียด กล้ามเนื้อที่ตึงจะคลายลง อาจเติมน้ำมันหอมกลิ่นต่างๆ อย่างลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปในอ่างอาบน้ำแล้วนอนแช่สักนิดด้วยก็ได้ หรือการแช่เท้าในน้ำอุ่นก็ช่วยได้เช่นเดียวกัน

3. ไม่ทานอาหารก่อนเข้านอน – โดยปกติแล้วร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการย่อยอาหาร ดังนั้นการทานอาหารก่อนนอนโดยที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่เสร็จ จะทำให้นอนไม่หลับ และเสี่ยงต่อการเป็นกรดไหลย้อนอีกด้วย

4. ทานกล้วยหอม – ผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ และมีอะมิโนแอซิดที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นเซโรโทนิน เมื่อทานแล้วจะช่วยคลายกังวล และทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น

5. กำจัดสิ่งรบกวน – ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ในห้องนอน เพราะแสงอาจจะไปรบกวนการนอนได้ นอกจากนั้นควรหยุดใช้โทรศัพท์มือถือสักหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้เราผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม

 

5 ผักพื้นบ้านที่ช่วยลดไขมันในเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 14:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516453

5 ผักพื้นบ้านที่ช่วยลดไขมันในเลือด

ผักพื้นบ้านของไทยเป็นหนึ่งทางเลือกนอกจากยา ที่ช่วยลดไขมันในกระแสเลือดได้

โรคไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดเกินเกณฑ์ที่เหมาะสม ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้มีไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ในร่างกายได้ ดังนั้นควรหันกลับมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากยิ่งขึ้น และพืชผักพื้นบ้านหลายชนิดที่หลายคนมองข้ามไป ก็เป็นตัวช่วยลดไขมันในเลือดได้ดีอย่างที่ทุกคนคาดไม่ถึง

1. พริกไทยดำ

สมุนไพรรสเผ็ดร้อนที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารอย่างพริกไทยดำ นอกจากจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้แล้ว ยังมีสารที่ชื่อว่า ไปเปอรีน ซึ่งช่วยลดการซึมผ่านของคลอเลสเตอรอลจากลำไส้เล็กไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ช่วยลดปริมาณคลอเลสเตอรอลในเลือดได้

2. ข่า

พืชสมุนไพรที่มักจะใส่ในต้มยำ อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหยที่มีส่วนประกอบของสารเทนนิน ช่วยกระตุ้นระบบย่อยสลายไขมันในลำไส้ด้วยเอนไซม์ไลเปสที่มาจากตับอ่อน ส่งผลให้ไขมันที่เกาะอยู่มีขนาดเล็กลง ย่อยสลายเข้าสู่กระแสเลือด และถูกขับออกมาพร้อมกับอาหารอื่นๆ แถมยังช่วยเพิ่มปริมาณของ HDL ที่เป็นไขมันดีให้กับร่างกายอีกด้วย

3. กระเจี๊ยบ

กลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบมีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase จำลองการทำงานคล้ายยาลดไขมันที่อยู่ในกลุ่มสแตติน จำพวกยาแอสไพริน และมีหน้าที่ช่วยลดการสังเคราะห์คลอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. มะขามป้อม

มะขามป้อมสามารถช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ และไขมันเลวจำพวก LDL นอกจากนะเนยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ช่วยขับไขมันให้ถูกดูดซึมออกไปพร้อมกับอุจจาระ

5. มะเขือเทศ

มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต่อต้านอนมูลอิสระ แถมยังมีไลโคปินที่ช่วยลดระดับไขมันในเลือดประเภท LDL ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย

 

‘ยิ่งให้ ยิ่งได้’ จุฑารัตน์ จุลทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 14:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516441

'ยิ่งให้ ยิ่งได้' จุฑารัตน์ จุลทอง

โดย วราภรณ์

พยาบาลสาวสวย ฝน-จุฑารัตน์ จุลทอง พยาบาลวิชาชีพ ห้องผู้ป่วยใน โรงพยาบาลกรุงเทพ สาขาไชน่าทาวน์ วัย 26 ปี แม้เป็นคนสุราษฎร์ธานี รู้จักการให้ตั้งแต่เธอเรียนคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาตั้งแต่อายุ 19 ปี

การออกค่ายอาสาพัฒนาได้ไปเจอน้องๆ ที่ขาดโอกาสตามต่างจังหวัด ทำให้เธอรู้คุณค่าของการให้ผู้อื่น เพราะครั้งหนึ่งเธอก็เคยขาด แต่ค่าที่เป็นเด็กเรียนดีจึงได้รับทุนการศึกษามาโดยตลอด แม้เป็นเงินก้อนเล็กๆ แต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจมาก เธอจึงตั้งประณิธานอยากเป็นผู้ให้ หากมีเวลาเธอก็จะแบ่งปันไปช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง

ตลอด 7 ปี ที่เป็นผู้แบ่งปัน ปัจจุบันเธอมักทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุข และย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ ได้ 3 ปีแล้ว

“พอเรียนจบพยาบาลก็อยากมาเป็นพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะยังไม่อยากไปบ้าน คิดว่าถ้าอยู่กรุงเทพฯ น่าจะไปๆ กลับๆ ได้ ฝนก็ชอบชีวิตในกรุงเทพฯ นะ แต่มักไม่ค่อยมีเวลาไปเที่ยวเล่น โชคดีที่เวลาทำงานไม่ตรงกับชีวิตส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ เพราะฝนจะเริ่มงานราวๆ 7 โมงเช้า ออกเวรประมาณ 2 ทุ่ม ไปกลับจากที่พักรถจึงไม่ค่อยติด เวลาว่างส่วนใหญ่ซึ่งไม่ค่อยมี ก็จะเจียดไปทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้อื่น มันได้ความสุขใจกว่าไปเที่ยวเล่นหรือใช้เวลาส่วนตัว”

ฝนเล่าว่า ชีวิตในกรุงเทพฯ เธอชอบเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ยังมีอีกมากมาย เช่น ความศิวิไลซ์และความหลากหลายของผู้คนต่างอาชีพ ต่างถิ่น แต่มารวมกันในกรุงเทพฯ  ทำให้เธอได้เรียนรู้ถึงการปรับตัว ซึ่งเธอรู้จักมันดีตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ

เพราะในชีวิตเรียนต่างบ้านตลอด ทำให้เธอมีการปรับตัวที่ดี เวลาไปฝึกงานหลังเรียนจบก็ไปตามจังหวัดต่างๆ ทำให้เธอได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่น พบเจอความแตกต่าง ทำให้เธอมีทักษะดำเนินชีวิตที่ดี

“ฝนเป็นคนชอบท่องเที่ยวคนเดียว ไม่ได้ซีเรียสจะดำเนินชีวิตมากนัก ฝนคิดเสมอว่าเราต้องปรับตัวเองให้เข้าและตรงกับสถานที่นั้นๆ ที่เราไปอยู่ ไม่ใช่ให้คนตรงนั้นปรับให้เข้ากับเรา แต่อันไหนที่ไม่ใช่เราก็หลีกเลี่ยง หรือทำอย่างไรให้อยู่กับตรงนั้นได้”

สำหรับแรงบันดาลใจการชอบทำงานจิตอาสา เธอมีความสุขกับการมาเป็นจิตอาสาให้โรงบ่มอารมณ์สุขที่มีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย แล้วเลือกให้เหมาะกับจริตตัวเอง แม้เธอเป็นคนไม่ได้ชื่นชอบงานฝีมือ แต่ก็สามารถนำตนเองไปทำงานที่เหมาะได้

“แรกๆ ฝนทำอะไรไม่เป็นเลย แต่มีกิจกรรมที่ลงแรง ฝนก็ไป กิจกรรมที่ฝนคิดว่าไปช่วยได้คือ ถักไหมพรม ทำที่วัดธนบัตร แม้ฝนไม่มีฝีมือด้านงานศิลปะ เราก็ไปช่วยจัดเตรียมสถานที่ได้ โดยฝนเลือกทำกิจกรรมที่เข้ากับตารางงาน ฝนเชื่อเสมอถึงคำพูดที่ว่า ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ

“ฝนเคยทำงานเป็นกลุ่มจิตอาสาตอนเรียนฝนอยู่ชมรมพัฒนาอนามัย ตั้งแต่เรียนพยาบาลปี 1 จากตรงนั้นปลูกฝังให้ฝนทำมาเรื่อยๆ พออยู่กรุงเทพฯ เจอกลุ่มโรงบ่มอารมณ์สุข ครั้งแรกไปปลูกป่าที่ จ.ชัยภูมิ ทุ่งกระมัง เป็นอุทยานแห่งชาติ เราก็ไปปลูกป่า ถอนต้นไม้วัชพืชก็ทำหมด ไปออกค่ายอาสาพัฒนา ไปสอนหนังสือน้องๆ ฝนก็ไป 2 ครั้ง โดยแต่ละเดือนฝนจะไปช่วยถักไหมพรมกับทำที่วัดธนบัตรเกือบๆ ทุกเดือน หรือเว้นบ้างบางเดือนที่ไม่ได้หยุด”

ภาพความประทับใจของการทำงานจิตอาสา คือการเห็นการรวมกลุ่มของคนต่างเพศ ต่างอาชีพ ต่างวัย มาทำสิ่งหนึ่งร่วมกัน

“ฝนคิดว่าคนเรามีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชั่วโมง แต่เราเอาเวลาแค่ 2-3 ชั่วโมง ไปให้ผู้อื่น สิ่งที่เราทำให้อีกคนทำให้เขาสามารถดำเนินชีวิตได้ เมื่อคนมารวมกลุ่มกัน ในฐานะฝนยังเด็กได้เจอรุ่นพี่ เราพูดคุยกันในบางเรื่อง ระหว่างพูดคุยเราได้แลกเปลี่ยนความคิด เจอปัญหาได้วิธีแก้ปัญหาต่างกันไป เราได้แชร์มุมมองกัน ซึ่งวิธีแก้ปัญหาของคนต่างอาชีพจะไม่เหมือนกัน ทำให้ฝนได้เรียนรู้และเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาเอง เช่น พี่นุ้งนิ้งผู้นำกลุ่มเขาไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่เขานำคนที่เก่งมาสอนคนไม่เป็น แล้วคนไม่เป็นก็จะเป็นและเก่ง แล้วก็สามารถไปสอนคนอื่นๆ ต่อไปได้”

อีกสิ่งที่ฝนบอกว่า ได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมจิตอาสา คือควรรู้จักการเป็นผู้ให้อย่างไม่หวังผลก่อน  และความสุขใจก็จะตามมาในภายหลัง

“รอยยิ้มของคนที่เรานำสิ่งของไปให้ทำให้ฝนมีความสุข เราควรให้สิ่งที่เขาต้องการเพื่อประโยชน์สูงสุด เช่น นำเสื้อไหมพรมไปให้คนที่อยู่บนดอย ฝนเคยนำแค่ขนมปี๊บไปให้เด็กตามตะเข็บชายแดน แม้เป็นแค่ขนมปี๊บธรรมดา แต่เด็กๆ กินอย่างเอร็ดอร่อยมาก แต่เด็กอีกกลุ่มที่อยู่ในเมืองเรานำขนมคัพเค้ก ซึ่งเราคิดว่าดีมากๆ แล้วไปให้แต่เด็กกลับไม่สนใจ มันสอนฝนเรื่องนี้ ถ้ามีโอกาสฝนจะกลับไปเยี่ยมเด็กที่ตะเข็บชายแดนอีก เพราะสิ่งที่เราทำให้เด็กๆ มีค่ามากสำหรับเขา”

ฝน พยาบาลจิตใจดี บอกอีกว่า เธอตั้งใจจะทำงานจิตอาสาไปเรื่อยๆ และพยายามหาเวลาว่างไปทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เรื่อยๆ เธอตั้งประณิธานเอาไว้

 

ลูกคือโลกของแม่ พิมพ์วลัญช์ สุภาจันทรสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 13:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516431

ลูกคือโลกของแม่ พิมพ์วลัญช์ สุภาจันทรสุข

 โดย ฤดูกาล ภาพ : พิมพ์วลัญช์ สุภาจันทรสุข

 หน้าที่ของแม่ไม่เพียงแค่ให้กำเนิด แต่ต้องเลี้ยงดูลูกให้เติบโตเป็นคนดี โดยเฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่าง ปุ๋ย-พิมพ์วลัญช์ สุภาจันทรสุข วัย 41 ปี ที่สามารถเลี้ยงลูกทั้งสองคนได้อย่างดีและมีความสุข

ปุ๋ยเล่าว่า เธอได้รับหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ปัจจุบันลูกสาวคนโตอายุ 14 ปี และลูกชายคนเล็กอายุ 15 ปี

 ในทัศนะของเธอ การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่เรื่องที่ต้องปกปิด แต่อาจต้องปรับเวลาชีวิตและบาลานซ์ระหว่างครอบครัวกับงาน โดยเทคนิคที่ทำให้แม่และลูกๆ ได้ใช้เวลาร่วมกันมากที่สุดคือ การท่องเที่ยว

“เวลาต้องไปหาลูกค้าต่างจังหวัด ปุ๋ยจะพาลูกๆ ไปด้วย พอเราทำงานเสร็จก็จะได้เที่ยวกับเขาต่อเลยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และในหนึ่งปีเราสามคนจะมีทริปไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันสองครั้ง ซึ่งจุดหมายปลายทางจะแล้วแต่เด็กๆ ว่าอยากไปไหนแล้วเขาทำตามกติกาได้หรือเปล่า

 “อย่างเช่นที่ผ่านมา เราไปมัลดีฟส์กัน เพราะลูกชายอยากไปและสามารถสอบได้เกรดเฉลี่ยตามที่ตกลงกันไว้ กฎเกณฑ์แบบนี้จะทำให้ลูกๆ มีเป้าหมายและตั้งใจทำให้สำเร็จ ซึ่งก็แฮปปี้กันทั้งครอบครัว”

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวยังกล่าวด้วยว่า การท่องเที่ยวจะเปิดโลกและเปิดประสบการณ์ของเด็ก ความที่ไม่เลี้ยงลูกแบบไข่ในหินจึงเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านกิจกรรม วัฒนธรรม ผู้คน อาหาร และความสวยงามของแต่ละสถานที่ที่ไปเยือน

“ลูกเล่น แม่ก็เล่นด้วย เพราะปุ๋ยจะเลี้ยงลูกแบบเป็นเพื่อนมากกว่าออกคำสั่งให้เขาทำนั่นทำนี่ตลอดเวลา ทำให้ตอนนี้ลูกโตแล้วแต่ก็ยังเข้ามาปรึกษา ยังจูงมือเรา ยังหอมแก้มเราแบบไม่เขินอาย เรียกว่าเราสามคนสนิทกันมาก ซึ่งการเดินทางจะทำให้เราสนิทกันมากกว่าเดิม เพราะการอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องดูแลกัน คุยกัน ช่วยเหลือกัน มากกว่าในชีวิตประจำวัน”

 เธอยังฝากถึงแม่เลี้ยงเดี่ยวคนอื่นด้วยว่า การเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่กลับเป็นความกล้าหาญและความแข็งแกร่งของคนเป็นแม่ ซึ่งสิ่งสำคัญของการเลี้ยงลูกคือ ต้องให้เวลาและความรัก

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาได้อย่างมีความสุขและอบอุ่นแน่นอน

 

ฝากซื้อของจากต่างประเทศยังไงไม่ให้เสียมารยาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516423

ฝากซื้อของจากต่างประเทศยังไงไม่ให้เสียมารยาท

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเมื่อจะฝากคนรู้จักซื้อของมาจากต่างประเทศ

ช่วงนี้หลายคนอาจจะหลบร้อนหนีฝนจากเมืองไทยไปเที่ยวต่างประเทศกัน แน่นอนว่าเวลาเห็นใครไปต่างประเทศ บางคนอาจจะอยากฝากพวกเขาซื้อของที่ไม่มีขายในประเทศไทย หรือของที่ซื้อจากที่นั่นแล้วจะได้ราคาที่ถูกกว่ามากกลับมาด้วย ซึ่งการจะฝากซื้อของต้องอาศัยมารยาทและความเกรงใจเป็นสำคัญ มาดูกันสิว่าควรเตรียมตัวยังไงบ้างเมื่อจะฝากคนอื่นซื้อของโดยไม่ให้อึดอัดกันทั้งคนฝากและคนหิ้ว

1. ต้องเป็นรู้จักที่สนิทกันโดยตรง – ก่อนจะฝากใครซื้อของก็ควรดูก่อนว่าสนิทกับเขาหรือไม่ และควรเป็นคนที่สนิทกันโดย ไม่ใช่เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของแฟน ไม่งั้นอาจจะถูกมองแรงใส่ได้

2. บอกรายละเอียดไปให้พร้อม – จะเอาอะไร กี่ชิ้น ถ้ามีหลายสีหรือขนาดก็ควรบอกไปให้ครบ รวมไปถึงสถานที่ซื้อ วิธีการเดินทาง และราคาโดยประมาณด้วย

3. ฝากเงินไปล่วงหน้า – โดยปกติแล้วคนที่ไปต่างประเทศต้องแลกเงินล่วงหน้า ดังนั้นควรฝากเงินให้เขาไปแลกด้วยเลย เพราะไม่งั้นอาจจะเป็นภาระต่อเขาได้ และควรให้ไปเผื่อเล็กน้อย ป้องการเรทเงินที่ขึ้นลงได้เสมอ

4. ฝากซื้อของในปริมาณที่เหมาะสม – แค่เขาเดินหาของและหิ้วกลับมาให้เราก็ลำบากมากพอแล้ว ดังนั้นควรเกรงใจเขาสักหน่อย ฝากซื้อแต่พอประมาณ และคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักกับขนาดของของที่ฝากด้วย

5. รีบไปรับของเมื่อเขาเดินทางกลับไทย – ของบางอย่างที่ฝากซื้ออาจจะมีวันหมดอายุ ดังนั้นไม่ควรปล่อยไว้นาน หรือถ้าคิดตามมารยาท ยังไงเราก็ไม่ควรปล่อยให้ของมากมายที่เราฝากซื้อกองเกะกะรกบ้านเขานานเกินไปอยู่แล้ว

 

Love At First Sight บารมี เที่ยงธรรม + ณัติยา ภัทรสมสกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516417

Love At First Sight บารมี เที่ยงธรรม + ณัติยา ภัทรสมสกุล

 โดย วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ไม่น่าเชื่อว่าผู้ใหญ่บ้านแห่ง จ.สุพรรณบุรี แบงค์-บารมี เที่ยงธรรม ทายาท ดร.มุกดา เที่ยงธรรม และจองชัย เที่ยงธรรม อดีต รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม และ รมว.คมนาคม ที่มีลูกบ้าในตัวเยอะมาก

เพราะค่าที่เป็นผู้ชายเฮฮาสนุกสนาน นอกจากนี้ บารมียังสวมหมวกอีกใบคือการเป็นประธานสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC ภายใต้สมาคมหอการค้าแห่งประเทศไทย เขายังเคยจัดงานการแข่งขันเลดี้ แรลลี่ ทริป รักจังสุพรรณบุรี จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งมาแล้ว

ในการทำงานเขาทุ่มเทและเข้าถึงลูกบ้านอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับเรื่องความรักที่กำลังคบหาดูใจกับทายาทร้านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์รายใหญ่ของ จ.กาญจนบุรี จิ๊บ-ณัติยา ภัทรสมสกุล กรรมการ YEC (สมาคมหอการค้ารุ่นใหม่) จ.กาญจนบุรี และทำธุรกิจส่วนตัวจำหน่ายชุดชั้นในออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กและไอจี Angle bra bra store

ระยะดูใจกันเกือบ 2 ปีแล้ว ทั้งสองเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดี เพราะสาวจิ๊บมีเคล็ดลับคือ นำความอ่อนหวาน น่ารักและนุ่มนวลเข้าสยบความเป็นผู้ชายเจ้าชู้ได้อยู่หมัด

เธอเป็นผู้หญิงสีพาสเทลสำหรับผม

บารมีเล่าถึงความประทับใจแรกที่โดนศรรักปักอก เหมือน Love At First Sight เกิดอาการปิ๊งรักฝ่ายเดียวภายในทันทีกับความขาวหมวย ผิดกับสาวจิ๊บที่รู้สึกเฉยๆ เพราะฝ่ายชายเป็นคนเฟรนด์ลี่และเข้ากันได้กับทุกคนดีเหลือเกิน จนคิดว่าจะมีจีบเธอเล่นๆ

“ตอนแรกที่เจอ เขาสวยหมวยๆ ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอก ผมไม่มีสเปกตายตัว แต่เขามีความโดดเด่น เราเจอกันในงานสานสัมพันธ์ของวายอีซี สมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ ซึ่งนำนักธุรกิจมาเจอกันที่ภาคกลางและงานจัดที่เพชรบุรี แต่จิ๊บเป็นคนกาญจนบุรี เจอครั้งแรกผมสารภาพเลยว่า ปิ๊งจิ๊บเลยนะครับ

“เนื่องด้วยแฟนผมขายของออนไลน์ ผมจึงมีเรื่องติดต่อเขาโดยบอกว่าจะซื้อของเขา เราก็เลยมีเบอร์โทรติดต่อ แต่ครั้งแรกเราคุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ผมก็เนียนๆ ซื้อของแล้วขอรับขอเองนะ อันนี้คือข้อแม้ จากนั้นผมก็ชวนเพื่อนผู้ชายอีก 2 คนไปด้วย เขาน่ารักตรงที่ต้อนรับเรามาก พอเจอกันที่ จ.กาญจนบุรี ผมก็บอกว่า เออ! พาไปกินข้าวร้านอร่อยหน่อยซิ ไปร้านแรกซึ่งใกล้บ้าน เขาปิดพอดี จิ๊บก็ไปอีกร้าน

“จิ๊บเป็นกันเองมากๆ รูปร่างหน้าตาเขาผ่านอยู่แล้วและอัธยาศัยเขายังดีอีก ไม่ถือตัว ผมจึงเกิดความอยากรู้จักมากขึ้น เพราะผมเคยได้บวชเรียนและไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดยคุณดังตฤณแนะว่า เราจะเข้ากับเขาได้หรือเปล่า ให้พาเขาไปทำบุญที่วัดดูสัก 3-4 วัดภายในวันเดียว ในหนังสือแนะนำให้เราดูว่า เราไปทำบุญกับเขาแล้วใจมันอยากไปต่อเรื่อยๆ หรืออยากรีบกลับบ้าน”

ตอนจีบกันแรกๆ บารมียอมรับว่า เขาเป็นคนเจ้าชู้ โดยเปิดเผยว่า เขาคุยกับผู้หญิงอยู่ตอนนั้นประมาณ 7 คน เพราะด้วยเขาโตแล้ว ถึงวัยที่จะหาคนรู้ใจที่ใช่อย่างจริงจังและจริงใจสักที

“ผมอยากได้ผู้หญิงที่ดีพร้อมที่ผมจะยอมรับได้จริงๆ ผมจะบอกจิ๊บเสมอว่า ตอนไม่มีใครจีบใครหรือคุยกับใครก็ได้ แต่ถ้าคบเป็นแฟนแล้วจบกับคนอื่นนะ ซึ่งผมก็ปฏิบัติตัวแบบนั้นเหมือนกัน เพราะอยู่กันเราต้องไว้ใจ ยิ่งมีคนมาจีบจิ๊บเยอะ ยิ่งเป็นแต้มให้ผม เพราะผมจะเทกแคร์จิ๊บให้ดีที่สุด ตอนจีบกันผมพาจิ๊บเข้าวัดตลอด แม้ตอนผมเจอเขาผมเฮฮาปาร์ตี้ ผมสามารถแก้ผ้าโดดน้ำได้เลยนะครับ เพราะผมเป็นคนเฮฮาสนุกสนานมากๆ ทำให้คนรู้จักผมเยอะมาก

 “แต่ตอนจีบจิ๊บ ผมลองดูพาจิ๊บเข้าวัด 2 วัน 7 วัด จิ๊บบอกกับผมว่าเขาไหว้พระได้ แต่ขอให้พาไปวัดที่ไม่ซ้ำ ผมก็พาเขาไปวัดใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยไป ผมว่าดีนะครับ ได้ทั้งความสบายใจ ใจก็สงบ ตกเย็นกินข้าว พาเขาไปส่งบ้าน เจอคุณพ่อคุณแม่ด้วย”

เมื่อตัดสินใจเป็นแฟนกัน จึงคบกันได้ปีกว่าเกือบสองปีแล้ว แล้วหนุ่มเจ้าชู้อย่างบารมีก็ได้เวลาถอดเขี้ยวเล็บ เพราะเขาเจอผู้หญิงที่ถูกใจแล้ว เขาก็จะหยุดนิ่งอยู่กับแต่เธอเท่านั้น

“ผมมีแฟนทีละคน แฟนเคยถามผมว่า คนนี้นิสัยไม่เห็นดีเลย ทำไมผมยังคบกับเขาอยู่ด้วย ผมก็อธิบายว่า นักการเมืองกับนักธุรกิจคบคนไม่เหมือนกัน เหตุที่ผมเป็นคนเจ้าชู้ ผมจะเลือกภายนอกแค่ผ่าน แต่ข้างในต้องดีเลิศ เพื่อเราจะได้เข้ากันได้ คุยกันรู้เรื่องที่จะทำให้ชีวิตคู่ยืดยาว

“สิ่งที่เป็นโทษสำหรับคนเจ้าชู้คือ หนึ่งถ้าเราเจ้าชู้ความรู้สึกจริงใจก็ลดหลั่นกันไป ผมพูดกับผู้หญิงยุคใหม่เสมอว่า คุณต้องดูแลตัวเองให้ได้ ทำไมผู้หญิงสมัยก่อน ทำไมยอมให้ผู้ชายมีเมียน้อย เพราะผู้หญิงไม่ทำงาน เกิดความกลัว แต่ถ้าเรามีการงานมั่นคง ดูแลตัวเองได้ ชีวิตคู่มีแล้วชีวิตต้องดีขึ้น ดูว่าเราควรคบกับเขาไหม คือเราคบกับเขาแล้วชีวิตเราดีขึ้นไหม คบกันแล้วชีวิตอย่าอับจน แฟนผม พ่อแม่ผมกับเขาก็ยอมรับ ผมก็เข้ากับครอบครัวแฟนได้

“แต่ผู้หญิงจะเจอบ่อยปัญหาลูกสะใภ้แม่ผัว ผู้ชายคนกลางจะลำบาก ผมให้ความสำคัญกับครอบครัวนะครับ เพื่อการอยู่ด้วยกันได้ คนเจ้าชู้มักมีโอกาสเจอปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ ถ้าเราทำคนดีจิตใจดีเสียใจ ตัวผมเองจะรู้สึกหนักใจ ผู้ชายเจ้าชู้มันจะสนุกในช่วงหนึ่ง สุดท้ายแล้วต้องมองชีวิตความเป็นจริง“

นี่คือทัศนคติเกี่ยวกับความรักของบารมี ทั้งคู่ยังมีแผนทำธุรกิจด้านความงามร่วมกัน ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้สาวจิ๊บที่ถึงแม้จะอายุย่างเข้า 33 แล้ว แต่ยังดูแลตัวเองให้ใบหน้าใสปิ๊ง พวกเขาจึงมองไปที่ทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ

“เสน่ห์ของจิ๊บคือ เขาเป็นผู้หญิงส่วนน้อยของโลก จิ๊บดูใสๆ ครั้งแรกที่ไม่รู้จักกันเขาใสมาก จิ๊บจะตลกในสิ่งที่คนอื่นตลก แต่เขาไม่ได้ตลกกับมุขของผมนะครับ แรกๆ ก็คิดว่าเขาเฟกใส่ผมหรือเปล่า แต่พอคบกันไป เขาใสมากๆ ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมอะไรเลย ซึ่งเป็นลักษณะที่ผมรู้สึกสบายใจ ที่ได้คบคนที่ไม่มีพิษมีภัย

“สิ่งที่สองคือ ผมมองว่าต้องรักษาและดูแลให้ดีที่สุด เช่น เวลาขับรถผมจะขับรถเร็วและทุกอย่างต้องเป๊ะๆ สั่งงานปุ๊บต้องได้ปั๊บ แต่จิ๊บใจเย็นมากๆ ใจเย็นจนบางครั้ง ทำไมเธอสบายใจจัง เห็นผมก็รู้สึกหงุดหงิด แต่มันคือการทำงานของจิ๊บ บางครั้งจิ๊บจะดึงผมออกจากกองไฟ ทำให้ผมเป็นคนใจเย็นลง เวลาทะเลาะกันจิ๊บเป็นฝ่ายนิ่งก่อนเสมอ ทำให้ผมสงบตาม เขาถือหลักคือคนบ้าถ้าไม่บ้าตอบ เขาก็บ้าคนเดียว เพราะผมเป็นคนใจร้อนมาก”

สำหรับความน่ารัก โก๊ะๆ บารมีบอกว่าจิ๊บจัดเต็ม จนบางครั้งแยกไม่ออกระหว่างความโก๊ะกับความซุ่มซ่าม เธออันไหนกันแน่

“ด้วยจิ๊บเป็นคนใจเย็น เวลาจิ๊บทำอะไรผิดพลาดเขาไม่ตั้งใจ แต่เขาค่อยหัวเราะแล้วบอกว่า เดี๋ยวทำใหม่ ผมก็จะให้อภัย เรียกว่าเขาเป็นสีพาสเทลสำหรับผม ทุกอย่างจะดูซอฟต์ลง เขาเหมือนตู้เย็นสำหรับผม ผู้หญิงเย็นๆ ดีมากๆ ผมกลัวจะเสียเขาไปมากที่สุด

“ความน่ารักของเขาอีกอย่างก็คือ จิ๊บเป็นคนกตัญญูมากๆ ด้วยเป็นพี่สาวคนโต จิ๊บมีแพลนว่าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ แต่ก็เสียสละให้น้องได้เรียนต่อหมอ และเขาก็กลับบ้านไปช่วยดูแลธุรกิจของพ่อแม่ และดูแลท่านอย่างใกล้ชิดด้วย แล้วจิ๊บก็เลือกทำธุรกิจของตัวเองคือค้าขายผ่านออนไลน์ด้วย เพราะจิ๊บมองว่าอีกหน่อยเขาแต่งงานก็ต้องย้ายออกไป พ่อแม่จะได้ไม่เป็นห่วง เพราะเขาก็มีธุรกิจที่ดูแลตัวเขาเองได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีคิดวิธีวางแผนที่ดีมากๆ”

เขาเป็นผู้ชายสมถะและเรียบง่าย

สาวจิ๊บ-ณัติยา ภัทรสมสกุล กรรมการ YEC (สมาคมหอการค้ารุ่นเล็ก) จ.กาญจนบุรี และทำธุรกิจส่วนตัวคือทำแบรนด์ชุดชั้นในนำเข้าจากจีน และทำแบรนด์ตัวเองจำหน่ายผ่านออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก กับลาซาด้า ไอจี Angle bra bra store และไอจี jalip store และเฟซบุ๊ก Uitem thailand และจำหน่ายแกดเจ็ตต่างๆ มา 3 ปีแล้ว ซึ่งผลตอบรับดีมากๆ

ด้านการศึกษา ณัติยา จบปริญญาตรีด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เคยทำงานด้านการตลาดอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนกลับไปช่วยดูแลธุรกิจด้านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ที่เปิดมากว่า 30 ปี ที่กาญจนบุรี

สาวจิ๊บเล่าถึงความประทับใจแรกที่เจอหนุ่มแบงค์ก็คือ พบกันในงานประชุมสมาคมนักธุรกิจรุ่นใหม่ของสมาคมหอการค้าแห่งประเทศไทย เจอกันครั้งนั้นกามเทพยังไม่แผลงศร เพราะไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมาก แต่ได้รู้จักกันจริงๆ ตอนคุยโทรศัพท์ พอดีรุ่นพี่แนะนำให้รู้จัก แม้สาวจิ๊บเจอหนุ่มแบงค์อีกทีในงานปาร์ตี้ก็ยังรู้สึกเฉยๆ ติดจะไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะด้วยกิตติศัพท์คือหนุ่มคนนี้เจ้าชู้มากๆ ไม่รู้มาจีบจะจริงใจกับเธอหรือเปล่า?

“พอรู้จักจริงๆ ได้ไปวัดด้วยกัน จิ๊บก็เริ่มรู้สึกชอบผู้ชายไปวัด เพราะจิ๊บก็ชอบเข้าวัดทำบุญไหว้พระ สิ่งที่ประทับใจในตัวแบงค์ที่สุดคือ เป็นผู้ชายที่กราบพระสวยมาก (เสียงสูง) แล้วเขายังสอนจิ๊บให้กราบพระด้วยท่าที่ถูกต้อง ต้องกราบอย่างไรให้สวยงาม จิ๊บก็แอบตกใจว่าเขาเป็นหนุ่มปาร์ตี้จ๋า แต่ด้านพระพุทธศาสนาเขารู้มากกว่าจิ๊บ

“จิ๊บเลยรู้ตัวว่า จิ๊บเข้าใจเขาผิด จริงๆ เขาเป็นคนดีรักครอบครัว และครอบครัวของเขาก็น่ารักมาก และเขาก็รักครอบครัวมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและดีมาก ครอบครัวเขาก็อบอุ่น แค่เขารักครอบครัวอย่างอื่นน่าจะผ่านได้หมด ถ้าเราเป็นครอบครัวเดียวกันเขาต้องรักเราด้วย เพราะถ้าเรามีเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาต้องรักครอบครัวของเราด้วย”

เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ก่อนคบกัน หนุ่มแบงค์เป็นผู้ชายที่เจ้าชู้มาก แต่สาวจิ๊บก็มีวิธีปราบหนุ่มเจ้าชู้และใจร้อนให้อยู่หมัดก็คือ ให้นิ่งเข้าไว้

 “จิ๊บไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นแฟนกับแบงค์เลยนะคะ เพราะมีคนอื่นมาจีบเหมือนกัน จิ๊บก็มองแบงค์ว่า เขาคือคนหนึ่งที่เข้ามาจีบจิ๊บ แต่จิ๊บก็คิดไปว่าแบงค์คงไม่จริงจังกับจิ๊บหรอก จนวันหนึ่งเขามาขอจิ๊บเป็นแฟน จิ๊บก็คิดว่าเขาพูดเล่น จิ๊บก็คิดว่าลองคบก็ได้ แต่แบงค์เทกแคร์ดีมากนะคะ เขาน่ารักทุกอย่าง เขาพูดครับกับทุกคน สุภาพ น่ารัก อบอุ่น ดูขัดกับตอนปาร์ตี้เลย เขาเป็นคนดีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่นมีน้ำใจ”

สำหรับความเฮฮาของหนุ่มแบงค์คือ มีอารมณ์ลูกบ้าเยอะมาก เช่น เดินท่าทางประหลาด เพราะเป็นคนเฮฮา

“แม้คนจะมองว่าเขาเป็นลูกอดีตรัฐมนตรี เขาต้องนิ่ง ด้วยตำแหน่งเขาไม่ควรไปทำอะไรบ้าบอ แต่ทุกอย่างกลับตรงกันข้ามเพราะด้วยความไม่ถือตัว สมถะและเรียบง่ายมาก ปัจจุบันยังนอนพื้นอยู่เลย แบงค์จะสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง เช่น เวลาเขาสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ถ้าสนุกได้ที่ เขาจะสั่งให้ลูกน้องถอดเสื้อ แล้วให้จิ๊บถ่ายรูปให้ แต่ในเวลาที่เขาสนุกเขาก็สนุกสนานมาก แต่เวลาเครียดเขาก็เครียดจริงๆ

“และเขาเป็นคนสมถะ เขาเคยเล่าว่า ทุกวันนี้เขายังนอนพื้น เพราะเขาไม่ชอบนอนเตียง สะท้อนความเรียบง่ายและสมถะของเขา เขากินง่ายอยู่ง่ายมาก แบงค์เป็นผู้ชายที่น่ารักทุกอย่าง เจอกันครั้งแรกเขาเป็นผู้ชายที่สุภาพมากๆ อีกมุมหนึ่งแบงค์เป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น จริงใจพูดจริงทำจริง ไม่ค่อยดุ เขากินง่ายอยู่ง่ายมากค่ะ 100 บาทเขาสามารถอยู่ได้ 1 วันนะคะ แต่ก็จะมีดุเป็นเรื่องๆ บางครั้งเขาก็ใจร้อน แต่จิ๊บจะมีวิธีอยู่กับผู้ชายใจร้อนได้ เพราะจิ๊บเป็นคนใจเย็น นิ่งๆ เขาทำอะไรมา หากเรานิ่ง ทุกอย่างก็จบนะคะ”

 

มุมโปรดของชีวิต ความสุขครบวงจรของ ศิกวัสส์ ลือโสภณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516415

มุมโปรดของชีวิต ความสุขครบวงจรของ ศิกวัสส์ ลือโสภณ

โดย อณุสรา ทองอุไร

มุมแห่งความสุขของคนเรานั้นแตกต่างกันไป บางคนเป็นที่บ้าน บางคนที่ทำงาน บางคนอาจจะที่ฟิตเนสสักแห่ง แต่ของชายหนุ่มคนนี้ ศิกวัสส์ ลือโสภณ ลูกชายร้านทำผมชื่อดังย่านฝั่งธน “ร้านพิศมัย” ที่เปิดมานานกว่า 40 ปี

เขาเคยมีร้านของตัวเองย่านเพลินจิต กิจการไปได้ดี พอหมดสัญญาเลยเลิกทำร้าน แล้วมาช่วยร้านคุณแม่พักใหญ่ ควบคู่ไปกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สปา ก่อนจะไปหุ้นคนรู้จักเปิดร้านทำผมอยู่ปีกว่า สุดท้ายคิดว่าถึงเวลาต้องมาทำของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เขาจึงเปิดร้าน Zik Zleep Zalon เป็นสลีบซาลอนแห่งแรกในประเทศไทย ในซอยอารีย์ ที่เอาร้านทำผมผสมสปาไว้ด้วยกัน ณ จุดเดียว ที่นี่จึงถือเป็นมุมชีวิต มุมโปรดของเขา ณ เวลานี้ เพราะกินนอน ทำงาน พักผ่อน บันเทิง ครบทุกอย่าง

ที่เป็นเช่นนี้ ก็อย่างที่รู้กันว่ากรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเรานั้น รถติดหนักหนา ถ้าจะให้บ้านอยู่ที่หนึ่ง ที่ทำงานอยู่อีกแห่งหนึ่ง จุดพักผ่อนก็อีกจุดหนึ่งนั้นคงไม่ไหว แต่ละที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งใช้เวลาเดินทาง 1-2 ชั่วโมง เพลียใจไม่ไหวจะเคลียร์ เขาจึงสร้างสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมแห่งความสุขใจไว้ที่จุดเดียว คือที่ร้านแห่งนี้ที่ถือว่าเป็นมุมโปรดของชีวิต ณ เพลานี้

เขา บอกว่า ในสังคมปัจจุบันที่ค่อนข้างเครียดและวุ่นวาย หากเราสามารถหาเวลาในการพักสายตาได้สัก 15 นาที คงจะเป็นสวรรค์น้อยๆ เลยทีเดียว หลายคนอาจจะเข้าใจความรู้สึกที่เวลาเข้าร้านทำผม การได้สระผมแล้วช่างนวดศีรษะให้ แล้วมันฟินสุดๆ แต่ในขณะที่เราเคลิบเคลิ้มอยู่อ้าวเสร็จแหล้วเหรอ แหม! อยากจะนอนต่ออีกสักหน่อยได้ไหมนะ

เพราะรู้ถึงความต้องการแบบนี้ เขาก็เลยเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบและใช่สำหรับคนส่วนใหญ่ จะได้เอาใจลูกค้าให้มีความสุขด้วย การเปิดสลีบซาลอน เพื่อการผ่อนคลายอย่างแท้จริงในเวลาเพียง 90 นาที ด้วยการคิดค้นท่านวดผ่อนคลายร่างกาย ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ หลัง มือ โดยนำเทคนิคจากการทำสปาเข้ามาผสมผสานกันอย่างลงตัว

การใช้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แม้กระทั่งเก้าอี้นอนสระก็เป็นเก้าอี้อัตโนมัติ ใหญ่ นุ่ม สบาย นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเน้นให้ลูกค้าผ่อนคลายได้มากที่สุด สามารถนอนสระผมอยู่โดยไม่ขัดกับสรีระ โดยหลังจากสระเสร็จ ก็สามารถปรับนั่งเพื่อที่จะไดรผมได้ทันที โดยไม่ต้องลุกเดิน ย้ายเก้าอี้เหมือนร้านทั่วไป

“คือเป็นมุมความสุขของเรา ซึ่งเราก็อยากจะถ่ายทอด หรือส่งต่อความสุขนั้นไปสู่ลูกค้าของเราด้วย บ่อยครั้งที่ไปสระผมแล้วอยากงีบหลับสัก 20 นาที เพราะการได้สระผมแล้วนอนหลับสัก 30-40 นาที มันคือสวรรค์เลยนะ บางคนไปหาเวลางีบตามร้านนวดเท้า หรือโรงหนัง แต่มันไม่สบายเท่ากับนอนสระผม นวดผมไปด้วย ใช่ไหมล่ะ ผมก็อยากให้ที่นี่เป็นมุมแห่งความสุขความสบายของทุกๆ คน คือระหว่างสระผมทำทรีตเมนต์  1 ชม.นี่คุณหลับยาวไปได้เลย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

ศิกวัสส์ บอกว่า เขาเป็นช่างผมโดยสายเลือด เห็นคุณแม่ทำร้านทำผมมาตั้งแต่เด็กๆ หลังจากเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็ไปเรียนทำผมที่ วิดัล ซาซูน ที่ประเทศอังกฤษอยู่ปีกว่า เรียกว่าเรียนเต็มหลักสูตรตั้งแต่ต้นจนจบ เขายังคว้ารางวัลอันดับ 3 ของโลก ทั้งด้านทำสีผมและซอยผม จึงกลับมาเปิดร้านทำผมร้านแรกที่ซอยร่วมฤดี และมีลูกค้าแน่นร้านทุกวัน

ต่อมาเข้าก็นำเข้าสกินแคร์จากประเทศอเมริกา ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์อันดับต้นๆ ที่ใช้ในสปา ระดับ 5 ดาวเท่านั้น พร้อมทั้งเขายังเป็นผู้ที่เทรนด์สปา 5 ดาวหลายแห่งในประเทศไทย ประสบการณ์ร้านทำผมและสปากว่า 20 ปี ทำให้เขามาค้นพบจุดที่ลงตัวระหว่างสปากับร้านทำผมเข้าด้วยกัน จนเป็น MY space สำหรับเขา ร้านทำผมผสมสปาที่ผ่อนคลายหลับสบาย ณ จุดเดียว

“ถ้าใครอยากคืนกำไรชีวิตให้ตัวท่านเอง อยากผ่อนคลายให้หายเครียด อยากหลับ พร้อมกับทำผมสวยให้เสร็จสรรพในจุดเดียว มาที่นี่ได้เลยครับ (หัวเราะ)”

เขา บอกต่อไปว่า คนส่วนใหญ่มักจะละเลยการดูแลหนังศีรษะ เพราะหนังศีรษะของคนเรานั้นก็ต้องการการบำรุงรักษาดูแลไม่แพ้กับการดูแลผิวหน้า ผิวกาย ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสภาพหนังศีรษะที่เหมาะสม การนวดกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณศีรษะนั้น จะสามารถเพิ่มออกซิเจนเพื่อไปหล่อเลี้ยงเส้นผมได้มากขึ้น ช่วยลดปัญหาการหลุดร่วง เพิ่มการเจริญเติบโตของเส้นผมได้เป็นอย่างดี และชะลอความสูงวัยของเส้นผมทำให้หงอกช้าลง เพราะการดูแลหนังศีรษะที่ถูกต้องจะช่วยให้ผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่งช่วยให้สมาธิดีขึ้น

นอกจากมีความสุขในการทำงานแบบวันสต็อปเซอร์วิสแล้ว คือบ้านที่ทำงานคือจุดเดียวไม่เสียเวลารถติดจากการเดินทาง ศิกวัสส์ยังมีความสุขกับการสะสมกรรไกรหลากหลายชนิดอีกด้วย

เขา เล่าว่า ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้คิดว่ามันคือการสะสม เนื่องจากเป็นของที่ต้องใช้งานจริงก็เลยซื้อบ่อย เวลาไปเมืองนอกโดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น กรรไกรมีคุณภาพดีทำมาจากเหล็กแบบที่ทำดาบซามูไร

“มันจะพอดีกับน้ำหนักมือเรา จับแล้วมันพอเหมาะพอเจาะกับมือเราพอดี ที่เมืองไทยไม่เจอที่เหมาะมือแบบนี้ เวลาเจอถูกใจจะรีบซื้อไว้ทันที ไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหนทั้งเอเชีย ยุโรป หรืออเมริกา ก็มักจะมองหากรรไกร ซื้อเก็บกลับมาเสมอๆ ถ้าไม่ซื้อจะเสียดายเวลาอยากได้ขึ้นมาก็หายาก

“แล้วพวกเหล็กดีๆ บ้านเราไม่ค่อยมี ยิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นนี่ต้องสั่งจองล่วงหน้าหลายเดือน ด้ามหนึ่งก็ 4-5 หมื่นบาท บางด้ามเป็นแสนก็มี มันเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินของเรา เป็นเรื่องที่ต้องลงทุน ไม่ได้เวอร์นะ ว่าทำไมต้องใช้ของแพงๆ ขนาดนั้น แต่ซื้อมาด้ามหนึ่งก็ใช้นานเป็นเกือบ 10 ปี ถ้าเราไม่ไปทำตกนะ กรรไกรถ้าทำตกนี่เสียหายมาก ห้ามตกเป็นอันขาด กรรไกรของผมต้องเก็บอย่างดี ถ้าไปไหนหลายวันก็ต้องเก็บเข้าเซฟ เพราะหลายอันนี่ก็หลายบาท (หัวเราะ) ตอนนี้มีเกือบ 20 ด้าม ด้ามแรกที่ใช้จนวันนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่ 10 กว่าปีแล้ว” เขา กล่าวอย่างจริงจัง

ศิกวัสส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานที่แห่งความสุขของเขาก็คือร้านแห่งนี้ เพราะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นงาน เป็นบ้าน เป็นจุดนัดพบ เป็นจุดเริ่มต้นของความสุขและพร้อมที่จะส่งความสุขไปยังบุคคลอื่นๆ อีกต่อไปด้วย

เพราะการได้ทำงานที่รัก มันจะชื่นมื่นเติมเต็มไม่เหมือนกับไปทำงาน มันมีความสุข ความสบายใจ เหมือนไปเจอเพื่อน โชคดีที่ชีวิตออกแบบได้ตามใจฝัน จึงเป็นทุกวันที่เรามีความสุขทุกๆ วัน

 

ความฝันหลังวัยเกษียณ ของ ‘ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516412

ความฝันหลังวัยเกษียณ ของ ‘ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ’

โดย วุฒิกร บูรณะนนท์

 หากเอ่ยชื่อ ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) อาจจะนึกถึงนักบริหารหนุ่มไฟแรงอนาคตไกล แต่เขากลับวางแผนอนาคตวัยเกษียณไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ไม่ได้คิดจะทำงานจนเกษียณ ถ้าเป้าหมายพร้อม อยากเกษียณก่อนอายุ 60 ปี”

การวางแผนก่อนเกษียณไว้ล่วงหน้านั้น เป็นเพราะ ธีรวุธ มีความฝันที่อยากทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ สักอย่าง เพราะเป็นคนชอบขายของ ซึ่งรู้สึกว่าการขายของได้สำเร็จเป็นเรื่องสนุกมาก และไม่ได้หมายถึงตำแหน่งสูงๆ อย่างผู้จัดการฝ่ายขายด้วย แต่เป็นพนักงานตัวเล็กๆ ที่ขายสินค้าไปเรื่อยๆ ไม่ต้องวางแผนกลยุทธ์หรือรับผิดชอบงานหนักๆ เพราะรู้สึกผูกพันและชอบการขายสินค้ามาก ซึ่งจะขายได้มากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ แค่สนุกที่จะทำ

“การที่บอกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งบริหารที่ทำอยู่ตอนนี้เหนื่อยหรือลำบากนะ เพียงแต่การนั่งเก้าอี้ผู้บริหารคนจะมีทิศทางการมองที่ต่างกัน ถ้าคุณเป็นแค่พนักงานตำแหน่งเล็กๆ มีเงินเดือนประจำ คุณจะมองแค่ทำงานวันนี้ให้เสร็จและจบ”

แต่ถ้าเป็นหัวหน้าที่อยู่ข้างบน ธีรวุธ แจงว่า จะต้องมองความสามารถของลูกน้องแต่ละคน ถ้าลูกน้องขายได้น้อยจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างไร หรือจะวางแผนยังไงให้ลูกน้องไปคุยกับลูกค้าต่อเพื่อสร้างยอดขาย

 “การอยู่ตำแหน่งสูงจะต้องมองรอบด้านและมองอนาคตให้กว้างกว่า หากลูกน้องทำผิดก็ต้องให้กำลังใจและรับผิดชอบไปพร้อมๆ กัน ถือว่าเหนื่อยและท้าทายคนละแบบ”

นอกจากนั้น ธีรวุธ ยังมีความฝันอยากจะเป็นอาจารย์สอนกลยุทธ์ด้านการตลาด เพราะมองว่าการเรียนบริหารจัดการหรือมาร์เก็ตติ้งสมัยนี้ เด็กๆ จะเขียนแผนมาอย่างเพ้อฝัน และไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะเรียนผ่านตำราเท่านั้น ธีรวุธ จึงอยากนำประสบการณ์และโลกแห่งความเป็นจริงของการแข่งขันในสนามธุรกิจ เข้าไปให้ความรู้และเปิดวิสัยทัศน์ให้เด็กรุ่นใหม่รู้ว่า ในโลกของการตลาดและการบริหารมีอีกหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และการลงมือทำนั้นต้องอยู่ในกรอบของความจริงไม่ใช่เพ้อฝัน

สุดท้ายคือการเป็นโค้ชชิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เรียนหลักสูตร Coach A ที่ต่างประเทศมา 1 ปี เป็นการเรียนผ่านโทรศัพท์และวิดีโอคอล เป็นการแนะนำนักธุรกิจหรือผู้บริหารในการดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ให้มากที่สุด ด้วยคำถามที่เปิดกว้างและท้าทาย ซึ่งไม่ใช่การเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กร แต่เป็นการปรึกษาแบบส่วนบุคคล

“เพราะมองว่าโลกนี้ยังมีอีกหลายมุมมองอยู่ที่แต่ละคนจะสามารถดึงความแข็งแรงทางความคิดของตัวเองออกมาใช้งานได้มากแค่ไหน”

แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ในช่วงของการวางแผน เพราะธีรวุธในวันนี้มองว่ายังมีเรื่องราวและกิจกรรมอีกมากที่อยากลงมือทำ ส่งผลให้เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีและมีความสุขในการใช้ชีวิตกับกิจกรรมมากมาย ทั้งการออกกำลังกาย เล่นดนตรี และเดินทางไปพบสิ่งใหม่ๆ ทั่วโลก

“เป็นคนไม่โทษอดีต ซึ่งไม่ว่าจะดีหรือร้าย พี่มองว่าเป็นประสบการณ์ทำให้เราเรียนรู้ ถ้าทำผิดพลาดก็เป็นบทเรียนให้ไม่ทำผิดซ้ำ คนเราไม่มีใครทำถูกต้องหมดทุกเรื่อง”

 เหตุผลที่เขาอยากเกษียณก่อนและวาดอนาคตไว้แบบนี้ เป็นเพราะอยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามา และให้ตัวเขาได้ออกไปทำสิ่งใหม่ๆ ที่รู้สึกว่ามีสิ่งที่อยากเรียนรู้และลงมือทำอีกมากมาย

“ไม่ได้แก่นะ แค่ชอบวางแผนและคิดทบทวน เพื่อมองว่าในอนาคตอะไรคือสิ่งที่อยากจะทำ” ธีรวุธ กล่าวติดตลก

ถ้าให้แนะนำอยากให้คนรุ่นใหม่ลองหาเวลาว่างสัก 2-3 ชั่วโมง ปิดโทรศัพท์มือถือ หยุดเล่นโซเชียลมีเดีย ลองอยู่กับตัวเองและคิดทบทวนในสิ่งที่ตัวเองทำในแต่ละวัน และมองไปในอนาคตว่าอยากจะทำอะไรต่อไป รวมทั้งสิ่งที่ทำไปในวันนี้ มีข้อดีและเสียอย่างไร

เมื่อเริ่มรู้จักวางแผน คนเราก็จะมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เมื่อเริ่มทำครั้งแรกก็จะมีครั้งต่อไป และจะเริ่มรู้จักวางแผนระยะยาวมากขึ้น รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร

สำหรับ ธีรวุธ ในวันนี้ อาจยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเขาจะทำอะไรดี เพราะเขามีความฝันและพลังอันล้นเหลือในการเดินหน้าใช้ชีวิตวัยเกษียณให้สนุกและมีความสุขในรูปแบบของเขา แน่นอนว่าถ้าคุณมีเฟซบุ๊กของธีรวุธ ลองเข้าไปดูการใช้ชีวิตของเขาสิ คุณจะรู้ว่าเขาสนุกกับการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าในแต่ละวันเสียจริงๆ