9 ประโยชน์ของการเป็นคนโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516933

9 ประโยชน์ของการเป็นคนโสด

รวมเหตุผลที่ชี้ว่าการเป็นโสดอาจดีต่อชีวิตของทุกคนอย่างไม่น่าเชื่อ

แม้ว่าหลายการศึกษาจะพูดถึงประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตของการมีคู่ครอง การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องการเป็นโสด ที่แท้จริงแล้วก็ส่งผลดีต่อชีวิตของเราเช่นเดียวกัน

1. มีคอนเนคชั่นเยอะ

ผลการศึกษาในปี พ.ศ. 2558 พบว่า คนโสดไม่เพียงแต่จะใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนสนิทและครอบครัวเท่านั้น แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากเครือข่ายเหล่านี้มากกว่าคนที่มีความสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากคนโสดจะใกล้ชิดและใส่ใจเพื่อนฝูงและครอบครัวมากกว่าคนมีคู่

2. มีปัญหาด้านการเงินน้อยลง

การเป็นโสดทำให้คุณมีอิสระทางการเงินมากขึ้น จากการศึกษาของ Debt.com พบว่า คนโสดมีโอกาสที่จะติดหนี้บัตรเครดิตอยู่แค่ 21% ในทางตรงกันข้ามคนมีคู่ที่มีบุตรจะมีโอกาสมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ที่ 27% และคนมีคู่ที่มีบุตรจะมีโอกาสสูงถึง 36%

3. นอนหลับง่ายขึ้น

การนอนคนเดียวทำให้คุณไม่ต้องแชร์เตียงกับใคร รวมไปถึงไม่ต้องคอยฟังเสียงกรนอีกต่างหาก ผลสำรวจจาก Amerisleep พบว่า คนโสดนอนหลับได้ง่ายและมีคุณภาพกว่าคนที่นอนกับสามีหรือภรรยา ซึ่งการนอนหลับอย่างเพียงพอนั้นส่งผลให้ระดับอารมณ์ดีขึ้น และสุขภาพดีด้วย

4. มีแนวโน้มที่จะออกกำลังกายมากขึ้น

จากการศึกษาพบว่า คนโสดเข้าฟิตเนสในอัตราที่สูงกว่าคนที่แต่งงานแล้ว และในการศึกษานั้นยังพบข้อมูลอีกด้วยว่า คนโสดที่เป็นเพศชายออกกำลังกายบ่อยเกือบสองเท่าของที่ผู้ชายที่แต่งงานแล้วทำ

5. มีตารางเวลาเป็นของตัวเอง

หากคุณมีแฟนหรือแต่งงานแล้ว คุณอาจจะต้องรอรับประทานอาหารเย็นกับพวกเขา หรืออาจจะต้องออกไปงานสังคม งานวันเกิดกับพวกเขาด้วย ทำให้งานเหล่านี้มากินเวลาชีวิต แต่คนโสดส่วนใหญ่จะสามารถจัดสรรเวลาในชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องของคนอื่น ซึ่งการวางแพลนชีวิตที่ดีก็จะส่งผลให้สามารถแบ่งเวลาพักผ่อนกับเวลาทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย

6. สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง

คนโสดมักจะมีสกิลในการจัดการกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิต เนื่องจากพวกเขาอยู่คนเดียวมานาน ทำให้ต้องพบเจอปัญหา และแก้ไขมันด้วยตัวเองอยู่บ่อยๆ ดังนั้นหากเจอปัญหาที่เกิดขึ้นอีก กลุ่มคนเหล่านี้ก็พร้อมรับมือทันที เพราะล้วนมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มาแล้ว

7. ใช้เวลากับงานบ้านน้อยลง

จากการศึกษาพบว่า คนโสดทำงานบ้านน้อยกว่าผู้ที่แต่งงานแล้ว โดยผู้ที่แต่งงานแล้วมีสถิติการทำงานบ้านกว่าเจ็ดชั่วโมงต่อวัน ถ้าพวกเขาต้องอยู่บ้านคนเดียว ในขณะที่กลุ่มคนโสดจะใช้เวลาพวกนี้ไปกับการออกกำลังกาย ทานอาหารกับเพื่อนๆ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยคลายความเครียดจากงาน ส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

8. น่าจะมีความสุขกว่า

มีงานวิจัยที่ระบุว่า ผู้หญิงไม่ได้มีความสุขขึ้นหลังจากแต่งงาน และดูเหมือนว่าพวกเธอจะมีความสุขมากกว่าเมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ในขณะที่ผู้ชายจะมีความสุขขึ้นหลังจากที่แต่งงานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีความสุขเท่าตอนที่พวกเขาโสด

9. มีความสุขกับเพศสัมพันธ์ที่ดีกว่า

จริงอยู่ที่ว่าผู้ที่แต่งงานแล้วมักมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น แต่ในที่นี้จะพูดถึงคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ จากผลสำรวจพบว่า ผู้หญิงที่เป็นโสดพึงพอใจในเพศสัมพันธ์ของพวกเธอ มากกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ในขณะที่ผู้ชายยังคงมีความสุขกับการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขาอยู่แม้ว่าจะแต่งงานหรือยังไม่แต่งก็ตาม อย่างไรก็ดี เรื่องเพศสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ และความพึงพอใจส่วนตัวของแต่ละคู่ด้วย

ที่มา: insider

 

6 เทคนิคลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516911

6 เทคนิคลดน้ำหนักสำหรับคนไม่มีเวลา

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาแต่ต้องการลดน้ำหนัก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย ก็ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

แท้จริงแล้วเราต่างก็รู้กันอยู่ลึกๆ ว่าไม่มีเวลานั้นมันเป็นข้ออ้างสำหรับคนขี้เกียจ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะไม่มีเวลาจริงๆ หรือไม่มีเวลาเพราะขี้เกียจเฉยๆ เราก็ต่างมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตนิดหน่อย มันอาจจะไม่ได้ทำให้ผอมลงทันตาเห็นเท่าคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง แต่ชีวิตของทุกคนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

1. ดื่มน้ำเยอะๆ – น้ำที่ว่านี้ควรจะเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น โดยให้จิบตลอดทั้งวัน และดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณครึ่งชั่วโมง นอกจากจะทำให้ผิวดีแล้ว ยังทำให้ไม่ค่อยหิว ทานอาหารน้อยลง อิ่มเร็วขึ้น แถมระบบขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย

2. ทานอาหารเช้า – อาหารมื้อเช้าถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในบรรดามื้ออาหารทั้งหมด การทานอาหารเช้าจะช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไปใช้จนหมด กระตุ้นระบบเผาผลาญ และทำให้ทานอาหารมื้ออื่นๆ น้อยลงด้วย

3. ใช้จานที่ขนาดเล็กลง – การนำหลักจิตวิทยามาใช้ลดน้ำหนักก็ช่วยได้เยอะเช่นเดียวกัน การเลือกใช้จานชามที่เล็กลง จะช่วยให้อาหารในจานดูเต็มจาน แม้จะตักในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ควบคุมปริมาณอาหารได้อย่างเหมาะสม

4. ไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซ – การปล่อยให้ท้องหิวมากเกินไป อาจทำให้คุณเผลอตัวกินอย่างไม่ยั้งมือได้ ดังนั้นหากหิวก็ควรอาหารว่างที่ไขมันต่ำ แคลอรี่น้อยมาทานระหว่างวันแทน ดีกว่าเผลอไปจัดหนัก แล้วมานั่งรู้สึกผิดที่หลัง

5. ขยับร่างกายบ่อยๆ – หลายคนที่บอกว่าไม่มีเข้าฟิตเนส แต่แท้จริงแล้วเราสามารถออกกำลังกายได้ทุกที ลองเปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันได เปลี่ยนจากซื้อข้าวมานั่งทานที่โต๊ะเป็นเดินออกไปทานข้างนอก หรือเปลี่ยนจากการดูโทรทัศน์เฉยๆ เป็นดูไปออกกำลังกายเบาๆ ไปก็ได้

6. พักผ่อนให้เพียงพอ – หลายงานวิจัยบอกว่า หากนอนน้อยร่างกายจะสะสมไขมันมากขึ้น แถมยังทำให้ทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นด้วย ดังนั้นควรนอนหลับให้เพียงพอ ร่างกายจะได้สดชื่น แถมยังไม่อ้วนอีกต่างหาก

 

ทริกเด็ดถ่ายรูปให้เป๊ะปัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516888

ทริกเด็ดถ่ายรูปให้เป๊ะปัง

เราอยู่ในยุคที่อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีผลกับการใช้ชีวิต นอกจากพูดคุย ติดต่อสื่อสาร ยังเป็นพื้นที่สำหรับบอกเล่าเรื่องราวและไลฟ์สไตล์ผ่านข้อความหรือการถ่ายภาพ ซึ่งมิวเซียมสยามได้จัดเวิร์คช็อป “เทคนิคถ่ายภาพแนวสตรีท” ประกอบนิทรรศการ “ไทยทำ…ทำทำไม” โดยได้ ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร พิธีกร-ศิลปินผู้มีใจรักในงานศิลปะ หนึ่งในภัณฑารักษ์รับเชิญผู้ร่วมออกแบบนิทรรศการ และ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ช่างภาพสตรีทหญิงผู้มีผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน โดยไม่ต้องผ่านแอพ ผ่านฟิลเตอร์

 

 

1) Exposure หรือการเปิดรับแสง

แสง ปัจจัยหลักที่ช่วยให้ได้ภาพสวย แต่ในทางปฏิบัติ สภาพแสงในทุกช่วงเวลาแตกต่างกัน ดังนั้น การปรับแสงก่อนกดชัตเตอร์จึงสำคัญมาก แต่เคยไหม เลือกมุม จัดแสง จัดโฟกัสเสียดิบดี หวังว่าจะฝากเพื่อนถ่ายภาพให้ กลับออกมาไม่ได้แบบที่ตั้งเอาไว้ นั่นก็เพราะในขณะที่คุณส่งมือถือให้คนอื่นนั้น เกิดการขยับเขยื้อนจนทำให้แสง โฟกัสนั้นเพี้ยนไปจากที่ต้องการ แต่ที่จริงแล้ว สมาร์ทโฟนมีคำสั่ง AE/AF Lock ที่สามารถล็อกแสง ล็อกโฟกัส โดยการกดโฟกัสหน้าจอค้างไว้ 1-2 วินาที จนมีตัวอักษรแจ้ง AE/AF Lock

2) Composition หรือการจัดองค์ประกอบภาพ

เคยไหม เวลาเห็นภาพบางภาพแล้วรู้สึกชอบแบบไม่สามารถอธิบายได้ แท้จริงแล้วเกิดจากการประมวลผลของสมอง ที่มีความซับซ้อนมากกว่าการมองด้วยตาเปล่า ประกอบกับภาพดังกล่าวมีการจัดคอมโพซิชั่น หรือองค์ประกอบภาพที่ลงตัว ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ควรรู้คือ กฎสามส่วน โดยแบ่งพื้นที่ภายในภาพออกเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน ทั้งในแนวนอนและแนวดิ่ง เกิดเป็นตารางตัดกัน 9 ช่อง และเทคนิคง่ายๆ คือการนำวัตถุเด่นของภาพวางไว้ในบริเวณจุดตัดของตาราง ซึ่งระบบปฏิบัติการในโทรศัพท์มือถือปัจจุบันมีฟังก์ชั่นรองรับคอมโพซิชั่นดังกล่าว คือคำสั่งตาราง (Grid) เพื่อเป็นตัวช่วย

 

3) Rhythm หรือจังหวะ

มีภาพถ่ายโดยตากล้องชื่อดังมากมาย ที่เราแค่เห็นก็ต้องร้องว้าว ซึ่งนอกเหนือจากความสามารถในการถ่ายภาพเฉพาะตัวแล้ว เบื้องหลังภาพถ่ายที่เราอาจไม่ทันนึกถึง นั่นคือพวกเขาเหล่านี้ใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะได้ภาพถ่ายที่ต้องการเพียงภาพเดียว สำหรับใครที่เป็นสายถ่ายก่อนเลือกทีหลัง รัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง คงต้องหันมาให้เวลากับภาพถ่ายขึ้นอีกสักนิด เทคนิคที่ง่ายแต่อาจจะปฏิบัติได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ไลฟ์สไตล์ผู้คนมีแต่ความเร่งรีบ และแข่งขันกับเวลา นั่นคือความอดทน

4) Creativity หรือความคิดสร้างสรรค์

การวาดภาพในหัวสำหรับภาพถ่ายที่เราอยากได้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากสามารถตอบตัวเองได้ว่า เราอยากได้ภาพถ่ายออกมาในรูปแบบไหน เพื่อสื่อสารอะไร จะทำให้ภาพถ่ายสามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ตรงกับความต้องการของเราได้เช่นเดียวกัน การใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในภาพ สามารถช่วยสร้างฟีลลิ่งให้กับภาพถ่ายของเรามากยิ่งขึ้น เช่น การเล่นกับแสงและเงา หรือการสังเกตรายละเอียดสิ่งเล็กๆ รอบตัว ที่บางครั้งเราอาจมองข้ามไป

 

กาแฟต้นแรก – การเลี้ยงแกะ สู่ชีวิตที่ดีของชนเผ่าแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516877

กาแฟต้นแรก - การเลี้ยงแกะ สู่ชีวิตที่ดีของชนเผ่าแบบยั่งยืน

จากจุดเริ่มต้นด้วยพระราชหฤทัยอันมุ่งมั่น ในการทรงอยากแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นของราษฎรบนยอดดอย ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเริ่มต้นงานด้านการทดลองงานวิจัยเพื่อคัดสรรพืชพันธุ์ที่ดีและเหมาะสมกับการทำการเกษตรบนที่สูง จนเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2512

ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ถาวรมั่นคงและยั่งยืน ในการช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรบนที่สูง สืบเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

กว่าจะเป็นรายได้และอาชีพให้แก่ราษฎรอย่างยั่งยืน พระองค์ทรงทุ่มเททรงงานอย่างหนัก ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง น้อมนำเรื่องราวอาหารจากแผ่นดินเป็นธีมหลักในการจัดงาน “รอยัล โปรเจกต์ แอด สยามพารากอน” มี 2 ส่วนที่น่าสนใจ คือ การปลูกกาแฟพันธ์ุอราบิกาที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรต้นแรก สู่การพัฒนาเป็นรายได้เสริมที่ยั่งยืน และการพัฒนาพันธ์ุแกะ เพื่อนำขนมาทอเป็นเครื่องนุ่งห่มของชนเผ่า ถือเป็นการสืบสานงานหัตถศิลป์ให้คงอยู่สืบไป

กาแฟต้นประวัติศาสตร์

ณ บ้านหนองหล่ม มีต้นกาแฟประวัติศาสตร์ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยเสด็จฯ มาทอดพระเนตร จนนำไปสู่งานส่งเสริมกาแฟอราบิกาที่แพร่หลาย จากกาแฟเพียงต้นเดียวที่ให้ชนเผ่าทดลองปลูกแทนการปลูกฝิ่น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟอราบิกาโครงการหลวง

เจ้าหน้าที่ประสานงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ดอยอินทนนท์ จักรพันธ์ จันทศรี เล่าว่า เมื่อปี 2517 แม้ถนนหนทางจะเข้าไปยังบ้านหนองหล่ม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ได้ยากลำบาก ต้องเดินเท้าถึง 7 กิโลเมตร แต่ก็ทรงไม่ย่อท้อ เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรต้นกาแฟต้นแรกที่คาดว่าเข้ามาพร้อมกับยูเอ็นที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาปลูกฝิ่น โดยบาทหลวงได้นำเมล็ดกาแฟมาปลูกเอาไว้

ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งว่า ถ้าเสด็จฯ เข้ามาแม้มีกาแฟเพียงต้นเดียว ก็จะได้ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าต้นกาแฟต้นนี้มีความสำคัญอย่างไร จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม นอกจากการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ พอในหลวงเสด็จฯ มาถึง ลุงพะโย่ ตาโร ได้เข้าเฝ้าและนำเมล็ดกาแฟขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก็ทรงแปลกใจว่าแถวนี้มีต้นกาแฟด้วยหรือ ทรงรับสั่งถาม ลุงพะโย่ ก็ทูลกลับไปว่า มีไม่กี่ต้นเอง ซึ่งครั้งแรกสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ตามเสด็จฯ ด้วย

ลุงพะโย่ ชาวปกาเกอะญอ อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหนองหล่ม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ วัย 76 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองหล่ม ผู้ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันนั้น เล่าว่า พระองค์ต้องเสด็จฯ ด้วยพระบาทไปตามไหล่เขาสูงชันกว่า 7 กิโลเมตร เมื่อเสด็จฯ มาถึงต้นกาแฟ ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าต้นกาแฟสมบูรณ์ดี ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า กาแฟสามารถปลูกที่นี่ได้ ให้ช่วยกันส่งเสริม แต่ต้องใส่ปุ๋ย และนำหญ้ามาใส่ที่โคนต้นด้วย และทรงพระราชทานเมล็ดกาแฟที่ลุงพะโย่ทูลเกล้าฯ ถวายกลับมา เพื่อให้ไปแจกจ่ายกับราษฎรคนอื่นๆ ปลูกต่อไป

พระสหายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ลุงพะโย่ ปัจจุบันยังคงมีอาชีพทำสวนกาแฟอราบิกา เพราะเสด็จฯ มาทรงเยี่ยมพระสหายหลายครั้ง ทุกครั้งที่ทรงมาก็ถ่ายรูปพระสหายเก็บไว้ทุกครั้ง ลุงพะโย่เล่าย้อนอดีตไปเมื่อ 43 ปีก่อน ในขณะนั้นลุงอายุเพียง 30 ต้นๆ ขณะที่กำลังเลี้ยงสัตว์อยู่ในไร่ ได้ยินข่าวว่าในหลวงจะเสด็จฯ ด้วยความที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมาก แค่จะเดินทางเข้าตัว อ.จอมทอง ยังต้องใช้เวลาถึง 2 วัน ทำให้ลุงพะโย่ไม่มั่นใจกับสารที่ได้รับ

หากไม่กี่วันหลังจากได้รับข่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ มาที่บ้านหนองหล่มจริงๆ ทรงเยี่ยมราษฎร ถามถึงทุกข์สุข เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือ ช่วงเวลานั้นชนเผ่าปกาเกอะญอ พูดไทยได้น้อยมาก หน้าที่รับเสด็จฯ และถวายรายงานจึงตกเป็นของลุงพะโย่

“บ้านลุงมีต้นกาแฟอราบิกาปลูกไว้ใกล้ๆ ปลูกโดยพ่อตาของลุงไว้นานมากแล้ว ในสมัยนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เดินทางมาครั้งแรกพร้อม ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผู้ติดตามใกล้ชิด ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านว่ามีความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ข้าวพอกินไหม ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ซึ่งลุงถวายคำตอบว่า ชาวบ้านไม่มีผ้าห่ม วัว หมู ที่เลี้ยงอยู่ก็ไม่พอ อยู่กันแบบอดอยาก จึงรับสั่งถามต่อว่า ถนนหนทางมีไหม แล้วก็ทรงเปิดแผนที่ที่ทรงถืออยู่ในพระหัตถ์เพื่อทอดพระเนตร

ตอนที่เสด็จฯ มา ชาวบ้านยากจนมาก รองเท้าไม่มีใส่ มีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว เสด็จฯ มาถึงตอนค่ำและอยู่นานถึง 3 ชั่วโมง และจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวงนำผ้าห่มและพันธุ์หมู พันธุ์วัวพระราชทานมาให้

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงขอช่วยเอาพืชเมืองหนาวมาให้ชาวบ้านปลูกทดแทนปลูกฝิ่น ทรงแนะนำว่า ปลูกกาแฟไว้แล้วไส่ขี้วัวขี้ควายด้วย ตอนนั้นมีกาแฟต้นแรกแล้ว ทรงมีรับสั่งว่า อยากให้ชาวบ้านปลูกกาแฟทดแทนการปลูกฝิ่น ทรงกลับไปและให้คนจากโครงการหลวงนำเมล็ดกาแฟอราบิกามาให้ ตอนนั้นลุงรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก”

ลุงพะโย่ เล่าต่อว่า หลังจากโครงการหลวงให้การสนับสนุน 20 ปี ชีวิตของชนเผ่าก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนื้ถือเป็นอาชีพหลักมีชาวบ้านปลูกกาแฟประมาณ 5 ครัวเรือน ณ บ้านหนองหล่ม และเสด็จฯ มาทรงเยี่ยมราษฎร ณ หนองหล่ม อย่างน้อย 13 ครั้ง ลุงพะโย่บอกด้วยน้ำตาซึมว่า หากวันนั้นในหลวงไม่ได้เสด็จฯ มาชีวิตชาวบ้านคงยังลำบากมาก เพราะปัจจุบันเมล็ดกาแฟที่ชาวบ้านปลูกได้ มูลนิธิโครงการหลวงก็คอยส่งเสริมและรับซื้อผลผลิตไปจำหน่ายต่อ รวมทั้งมีการพัฒนาสายพันธ์ุอย่างไม่หยุดนิ่ง และกาแฟต้นแรกของพระองค์ที่พระองค์เสด็จฯ มาทอดพระเนตร ได้กลายเป็นต้นกาแฟตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาสืบมา

“สายพันธุ์ที่ปลูกในภาคเหนือปลูกแต่อราบิกา เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกในสภาพอากาศเย็น มีการวิจัยและปรับปรุงสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ และได้แปรรูปเป็นกาแฟโครงการหลวง และมีวิสาหกิจชุมชน ทำเป็นกาแฟไปหลายหมู่บ้าน หลากผลิตภัณฑ์ เช่น ชนเผ่าที่หมู่บ้านหนองหล่ม ยังได้พัฒนาในละแวกบ้าน นอกจากปลูกกาแฟแล้วยังพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของชาวต่างชาติ เป็นการนำเป็นรายได้เสริมให้ชาวบ้านด้วย” จักรพันธ์ เล่า

เมล็ดกาแฟจากกาแฟต้นแรก ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟอราบิกาออร์แกนิก ที่โครงการหลวงสนับสนุนให้ปลูกทั่วทั้ง 38 ดอย เป็นการปลูกในป่าและพื้นที่ของชาวบ้าน ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงได้ส่งเสริมให้ปลูก มีผลผลิตเมล็ดกาแฟกะลา (กาแฟที่ผ่านการกะเทาะเปลือกและตากให้แห้งสนิท จะได้เมล็ดกาแฟดิบ) ปีละหลายร้อยตัน และพัฒนากาแฟไทยจนได้มาตรฐานสากล โดยส่งเมล็ดกาแฟกะลาไปจำหน่ายยังร้านกาแฟชั้นนำ และมีการพัฒนาพันธุ์และการปลูกกาแฟอราบิกาอย่างต่อเนื่อง

พัฒนาขนแกะ สืบสานงานหัตถศิลป์

นอกจากพระราชทานพืชพันธุ์ต่างๆ แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงสนพระราชหฤทัยในการสนับสนุนงานด้านปศุสัตว์ ได้นำสัตว์เลี้ยงพันธุ์ดี หนึ่งในนั้นคือพระราชทานแกะให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านได้เลี้ยง จากนั้นทรงสนับสนุนให้มีการทดลองวิจัยด้านพันธุ์สัตว์ เพื่อหาพันธุ์ที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงบนที่สูง เช่น แกะสายพันธุ์ของประเทศออสเตรเลีย ที่ปศุสัตว์ ณ สถาบันเกษตรหลวงอินทนนท์ ได้เลี้ยงเพื่อทำงานวิจัยอยู่ที่หน่วยวิจัยผาตั้ง

สมสิทธิ์ พรมมา นักวิชาการสถาบันเกษตรหลวงอินทนนท์ ดูแลงานปศุสัตว์ ณ หน่วยวิจัยผาตั้ง เล่าว่า หน่วยวิจัยแห่งนี้ได้รับพระราชทานแกะจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 32 ตัว

“งานปศุสัตว์ของที่นี่ มีจุดประสงค์หลักเพื่อดำเนินงานในด้านผ้าทอขนแกะ ปกติเกษตรกรของที่นี่ส่วนใหญ่ทำการปลูกผักไม้ผลไม้ดอก และทำผ้าทอในช่วงเวลากลางคืน ถือเป็นงานประณีต การเลี้ยงแกะเริ่มเลี้ยงราวปี 2553 ได้แก่ พันธุ์บอนด์, ดอร์เซท ซึ่งเป็นแกะพันธุ์พื้นเมืองของออสเตรเลียและอังกฤษ มาเลี้ยงกับพันธุ์พื้นเมือง และพัฒนาสายพันธ์ุจนได้ลูกผสมระหว่างบอนด์ กับดอร์เซท นำไปเป็นผ้าทอขนแกะ

เรามีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีขนนุ่ม ให้ขนต่อตัวเยอะ ให้ผลผลิตต่อตัวสูงประมาณตัวละ 3 กิโลกรัม ตอนนี้ขยายพันธุ์ได้ 160 ตัว ลูกได้ 50 ตัว/ปี แบ่งเป็นเพศผู้ 25 ตัว เพศเมีย 25 ตัว”

เมื่อถึงเดือนที่เหมาะสมในการตัดขนแกะ เจ้าหน้าที่จะทำการนำแกะไปอาบน้ำให้สะอาด แล้วทำการตัดขนแกะ เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้าน บ้านแม่กลางหลวง อากาน้อย และผาหมอน ทำการทอเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เสื้อ ผ้าคลุมไหล่ และอื่นๆ

“ส่วนที่ดีที่สุดของแกะ คือ ช่วงหัวไหล่ ตัดรวมกันได้ประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม/ตัว ทอเป็นผ้าคลุมไหล่กันหนาว ให้ราคาที่ดีที่สุด ส่วนอื่นๆ ของขนแกะ นำไปทอเป็นผ้าปูเตียง ถุงย่าม ผ้าคลุมโต๊ะ ตอนนี้จำหน่ายในเมืองไทยได้ 3 ปีแล้ว โดยโครงการหลวงจะทำการรับซื้อไว้ทั้งหมด ซึ่งชาวบ้านจะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทอผ้าขนแกะแบบผ้าฝ้าย ที่ต้องใช้ฝีมือทางหัตถศิลป์

ตอนนี้หน่วยวิจัยผาตั้งกำลังพัฒนาขนและพัฒนาเนื้อแกะ ซึ่งประเทศไทยยังไม่นิยมรับประทานมากนัก เราจึงมุ่งเน้นพัฒนาคุณสมบัติของขนควบคู่กับพัฒนาเนื้อแกะด้วย แต่ทางศูนย์ยังไม่ขายเนื้อแกะ เพราะคุณภาพของเนื้อขึ้นอยู่กับอาหารที่แกะกินเข้าไป เมืองไทยมีปัญหาเรื่องความชื้น ต่อไปจากขนแกะตัดได้ปีละครั้ง ตอนนี้เรากำลังพัฒนาสายพันธุ์ให้ย่นเวลาตัดให้ได้ 3 ครั้ง ต่อ 2 ปี คือเลี้ยงไป 8 เดือนแล้วค่อยตัดขน

ปริมาณการให้ขนต่อปีตอนนี้ยังไม่แน่นอน เพราะกลุ่มชาวบ้านที่ทอขนแกะยังเล็กอยู่ เพราะต้องใช้คนใจรักในงานฝีมือจริงๆ ในการทอ พอทำงานฝีมือในการทอขนแกะ ชาวบ้านจะใช้ฝ้ายผสมเข้าไปด้วย เพื่อป้องกันการแพ้ขนแกะ ระยะยาวจากนี้การขยายการจัดตั้งกลุ่มต้องรวมกลุ่มให้ได้ อุปกรณ์สำหรับการทอขนสัตว์บางชนิดต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ” สมสิทธิ์ เล่า

งานรอยัล โปรเจกต์ แอด สยามพารากอน จะจัดระหว่างวันที่ 23-30 พ.ย.นี้ เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของพืชผัก ผลไม้ และปศุสัตว์ รวม 9 ชนิด ให้ประชาชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

 

5 ความสำคัญของอาหารเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516896

5 ความสำคัญของอาหารเช้า

อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะทำให้ร่างกายแข็งแรง และยังทำให้ไม่อ้วนด้วย

เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าอาหารเช้าเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด หากไม่เป็นการเสียเวลามากเกินไป ก็จงทานอาหารเช้าในทุกๆ เช้าดีกว่า วันนี้เราเลยของัด 5 ความสำคัญของอาหารเช้า ซึ่งเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ทุกคนควรทานอาหารเช้า

1. ทำให้มีพลังงาน – อาหารเช้าเป็นมื้อแรกหลังจากที่เราตื่นนอน ซึ่งระหว่างที่เราทานอาหารมื้อสุดท้ายก่อนนอนก็น่าจะต้องห่างกับมื้อเช้าพอสมควร ทำให้ท้องว่าง การทานอาหารเช้าจึงช่วยให้ทุกคนมีแรงที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน

2. ทำให้ความจำดี – เมื่อเทียบระหว่างอาหารเช้ากับกาแฟแค่แก้วเดียวแล้ว อาหารเช้าที่เป็นมื้อใหญ่ย่อมมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่า ซึ่งหมายความว่าสารอาหารจะไปช่วยบำรุงสมอง ทำให้ความจำดีขึ้นด้วย

3. ทำให้ไม่อ้วน – อาหารมื้อเช้าส่วนใหญ่จะถูกย่อยและนำไปใช้จนหมดระหว่างที่เราทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไปสะสมในร่างกาย นอกจากนั้นการทานมื้อเช้าจะช่วยให้เราทานมื้อกลางวันและเย็นน้อยลงด้วย

4. ทำให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น – การแบ่งทานหลายๆ มื้อ ย่อมดีกว่าการทานมื้อใหญ่มื้อเดียวรวดอยู่แล้ว การทานอาหารเช้าทุกวัน จะไปกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกาย ทำให้เผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย

5. ทำให้อารมณ์ดี – นอกจากการทานอาหารเช้าจะทำให้ไม่หิว มีแรงทำงานแล้ว สารอาหารจำพวกน้ำตาลในอาหารเช้ายังทำให้อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย และมีความสุขกับการทำงานตลอดทั้งวัน

 

การทำงานต้องพัฒนาตัวอยู่เสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516716

การทำงานต้องพัฒนาตัวอยู่เสมอ

พชร วีระพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท ไอยราวาณิชย์ คนหนุ่มไฟแรงที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างธุรกิจที่ตัวเองชอบให้เติบโตมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว จนเป็นที่ยอมรับในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง มีรายรับผลประกอบการหลัก 100 ล้าน ด้วยการทำงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทลุยงานหนักสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง มาดูกันว่าเขามีเคล็ดลับในการทำงานอย่างไรถึงได้เติบโตอย่างมั่นคงเพียงระยะเวลา 11 ปี

เขามีคติประจำใจที่ว่า การจะตัดสินใจทำอะไรจะต้องเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด เมื่อย้อนกลับมาคิดจะได้ไม่คิดเสียใจทีหลัง ผู้บริหารที่ดีต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าและสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างดีและเหมาะสม หลักในการทำงานของเขา คือ

1.ต้องพัฒนาตัวเองและหาความรู้ในด้านต่างๆ อยู่เสมอ เน้นการพัฒนาและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุด ซึ่งต้องใช้การเรียนรู้ในเรื่องประเภทของธุรกิจต่างๆ อยู่เสมอ เพราะเขามีลูกค้าที่หลากหลาย อาทิ ลูกค้าโรงงานที่เกี่ยวกับอาหาร ก็ต้องมาศึกษาดูว่าระบบการทำความสะอาดอย่างไร ควบคุมอุณหภูมิอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การทำโกดังถ้าโล่งๆ เป็นแค่โกดังก็ไม่ยาก แต่ถ้าจะทำการพัฒนาให้การทำงานมีคุณค่ามากขึ้นก็จะต้องเข้าใจลูกค้าและสามารถเข้าถึงธุรกิจเขาได้ ทำให้สามารถซื้อใจลูกค้าได้ สรุปคือต้องหาข้อมูลในงานที่รับมอบหมายมาให้ดีทุกครั้ง

2.หาทีมงานที่มีคุณภาพ เพื่อนำมาพัฒนางานให้ได้ดีที่สุด ต้องบริหารจัดการในแต่ละงานให้ดีที่สุด โดยหาทีมงานที่มีความชำนาญเฉพาะธุรกิจนั้นๆ มาให้คำปรึกษาดูแลเพื่อให้ตรงกับประเภทธุรกิจที่เขาได้งานมา เพราะการสร้างโรงงานแต่ละประเภทก็มีลักษณะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน ในอนาคตเขาจะสร้างทีมที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มาร่วมงาน ปัจจุบันเขามีพนักงานแค่ 20 กว่าคน ดูแลกันไม่ยากนัก แต่อนาคตผมก็มองหาทีมที่เก่งๆ เข้ามาช่วยงานอยู่เหมือนกัน เน้นที่การทำงานเป็นทีมและมีประสิทธิภาพ

3.การพัฒนาองค์กรแบบไม่หยุดอยู่กับที่ เพราะการทำงานของเขานั้นจะไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ เช่น จะไม่หยุดอยู่แค่การทำโกดังว่างๆ โรงงานสำเร็จรูปเดิมๆ แต่เราจะพัฒนาให้เป็น Intelligent Warehouse ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครอบคลุม ทั้งงานตัวอาคาร และการวางระบบ

4.มีเป้าหมายที่ชัดเจนและไปให้ถึง เขาคาดว่าภายใน 5 ปี จะต้องสามารถรับงานในขนาด 500 ล้านบาท เพราะเขาคิดว่าบริษัทต้องโตขึ้นเพื่อที่จะรองรับอะไรหลายอย่าง เพราะทุกวันนี้แม้เขาจะเป็นผู้ผลิตโรงงานอยู่ในระดับกลางๆ เวลาทำอะไรความน่าเชื่อถือยังมีไม่มากพอ ซึ่งทำให้มีผลในการที่จะตัดสินใจเลือกใช้งานของบริษัทเขา จากทางลูกค้าใหญ่ๆ และมีผลกับการที่จะหาบุคลากรดีๆ มีคุณภาพมาร่วมงาน เพราะคนเหล่านี้ก็จะต้องการบริษัทที่ดูมั่นคงพอที่เขาจะมาร่วมงานด้วย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแรงผลักให้เขาต้องทำให้ไอยราวาณิชย์ไปถึงจุดนั้นให้ได้

5.ให้คำปรึกษาลูกค้าเหมือนเป็นพาร์ตเนอร์กัน โดยไม่คำนึงว่าลูกค้าจะใช้บริษัทเขาหรือไม่ แต่เมื่อมีลูกค้ามาปรึกษา เขาจะต้องได้คำปรึกษาและทางออกที่ดี และเหมาะสมที่สุด และคิดเสมอว่าวันนี้อาจจะไม่มา ใช้แต่สักวันหนึ่งจะคิดถึงบริษัทของเขา ซึ่งก็ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ สามารถตอบโจทย์หรือหาทางออกให้ลูกค้าได้เป็นอย่างดีถูกต้องและเหมาะสม

6.มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เมื่อลูกค้าเสียเงินจ้างงานต้องทำงานให้ดีมีคุณภาพเหมาะสมกับราคาเอาใจเขามาใส่ใจเรา โรงงานต้องอยู่นาน 30-40 ปี มันจะเป็นสิ่งฟ้องคุณภาพถ้าทำงานไม่ดี ดังนั้นจึงต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์สมราคาให้ลูกค้าเชื่อมั่น

7.เมื่อเจออุปสรรคต้องใช้การคิดและไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ศึกษาหาทางออกอย่างจริงจัง ไม่หนีปัญหา ค่อยๆ แก้ไปที่ละจุดจนลุล่วง พร้อมทั้งร่วมคิดไปกับลูกค้า เพราะจะช่วยในการคิดพัฒนางานให้ง่ายขึ้น

 

ความเจ็บปวดของชีวิต ชื่อเสียงไม่อาจเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 13:10…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516510

ความเจ็บปวดของชีวิต ชื่อเสียงไม่อาจเยียวยา

โดย  แหนง-ดู

ใช้ขนาดความสูงของร่างกาย (ห้าฟุตสองนิ้ว) มาเป็นชื่อเรื่อง เพื่อขยายความเป็น “เลดี้ กาก้า” หญิงสาวไซส์มินิที่คับแน่นล้นเอ่อด้วยคุณภาพและเรื่องราว

Gaga : Five Foot Two (กาก้า: ห้าฟุตสองนิ้ว) เป็นหนังสารคดีของเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ร่วมกับไลฟ์ เนชั่น โปรดักชั่น หลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต ก็เพิ่งจะฉายให้ชมพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา

หนังชักชวนให้คนดูไปตามติดสังเกตชีวิตของ เลดี้ กาก้า ในระยะเวลา 1 ปี อย่าง ใกล้ชิดหมดจดในหลากหลายแง่มุม ผู้ชมจะได้ตามติดชีวิต เลดี้ กาก้า ตั้งแต่การใช้เวลาร่วมกับเพื่อนและครอบครัวที่เธอรักมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมพิธีทางศาสนา ไปเยี่ยมคุณยาย เข้าครัวทำกับข้าว เล่นกับสุนัขที่บ้าน การเดินช็อปปิ้งในร้านวอลมาร์ท เรื่อยไปถึงการจัดการกับปัญหาส่วนตัว ความรักที่ไม่สมหวัง การเจ็บป่วยทางกายที่ต้องรับการรักษา รวมไปถึงการทำงานเพลงชุด Joanne ในปี 2016 จนถึงการแสดงช่วงพักครึ่งที่ซูเปอร์โบล หนังถ่ายทำโดยใช้เทคนิค Cinema Verite หรือการสร้างภาพยนตร์แบบเน้นความเป็นจริงของเรื่องราว ฉาก ตัวแสดง โดยปราศจากการเติมแต่ง

ฉากหน้าของซูเปอร์สตาร์ผู้โด่งดังคับโลกนั้นดูเหมือนจะสวยสดงดงาม ฟรุ้งฟริ้งยวนใจ แต่สิ่งที่เป็น “บีฮายด์ เดอะ ซีน” ไม่ว่าจะหลังเวที ในสตูดิโอ และที่บ้าน คงจะมีน้อยคนนักที่ได้สัมผัสรับรู้ ผู้คนอาจจะเคยเป็นเธอยามร้องเพลงให้ไฟส่องหน้า แต่เมื่อฟอลโลว์ดับลง ลีลาอารมณ์ความรู้สึกและความเป็นไปในชีวิตที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนก็เปิดเผย

อีกด้านหนึ่งผู้หญิงคนนี้ก็คือ สามัญชนคนหนึ่งที่ต้องเผชิญปัญหาและขวากหนาม ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องก้าวผ่าน รวมไปถึงสุขภาพกายและจิต การตามหาความสุข การค้นพบความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ

ผลงานของ คริส มัวร์คาร์เบล ผู้กำกับ ซึ่งเคยได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลเอมมี่จาก Banksy Does New York เขารู้สึกโชคดีที่ เลดี้ กาก้า ให้ความไว้วางใจและเชื่อใน วิสัยทัศน์ของเขา “น้อยนักที่ผมจะมีโอกาสได้สัมผัสและสร้างผลงานถ่ายทอดชีวิตของศิลปินที่เปิดใจกว้างยอมรับถึงขนาดนี้”

ลิซ่า นิชิมูรา ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายสารคดีออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์ กล่าวว่า หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสซึ่งหาได้ยากที่คนคนหนึ่งจะได้รับเชิญให้ไปติดตามชีวิตจริงของศิลปินชื่อดังระดับโลกที่มีทั้งคนชื่นชอบและวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย “ผู้กำกับจะพาพวกเราเข้าไปสู่โลกของกาก้าได้อย่างใกล้ชิด ทำให้เราได้รับรู้และสัมผัสแรงขับเคลื่อน ปัญหา แรงบันดาลใจ ความซับซ้อนและความคิดสร้างสรรค์เบื้องลึกของศิลปินเดี่ยวคนนี้”

ขณะที่ผู้ใกล้ชิดกับ เลดี้ กาก้า คือ บ็อบบี้ แคมป์เบลล์ ผู้จัดการส่วนตัวศิลปินดังก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นในการที่ผู้ชมทั่วโลกจะได้ทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของผู้หญิงที่เขาทำงานด้วยทุกวัน “เธอเป็นคนสู้งานมากคนหนึ่ง ไม่เสแสร้ง และยังเป็นคนที่อารมณ์ดีและมีอารมณ์ขันที่สุดในโลก”

ในส่วนของ ฮีทเธอร์ แพร์รี ประธานฝ่ายการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ ไลฟ์ เนชั่น โปรดักชั่น บอกว่า หนังเรื่องนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของศิลปินอย่างลึกซึ้งในมุมมองใหม่ และเชื่อมช่องว่างระหว่างศิลปินและบรรดาแฟนคลับ การอนุญาตให้เข้าถึงชีวิตความเป็นส่วนตัวของ เลดี้ กาก้า ในการสร้างสารคดีเรื่องนี้ จะทำให้คนดูได้รับรู้ถึงความเข้มแข็ง ความเปราะปาง และการอุทิศตนในการสร้างสรรค์ผลงานของเธอผู้นี้

สารคดีเรื่องนี้ทำให้คนดูรับรู้ความเจ็บปวดจากชื่อเสียง แต่แม้ว่าชีวิตจริงจะหม่นมัวขนาดไหน ศิลปินอย่าง เลดี้ กาก้า ก็ยังต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานดนตรีต่อมา เพื่อที่จะทำให้ผู้คนมีความสุข แม้ว่าเบื้องหลังบทเพลงจะมีน้ำตา

หลังจากประสบความสำเร็จและมี ชื่อเสียงล้นเหลือตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้หญิงคนนี้ก็ยังต้องการที่จะเติบโตขึ้นทั้งในฐานะศิลปินและมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะผ่านอะไรมา เธอย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ทำได้แค่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และก้าวเดินต่อไป

ชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะจัดการรับมือได้ อย่างน้อย เลดี้ กาก้า ก็ทำได้ในแบบฉบับของหญิงสาวสูงห้าฟุตสองนิ้ว

 

ม.ล.จีริหทัย กิติยากร การเขียนทำให้ตกตะกอนความคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 12:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516577

ม.ล.จีริหทัย กิติยากร การเขียนทำให้ตกตะกอนความคิด

โดย อณุสรา   ทองอุไร ภาพ   กิจจา     อภิชนรจเรข

จะว่าเป็นนักเขียนหน้าใหม่ก็ไม่เชิง เพราะ ม.ล.จีริหทัย กิติยากร มีผลงานเขียนออกมาแล้วถึง 3 เล่ม กับสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง คือเรื่อง ตำหนักรักร้าง บุษบาสลาย และพรหมพยาบาท (ซึ่งช่อง 3 ซื้อไปเตรียมทำละครแล้ว) ก่อนหน้านั้นเคยมีงานเขียนเรื่องยาวออกมาแล้วชื่อ เรือนกาแล เมื่อปี 2554 ซึ่งได้รับรางวัลจากกระทรวงวัฒนธรรม จากโครงการประกวดพล็อตละครที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย จนนำพล็อตเรื่องมาพัฒนาเพิ่มเติม เป็นนิยายแนวลึกลับ ซึ่งงานเขียนทั้ง 3 เล่ม จะออกแนวลึกลับเหนือจริง มีวิญญาณ มีข้ามภพข้ามเวลา

“คืองานเขียนเรื่องยาวเล่มแรกก็มาแนวลึกลับเลย ซึ่งเป็นเนื้อหาที่สอดคล้องกับสำนักพิมพ์กรู๊ฟ ก็เลยพิมพ์กับสำนักพิมพ์นี้ทั้ง 3 เล่ม และที่จะออกปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าอีก 1 เล่ม” เธอเล่าให้ฟัง

เธอกล่าวว่า แต่เดิมนั้นเธอชอบงานเขียนในแนวสารคดี งานเชิงรายงานข่าวจากเรื่องจริงที่ไม่ใช่นิยาย เพราะโตมาจากการเป็นนักการตลาด นักโฆษณา ตั้งแต่เด็กจะชอบอ่านหนังสือ ชอบอ่าน ชอบเล่าเรื่อง ต่อมาก็เลยหัดเขียนจากเรื่องสั้น ก็ใช้เวลาและพัฒนาต่อจนเริ่มมาเขียนเรื่องยาวเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ตอนแรกไม่รู้แน่ชัดว่าชอบงานเขียนแบบไหน ชอบอ่านงานหลากหลายประเภทมาก เพราะเคยทำงานห้องสมุดจึงมีโอกาสได้อ่านหนังสือเยอะมาก แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ มักจะออกไปทางแนวลึกลับ

เธอเล่าถึงวัตถุดิบหรือแรงบันดาลใจในการมาเขียนนิยายนั้นมาจากสิ่งรอบๆ ตัวของเธอนั่นเอง จากรูปภาพ เพลง ภาพยนตร์ “อย่างนิยายเรื่องพรหมพยาบาท ก็ได้พล็อตเรื่องมาจากเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขามีเรื่องราวที่เปิดเผยไม่ได้ เราก็เอาเรื่องของเขามาใส่โครงและรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติม เอาแก่นเรื่องของเพื่อนมาสร้างแรงบันดาลใจ บางครั้งเดินทางไปไหน ไปเจอรูปที่ติดข้างฝาบ้าน หรือเห็นอะไรที่เราก็นึกถึงพล็อตเรื่องได้ แต่ก็ไม่ทุกครั้งเสมอไป ถ้ามันปิ๊งแวบขึ้นมาเราจะถ่ายรูปเก็บไว้ จดคีย์เวิร์ดสั้นๆ ไว้ในสมุดกันลืม รอโอกาสมาขยายต่อ ไปไหนจะพยายามมองสังเกตอะไรที่น่าสนใจเก็บไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นวัตถุดิบ เพราะบางครั้งมันก็มีตันบ้าง ถ้าตันเราจะหยุดไปทำอย่างอื่น ไปเที่ยว หรืออะไรก็ว่าไป จนกว่าจะพร้อมก็ค่อยกลับมาเขียนต่อ หรือปรับแก้ไขใหม่จนกว่าจะพอใจจริงๆ”

 

เธอเล่าว่า เธอตั้งเป้าในการเขียนนิยายไว้ว่าต้องให้ได้อย่างน้อยปีละ 1-2 เรื่อง สำหรับนิยายยาวๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องสั้นเธอก็จะเขียนบ้างที่เว็บเด็กดีดอทคอม ซึ่งจะเป็นแนวรักตลกๆ ตอนนี้เธอมีอาชีพเขียนหนังสืออย่างเดียว ไม่ได้ทำงานอย่างอื่นแล้ว

ทำให้มีเวลามากขึ้น เวลาจะเริ่มเขียนแต่ละครั้ง เธอจะตั้งพล็อตเรื่องนางเอก พระเอก เอาไว้ก่อน พร้อมประเด็นหลักของเรื่อง แล้วเวลาจะเขียนก็ค่อยมาแตกต่อไปว่า ผู้หญิงจะเป็นคนอารมณ์ร้ายหรือดี เธอต้องเจ็บปวดจากอะไรสักอย่าง ต่อยอดออกไป จากพระเอก นางเอก ให้มีพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน จนครบทั้งเรื่อง นี่คือการฝึกการสร้างพล็อตเพื่อให้เขียนได้แบบมีประเด็น ไม่หลงทางไปหรือตันหรือจบไม่ลง คือพยายามจะวางแผนแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่จะลงมือเขียนนิยายเรื่องยาว

โดยเธอจะพยายามฝึกเขียนทุกวัน เพื่อสร้างวินัย แล้วพยายามคิดว่าจะต้องเขียนให้ได้วันละ 4-5 หน้า เพื่อให้มีผลงานออกมาต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะการเขียนงานให้โอกาสกับเราได้ตกตะกอนความคิด

 

‘พงศาวดาร’ ถนนศิลปะของ ‘อายิโน๊ะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516560

‘พงศาวดาร’ ถนนศิลปะของ ‘อายิโน๊ะ’

โดย สมแขก ภาพ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์

ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทย ชื่อของ วีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ (อายิโน๊ะ) โดดเด่นในฐานะศิลปินภาพพิมพ์มือฉมังที่ผ่านการส่งผลงานแสดงในต่างประเทศนับร้อยครั้งในหลากหลายประเทศทั่วโลก

ผลงานภาพพิมพ์ของวีรพงษ์กวาดรางวัลจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ 5 ครั้งต่อเนื่องกัน ตั้งแต่รางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 51 ตามด้วยรางวัลเหรียญเงินอีก 1 ครั้ง และเหรียญทองแดงอีก 3 ครั้ง ก่อนจะเลิกส่งผลงานประกวด พร้อมกับพักจากงานภาพพิมพ์และหันกลับมาทำงานจิตรกรรมอย่างจริงจัง

เดือน เม.ย. 2559 วีรพงษ์แสดงผลงานจิตรกรรมเดี่ยวครั้งแรกในนิทรรศการ “เกียรติจิตรกร” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า ก่อนจะถึงเวลาของการแสดงเดี่ยวครั้งสำคัญอีกครั้งในนิทรรศการ “Chronicle/พงศาวดาร” ที่ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ สุขุมวิท 39 ที่ครั้งนี้ศิลปินภาพพิมพ์ฝีมือฉกาจฉกรรจ์ หันกลับมาทำงานจิตรกรรมที่คุ้นเคย ทั้งหมดเป็นเหมือนแต่ละก้าวของการเดินทางค้นหาความหมายของคำว่า “ศิลปะ” บนเส้นทางที่ยังทอดอีกยาวไกล

ในผลงานของวีรพงษ์ ผู้ชมจะได้พบกับหลากหลายตัวละครที่ได้รับเชิญให้ออกมาแสดงบทบาทบนผืนผ้าใบ ไม่ว่าจะเป็นขุนศึก ขุนนาง สามัญชน ศิลปิน นักคิด ตัวการ์ตูนเรื่องล่าสุด เครื่องใช้ไฟฟ้า ขวดน้ำอัดลม ต้นไม้ ฯลฯ เรียกว่าเป็นไปได้แทบจะทุกสิ่ง นั่นเพราะศิลปินเลือกที่จะนำเสนอความจริงของความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มากกว่าจะเดินตามแนวทางของประดิษฐ์ความงามตามความหมายที่เข้าใจกันทั่วไป  “นี่คือประเด็นของผมในการทำงาน ส่วนเรื่องราวหรือรูปแบบมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เรื่องที่กระทบความรู้สึก ความทรงจำ อดีต ประวัติศาสตร์ ชีวิตคน สัตว์”

“ถ้าดูในงานก็จะเห็นว่ามีอะไรต่างๆ หลากหลาย แต่ผมจะไม่คิดว่าจะสร้างสัญลักษณ์อะไรมาใส่ในงาน คนดูแล้วอาจจะคิดต่อไปอย่างอื่นก็ได้ บางคนดูอาจจะบอกว่าวุ่นวาย ไม่เข้ากัน แต่ผมไม่ได้สนใจว่าองค์ประกอบจะสมบูรณ์หรือเปล่า แค่คิดว่าเรารู้สึกว่าสวย รู้สึกอยากวาด ผมนึกย้อนไปเหมือนตอนเราเด็กๆ เราอยากวาดก็วาดไป ไม่ได้คิดว่าเป็นศิลปะหรือเปล่า พอเรียนศิลปะก็ต้องมีเรื่องของแนวความคิด เรื่องของรูปแบบเข้ามา พอเรียนจบทำงานไปก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่”

ที่มาของชื่อนิทรรศการ “Chronicle/พงศาวดาร” วีรพงษ์ บอกว่า คล้ายกับการบันทึกชีวิตของคนคนหนึ่งที่เกิดมาในประเทศไทย ใช้ชีวิตสร้างงานศิลปะขึ้นมา ก่อนที่จะตายจากไปในวันหนึ่ง ทิ้งผลงานศิลปะเป็นบันทึกช่วงเวลาในชีวิตไว้

อีกส่วนมาจากความสนใจส่วนตัวในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ผู้คนและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ผสมผสานกับสิ่งต่างๆ ที่ศิลปินได้รับรู้ในปัจจุบัน สิ่งต่างๆ ที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในอนาคต

“ผมชอบจินตนาการถึงเรื่องราวในอดีต คนสมัยนั้นจะคิดยังไง เวลาเรามองประวัติศาสตร์ก็จะเป็นอย่างหนึ่ง แต่คนโบราณมีวิธีมองประวัติศาสตร์อย่างไร เรื่องพวกนี้ก็เชื่อมโยงกับการทำงานศิลปะ คนในอดีตไม่รู้จักคำว่าศิลปะ ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียงของตัวเอง แต่ทำไมเราเห็นฝีมือช่างสุโขทัย อยุธยา เรารู้สึกว่ามีความยิ่งใหญ่ แล้วคนรุ่นปัจจุบันจะทำงานศิลปะที่มีคุณค่าได้เท่าวัดพระแก้ว สุโขทัย อยุธยา ลพบุรีได้ไหม บางทีเราไปดูจิตรกรรมฝาผนัง ลายปูนปั้น รู้สึกว่าเวลาเคลื่อนช้าลง เราอยากให้งานเรามีความรู้สึกอย่างนั้นบ้าง”

เรื่องของความงามเป็นมุมมองของผู้ชม แต่ที่สัมผัสได้คือ “ความจริง” ในการนำเสนอ และ “ความจริงใจ” ในการทำงานศิลปะ “งานชุดนี้ผมทำได้อย่างอิสระมาก ใส่สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ใส่ความเป็นจริงของเราให้มากที่สุด ไม่ตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี ผมแสดงให้เห็นว่ามีสิ่งนี้อยู่บนโลกนี้ ของแบบนี้มาอยู่ในงานศิลปะได้ ไม่ต้องปรุงแต่ง ผมมองว่าศิลปะอยู่ในทุกที่ อยู่ในตัวทุกคน อยู่ที่เราจะมองเห็นหรือไม่”

ออกตามหาอีกหนึ่งความหมายของความเป็นมาเป็นไปในอดีต ความทรงจำ และประวัติศาสตร์จากห้วงคำนึงของศิลปิน สู่การตีความของคุณ ในนิทรรศการ “Chronicle/พงศาวดาร” โดย วีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ (อายิโน๊ะ) จะมีจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ต.ค. 2560 ที่ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ สุขุมวิท 39 สอบถาม โทร. 02-662 -0299, 02-258-5580 ต่อ 401 ดูเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/sacbangkok

 

แล่น ‘เรือใบ’ หลากสีสันโต้ลมร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516559

แล่น ‘เรือใบ’ หลากสีสันโต้ลมร้อน

โดย สมแขก

นอกฝั่งทะเลทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ต ท้องทะเลวันแดดใส และลมสะบัด เป็นจุดรวมพลของบรรดานักแข่งเรือจากทั่วโลกกว่า 25 ประเทศ เพื่อเก็บสะสมคะแนนรายการแรกของงาน เอเชียน ยอชติ้ง กรังด์ปรีซ์ ประจำปี 2560/2561 ซึ่งเป็นการแข่งขันชิงแชมป์เรือใบระดับภูมิภาคในการแข่งขัน “เคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค 2017” มีเรือทั้งประเภทลำเรือเดียว (Monohulls) และประเภทหลายลำเรือ (Multihulls) ความคึกคักนี้ทำให้รู้สึกว่าภาพใบเรือที่กว่า 200 ลำกลางทะเลสีครามคล้ายดอกไม้กำลังบานแข่งกันในสวน

สำหรับงานเคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 14 เป็นการจัดกิจกรรมแข่งขันเรือใบจำนวน 4 วัน และกิจกรรมปาร์ตี้ชายหาดจำนวน 4 คืน ในปีนี้มีนักแล่นเรือเข้าร่วมแข่งขันประมาณ 500 คน การแข่งขันจัดขึ้นในช่วง Green Season (กรีนซีซั่น ถ้าพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวก็คือช่วงท่องเที่ยวหน้าฝน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการล่องเรือใบในภูเก็ต และสร้างความคึกคักให้กับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทะเลในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักการล่องเรือ ซึ่งสามารถท่องเที่ยวทางทะเลได้ตลอดทั้งปีและยังคงความสวยงามไม่แพ้ในฤดูกาลอื่นๆ และยังเป็นช่วงที่ตรงกับฤดูหนาวของประเทศออสเตรเลีย นักล่องเรือใบเหล่านี้ก็จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศที่มีอากาศที่อบอุ่นกว่าอย่างที่ภูเก็ต

ทีมนักแล่นเรือใบหญิงล้วน 4 สาวออสเตรเลียน ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 4 คน ได้แก่ Lyn Evans, Wanda Carter, Karen Abel และ Celine Rousseau จากสโมสรเรือใบ “Balmain Sailing Club” จาก Sydney พวกเธอเป็นแชมป์การแข่งขันเรือใบรายการ “S80 Australian state champion” ทั้งสี่คนเดินทางมาร่วมการแข่งขันที่ภูเก็ตและเข้าร่วมกลุ่มแล่นเรือใบหญิงล้วนในภูเก็ตเพื่อรวมทีมแข่งเรือในแบบ Farr โดยใช้ชื่อเรือว่า “1104 Farrgo Express”

ประวัติของสาวๆ แต่ละคนเรียกได้ว่าไม่ธรรมดา โดย Lyn Evans เริ่มต้นแล่นเรือใบตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ทางด้าน Karen Abel นั้นเป็นช่างไม้ และ Celine Rousseau เป็นผู้ผลิตไวน์ ส่วนของ Wanda Carter เป็นผู้ที่หลงใหลคลั่งไคล้ในการแล่นเรือใบ เรียกได้ว่ายอมทำหน้าที่ทุกหน้าที่บนเรือเพื่อที่จะได้เข้าร่วมทีม สาวๆ กลุ่มนี้เคยร่วมแข่งขันเรือใบหลากหลายรายการในประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งงาน “Audi Hamilton Island Race Week” และเมื่อครั้งที่แข่งเรือใบรายการนี้ในปี 2559 ทำให้ทีมของพวกเธอตัดสินใจมาเข้าร่วมการแข่งขันที่ประเทศไทย แล่นเรือสู่เกาะภูเก็ตเพื่อสัมผัสอากาศอบอุ่น และเข้าร่วมแข่งขันงานแข่งขันเรือใบ ที่มีรางวัลยอดเยี่ยมการันตี

เคปพันวา โฮเทล ภูเก็ต เรซวีค ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย Phuket Yacht Club และสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจัดแข่งขันเรือใบตั้งแต่ 6 ประเภทขึ้นไป รวมทั้ง เรือ IRC, Multihulls, เรือเช่าเหมาลำ และเรือแบบ one-design Pulse 600 class ซึ่งเป็นการแข่งขันเรือที่ได้รับการยอมรับจากลูกเรือและเป็นเส้นทางเดินเรือรอบเกาะสำหรับผู้แข่งขันที่มีประสบการณ์น้อย โดยถือเป็นการแข่งขันเพื่อเก็บสะสมคะแนนรายการแรกของงาน เอเชียน ยอชติ้ง กรังด์ปรีซ์ ประจำปี 2560/2561 ซึ่งเป็นการแข่งขันชิงแชมป์เรือใบระดับภูมิภาค

การแข่งขันเรือใบจึงได้มีชื่อเสียง และคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ มีทั้งความสนุกและความท้าทายต่อผู้เล่นเป็นอย่างมาก ผู้ที่ต้องการเล่นกีฬาเรือใบ จะไม่ได้แค่เพียงฝึกฝนบังคับเรืออย่างเดียว แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญเรื่องลมกับสภาพอากาศด้วย อีกทั้งยังมีความรู้เรื่องของทะเลและท้องถิ่นของทะเล เพื่อเอาตัวรอด หากเรือใบเกิดมีปัญหาจากหลายประการขึ้นมาจะได้ทนอยู่ได้

นอกจากนี้ การแล่นเรือใบต้องเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานของการแล่นเรือใบ ไม่ว่าจะเป็น Beating คือ แล่นทวนลม Reaching คือ แล่นขวางลม Running คือ การแล่นตามลม รวมถึง Tacking การกลับใบทวนลม และ Gybing การกลับใบตามลม ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเล่นเรือใบทุกประเภทโดยในการเรียกชื่อทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษเพราะจะตรงกับความเข้าใจของนักเล่นเรือใบคนอื่นๆ สิ่งสำคัญคือทีมเวิร์กที่ต้องสอดประสานระหว่างความคล่องแคล่ว คำสั่งของกัปตันเรือ และการแบ่งหน้าที่ของลูกทีม