4 สิ่งที่คนออกกำลังกายควรระมัดระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 17:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517166

4 สิ่งที่คนออกกำลังกายควรระมัดระวัง

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีถ้าหากออกอย่างถูกต้อง แต่ยังมีบางคนที่มีความเข้าใจแบบผิดๆ อยู่

การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย แต่หากไม่รู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง แล้วออกแบบผิดๆ ขึ้นมา จากได้ประโยชน์ก็จะกลายเป็นโทษแทน ดังนั้นจึงมีบางสิ่งที่คนออกกำลังกายควรระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้รับแต่ประโยชน์สูงสุด

1. ออกกำลังกายตอนท้องว่าง – หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่ทานอะไรแล้วไปออกกำลังกายจะผอม เพราะร่างกายดึงไขมันที่ตกค้างอยู่ไปใช้ แต่แท้จริงแล้วการออกกำลังกายตอนท้องว่างจะทำให้ไม่มีแรงและเล่นได้ไม่เต็มที่ จึงควรทานอาหารก่อนไปออกกำลังกายประมาณ 45 – 60 นาที เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานที่จะนำไปใช้

2. ไม่วอร์มก่อน – ก่อนออกกำลังกายควรวอร์มก่อนทุกครั้ง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม และลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ โดยการวอร์มที่เหมาะสมควรคาดิโอเบาๆ อาจจะวิ่งจ้อกกิ้ง ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่ออุ่นเครื่องก่อนลงสนามจริง

3. ไม่ควรออกกำลังกายรูปแบบเดิมซ้ำๆ – การออกกำลังกายในรูปแบบเดิมตลอด ทำให้เราได้ใช้กล้ามเนื้อแค่ส่วนเดียว จนเกิดเป็นความเคยชิน ทำให้ช่วงหลังออกกำลังกายไปแล้วก็ไม่พบความเปลี่ยนแปลง ร่างกายของเราฉลาดกว่าที่คิด ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนหมุนเวียนรูปแบบของการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ อาจจะแบ่งเล่นวันละส่วน เพื่อให้กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ได้พักผ่อนในวันที่งดเล่น

4. ไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง – การพยายามออกกำลังกายให้หนักขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ลิมิตตัวเอง ไม่หักโหมจนเกินไป เพราะอาจทำให้บาดเจ็บจนต้องหยุดพักออกกำลังกายไประยะหนึ่งเลยก็ได้

 

5 ผักทานง่ายสำหรับคนไม่ชอบทานผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 16:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517162

5 ผักทานง่ายสำหรับคนไม่ชอบทานผัก

รวมผักที่รสชาติไม่ขม ไม่เหม็นเขียว สำหรับผู้ที่ไม่ชอบทานผัก

เมื่อพูดถึงผัก บางคนอาจจะหันหน้าหนี เพราะไม่ชอบรสชาติขมๆ บวกกับกลิ่นเหม็นเขียว จริงๆ ก็ตรงตามตำรับที่เขาว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา แต่ถ้าหากใครไม่ไหวกับผักจริงๆ เรามีผักทางเลือกที่รสชาติไม่ขม ไม่เหม็นเขียว ทานง่าย อร่อย แถมยังได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อีกด้วย

1. บล็อคโคลี

ผักสีเขียวชนิดนี้ขอการันตีเลยว่าไม่เหม็นเขียว ทานง่าย แถมอาจจะเป็นผักชนิดโปรดของหลายๆ คนด้วย ต้มสุกแล้วทานกับน้ำสลัดเพื่อลดน้ำหนักก็ดี หรือจะนำไปผัดน้ำมันหอยก็อร่อยถูกปากคนที่ไม่ชอบทานผักแน่นอน

2. ดอกกะหล่ำ

รูปร่างคล้ายๆ กับบล็อคโคลี่ ส่วนรสชาติก็อร่อยไม่ต่างกันเลย นำไปต้มหรือผัดน้ำมันหอยก็น่าทาน ซึ่งเมนูยอดฮิตที่นิยมทำจากดอกกะหล่ำก็คือ ผัดดอกกะหล่ำใส่กุ้ง

3. ผักกาดขาว

ผักกาดขาวเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่อยากแนะนำสำหรับผู้ที่ตั้งใจว่าจะหัดทานผัก เพราะไม่ออกรสขมและไม่เหม็นเขียว ในช่วงแรกอาจจะเริ่มจากต้มจืดผักกาดขาว โดยต้มผักให้นิ่มๆ ก่อน แล้วค่อยลองทานประเภทผัดดูก็ได้

4. แครอท

พอไม่มีสีเขียวแล้วมันก็ดีขึ้นมาทันทีเลย แครอทเป็นผักอีกชนิดที่คนที่ไม่ชอบทานผักทุกคนควรลอง เพราะไม่ขมเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังออกรสหวานเสียด้วยซ้ำ สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายมาก ต้ม ส้มตำ ผัด อร่อยแน่นอน

5. ฟักทอง

ฟักทองเป็นผักอีกชนิดที่ออกรสหวาน ทานง่าย สามารถนำไปทำได้ทั้งเมนูของคาว อย่าง ผัดฟักทองใส่ไข่ แกงฟักทอง และของหวาน อย่าง ฟักทองแกงบวด เลือกทานได้ตามใจเลย

 

6 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของยาสีฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 14:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517151

6 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงของยาสีฟัน

รวมประโยชน์ยาสีฟันที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

นอกจากใช้แปรงฟันแล้ว ยาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนั้นยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เนื่องจากในยาสีฟันมีผงขัดที่เป็นตัวขัดสีให้คราบต่างๆ หลุดออก รวมไปถึงมีสารที่ทำให้เกิดฟองที่ช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกง่ายด้วย เราเลยขอชวนมาดูว่ายาสีฟันที่เราหยิบใช้ทุกเช้าและก่อนนอนชิ้นนี้ สามารถทำอะไรได้อีกบ้าง

1. ลบคราบสกปรกบนเสื้อผ้า – นอกจากทำความสะอาดฟันได้แล้ว ยังทำความสะอาดเสื้อผ้าได้ด้วย โดยให้ป้ายยาสีฟันลงบนคราบเปื้อนแล้วขยี้ก่อนนำไปซัก แต่ไม่ควรใช้ยาสีฟันที่ผสมไวท์เทนนิ่งกับผ้าสี เพราะอาจทำให้สีตกได้

2. ทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบ – ยาสีฟันสามารถนำมาใช้ทำความพื้นรองเท้าผ้าใบที่ทำมาจากยางได้ โดยบีบยาสีฟันลงบนแปรงสีฟ้า แล้วนำไปขัดบริเวณที่มีคราบสกปรก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดออก

3. ทำความสะอาดเครื่องเงินและโครเมี่ยม – เครื่องเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ หรือเครื่องประดับ สามารถทำความสะอาดได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ยาสีฟันกับผ้าขัดให้เงาวับ รวมไปถึงคราบสกปรกที่ติดอยู่บนวัสดุโครเมี่ยม อย่างเช่น ก็อกน้ำ ก็สามารถขัดออกได้ด้วยยาสีฟันเช่นกัน

4. ลดคราบไหม้บนเตารีด – คราบไหม้หน้าเตารีดสามารถทำความสะอาดได้ง่ายๆ ด้วยการบีบยาสีฟันเล็กน้อยลงบนเตารีด จากนั้นใช้ผ้าสะอาดมาถูคราบออกเบาๆ

5. ทำความสะอาดคีย์บอร์ด – คราบเหลืองบนคีย์บอร์ดที่ถูกทิ้งไว้นาน สามารถทำความสะอาดได้ง่ายๆ ด้วยการบีบยาสีฟันเล็กน้อยใส่ผ้า แล้วขัดเบาๆ จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดอีกครั้ง

6. ลบคราบดินสอบนผนัง – บ้านไหนมีลูกน้อยที่มีแววเป็นจิตรกร น่าจะพบเจอกับปัญหานี้บ่อย ให้นำยาสีฟันป้ายลงบนคราบดินสอ ถูแรงๆ ให้คราบจางลง แล้วใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดออกเช็ดอีกครั้ง

 

5 อาหารแก้หวัด คัดจมูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 14:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517142

5 อาหารแก้หวัด คัดจมูก

นอกจากยาแล้ว อาหารบางชนิดก็มีส่วนช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูกได้

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อนอบอ้าว เดี๋ยวฝนตก ร่างกายย่อมปรับสภาพไม่ทัน และมีสิทธิ์เป็นหวัดได้เป็นธรรมดา การทานยาย่อมเป็นสิ่งแรกๆ ที่เรานึกถึง แต่นอกจากยาแล้ว การทานอาหารก็ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้เช่นกัน ยิ่งทั้งทานยาและเลือกทานอาหารควบคู่กันไปด้วย รับรองว่าหายไวแน่นอน

1. ซุปไก่

ซุปร้อนๆ นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีงานวิจัยที่เผยว่า ซุปไก่สามารถยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า นิวโทรฟิลด์ ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดการอักเสบชองปอด และบรรเทาอาการไอได้ นอกจากนั้นซุปไก่แล้วยังรวมไปถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ที่มีสมุนไพรซึ่งช่วยต้านหวัดอยู่ด้วย

2. กระเทียม

กระเทียม มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสหวัดได้ นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้สามารถช่วยแก้หวัด และขับเสมหะได้ดี ให้นำกระเทียมไปต้มเป็นชา จากนั้นเติมน้ำผึ้งและมะนาว จิบเวลาเป็นหวัด จะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. ส้ม

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าส้มมีวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีมีส่วนช่วยเสริมภูมิต้านทานและแก้หวัดได้ ดังนั้นช่วงที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ให้ทานผลไม้ที่มีวิตามินซีเยอะๆ จะช่วยให้สดชื่น และร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น

4. ชาคาโมมายล์

ชากลิ่นหอมชนิดนี้มีสารเอพีจินีน ที่ช่วยขับเสมหะ และลดน้ำมูกได้ ซึ่งการดื่มชาคาโมมายล์ในช่วยที่เป็นหวัด นอกจากหอมอร่อยแล้ว ยังทำให้โล่งคอและโล่งจมูกอีกด้วย

5. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตในทีนี้หมายถึง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า โยเกิร์ตสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มสารแอนติบอดี้บางชนิด ทำให้บรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้ได้ โยเกิร์ตจึงถือเป็นอีกหนึ่งอาหารว่างชั้นดีที่ควรทานเวลาเป็นหวัด

 

4 เคล็ดลับที่ช่วยให้ไม่ทำงานหนักเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517119

4 เคล็ดลับที่ช่วยให้ไม่ทำงานหนักเกินไป

หากเรารู้จักตัวเองพร้อมบริหารเวลาให้ดี การทำงานก็ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาอีกต่อไป

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการทำงานเป็นเรื่องที่เหนื่อย บางคนทำงานไม่ทันจนต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน ทำให้กินเวลาที่ควรจะได้พักผ่อน ซึ่งนั่นไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพของเราเลย การที่เรารู้จักตัวเอง รู้สไตล์การทำงาน พร้อมกับจัดสรรเวลาให้ดี จะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ไม่ต้องทำงานหนักอย่างที่เคยเป็น

1. กำหนดตารางเวลาในแต่วัน

การวางแผนจัดสรรเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ให้กำหนดไปเลยว่างานมีกี่ชิ้น อันไหนด่วนที่สุด อันไหนรอได้ และจะใช้เวลาทำประมาณกี่โมงถึงกี่โมง การจัดตารางเวลาที่ดี พร้อมกับทำทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะช่วยให้งานเสร็จทันเวลา และอาจมีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นอีกด้วย

2. รู้ว่าช่วงไหนที่ตัวเองทำงานได้ดีที่สุด

การรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองจะสมองแล่นช่วงไหน จะช่วยให้เราประหยัดเวลาในการทำงานไปได้เยอะ หากทนฝืนนั่งคิด แต่คิดเท่าไหร่ไอเดียก็ไม่ผุด จะเสียดายเวลาไปเปล่าๆ สู้เอาเวลาไปพักผ่อน แล้วค่อยลุกมาทำงานในช่วงที่สมองแล่นดีกว่า

3. ปิดแจ้งเตือนต่างๆ ระหว่างทำงาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้เราเสียเวลากับการท่องโลกอินเทอร์เน็ตเยอะมาก จับโทรศัพท์มือถือแค่นิดเดียวก็เผลอเล่นยาวไปหลายชั่วโมง ดังนั้นก่อนทำงานให้ปิดแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อน จะได้ไม่เสียเวลาไปตอบ รวมไปถึงจะได้มีสมาธิในการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วย

4. รู้ขีดจำกัดของตัวเอง

ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าแค่ไหนไหวหรือไม่ไหว ดังนั้นไม่ควรฝืนตัวเอง ไม่ว่างานจะเยอะแค่ไหนก็ตาม หากถึงขีดกำจัดของตัวเองแล้ว ควรพักก่อน แล้วค่อยทำงานต่อเมื่อร่างกายไหว เพราะไม่งั้นนอกจากงานจะไม่เสร็จ หรือฝืนไปอาจจะได้งานที่คุณภาพไม่ดีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย หากป่วยหนักขึ้นมาจะกระทบกับงานมากกว่าเดิมเข้าไปอีก

 

ก้าวตามรอยพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517089

ก้าวตามรอยพ่อ

3 หนุ่ม 3 มุมคนรุ่นใหม่ กุ้ง-เบิ้ล-เปอร์ จะมาเล่าให้ฟังว่า “ก้าวตามรอยพ่อ” ก่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่าต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของเมืองไทย แต่ละโครงการไม่เพียงทำให้เราระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยเท่านั้น หากยังมีบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้เพื่อนำมาดำเนินชีวิตตามแนวทางของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) ได้จัดทำโครงการ “ก้าวตามรอยพ่อ ประชุมเมืองไทย อิ่มใจตามรอยพระราชดำริ” กระตุ้นการพัฒนาศักยภาพองค์กรผ่านหลัก 3 พอ คือ พอเพียง เพิ่มพูน พัฒนา ซึ่งเป็นหลักการทำงานตามโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ไม่เพียงองค์กรภาครัฐและเอกชน โครงการยังมุ่งขยายผลสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมี 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ศิลปินอาร์สยาม กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ เบิ้ล ปทุมราช (อาทิตย์ สมน้อย) และเปอร์ สุวิกรม อัมระนันทน์ แห่งเปอร์สเปคทีฟ (Perspective) มาเล่าให้ฟังว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ พวกเขาได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้พัฒนาตัวเองอย่างไร รวมทั้งไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ที่พวกเขาน้อมนำหลักคิดของพ่อหลวง เพื่อใช้เป็นต้นแบบการเรียนรู้

 

 

สำรวจทรรศนะหนุ่มหล่อคนแรก เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท แบล็คดอท และเป็นเจ้าของรายการสุดแนวอย่าง Perspective เล่าว่า พระปณิธานที่ทรงตั้งไว้แต่ต้นรัชกาล เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม จากวันนั้นถึงวันนี้ 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ไม่เคยละทิ้ง ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกษัตริย์กับทรงใช้ระยะอันยาวนานในการพิสูจน์พระองค์เอง นั่นหมายถึงความฝันและความมุ่งมั่น…สิ่งที่เราควรมี สิ่งที่เราควรน้อมนำมาปฏิบัติ

“ชีวิตของเรา ความฝันของเรา เราทำให้ดีที่สุด ถ้ายังมีชีวิต เราจะไม่หยุด เหมือนการทำตามปณิธานที่พระองค์ทรงยึดมั่นอย่างมาก นี่คือแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่สำหรับผม นั่นหมายถึง ผมเองก็มีระยะเวลาทั้งชีวิต ที่จะพิสูจน์ความมุ่งมั่น ที่จะทำความดีตามรอยพระองค์ท่าน”

ในฐานะเป็นนักสื่อสารมวลชน พิธีกร และนักแสดงคนหนึ่ง ชายหนุ่มถือเป็นหน้าที่ที่จะถ่ายทอดและสื่อสารเรื่องราวของพระองค์ เพื่อสะท้อนความเป็นบุคคลต้นแบบทั้งในมิติของนักคิดและนักวิชาการ อีกทั้งในมิติของมนุษย์คนหนึ่ง ที่พึงเป็นแบบอย่าง เช่น ทรงเป็นลูกที่ทำหน้าที่ลูกอย่างสมบูรณ์ ทรงเป็นต้นแบบของความกตัญญู ต้นแบบความเสียสละ ความเพียร ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ที่สำคัญคือการเป็นต้นแบบของการทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อประชาชนของพระองค์

เปอร์ เล่าว่า หลังจากได้มีโอกาสร่วมโครงการ “เดิน ทาง พ่อ” เพื่อร่วมฉลองในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ออกเดินทางไปเรียนรู้ประสบการณ์ตรงตามรอยพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในหลวงรัชกาลที่ 9 จากประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาได้สัมผัสถึงพระอัจฉริยภาพ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า

“เป็นแรงบันดาลใจในการมุ่งมั่นพัฒนาทำความดีตามคำสอนของพ่อหลวงต่อไป” เปอร์เล่า

 

 

อาทิตย์ สมน้อย หรือ เบิ้ล ปทุมราช ศิลปินลูกทุ่ง 100 ล้านวิว เล่าว่า ภูมิใจที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ร่วมโครงการก้าวตามรอยพ่อฯ ในฐานะชาวลูกทุ่งคนหนึ่ง ได้นำแรงบันดาลใจจากแนวคิดความพอเพียงมาใช้เป็นต้นแบบในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาความเข้มแข็ง หยัดยืนเพื่อตนเอง เพื่อชุมชนและเพื่อประเทศชาติ

“วันนี้ผมยืนอยู่ตรงจุดที่เรียกว่าศิลปิน แต่ผมก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง การใช้ชีวิตผมก็ยังคงเป็นเบิ้ลคนเดิม ที่ยึดหลักความพอเพียงของพระองค์ท่านอยู่ในใจตลอดเวลา ทั้งหมดที่เราทำคือสิ่งที่เราเลือก ผมเลือกที่จะกินข้าวจานละ 30 บาท มันก็อิ่มเหมือนกินจานละร้อยจานละพัน ภาพที่ผมจำได้คือภาพหลอดยาสีฟันที่ใช้ดินสอเค้นจนหมดหลอด ก็ทำไมเราจะทำตามอย่างท่านไม่ได้”

นอกจากนี้ คือหลักเรื่องความมีสติ เบิ้ลกล่าวว่า เราเป็นศิลปินอยู่ในวงการบันเทิง สิ่งที่ต้องมีสติ เมื่อก่อนเป็นคนใจร้อน ถือเป็นข้อเสียที่เอาตัวเองไม่ค่อยอยู่ แต่เมื่อได้ตั้งปณิธานว่า จะเป็นคนดีเพื่อพ่อ เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นแบบอย่างแก่แฟนเพลง ก็พยายามมากขึ้น ได้น้อมนำหลักการใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ภาพพระองค์ท่านที่ทรงงานจนพระเสโทหลั่งไหล ภาพนี้ให้คำอธิบายถึงความสุขความรักความอดทนและความเพียรในชีวิตของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง

“เป็นภาพที่ทำให้ผมอยากทำความดี เป็นภาพที่ทรงพลังที่สุดสำหรับผม เป็นภาพที่ทำให้ผมลุกขึ้นได้แม้ในวันที่ผมต้องหัวทิ่ม ในวันที่ผมอาจจะล้มลุกคลุกคลานแค่ไหน ก็กลับมาได้เพราะพลังจากพระองค์” เบิ้ล เล่า

 

 

กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ นักร้องเพลงลูกทุ่งสังกัดอาร์สยาม และลิเกคนดัง เล่าว่า ได้น้อมนำแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจความพอเพียงและต่อยอดเป็นความเพิ่มพูน ในฐานะศิลปินลูกทุ่งและลิเก ได้พยายามใช้ความรู้ความสามารถต่อยอดศิลปะพื้นบ้าน ดำรงรักษาไม่ให้สูญหาย ทรงมีพระประสงค์ให้ศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่คู่คนไทย สิ่งที่ทำจึงคือความพยายามเพื่อพระองค์ท่าน

“เวลาศิลปินลิเกได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์จะมีพระเมตตาครอบเศียรให้ทุกคน เห็นแล้วตื้นตัน เห็นแล้วเรายิ่งต้องภูมิใจ สืบสานศิลปะของชาติ เหมือนได้ตอบแทนแผ่นดิน”

กุ้งเล่าว่า ในฐานะศิลปินพื้นบ้านคนหนึ่ง จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนต่อไป โดยทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ เจตนารมณ์ที่เขาตั้งใจจะสืบสานลิเก ก็ด้วยถือว่าความเป็นลิเกที่เป็นรากเหง้า แต่ด้วยรูปแบบอาจปรับให้เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ โดยจะมีวงดนตรีลูกทุ่งผสมผสาน ความเป็นลูกทุ่งและความเป็นไทยที่ไปด้วยกันอย่างลงตัว ที่สำคัญคือมีความร่วมสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ได้ซึมซับศิลปะไทยแท้และความละเมียดละไม ได้รู้ว่าลิเกไม่ได้โบราณ วัยรุ่นดูได้ เด็กๆ ก็ดูได้

“ศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ตั้งใจทำให้ดีที่สุด สืบทอดให้นานที่สุด”

กุ้งบอกอีกว่า ในปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ก็เป็นปีเดียวกับที่บิดา ชัยณรงค์ อุสุภะ เสียชีวิต สำหรับเขาแล้วจึงเป็นปีแห่งการสูญเสีย ไม่เคยคิดว่าจะเสียใจอะไรได้มากเท่านี้อีกในชีวิต หากได้แปรความเศร้าให้เป็นพลัง ตั้งปณิธานว่าจะสร้างความดีตามรอยพระบาทจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แนวทางพระราชดำริและพระจริยวัตรของพระองค์ท่านที่ยึดเป็นแบบอย่าง คือหลักเมตตาบารมีและความเสียสละ ได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องทำความดีเพื่อตัวเราเองเสมอไป

“ในปีที่ผ่านมา ชาวไทยข้ามผ่านความเศร้าอันยิ่งใหญ่ ผมเชื่อว่า ในที่สุดพวกเราจะแปรความเศร้าเป็นพลัง และมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนปัญหา เปลี่ยนความขัดแย้ง เปลี่ยนความทุกข์ยาก ให้กลายเป็นความสุขความพัฒนา ถ้าเราก้าวตามรอยพ่อ”

 

5 ประโยชน์ของเบคกิ้งโซดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517105

5 ประโยชน์ของเบคกิ้งโซดา

นอกจากใช้ทำขนมแล้ว เบคกิ้งโซดายังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง

เบคกิ้งโซดา เป็นส่วนผสมที่เราคุ้นเคยกันในการใช้ทำขนม แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วเบคกิ้งโซดามีประโยชน์มากกว่านั้น สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย จึงนับว่าเป็นอีกสิ่งที่ควรมีติดบ้านเลยทีเดียว

1. ใช้แทนยาสีฟัน – เบคกิ้งโซดา และสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% สามารถใช้แทนยาสีฟันที่ไม่ผสมฟลูออไรด์ได้ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่จุ่มแปรงสีฟันลงในเบคกิ้งโซดาแล้วใช้แปรงได้เลย นอกจากจะทำให้ฟันสะอาดแล้ว ยังช่วยทำให้ฟันขาวขึ้นด้วย แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้สารเคลือบฟันสึกได้

2. ใช้เป็นสครับขัดผิว – การผสมเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน สามารถใช้เป็นสครับขัดผิวหน้าและผิวกายได้ โดยให้นำมาวนที่ผิวเบาๆ เป็นรูปวงกลม และล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แต่ไม่ควรใช้กับผิวหน้าในช่วงที่เป็นสิว

3. ระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ใต้วงแขน – เพียงแค่นำเบคกิ้งโซดามาทาใต้วงแขน ก็จะสามารถช่วยระงับกลิ่นและลดกลิ่นอับใต้วงแขนได้ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกเยอะ

4. ล้างสารเคมีตกค้างบนเส้นผม – โรยเบคกิ้งโซดาลงบนฝ่ามือพร้อมกับแชมพูสระผม ใช้ควบคู่กันแล้วสระผมตามปกติ จากนั้นล้างออกให้สะอาด เบคกิ้งโซดาจะช่วยขจัดสารตกค้างที่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมทิ้งไว้ เพื่อให้เส้นผมสะอาดขึ้น

5. ดับกลิ่นรองเท้าผ้าใบ – หากมีรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้ใช้นานๆ จะวางทิ้งไว้ปล่อยให้กลิ่นโชยก็ดูจะไม่เหมาะ ให้โรยเบคกิ้งโซดาใส่รองเท้าผ้าใบ แล้วค่อยเคาะออกก่อนนำมาสวมใส่ จะช่วยลดกลิ่นอับและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้

 

5 วิธีบรรเทาอาการท้องเสียด้วยตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516963

5 วิธีบรรเทาอาการท้องเสียด้วยตนเอง

ความรู้เบื้องต้นในการรักษาอาการท้องเสียง่ายๆ ด้วยตัวเอง

อาการท้องเสียมักมีสาเหตุมาจากการทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด หรือมีเชื้อโรคเจือปน ทำเกิดการติดเชื้อ นอกจากยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทานเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

1. ดื่มน้ำให้มากๆ

เวลาที่ท้องเสีย ร่างกายจะเสียน้ำเยอะ ควรดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายเสียไป อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อน ปากแห้ง ตาแห้ง อ่อนเพลีย และวิงเวียน จนอาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลได้

2. ทานอาหารเหลวทีละน้อยๆ

เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักจนเกินไป ให้ทานอาหารเหลว หลีกเลี่ยงของหนักๆ และทานในปริมาณน้อย แต่แบ่งย่อยออกเป็นหลายมื้อแทนการทานมื้อใหญ่มื้อเดียว รวมไปถึงค่อยๆ จิบน้ำทีละน้อยอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

3. ทานโยเกิร์ต

การทานโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติก ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เป็นแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย กระตุ้นให้ลำไส้กลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติเหมือนเดิม

4. ลดการระคายเคืองในกระเพาะด้วยขิง

ขิงมีคุณสมบัติที่ช่วยแก้อักเสบ ลดอาการแปรปรวนของลำไส้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ดังนั้นการดื่มน้ำขิงสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี

5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไฟเบอร์

ผักและผลไม้สดเป็นอาหารที่ไม่ควรทานอย่างยิ่งในเวลาท้องเสีย เพราะจะไปเพิ่มไฟเบอร์ให้ร่างกายถ่ายหนักกว่าเก่า รวมไปถึงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารอย่างพวกถั่ว ก็ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนเช่นกัน

 

คนขี้ลืมมีเฮ เพราะตอนนี้เขามีหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำแล้ว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 16:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516956

คนขี้ลืมมีเฮ เพราะตอนนี้เขามีหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำแล้ว!

ลอตเต้ออกหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของแปะก๊วย ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ

หนึ่งในบริษัทผลิตหมากฝรั่งตัวท็อปของประเทศญี่ปุ่นอย่าง Lotte เอาใจมนุษย์ขี้ลืม ออกหมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำ ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากแปะก๊วย ที่มีสรรพคุณในการบำรุงสมอง

โดยได้ออกหมากฝรั่งมาทั้งหมดสองแบบ แบบแรกเป็นแบบแท่งเคี้ยวหนึบ มีทั้งหมด 9 ชิ้นต่อแพ็ค และแบบที่สองเป็นแบบเม็ด มีทั้งหมด 12 ชิ้นต่อแพ็ค ซึ่งแบบเม็ดนี้จะมีรสขมกว่าเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม หมากฝรั่งชนิดนี้ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นเพียงอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชมในการทานหมากฝรั่งอยู่แล้ว ให้หันมาทานหมากฝรั่งที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยหมากฝรั่งชนิดนี้มีวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ราคา 140 เยน หรือประมาณ 40 บาท

ที่มา: rocketnews24

 

4 ของใช้ที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 15:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/516943

4 ของใช้ที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว

ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอาจทำให้เกิดสิวได้โดยที่เราคาดไม่ถึง

ทั้งเรื่องฮอร์โมน และการอุตตันของสิ่งสกปรก ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว การล้างหน้าให้สะอาด ใช้ครีมบำรุงสำหรับผิวเป็นสิวก็เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันการเกิดสิว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่หลายคนมองข้าม อย่างการรักษาความสะอาดของข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเรา ที่สามารถเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และอาจก่อให้เกิดสิวได้เช่นเดียวกัน

1. โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเนี่ยแหละคือแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่เจอฝุ่นละออง มลภาวะ และสิ่งสกปรกอยู่ตลอดเวลา แทบเราก็เอาแนบหน้าอยู่ทุกวัน จึงอาจทำให้เกิดสิวได้ หากไม่ดูแลรักษาความสะอาดให้ดี ใครที่เป็นสิวง่ายๆ ก็ควรหมั่นเช็ดทำความสะอาดสักหน่อย น่าจะลดความเสี่ยงในการเกิดสิวไปได้เยอะ

2. หูฟัง

นอกจากโทรศัพท์แล้ว หูฟังก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สัมผัสกับผิวเราโดยตรง การที่สายหูฟังโดนแก้มเราบ่อยๆ โดยที่ไม่ได้ทำความสะอาดเลย อาจทำให้เกิดการระคายเคือง และเกิดสิวได้

3. พัดลมและเครื่องปรับอากาศ

พัดลมและเครื่องปรับอากาศเป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะเป็นต้นเหตุของโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังเป็นต้นเหตุของสิวด้วย เพราะอาจจะพัดสิ่งสกปรกเข้ามาสัมผัสใบหน้าเราได้ ใครที่เป็นสิวแล้วยังหาสาเหตุไม่เจอ ลองล้างเครื่องปรับอากาศและหน้ากากพัดลมดู

4. ตุ๊กตา

ผู้หญิงบางคนที่ชอบวางตุ๊กตาไว้บนเตียง อาจจะมองข้ามสิ่งนี้ไป หลายคนมักจะไปสนใจแต่การซักปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอน จนลืมไปว่าตุ๊กตาที่หลายคนนอนกอดก็สัมผัสผิวเราโดยตรงเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรหมั่นซักตุ๊กตาบ่อยๆ ด้วย โดยเฉพาะตุ๊กตาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ควรซักก่อนนำมาใช้งาน