5 ขนมหวานที่สามารถทานได้โดยไม่ทำให้อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 13:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517550

5 ขนมหวานที่สามารถทานได้โดยไม่ทำให้อ้วน

หลายคนอาจงดของหวานในช่วงที่ลดน้ำหนัก แต่แท้จริงแล้วมีของหวานบางชนิดที่สามารถทานได้โดยไม่ทำให้อ้วนขึ้น

เมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก หลายคนอาจจะควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงงดของหวานทุกชนิด ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ผิด เพราะทำให้ร่างกายขาดน้ำตาล มีผลต่อสภาพทางอารมณ์ และอาจทำให้ร่างกายโหยจนเผลอตัวจัดหนักแล้วโยโย่ได้ จริงๆ แล้วยังมีขนมหวานอีกมากมายหลายประเภทที่สามารถทานได้โดยที่ไม่ทำให้อ้วนขึ้น เพียงแค่เลือกทานก็จะทำให้ผอมลงควบคู่ไปกับมีความสุขด้วย

1. ไอศกรีมบลูเบอร์รีโยเกิร์ต

โยเกิร์ตไขมันต่ำรสธรรมชาติ และบลูเบอร์รีหวานฉ่ำ เป็นตัวเลือกที่ดีในวันอากาศร้อนๆ นำโยเกิร์ตเทลงแม่พิมพ์ โรยบลูเบอร์รีลงไป แล้วนำไปแช่แข็ง เท่านี้ก็จะได้ไอศกรีมไขมันต่ำที่ไม่เกิน 150 กิโลแคลอรี่ ไว้ทานเล่นแบบไม่ทำให้อ้วนแล้ว

2. สตรอว์เบอร์รีเคลือบช็อกโกแลต

เมื่อร่างกายอยากของหวาน แทนที่จะทานช็อกโกแลตโดยตรง ลองเปลี่ยนเป็นผลไม้เคลือบช็อกโกแลตบางๆ ที่ไม่ได้ไปเพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกายมากเกินไป แถมยังได้วิตามินจากผลไม้มาบำรุงร่างกายแทนอีกด้วย

3. ดาร์กช็อกโกแลต

หากอยากทานช็อกโกแลตจริงๆ ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ทำให้อ้วน แถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะสามารถช่วยลดความดันโลหิต และลดคอเลสเตอรอลได้ ถ้าจะให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุงควรเป็นช็อกโกแลต 80% – 85%

4. ไอศกรีมผลไม้

อีกหนึ่งของหวานที่ช่วยให้เย็นชื่นใจคงหนีไม่พ้นไอศกรีม ซึ่งการนำผลไม้มาคั้นน้ำแล้วเทลงแม่พิมพ์แช่แข็งเป็นไอศกรีม ก็เป็นไอเดียที่ดีในการทำของหวานที่ช่วยให้สดชื่นขึ้น แถมยังได้รสชาติและสารอาหารจากผลไม้ด้วย

5. โยเกิร์ตพาเฟ่ต์

โยเกิร์ตพาเฟ่ต์เป็นอีกหนึ่งของหวานที่หน้าตาน่าทาน แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารจากหลายอย่างทั้งโยเกิร์ต ผลไม้สด และธัญพืชกรุบกรอบ อีกทั้งยังทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เทโยเกิร์ตลงถ้วย และโรยส่วนผสมที่ชอบลงไป แนะนำให้ใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติ จะได้ไม่แย่งซีนรสของผลไม้ และไม่อ้วนด้วย

ที่มา: insider

 

หอมหวานแต่ไร้สี ประเทศญี่ปุ่นเริ่มวางจำหน่ายน้ำแร่รสชานม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517537

หอมหวานแต่ไร้สี ประเทศญี่ปุ่นเริ่มวางจำหน่ายน้ำแร่รสชานม

แบรนด์น้ำแร่อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นออกน้ำแร่รสชานม

หากใครเคยเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นน่าจะเห็นตู้กดน้ำอัตโนมัติที่อัดแน่นไปด้วยสารพัดเครื่องดื่มให้เลือกสรร ต้องบอกเลยว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเครื่องดื่มแปลกๆ น่าทานเยอะมาก โดยเฉพาะน้ำแร่รสชาติต่างๆ อย่างเช่น น้ำแร่รสองุ่น ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนไทยแบบเรา และล่าสุดเขาก็ได้ออกน้ำแร่รสชานมมาให้เราลิ้มลองกันแล้ว!

น้ำแร่รสชานมนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า Suntory Tennensui PREMIUM MORNING TEA Milk ผลิตและจัดจำหน่ายโดย Suntory บริษัทน้ำแร่อันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น โดยน้ำแร่รสชานมนี้เป็นไอเดียต่อยอดมาจากน้ำแร่รสชามะนาวที่ได้นำออกจำหน่ายเมื่อช่วงเมษายน และได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม

 

ตัวน้ำแร่จะเป็นสีใส ดูเหมือนน้ำเปล่าทั่วไป แต่เมื่อเปิดขวดจะได้กลิ่นหอมหวาน พร้อมรสสัมผัสอ่อนๆ ของชานม ที่สดชื่นและดีต่อสุขภาพ โดยทำออกมาสองขนาด 550 มิลลิลิตร ราคา 131 เยน หรือประมาณ 39 บาท และขนาด 280 มิลลิลิตร ที่มีขายเฉพาะในตู้กดน้ำอัตโนมัติเท่านั้น ราคา 115 มิลลิลิตร หรือประมาณ 34 บาท เริ่มวางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ใครไปญี่ปุ่นช่วงนี้ก็สามารถแวะไปลิ้มลองกันได้

ที่มา: suntory

 

รู้ก่อนผอมก่อน ประเภทของการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517532

รู้ก่อนผอมก่อน ประเภทของการออกกำลังกาย

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกาย จะช่วยให้เกิดผลสำเร็จมากขึ้น

การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่หลายคนทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่หากรู้และเข้าใจประเภทของการออกกำลังกาย ก็จะทำให้การออกกำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้เห็นผลอย่างชัดเจน และเป็นไปตามความตั้งใจที่ตั้งไว้ในตอนแรก

การออกกำลังกายแบ่งได้สองแบบ ทั้งตามการทำงานของกล้ามเนื้อ และการใช้ออกซิเจน ในทีนี้จะขอพูดถึงการแบ่งประเภทของการออกกำลังกายตามการใช้ออกซิเจน ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกว่า ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. การออกกำลังกายแบบ Anaerobic Exercise คือ การออกกำลังกายแบบที่ไม่ใช่ออกซิเจน แต่จะใช้แรงต้านมาก หรือที่เรามักจะเรียกกันติดปากว่า เวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายประเภทนี้จะใช้แรงจากกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นเวท ยกน้ำหนัก วิดพื้น ซิดอัพ ซึ่งจะไปช่วยสร้างกล้ามเนื้อเป็นส่วนๆ ทำให้หุ่นกระชับ และหากเรามีมวลกล้ามเนื้อมาก ก็จะส่งผลต่ออัตราการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

2. การออกกำลังกายแบบ Aerobic Exercise คือ การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน หรือที่หลายคนเรียกว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การออกกำลังกายประเภทนี้ไม่เน้นเรื่องแรงต้าน แต่จะเป็นการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 นาที เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน โดยจะช่วยลดไขมัน ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ซึ่งมักจะทำควบคู่ไปกับเวทเทรนนิ่ง เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดีที่สุดทั้งการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมัน

 

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 17:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517369

5 คุณประโยชน์รอบด้านของน้ำผึ้ง

นอกจากรสชาติที่หอมหวานแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์อีกมากมายที่หลายคนคาดไม่ถึง

น้ำผึ้งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน ถูกใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด รวมไปถึงใช้ในการแพทย์ตามตำรับยาโบราณของไทยอีกด้วย นอกจากรสชาติหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนติดใจแล้ว น้ำผึ้งยังมีประโยชน์รอบด้านทั้งการบำรุงผิวพรรณและรักษาโรคเลยทีเดียว

1. บำรุงผิว – น้ำผึ้งมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง รวมไปถึงสามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวได้อีกด้วย โดยสามารถใช้ได้ทั้งการนำน้ำผึ้งเพียวๆ มาพอกหน้า หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ อย่าง อบเชย มะนาว กล้วย ก็ได้เช่นกัน

2. ลดความอ้วน – น้ำผึ้งมีรสหวานก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นหากทานในปริมาณที่เหมาะ เนื่องจากความหวานของน้ำผึ้งจะไปช่วยลดความอยากของหวาน และยังไปกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

3. แก้อาการเมาค้าง – ใครที่ชอบไปปาร์ตี้ควรมีน้ำผึ้งติดบ้านไว้เลย เพราะน้ำผึ้งสามารถช่วยลดอาการปวดหัว อาการเมาค้าง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า และปรับสมดุลของร่างกายให้คงที่ เพียงผสมน้ำผึ้ง มะนาว และน้ำอุ่น ดื่มหลังจากตื่นนอน

4. แก้หวัด – การทานน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นทุกเช้าหรือก่อนนอน ช่วยให้หายจากอาการหวัดได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นใครที่มีอาการไอร่วมด้วย สามารถจิบแก้เจ็บคอได้ อาจเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความชุ่มคอก็ได้เช่นกัน

5. บำรุงหัวใจ – น้ำผึ้งสามารถช่วยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เนื่องจากมีสารที่ช่วยบำรุงหัวใจ และทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี

 

8 วิธีเอาชีวิตรอดยามปวดท้องประจำเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 16:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517360

8 วิธีเอาชีวิตรอดยามปวดท้องประจำเดือน

ช่วงนั้นของเดือนมักเป็นช่วงที่ผู้หญิงไม่สบายตัว ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดท้อง จึงต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ

ช่วงเวลาอันน่าเบื่อของสาวๆ ของหลายคนคงจะหนีไม่พ้นช่วงที่เป็นประจำเดือน ที่นอกจากจะไม่สบายเนื้อตัวแล้ว ยังปวดท้องน้อย รวมไปถึงอาจทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิดง่ายอีกต่างหาก แต่ละคนก็จะมีระยะเวลาในการเป็นประจำเดือนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ 3 – 7 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะมีอาการชวนให้ทรมานอยู่แค่ช่วง 1 – 3 วันแรก ถือเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่หนักหนา ดังนั้นจึงต้องเตรียมวิธีเอาชีวิตรอดในช่วงนั้นไว้ให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบกับตารางงานในช่วงนั้น

1. ประคบอุ่นที่ท้องน้อย – การประคบอุ่นไม่ว่าจะเป็นโดยกระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นแปะทำความร้อน จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายลง เลือดไหลเวียนดีขึ้น บรรเทาอาการปวดท้องลงได้

2. อาบน้ำอุ่น – การอาบน้ำอุ่นมีส่วนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยสามารถทำได้ทั้งการนอนแช่น้ำอุ่น และการอาบจากฝักบัว หากใครสะดวกแช่น้ำในอ่าง อาจใส่เกลือสมุทร 1 ถ้วย และผงฟูอีก 1 ถ้วยลงในอ่าง เพราะส่วนผสมทั้งสองจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ดีขึ้น

3. ดื่มน้ำมากๆ – การดื่มน้ำจะช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งตับมีหน้าที่รักษาสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน การดื่มน้ำจึงบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้

4. ดื่มชาคาโมมายล์ – เนื่องจากในชาคาโมมายล์มีไกลซีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สามารถบรรเทาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งได้ ดังนั้นจึงทำให้มดลูกคลายตัว และบรรเทาอาการปวดท้องน้อยได้

5. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด – เนื่องจากการทานเค็มจัดจะทำให้ร่างกายผลิตสารพลอสตาแกลนดินออกมามากเกินไป ซึ่งทำให้มดลูกบีบเกร็งตัว และเกิดอาการปวดท้อง

6. สวมเสื้อผ้าที่สบายตัว – ในช่วงนั้นของเดือนให้พยายามสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความคล่องตัวสูง ไม่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้ร่างกายไม่อึดอัด และไม่สบายตัวไปมากกว่าเดิม

7. ทานอาหารเสริม – อาหารเสริมบางชนิดอย่าง อีฟนิ่งพริมโรสออย มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ เมื่อทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ แต่อาจทำให้อยากอาหาร และดูมีน้ำมีนวลขึ้น ดังนั้นจึงควรศึกษาผลข้างเคียงของยาก่อนตัดสินใจรับประทาน

8. งดคาเฟอีน – เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ เป็นสิ่งที่ไม่ควรดื่มเมื่อมีประจำเดือน เนื่องจากสารในคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้อาการปวดท้องรุนแรงกว่าเดิม

 

6 เมืองแห่งสตรีทฟู้ดแสนอร่อยที่ไม่ควรพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517347

6 เมืองแห่งสตรีทฟู้ดแสนอร่อยที่ไม่ควรพลาด

การทานสตรีทฟู้ดหรืออาหารข้างทางเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของการท่องเที่ยว

หากคุณยังไม่ได้ลองทานฮอทดอกพร้อมซอสมะเขือเทศและมัสตาร์ดถือว่าคุณยังมาไม่ถึงนิวยอร์ก เช่นเดียวกันกับหากคุณยังไม่ได้ลองชิมก๋วยเตี๋ยวเรือสักชาม การเดินทางมาเยือนกรุงเทพก็ถือว่ายังไม่สมบูรณ์เหมือนกัน สตรีทฟู้ดหรืออาหารที่ขายตามข้างทางเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มทริปของคุณให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะได้สัมผัสรสชาติอาหารท้องถิ่นจริงๆ แล้ว ยังอิ่มอร่อยในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย เราเลยได้รวบรวม 6 เมืองที่มีสตรีทฟู้ดที่อร่อยที่สุดในโลกมาแนะนำให้ทุกคนไปลิ้มลองกัน

1. สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองอาหารที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เพราะมีกฎระเบียบและการควบคุมความสะอาดเป็นอย่างดีเยี่ยม ศูนย์อาหาร Maxwell ซึ่งเป็นแนวหินทอดยาวจากไชน่าทาวน์ เป็นศูนย์การค้าที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ คุณจะพบกับข้าวมันไก่ไหหลำและโจ๊กอันเลื่องชื่อ ศูนย์อาหาร Hong Lim ที่อยู่ใกล้ๆ ก็เหมาะสำหรับการลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวทะเล นอกจากนั้น Lagoon Food Village ซึ่งตั้งอยู่ติดกับชายหาดก็น่าไปเยือนสักครั้งเช่นกัน

2. ซิดนีย์

ซิดนีย์อาจจะต่างจากสิงคโปร์เล็กน้อย ตรงที่ซิดนีย์มีฟู้ดทรัคหรือรถขายอาหารกระจายอยู่ทั่วเมือง ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการหาสตรีทฟู้ดอร่อยๆ ทาน คือโหลดแอปพลิแคชั่น Sydney Food Trucks เพื่อดูว่ามีฟู้ดทรัคจอดอยู่ที่ไหนในเมืองบ้าง สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือพวกเบอร์เกอร์ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เกอร์เวียดนาม เบอร์เกอร์เนื้อวากิว และพาสต้า โดยเฉพาะจากร้าน Mister Gee Burger Truck และ Urban Pasta Food Truck

3. อิสตันบูล

สตรีทฟู้ดถือเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตของชาวอิสตันบูลเลยก็ว่าได้ เพราะคุณสามารถหาสตรีทฟู้ดทานได้ง่ายๆ แทบทุกช่วงตึก โดยคุณจะพบทุกอย่างตั้งแต่เบเกิลไปจนถึงพิซซ่าตุรกี ถึงแม้ว่าสตรีทฟู้ดในอิสตันบูลจะถูกควบคุมความสะอาดในระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะให้ได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุดก็ควรหลีกเลี่ยงพวกอาหารทะเล และอาหารสุกๆ ดิบๆ จะดีที่สุด

4. กรุงเทพ

อย่างที่คนไทยเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าอาหารไทยอร่อยไม่แพ้ชาติใดในโลก กรุงเทพเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีสตรีทฟู้ดที่อร่อยมาก และกระจายอยู่แทบจะทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน โดยอาหารที่เหล่านักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดก็คือ ส้มตำ ไก่ยาง หมูปิ้ง ก๋วยเตี๋ยวเรือ หมูแดดเดียว นอกจากนั้นของหวานและเครื่องดื่มอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง และน้ำแตงโมปั่น ก็เป็นอาหารยอดฮิตในกลุ่มนักท่องเที่ยวเช่นกัน

5. มาราเกช

มาราเกชอาจจะดูไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าเป็นเมืองหนึ่งของโมรอคโค หลายคนน่าจะร้องอ๋อกันขึ้นมาบ้าง ซึ่งเขามีชื่อเสียงในด้านเครื่องเทศ และหน้าอาหารที่มีสีสันจัดจ้านน่าทาน โดยเมนูที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ ซุปหอยทาก Tagine ที่ฟังดูแล้วอาจจะน่ากลัวสักนิด แต่เขาลือว่าอร่อย ma’qooda ลูกชิ้นทอดพื้นเมือง และ Chebakia คุกกี้งา

6. มุมไบ

มุมไบ หรือชื่อเก่าคือ บอมเบย์ เมืองท่าเก่าแก่ของอินเดีย เป็นอีกเมืองที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารพื้นเมือง และยังมีอาหารสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติอยู่มากด้วย หากไปถึงที่แล้วไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลอง แกง Vada pav ซึ่งควรขอขนมปังเพิ่มเพื่อทานคู่กัน bhelpuri พัฟที่เต็มไปด้วยผักและเครื่องเทศ และอย่าลืมชิมน้ำอ้อยด้วย แต่ข้อควรระวังคือ ควรทานเฉพาะอาหารที่ปรุงสุกแล้ว รวมไปถึงหลีกเลี่ยงนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

ที่มา: insider

 

10 เรื่องที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ “ไข่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 13:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517337

10 เรื่องที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับ “ไข่”

รวมเกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับวัตถุดิบที่เราคุ้ยเคยกันดีอย่าง “ไข่”

“ไข่” เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่หลายคนคุ้นเคย และมีติดตู้เย็นกันแทบทุกครัวเรือนอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับไข่ เราเลยขอนำเสนอ 10 เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับวัตถุดิบชนิดนี้มากขึ้นกัน

1. ชาวอเมริกันทานไข่เฉลี่ยคนละ 250 ฟองต่อปี นั่นหมายความว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีค่าเฉลี่ยการบริโภคไข่เป็นจำนวน 76.5 พันล้านฟองต่อปีเลยทีเดียว

2. ไอโอวาเป็นรัฐที่ผลิตไข่มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา คิดเป็นจำนวน 15 พันล้านฟองต่อปี

3. สีของเปลือกไข่แต่ละฟองจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแม่ไก่ตัวนั้นๆ หากแม่ไก่เป็นพันธุ์ที่มีขนสีขาว ไข่ไก่ที่ได้ออกมาก็จะมีสีขาว แต่หากเป็นแม่ไก่พันธุ์ที่มีขนสีแดง ไข่ไก่ที่ได้ออกมาจะเป็นสีน้ำตาล

4. สีของไข่แดงขึ้นอยู่กับการกินอาหารของไก่ แม่ไก่ที่กินผักเป็นอาหารจะให้ไข่แดงที่มีสีเหลืองเข้ม แต่หากแม่ไก่ตัวไหนกินข้าวบาร์เลย์หรือข้าวสาลี จะให้ไข่ไก่ที่มีสีอ่อนลงมา

5. อายุของแม่ไก่มีผลต่อขนาดของไข่ไก่ที่จะได้มา หากแม่ไก่มีอายุมากก็จะให้ไข่ไก่ที่ฟองใหญ่ขึ้น

6. วันที่ที่ระบุบนกล่อง ไม่ใช่วันหมดอายุ แต่คือวันที่ผลิต ซึ่งโดยปกติแล้วไข่ไก่สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์หลังจากวันที่ผลิต

7. ไข่สองฟองจะให้คอเลสเตอรอลที่เพียงพอสำหรับหนึ่งวัน เนื่องจากไข่หนึ่งฟองให้ปริมาณคอเลสเตอรอลประมาณ 186 มิลลิกรัม และ USDA (The United States Department of Agriculture) ได้แนะนำว่าควรจำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ประมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน

8. ด้วยสารอาหารอย่างโอเมก้า 3 สังกะสี วิตามินบี และไอโอไดด์ในไข่ สามารถช่วยต่อสู้กับความอ่อนล้าได้ รวมไปถึงโคลีนที่พบในไข่ยังสามารถช่วยบำรุงสมอง ช่วยเพิ่มความจำได้อีกด้วย

9. แท้จริงแล้วแป้งคุกกี้ดิบสามารถทานได้ หากทำจากไข่พาสเจอร์ไรส์ ซึ่งปราศจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Salmonella

10. ไข่เหมาะจะนำไปทำไข่ต้มมากที่สุด คือไข่ไก่ที่มีอายุอย่างน้อย 10 วัน เนื่องจากไข่สดนั้นจะปอกยากกว่าไข่ที่ทิ้งไว้สักพักแล้ว

ที่มา: insider

 

5 ประเภทของสาหร่าย วัตถุดิบล้ำค่าที่อุดมไปด้วยสารอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517314

5 ประเภทของสาหร่าย วัตถุดิบล้ำค่าที่อุดมไปด้วยสารอาหาร

สาหร่ายอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีหลายประเภทให้เลือกทานตามความชอบ

สาหร่ายเป็นวัตถุดิบล้ำค่าที่อุดมไปด้วยวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และมีแคลเซียมมากกว่านมถึง 14 เท่า เมื่อเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน นอกจากนั้นยังมีวิตามิน B12 ที่ไม่พบในผักทั่วไป และเป็นแหล่งไอโอดีน ซึ่งแท้จริงแล้วสาหร่ายมีมากกว่า 145 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่มีสาหร่ายอยู่ 5 ประเภทที่นิยมทานกันอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว ยังรสชาติดีอีกด้วย

1. Nori

โนริสาหร่ายเป็นสาหร่ายที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะนิยมทานกันมากที่สุด มักบรรจุเป็นแผ่นบางๆ ใช้ห่อซูชิ ขนมขบเคี้ยว และอบแห้งเป็นขนมทานเล่น เครื่องเคียง หรือเครื่องปรุงรส

2. Kombu

สาหร่ายที่เจริญเติบโตใต้ท้องทะเลลึก โดยทั่วไปจะขายในรูปแบบของแผ่นอบแห้ง แผ่นแข็งๆ หรือแบบผง นิยมใช้ใส่ในซุปต่างๆ

3. Dulse

สาหร่ายทะเลสีแดงที่มีรสเค็ม มักขายในรูปแบบแผ่นอบแห้ง นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรส เครื่องเคียง และโรยลงบนอาหาร

4. Wakame

สาหร่ายทะเลที่เจริญเติบโตในน้ำเย็น มักใช้เป็นวัถตุดิบในการทำสลัด ซุป สุกี้ หรือใช้ปรุงรสก็ได้เช่นกัน มีหลายเสียงบอกไว้ว่า การทานวากาเมะจะช่วยบำรุงผม ทำให้ผมเงาสวยและยาวเร็วขึ้นด้วย

5. Arame

สาหร่ายทะเลอีกชนิดที่มีสีน้ำตาลเข้มเมื่อสด และกลายเป็นสีดำเมื่ออบแห้ง โดยทั่วไปใช้ใส่ในซุปและสลัดเช่นเดียวกับสาหร่ายวากาเมะ และมักถูกนำไปทำเป็นเครื่องเคียงสำหรับอาหารญี่ปุ่น

ที่มา: care2

 

เส้นทางสู่ Iron kids คนเหล็กตัวจิ๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517289

เส้นทางสู่ Iron kids คนเหล็กตัวจิ๋ว

ท่ามกลางกระแสความนิยมไตรกีฬาที่เติบโตแบบก้าวกระโดดซึ่งปัจจุบันถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากขึ้นไม่น้อยไปกว่ากีฬาประเภทอื่นๆ เพราะนอกจากจะเป็นกีฬาที่พิสูจน์ถึงความแกร่งของร่างกายแล้ว ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแกร่งทางด้านจิตใจของผู้เล่นอีกด้วย เนื่องจากไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะการเล่นกีฬาถึง 3 ชนิดด้วยกัน คือ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง

ปัจจุบัน การแข่งขันไตรกีฬาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เริ่มแพร่หลายในเด็กและเยาวชนด้วย แม้จะยังมีเด็กไทยไม่มากนักที่สนใจกีฬาชนิดนี้ แต่ท้าทายความสามารถทางด้านกีฬาก็สามารถลงสนามรุ่นจูเนียร์ได้เช่นกัน

พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) กล่าวในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันว่า การแข่งขัน โฟร์โมสต์ ไอรอนคิดส์ ไทยแลนด์ รายการไตรกีฬารุ่นเล็กสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 6-14 ปี ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีไลฟ์สไตล์ที่แอ็กทีฟและมีโอกาสทดสอบความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ รวมถึงได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นกีฬาที่ท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง และเป็นที่ทราบกันดีว่า การลงสนามไตรกีฬานั้นต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม กับสภาวะความต้องการของร่างกายเพราะหนึ่งในกุญแจสำคัญสำหรับการเล่นกีฬา คือ การเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายและกล้ามเนื้อเพื่อให้มีความสมบูรณ์พร้อมสำหรับการเล่นกีฬาในทุกรูปแบบ

รู้จักคนเหล็กตัวจิ๋ว

น้องแน็ก-ด.ญ.พัณณิตา แก้วจิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีวิทยา 2 สาวน้อยนักไตรกีฬา ผู้ชนะเลิศในรุ่นอายุ 13-14 ปี จากการแข่งขันรายการ แม้จะเป็นการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกของเธอ แต่แน็กเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งของรุ่นด้วยสถิติเวลารวม 49 นาที 16 วินาที หลังเข้าเส้นชัยแน็กบอกความรู้สึกว่า “รู้สึกดีใจแล้วก็ปลื้มมากๆ ค่ะ เพราะก่อนหน้านี้หนูเป็นนักกีฬาว่ายน้ำแต่รู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ค่อยดี พอได้มารู้จักกับไตรกีฬาซึ่งมีกีฬาว่ายน้ำเป็นหนึ่งในสามของการแข่งขัน ก็เลยอยากลองแข่งดูว่าเราจะสามารถทำได้ดีหรือเปล่า” 

แชมป์ไอรอนคิดส์รุ่น 13-14 ปี เล่าต่อว่า เธอใช้เวลาในการฝึกซ้อมก่อนลงแข่งขันประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างมาก “หลังจากที่เริ่มฝึกซ้อมก็รู้เลยว่าไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความอดทน ความพยายาม ต้องเป็นคนที่มีความแข็งแกร่งและใจสู้มากๆ การที่ได้เป็นผู้ชนะในการลงแข่งครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนแรงผลักให้หนูมุ่งมั่นทำความฝันในการเป็น ‘นักไตรกีฬามืออาชีพ’ ให้สำเร็จ และอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่สนใจเล่นไตรกีฬา แต่ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ไหมว่าอยากให้ลองดูสักครั้ง ขอแค่มีความพยายาม และหมั่นฝึกซ้อม แน็กเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนค่ะ” 

ขณะที่แชมป์รุ่น 13-14 ปี บอกว่าการฝึกซ้อมและแข่งขันต้องพยายามเพื่อชนะตัวเอง แชมป์รุ่น 11-12 ปีในรายการเดียวกันกลับบอกว่าสิ่งที่เธอทำสนุกและท้าทาย ทุกวันที่ซ้อมคือการได้ลงในสนามเด็กเล่น น้องวิว-ด.ญ.อรกัญญา ทรรทรานนท์ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในวันที่เธอกำลังซ้อมว่ายน้ำหลังเลิกเรียนว่า เธอเล่นไตรกีฬามาตั้งแต่อายุ 8-9 ขวบ เริ่มจากการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ก่อนจะได้รับการชักชวนจากคุณลุงซึ่งเป็นนักแข่งจักรยานให้มาลองลงแข่งไอรอนคิดส์ “หนูแข่งว่ายน้ำตั้งแต่อนุบาล พอคุณลุงชวนแข่งไตรกีฬาก็คิดว่าน่าสนุก เพราะเราก็ทำเป็นทุกอย่างอยู่แล้ว พอลงแข่งนึกว่าจะชอบว่ายน้ำที่สุดเพราะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำแต่หนูกลับชอบปั่นจักรยานที่สุด เพราะเป็นคนชอบความเร็ว (หัวเราะ) เวลาขี่ลงเขาเราได้เจอลมเย็นๆ และสนุกมากค่ะ”

ในระยะการแข่งขันระยะทางขึ้นอยู่กับรุ่นอายุ ซึ่งรุ่น 11-12 ปี จะทำการแข่งขันว่ายน้ำ 300 เมตร จักรยาน 9 กิโลเมตร และวิ่งอีก 3 กิโลเมตร วิวจบการแข่งขันทั้งหมดด้วยเวลา 38 นาที ซึ่งในการคว้าเวลานี้มาครองเธอบอกว่าเริ่มซ้อมจริงจังก่อนแข่งประมาณ 2 เดือน “ถึงสนุกและท้าทายมาก แต่หนูก็ฝึกหนักมากเลยค่ะ วันจันทร์ อังคาร พฤหัสบดี และศุกร์ หนูซ้อมว่ายน้ำ วันพุธ ซ้อมวิ่ง และวันอาทิตย์ จะซ้อมจักรยาน วิ่งและว่ายน้ำมีโค้ชสอน และทำหลังจากเลิกเรียน ส่วนจักรยานจะไปซ้อมในสวนกับคุณแม่ พักหนึ่งวันคือวันเสาร์ค่ะ เป้าหมายของหนูก็คือการเป็นนักกีฬาทีมชาติ”

สิ่งที่ทำให้หนูน้อยคนนี้ชอบการแข่งขันกีฬาที่ผู้ใหญ่ยังบอกว่าโหดก็คือประสบการณ์เดินทางและการได้เจอเพื่อนใหม่ “เวลาไปแข่งเหมือนเราได้ไปเที่ยว และถึงเราจะคู่แข่งเยอะมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ แต่ก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ๆ เยอะด้วยค่ะ การเล่นกีฬาถ้าเราชอบเราจะสนุก ฝึกซ้อมอย่างมีวินัย และทำให้ร่างกายเราแข็งแรง แถมอารมณ์ดีด้วย”

ครอบครัวคือแรงผลักดัน

หลายคนอาจมองว่าการแข่งไตรกีฬาเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของเด็กและเยาวชน แต่หากมีการฝึกซ้อมที่ดีใส่ใจ ดูแลสุขภาพร่างกายด้วยโภชนาการ และที่สำคัญที่สุด คือการได้รับการส่งเสริมรวมถึงกำลังใจจากผู้ใหญ่และคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหน เด็กทุกคนสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ จนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้อย่างสวยงาม หลังจากพูดคุยกับน้องๆ คนเหล็กตัวจิ๋วแล้ว ต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาก็คือครอบครัว

วาสนา ทรรทรานนท์ คุณแม่ของน้องวิว บอกว่า การแข่งขันไตรกีฬาต้องใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งครอบครัวเธอโชคดีที่มีคุณลุงของวิวคอยสนับสนุนทั้งค่าสมัคร การเดินทาง และอุปกรณ์บางอย่าง ซึ่งหน้าที่ของครอบครัวและน้องวิวก็คือเตรียมร่างกายให้พร้อมแข่ง และฝึกซ้อมตามตาราง โดยแม่มีหน้าที่ดูแลด้านโภชนาการ ต้องเตรียมอาหารให้หลังการซ้อมทันที สิ่งสำคัญสำหรับเด็กโดยเฉพาะเด็กที่เป็นนักกีฬาก็คือโปรตีน โดยเฉพาะนมและเนื้อสัตว์ ดังนั้น แม่จะมีนมให้เขาทุกมื้อ

 

“น้องวิวเป็นเด็กเรียนปานกลาง แต่รับผิดชอบดี เขามุ่งมั่นและมีเป้าหมาย เขาเต็มที่ทุกการแข่งและสนุกกับการซ้อม หน้าที่แม่คือให้กำลังใจ และคอยกำกับให้เขากินและนอนให้เป็นเวลา เขาทำการบ้านเสร็จตั้งแต่ที่โรงเรียน หลังจากนั้นเขาจะซ้อม กินข้าว และเข้านอนตอน 3 ทุ่ม วันไหนมีซ้อมเช้าจะตื่น 05.45 น. และวันไหนไม่มีซ้อมจะตื่น 06.30 น. เพื่อให้น้องได้พักผ่อนเต็มที่”

ขณะที่คุณพ่อของน้องแน็ก – กิตติพงษ์ แก้วจิน กล่าวว่า “ทางครอบครัวให้กำลังใจ และสนับสนุนน้องแน็กให้ทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ สิ่งที่พ่อกับแม่เป็นห่วงก็คือ เรื่องสุขภาพ พยายามย้ำกับน้องแน็กตลอดว่าต้องดูแลตัวเองโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เพราะนักกีฬาต้องใช้แรงเป็นหลัก อยากให้ทานอะไรที่มีประโยชน์ อย่างเช่นพวกนม ผัก-ผลไม้ อีกทั้งต้องรู้จักแบ่งเวลาให้กับการเรียน และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย”

 

4 ปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักไม่ลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517301

4 ปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักไม่ลด

คนที่ออกกำลังกายแล้ว แต่น้ำหนักยังไม่ลดสักที อาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมตัวเองออกกำลังกายแล้ว แต่น้ำหนักถึงไม่ลดสักที ที่ร้ายแรงกว่าคือออกกำลังกายแล้วน้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นเสียอีก ซึ่งต้องขอบอกว่า เรื่องของน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การออกกำลังกาย แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

1. นอนดึก

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ มีผลต่อฮอร์โมนบางที่ชนิดที่ส่งผลเรื่องการเจริญเติบโตและระบบเผาผลาญ โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิว ดังนั้นอาจสังเกตได้ว่าหลายคนมักจะหิวตอนดึกๆ แล้วเผลอลุกไปทานของว่าง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ โดยปกติแล้วคนเราควรนอนหลับประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

2. เผลอตามใจปาก

บางคนที่ลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร อาจมีชีทเดย์ หรือวันที่สามารถทานอะไรก็ได้ตามใจปากอยู่หนึ่งวัน ซึ่งนี่ก็อาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักไม่ลด เนื่องจากเผลอทานเยอะจนมีแคลอรี่และไขมันสะสม มากกว่าจำนวนแคลอรี่ที่ได้เผาผลาญออกไป ดังนั้นจึงไม่ควรเผลอตามใจปากมากเกินไป ทานได้แต่พอเหมาะ ไม่งั้นตลอด 6 วันที่ทำมาจะสูญเปล่า

3. ระบบเผาผลาญไม่ดี

ต้องบอกก่อนเลยว่าระบบเผาผลาญของคนเราไม่เท่ากัน บางคนออกกำลังกายหรือควบคุมอาหารนิดหน่อยก็น้ำหนักลดแล้ว แต่กับบางคนทำเท่าไหร่ก็ไม่ลดลงเท่าเขาสักที ดังนั้นให้ทำความเข้าใจร่างกายตัวเองก่อน อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่นให้เสียกำลังใจซะเปล่าๆ บางทีน้ำหนักเราอาจจะลดลงแล้ว แต่ไม่ได้ลดฮวบเหมือนคนอื่น เลยเข้าใจไปเองว่ายังไม่ผอมลง

4. ความเครียด

ความเครียดส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนอกจากความเครียดจะทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อการลดน้ำหนักแล้ว บางทีเมื่อร่างกายเกิดความเครียด ก็อาจถูกกระตุ้นให้พยายามหาวิธีผ่อนคลายด้วยการทานของหวาน ทำให้เพิ่มปริมาณแคลอรี่และน้ำตาลเข้าไปอีก ดังนั้นจึงควรผ่อนคลาย หากิจกรรมสนุกๆ ทำ หรือแท้จริงแล้วการออกกำลังกายก็เป็นอีกสิ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ด้วยเช่นกัน