บอกลาการออกกำลังกายแสนน่าเบื่อด้วยการเต้นตาม 5 ยูทูปชาแนล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517688

บอกลาการออกกำลังกายแสนน่าเบื่อด้วยการเต้นตาม 5 ยูทูปชาแนล

รวมชาแนลสอนเต้นบนยูทูปที่สามารถเต้นตามได้ง่ายๆ ที่บ้าน

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกาย หลายคนอาจจะเบือนหน้าหนี เพราะมันไม่สนุกเอาเสียเลย หรือบางเสียงก็บอกว่า ไม่มีเวลาไปฟิตเนส ซึ่งเราต่างรู้ว่านั่นมันแค่ข้ออ้าง! เราอยากให้ทุกคนโยนทัศนคติแบบเดิมๆ ทิ้งไป เพราะการออกกำลังกายมันไม่ได้น่าเบื่อเสมอไป อย่างการเต้นเนี่ย นอกจากจะช่วยเผาผลาญทุกสิ่งที่เราทานเข้าไปแล้ว ยังสนุก แถมยังทำได้ง่าย ๆ ที่บ้านด้วย

1. The Fitness Marshall

หากชอบฟังเพลงป็อป อยากเต้นเพลงมันๆ ฟีลพุ่งๆ จริตประหนึ่งว่ากำลังถ่าย MV อยู่ เราแนะนำ The Fitness Marshall เพราะคนนำเต้นจะกรี๊ดกร๊าดพูดบิ้วเราตลอดเวลา แถมยังเต้นใหญ่มาก ซึ่งพอเห็นแล้ว เราก็กล้าที่จะเต้นใหญ่ตามด้วยเหมือนกัน งานนี้เหงื่อท่วมแต่การันตีความสนุก!

2. SHiNE DANCE FITNESS

SHiNE DANCE เป็นอีกหนึ่งชาแนลที่มักหยิบเพลงฮิตตามกระแสในช่วงนั้นมาสอน ซึ่งท่าเต้นก็จะค่อนข้างง่าย จับจังหวะได้ไม่ยาก เหมาะกับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานการเต้นมาก่อน หรือคนเพิ่งเริ่มออกกำลังกายได้ไม่นาน ที่ต้องการเต้นแบบซอฟท์ๆ ค่อยเป็นค่อยไป

3. CLUB FITz

ชาแนลของสองสาว Lauren และ Kelsi ผู้ที่ชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่าเต้นค่อนข้างเหมาะกับมือใหม่ ไม่เร็วมาก เต้นตามได้ไม่ยาก นอกจากการเต้นแล้ว บางครั้งพวกเธอก็มีเทคนิคการออกกำลังกายแบบอื่นๆ อย่างเช่น การแพลงก์ มาแชร์ให้ชมกันอีกด้วย

4. Dance Fitness with Jessica

หากใครมองหาคลิปที่สั้น กระชับ ท่าเต้นง่าย จะต้องชอบ Dance Fitness with Jessica เพราะท่าเต้นแต่ละท่าเป็นท่าเบสิกที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่เอามาปรับให้เข้ากับเพลง เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น ถึงท่าจะดูเหมือนไม่อะไร แต่อย่าดูถูกนะ เพราะก็เรียกเหงื่อได้เหมือนกัน แถมได้ใช้กล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนเลย

5. REFITREV

REFITREV เหมาะกับคนที่ชอบเพลงมันๆ และรักการเต้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยเพลงที่สนุกสนาน บวกกับการต่อท่าที่ค่อนข้างเร็ว มือใหม่อาจจะยืนงงอยู่บ้างในช่วงแรก แต่รับรองว่าถ้าได้ลองเต้นไปเรื่อยๆ จะต้องติดใจอย่างแน่นอน

 

ครอบครัวสายกลาง นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517685

ครอบครัวสายกลาง นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน

 โดย ฤดูกาล ภาพ : นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน

 บทบาทของผู้บริหารหญิง นงลักษณ์ ลักษณะโภคิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย ไม่ได้รับผิดชอบแค่งานบริหาร แต่เธอยังเป็น “แม่” ของลูกสาวและผู้ชาย ผู้สอนลูกๆ ให้มีความสุขในทุกสถานการณ์ของชีวิต

 เธอเล่าว่า เธอและครอบครัวมักท่องเที่ยวด้วยกันตั้งแต่ลูกยังเล็กจนโต ปัจจุบันลูกสาวอายุย่าง 26 ปี และลูกชายคนเล็กกำลังเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังไปเที่ยวกับพ่อแม่อยู่

โดยจุดหมายปลายทางสำคัญคือ “วัด” ไม่ว่าจะเหนือ ใต้ ออก ตก เธอสามารถกล่าวได้ว่า เคยไปสักการะวัดประจำจังหวัดหรือวัดดังมาทั่วประเทศไทยแล้ว

“ครอบครัวเราจะพาลูกทัวร์วัดอย่างเดียวเลย โดยส่วนใหญ่เราจะขับรถกันไปเชียงใหม่ ล่องใต้ หรือไปทางอีสาน แวะสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนระหว่างทาง แต่จุดหมายปลายทางก็ยังเป็นวัด ทั้งไปไหว้พระ พาลูกไปปฏิบัติธรรม พาลูกไปนอนวัดก็ทำด้วยกัน ซึ่งทุกครั้งเราจะถามลูกก่อนว่าอยากไปไหม เพราะไม่อยากบังคับแต่อยากให้ลูกรู้สึกอยากไปและอยากทำจริงๆ”

 อย่างช่วงนี้เธอมักชวนลูกๆ ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม มจร.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ชวนลูกชายไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าด้วย

“ถ้าถามว่าเด็กๆ เข้าวัดแล้วเขาทำอะไรได้บ้าง พวกเขาทำได้เหมือนผู้ใหญ่ทุกอย่าง ปฏิบัติเหมือนกับเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น ลูกชายจะเล่นดนตรีเปิดหมวกกับเพื่อนๆ เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือเด็กกำพร้า

“นี่อาจเป็นสิ่งที่เขาซึมซับมาจากกิจกรรมที่เราพาเข้าทำตั้งแต่เล็ก รวมถึงทำให้เขาจัดการตัวเองได้ อย่างลูกสาวคนโตที่เริ่มทำงานแล้ว พอเขาเจอปัญหาในที่ทำงาน เขาจะมีวิธีการแก้ปัญหาโดยที่ไม่เป็นทุกข์ และจะไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ”

 นอกจากนี้ สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ต้องสอนลูกคือ สอนให้เขาอยู่ได้โดยไม่เป็นทุกข์กับทุกสถานการณ์ที่เข้ามา ไม่ใช่เพียงการสร้างทรัพย์สมบัติ แต่ต้องสอนให้เขาสามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

“เราอยากให้ลูกๆ มีความสุขกับทุกนาทีที่เขาเป็น และอยากให้เขามีความสุขในทุกๆ เวลาที่เขาอยู่กับเรา” นงลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

“ตอนนี้ลูกโตแล้วก็ยังอยากไปวัดและยังไปกับพ่อแม่ ถามว่าครอบครัวของเราไปเที่ยวเมืองนอกบ้างไหม ก็มีไปเหมือนครอบครัวอื่นๆ แต่ที่จะไปกันบ่อยคือ เข้าวัดปฏิบัติธรรม และไปทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะทำให้พ่อแม่ลูกใช้เวลาร่วมกัน ยังเป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมด้วย”

 

ลูกสาวสวยงามได้ดั่งใจ แม่เป็นกำลังใจทุกๆ ก้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517681

ลูกสาวสวยงามได้ดั่งใจ แม่เป็นกำลังใจทุกๆ ก้าว

โดย ปอย ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

คุณแม่หน้าคมงามสมวัย อภันตรี เพชรแก้ว ส่วนลูกสาวสวยโดดเด่นบนเวทีการประกวดสาวงาม พิชชาพร เพชรแก้ว ผู้เข้ารอบ 1 ใน 10 สาวงามเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ปีนี้

ขอพูดถึงความผูกพันสองแม่ลูก ในวันที่แม่จูงมือลูกส่งแรงใจก้าวพิสูจน์ศักยภาพผู้หญิงสวยพร้อมสรรพเวทีระดับประเทศ

ถ้าพิศกันเรื่องความงาม ก็ถอดประพิมพ์ประพายกันมาเป๊ะ คุณแม่อภันตรี วันนี้แสนจะภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนสวย ที่สะสมดีกรีพิสูจน์ความสามารถได้งดงาม

ทั้งการเป็นนักไอซ์สเกตลีลาแชมป์ระดับเอเชีย ปี 2011 ทำให้ได้อาชีพเป็นโค้ชคนสวยโด่งดัง มีลูกศิษย์ลูกหาติดกันเกรียวกราวของลานสเกตเดอะริงค์

 แล้วผลงานล่าสุดบนเวทีการประกวดความงาม “โค้ชปิ๊ง” พิชชาพร เพชรแก้ว ก็โชว์ศักยภาพติดโผ 1 ใน 10 สาวงามผู้เข้าประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2017 ราศีส่งโดดเด่นถูกจับตาตั้งแต่ก้าวแรก

คุณแม่อภันตรี บอกว่าปีนี้คือปีที่เหมาะสมในการประกวดความงาม โค้ชปิ๊ง-พิชชาพร อายุ 23 ปี ร่ำเรียนจบปริญญาตรีเป็นผู้ใหญ่เติบโตเต็มวัย ดูแลตัวเองได้ดีแล้ว จากที่ก่อนหน้านั้นมีแมวมองมาขอให้ไปประกวดเวทีต่างๆ ตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 15-16 ปี เวทีมิสทีนไทยแลนด์ก็ติดต่อทาบทาม

แต่แม่มีกฎเหล็กคือวัยเรียนก็ควรต้องเรียนให้เต็มที่ เวทีปีนี้จึงเป็นเวทีแรกที่คู่แม่ลูกตื่นเต้นกันอย่างมาก

“ลูกทำดีที่สุดแล้ว!” คำชมหลังลงจากเวที

มงกุฎมีเพียงหนึ่งเดียว กฎการแข่งขันมีแพ้ มีชนะ ถ้าเราทำดี ทำให้เต็มที่ที่สุดแล้ว ไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ อภันตรี เผยความรู้สึกที่บอกลูกสาวคนสวยหลังลงจากเวที “ลูกทำดีที่สุดแล้ว!”

“แม่ต้องบอกว่าถึงลูกไม่ชนะที่หนึ่ง แต่แม่ก็ภาคภูมิใจมากๆ เวทีนี้เป็นการประกวดครั้งแรก บนเวทีแม่ได้เห็นพัฒนาการของลูกเพิ่มขึ้นในทุกๆ รอบค่ะ การเดิน ความมั่นใจในการตอบคำถาม ที่น่าดีใจที่สุด เวทีนี้ลูกได้ใช้ชีวิตอยู่กับกองประกวดเก็บตัวกับเพื่อนๆ นางงาม เป็นสังคมใหม่ ประสบการณ์ใหม่

“กองเน้นทุกๆ คนเวลานั่งกินข้าว ก็นั่งเวียนๆ กัน ไม่ซ้ำกลุ่มเดิม ทำให้ลูกได้รู้จักเพื่อนหลากหลายสาวๆ งามเก่งๆ หลายอาชีพ ดิฉันบอกลูกทันทีที่ลงจากเวทีเลยค่ะ ปิ๊งทำดีที่สุดแล้ว แม่ไม่เสียใจเลย”

ส่วนการปลูกฝังอบรมเลี้ยงลูกตั้งแต่เด็กๆ อภันตรี ไม่ได้ตามใจลูก เลี้ยงลูกก็ต้องดุบังคับบ้าง ตามใจบ้าง

 “ปิ๊งทำอะไรพลาด แม่จะไม่ปล่อยเลยค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ น้องปิ๊งเล่นกับเพื่อนแย่งของเล่นกัน แม่ก็สอนลูกตรงนั้นเลยไม่ได้นะ เพื่อนกันเรามีอะไรต้องแบ่งปันกัน แต่ก็กลายเป็นว่าคนโดนแย่งของเล่นคือลูกสาวเรา (หัวเราะ) แต่แม่ก็ต้องสอนปลูกฝังนิสัยไปก่อนค่ะ ปิ๊งเป็นเด็กสาวไม่ดื้อไม่โต้เถียงแต่ถ้าเขาไม่ผิด เขาจะแสดงออกร้องไห้ก่อนค่ะ ตามประสาเด็กผู้หญิง แล้วจึงมาบอกมาอธิบายแม่ทีหลังว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร เหตุการณ์แบบนี้แม่ก็ต้องขอโทษลูกค่ะ ไม่ใช่แม่ขอโทษลูกไม่ได้นะคะ

“แม่เลี้ยงปิ๊งคนเดียวเป็นซิงเกิ้ลมัม หย่ากับคุณพ่อของเขาตั้งแต่ปี 2540 ด้วยภาวะเศรษฐกิจปีนั้นทำให้เครียดกันทั้งคู่ จึงตัดสินใจแยกกันอยู่ ลูกสาวก็ต้องอยู่กับแม่นะคะ แล้วอยู่กับพ่อจะถูกตามใจมากๆ กว่าจะได้เป็น ‘โค้ชปิ๊ง’ ในวันนี้ เราก็ฝ่าฟันมาด้วยกัน ปิ๊งไปเล่นสเกตตอนประถมฯ ปีที่ 6 ก็หยุดไป แม่ไม่มีเงิน มาได้เรียนจริงจังก็ช่วงวัยรุ่นเรียนมัธยมฯ ปีที่ 3 แล้วค่ะ แม่ให้เรียนไอซ์สเกต ไม่ได้มีสตางค์มากมายหรอกค่ะ แต่ลูกอยากเรียนรู้อะไรก็ได้เรียนพิเศษทุกอย่าง กีฬา เปียโน ศิลปะ

“ไม่บังคับ ไม่กดดัน อยากเรียนอะไรเพียงทำให้เต็มที่ ด้านการเรียนก็ไม่ได้เป็นเลิศท็อปเกรด 4 เรียนกลางๆ ค่ะ เพียงขอให้เรียนจริงจัง เรียนให้สนุก ไม่ต้องเครียด แม่ไม่กดดัน แต่ขออย่างเดียวอย่าเป็นวัยรุ่นเกเร

“การสอนลูกให้เป็นคนดี ต้องปลูกฝังเรื่องคุณธรรมมาเป็นอันดับ 1 ค่ะ แล้วไม่ใช่เลี้ยงไปชมไปนะคะ แม่ไม่ต้องชมอะไรให้มากเพราะการชมเชยนี่ญาติๆ คุณย่าคุณยายพี่ป้าน้าอาชมหลานสาวเป็นประจำอยู่แล้วค่ะ

“ส่วนในเรื่องการประกวดเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส แม่ก็ไม่เคยชมว่าลูกสาวสวย (หัวเราะ) ทุกคนในเวทีนี้สวยมากๆ แล้วข้อด้อยของปิ๊ง คือไม่เคยขึ้นเวทีประกวดเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ ไม่ได้เข้าคอร์สบุคลิกภาพไม่ได้ขัดสีฉวีวรรณคอร์สความงามอะไรเลยนะคะ แต่แม่ก็ภาคภูมิใจที่เขาทำเต็มที่นี่คือสิ่งที่ลูกเหมือนแม่ คือเราต้องใจสู้ทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุดค่ะ”

แม่คือกำลังใจ คือลมเสริมใต้ปีก

ลูกสาวขอพูดถึงคุณแม่บ้าง พิชชาพร เพชรแก้ว หรือโค้ชปิ๊ง บอกว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ ก็เพราะแม่เลี้ยงดูทั้งประคบประหงม ทั้งการเป็นครูสอนไอซ์สเกต เป็นนักกีฬาเหรีญทองระดับเอเชีย ก็เพราะการซัพพอร์ตจากสองมือแม่ซิงเกิ้ลมัมท่านนี้

“การประกวดครั้งนี้ แม่ก็ให้กำลังใจเราตลอดเลยค่ะ ลงจากเวทีก็มาเป็นโค้ชปิ๊งอีกครั้ง (บอกพร้อมรอยยิ้มหวาน) แล้วก็มีเด็กๆ มาสมัครเรียนกับเราเยอะขึ้นกว่าเดิมมากๆ ลูกศิษย์เก่าๆ ก็รอเรากลับมาสอนอย่างใจจดจ่อ เป็นเพราะภาพจากการประกวดส่งผลบวกแน่นอนค่ะ ปิ๊งก็ปลื้ม เพราะอยากให้เขาเห็นว่าคนเราสามารถเป็นอะไร ทำอะไร ได้หลายๆ อย่าง เพียงทำให้เต็มที่นะคะ

“ความรู้และประสบการณ์คือสิ่งที่คุณแม่ให้ปิ๊งมาโดยตลอด เป็นสิ่งมีค่าในชีวิตมากๆ  ปิ๊งเริ่มเรียนสเกต แม่ก็บอกนะคะรองเท้าใส่เล่นกีฬายี่ห้อดีๆ แพงมาก อยากได้ลูกเก็บสตางค์ซื้อเองด้วยไม่ใช่ให้แม่ออกให้ทั้งหมด ปิ๊งเก็บได้ 9,000 กว่าบาทค่ะ รองเท้าคู่ละเกือบ 4 หมื่นบาท ไม่รวมราคาชุดอีก 1 หมื่นกว่าบาท แม่ก็ซื้อให้ปิ๊งทั้งหมดนะคะ

“การที่เรามีกันสองคนไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวย แต่แม่ก็ส่งให้ปิ๊งมาถึงได้ในจุดนี้ แล้วแม่ก็สอนในเรื่องการทำเพื่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ปิ๊งอยากประกวดนางงามด้วยค่ะ เพราะถ้าปิ๊งมีตำแหน่ง เราก็จะเป็นกระบอกเสียงได้ในเรื่องนี้

“ลานสเกตเดอะริงค์ที่ปิ๊งเป็นโค้ช กลุ่มลูกศิษย์กลุ่มใหญ่คือ เด็กๆ หลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อได้ลองเล่นก็ชอบอยากเป็นนักกีฬาชนิดนี้ มีคนเล่นเก่งมากมีพรสวรรค์ที่ควรสนับสนุนเขาเลยค่ะ แต่ครอบครัวไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ราคาแพงให้ลูกได้ ซึ่งถ้าปิ๊งมีตำแหน่งมีชื่อเสียงก็จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยสร้างโอกาสให้พวกเขาได้นะคะ

“ทัศนคติเหล่านี้คือทุกอย่างที่แม่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ ตั้งแต่การเล่นกีฬา การทำเพื่อสังคม ล่าสุดเรื่องการประกวดนางงามแม่ก็ไม่เคยกดดัน แม่ไม่ตั้งความหวังไว้สูงสุด แม่จะบอกเสมอค่ะว่าทุกๆ การกระทำและความฝันทุกอย่างในโลกใบนี้ มีทั้งเราสามารถทำได้ และทำไม่ได้ แล้วถ้าผลลัพธ์คือไม่สมหวังแต่ถ้าลูกต้องการทำให้สำเร็จ ก็จงทำต่อไปให้เต็มที่ที่สุดค่ะ”

โค้ชปิ๊ง บอกว่าการได้ทำอะไรใหม่ๆ ก็ได้รู้ว่าการแข่งขันในบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องดุเดือด เอาชนะกันอย่างเดียว มิตรภาพจากการแข่งขันเกิดขึ้นได้เสมอเช่นในการประกวดที่ผ่านมา สิ่งที่ได้กลับมามากที่สุดก็คือคำว่ามิตรภาพนั่นเอง เป็นประสบการณ์ใหม่การประกวดเวทีแรกที่น่าตื่นเต้นไปทุกๆ เรื่อง และทุกๆ ก้าวก็มีแม่อยู่เบื้องหลังไม่เคยห่าง

 

วิถีเกษตรกร ชาวนาสไตล์ ‘สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517679

วิถีเกษตรกร ชาวนาสไตล์ ‘สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล’

 โดย  ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

 แม้จะยุติบทบาททางการเมืองเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ก่อนหันหน้าสู่เส้นทางใหม่ที่ใครหลายคนอาจไม่คาดคิดกับชีวิตเกษตรกร

สุรพงษ์ กะเทาะถึงจุดเริ่มต้นวิถีชาวนา เกิดจากสมัยดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เพราะมีโอกาสเดินทางเยือนประเทศต่างๆ จนได้เห็นสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ แล้วมาลองคิดดูว่า จริงๆ ประเทศไทยมีทุกอย่างที่ดีพร้อม ทั้งอากาศ ดิน น้ำ ที่สมบูรณ์ รวมถึงลักษณะภูมิประเทศเหมาะแก่การเพาะปลูก

สุรพงษ์ เล่าว่า จากนั้นเลยคิดจะลองปลูกข้าวโดยไม่ใส่สารเคมีและใช้ปุ๋ยธรรมชาติ จึงทดลองปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ โดยเลือกปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่ก่อนลงมือทำได้มีการไปปรึกษาลุงป้าที่เป็นชาวนามืออาชีพ และก็ได้รับความเมตตาให้คำแนะนำขั้นตอน

ส่วนเหตุผลที่เลือกข้าวชนิดนี้ เนื่องด้วยบริเวณนาแถวบ้านนั้น ส่วนใหญ่เลือกปลูกข้าวเบาคือ ใช้ระยะเวลาปลูกสั้น แต่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวหนักต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ทำให้ชาวนาบริเวณนั้นไม่นิยมที่สำคัญเมล็ดพันธุ์ยังมีไม่มากมายนัก

“ผมไปขอแบ่งเขามา โดยท่านที่แบ่งให้เป็นคนที่ทดลองสายพันธุ์นี้มานาน กว่าจะได้เมล็ดที่สมบูรณ์ ผมจำได้เลยท่านแบ่งให้มาแค่ 25 กิโลกรัม แล้วบอกว่าต้องไปทำให้เพิ่มเอาเอง ผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร คุณลุงคุณป้าก็แนะนำ หลังจากเตรียมนา เพื่อรอการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว และก็ไม่รู้ข้าว 25 กิโลกรัม ที่ได้มาจะพอกับเนื้อที่ 3 ไร่ หรือไม่”

สุรพงษ์ เล่าด้วยรอยหน้าเปื้อนยิ้มว่า ซึ่งปกติเวลาปลูกข้าวต้องใช้ต่อไร่ 25-50 กิโลกรัม

“แต่อันนี้ 3 ไร่ ใช้ 25 กิโลกรัม แต่คนที่แบ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้บอกว่าข้าวขึ้นทุกเมล็ดในใจก็แอบกลัว เพราะเป็นนาแรกที่จะลองทำไม่ต่างกับเด็กอนุบาล จึงคิดว่าเอาลองดู ไม่ลองไม่รู้ ลุงป้าชาวนาก็บอกกระบวนทำตั้งแต่เริ่มจนจบ สุดท้ายแล้วจากข้าว 25 กิโลกรัม ผลผลิตที่ได้เป็น 800 กิโลกรัม บนที่นา 3 ไร่

“คุณลุงคุณป้า ชาวนาดีใจกันมาก เพราะไม่คิดว่าข้าวสีดำจะปลูกได้ในดินบริเวณนั้น อีกทั้งไม่เคยมีใครทำกัน ยาก็ไม่ฉีด ข้าวก็น้ำหนักดี ส่วนตัวแอบยิ้มในใจ อย่างน้อยก็เปลี่ยนแปลงความเชื่อว่าข้าวนี้ปลูกไม่ได้ และบังเอิญตอนปลูก มีแมวมองมาเห็นและขอซื้อข้าวในราคาตันละ 1.2 หมื่นบาท”

สุรพงษ์ ตั้งใจว่า นาแรกจะปลูกเอาไว้กินเองก็เลยไม่ขาย เมื่อพอเกี่ยวเสร็จก็เอามาตากแดด เพื่อแบ่งเป็นเมล็ดพันธุ์และบางส่วนเก็บไว้กิน ซึ่งยอมรับว่าข้าวที่ปลูกเองครั้งแรก อร่อยอย่างบอกไม่ถูก แถมปลอดภัย ไม่มีสารเคมีโดยแท้จริง จากนั้นไม่นาน ชาวนาแถวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ และช่วยกันดูแล แลกเปลี่ยนความรู้

อย่างไรก็ดี จนทุกวันนี้เริ่มมีคนโทรมาขอซื้อ ถึงขั้นต้องจองเพื่อให้ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพราะถ้าปลอดสารพิษ ราคาก็จะสูง ลดความเสี่ยงในการทำตลาด ไม่ต้องออกไปหาตลาด แต่ตลาดจะเข้ามาหาเอง เพราะคุณภาพข้าวจะอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นจมูกข้าวที่มีประโยชน์มาก

“ทางคนที่มาซื้อข้าวที่นาผม เขามาไกลมาก ยอมขับรถมาเพื่อที่จะได้ข้าวนาแถวนี้ เพราะคุณลุงคุณป้าช่วยกันรักษาคุณภาพ เราก็มีสิทธิต่อรองราคาได้ เพราะเขาส่งให้บริษัทเครื่องสำอาง เขาจะจองเลยว่าต้องการข้าวจากนาไหน นาไหนข้าวสมบูรณ์ เพราะว่าเป็นออร์แกนิกจริงๆ”

สุรพงษ์ บอกทิ้งท้ายด้วยว่า บริเวณพื้นนาแถวนั้นก็หันมาปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่กันมากขึ้น แต่ก็คุยกันว่าต้องปลูกหลากหลายจะได้ไม่ล้นตลาด ก็จะถามกัน ถ้าปีนี้ใครปลูกไรซ์เบอร์รี่ก็จะหลีกให้กัน ผลผลิตจะได้ราคาดีกับข้าวทุกพันธุ์ที่ปลูก และส่วนตัวไม่ได้คิดจดสิทธิบัตร เพราะต้องการให้เกิดความหลากหลาย ผู้บริโภคจะได้มีโอกาสเลือกที่สำคัญคุณภาพต้องรักษาไว้

 

รักการอ่าน เบ่งบานหัวใจ ใน ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ 2560’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517677

รักการอ่าน เบ่งบานหัวใจ ใน ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ 2560’

โดย พรเทพ เฮง

 “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ 25 พ.ย. 2514

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2560 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทมาเป็นแกนหลักและประกาศความพร้อมจัด “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 (Book Expo Thailand 2017)” ในระหว่างวันพุธที่ 18-วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2560 (รวม 12 วัน) ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบกับหนังสือมากกว่า 1 ล้านเล่ม จากสำนักพิมพ์ 389 ราย รวมทั้งสิ้น 939 บูธ บนพื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตร

ภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” เชิญชมนิทรรศการความท๙งจำ/นิทรรศการภาพถ่าย “๙ สู่สวรรคาลัย”/เสวนาหัวข้อ “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์”/นิทรรศการ 100 Annual Book and Cover Design 2017/นิทรรศการ “ขอบฟ้าขลิบทอง… ส่องทางเรา กวี-ชีวิต-อุชเชนี”/การจำหน่ายของที่ระลึก “ที่คั่นหนังสือแห่งความท๙งจำ” ออกแบบเป็นพิเศษ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้โรงพยาบาลศิริราช/การจำหน่ายตราไปรษณียากรชุดพิเศษ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย และกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมายตลอด 12 วัน

รีแบรนด์สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ

 

มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของการจัดงานที่นายกและคณะกรรมการชุดใหม่ของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ที่มารับตำแหน่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พร้อมกับมีการรีแบรนดิ้งสมาคมใหม่หมดเพื่อเข้าสู่ยุค PUBAT 4.0

สุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งระเทศไทย เปิดเผยว่า มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ถือเป็นงานแสดงหนังสือระดับชาติที่ได้รับความสนใจและรอคอยจากบรรดาคนรักการอ่านมาตลอด โดยเริ่มจากการเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ของ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ผ่านโลโก้ใหม่ของ PUBAT ให้สอดคล้องกับนโยบาย PUBAT 4.0

“ในรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย มีความเป็นสากล ทันสมัยและเป็นมิตรกับทุกคน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มอาชีพ และทุกคนในครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายและกิจกรรมของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการอ่าน รณรงค์ให้คนไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้สำนักพิมพ์และผู้เกี่ยวข้อง เกิดความตื่นตัว ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตหนังสือ ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยการอ่านจะเป็นรากฐานสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศในทุกด้าน”

สุชาดา ชี้ว่า สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พร้อมผลักดันให้วงการหนังสือก้าวหน้าและยั่งยืน เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก้าวสู่ยุค 4.0

“การที่จะทำให้วงการหนังสืออยู่รอดปลอดภัย ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ มีความทันสมัย เอานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาจับ สิ่งที่คิดว่าจับต้องได้ง่ายที่สุด และสามารถทำให้ทุกคนเห็นภาพได้เร็วที่สุดในตอนนี้ก็คือ ภาพลักษณ์อันทันสมัย โฉบเฉี่ยว แล้วก็เป็นสากล ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญว่า วงการหนังสือต้องการความทันสมัย ต้องการลุคใหม่ ต้องการความเป็นมิตร และสามารถโยงมาสู่เรื่องของการอ่านได้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่จะมีบูธของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งสุชาดา มองว่า ต้องใช้กลยุทธ์ในแนวรุกบ้าง

 “ปกติแล้วจะมีบูธของสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ โน่นนั่นนี่ แต่ลืมคิดถึงตัวเราเอง ตอนนี้จะออกมาพูดว่าภารกิจของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มีอะไรบ้าง อยากทำอะไรบ้าง ในเรื่องส่งเสริมการอ่านก็ดี ในเรื่องส่งเสริมอาชีพก็ดี แล้วในเรื่องสัมมนาอบรมต่างๆ ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ไม่ได้ขายแต่หนังสือ เราทำมากกว่านั้น เพราะหนังสือเป็นสิ่งสำคัญที่พาให้คนก้าวพ้นวิกฤติ”

ทางด้านผู้ออกแบบโลโก้หรือตราของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ แบบใหม่ล่าสุด วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ ผู้ออกแบบ Corporate ldentity กล่าวต่อว่า ไอเดียที่จัดทำสัญลักษณ์ของ pubat คือทำให้มีความเรียบง่าย ใช้รูปทรงให้เห็นแล้วจดจำได้ง่าย มีลูกเล่นที่ดูสนุกสนาน วงกลมด้านล่างจะเป็นองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวกับหนังสือ หากมองโดยรวมแล้วจะเหมือนคนกำลังนั่งล้อมวงอ่านหนังสืออยู่ จึงเป็นที่มาของสัญลักษณ์ pubat

“ตัวโลโก้ใหม่ออกแบบให้มีความเป็นมิตรมากขึ้น แล้วใช้รูปทรงที่เรียบง่ายดูเป็นสากล โดยใช้ทรงเรขาคณิตเพื่อให้คนจดจำได้ง่าย ดูไม่เป็นทางการมากนัก มีลูกเล่นให้ดูสนุกสนาน จากไอเดียทั้งหมดมี 3 องค์ประกอบหลัก วงกลม 3 วง มีสำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย ร้านหนังสือกับคนอ่าน

“อ่านเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษ pubat ได้ใช้อักษรตัวเล็กเพื่อลดความขึงขัง และสามารถมองเป็นเครื่องพิมพ์ได้ซึ่งสื่อถึงตัวองค์กรที่เกี่ยวพันกับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย มองอีกมุมก็เหมือนคนอ่านหนังสือซึ่งสื่อถึงชุมชนการอ่าน พอลงไปในรายละเอียดตัวคำว่า pubat เป็นฟอร์มของสัญลักษณ์ไปในตัวด้วย พรีเซนต์ได้หลากหลายทั้งเรื่องธุรกิจหนังสือ เรื่องของการอ่าน ซึ่งมีความซับซ้อนอยู่มาก”

นิทรรศการ “ความท๙งจำ”

ความน่าสนใจของการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติในปีนี้ นอกจากเป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศใจจดจ่ออยู่ที่งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งงานหนังสือครั้งนี้ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง

มหกรรมหนังสือฯ ครั้งนี้จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” ซึ่งเชื่อมโยงกับนิทรรศการหลักของงานคือ “ความท๙งจำ” โดยการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมศิลปากร และสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือ ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ชมรมบรรณาธิการไทย กสทช. มิวเซียมสยาม โครงการสารานุกรมไทย และสำนักพิมพ์ต่างๆ

โดยทุกฝ่ายร่วมกันทำงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อวงการหนังสือของไทย ผ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ และหนังสือที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์

สำหรับแนวคิดมาสู่นิทรรศการ “ความท๙งจำ” อันทรงคุณค่าในห้วงเวลาที่สำคัญของชาวไทย และครั้งแรกที่จะนำนิตยสารวงวรรณคดี ที่จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2490 โดยได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษให้จัดพิมพ์พระราชนิพนธ์ “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” มาจัดแสดงให้ชม

สุชาดา นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ตามธีม ความทรงจำ จะคิดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับหนังสือเป็นหลักว่า

“ความทรงจำ ต้องบอกว่าครั้งนี้เป็นโจทย์ยากเหมือนกัน เป็นความตั้งใจที่จะจัดงานนี้ วาระนี้ ในช่วงเวลานี้ นี่คือความเหมาะสมของคนที่อยู่ในวงการหนังสือ คนที่อยู่ในธุรกิจหนังสือ และของคนที่รักการอ่านมารวมตัวกันหลอมดวงใจและถวายความอาลัย เพราะฉะนั้นธีมงานครั้งนี้จะเป็นเรื่องของความทรงจำที่เกี่ยวกับหนังสือและของที่ระลึกในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังสวรรคต

“ในนิทรรศการจะพูดถึง 7 ทศวรรษ ไล่ไปเลยว่ามีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มีอะไรบ้างที่ทรงทำเพื่อประชาชน มีหนังสืออะไรบ้างในทศวรรษต่างๆ ในขณะเดียวกันในทศวรรษนั้นๆ ยกตัวอย่างทศวรรษที่ 1 เป็นช่วงแรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์ และต้องกลับไปเรียนหนังสือ

“มีประโยคที่ประชาชนบอกว่า ‘ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน’ แล้วพระองค์ก็เขียนในบทความว่า ‘ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร’ จะอยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ที่รวบรวมมาชื่อ ‘วงวรรณคดี’ ชื่อบทความว่า ‘เมื่อข้าพเจ้าจากสยามอยู่สวิทเซอร์แลนด์’ เป็นพระราชนิพนธ์บทแรกของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่ง ‘วงวรรณคดี’ เปรียบเหมือนกับนิตยสาร ซึ่งในฉบับเดือน ส.ค. 2490 เล่มนี้มีบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน เล่มนี้เป็นความอนุเคราะห์จากคุณไพศาล ริเวอร์บุ๊คส์ เป็นผู้ถือครองต้นฉบับจริงของนิตยสารเล่มนี้ ได้ขออนุญาตถ่ายสำเนา แล้วนำมาก๊อบปี้เป็นนิตยสารแจกผู้มาร่วมงาน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของความทรงจำ เป็นสิ่งที่ควรจดจำ”

ไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ นักสะสมหนังสือและภาพโบราณ เจ้าของนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือน ส.ค. 2490 ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษพิเศษเฉพาะหนังสือเล่มนี้ให้จัดพิมพ์ พระราชนิพนธ์ “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรก เมื่อทรงขึ้นครองราชย์

เขาเล่าถึงความหลังที่ได้หนังสือเล่มนี้มาว่า เริ่มสะสมหนังสือมาตั้งแต่อายุ 13 ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมฯ เริ่มซื้อหนังสือจากแผงสนามหลวง

“เดินทุกวันตอนเย็น 40 กว่าปีมาแล้ว สะสมมาเรื่อยจนที่บ้านมีห้องสมุดส่วนตัว มีหนังสือประมาณ 3 หมื่นกว่าเล่ม ซึ่งเป็นหนังสือเก่าทรงคุณค่า วิธีการเก็บหนังสือเก่าเพื่อการอนุรักษ์ต้องไม่เก็บในห้องที่ร้อนเกินไป เพราะจะมีหนอนหนังสือขึ้น ต้องพยายามหั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอ

“ผมได้นิตยสาร ‘วงวรรณคดี’ เล่มนี้มาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว โดยได้มาทีเดียว 30 กว่าเล่ม ซึ่งเป็นฉบับเดือนอื่นๆ ด้วย ไล่มาตั้งแต่ปี 2489 2490 2491 2492 2493 และมีเล่มฉบับเดือน ส.ค. 2490 ฉบับนี้มาด้วย ได้หนังสือทุกเล่มมาก็ต้องอ่าน ไม่อย่างนั้นคงไม่ซื้อ เล่มที่ได้มาเจ้าของเดิมได้ทำเครื่องหมายกากบาทสีแดงตรงบทความพระราชนิพนธ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้แล้ว แสดงว่าเป็นของสำคัญ

“เมื่อผมได้มาก็เปิดอ่าน รู้สึกว่าซาบซึ้ง เป็นพระราชนิพนธ์แรกที่พระราชทานให้นิตยสารวงวรรณคดีโดยเฉพาะเลย แล้วก็มีภาพถ่ายที่เป็นฝีพระหัตถ์อยู่ในพระราชนิพนธ์นี้ด้วย ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 14 หน้า เป็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่หาชมได้ยากมาก ซึ่งสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะมีการจัดพิมพ์แจกจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมดีใจว่าบทพระราชนิพนธ์นี้จะได้มีการต่อยอดออกไป เพราะฉบับเดือน ส.ค. 2490 นั้นหายากมาก ซึ่งหอจดหมายเหตุ หอสมุดแห่งชาติ ก็ไม่มี ซึ่งนักเลงหนังสือเก่าหรือนักสะสมส่วนใหญ่ก็ไม่มีเช่นกัน”

นอกจากนี้ สุชาดา ชี้ว่า ยังมีนิทรรศการภาพถ่าย “๙ สู่สวรรคาลัย”/เสวนาหัวข้อ “๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์”

“จริงๆ แล้ว ทั่วทั้งงาน มีการกระจายนิทรรศการไปอยู่ในแต่ละโซน เยอะแยะมาก อีกนิทรรศการหนึ่งตรงบริเวณพลาซ่าก็จะเป็นนิทรรศการ ‘ส่องฟ้าขลิบทองกวีชีวิต อุชเชนี’ ใครที่เป็นแฟนกวีของอุชเชนีก็ลองติดตามและไปดูประวัติชีวิตของท่าน เป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกที่หนึ่ง

“นอกเหนือจากนิทรรศการแล้วก็ยังมีรายการบนเวที จัดเต็มอีกเช่นเคย เสวนาหัวข้อ ‘๙ วัน ๙ ความทรงจำ ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์’ ตรงนี้จะมีนักคิดนักเขียนหรือว่าบุคคลที่ทำงานสนองพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาพูดถึงพระองค์ท่านในการทำงานร่วมกัน หรือว่าแง่คิดต่างๆ ยกตัวอย่างคือนายชวน หลีกภัย มีทุกวันในเวลา 18.00 น. 9 วันเต็มๆ มีรายการสนทนานี้บนเวที แล้วก็มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร พลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นนายตำรวจที่ติดตามพระองค์ท่านตลอด แล้วก็มีนักเขียนหน้าใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่มาพูดถึงพระองค์ท่าน และมีอีกหลายคน นพ.ดนัย โอวัฒนาพานิช จะมาฉายภาพที่พระองค์ท่านสนใจเรื่องพระเครื่อง”

ความทรงจำในพระมหากรุณาธิคุณ

วิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย บอกว่า ร่วมงานสัปดาห์หนังสือฯ และมหกรรมหนังสือฯ มาตลอด ในงานในครั้งนี้ได้นำแสตมป์ที่เกี่ยวข้องกับในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นคอลเลกชั่นพิเศษ “ชุดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง รัชการที่ 9” ในปีนี้จะเริ่มจำหน่ายวันที่ 25 ต.ค. 2560 ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้

“รวมแล้วมากกว่า 10 ปีแล้วล่ะที่ร่วมงานหนังสือ ไปรษณีย์ไทยก็เป็นหนึ่งในพับลิชเชอร์หรือสำนักพิมพ์ แต่ไม่ใช่ในแบบหนังสือที่เป็นรูปเล่ม ซึ่งโดยหลักแล้วก็เป็นการพิมพ์ดวงตราไปรษณียากร ซึ่งคล้ายเป็นจดหมายเหตุแห่งแผ่นดิน วันนี้แม้ทุกคนจะเข้าสู่ยุคใหม่ ห่างเหินจากการซื้อแสตมป์เก็บสะสมกัน แต่ยังคงต้องใช้เพราะเวลาส่งไปรษณีย์ อย่างไรก็ตาม แสตมป์ก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศซึ่งทุกประเทศก็จะมีแสตมป์

“ดวงตราไปรษณียากรของประเทศไทยแม้ว่าดวงจะเล็กก็ตามแต่ก็เปรียบเสมือนจดหมายเหตุที่สืบทอดกันยาวนานมา 134 ปี ตั้งแต่ปี 2326 ซึ่งมีแสตมป์ดวงแรกของไทยบังเกิดขึ้น แสตมป์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มี 79 ชุด งานบุ๊กเอ็กซ์โปคราวนี้เราก็มีคอลเลกชั่นพิเศษ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นธีมของงานเพราะเป็นคอลเลกชั่นแห่งความทรงจำของแผ่นดิน ซึ่งมีไปแล้วเมื่อต้นปีในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ตราไปรษณียากรที่ระลึกฉลองการครองราชย์สมบัติ 70 ปี เป็นแสตมป์ที่ยาวที่สุดในโลกเพราะเราต้อการจารึกไว้ในแผ่นดินว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดเมื่อครั้งยังมีพระชนม์ชีพ”

สำหรับแสตมป์ชุดนี้จัดพิมพ์จำนวน 3 ล้านชุด มีด้วยกัน 3 รูปแบบ โดยแผ่นแรกเป็นภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ขณะทรงแย้มพระสรวล จำนวน 9 ภาพ ราคาดวงละ 9 บาท แผ่นที่ 2 ภาพเครื่องประกอบที่สำคัญ ได้แก่ พระบรมโกศ พระยานมาศสามลำคาน และพระมหาพิชัยราชรถ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พื้นหลังเป็นภาพพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมศพ รวม 3 ดวง ดวงละ 3 บาท และแผ่นที่ 3 เป็นภาพพระเมรุมาศ 1 ดวง ชนิดราคา 9 บาท ประกอบภาพพสกนิกรร่วมกันจุดเทียนถวายความอาลัย วิบูลย์ ขยายความว่า

“ไปรษณียากรชุดนี้เรียกว่าเชิญผู้บริหารไปรษณีย์จากอดีตถึงปัจจุบัน มาทุ่มหัวจิตหัวใจและวิญญาณลงไปทำ ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาในรอบ 70 ปี ซึ่งคือตราไปรษณียากรที่ระลึกพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีด้วยกัน 3 แบบ เก้าภาพจากนิรันดร์ เป็นพระองค์ท่านที่มีความสุขคัดสรรจากพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งหมด เป็นรอยยิ้มแห่งพระมหากรุณาธิคุณแห่งในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบที่ 2 มีด้วยกัน 3 ดวง ถ่ายทอดเรื่องราวพระราชประเพณีพระราชพิธีพระบรมศพ แบบที่ 3 เป็นภาพพระเมรุมาศบรรจุอยู่ในแผ่นที่มีพื้นหลังข้างบนเป็นท้องฟ้าที่บรรยากาศโศกเศร้าอาดูร ข้างล่างเป็นพสกนิกรมาประกอบเรื่องราวทั้งหมดโดยสมบูรณ์แบบ”

วิบูลย์ บอกเพิ่มเติมว่า แสตมป์มีทั้งหมด 13 ดวง ราคารวม 99 บาท เป็นคอลเลกชั่นแห่งแผ่นดิน จำหน่ายในวันที่ 25 ต.ค. 2560 นอกจากนั้น ก็มีสิ่งสะสมที่เกี่ยวเนื่องกับดวงตราไปรษณียากรชุดนี้ ภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ มีหนังสือ “2493 เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งคัดกรองเรื่องราวและเนื้อหาที่นำเสนอในนิทรรศการที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก มาไว้ในหนังสือเล่มนี้ มีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 2 หมื่นเล่ม และของที่ระลึกชุดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายของที่ระลึก “ที่คั่นหนังสือแห่งความท๙งจำ” ออกแบบเป็นพิเศษ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสมทบทุนอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา สุชาดา ขยายภาพว่าของที่ระลึกที่คั่นหนังสือ เป็นรูปรถพระที่นั่งที่ใช้ลุยน้ำลุยโคลน คุณทองแดง กล้องถ่ายภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ใช้ทรงงานประจำพระองค์ถ่ายภาพนำมาดูเพื่อใช้แก้ปัญหาให้กับประชาชน มีทั้งคอลเลกชั่นโลหะ ไม้กับหนัง ขายเพียง 99 บาท และนำรายได้มอบให้กับศิริราชพยาบาล ทำ 9,999 ชิ้น ขายในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งนี้เท่านั้น

วีรดา ศิริพงษ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ “carpenter” ผู้ออกแบบที่คั่นหนังสือไม้ บอกว่า นำเอาเศษไม้เหลือใช้จากการทำประตูหน้าต่าง ที่เขานำไปเป็นฟืน เอามาดีไซน์เป็นที่คั่นหนังสือ

“เอามาทำให้เกิดเป็นของที่อยู่ยั่งยืนตามที่พระองค์ท่านในหลวงรัชกาลที่ 9 สอน ซึ่งแรงบันดาลใจเกิดจากภาพที่ทุกคนตราตรึงอยู่ในใจ เชื่อว่าทั้งสามภาพที่เลือกมาทุกคนไม่มีใครไม่เคยเห็น คุ้นตามาตั้งแต่เด็ก การที่ทุกคนมาในงานหนังสือก็เป็นนักอ่านอยู่แล้ว นำมาใช้คั่นหนังสือได้เลยใช้ง่ายไม่ต้องลึกซึ้งอะไร คือทุกคนใช้ได้ แต่ว่าความที่เป็นไม้กับหนังให้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ ด้วยความระลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และมีพระราชดำรัสอยู่ที่แพ็กเกจด้วย”

ส่วน ปิติ อัมระวงศ์ นักออกแบบอิสระ แห่ง สตูดิโอ o-d-a ซึ่งมาทำที่คั่นหนังสือโลหะเป็นของที่ระลึก นำเสนอความทรงจำใน 3 รูปแบบ บอกว่า ทำเป็นรูปทรงที่เป็นไอคอนที่คุ้นเคยภาพจำที่คุ้นตาอยู่แล้ว

“กล้องที่ทรงใช้สุนัขทรงเลี้ยง รถยนต์ที่ใช้ทรงงาน เรื่องของความใกล้ตัวของคนเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านหลังเป็นพระราชดำรัสของพระองค์ท่านด้วย ให้คนที่ใช้งานได้อ่านและระลึกถึง ซึ่งน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ซื้อไปได้ใช้งานและนึกถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ เป็นไอคอนที่เป็นกลางและเป็นเรื่องความทรงจำ”

………….ล้อมกรอบ………..

สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ในมหกรรมหนังสือฯ ปีนี้

มีหนังสือใหม่ออกมา 4 เล่ม คือ “นาคี 2”  โดย ตรี อภิรุม / “เป็นเด็กดีนะ” ต้าปิง เขียน ศุณิษา เทพธารากุลการ แปล / “Getting Things Done” (บริหารชีวิต พิชิตความสำเร็จ) David Allen เขียน อาวีกาญจน์-ปฏิพล แปล / “ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21” (Capital in the Twenty-First Century โดย Thomas Piketty และแปลโดย นรินทร์ องค์อินทรี

สำหรับรายละเอียดกิจกรรมของโพสต์บุ๊กส์ มีดังนี้

+ วันพฤหัสบดีที่ 19 ต.ค. 2560 เวลา 13.00-16.30 น. งานวิพากษ์ “จากบูรพาสู่อุษาคเนย์” ห้อง Meeting Room 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

+ วันจันทร์ที่ 23 ต.ค. 2560 เวลา 13.00-14.00 น. งานแนะนำหนังสือ “Getthing Things Done-บริหารชีวิต พิชิตความสำเร็จ” เวทีกลางเอเทรียม

+ วันเสาร์ที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 12.00-13.00 น. งานเสวนา “ดั่งวายุอาชา ภูมิปัญญาจีน จากอดีตสู่ปัจจุบัน” หนังสือ “ย้อนอดีตราชวงศ์หมิง” “มองตะเกียบเห็นป่าไผ่” และ “เป็นเด็กดีนะ” เวทีกลางเอเทรียม

+ วันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 13.00-14.00 น. งานแนะนำหนังสือ “Capital in the Twenty-First Century-ทุนนิยมในศตวรรษที่ 21” เวทีกลางเอเทรียม

 

ความสวยงามของจิตอาสา มองในมุม ธีรพจน์ เมฆเอี่ยมนภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517674

ความสวยงามของจิตอาสา มองในมุม ธีรพจน์ เมฆเอี่ยมนภา

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เรื่องของจิตอาสา คือเรื่องของความสวยงาม มองให้เห็นเป็นไปต่างๆ เป็นเรื่องที่ใครมองใครเห็น

 

สำหรับ ธีรพจน์ เมฆเอี่ยมนภา ตัวจริงเสียงจริงของคนทำจิตอาสาคนหนึ่ง เรื่องราวต่อไปนี้ คือถ้อยคำของเจ้าตัว ที่อยากเล่าและแบ่งปัน

ธีรพจน์ หรือ “ธี” หนุ่มร่างใหญ่ วัย 38 ปี ปัจจุบันทำงานส่งเสริมวิถีเกษตรอินทรีย์ชุมชน เล่าว่า ได้ยินคำว่าจิตอาสาครั้งแรกในปี 2553 ผ่านเสียงทางวิทยุจากอาจารย์ท่านหนึ่ง รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เป็นคำที่ฟังปุ๊บก็รู้สึกถึงความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ทำให้หลงรักคำคำนี้ได้ทันที

หลังจากนั้น เลยลองค้นหาคำนี้ผ่านทางกูเกิล ทำให้ได้พบกับเว็บไซต์ volunteerspirit.org เลยลองสมัคร ไปสร้างห้องสมุด (บ้าน) ดิน ให้น้องๆ ที่โรงเรียนในอยุธยา ถือเป็นจิตอาสาเต็มตัวครั้งแรกในชีวิต

ถัดมาอีกปีเกิดน้ำท่วมใหญ่ ได้ตระเวนช่วยน้องหมาน้องแมวในพื้นที่น้ำท่วม นำอาหารเข้าไปให้ นำออกมาให้เจ้าของบางส่วนถูกช่วยออกมาแล้วนำไปไว้ที่ศูนย์เฉพาะกิจชลบุรี

 “ผมพยายามหาเวลาทำงานจิตอาสาให้ได้เดือนละครั้ง โดยหากิจกรรมที่สนใจผ่านเว็บไซต์ เช่น ทำความสะอาดเรือนนอนบ้านเฟื่องฟ้า ซึ่งเป็นบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อนที่ปากเกร็ด และเป็นพี่เลี้ยงอาสาทุกวันพฤหัสฯ”

มีบางครั้งเป็นกรณีพิเศษ เหตุไฟไหม้ที่ป่าภูหลง จ.ชัยภูมิ หลังจากดับไฟได้ มีกิจกรรมฟื้นฟู “หยอดถั่วทั่วภู ฟื้นฟูป่าภูหลง” ถือเป็นการทำหน้าที่จิตอาสาระยะไกลที่สุด เพราะขึ้นไปถึงชัยภูมิ หากมิตรภาพและประสบการณ์ที่ได้คุ้มค่า ได้รู้จักคำสอนของหลวงพ่อคำเขียน ได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่ที่มีน้ำใจมากมาย

“เป็นงานจิตอาสาที่ประทับใจมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต”

 ล่าสุด ท้าทายตัวเองด้วยการสมัครโครงการ “พี่อาสาฟังน้อง” ของมูลนิธิยุวพัฒน์ โครงการดีๆ ที่อยากให้พี่ฟังน้อง ให้ความใกล้ชิด และประคับประคองน้องให้จบการศึกษาในระบบให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภารกิจซับซ้อนกว่างานจิตอาสาที่เคยทำมา หากก็มั่นใจว่าจะปฏิบัติภารกิจจิตอาสาครั้งนี้ได้ครบเทอม (ก.ย.-ธ.ค. 2560)

“เมื่อแรกเข้าใจว่า จิตอาสาหมายถึงการเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีเหตุวิกฤต ถึงวันนี้แค่การที่เราประสานขอตู้บริจาคมาไว้ในที่ทำงานเพื่อสนับสนุนมูลนิธิใดๆ การสนับสนุนผู้ถือศีลด้วยน้ำปานะ การบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นด้วยจิตอาสา…เรื่องเล็กๆ ที่เราใส่ใจ

“แรงบันดาลใจ เคยถามและทบทวนตัวเองด้วยคำถามนี้ นึกได้คือภาพติดตาตั้งแต่สมัยเด็ก บ้านเป็นตึกแถวติดถนนสี่พระยา ค่ำวันหนึ่งมีเสียงโครม มอเตอร์ไซค์ถูกชนสลบกลางถนน คู่กรณีหายวับ พ่อรีบเข้าไปดูอาการ พยายามโบกขอความช่วยเหลือ รอนานอาจหมายถึงชีวิต พ่อกระโดดขวางตุ๊กตุ๊กคันหนึ่ง คว้าข้อมือคนขับได้ก็ตะโกนขอร้องให้ช่วย

 

“ในที่สุดพ่อก็อุ้มผู้บาดเจ็บขึ้นตุ๊กตุ๊กไปโรงพยาบาล สงสัยว่าทำไมพ่อต้องทุ่มเทขนาดนั้น ทั้งที่เรากับผู้บาดเจ็บก็ไม่รู้จักกัน ไม่ได้ถามพ่อหรือได้คำตอบ จำได้แต่ว่านั่งคิดและนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ดีใจที่มีพ่อเป็นฮีโร่”

ความทรงจำอีกหนึ่งอย่างของเขาคือ ภาพเพื่อนบ้านที่มักไปซื้อผักปลานำมาให้ บรรยากาศดีๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะในหนึ่งอาทิตย์มีไม่น้อยกว่าหนึ่งวันที่แม่จะทำเมนูเด็ดแล้วแบ่งให้เพื่อนบ้าน โดยมีธีเป็นเด็กส่งของ “ท่านทั้งสองไม่ได้สอนเป็นคำพูด แต่ทำให้เห็นว่า การแบ่งปันทำให้เราและคนรอบข้างมีความสุข ถ้าถามว่าแรงบันดาลใจเรื่องจิตอาสามาจากไหน ไม่ใช่ใครครับ พ่อแม่ผมเอง”

 

มีนัดตลาดเกษตรอินทรีย์ @ปันอยู่ปันกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517668

มีนัดตลาดเกษตรอินทรีย์ @ปันอยู่ปันกิน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

อยากไปช็อปสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนล่ะสิ!

ขอแนะนำตลาดสินค้าอินทรีย์ที่น่าสน แถมตั้งอยู่ใจกลางเมืองอีกต่างหาก ไม่ใกล้ไม่ไกลตรงย่านลาดพร้าวนี่เอง ไม่ได้มีเฉพาะผักหญ้าอาหาร เนื้อ ไก่ หมู ปลา ไข่ไก่ ไข่เป็ด ฯลฯ หากที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมคนรักสุขภาพ ที่มีสินค้าออร์แกนิกให้จับจ่ายน่าซื้อน่าใช้ อยากรู้ว่าที่ไหนก็ตามมาเลย

“ปันอยู่ปันกิน” เป็นชื่อตลาดแห่งใหม่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ชื่อตลาดมาจากชื่อกลุ่มกิจกรรมที่เพื่อนๆ คนรักอินทรีย์ฮาร์ดคอร์ออร์แกนิกร่วมด้วยช่วยกัน

การรวมกลุ่มเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ผ่านกระบวนการบ่มเพาะยาวนาน ตั้งแต่การเยี่ยมบ้านเยี่ยมฟาร์ม กิจกรรมสัญจร และอื่นๆ ในที่สุดก็กลายเป็น “ตลาดปันอยู่ปันกิน” ในปัจจุบัน

ปรินซ์-เจ้าชายผัก หรือ นคร ลิมปคุปตถาวร ผู้ร่วมก่อตั้ง เล่าให้ฟังว่า ตลาดปันอยู่ปันกินเริ่มก่อตั้งอย่างจริงจังเมื่อ 1 ปีเศษ ภายใต้คอนเซ็ปต์ชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้คนซื้อหาผลผลิตอาหารอินทรีย์ได้ทุกอย่างที่นี่

ตั้งแต่เนื้อหมูจากคอกหมูเลี้ยงปล่อย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ เนื้อไก่จากฟาร์มแม่ไก่อารมณ์ดี อาหารสัตว์ทำจากเมล็ดธัญพืชปลอดภัย อาหารทะเลก็มาจากประมงพื้นบ้าน ไม่ใช้สารเคมีในการเก็บรักษา และผักอินทรีย์สดๆ จากเครือข่ายเกษตรธรรมชาติ

“ชุมชนที่ปลูกอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาดเล็ก พวกเขาส่งผลผลิตไปยังโมเดิร์นเทรดไม่ได้ ทางออกของเราคือการรวมคนเล็กคนน้อยให้ได้จำนวนที่มากพอ แล้วใช้วิธีพรีออร์เดอร์ไปที่ผู้ผลิตโดยตรง”

จากนั้นจึงนัดส่งของ ผู้ผลิตเดินทางนำของมาส่งให้ผู้บริโภค เดือนหนึ่งก็นัดส่งของกันทีหนึ่ง โดยมากผู้ผลิตมักนำผลผลิตมาเกินจำนวน เผื่อสำรองให้กับผู้บริโภคที่ไม่ได้ส่งคำสั่งซื้อไว้ก่อน บริบทเริ่มคล้ายกับตลาด เกิดไอเดียจัดเป็นตลาดนัดอินทรีย์ขึ้นมาเสียเลย เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว คราวนี้ขาจรก็จรมาซื้อได้ ไชโย้!

ต่อยอดจากตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ สู่กิจกรรมปันอยู่ปันกินอื่นๆ เช่น เวิร์กช็อปศิลปะเด็ก (ผู้ปกครองที่นำเด็กมาด้วย เอามาฝากไว้ที่นี่ได้) คอร์สอบรมการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ คอร์สหัดตำน้ำพริกแกงด้วยตัวเอง คอร์สกินเปลี่ยนโลก

ในงานยังมีมุมแยกขยะ มุมล้างจานล้างใจ (ใช้สบู่ธรรมชาตินะ) และอีกหลายกิจกรรม ทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการพึ่งพาตัวเอง

ที่นี่มีข้าวของขายอย่างมากมายน่าตื่นใจ ตั้งแต่สินค้าเกษตรอินทรีย์ จำพวกเนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ไข่ไก่ ไข่เป็ด ผักผลไม้ตามฤดูกาล ข้าว รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูป ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยว กับข้าว อาหารคาวหวาน แกง เบเกอรี่ ขนม เครื่องดื่ม เครื่องเทศ สมุนไพร เครื่องสำอาง สบู่ ยาสีฟัน แชมพู ครีมนวดผม ฯลฯ

“เรายังมีสารพัดน้ำพริก เรามีปลาร้าบอง มีข้าวแกงอร่อยเด็ดจากเกษตรอินทรีย์ เครื่องปรุงปลอดภัยจากสบายบำบัด น้ำปลาหมักธรรมชาติ ไม่เติมไอโอดีน พริกแห้งอินทรีย์ ข้าวของเครื่องใช้อินทรีย์ สบู่แชมพูธรรมชาติ ที่ย่อยสลายได้ รวมทั้งงานศิลปะทำมือที่ดีต่อใจ”

ตลาดนัดเดือนละ 1 ครั้งในทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์สิ้นเดือน ตั้งอยู่ภายในมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ซอยลาดพร้าว 47 หรือจะเข้าทางซอยลาดพร้าววังหิน 7 ก็ยังได้

บนพื้นที่ 1 ไร่ครึ่ง เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-16.00 น. อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้กำลังจะกลับไปใช้สถานที่เก่า ซอยนาคนิวาส 30 ติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสารของตลาดปันอยู่ปันกินได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : ปันอยู่ปันกิน

“ลองทำอาหารกินเอง เพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง อย่างน้อยก็วันละ 1 มื้อ มาช่วยกันสร้างชุมชนเกษตรอินทรีย์สำหรับพวกเราทุกคนกันนะครับ” ปรินซ์-เจ้าชายผัก กระทุ้งส่งท้าย

 

กฤษฎา ชุตินธร ‘โฟลว์แอคเคาท์’ ทำสิ่งที่รักคือแรงผลักดันที่ดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 08:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517662

กฤษฎา ชุตินธร ‘โฟลว์แอคเคาท์’ ทำสิ่งที่รักคือแรงผลักดันที่ดีที่สุด

โดย วราภรณ์ เทียนเงิน

“โฟลว์แอคเคาท์” ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจสตาร์ทอัพไทยที่กำลังเติบโต รวมถึงสามารถระดมทุนและก้าวสู่ระดับระยะพรีซีรี่ส์ เอ (Pre Series A) รวมถึงยังขยายตัวและพัฒนาบริษัท รวมถึงบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

กฤษฎา ชุตินธร กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ ผู้ให้บริการ Flowaccount.com ระบบบัญชีออนไลน์สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ เล่าว่า โฟลว์แอคเคาท์ ได้ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลาร่วม 3 ปี โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 3 คน คือ ตัวเอง พี่ชาย และเพื่อน

ทั้งสามคนต่างเคยทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งต่างประสบปัญหาหลักคือ ระบบบัญชี ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต่างต้องมีปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้น จึงเห็นว่าควรเริ่มต้นสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ มีความต้องการอยู่ในตลาดและเชื่อว่าน่าจะไปได้อย่างระยะยาว

การเริ่มต้นในช่วงแรกที่มาจากเงินทุนส่วนตัวของทั้งสามคน เริ่มทำจากขนาดเล็ก หลังจากนั้นจึงมีแนวคิดว่าเราจะทำให้ดีที่สุด และทำในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

“ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในช่วงแรก ทุกคนต่างมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องเงินและบุคลากร แต่เราก็ยึดถือในเรื่องการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด เมื่อเริ่มทำแล้วและมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในศักยภาพที่เรามีทั้งสามคน ทำให้ได้รับโอกาสและได้แชมป์ เอสไอเอส เดอะสตาร์ทอัพ ในช่วง 2 ปีก่อน”

กฤษฎา เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้รับการระดมทุนจากนักลงทุน 4 รายใหญ่แล้ว วงเงินรวม 1.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย บริษัท เอสบีไอ อินเวสเมนต์ ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ที่เน้นลงทุนฟินเทคในหลายประเทศทั่วโลก บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล หรือ บีคอน วีซี จากธนาคารกสิกรไทย กองทุนโกลเดนเกต เวนเจอร์ส จากประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นกองทุนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับมากสุดในอาเซียน เน้นลงทุนในสตาร์ทอัพ และกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก จากซิลิคอนวัลเลย์ ประเทศสหรัฐ

“ช่วงประมาณ 10 ปีก่อน เมื่อเรียนจบก็สนใจอยากทำธุรกิจ จึงเริ่มจากทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนมาจำหน่ายในไทยในรูปแบบซื้อมาขายไป โดยเริ่มต้นสร้างบริษัทคนเดียว ได้ลองผิดลองถูกต่างๆ ได้เรียนรู้ในทุกด้าน เราจึงเข้าใจปัญหาของคนที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ ข้อจำกัดในด้านต่างๆ ทำให้นำมาสู่การสร้าง บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ ในปัจจุบัน” กฤษฎา กล่าว

ธุรกิจโฟลว์แอคเคาท์ มีการขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในบางครั้งการบริหารงานอาจจะเกิดปัญหาในด้านต่างๆ ก็จะใช้การปรึกษากับพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่ไว้วางใจในวงการสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวงการสตาร์ทอัพมาก่อน อีกทั้งในวงการสตาร์ทอัพและรุ่นพี่ต่างพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำต่างๆ พร้อมส่งมอบความรู้ให้แก่ทุกคนและรุ่นน้องในวงการ

“ขณะเดียวกัน ผมเองมีความชื่นชอบในการอ่านหนังสือและดูวิดีโอต่างๆ ดังนั้นจึงสามารถนำวิธีการหรือแนวคิดที่มีอยู่มาร่วมแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ผมเชื่อว่าในทุกปัญหาที่เราได้เคยเผชิญ ก็ต้องมีบริษัทหรือสตาร์ทอัพรายอื่นๆ ต่างเคยประสบมาก่อนแน่นอน”

ส่วนการบริหารงานทีมที่กฤษฎาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งถือเป็นเจ้าของกิจการ เรียกว่าต้องทำงานในทุกวัน ดูแลในทุกด้านแทบทั้งหมด แต่ก็จะมีการแบ่งเวลาส่วนตัวและเวลาทำงาน

“โดยวันธรรมดาก็จะเข้าทำงานออฟฟิศ ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ได้อยู่กับตัวเองก็จะใช้เวลาในการวางแผนของบริษัทในด้านต่างๆ รวมถึงแผนในระยะยาวขององค์กรไปด้วย ส่วนในช่วงเวลาว่างก็จะแบ่งเวลาไปท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กับ กทม. หรืออาจไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ

ขณะที่รุ่นพี่ในวงการสตาร์ทอัพที่ถือเป็นแรงบันดาลใจ จะเป็น ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ หมู อุ๊กบี ผู้ก่อตั้ง อุ๊กบี “Ookbee” ที่ผลักดันบริษัทก้าวสู่ระดับโลกแล้ว กฤษฎา บอกต่อว่า พร้อมผลักดันองค์กรเติบโตอย่างมั่นคง

“เพราะผมได้ทำในสิ่งที่ชอบและรัก จึงเป็นแรงผลักดันให้มุ่งมั่นและต้องการทำให้ดีที่สุด ไม่หยุดนิ่ง มีกำลังใจที่ดีในการทำงานทุกวัน อีกทั้งต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจ รู้สึกว่าคุณไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว มีบริษัทพร้อมแนะนำให้คำปรึกษาผู้เริ่มสร้างธุรกิจอย่างครบวงจร บริษัทยังมีบริการคอลเซ็นเตอร์พร้อมแนะนำทุกคน เชื่อมั่นว่าศักยภาพของธุรกิจไทยมีโอกาสขยายตัวได้ดีอย่างมากในระยะยาวเช่นกัน และพลังของคนรุ่นใหม่มีศักยภาพอย่างมหาศาล”

กฤษฎามีความมั่นใจว่า สตาร์ทอัพของประเทศไทยมีศักยภาพและพร้อมเติบโตในตลาดโลก รวมถึงก้าวสู่ระดับยูนิคอร์นได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

 

4 วิธีเปลี่ยนผมมันเป็นผมสวยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517572

4 วิธีเปลี่ยนผมมันเป็นผมสวยสุขภาพดี

เคล็ดลับการลดความมันส่วนเกินบนเส้นผมและหนังศีรษะ

ปัญหาผมมันนี่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงสำหรับหลายๆ คนเลยก็ว่าได้ บางคนอาจจะสระผมบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วนั่นเป็นวิธีที่ผิด และกลับทำให้ผมมันมากขึ้นด้วยซ้ำ เราจึงมีวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาผมมันที่ถูกต้องมาบอกต่อกัน

1. ห้ามสระผมทุกวัน

ความเข้าใจผิดของหลายคนคือผมมันก็เลยสระผมทุกวัน แต่แท้จริงแล้วก็สระผมบ่อยๆ จะยิ่งทำให้หนังศีรษะแห้ง แล้วไปกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้ผมมันกว่าเดิมอีก ดังนั้นควรเปลี่ยนไปสระวันเว้นแทน

2. ใช้ยาสระผมที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน

แชมพูที่ไม่มีส่วนผสมของซิลิโคน หรือแชมพูใสที่เรามักจะเห็นตามชั้นวางแชมพูเด็กนั่นแหละ แชมพูเหล่านี้เหมาะกับคนผมมันที่สุด แถมยังอ่อนโยน ไม่ทำให้หนังศีรษะลอกด้วย

3. นวดผมเฉพาะปลายผม

ผู้ที่ผมมันควรใช้ครีมนวดผมเฉพาะช่วงปลายผมเท่านั้น ไม่ควรนวดช่วงโคนผม เพราะจะไปกระตุ้นการผลิตน้ำมัน ทำให้หนังศีรษะมันกว่าเดิม

4. ใช้ดรายแชมพู

หากต้องการกู้ผมมันแบบเร่งด่วน ขอแนะนำให้ใช้ดรายแชมพูฉีดช่วงโคนผม ที่นอกจากจะช่วยให้โคนผมไม่มันแล้ว ยังมีกลิ่นหอมๆ ด้วย แต่ถ้าหากหาไม่ทัน ก็สามารถใช้แป้งเด็กโรยแทนได้เช่นกัน แค่ระวังอย่าใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ไม่งั้นจากผมมันจะกลายเป็นผมขาวแทนโดยไม่รู้ตัว

 

5 เมนูอาหารที่ทำจากสาหร่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 14:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517557

5 เมนูอาหารที่ทำจากสาหร่าย

สาหร่ายเป็นวัตถุดิบที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย และยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย

รู้หรือไม่ว่า สาหร่ายที่เราทานเล่นกันอยู่ทุกวัน เป็นแหล่งรวมวิตามินนานาชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระ แคลเซียม และไอโอดีน ที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่ควรใส่ไปในจานอาหารอยู่บ่อยๆ เราเลยมีไอเดียในการทำอาหารจานเด็ด โดยมีวัตถุดิบชั้นยอดอย่างสาหร่ายรวมอยู่ด้วยมาฝากให้ลองนำไปใช้ทำกัน

1. สลัดสาหร่าย

สลัดที่ว่านี้ควรเป็นสลัดที่ราดด้วยน้ำสลัดงาญี่ปุ่นจะเข้ากันมากที่สุด โดยให้ใช้สาหร่ายวากาเมะหรือสาหร่ายอาราเมะในการทำเมนูนี้ขึ้นมา อาจเติมแตงกวา แครอท หรือโรยด้วยงาเพิ่มด้วยก็ได้

2. ซุปสาหร่าย

เมนูนี้น่าจะเป็นเมนูโปรดของหลายๆ คนอยู่แล้ว ซุปร้อนๆ กับสาหร่ายกรุบๆ นอกจากจะอร่อย ทานเพลินแล้ว ยังได้รับสารอาหารไปเต็มๆ

3. แซนวิช

แซนวิชเป็นอีกเมนูที่ทำได้ง่ายๆ และสามารถเลือกใส่ส่วนผสมได้ตามใจ ลองเพิ่มสาหร่ายเข้าไปในแซนวิช หรือใช้แทนผักชนิดอื่นๆ ดู จะได้รสชาติแปลกใหม่ที่อร่อยไปอีกแบบ

4. ข้าวผัดสาหร่าย

หากทานอาหารญี่ปุ่นบ่อยๆ เรามักจะเห็นเขานำสาหร่ายโรยมาบนข้าว หรือบางทีก็ผัดเข้าไปด้วยกันเลย สาหร่ายจึงเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่น่าจับมาทำข้าวผัด เพื่อเพิ่มรสชาติที่ไม่จำเจ

4. ข้าวผัดสาหร่าย

หากทานอาหารญี่ปุ่นบ่อยๆ เรามักจะเห็นเขานำสาหร่ายโรยมาบนข้าว หรือบางทีก็ผัดเข้าไปด้วยกันเลย สาหร่ายจึงเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่น่าจับมาทำข้าวผัด เพื่อเพิ่มรสชาติที่ไม่จำเจ

ที่มา: care2