นักแสดงช่อง 7 ชวนปลูกดอกดาวเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:38 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517835

นักแสดงช่อง 7 ชวนปลูกดอกดาวเรือง

โดย เสน่ห์จันทน์

นักแสดงช่อง 7 สี รวมพลังเพาะปลูกดอกดาวเรืองด้วยหัวใจ ในกิจกรรม “7 สีรวมใจรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9”

พร้อมเชิญชวนแฟนๆ ร่วมปลูกดอกดาวเรืองหรือดอกไม้สีเหลือง เพื่อใช้ประดับสถานที่ราชการ สถานที่สำคัญของจังหวัด บริษัท ห้างร้าน และบ้านเรือนของประชาชน ให้บานสะพรั่งเป็นสีเหลืองทั่วทั้งแผ่นดินพร้อมกัน ในช่วงวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี “ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมปลูกดอกดาวเรืองร่วมกับคนไทยอีกหลายภาคส่วนทั่วประเทศ เพราะสีของดอกดาวเรืองเสมือนเป็นสีสัญลักษณ์ของวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้คนไทย รวมถึงตัวผมได้แสดงพลังสามัคคี ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและระลึกถึงคำสอนของพระองค์ท่านครับ”

ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล “รู้สึกดีใจมากค่ะ ที่ได้เป็นตัวแทนนักแสดงช่อง 7 สี เชิญชวนประชาชนร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองหรือดอกไม้สีเหลืองให้บานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่มีความหมายที่ดี ปลูกง่าย และเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ค่ะ”

มิกค์ ทองระย้า “ขั้นตอนการปลูกง่ายนิดเดียวครับ เริ่มจากการเพาะเมล็ด ดูแลใส่ปุ๋ย รดน้ำตามขั้นตอน รอคอยจนดอกบานเป็นสีเหลือง ทุกคนสามารถเริ่มปลูกได้แล้วตั้งแต่วันนี้ครับ จะได้บานพร้อมกันในช่วงเดือน ต.ค. ดอกดาวเรืองนอกจากจะเป็นดอกไม้ที่ให้ความสวยงามแล้ว ยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่คอยเตือนคนไทยทุกคนให้นึกถึงคำสอนของพ่อด้วย”

เซฟ-เซฟฟานี่ อาวะนิค “ช่วงนี้ประชาชนทางบ้านคงจะเริ่มปลูกดอกดาวเรืองกันแล้ว เซฟก็เป็นหนึ่งในนั้น รู้สึกประทับใจที่คนไทยหลายๆ คนมีความตั้งใจและร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะดอกไม้สีเหลืองที่เราปลูกมีความสำคัญ พระองค์ทรงพระบรมราชสมภพวันจันทร์ สีประจำพระองค์จึงเป็นสีเหลือง อยากให้คนไทยทุกคนร่วมมือกันปลูกด้วยหัวใจ เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 กันนะคะ

จิณณ์ จิณณะ “ผมเคยร่วมงานปลูกป่าและงานจิตอาสากับโครงการของช่อง 7 สี มาหลายครั้งแล้วครับ แต่ครั้งนี้เป็นวาระสำคัญที่เราจะพร้อมใจกันทำเพื่อพ่อหลวงของเราแบบเรียบง่ายและพอเพียง เพราะพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อคนไทยมาตลอด 70 ปี และนี่เป็นสิ่งที่ลูกๆ ทุกคนสามารถทำเพื่อพระองค์ท่านได้ จึงอยากจะเชิญชวนประชาชนคนไทยปลูกดอกไม้สีเหลือง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความอาลัยและความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 กันครับ”

บิ๊ก-ณทรรศชัย จรัสมาส “ผมและครอบครัวได้ลงมือปลูกดอกดาวเรืองไว้ที่บ้านเรียบร้อยแล้วครับ เป็นกิจกรรมที่เราทำร่วมกับครอบครัว และเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ลูกคนนี้สามารถทำเพื่อพ่อได้ ผมขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อพร้อมๆ กัน  โดยหมั่นรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย และรอวันให้บานสะพรั่งในช่วงเดือน ต.ค. หรือถ้าไม่สะดวกที่จะปลูกดอกดาวเรือง สามารถเลือกดอกไม้สีเหลืองชนิดอื่นๆ ก็ได้นะครับ”

 

เอล เกรโก-โกยา ยอดศิลปะสเปนกลางลอนดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517814

เอล เกรโก-โกยา ยอดศิลปะสเปนกลางลอนดอน

โดย อฐิณป ลภณวุษ

หากชื่นชอบผลงานมาสเตอร์พีซของจิตรกรชาวสเปน นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปราโด ในกรุงมาดริด ประเทศเจ้าตำรับแล้ว ก็เห็นจะต้องมาที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส (The Bowes Museum) ในปราสาทบาร์นาร์ด ที่เมืองเดอร์แฮม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งระหว่างวันนี้-7 ม.ค. 2018 ได้ขนเอาคอลเลกชั่นสุดพิเศษของจิตรกรสเปนมาให้ชมกัน ณ หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น กลางกรุงลอนดอน (Wallace Collection, London) กับนิทรรศการ El Greco to Goya – Spanish Masterpieces from The Bowes Museum

ในนิทรรศการนี้ ขนมาตั้งแต่สุดยอด ผลงานของ “เดอะ กรีก” เอล เกรโก หรือ โดเมนิคอส เตโอโตโคปุลอส (มีชีวิตระหว่างปี 1541-1614) อย่าง The Tears of St Peter ไปจนถึง Interior of a Prison ของฟรานซิสโก เด โกยา (1746-1828) รวมทั้ง Mariana of Austria, Queen of Spain ของเคลาดิโอ โคเอลโย (1642-1693) และมาสเตอร์พีซของจิตรกรที่อาจชื่อไม่คุ้นหูคนอื่นๆ ซึ่งนับเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางศิลปะสเปน จากศตวรรษ ที่ 15-19 ได้เป็นอย่างดี เช่น Still life with Asparagus, Artichokes, Lemons and Cherries ของ บลาส เด เลเดสมา ที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงศิลปะสเปนราวปี 1602-1614 โดยไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาของเขาเลยด้วยซ้ำ มีเพียงผลงานจำนวนน้อยที่คงเหลือเป็นหลักฐานการมีอยู่ของเขา

“ต้องบอกว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส เป็นศูนย์รวมของศิลปะมาสเตอร์พีซของจิตรกรสเปนอย่างแท้จริง” ซาเวียร์ เบรย์ ผู้อำนวยการหอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น บอก เป็นเพราะว่าผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ อย่าง จอห์น และโจเซฟิน โบว์ส ชายชาวอังกฤษ ผู้สมรส กับภริยาชาวฝรั่งเศส มีใจรักในศิลปะ เธอตัดสินใจขายปราสาทที่เป็นมรดกตกทอด จากบิดา (เอิร์ลแห่งสตราทมอร์ ที่ 3) เพื่อนำมาซื้อภาพเขียนล็อตใหญ่ โดยเฉพาะภาพ ของเอล เกรโก และฟรานซิสโก เด โกยา ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ว่า ซื้อมาจากคอลเลกชั่น ของ เคาน์เตส เด ควินโต ในสเปน ราวปี 1862

สำหรับ ซาเวียร์ เบรย์ ซึ่งอดีตเคยเป็นภัณฑารักษ์จิตรกรรมสเปน ณ หอศิลป์ แห่งชาติอังกฤษ กรุงลอนดอน (National Gallery, London) บอกต้องยอมรับเลยว่า จะหาคอลเลกชั่นภาพพอร์เทรตผลงานของ ฟรานซิสโก เด โกยา ที่ดีกว่าที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส ไม่มีอีกแล้ว โดยที่นี่มีกระทั่งภาพพอร์เทรตของ ฆวน อันโตนิโอ เมเลนเดซ บัลเดส กวี, นักกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนสนิทของจิตรกรดังรวม อยู่ด้วย

นอกจากนี้ ผลงานของ “เดอะ กรีก” เอล เกรโก ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส ก็ต้องบอกว่า รวมสุดยอดของผลงานที่ดีที่สุดไว้ใน ที่เดียว ไม่กระจัดกระจายเหมือนในสเปนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะ The Tears of St Peter ซึ่งเป็น ผลงานไฮไลต์ของนิทรรศการที่นำมาจัดแสดงที่หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่นนี้ ที่เอล เกรโก วาดเอาไว้ถึง 6 เวอร์ชั่น “สำหรับผลงาน The Tears of St Peter พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เดอะ โบว์ส นับเป็นเวอร์ชั่นแรกที่เขาวาด” ผู้อำนวยการ หอศิลป์วอลเลซ คอลเลกชั่น บอก

นับเป็นครั้งแรกที่ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ได้มาปะทะสังสรรค์กับผลงานของศิลปินเล็กๆ แต่สุดยอดไม่แพ้กัน แถมยังเปิดโอกาสให้ชมกันฟรีๆ ไปจนถึงต้นปีหน้า กลางกรุงลอนดอนกันเลยทีเดียว โดย วอลเลซ คอลเลกชั่น ต้องการให้ได้บรรยากาศเหมือนกับได้ไปเยือนปราสาทบาร์นาร์ด ในเดอร์แฮมจริงๆ จึงได้จัดแสดงต่างจากนิทรรศการอื่นๆ แบบให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมภาพเขียนในบ้าน นอกจากนี้ ยังจัดแสงแบบสลัวๆ ให้ได้ชมกันตามอารมณ์ภาพ ที่ส่วนใหญ่บอกเล่าเรื่องราวอิงคริสต์ศาสนา รวมทั้งเป็นภาพในโทนขรึมขลังอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การแสดงงานครั้งนี้ต้องการนำเสนอคุณค่าทางศิลปะเป็นหลัก แม้ว่า ผลงานจำนวนมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ก็ตาม ดังเช่น ผลงานของ โฆเซ อันโตลิเนซ (1635-1675) The Immaculate Conception ที่ซาเวียร์ เบรย์ บอกว่า ให้มองข้ามเรื่องความเลื่อมใส ไปโฟกัสที่ความเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยม

เช่นเดียวกับ The Tears of St Peter ในแง่ของศิลปะนั้น ไม่ได้คำนึงว่าเป็นเรื่องราวของนักบุญเปโตร ผู้ทรงสถิตอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า หรือผู้ซึ่งตรึงกุญแจสวรรค์ ทว่าเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพที่มอบอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ นักบุญเปโตรในเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มตัดด้วยสีเหลืองมัสตาร์ด กับสีหน้าของท่านที่เต็มไปด้วยน้ำตา บนฉากหลังขมุกขมัวกับพายุที่โหมกระหน่ำ “ผมว่าภาพนี้มาอยู่ในยุคแอบสแทรกต์ อิมเพรสชันนิสม์ได้อย่างเนียนๆ เลย” ซาเวียร์ เสริม

พอร์เทรตของ ฆวน อันโตนิโอ เมเลนเดซ บัลเดส แขวนอยู่ตรงข้ามกับ The Tears of St Peter ในนิทรรศการฯ โดย ฟรานซิสโก เด โกยา วาดภาพเพื่อนกวี-นักกฎหมายแก้มสีชมพูระเรื่อ ปากของเขาเผยอเล็กน้อย เหมือนต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง นับเป็นภาพเขียนที่แตกต่างไปจากภาพอื่นๆ ของโกยาที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะภาพไฮไลต์อย่าง Interior of a Prison ฉากตอนในคุกที่ดูไม่น่าอภิรมย์ กับภาพเงาเลือนรางของนักโทษที่ดูคล้ายปิศาจผอมโซ โดนตรึงอยู่ในโซ่ตรวน ขณะที่ภาพอื่นๆ ทั้งภาพเกี่ยวกับการสู้วัวกระทิง, ไฟไหม้โรงละคร รวมทั้งภาพ นักเดินทาง ก็แตกต่างไปคนละอารมณ์

แน่นอนว่า ซีรี่ส์ผลงานของโกยา มากันครบถ้วนแบบยากที่จะเห็นที่ไหน ทั้งภาพพิมพ์ชุด Caprichos ไปจนถึง Black Paintings อันเป็นซีรี่ส์สุดท้ายก่อนที่เขาจะจบชีวิตลง

 

พงษ์ศักดิ์ สมบัติกิจตระกูล ปันความสุขผ่าน รีสอร์ท สโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517833

พงษ์ศักดิ์ สมบัติกิจตระกูล ปันความสุขผ่าน รีสอร์ท สโลว์ไลฟ์

โดย ภาดนุ

ก่อนจะมาเป็นเจ้าของ “บ้านลีลาไทย รีสอร์ท แอนด์ สปา” ซึ่งเป็นรีสอร์ทเรือนไทยประยุกต์แอบอิงแนบชิดธรรมชาติ รายล้อมด้วยสวน ด้านหนึ่งติดริมคลองน้ำใส เปี๊ยก-พงษ์ศักดิ์ สมบัติกิจตระกูล เล่าว่า เดิมทีเขามีอาชีพเป็นช่างเสริมสวยมานาน (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่) แต่วันหนึ่งเขากับแฟนก็คุยกันว่า บ้านแฟนมีที่ดินซึ่งติดริมคลองอยู่ที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ซึ่งบรรยากาศดีมาก น่าจะปลูกเป็นเรือนไทยประยุกต์สัก 2 หลัง เพื่อเอาไว้อยู่เองตอนเลิกทำงานในกรุงเทพฯ

“ไปๆ มาๆ เมื่อเพื่อนๆ ชาวต่างชาติของผม ซึ่งมีทั้งชาวออสเตรเลีย อังกฤษ และญี่ปุ่น มีโอกาสได้มาเที่ยวที่นี่ พวกเขาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ทำไมเราไม่แบ่งปันความสุขจากธรรมชาติสวยๆ ที่รายล้อมตัวเราแบบนี้ให้ผู้อื่นบ้าง พวกเขาเลยยุให้ผมทำรีสอร์ทหรือโฮมสเตย์แนวสโลว์ไลฟ์ขึ้นมา ผมจึงปรึกษากับเพื่อนๆ และแฟนจนนำไปสู่การร่วมลงทุนเพื่อสร้างรีสอร์ทนี้ขึ้นมา

รีสอร์ทนี้มีที่ดินเป็นผืนยาวๆ คล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว ด้วยเนื้อที่ 5 ไร่ ตีขนาบไปกับสวนมะม่วงของเจ้าของอื่น ก่อนสร้างรีสอร์ทผมก็ระดมความคิดและปรึกษากับเพื่อนที่ร่วมลงทุนด้วยกันอยู่นาน โดยขั้นแรกเราทำเป็นโมเดลหรือแบบจำลองเรือนไทยที่เราต้องการสร้างจริงจำนวน 20 หลังขึ้นมาก่อน เพื่อล็อกตำแหน่งเรือนไทยแต่ละหลังตามแบบของที่ดิน พอโมเดลเสร็จเราก็มาคุยกันว่า ถ้าได้แบบนี้ก็ดีเลยล่ะ จากนั้นเราก็ร่วมลงทุนกันคนละหลายล้านบาทเลยล่ะ

ถามว่าทำไมต้องเป็นรีสอร์ทเรือนไทยน่ะเหรอ เหตุผลก็เพราะผมกับแฟนชอบบ้านสไตล์เรือนไทย แต่ถ้าเรือนไทยนั้นสร้างจากไม้อย่างเดียวมันก็จะดูแลรักษาลำบาก เราจึงสร้างเป็นเรือนไทยประยุกต์ร่วมสมัยที่ใช้วัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ซึ่งก็ออกมาตรงใจเราทีเดียว”

พงษ์ศักดิ์ บอกว่า ระยะเวลาในการสร้างรีสอร์ท เฉพาะวางแผนและทำแบบจำลองขึ้นมาก็ใช้เวลาเกือบปี อีกอย่างแต่เดิมที่ดินผืนนี้เคยเป็นสวนมะม่วงมาก่อน จึงต้องใช้เวลาในการปรับเตรียมสถานที่อยู่นานพอสมควร กว่าจะสร้างเสร็จก็ใช้เวลาเป็นปีเช่นกัน จนออกมาเป็นเรือนไทยสไตล์รีสอร์ท 20 หลังอย่างที่เห็น ซึ่งเรือนหลังหนึ่งสามารถนอนได้เต็มที่ 4 คน เพราะมีชั้นลอยอยู่ในเรือนทุกหลัง

“ตั้งแต่เริ่มเปิดบ้านลีลาไทยมา ปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยความหมายของชื่อก็บอกในตัวอยู่แล้วว่า ผู้ที่มาพักจะได้สัมผัสกับวิถีธรรมชาติ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ ซึ่งเป็นการพักผ่อนที่เงียบสงบ จังหวะชีวิตเดินไปแบบช้าๆ เหมาะกับการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุงได้เป็นอย่างดี คนที่มาพักที่รีสอร์ทเรามีทั้งกลุ่มคณะที่มาจัดประชุมสัมมนา หลังๆ ก็เริ่มมีกลุ่มคนที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งจะมาพักที่นี่หรือมาจัดกิจกรรมที่นี่ทุกเดือน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักวิ่งมินิมาราธอนหรือมาราธอนก็มาเข้าพักเป็นระยะๆ เพราะ จ.สมุทรสาคร อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แล้วยังเป็นโลเกชั่นที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมแข่งขันวิ่งด้วย พวกเขาจึงมาจัดกิจกรรมในย่านนี้บ่อยๆ

สำหรับคนทั่วไปที่ตั้งใจมาสัมผัสวิถีธรรมชาติอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่แล้วจะวอล์กอินเข้ามาในช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เพราะที่รีสอร์ทจะเปิดร้านอาหาร ‘บ้านลีลาไทย’ ไว้ด้วย ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ที่เคยมาพักที่นี่แล้วถูกใจกับบรรยากาศ หรือเคยมาลองรับประทานอาหารแล้วรู้สึกติดใจในรสชาติของอาหารที่นี่ ซึ่งถ้าจะมาแนะนำให้โทรเข้ามาจองล่วงหน้าก่อน เพราะแฟนผมจะเป็นเชฟลงมือทำอาหารเองทุกเมนูเลย เป็นเมนูไทยๆ ซึ่งจะคัดวัตถุดิบสดใหม่ในทุกๆ วัน เช่น น้ำพริกปลาทู น้ำพริกกะปิ แกงส้มกุ้งชะอมทอด ปลาทอด เป็นต้น”

พงษ์ศักดิ์ บอกว่า คนที่มาพักที่รีสอร์ทนอกจากจะได้รับประทานอาหารอร่อย สะอาด สดใหม่ ปลอดสารพิษแล้ว ยังได้สัมผัสกับธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยสวนมะม่วง สวนมะพร้าว สวนกล้วย รวมทั้งคลองเล็กๆ น้ำใสๆ ขนานไปกับรีสอร์ทที่มีปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายไปมาให้เห็น มีต้นไม้ ดอกไม้ และเสียงนกร้องให้ได้ยิน แถมตอนเช้าใครที่ต้องการตื่นขึ้นมาใส่บาตรที่ท่าน้ำ ซึ่งจะมีพระสงฆ์พายเรือมารับบิณฑบาตริมคลองก็สามารถแจ้งกับทางรีสอร์ทได้เลย

“นอกจากนี้ เรายังมีบริการพานักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาตินั่งเรือหางยาวไปชมตลาดน้ำคลองดำเนินสะดวก ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองที่อยู่หน้ารีสอร์ทอีกด้วย แต่อาจจะต้องตื่นเช้าสัก 6 โมงเช้าได้ พอชมตลาดสัก 3-4 ชั่วโมง ซื้อของเสร็จเรียบร้อยก็ค่อยนั่งเรือหางยาวกลับมารีสอร์ทอีกที แล้วยังมีการจัดทริปไหว้พระ 9 วัดในย่านนี้แบบ 3 วัน 2 คืน ที่สามารถเดินทางโดยเรือไปตามวัดต่างๆ ในย่านนี้ให้กับลูกค้าด้วย ถ้าพูดถึงกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่มาพักที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วคนไทยจะเป็นคนพามาพัก หรืออาจจะเป็นเพื่อนหรือเป็นแขกของพวกเขาซะมากกว่า

อีกอย่างชาวบ้านบริเวณนี้จะทำสวนกันซะเยอะ เช่น ฝรั่ง แก้วมังกร มะพร้าว และลำไย เป็นต้น ซึ่งทางรีสอร์ทเราก็ปลูกพืชผักสวนครัวกินได้แซมไว้ตามพื้นที่ว่างๆ ด้วยเช่นกัน เรียกว่าได้บรรยากาศสงบเรียบง่ายในจังหวะชีวิตช้าๆ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตริมคลองดำเนินสะดวกที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีความยาวทั้งหมด 35 กม. และเชื่อมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ สมุทรสาคร ราชบุรี และสมุทรสงคราม เข้าด้วยกันให้สามารถเดินทางทางน้ำได้

ในอนาคตผมมองว่าประเทศไทยเรากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แล้วเจ้าหน้าที่ของบ้านพักคนชราอย่าง ‘บ้านบางแค’ มักจะพาผู้สูงอายุมาสัมมนาและมาพักที่รีสอร์ทเราเป็นประจำทุกปี รวมทั้งชมรมผู้สูงอายุต่างๆ ที่พาเจ้าหน้าที่และวิทยากรมาอบรมเพื่อเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ทีนี้ก็มีผู้บริหารของบ้านบางแคเสนอไอเดียว่าเราน่าจะสร้างที่พักสำหรับผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ขึ้นมาบ้าง เรียกว่าให้มาพักผ่อนที่นี่โดยคิดค่าพักเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือนพร้อมอาหารก็ดูน่าสนใจดี’

พงษ์ศักดิ์ เสริมว่า เมื่อคิดดูแล้วไอเดียนี้น่าจะเป็นไปได้ เพราะรีสอร์ทแต่ละหลังก็เป็นรีสอร์ทใต้ถุนสูงที่ได้ทำห้องน้ำชั้นล่างเผื่อไว้แล้วตั้งแต่เดิม ถ้าจะปรับเปลี่ยนมาเป็นที่พักของผู้สูงอายุ โดยกั้นห้อง ใส่เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่นเพิ่มเข้าไปก็น่าจะเป็นไปได้ง่าย เพราะตอนนี้เขาได้ทดลองทำที่พักสำหรับผู้สูงอายุไว้แล้ว 2 หลังด้วยกัน

“ขอย้อนไปพูดถึงคอร์สปฏิบัติธรรมที่ได้เกริ่นไปนิดนึง ส่วนใหญ่แล้วกิจกรรมแบบนี้จะมีเจ้าภาพหรือคนจัดงาน ซึ่งเป็นคนที่เคยมาพักแล้วรู้สึกชอบสถานที่ร่มรื่น มีความเป็นธรรมชาติ และเงียบสงบดีเป็นผู้จัด คนที่มาปฏิบัติธรรมก็มีทั้งวัยทำงานและวัยผู้ใหญ่ โดยผู้จัดจะเชิญพระอาจารย์มาอบรมการปฏิบัติธรรม ซึ่งส่วนมากคนมักจะเดินทางมาพักในวันศุกร์เย็น และปฏิบัติธรรมในวันเสาร์เต็มวัน แล้วพักวันอาทิตย์ครึ่งวันเช้า พอครึ่งวันบ่ายก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ซึ่งผมว่าสถานที่และบรรยากาศของรีสอร์ทนี้มันเอื้ออำนวยให้จัดกิจกรรมเหล่านี้ได้ดีเลยครับ ส่วนใหญ่แล้วจะมาจัดกันเดือนละ 1-2 ครั้งได้

ตั้งแต่เปิดรีสอร์ทมา 6 ปี ผลตอบรับจากลูกค้ากลุ่มต่างๆ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ในอนาคตอย่างที่บอกคือจะเพิ่มที่พักของผู้สูงอายุเข้ามา ตอนนี้ผมก็เริ่มส่งพนักงานไปอบรมการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มแล้ว ส่วนในเรื่องของอาหารการกิน เท่าที่เราได้เรียนรู้มาก็คือ อาหารของผู้สูงอายุนั้นต้องแบ่งเป็นวันละ 5 มื้อ และอาหารแต่ละมื้อต้องเป็นอาหารอ่อนๆ หรือเมนูที่ย่อยง่ายๆ

แล้วเรายังคิดไปถึงบริการเสริมที่ผู้สูงอายุบางท่านอาจต้องการ เช่น บริการรับ-ส่งตามวันเวลาที่แพทย์นัด พาไปเดินห้างเพื่อช็อปปิ้ง หรือบริการนวดตัว ซอยผม สระไดร ทำเล็บ สอนร้องเพลง สอนใช้ไลน์ในแท็บเล็ต กิจกรรมปลูกผัก ออกกำลังกาย เราก็จะมีคนดูแลหรือคอยสอนในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้ด้วยครับ เรียกว่าให้พวกเขาอยู่อย่างสุขกายสบายใจท่ามกลางบรรยากาศเขียวๆ สดชื่น กับอากาศบริสุทธิ์ ก็นับว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่เราสามารถแบ่งปันให้กับผู้ที่มาพักรีสอร์ทของเราได้”… โทร. 02-437-3355, 08-6896-6885 หรือ FB : Baanleelathai Resort And Spa

 

4 พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอาการปวดคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517733

4 พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอาการปวดคอ

รวมพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการปวดคอ

อาการปวดคอเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนน่าจะกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกิดมาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน หากเรารู้เท่าทันและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ ก็น่าจะพอช่วยให้อาการปวดคอทุเลาลงได้

1. ติดโทรศัพท์มือถือ

ผู้ที่เล่นโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ ล้วนเสี่ยงต่ออาการปวดหลัง เนื่องจากมักจะก้มหน้าตลอดเวลา การก้มหน้านานๆ ก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ทำให้ปวดคอได้

2. นอนผิดท่า

ท่านอนก็มีผลต่ออาการปวดคอเช่นกัน การนอนผิดท่า นอนตกหมอน หมอนไม่ตรงกับสรีระ หมอนสูงหรือต่ำเกินไป ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง ดังนั้นจึงควรเลือกหนุนหมอนให้เหมาะกับตัวเอง หากปวดคอมากๆ อาจหันมาเลือกใช้หมอนโฟมหรือหมอนที่ผลิตมาเพื่อผู้ที่ประสบปัญหานี้โดยเฉพาะ น่าจะพอทำให้อาการปวดคอลดลง

3. ออกกำลังกายหนักเกินไป

การออกกำลังกายหนักเกิน หรือฝืนขีดจำกัดของตัวเอง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ โดยเฉพาะการเล่นเวทเทรนนิ่ง และการยกน้ำหนัก การรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ฝืนร่างกายจนเกินไป รวมไปถึงการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย น่าจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้

4. สะพายกระเป๋าหนัก

หลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง มักใส่ของทุกอย่างลงในกระเป๋าสะพายประหนึ่งว่าจะแบกบ้านไปด้วย ซึ่งการที่เราแบกกระเป๋าหนักๆ ทุกวันแบบนี้ มีส่วนทำให้สายสะพายของกระเป๋าไปกดไหล่ลง ทำให้ปวดคอและไหล่ ดังนั้นหากเกิดอาการปวดคอ ให้ลองเช็คน้ำหนักของกระเป๋าสะพายดูก่อน อาจจะทำให้อาการดีขึ้นได้

ที่มา: rd

 

6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 17:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517723

6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิตามินดี

รวมเรื่องที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Vitamin D

วิตามินดี เป็นวิตามินที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่าสามารถได้รับจากแสงแดดยามเช้า โดยรังสียูวีจะทำปฏิกิริยากับน้ำมันบนผิวหน้า ส่งผลให้เกิดการสร้างวิตามินดีและดูดซึมกลับไปใช้ในร่างกาย นอกจากแสงแดดแล้ว อาหารหลายชนิดก็เป็นแหล่งวิตามินดีเช่นกัน เราจึงขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักวิตามินดีให้มากขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และสุขภาพที่แข็งแรงของทุกคน

1. วิตามินดีพบได้ในอาหารจำพวกปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน น้ำมันตับปลา รวมไปถึงนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมด้วยเช่นกัน

2. วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน โดยจะดูดซึมพร้อมกับไขมันผ่านทางลำไส้ ดังนั้นเวลาทานอาหารเสริมที่มีวิตามินดี จึงควรทานพร้อมกับมื้ออาหาร เพื่อให้ดูดซึมได้ดีที่สุด

3. นอกจากจะมีประโยชน์ในตัวเองอย่างการทำให้ผิวชุ่มชื้นแล้ว วิตามินดียังมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของวิตามินชนิดอื่นๆ อย่าง วิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส อีกด้วย

4. วิตามินดีมีหน่วยวัดเป็น IU หรือ ไมโครกรัมของโคลีแคลซิเฟอรอล โดยขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่คือ 200 – 400 IU หรือ 5 – 10 ไมโครกรัม ซึ่งวิตามินดีที่เป็นอาหารเสริมแบบแคปซูล มักขนาดประมาณ 400 IU

5. ผู้ที่ควรทานวิตามินดีเพิ่ม ได้แก่ ผู้ที่ทำงานกลางคืนแล้วไม่ค่อยได้รับแสงแดด คนผิวเข้มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แสงน้อย คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควันมลภาวะ

6. ไม่ควรทานวิตามินดีเกินวันละ 20,000 IU เพราะจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ อาจมีอาการกระหายน้ำผิดปกติ คันตามผิวหนัง อาเจียน หรือท้องร่วงได้

 

4 ผลไม้ที่จัดว่าเป็นอาหารผิวชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 16:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517711

4 ผลไม้ที่จัดว่าเป็นอาหารผิวชั้นดี

ผลไม้ 4 ชนิดที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสุขภาพดี

ยิ่งเวลาผ่านไป ผิวพรรณของเราก็จะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา การดูแลผิวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจึงควรทำจากภายในสู่ภายนอก นั่นก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับการทาครีมบำรุงผิวต่างๆ ซึ่งผลไม้ที่เป็นของใกล้ตัวเราหลากหลายชนิด ก็มีส่วนช่วยฟื้นบำรุงผิวสวยได้ด้วย

1. แตงโม

แตงโมเป็นอาหารผิวชั้นดีอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เพราะในแตงโมมีวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการผลิตไขมัน มีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นอกจากนั้นวิตามินเอยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย

2. มะเขือเทศ

ในผลมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง นอกจากนั้นยังมีสารที่ช่วยชะลอวัยให้ผิวพรรณเราอ่อนเยาว์ และยังช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะทานเล่น หรือปั่นเป็นน้ำผลไม้ทานก็ดีต่อสุขภาพผิวเช่นกัน

3. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีอยู่มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเรา ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และกรด Ascorbic acid ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายอีกด้วย

4. มะนาว

น้ำมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ซึ่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสได้อีกด้วย

 

5 สรรพคุณที่หลายคนอาจยังไม่รู้ของน้ำมันมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 15:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517705

5 สรรพคุณที่หลายคนอาจยังไม่รู้ของน้ำมันมะพร้าว

รวมสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวคนไทยอย่าง “น้ำมันมะพร้าว”

ตามร้านค้าต่างๆ หรือในร้านเสริมสวย เรามักจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากมะพร้าว อย่าง น้ำมันมะพร้าว ที่ถูกนำไปใช้ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวนั้นมีมากมายมหาศาล และบางข้ออาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ได้

1. ป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันธรรมชาติอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันนี้เป็นไขมันที่มีผลต่อสุขภาพของเรา ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ร่างกายต้องการ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ HDL และยังช่วยในการแปลงคอเลสเตอรอลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ให้เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

2. ลดอาการอักเสบและโรคข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบอาจจะเกิดได้จากการนั่งทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ที่อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบ เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การพิมพ์งาน การเล่นโทรศัพท์มือถือ ประโยชน์อย่างหนึ่งของน้ำมันมะพร้าว คือจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้ดียิ่งขึ้น การทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยเพิ่มแคลเซียมและแมกนีเซียมให้กับกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตได้ดี และป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูกได้อย่างดี

3. กระตุ้นการทำงานของสมอง

กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวจะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ ให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลการศึกษายังบอกด้วยว่า กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวนั้นยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

4. ป้องกันโรคเหงือกและฟัน

การใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นอีกหนึ่งวิธีการกำจัดแบคทีเรียภายในช่องปาก การอมกลั้วน้ำมันมะพร้าวสามารถขจัดเชื้อโรคในปากและคอ นอกจากนั้นบางส่วนจะเข้าไปในร่างกายเพื่อล้างสิ่งสกปรก และถูกขับออกทางระบบขับถ่าย ช่วยให้มีลมหายใจที่สดชื่น

5. ช่วยลดน้ำหนัก

เนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวมีพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก ช่วยเผาผลาญไขมัน และลดความอยากอาหาร ทำให้น้ำมันมะพร้าวกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการลดไขมันหน้าท้อง

 

3 สูตรรักษาสิวแบบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517699

3 สูตรรักษาสิวแบบธรรมชาติ

หน้าใสไร้สิวด้วยวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติอย่างผลไม้และสมุนไพรไทย

ปัญหาสิวเรียกได้ว่าแทบจะเป็นปัญหาผิวหลักๆ ของสาวไทยเลยก็ว่าได้ เพราะเนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว บวกกับมลภาวะรอบตัว อาจทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวได้ง่าย แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยผลิตภัณฑ์เวชสำอางรักษาสิวต่างๆ รวมไปถึงผลไม้และสมุนไพรไทยก็ช่วยรักษาสิวได้เช่นกัน

1. น้ำมะนาว

มะนาวมีกรด AHA ซึ่งสามารถช่วยกำจัดแบคทีเรียและผลัดเซลล์ผิวได้ นอกจากจะเป็นการขจัดปัญหาสิวบนใบหน้าแล้ว ยังเป็นการผลัดเซลล์ผิวให้ดูสดใสขึ้นมาอีกด้วย

2. อบเชย

สมุนไพรกลิ่นแรงอันนี้สามารถนำมามาสก์หน้าได้ ด้วยการนำอบเชยและน้ำผึ้งมาผสมกัน จากนั้นนำไปพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 40 – 50 นาที แล้วล้างออก เพียงแค่นี้ก็สามารถขจัดปัญหาสิวได้ แถมยังมีใบหน้าที่นุ่มชุ่มชื่นอีกด้วย

3. มะเขือเทศ

มะเขือเทศเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ การนำมะเขือเทศและโยเกิร์ตมาปั่นรวมกัน จากนั้นนำไปมาสก์หน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยลดรอยสิว ทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง และสดชื่นขึ้น

 

งานกับเงิน เงินและชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517696

งานกับเงิน เงินและชีวิต

โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอเอฟพี

 “การทำงาน” คำนี้เป็นคำที่ผมมักจะเขียนทุกครั้งเวลาที่ลองปากกาใหม่ สีใหม่ หรือเวลาได้คีย์บอร์ดมาใหม่ ได้โทรศัพท์มือถือมาใหม่

คำคำนี้มักเป็นคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัว ไม่ทันจะรู้ตัวนิ้วชี้มือซ้ายก็อยู่บนแป้น ก.ไก่ นิ้วกลางมือขวาก็อยู่ที่สระอาเป็นที่เรียบร้อย

เหมือนจะบอกว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตของผมคงต้องแต่งกับงาน อยู่กับงาน ทุกข์สุขไปกับมันจนกว่าจะล้มหายตายจากไปข้างหนึ่ง

ก็ไม่มีปัญหาครับ ผมทำได้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็เห็นพ่อทำงานแบบ 7 วัน/สัปดาห์อยู่แล้ว

อีกอย่างโดยพื้นฐานผมคิดอยู่เสมอว่า การที่เรายังได้งานทำ ทำอะไรได้ นั่นหมายถึงว่า เรายังมีประโยชน์กับระบบนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ขณะเดียวกันมันทำให้เราไม่เฉาจนเกินไป

เคยมีคนถามผมเหมือนกันว่า เคล็ดลับหนึ่งของการมีอายุที่ยืนยาวและแข็งแรงอย่างประธานาธิบดี ลีกวนยิว ของสิงคโปร์ก็คือ “อย่าอยู่เฉยๆ จงให้ทำงาน”

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบและทำได้เหมือนท่าน ไม่อย่างนั้นเราคงมีคนประสบความสำเร็จมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากท่านมีพลังขับดันอันยิ่งใหญ่ในการทำงาน เป็นสิ่งที่ ลีกวนยิว ต้องการจะทำให้สำเร็จ พูดง่ายๆ คือมีแรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำ

จะพูดให้ชัดอีกอย่างก็คือสิ่งที่ ลีกวนยิว ทำ เป้าหมายไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องที่มากกว่านั้น งานที่เขาทำคือความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง หรือพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองบางอย่าง ส่วนเรื่องเงินนั้นเป็นเรื่องที่ตามมา หลังจากการวางแผนการทำงานที่ถูกต้องเป็นระบบ

แต่คุณค่าของการทำงานของคนส่วนมากไม่ได้เป็นอย่านี้ เพราะงานที่เราทำโดยเฉพาะในสังคมไทย งานเป็นสิ่งที่เกิดจากโครงสร้างเรื่องการศึกษาที่ผิดเพี้ยนมานาน และค่านิยมของสังคมไทยที่ทำให้กลายเป็นว่าเด็กๆ ไม่สามารถเลือกได้เต็มที่ว่าอยากเรียนอะไร หรือเด็กๆ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองนั้นอยากทำอะไรกันแน่เมื่อโตขึ้น

ฉะนั้น เมื่อเราจบมาจากรั้วมหาวิทยาลัย เกินครึ่งหนึ่งยังไม่รู้ว่าพวกเขาควรทำอะไร ไปทางไหน นอกเหนือจากทำงานอะไรก็ได้ หรือไม่อีกทีก็ทำงานอย่างที่เรียนมา ซึ่งก็ไม่ใช่หนทางที่ตัวเองชอบอยู่ดี การทำงานก็เลยเป็นเรื่องของการทำได้มากกว่าได้ทำ

คุณค่าของการทำงานเปลี่ยนจากทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก มาเป็นการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพแต่เพียงอย่างเดียว น้อยคนนักจะได้ทำทั้งในสิ่งที่ตัวเองหลงใหลและหาเงินได้

แล้วอย่างนี้เราจะมีความสุขกับชีวิตการทำงานได้อย่างไร

ตลอดชีวิตการทำงานเกือบๆ 20 ปีที่ผ่านมา ผมทำงานอยู่ในแวดวงของงานเขียนและสื่อสาร มวลชน ทำมาเกือบทุกอย่างที่คอลัมนิสต์คนหนึ่งพึงทำ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นงานที่มาจากการเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยโดยตรง แต่กลับเป็นงานที่ชอบและส่งเสริมกันอย่างดี แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ในงานได้ดีทีเดียว

แต่ลึกๆ ผมก็มีงานอื่นอีกที่ชอบและอยากทำ ซึ่งเป็นงานที่ไม่เคยสร้างรายได้ หรือได้ก็น้อยมาก แต่ก็ทำเกือบทุกวัน ทำอย่างประจำสม่ำเสมอมาเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่ามันช่วยจรรโลงใจ ช่วยให้เราหายอยาก และใจหนึ่งก็อยากรู้ว่างานแบบนี้จะเติบโตไปได้ถึงแค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการทำงานที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนก็คือ เราได้ทำมันอย่างที่เราอยากทำจริงๆ เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนแบบไหนกันแน่ เราชอบอะไร ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องมีเวลาทำงานอีกงานหนึ่ง นอกเหนือจากงานที่ทำเพื่อเงิน อย่างน้อยๆ ถือเสียว่ามันเหมือนเป็นการไปโรงเรียน ให้เวลาสำหรับการค้นหาตัวเอง

จริงๆ แนวโน้มเรื่องการทำงานสองโลกแบบนี้มีมานานแล้วนะครับ นักสังคมศาสตร์บางสำนักถึงกับบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ เพราะว่ามันช่วยเราได้หลายอย่าง โดยเฉพาะคนที่ทำงานในเมืองใหญ่ๆ การมีงานสองอย่างที่แตกต่างกัน (หมายถึงงานที่หาเงิน กับงานที่เอาไว้ทำเพื่อความสุข)

ในท้ายที่สุด มันก็จะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ให้กับสังคม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี และอีกทางหนึ่งมันทำให้คนเราเข้าใจการทำงานในอีกมิติหนึ่ง เช่น การทำงานของแม่ (ซึ่งบางคนบอกว่าแม่เป็นหน้าที่มากกว่างานก็ตามที) ซึ่งต้องรับผิดชอบสูง อยู่ในภาวะกดดันตลอดเวลา ทว่าไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้จริงๆ จังๆ แต่ก็เป็นงานที่เราต้องทำและสำคัญมากที่สุดงานหนึ่ง

หรือการทำงานเพื่อสังคม เช่น ช่วยคนด้อยโอกาสหรือช่วยสัตว์ที่พิการ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยทั้งใจรัก และความเสียสละอย่างมาก การที่คุณมีงานแบบนี้เป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิต สำหรับผมมันมีแต่ได้กับได้

ที่เล่ามาไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณตัวเองแต่อย่างใดนะครับ จริงๆ เป้าหลักคืออยากจะบอกว่าความสำคัญเรื่องเศรษฐศาสตร์เข้ามาเปลี่ยนความคิดเรื่องคุณค่าของการทำงานไปหมดทุกอย่าง งานการใดๆ ที่ไม่ได้สร้างเงิน ถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่างานที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้ ความคิดแบบนี้เติบโตมาพร้อมกับชนชั้นพ่อค้าและชนชั้นกลางในอดีต

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ณ เวลานี้ เด็กรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดเรื่องการทำงานของตัวเองไปอีกแบบหนึ่ง แนวโน้มของการใช้ชีวิตของคนยุคนี้เริ่มมองหางานที่ตัวเองชอบมากขึ้น พยายามรักษาสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิตไปด้วยกัน และหาช่องทางทำเงินจากความชอบ ความสนใจของตัวเองมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ

บางคนล้มเหลว บางคนประสบความสำเร็จ แม้ว่าความยากลำบากก็คนละแบบกับคนในยุคก่อน แต่คนยุคนี้ก็จะมีอิสระทางความคิดมากกว่า ปรับตัวเร็วขึ้น แม้ตัวเองจะไม่ได้วางแผนในอนาคตมากเท่ากับคนยุคก่อน แต่บางคนก็จะค้นพบตัวเองได้ในที่สุดว่าตัวเองอยากทำอะไร

หากลูกน้องคุณมาบอกว่า เขาอยากทำโน่นทำนี่ หากว่ามันไม่หนักหนาเกินไปและทำให้งานนั้นเสียกระบวน อยากให้ลองเปิดใจกว้างอีกนิด ให้กำลังใจและช่วยผลักดันเขาให้ไปถึงสิ่งที่เขาอยากทำ อย่าปิดกั้นและคิดว่านี่จะทำให้คุณเสียประโยชน์

เพราะนั่นคือความเมตตา และนอกเหนือจากความเมตตาแล้ว ผมเชื่อว่าความสร้างสรรค์ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันย่อมดีเสมอ

 

เลี้ยงเด็กในคอนโดให้สุขและสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517690

เลี้ยงเด็กในคอนโดให้สุขและสนุก

 โดย  พุสดี

 หนุ่มสาวรุ่นใหม่นอกจากจะนิยมสร้างครอบครัวเดี่ยว ยังเลือกที่จะสร้างอาณาจักรความสุขหลังแตะหลักไมล์ใหม่ของชีวิตด้วยการอยู่คอนโดมิเนียม เพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แทนที่จะเลือกสร้างบ้านสักหลัง

แน่นอนว่า สำหรับคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตครอบครัว รสชาติของการใช้ชีวิตแนวดิ่งอาจสุข-ทุกข์ปนเปกันไป ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

แต่เมื่อมีสมาชิกตัวน้อย ปัญหาปวดหัวที่หลายครอบครัวหนีไม่พ้นคือ จะบริหารจัดการพื้นที่ห้องเด็กอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่ขัดขวางโลกแห่งการเรียนรู้ของเขา

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ปรีชญา ชวลิตธำรง อาจารย์ประจำภาควิชาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญและผู้ก่อตั้งบริษัท 10DK มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการจัดห้อง หรือแบ่งพื้นที่ในคอนโดมิเนียมสำหรับเด็กที่ทั้งสวยงามและปลอดภัยมาฝากกัน

 1.เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ปลอดภัยกับเด็ก เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย (Non-toxic) และเฟอร์นิเจอร์ที่พัฒนามาเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก (Child-proof) เพราะถูกพัฒนามาอย่างดีแล้วว่าไม่มีรูปทรงและส่วนประกอบที่ไม่เป็นอันตรายหรือทำให้เด็กบาดเจ็บ

2.ในกรณีมีลูกสองคน แนะนำให้แบ่งที่นอนสำหรับเด็ก 2 คน ออกเป็นสัดส่วนชัดเจน เพราะเด็กอาจรู้สึกอึดอัดที่ต้องนอนร่วมเตียงแม้จะเป็นพี่น้องกันก็ตาม แต่หากพื้นที่ของคอนโดจำกัด อาจจัดให้อยู่นอนห้องเดียวกันแต่แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน เช่น มีโต๊ะข้างขั้นระหว่างเตียง หันเอาหัวเตียงตั้งฉากกัน หรือทำเตียงสองชั้น

3.เลือกใช้สีสันสดใสในส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เพราะแม้เด็กๆ จะชอบสีสันสดใส แต่ในขณะเดียวกันก็เบื่อง่าย เพราะฉะนั้นแทนที่จะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่สีสันฉูดฉาด อาจเปลี่ยนไปแต่งแต้มสีสันในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เช่น ผ้าม่าน ชุดเครื่องนอน วอลเปเปอร์ และของตกแต่งต่างๆ

4.แบ่งพื้นที่สำหรับจินตนาการสร้างสรรค์ของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด หรืองานศิลปะต่างๆ เช่น เว้นผนังด้านหนึ่งไว้สำหรับติดงานศิลปะ เป็นต้น

5.ติดตั้งฝาปิดเต้าเสียบปลั๊ก ผู้ปกครองอาจไม่สามารถจับตามองเด็กได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยว่าเด็กจะแหย่มือเข้าไปในเต้าเสียบ หรือทำน้ำหกใส่ จนเป็นอันตราย ควรป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ

6.เช็กความปลอดภัยของประตูหน้าต่างเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้อยู่อาศัยในห้องชุดคอนโด ควรเช็กว่าตัวล็อกของประตูหน้าต่างยังใช้การได้ดีหรือไม่? หลวมหรือไม่? และสามารถปิดล็อกแน่นหนาได้อย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กๆ

นอกจากจะใส่ใจกับการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ภายในบ้านแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่อย่ามองข้ามคือพื้นที่การเรียนรู้นอกบ้านสำหรับเด็กๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีแผนสร้างครอบครัว อาจเลือกคอนโดที่จัดสรรพื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กไว้ เผื่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวทีหลัง

พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม จากโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชให้ความรู้ในงานเปิดตัว “Educational Playground” โดยแสนสิริ ว่า การส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามช่วงวัยที่มีความต้องการในด้านพัฒนาการที่แตกต่างกันเป็นเรื่องสำคัญ

โดยต้องคำนึงถึงพัฒนาการ 4 ด้าน คือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ภาษา และการเข้าสังคม อย่างเช่น วัย 1-2 ขวบ ที่เริ่มเดินได้เองแล้ว ควรเน้นพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวให้เดินเยอะๆ หรือขึ้นลงบันไดด้วยการจับราวและพักเท้าทีละขั้น ช่วง 2-3 ขวบ จะเป็นวัยที่ยืนด้วยขาข้างเดียวได้ ก็สามารถกระโดดอยู่กับที่ เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้ ตอบคำถามได้ และโยนหรือเตะบอลได้แล้ว

พอมาถึงวัย 3-4 ขวบ ให้เริ่มเล่นอะไรแบบคู่ขนานและเล่าเรื่องได้เป็นประโยคสั้นๆ พอโตขึ้นมาเป็นวัย 5-6 ขวบ ให้ลองกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ ได้ จำแนกหมวดหมู่สิ่งของได้ และการเล่นที่มีกติกา พอเป็นวัย 6-10 ขวบ ให้เรียนรู้เรื่องตำแหน่งและทิศทาง รู้จักแก้ปัญหาและไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น ฯลฯ

“ที่สำคัญพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ ต้องผ่านการลงมือทำจริงอย่างเป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นพันธมิตรในการสร้างพัฒนาการ ไม่ควรยับยั้งการเล่น ดังนั้นสนามเด็กเล่นภายในโครงการที่พักอาศัย จึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเสริมสร้างทักษะรอบด้าน”