5 วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 16:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518200

5 วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัย

วิธีการดูแลดวงตา และการรักษาความสะอาดคอนแทคเลนส์

หลายๆ คนที่มีปัญหาเรื่องสายตา แต่บางคนก็ไม่สะดวกสวมใส่แว่นสายตา คอนแทคเลนส์จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สะดวกสบาย บ้างว่าจะก่อให้เกิดอันตรายกับดวงตา แต่ที่จริงแล้วหากสวมใส่และดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกต้อง ก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

1. เลือกคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตราฐาน – การเลือกคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตราฐาน ทำจากวัสดุที่ปลอดภัย และได้รับการรับรองจากอ.ย. จะช่วยรับประกันความปลอดภัยต่อดวงตาของเรา หากเลือกที่ค่าอุ่มน้ำเยอะๆ ก็จะยิ่งสวมใส่สบายยิ่งขึ้น

2. เปลี่ยนคอนแทคเลนส์เมื่อหมดอายุการใช้งาน – คอนแทคเลนส์แต่ละแบบจะมีระยะการใช้งานระบุไว้ ทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี ไม่ควรฝืนใส่หากหมดอายุแล้ว แม้ว่าสภาพคอนแทคเลนส์จะดูเหมือนเดิม เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้

3. เปลี่ยนน้ำในตลับแช่คอนแทคเลนส์ทุกวัน – ตามปกติเราควรล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้งก่อนแช่ลงในตลับอยู่แล้ว แต่ถึงแม้จะไม่ได้เอามาใส่ก็ควรจะเปลี่ยนน้ำในตลับแช่อย่างสม่ำเสมอ อย่าทิ้งไว้นาน

4. ล้างมือก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ – เรื่องความสะอาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

5. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์นอน – ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ควรปล่อยให้ดวงตาพักและรับออกซิเจนบ้าง ไม่ควรสวมใส่คอนแทคเลนส์นานเกิน 12 ชั่วโมง และห้ามใส่นอนเป็นอันขาด เนื่องจากจะทำให้ตาแห้งและอาจเกิดการอักเสบได้

 

งานวิจัยเผย 8 กลิ่นเหล่านี้ช่วยให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 14:50 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518187

งานวิจัยเผย 8 กลิ่นเหล่านี้ช่วยให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น

รวมกลิ่นหอมที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย มีความสุข สดชื่น

รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา ล้วนส่งผลต่อร่างกายทั้งหมด ซึ่ง “กลิ่น” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อร่างกายของเรา แถมยังมีงานวิจัยบอกว่า กลิ่นบางกลิ่นสามารถช่วยให้เราผ่อนคลายและมีความสุขได้อีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะมีเทียนหอม ดิฟฟิวเซอร์ หรือเครื่องหอมอื่นๆ ออกวางจำหน่ายมากมาย ลองค้นหากลิ่นที่ถูกจริตกับตัวเองให้พบ แล้วจะรู้ว่าความสุขของทุกคนบางทีก็เกิดขึ้นได้แค่ปลายจมูก

1. ต้นสน

จากการวิจัยพบว่า กลิ่นหอมของต้นสนนี้ มักเกี่ยวข้องกับวันหยุดฤดูหนาว ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเครียด นอกจากนั้นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกียวโตยังได้สำรวจผู้ที่ร่วมเดินป่า โดยพบว่า ผู้ที่เดินป่าอันเต็มไปด้วยต้นสน มีภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่ลดลงอย่างมาก ดังนั้นจึงอาจบอกได้ว่า กลิ่นของธรรมชาติที่ทำให้เรานึกถึงเทศกาลแห่งความสุขนี้ ทำปฏิกิริยากับสมองของเรา ส่งผลให้เรานึกถึงแต่ความสุขได้

2. ซีตรัส

กลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้รสเปรี้ยวมีส่วนช่วยเพิ่มพลังงาน นอกจากนั้นการศึกษายังพบว่า กลิ่นมะนาวสามารถลดความเครียด และส่งผลให้เราแสดงด้านบวกกับคนอื่นๆ รอบตัวได้ด้วย ทั้งนี้อาจจะเห็นได้จากแคมเปญโฆษณาต่างๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของใช้ในครัวเรือน ที่มักจะเป็นกลิ่นส้มหรือมะนาว เพื่อเชื่อมโยงกับความสะอาด ความรื่นรมย์ และการสร้างความสุขได้ง่ายๆ ในบ้าน

3. ครีมกันแดด

จากการศึกษาพบว่า ครีมกันแดดมีส่วนช่วยเตือนให้นึกถึงชายหาดที่สดใส และสถานที่พักผ่อนเขตร้อนชื้น ชวนให้นึกถึงวันพักผ่อนที่มีความสุขกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ดังนั้นเมื่อได้กลิ่นนี้สมองจะนึกถึงเรื่องราวดีๆ ทำให้ลดความเครียด ผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้นกว่าปกติ

4. ต้นหญ้า

นักวิจัยชาวออสเตรเลียค้นพบว่า สารเคมีที่ปล่อยออกมาจากหญ้าที่ตัดแต่งใหม่ๆ สามารถทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ ดังนั้นการออกไปตัดหญ้าที่สนามหน้าบ้าน อาจมีส่วนช่วยให้เราได้กลิ่นของธรรมชาติ และทำให้เราสดชื่นขึ้นได้ แถมสนามหน้าบ้านเรายังจะเป็นระเบียบชวนมองอีกด้วย

5. ดอกไม้

กลิ่นดอกไม้นานาชนิดสามารถช่วยให้เราผ่อนคลายได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมคลาสสิคของดอกกุหลาบ กลิ่นหอมสดชื่นของดอกมะลิ หรือกลิ่นหอมผ่อนคลายของลาเวนเดอร์ ที่มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า สามารถช่วยบรรเทาความเครียด ลดภาวะซึมเศร้า และอาการนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี

6. โรสแมรี่

ผลการศึกษาพบว่า นอกจากกลิ่นของดอกโรสแมรี่จะหอมผ่อนคลายแล้ว ยังมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำเหตุการณ์ และงานที่ซับซ้อนได้ นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังกล่าวว่า การวิจัยนี้อาจนำไปสู่การรักษาความสูญเสียของหน่วยความจำได้อีกด้วย

7. เป็ปเปอร์มิ้นท์

น้ำมันจากใบเล็กๆ ของมิ้นท์ หรือสะระแหน่นี้ เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความสามารถในการยกระดับอารมณ์ รวมไปถึงสามารถกระตุ้นจิตใจและร่างกายของคนได้ บางเสียงก็บอกว่าช่วยให้ตื่นนอนมาอย่างสดชื่น แถมจากการศึกษายังแสดงให้เห็นอีกว่า นักกีฬาที่ได้ดมกลิ่นมิ้นท์เป็นประจำ มีสมรรถภาพทางกายและการหายใจที่ดีขึ้น

8. แป้งเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ว่า แป้งเด็กเตือนให้เรานึกถึงความปลอดภัยและการได้รับการปกป้องเมื่อครั้งยังเด็ก นอกจากนั้นสำหรับผู้ใหญ่ มันยังทำให้เกิดความทรงจำและความสุขเมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็นเด็กได้อีกด้วย กลิ่นแป้งเด็กจึงเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่สามารถชวนให้เรามีความสุขได้ทุกครั้งที่ได้กลิ่น

ที่มา: Reader’s digest

 

7 สูตรชาเขียวที่ลองแล้วจะต้องติดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 13:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518179

7 สูตรชาเขียวที่ลองแล้วจะต้องติดใจ

รวมสูตรชาเขียวที่หอมสดชื่น รสชาติอร่อย และดีต่อสุขภาพ

ชาเขียวเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มสุขภาพยอดฮิตของหลายคน เพราะเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สารอาหารที่ระงับความอยากอาหาร ส่งเสริมการเผาผลาญไขมัน และช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจ เรียกได้ว่าอร่อยและยังดีต่อใจอีกด้วย เราเลยรวบรวมสูตรชาเขียวที่แตกต่างกัน 7 สูตร ให้ทุกคนได้ลองนำไปดื่มกัน เพื่อความสดชื่นและสุขภาพที่ดีขึ้น

1. Minty lime iced green tea

เครื่องดื่มที่จะช่วยให้สดชื่นยามอากาศร้อนๆ นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และใบมิ้นท์ ที่ช่วยลดปัญหาระบบทางเดินอาหารด้วย

ส่วนผสม: ถุงชาเขียว 1 ถุง, ใบมิ้นท์ 2 – 3 ใบ, น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา, น้ำแข็ง และน้ำ 8 ออนซ์

2. Turmeric green tea

สูตรนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค และเพิ่มการเผาผลาญ เนื่องจากขมิ้นสามารถแก้อักเสบ ช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง และอาจป้องกันโรคมะเร็งได้

ส่วนผสม: น้ำเปล่า 2 ถ้วย, อบเชย 1/4 ช้อนชา, ขมิ้น 1 ช้อนชา และใบชาเขียว 2 ช้อนชา

3. Ginger-mint green tea

หากเบื่อชาเย็นธรรมดาแล้ว อยากให้ลองชาขิงดู เครื่องดื่มสูตรนี้สามารถช่วยเพิ่มพลัง และแก้แฮงค์ได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสม: ขิงที่ปอกเปลือกและหั่นบางๆ 1/4 ถ้วย, ชาเขียว 3 – 6 ถุงชา, น้ำเปล่า 6 ถ้วย, มะนาวหั่นบางๆ 1 ชิ้น, น้ำผึ้ง 1/3 ถ้วย และใบมิ้นท์ 1/2 ถ้วย

4. Matcha green tea smoothie

สูตรสมูทตี้อีกแบบที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น ดีต่อสุขภาพ และมีคาเฟอีนต่ำ เหมาะมากสำหรับผู้ที่กำลังงดคาเฟอีน

ส่วนผสม: กล้วยแช่แข็ง 2 ลูก, มะม่วง 1 ลูก, ผักกาดขาว 2 หยิบมือ, กะทิ 1 ถ้วย และชาเขียวมัจฉะ 2 ช้อนชา

5. Blueberry green tea

บลูเบอร์รีมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ เมื่อนำมารวมกับชาเขียวแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสม: บลูเบอร์รีแช่แข็ง 1 ถ้วยตวง, น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ, ชาเขียว 4 ถุงชา, น้ำเปล่า 6 ถ้วย และน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย

6. Peach green tea

การเพิ่มผลไม้ในชาจะเพิ่มความหวาน และสารอาหารตามธรรมชาติของชา ซึ่งลูกพีชมีสารอาหารที่สำคัญ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ที่จะช่วยบำรุงร่างกายของเราได้

ส่วนผสม: พีช 4 ลูก, ชาเขียว 5 ถุงชา, น้ำเปล่า และน้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย

7. Mango green tea lemonade

เมนูนี้อาจจะใช้เวลาเตรียมนานสักหน่อย และไม่ค่อยเหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมอาหาร เพราะมีส่วนผสมหลักเป็นมะม่วง ไม่ควรทานบ่อยจนเกินไป

ส่วนผสม: ชาเขียว 8 ถุงชา, น้ำเย็น 2 ถ้วย, น้ำต้มสุก 4 ถ้วย, มะม่วง 2 ลูก, น้ำมะนาว 1 -2 ช้อนชา และน้ำมะนาว 64 ออนซ์

ที่มา: care2

 

4 เทคนิคเล่นฟิตเนสให้ผอมชัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 11:52 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518158

4 เทคนิคเล่นฟิตเนสให้ผอมชัวร์

รวมเคล็ดลับวิธีการออกกำลังกายให้ได้ผลจริง

ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าว บวกกับความไม่แน่นอนที่เดี๋ยวก็แดดออก เดี๋ยวก็ฝนตก ทำให้หลายคนหันมาเข้าฟิตเนสเวลาต้องการออกกำลังกายแทน เนื่องจากสะดวกกว่า แถมบางที่ก็ยังมีเทรนเนอร์คอยช่วยสอนอีกด้วย นอกจากความตั้งใจของแต่ละคนแล้ว คำแนะนำหรือเคล็ดลับดีๆ ก็มีส่วนช่วยให้เราออกกำลังกายแล้วผอมจริงๆ ได้เหมือนกัน

1. ทานแอลคาร์นิทีน

แอลคาร์นิทีน เป็นสารที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว ได้แก่ ไลซีน และเมไทโอนีน มีส่วนช่วยในการดึงไขมันไปใช้ เปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นพลังงาน ดังนั้นการทานแอลคาร์นิทีนก่อนออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายงัดไขมันออกมาใช้มากขึ้น เพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น และมีส่วนช่วยให้ร่างกายอึดขึ้น ออกกำลังกายได้หนักขึ้นกว่าเดิม

2. เลือกเครื่องเล่นที่มีตัวจับเวลา

การเลือกเครื่องเล่นที่มีการจับเวลา บอกรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงแคลอรี่ที่เราได้เผาผลาญไป จะช่วยให้คำนวณและออกแบบการออกกำลังกายให้เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงสามารถทำลายสถิติตัวเองได้เรื่อยๆ โดยการเพิ่มเวลาในการออกกำลังกายขึ้นทีละนิดได้ด้วย

3. ฟังเพลงระหว่างออกกำลังกาย

การออกกำลังกายคาดิโอ อย่างเช่น การวิ่งบนลู่วิ่ง การปั่นจักรยาน ควรเปิดเพลงฟังหรือเปิดภาพยนตร์ดูไปด้วย เพราะจะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้อย่างเพลิดเพลิน นอกจากนั้นยังสามารถทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นด้วย เนื่องจากจะไม่เบื่อ และตัวเราเองจะไม่ได้โฟกัสกับการออกกำลังกายมากเกินไปจนเหนื่อยเร็ว โดยการเล่นคาดิโอควรเล่น 30 นาที ขึ้นไป เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมไว้มาใช้

4. หากิจกรรมกลุ่มทำ

การออกกำลังกายแบบคาคิโออาจเป็นเรื่องหนักสำหรับหลายคน แต่ถ้าหากมีเพื่อนออกกำลังกายด้วยเยอะๆ จะทำให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น การออกกำลังกายก็จะไม่น่าเบื่อหรือเป็นเรื่องยากอีกต่อไป ดังนั้นการเข้าคลาสต่างๆ อย่าง บอดี้คอมแบท ซุมบ้า โยคะ หรือแอโรบิก จึงเป็นอีกตัวเลือกที่ดี นอกจากหุ่นเพรียวแล้วยังจะได้เพื่อนเพิ่มด้วย

 

อินโนฟิวชั่น เสริมพลังธุรกิจด้วยวิทย์ และนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518132

อินโนฟิวชั่น เสริมพลังธุรกิจด้วยวิทย์ และนวัตกรรม

เทคโนโลยี หมายถึง องค์ความรู้ อันได้แก่ สูตร กรรมวิธีผลิต กระบวนการ โปรแกรม วิธีการพัฒนาหรือสร้างอุปกรณ์ เครื่องมือ ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผลงานวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถพัฒนาหรือประยุกต์ใช้เพื่อการพาณิชย์หรือสาธารณะ

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกำลังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและภัยคุกคามในหลายแง่มุมจนยากที่จะประเมินได้ หนทางเดียวที่จะรับมือได้คือการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปรับตัวให้ทันเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างคำว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในรูปของผลิตภัณฑ์ บริการ ที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น คุณสมบัติที่ดีขึ้น อันเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะได้รับการใช้เทคโนโลยี สำหรับการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน กับผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่นๆ ในตลาด หรือสามารถสร้างความต้องการให้กับผู้บริโภค ที่ยินดีจ่ายเงินเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์หรือบริการจากการใช้เทคโนโลยีนั้น

หรืออาจเป็นเรื่องของต้นทุนที่ลดลงในกระบวนการผลิต เนื่องจากเทคโนโลยีช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการใช้วัตถุดิบในการผลิตในจำนวนน้อยลง หรือระยะเวลาในการผลิตที่ลดลง เป็นต้น คือ ธุรกิจสามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิตลง ซึ่งก็จะส่งผลให้ธุรกิจสามารถได้รับผลกำไรที่เพิ่มขึ้น หรือสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจในการแข่งขันในอนาคต ซึ่งก็จะทำให้ธุรกิจสามารถสร้างการเติบโตด้านยอดขายสินค้าและธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

 

 

 

 

เทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับธุรกิจใน 5-10 ปีที่จะถึง

ในงาน “นาสด้า อินเวสเตอร์เดย์ (NSTDA Investors’ Day 2017)” ภายใต้งาน Thailand Tech Show 2017 ที่ สวทช. จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อินโนฟิวชั่น : เสริมพลังธุรกิจด้วยวิทย์และนวัตกรรม (INNO-FUSION : Power Up Business with STI)” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดนวัตกรรมให้กับนักลงทุนเป้าหมายและผู้ประกอบการไทย ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) พัฒนากระบวนการผลิตให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Thai Tech Expo 2017

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ (10 Technologies to Watch)” ซึ่งแนะนำ 10 เทคโนโลยีใหม่ที่จะส่งผลกระทบในช่วงเวลา 5-10 ปีในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการและคนทั่วไปเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม เพื่อรับผลกระทบทั้งในชีวิตประจำวัน สังคม และเศรษฐกิจ“จะเห็นได้ว่า 10 เทคโนโลยีที่ควรจับตามองในปีนี้ ส่วนใหญ่ครอบคลุมเรื่องอาหาร สุขภาพ และการแพทย์ โดยมีเรื่องของเทคโนโลยีการพิมพ์และการเกษตรเข้ามามีบทบาทด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนในการทำความเข้าใจทิศทางและแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเลือกพิจารณาลงทุนให้เหมาะสม เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจหลายประเภทที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และข้อมูลเหล่านี้จะมีความสำคัญสำหรับคนทั่วไปเช่นกัน เพื่อให้ทันรับมือกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยีใกล้ชิดกับเราอย่างมาก โดยคาดไม่ถึงในทุกมิติของชีวิต” ดร.ณรงค์ กล่าว

สำหรับ “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ (10 Technologies to Watch)” มีดังนี้   

1.สารเสริมสุขภาพเนรมิตได้ (Phytonutrients)

สวทช. และมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งมีหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Functional Food ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยส่งเสริม Bio Economy หรือเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และยังช่วยต่อยอดในการเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรมากกว่าการแปรรูปผลิตผลตามกระบวนการปกติทั่วไปๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะที่สารสกัดจากพืชผลทางการเกษตรที่ได้จากกระบวนการนี้ ก็สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารคน สัตว์ และเวชสำอางได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยได้เป็นอย่างดี

2.เนื้อสัตว์ไม่ต้องฆ่า (Cellular Agriculture) 

บริษัท เมมฟิส มีตส์ ในสหรัฐอเมริกา สามารถสร้างเนื้อสัตว์จากกระบวนการนี้ได้แล้ว แต่ปัญหาคือต้นทุนในการผลิตยังมีราคาที่สูงอยู่ โดยราคาเริ่มต้นของเนื้อวัว 450 กรัม อยู่ที่ 2,400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 79,416 บาท แต่ภายใน 4 ปีข้างหน้า เชื่อกันว่าต้นทุนในการผลิตของมันจะถูกลง

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมีการเปิดหลักสูตรที่ทำการศึกษาและวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มีสาขาวิศวกรรมเนื้อเยื่อแล้ว

3.จุลินทรีย์ผลิตสารมูลค่าสูงจากอากาศ (From-Air-To-Chemicals Bacteria)

โอกาสของประเทศไทยในการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ก็ถือว่ามีมากพอสมควร เนื่องจาก สวทช. ระบุว่าไทยเป็นประเทศอันดับ 1 ของอาเซียน อันดับ 4 ของเอเชีย และอันดับ 8 ของโลก ที่มีการเก็บสะสมปริมาณจุลินทรีย์สูงสุด

4.บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging)

การคาดการณ์ของนิตยสารไทม์ “บรรจุภัณฑ์กินได้” จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมภายในปี 2022 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันประเทศไทยก็มีบริษัท ซีโอ สวนสระแก้ว ที่ผลิต “Juice Ball” เพื่อบรรจุน้ำผลไม้และสามารถบริโภคได้ทั้งหมด ซึ่งเทคโนโลยีนี้น่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคในประเทศไทยได้อีกด้วย เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับผงซักฟอกแบบย่อยสลายได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ

5.ถุงปลูกเพิ่มผลผลิต (Nonwovens for Agriculture)

นักวิจัยจากศูนย์เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำวิจัยถุงปลูกนอนวูฟเวน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลิตผลทางการเกษตรให้มากขึ้น

6.หุ่นยนต์หมอนาโน (Medical Nanorobot)

เทคโนโลยีนี้จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการแพทย์และการรักษาเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อว่าจะมีมูลค่าสูงราว 3.5 ล้านล้านบาท ในอีก 6 ปีข้างหน้า ส่วนกูเกิลก็คาดการณ์ไว้ว่าหุ่นยนต์หมอนาโนน่าจะนำไปใช้รักษามนุษย์ได้จริงในอีก 13 ปีข้างหน้า

7.เข็มจิ๋วจิ้มไม่เจ็บ (Nano Needle)

ในเดือน มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา มีการสอบประสิทธิภาพการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับอาสาสมัคร โดยใช้แผ่น MNN เป็นครั้งแรก โดยนักวิจัยจาก Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนี้มีงานวิจัยเพื่อสร้างเข็มจิ๋วที่เหมาะกับการฉีดยาหรือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการฉีดอินซูลินสำหรับการรักษาโรคเบาหวานอีกด้วย

8.บล็อกเชนเพื่อสุขภาพ (Blockchain for Health)

ตัวอย่างเช่น นวัตกรรม Blockchain ด้านสุขภาพไทย บริษัท Block M.D. ที่เป็นบริษัทสตาร์ทอัพ กำลังพัฒนา Electronic Health Record หรือ EHR บนบล็อกเชน โดยใช้โครงสร้างเวชระเบียน หรือประวัติผู้ป่วยมาตรฐานในปัจจุบันนั่นเอง

9.โรงยิมสมอง (Brain Gym)

ปัจจุบันในประเทศไทยก็มีบริการของ “Cognitive Fitness Center” ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นโปรเจกต์การฟื้นฟูสมองด้วยเทคโนโลยี ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ สวทช. และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดในโครงการของเจนีวา

10.พิมพ์ฟังก์ชั่น 3 มิติ (Functional 3D Printing)

เทคโนโลยี “พิมพ์ฟังก์ชั่น 3 มิติ” ปัจจุบันประเทศไทยสามารถพิมพ์เส้นลวดนำไฟฟ้าได้แล้ว โดยศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ (Thailand Organic @ Printed Electronics Innovation Center – TOPIC) ในสังกัดศูนย์เนคเทค สวทช. ร่วมมือกับบริษัท เฮเดล เทคโนโลยี ประเทศไทย ผลิตเส้นลวดพลาสติกนำไฟฟ้าด้วยวัสดุคอมโพสิตผสมกราฟีน ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ดีที่สุดในโลก มีความต้านทานไฟฟ้าน้อยกว่า 0.5 โอห์ม/เซนติเมตร และสามารถขึ้นรูปได้ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติทุกชนิด และออกวางจำหน่ายไปทั่วโลกแล้ว

 

 

 

เทคโนโลยีอายุยืน

Tech2Biz เว็บไซต์ให้บริการจับคู่ความต้องการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างผู้มีเทคโนโลยี (Technology Provider) ที่ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการเผยแพร่ จับคู่ สร้างความร่วมมือเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมที่มีอยู่ในประเทศอย่างเต็มที่

รวมทั้งเกิดกิจกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ได้เผยแพร่บทความ “5 เทคโนโลยีแห่งอนาคตช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์” ซึ่งประมวลข้อมูลจากเว็บไซต์ forbes.com และ telegraph.co.uk เปิดเผยถึง 5 เทคโนโลยีที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นวิทยาการใหม่ที่ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

1.การบำบัดด้วยยีน (Gene Therapies)

เป็นการบำบัดหรือรักษาโรคด้วยวิธีใหม่ โดยแก้ไขหรือทดแทนยีนที่ผิดปกติในร่างกายที่เชื่อกันว่าเป็นยีนที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคที่เกิดจากความผิดปกติหรือถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคมะเร็งบางชนิด โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสบางประเภท 

2.เทคโนโลยีฟื้นฟูเซลล์ช่วยคืนความเป็นหนุ่มสาว (Rejuvenation Technologies)

เป็นเทคโนโลยีมุ่งเน้นการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพหรือเสียหายอันเนื่องมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น แม้จะไม่ใช่การขจัดต้นเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้อายุขัยสั้นโดยตรง แต่ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้าไปไกลมาก ส่งผลให้เทคโนโลยีนี้นอกจากจะช่วยยืดอายุให้มีชีวิตยาวนานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ดูอ่อนเยาว์และมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นด้วย

3.อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ช่วยเหลือ

ความก้าวหน้าล่าสุดของกายอุปกรณ์ เช่น มือเทียมที่สามารถสั่งการทำงานด้วยความคิดของคนได้ ความก้าวหน้าล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนา “ตับเทียม” ซึ่งสามารถควบคุมยาเพื่อรักษาโรคเบาหวาน ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับใช้ผลิตอวัยวะและเนื้อเยื่อบางชนิดเพื่อทดแทนอวัยวะและเนื้อเยื่อในร่างกายที่สูญเสียไป เป็นต้น

เทคโนโลยีและวิทยาการเหล่านี้ นอกจากช่วยให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้หมือนคนปกติแล้ว ยังช่วยให้บุคคลเหล่านี้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น

4.เครื่องมือช่วยวินิจฉัยและบำบัดรักษา

การพัฒนาเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจวัดสัญญาณก่อนเกิดภาวะหัวใจวาย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยเรื่องการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น นับเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยยืดอายุมนุษย์ได้

5.ผลิตภัณฑ์และโปรแกรมเพื่อสุขภาพ 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ซึ่งสามารถตรวจสอบ ติดตามพร้อมทั้งแจ้งเตือนภาวะทางสุขภาพของร่างกายได้ในทุกขณะ ทั้งลุก นั่ง ยืน เดิน นอน

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จำหน่ายในท้องตลาดมากมาย โดยมุ่งหมายเพื่อใช้ตรวจติดตามในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ในอนาคตมีแนวโน้มว่าทุกอุปกรณ์จะสามารถเชื่อมต่อเข้าหากัน โดยรวบรวมข้อมูลสุขภาพทุกด้านของแต่ละคนผ่านระบบ Cloud ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อการวางแผนป้องกัน และการบำบัดรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพได้

 

15 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากมีหน้าท้องแบนราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 10:45 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518146

15 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากมีหน้าท้องแบนราบ

รวมอาหารที่ไม่ควรทาน เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการบวมมากกว่าปกติ

การทานอาหารแล้วพุงป่องนั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ เพราะจากท้องว่างๆ เมื่อมีอาหารตกถึงท้องก็ต้องเกิดการขยายของกระเพาะอาหารเป็นธรรมดา แต่จะมีอาหารบางชนิดที่ก่อให้เกิดอาการบวมมากกว่าอาหารชนิดอื่นๆ นั่นเป็นเพราะอาหารเหล่านั้นมีสารอาหารที่ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยได้ เช่น แลคโตส น้ำตาลธรรมชาติที่พบในนม หรืออาหารบางชนิดอาจทำให้เกิดแก๊สและท้องอืด ดังนั้นการหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก็จะพอมีส่วนให้พุงไม่ป่อง และแลดูหน้าท้องแบนราบได้

1. ผลิตภัณฑ์จากนม

เนยแข็งและนมอาจทำให้เกิดปัญหาในการย่อยอาหารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณแพ้แลคโตส เนื่องจากแลคโตสเป็นน้ำตาลธรรมชาติที่พบในผลิตภัณฑ์จากนม และผู้ที่แพ้แลคโตสไม่ได้มีเอนไซม์ที่จำเป็นในการย่อยสลายน้ำตาลนี้ จึงควรหันมาดื่มนมถั่วเหลือง หรือนมอัลมอนด์แทน

2. ผักตระกูลกะหล่ำ

บล็อกโคลี่ กะหล่ำปลี และผักคะน้า จัดอยู่ในประเภทของผักตระกูลกะหล่ำ แม้ว่าผักเหล่านี้มีสารอาหารอย่าง โฟเลต วิตามินซี และเส้นใยสูง ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง แต่ก็ยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยได้ เนื่องจากไม่มีเอนไซม์ จึงเกิดเป็นเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร หากต้องการทานผักเหล่านี้ให้ลองนำไปย่างหรือนึ่งแทน เพื่อให้ย่อยง่ายขึ้น

3. อาหารที่มีโซเดียมสูง

อาหารที่มีโซเดียมสูงมักจะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ หากอยากมีสุขภาพที่ดีและหน้าท้องที่แบนราบ ควรลดปริมาณโซเดียมลงให้อยู่ที่ประมาณ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรรับประทานเพียง 1,500 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เนื่องจากมีโซเดียมมากกว่าอาหารปรุงสดเท่าไป

4. แอลกอฮอล์

เช่นเดียวกับอาหารที่มีโซเดียมสูง แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ นอกจากนั้นการดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้เกิดอาการท้องผูก ซึ่งทำให้พุงป่องได้เช่นกัน

5. แตงโม

หลายคนอาจจะทำหน้างงว่าแตงโมเนี่ยเหรอที่จะทำให้เราพุงป่อง เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ดูแล้วน่าจะดีต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้วแตงโมมีฟรุกโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติที่ให้ความหวานแก่ผลไม้อยู่มาก และร่างกายของหลายๆ คน ไม่สามารถดูดซับฟรุกโตสได้ ทำให้นำไปสู่อาการท้องอืด

6. พืชตระกูลถั่ว

พืชตระกูลถั่ว หมายถึง พืชที่ปลูกในรูปแบบของฝัก เช่น ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง อาหารเหล่านี้มีเส้นใยและโปรตีนสูง แต่ก็มีใยอาหารที่ร่างกายของเราไม่สามารถดูดซึมได้เช่นกัน ทำให้เกิดแบคทีเรีย เป็นสาเหตุของแก๊สในกระเพาะอาหาร และอาการท้องอืด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ ให้ลองทานพืชตระกูลถั่ว กับธัญพืชที่ย่อยง่ายแทน เช่น ข้าว หรือลองแช่ถั่วแห้งค้างคืน เพื่อช่วยในการย่อยสลายเส้นใยที่ร่างกายย่อยยาก

7. โยเกิร์ต

แท้จริงแล้วโยเกิร์ตรสธรรมชาติสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ เนื่องจากมีโปรไบโอติค ซึ่งเป็นที่รู้จักในการควบคุมการย่อยอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณเผลอไปทานโยเกิร์ตรสที่มีน้ำตาลสูง จะก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และทำให้ท้องอืดได้

8. ธัญพืช

ธัญพืชบางชนิด อย่างเช่น ข้าวไรย์ ข้าวสาลี มี fructan ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยสลายยาก และเมื่อคาร์โบไฮเดรตไม่สามารถดูดซึม ก็จะเกิดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งนำไปสู่การเกิดแก๊สในกระเพาะอาหารเช่นกัน

9. น้ำอัดลม

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าในน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูง ซึ่งล้วนแต่จะทำให้อ้วน นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยฟองอากาศ อัดแก๊ส ที่เป็นตัวการสำคัญในการทำให้พุงป่อง

10. หัวหอม

ในหัวหอมมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Fructan ซึ่งจะดูดซับน้ำไว้ในร่างกาย นำไปสู่การเก็บกักน้ำไว้ในลำไส้มากขึ้น ทำให้อาจเกิดอาการท้องอืดได้

11. สารให้ความหวานเทียม

หลายคนมักจะหลีกเลี่ยงน้ำตาลมาหาสารให้ความหวานแทน เพราะไม่มีแคลอรี่ แต่แท้จริงแล้วสารให้ความหวานเรานั้น อย่างเช่น ไซลิทอล ซอร์บิทอล ใข้เวลาในการย่อยสลายในลำไส้เล็กค่อนข้างนาน เป็นสาเหตุให้ท้องอืด

12. ป็อปคอร์น

ป็อปคอร์น หรือข้าวโพดคั่วที่เรามักทานกันเวลาดูหนัง เป็นสาเหตุที่ทำให้เราท้องอืดถ้าหากในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากจะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวมากกว่าปกติ หรือที่เราชอบบ่นกันว่ามันไปอืดในท้อง ซึ่งปริมาณของป็อปคอร์นที่ทานได้ไม่ควรเกิน 3 – 4 ถ้วยต่อวัน โดยหนึ่งถ้วยที่ว่านั้น คือขนาดประมาณหนึ่งลูกเทนนิส

13. หมากฝรั่งสูตรไม่มีน้ำตาล

อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่า สารให้ความหวานเทียมเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดอาการท้องอืด ซึ่งหมากฝรั่งสูตรไม่มีน้ำตาล หรือชูการ์ฟรี ก็ล้วนแต่ใช้สารให้ความหวาน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ ที่อาจทำให้เกิดแก๊สและท้องอืดได้ นอกจากนี้การเคี้ยวหมากฝรั่งก็ไม่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากจะทำให้กลืนอากาศเข้าไปจำนวนมากอีกด้วย

14. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลมีสามสิ่งที่ทำให้เกิดแก๊สและท้องอืด คือ เส้นใย ฟรักโทส และซอร์บิทอล ที่มีส่วนทำใหท้องอืด นอกจากนั้นพวกลูกพีช ลูกแพร์ พรุน และพลัม ก็เป็นผลไม้ที่มีซอร์บิทอล และไม่ควรทานในปริมาณที่มากเกินไปเช่นกัน

15. กาแฟ

ในขณะที่กาแฟเป็นยาขับปัสสาวะ แต่ก็ยังเป็นกรด ซึ่งเป็นเหตุที่จะนำไปสู่อาการบวม และความปั่นป่วนในกระเพาะอาหารสำหรับผู้ที่ธาตุอ่อน นอกจากนั้นหากคุณแพ้แลคโตส หรือเผลอเติมนมลงไปในกาแฟ ก็จะทำให้ย่อยยากมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ที่มา: insider

 

ตั้งใจจะทำงาน หลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517977

ตั้งใจจะทำงาน หลังเกษียณ

ถ้าคุณต้องตัดสินใจทำงานหลังเกษียณล่ะ!

ปลายสุดของชีวิตการทำงานคือการเกษียณอายุ ในอีกด้านหนึ่งคือการเกษียณที่มาเร็วกว่ากำหนด หรือในบางคนก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว ถูกเลิกจ้าง ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีในปัจจุบัน ทำให้ลูกจ้างมืออาชีพหลายคนต้องวางแผนเกษียณเร็วขึ้น บางคนก็พร้อม และบางคนก็ไม่!

บทความนี้ต้องการตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า คุณมีมุมมองต่อโอกาสในอนาคตแค่ไหน เพราะไม่ว่าคุณจะเกษียณอายุด้วยสาเหตุใด สิ่งที่คุณคิดคือสิ่งที่คุณเป็น วิธีคิดเรื่องการเกษียณอายุและการทำงานหลังเกษียณที่คุณจะอ่านต่อไปนี้ หวังว่าจะทำให้มีทางเลือกมากขึ้น

1.เรียนรู้สิ่งใหม่

คุณต้องเรียนรู้ต่อสิ่งใหม่ๆ เหมือนอย่างที่ “คนทำงาน” ทุกคนเคยทำมาแล้ว นั่นคือคุณต้องไม่หมดไฟที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ทำตัวเหมือนน้ำครึ่งแก้ว ที่กระตือรือร้นต่อสิ่งใหม่ๆ และวิทยาการใหม่ๆ เสมอ

2.ไม่อ้างความเคยชิน

สิ่งที่เคยได้ผลมาแล้วในอดีต อาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลอีกต่อไป นี่คือเรื่องของผลแห่งการกระทำที่มีมิติของกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช่! มันจะยังได้ผลอยู่ต่อไป และมันก็อาจจะไม่ได้ผลอีกแล้วในอนาคต คุณตระหนักรู้ต่อคำตอบพวกนี้ดีแค่ไหน

3.ให้คนอื่นเป็นครู (บ้าง)

ผู้สูงวัยที่มีอาวุโสมักเคยชินและเคยตัวกับการยกย่อง ให้เครดิตในความรู้ประสบการณ์ความสามารถ แต่ถ้าคุณจะต้องทำงานต่อไป คุณต้องสังเกตและเรียนรู้จากผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะผู้อ่อนอาวุโสกว่า

4.บทเรียนที่ยอดเยี่ยมยังไม่เคยเกิดขึ้น

การปฏิบัติในเรื่องเดียวกันหรือในสถานการณ์ปัญหาเดียวกัน อาจสร้างบทเรียนที่ยอดเยี่ยมให้คุณ บทเรียนใหม่ๆ ที่จะมีมาเรื่อยๆ จากธุรกิจที่เหมือนกัน หรือธุรกิจที่ดูแล้วไม่มีอะไรเหมือนกันเลย

5.แบ่งปันประสบการณ์

การบริหารสไตล์แกร่งจะต้องสร้างความสำเร็จของทั้งองค์กรอย่างที่เราได้ทำสำเร็จมาแล้ว เพราะเช่นนั้นเราจึงควรแบ่งปันประสบการณ์ ปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดจากองค์ความรู้ที่เรามีต่อเพื่อนร่วมงานทุกคน

6.มีความยืดหยุ่น

อย่าลืมมองหาความยืดหยุ่นจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทั้งในส่วนของภาระหน้าที่การทำงาน และในส่วนของชีวิตส่วนตัวครอบครัวความรัก คนทุกคนต้องมีสมดุลที่ดีในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาแห่งความเหนื่อยยากเพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

7.ฉันกำลังสนุกกับการทำงาน

สมัยนี้คนมองการเกษียณอายุการทำงานแตกต่างไปจากคนรุ่นก่อน หลายคนคิดว่า การเกษียณเป็นการก้าวไปสู่งานใหม่ ไม่ใช่หยุดการทำงานโดยสิ้นเชิง คุณเองล่ะคิดเช่นไร ยังสนุกกับการทำงานอยู่ใช่หรือไม่?

8.ทัศนคติต่อสิ่งที่รัก

แนวโน้มจากผลการสำรวจพบว่า หลังจากที่เกษียณอายุการทำงานแล้ว คนทำงานส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีความน่าจะเป็นว่าจะยังทำงานเป็นลูกจ้างอีกต่อไปหรือไม่ 32% ตอบว่า จะยังเป็นลูกจ้างอยู่ต่อไป ส่วนที่เหลือมีแนวโน้มอยากไปทำงานอื่น เช่น มีธุรกิจเป็นของตนเอง และ 49% ตอบว่า จะไปทำงานหรืออาชีพเพื่อความสุขทางใจ มากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน

9.มองหาความท้าทาย

ความท้าทายเป็นแรงผลักดันในการที่จะทำอะไรก็ตาม การทำงานหลังเกษียณจะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ ถ้าคุณหาพบความท้าทาย ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักสำคัญสู่อนาคต จึงแนะให้มองหาความท้าทายใหม่ การสร้างเป้าหมายใหม่ๆ หรือการให้คุณค่าต่อสิ่งที่มีความหมายต่อคุณ

10.ไม่ลด ละ เลิก ซึ่งเป้าหมาย

ตั้งเป้าหมายและย้ำเตือนตัวเองถึงเป้าหมาย สภาวะเศรษฐกิจที่ดีหรือไม่ดี อาจเป็นหนึ่งในความท้าทายที่จะสร้างแรงผลักดันแก่คุณ ปรับทัศนคติต่อสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะยากเกินไป รวมทั้งปรับแผนเพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายนั้นด้วยตัวเอง ด้วยวิธีนี้จะช่วยให้คุณจดจ่อกับสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดต่อคุณ

ใช้โอกาสและทำให้เต็มที่กับการเกษียณอายุที่(ย่อม)มาถึง!

 

วินิจฉัยมะเร็งเต้านมสุดไฮเทค ‘เครื่องแรกในโลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517976

วินิจฉัยมะเร็งเต้านมสุดไฮเทค ‘เครื่องแรกในโลก’

เดือน ต.ค.ของทุกปี ทั่วโลกรณรงค์ให้เป็น “Breast Cancer Awareness Month” ในโอกาสนี้ นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้อำนวยการศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม และผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ขอย้ำความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อผู้หญิงยากไร้ที่ประสบโรคร้าย เปิดตัวแนะนำการให้บริการเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สำหรับเต้านมโดยเฉพาะ เครื่องแรกของโลก

ถ้าเอ่ยชื่อเสียงเรียงนาม “คุณหมอกฤษณ์” วงการศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง คือความอุ่นใจอันดับหนึ่งที่คนไข้หญิงขอฝากฝังชีวิตเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายนี้

 

เครื่องล่าสุด Dedicated 3D Cone-Beam Computed Tomography คุณหมอกฤษณ์ อธิบายว่า สามารถสร้างภาพสามมิติของเต้านมได้ชัดจริง ไม่มีการบีบเต้านม ใช้เวลาตรวจเพียง 10 วินาที ตรวจคัดกรองและวินิจฉัย ระบุตำแหน่งจุดที่มีความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ แล้วถ้าถามหาเครื่องมือแพทย์ทันสมัย ศูนย์ฯ มีเทคโนโลยีเพื่อโรคมะเร็งเต้านมอีกหลายๆ เครื่อง เครื่องโดนัทสีชมพูหวาน Dedicated Breast Magnetic Resonance Imaging ตรวจเต้านมด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องนี้มีเครื่องแรกและเครื่องเดียวในประเทศไทย 

แสดงความมุ่งมั่นไม่หยุดยั้ง อุปกรณ์คุณภาพระดับโลกหลายๆ ชิ้นทยอยนำมาใช้ที่นี่อย่างต่อเนื่อง เครื่องตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจากการวัดความต่างของอุณหภูมิ ด้วยรังสีอินฟราเรด Digital Breast Infrared Imaging System หรือ Breast Thermography ตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมด้วยการวัดอุณหภูมิในจุดต่างๆ ของเต้านมละเอียดที่สุด ไม่มีการบีบเต้านม ไม่สัมผัสรังสีเอกซเรย์ และไม่ใช้การฉีดยา เครื่องแรกของประเทศไทยอีกเช่นกัน

 

อุปกรณ์ล้ำสมัยเหล่านี้ เปิดให้บริการที่ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารว่องวานิช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่นี่กลายเป็นศูนย์มีความเป็นเลิศในการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม มีเครื่องมือตรวจวินิจฉัย ตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมทันสมัยสมบูรณ์ที่สุด และมีคุณภาพระดับสากลแห่งหนึ่งในโลก 

“ชั้น 2 ตึกว่อง” ศูนย์รวมเทคโนโลยีชั้นนำ

ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ เป็นศูนย์รักษาพัฒนางานวิจัยโรคมะเร็งเต้านม คนไข้หญิงเดินขึ้นมาชั้น 2 อาคารว่องวานิช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เรียกที่นี่กันสั้นๆ ว่า “ตึกว่อง” ก็จะได้ใช้บริการอุปกรณ์การรักษาหลายๆ เครื่อง มีเพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย

เครื่องตรวจเต้านมด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เยี่ยมยอดไม่แพ้เครื่องไหน สแกนเต้านมทำให้มองเห็นเซลล์ชั้นในได้หลากหลายมุม จึงให้ผลการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำในเวลาอันรวดเร็ว อุปกรณ์ทางการแพทย์ล้ำสมัยเหล่านี้ ทางศูนย์ฯ ให้บริการแก่ผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าผู้ป่วยทั่วไป หรือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ ไม่ต้องมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

คุณหมอกฤษณ์ พาเดินชมห้องให้ยาเคมีบำบัด เปิดให้บริการด้วยแนวคิดต้องการให้ช่วงเวลาในการให้ยาเคมีบำบัดเป็นช่วงผ่อนคลาย บรรยากาศไม่เครียด อึมครึม มีการดูแลระหว่างการให้ยาด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเฉพาะบุคคล พร้อมทีมพยาบาลที่เชี่ยวชาญ

ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ ได้พัฒนาวิธีการรักษาด้วยเครื่อง Scalp Cooling นวัตกรรมลดภาวะผมร่วง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงระหว่างให้ยาเคมีบำบัด โดยอาศัยสารเหลวจากอุปกรณ์เครื่อง Scalp Cooling ด้วยอุณหภูมิ ลบ 4 องศาเซลเซียส สร้างความเย็นให้หนังศีรษะเพื่อให้เส้นเลือดหดตัวลง ส่งผลทำให้ยาเคมีบำบัดมีผลต่อเส้นผมน้อยลง ซึ่งนับเป็นเครื่องแรกของไทย (อีกแล้ว)

“ที่นี่เป็นศูนย์รวมเครื่องแรกในโลกในเมืองไทย หลายๆ คนก็ถามว่าหมอต้องหาเครื่องดีๆ ขนาดนี้เลยหรือ ผมก็บอกว่าโรคนี้ใครเป็นก็วิตกเรื่องชีวิต แล้วถ้าคนป่วยเป็นญาติเราล่ะ เราก็ต้องรักษาญาติให้ดีที่สุดนะครับ”

คุณหมอกฤษณ์ เริ่มต้นสนทนาด้วยรอยยิ้ม และย้ำว่าเครื่องมือแพทย์ที่ดีจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็วที่สุด

“บางเครื่องผมกล้าการันตีเลยครับว่ามีที่เดียวในเอเชีย เช่น เครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อตรวจเต้านมโดยเฉพาะ และมีการปรับปรุงเครื่องรุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา

เครื่องแมมโมแกรม 3 มิติ (Tomosynthesis) ติดตั้งเครื่องแรกปี 2551 เป็นเครื่องแรกในภูมิภาคนี้ และได้ติดตั้งรุ่นที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ เครื่อง Affirm Tomosynthesis เป็นเครื่องรุ่นที่ 3 ระบุพิกัดของจุดที่มีความผิดปกติได้โดยตรง ระบุตำแหน่งผ่าตัดได้ และลดความเจ็บปวด ความวิตกกังวลของผู้ป่วยให้ลดลงได้ครับ”

คุณหมอกฤษณ์พาชมชั้น 2 ตั้งแต่การตรวจคัดกรองกระทั่งรักษาทันสมัย ครบวงจรสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งนวัตกรรมลดผมร่วงขณะให้เคมีบำบัด ใช้กล้องอินฟราเรดตรวจวัดอุณหภูมิ ไม่ต้องใช้รังสี ไม่ต้องฉีดสารเข้าร่างกาย เพิ่มทางเลือกในการตรวจวินิจฉัยเพื่อผู้ป่วย ที่นี่คือศูนย์รวมนวัตกรรมรักษามะเร็งเต้านมไฮเทคระดับโลก

“บ้านพิงพัก” ครบวงจรมาตรฐานสากล 

อีกหนึ่งผลงานทำเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมยากไร้ คือ โครงการสร้างบ้านพิงพัก หรือ Pink Park Village นพ.กฤษณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เล่าย้อนปณิธานทำงานเพื่อผู้หญิงยากไร้ มาจากพระราชดำรัส “ฉันอยากให้ศูนย์ฯ นี้ เป็นที่พึ่งของผู้หญิง ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยผู้หญิงไทย และทรงรับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์”

 

เพื่อเป็นที่พึ่งของผู้หญิงไทย มูลนิธิทำงานให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจากทั่วทั้งประเทศ และให้การดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ

โครงการสร้างบ้านพิงพัก เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี 2559 บ้านพิงพักถือกำเนิดขึ้น (Pink Park Village) เพื่อเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม ในแบบปราศจากการแสวงหาผลกำไร ดำเนินงานโดยทีมแพทย์ พยาบาล จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักโภชนาการ และอาสาสมัครเข้ามาทำงานเพื่อสังคมร่วมกัน

บ้านพิงพัก เป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) และบ้านพักฟื้นผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษา (Convalescence) นอกจากนี้ มีศูนย์กิจกรรมระหว่างวัน เพื่อให้ความรู้และฝึกอบรมสำหรับบุคคลทั่วไป มุ่งสู่เป้าหมายสร้างให้หมู่บ้านพิงพักเป็นผู้นำทางการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมครบวงจรในภูมิภาคนี้

“ศูนย์จะช่วยอำนวยความสะดวก มีรถรับส่งระหว่างโรงพยาบาลจุฬาฯ ไปพบแพทย์ แล้วส่งกลับที่บ้านพิงพัก คนยากไร้จากต่างจังหวัดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อฉายแสงหรือรับยา การเดินทางกลับลำบาก ไม่มีเงินก็จะเลือกนอนกันตามใต้สะพานลอย การนำคนไข้มาที่ศูนย์เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย บ้านพิงพักเฟสแรก พร้อมจะรับผู้ป่วยไม่น่าจะเกินต้นปีหน้า  

 

บรรยากาศคล้ายรีสอร์ท สร้างสวนขนาดใหญ่ ขุดสระน้ำ แล้วสร้างบ้านให้อยู่ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ แต่เมื่อตอนเริ่มก่อสร้างบ้านไม่ได้สดใสแบบนี้นะครับ ทีมผู้ก่อสร้างดีไซน์ทึมๆ ขรึมๆ ผมบอกไม่เอานะ เปลี่ยนสีขาวๆ จืดๆ คนไข้มารวมอยู่ที่นี่หลายคนความเจ็บป่วยก็ซึมเศร้าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบรรยากาศต้องมีพลัง สีสันต้องไบรท์ ไม่เอาไม่บลูส์ ถ้าเขาเดินเข้ามาหาเรา เขาต้องสดชื่นขึ้นตั้งแต่ก้าวแรก จุดรีเซฟชั่นตรงที่พยาบาลนั่ง ผมก็ให้ไอเดียแบบโรงแรมชั้น 1 เลยนะครับ

บ้านแต่ละหลังมี 8 ห้อง โครงการรองรับผู้ป่วยได้ราว 25 คน และแต่ละห้องอำนวยความสะดวกและให้ความปลอดภัยกับคนไข้ มีห้องน้ำในตัวทุกๆ ห้อง ทุกอย่างคิดไว้หมดแล้วครับ เช้าๆ ทุกห้องมีระเบียงให้คนไข้เดินออกมาสูดอากาศสดชื่น ทุ่งหญ้าเขียว สระน้ำที่ขุดไว้โปร่งสบายตา”  

เปิดรับคนไข้โรคมะเร็งเต้านมวาระสุดท้ายเร็วๆ นี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บ้านพิงพักก่อตั้งขึ้นเพื่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) นพ.กฤษณ์ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ย้ำทิ้งท้ายอีกครั้ง

โรคมะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย ซึ่งมีสถิติทุก 10 คน จะมี 1 คนที่มีโอกาสต้องเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านม แต่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากกว่าครึ่งหนึ่งขาดการรักษาดูแลที่ถูกต้องและพอเพียง ผู้ป่วยจำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากในการใช้ชีวิต หรือเผชิญกับการเสียชีวิตอย่างน่าหดหู่

มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ มีงานการรณรงค์ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในชุมชนแออัด อดีตคนไข้ของคุณหมอกฤษณ์ร่วมอาสากับทีมแพทย์และพยาบาลเข้าไปให้ความรู้ชุมชนบ่อยครั้ง เพราพรรณ เบญจมาศ วัย 71 ปี คุณแม่ของพิธีกรดัง กาละแมร์ พัชรศรี ขอร่วมแชร์ประสบการณ์เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม วันนี้สวยสดใสแข็งแรง หายขาดจากโรคร้ายด้วยฝีมือคุณหมอมือหนึ่งท่านนี้

 

“ดิฉันเคยไปกับทีมคุณหมอ ก็ได้ไปเห็นคนป่วยน้ำหนองไหลเยิ้มอยู่ในบ้าน ไม่กล้ามาหาหมอ ก็ไม่มีเงิน เลือกกินยาสมุนไพรที่อาจไม่ใช่ยาด้วยนะคะ เป็นใบไม้ใบหญ้า กินประทังไป เห็นใจมาก เพราะขนาดดิฉันตรวจสุขภาพทุกปี ก็ยังประสบกับโรคนี้ตอนอายุ 69 ปีค่ะ เนื้อร้ายไปซ่อนอยู่ใต้ขอบเสื้อชั้นใน คลำพบยาก โชคดีค่ะที่ได้รักษากับหมอกฤษณ์ รักษาได้ในเวลารวดเร็ว กาละแมร์ยังงง (หัวเราะ) ตอนเช้าแม่ไปผ่าตัด ตอนเย็นไปกินข้าวกับลูกสาวได้แล้วนะคะ”   

คุณแม่เพราพรรณ บอกด้วยรอยยิ้มสดใสแข็งแรง พร้อมรับงานอาสาในมูลนิธิเพื่อคนป่วยหญิงยากไร้

 

มัดหมี่ มัดคำ มัดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517837

มัดหมี่ มัดคำ มัดใจ

โดย มัลลิกา

บทบาทที่ชัดเจนของ “มัดหมี่-พิมดาว พานิชสมัย” ที่หลายคนคุ้นเคยคือ เป็นศิลปิน นักแสดง หากยังมีอีกบทบาทซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเลือกทำ คือ “นักเขียน” หรือจะเรียกว่า นักอยากเขียนก็ได้

แม้ช่วงนี้จะมีวิกฤตการอ่าน ทว่าเธอยังเชื่อมั่นในเส้นทางนี้ว่า “ถ้ายังมีคนที่มุ่งมั่นเขียน ยังใช้การเขียนเป็นแรงนำทางทำสิ่งที่รักต่อไปอย่างเป็นสุข เชื่อว่ายังไงก็ต้องมีคนอ่าน แม้จะมีน้อย แต่มัดหมี่เชื่อว่าคนอ่านเขายังต้องการ”

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มัดหมี่เคยมีผลงานเขียนเป็นข้อความสั้นๆ รวมเล่มชื่อ “มัดใจ” และในปีนี้เธอก็มีผลงานการเขียนเล่มที่ 2 ในชื่อ “มัดใจ 2” คอนเซ็ปต์เดิมเพิ่มเติมคือประสบการณ์มุมมองชีวิตที่เติบโตขึ้น กว้าง ลึก และเข้าใจในความเป็นไปของสรรพสิ่งมากขึ้น

“เมื่อ 4 ปีที่แล้วมัดหมี่ใหม่มากสำหรับการเขียนหนังสือ เรื่องที่นำมาเขียนก็เป็นเรื่องชีวิตตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่พอมาเล่มนี้ด้วยเราโตขึ้น เห็นอะไรมามากขึ้น การเขียนถึงความรัก ความทรงจำ การเปลี่ยนแปลง ก็จะมีมุมที่ได้เรียนรู้และเติบโตไปกับมันมากขึ้น

นอกจากเรื่องราวมุมมองของตัวเอง ยังมีบทความธรรมะของพระอาจารย์ที่มัดหมี่ไปวิปัสสนาด้วยนำมาลง เรื่องราวของเพื่อนที่มาปรึกษาเรา ครูหลายๆ คนที่แนะนำสั่งสอน ก็เอาข้อคิดดีๆ มาบอกต่อ”

ส่วนเรื่องการเขียนนั้น มัดหมี่บอกว่า มีนักเขียนในดวงใจ และอ่านงานของเขา อย่าง นิ้วกลม คัตโตะ เล็ก Greasy Cafe

“มัดหมี่ชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว เขียนเพลงแรกตอนอายุ 15 จะชอร์ตโน้ตในสมุด อัดเสียงลงมือถือ ที่นำมารวมเล่มก็เขียนขึ้นเรื่อยๆ เขียนลงในเฟซบุ๊กบ้าง ไอจีบ้าง แล้วเวลามีคนอ่าน เขาบอกกลับมาว่า เขาเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน นี่ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้มัดหมี่มีกำลังใจที่จะเขียน”

สิ่งที่อยากบอกไม่ได้ยาก เป็นเรื่องทุกคนอ่านแล้วสัมผัส(ใจ)ได้ แล้วเกิดความคิดที่อยากจะทำอะไรสักอย่าง “แรงดึงดูดที่จะดึงให้คนมาอ่านหนังสือ มัดหมี่ว่าเนื้อหาสำคัญ อย่างเล่มนี้ มัดหมี่ให้นิยามว่า มัดคำกระแทกใจ แล้วเอามาผสานกับตัวเรา คนอ่านแล้วได้แง่คิด ใช้คำง่ายๆ เหมือนเพื่อนพูดกับเพื่อน จริงใจ แต่ก็อาจจะมีคำซับซ้อนเป็นไปตามมู้ดของมัดหมี่

เรื่องนี้น่าจะได้ประโยชน์หลายอย่าง อ่านผ่านๆ ก็ได้แบบหนึ่ง เกิดคำใดสะกิดใจก็ได้อีกแบบหนึ่ง คนอ่านแล้วมองเห็นภาพชัดเจน เป็นอาหารสมองที่ได้ใช้ประโยชน์ มัดหมี่ขอยกคำมาจากคำนิยมที่หลายๆ คนอ่านแล้วบอกแบบนี้ค่ะ”

ตอนนี้มัดหมี่ทำงานประจำอยู่ที่กรมดุริยางค์ทหารบก ส่วนงานในวงการบันเทิง กำลังถ่ายทำภาพยนตร์ศรีอโยธยา มีละครเวทีหยาดเพชรที่จะทำการแสดงในเดือน พ.ย. และมีซิงเกิ้ลใหม่ “เมฆฝนในใจ” ที่เพิ่งปล่อยเมื่อเดือน ก.ย. รวมถึงผลงานเขียนที่มัดหมี่ตั้งใจมากๆ ที่จะเป็นหนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนให้คนหันมาสนใจการเขียนและการอ่านหนังสือ

 

อีกภาคชีวิตของ… รอนนี วูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/517836

อีกภาคชีวิตของ... รอนนี วูด

โดย  เพ็ญแข สร้อยทอง

หากว่าร็อกอยู่ในสายเลือดของ “รอนนี วูด” แล้วละก็ “ศิลปะ” ย่อมเป็นดีเอ็นเอของมือกีตาร์ เดอะ โรลลิง สโตนส์ ผู้นี้อย่างแน่นอน

เมื่อเขาปรากฏกายออกสื่อ รอนนี วูด ในวัย 70 ปี ยังคงภาพลักษณ์ของชาวร็อกไว้ได้แน่นเหนียวมั่นคง ทั้งยังดูฟิตปั๋งเสียจนดูแทบไม่ออกว่า เขาเพิ่งจะผ่านการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคมะเร็งปอดมาเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง

วันนี้ รอนนี และเพื่อนพ้อง เดอะ โรลลิง สโตนส์ กำลังอยู่ระหว่างทัวร์ในยุโรป แต่ถึงแม้ว่า ตารางการแสดงจะแน่นขนัดแค่ไหน อดีตนักศึกษาศิลปะอย่าง รอนนี ยังคงวาดรูปเสมอเกือบทุกวัน สำหรับเขามันคือ การบำบัด และการบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ก็ได้คัดสรรและรวบรวมไว้ในหนังสือ ชื่อ Ronnie Wood : Artist ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายเพื่อเฉลิมฉลองอายุ 70 ของ รอนนี วูด

มือกีตาร์สุดเก๋าอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับพ่อแม่และพี่ชายผู้ล่วงลับ “ผมขอบคุณแม่และพ่อสำหรับความอดทนและกำลังใจ ถึงบ้านเราจะหลังเล็กๆ แต่พ่อกับแม่ก็ทำห้องๆ หนึ่งไว้ให้เราได้ทำงานสร้างสรรค์ พี่ๆ ก็ให้กำลังใจผมอย่างมาก พวกเขาอายุมากกว่าผม 10 ปี เขาเป็นศิลปินและนักดนตรีด้วยเหมือนกัน ทุกคนทำทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติ เรานั่งวาดภาพ และเล่นกันอยู่ในห้องนั้น บางทีพี่ๆ ก็พาเพื่อนที่โรงเรียนศิลปะมาบ้าน สาวๆ ทั้งนั้นเลย ผมก็จะอยู่แถวนั้นแหละ ใส่กางเกงขาสั้นผ้าสักหลาดสีเทา เห็นพวกเขาทำแล้วมันก็สนุกดีนะ มีอะไรให้เล่นเยอะแยะ แถมยังได้ระบายสีด้วย”

แล้วรอนนีน้อยก็เติบโตขึ้นมาและเข้าโรงเรียนศิลปะ เขายังมีความสามารถทางด้านดนตรี เคยเป็นสมาชิกหลายวงก่อนจะเข้าร่วมกับเดอะ โรลลิง สโตนส์ ในปี 1975 เป็นสมาชิกคนสุดท้อง น้องคนสุดท้าย บางครั้งเขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็น “เด็กใหม่” อยู่ รอนนีเล่าให้นักข่าวฟังว่า หลังมาอยู่ในวงนานถึง 17 ปี เขาถึงได้เอ่ยปากขอเงินค่าตัวเพิ่ม “ก่อนหน้านั้น ยังไม่คิดถึงเรื่องเงิน ผมไปพูดกับเพื่อนในวงว่า ‘พวกเอ็งคิดว่า ข้าควรจะได้เงินเพิ่มอีกหน่อยมั้ย?’ แล้วพวกเขาก็บอกว่า ‘อือ…ก็ดี พวกข้าก็คิดว่าเอ็งจะไม่พูดซะแล้ว คนที่ไม่ได้ร้องขอ แสดงว่าไม่อยากได้เว้ย…เพื่อน”!

เขากับ คีธ ริชาร์ดส ซึ่งเป็นมือกีตาร์คู่กันก็มีความสัมพันธ์ที่ดี พวกเขามีช่วงเวลาสนุกๆ ด้วยกัน แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้ที่จะมีการเปรียบเทียบ ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยถกเถียงกันว่า ใครเล่นกีตาร์ดีกว่า “เราต้องเรียก เอริค แคลปตัน มาตัดสิน แล้วเขาก็บอกว่า ‘พวกเอ็ง 2 คนไม่เก่งอ่ะ ข้าเก่งกว่า’” 40 กว่าปีผ่านไป พวกเขายังคงอยู่ด้วยกัน “พวกเรายังคงเป็นเหมือนเดิม ในทุกครั้งที่ได้เจอกัน ยังมีเรื่องราวและการผจญภัยอีกมากมายให้เติมเต็ม”

และการผจญภัยครั้งล่าสุดของ รอนนี ก็คือ การต่อสู้กับมะเร็ง “ผมสูบบุหรี่มาเป็นเวลา 50 ปี และก็คิดว่าจะต้องได้รับผลจากการกระทำนี้แน่ ผมไม่เคยเอกซเรย์ทรวงอกมาเป็นเวลา 16 ปี พอไปทำก็เจอจุดดำขนาดใหญ่บนปอด ‘แม่-เอ้ยยย’ ผมคิด”

เขาเข้ารับการรักษาพร้อมกับความคิดเชิงบวก “ถ้าเป็นมะเร็ง ก็ลองไปเอามันออก” แม้จะล้มเจ็บแต่ว่าจิตใจของ รอนนี ยังแข็งแกร่ง หลังผ่าตัดได้อาทิตย์เดียว เขาก็เข้าสตูดิโอไปทำงานเพลงต่อ “มันเหมือนกับเป็นการเฉลิมฉลองที่ผมยังมีชีวิตอยู่ และมะเร็งก็ไม่แพร่กระจาย ซึ่งต้องขอบคุณมากๆ” นี่เป็นเสมือนโอกาสครั้งที่ 2 เพื่อมีชีวิตอยู่กับลูกๆ กับภรรยา ได้ออกทัวร์ และได้ทำทุกๆ อย่างที่อยากทำ

ปัจจุบัน รอนนี วูด ใช้ชีวิตอยู่กับ แซลลี ฮัมฟรีย์ส ผู้สร้างละครเวทีซึ่งมีอายุน้อยกว่าเขากว่า 30 ปี ทั้งคู่มีลูกสาวฝาแฝดที่ยังอายุไม่ถึงขวบ รอนนียังมีลูกจากความสัมพันธ์ครั้งก่อนอีก 4 คน และหลานๆ อีก 6 คน เขาสะสมกีตาร์และภาพวาด รอนนีเป็นเจ้าของภาพวาดของปิกัสโซ และภาพพิมพ์ของเร็มแบรนด์

ในหนังสือ Ronnie Wood : Artist มีภาพสมาชิกวงเดอะ โรลลิง สโตนส์ รวมทั้งภาพเพื่อนพ้องคนดังและคนในครอบครัวรวมอยู่ด้วย เขาหันมาวาดภาพพอร์เทรตอย่างจริงจังตอนปลายทศวรรษ 1980 หลังจากที่สถานะทางด้านการเงินไม่ค่อยมั่นคงนัก รูปเหล่านี้ทำให้เขามีรายได้ และทุกๆ ชิ้นก็ทำให้เขามีความสุข

ระหว่างนั้นเพื่อนๆ เดอะ โรลลิง สโตนส์ ก็สนับสนุน ให้กำลังใจ รวมทั้งวิจารณ์งานศิลปะของ รอนนี อย่างตรงไปตรงมา คีธ ริชาร์ดส์ ซึ่งรับหน้าที่มาเขียนบทตาม ได้ให้คำจำกัดความหนังสือเล่มนี้ว่า…“นี่คือ การประสานกันของวิจิตรศิลป์และดนตรีร็อกแอนด์โรลล์”