5 แนวทางห่างไกลโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 13:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518589

5 แนวทางห่างไกลโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

ถึงแม้โรคต้อกระจกจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้ไม่เป็นโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร

โรคต้อกระจก เป็นภาวะที่เลนส์แก้วตาภายในลูกตาเสื่อม จนมีลักษณะขาวขุ่น ส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้ภาพที่เห็นพร่ามัว บ้างก็เห็นเป็นภาพซ้อนกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรคต้อกระจกจะเกิดขึ้นจากความแก่ชราหรือเสื่อมไปตามวัย แต่จะมีบ้างที่เป็นโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร ที่มาจากหลายปัจจัย ทั้งกรรมพันธุ์ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้นหากรู้ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต้อกระจก ก็สามารถทำให้เราห่างไกลโรคต้อกระจกก่อนวัยอันควรได้

1. หลีกเสี่ยงการมองแสงแดดโดยตรง – แสงแดดมีส่วนทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้ ดังนั้นหากต้องอยู่ที่แดดจัด ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงโดยตรง โดยสวมหมวก หรือแว่นกันแดด เพื่อป้องกันแสงยูวีที่จะเข้ามาทำร้ายดวงตา

2. ไม่ใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน – หากต้องทำงานที่ต้องใช้สายตาบ่อยๆ ควรพักสายตาเป็นระยะๆ ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ตาล้าสะสม เสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกก่อนวัยอันควรได้

3. งดสูบบุหรี่ – บุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย มีแต่จะให้โทษ ซึ่งรวมไปถึงมีส่วนช่วยเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้นด้วย เนื่องจากมีงานวิจัยชี้ว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่

4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ – ไม่ควรกินหรือฉีดยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น นั่นรวมไปถึงการใช้ยาลดความอ้วนติดต่อกันเป็นระยะเวลานานด้วย เนื่องจากจะไปเร่งให้เกิดต้อกระจกเร็วขึ้น

5. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ – โดยทั่วไปแล้วเราควรตรวจสุขภาพและวัดสายตาทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น หากมีอาการผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้นานเกินไป เพราะอาจจะรักษายากกว่าเดิม

 

น้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพด้วยเสียงเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518552

น้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพด้วยเสียงเพลง

โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ร่วมกับมูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ร่วมจัดการแสดงการขับร้องประสานเสียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 “น้อมรำลึกด้วยเสียงเพลง” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีการจัดแสดงเมื่อวันเสาร์ที่ 23 ก.ย. โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี โดยมี เจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี พร้อมด้วย ฐาปน สิริวัฒนภักดี ร่วมด้วยคณะผู้บริหารและคณะแพทย์โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์

 

 

ครอบครัวสิริวัฒนภักดี สร้างโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ถวายเพื่อเป็นพระราชกุศลในโอกาส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางโรคไตแห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังอย่างครบวงจรตั้งแต่การตรวจคัดกรอง ดูแลรักษาและการป้องกัน ตลอดจนการปลูกถ่ายไต อาคารโรงพยาบาลกว้างขวางรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ มีมาตรฐานสะอาด ปลอดภัย โดยคณะแพทย์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  

 

 

ดุษฎี พนมยงค์ ผู้อำนวยการคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู (ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีสากล) กล่าวถึงการแสดงเพื่อรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรี คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ตั้งใจถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีเนื้อร้อง 41 บทเพลง จากการเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเสียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคำร้องไว้ทั้งหมด เพื่อบันทึกไว้เป็นคุณค่าของแผ่นดิน และในงานวันนี้ก็ตั้งใจคัดเลือกมา 16 บทเพลง 17 เนื้อร้อง เพื่อขับร้องให้ผู้ฟังทุกท่านร่วม “น้อมรำลึกด้วยเสียงเพลง” ไปกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์

นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ว่า มีการจัดทำบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวน 41 เพลง เฉพาะที่มีเนื้อร้องโดยวงดนตรีสวนพลู บันทึกลงซีดี เพื่อนำไปแจกจ่าย ไม่มีจำหน่าย ทั้งมีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอัจฉริยภาพทางดนตรี

 

5 เคล็ดลับเลือกเบลเซอร์ แมทช์ให้น่ามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518566

5 เคล็ดลับเลือกเบลเซอร์ แมทช์ให้น่ามอง

เคล็ดลับการแมทช์เสื้อผ้าให้เหมาะกับกาลเทศะและอิงกระแสแฟชั่น

หลายครั้งที่หนุ่มๆ อยากจะหยิบเบลเซอร์หรือแจ็กเก็ตมาสวมทับเสื้อ แต่ก็กลัวว่าจะดูเยอะเกินไป วันนี้เรามีเคล็ดลับการแมทช์เบลเซอร์ให้เหมาะกับกาลเทศะ แถมยังอิงกับกระแสแฟชั่นมาฝากกัน

1. เบลเซอร์ + กางเกงยีนส์

ผู้ชายจำนวนไม่น้อยต่างมียีนส์เป็นไอเท็มประจำตู้เสื้อผ้า และมักคิดถึงกางเกงยีนส์เป็นอันดับต้นๆ แล้วก็ต้องวางลง เพราะคิดว่าไม่มีทางเข้ากับเบลเซอร์ แต่รู้มั้ยว่าหยิบมาใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขาเดฟ หรือทรงสลิม บวกกับรองเท้าหนังสไตล์อ็อกซฟอร์ดคอมพลีทลุคเท่ๆ แบบกึ่งทางการได้ หรือจะเลือกจับคู่กับสนีกเกอร์ก็ดูดีมีสไตล์

2. เบลเซอร์ + กางเกงขาสั้น

แม้ว่ากางเกงขาสั้นอาจจะดูไม่สุภาพในบางโอกาส แต่สำหรับวันที่ไม่เป็นทางการมากนัก หนุ่มๆ สามารถหยิบเบลเซอร์มาแมทช์กับกางเกงขาสั้นได้แบบเต็มที่ ส่วนเรื่องความสั้นยาวของกางเกงก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน แต่แนะนำว่าควรเป็นกางเกงขาสั้นที่ไม่ใช่ผ้ายีนส์ดีที่สุด

3. เบลเซอร์ + กางเกงชิโน

สำหรับวันที่ต้องการให้ดูกึ่งทางการ อาจจับสองสิ่งนี้มาแมทช์กัน เพื่อให้ได้ลุคสมาร์ทแคชชวลแบบเท่ๆ ส่วนเสื้อด้านในจะเลือกเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ต ขึ้นอยู่กับงานและสถานที่แค่ให้ถูกกาลเทศะก็พอ

4. เบลเซอร์หลากสี

แม้สีดำ กรมท่า หรือเทา จะใส่ได้ทุกโอกาส แต่หากต้องการสีสันลองหยิบเบลเซอร์โทนสีสุภาพ หรือเลือกเนื้อผ้ากำมะหยี่มาใส่บ้างก็ไม่ผิด ขึ้นอยู่กับความมั่นใจของแต่ละคน แต่ถ้ากลัวไม่มั่นใจลองเริ่มจากเบลเซอร์สีพาสเทลอ่อนๆ ก่อนก็ได้

5. เบลเซอร์ที่มีลวดลาย

ยกให้ผู้ชายที่มีใจรักแฟชั่น สำหรับเบลเซอร์ลวดลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลายทาง ลายสกอต ลายจุด หรือลายกราฟฟิก เหมาะสำหรับหนุ่มๆ ที่ชอบการแต่งตัว แต่ควรเลือกแมทช์กับกางยีนส์ หรือกางเกงชิโนสีพื้น

ที่มา: M2F

 

งานวิจัยไม่อยู่บนหิ้ง แต่หยิบลงมากินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518544

งานวิจัยไม่อยู่บนหิ้ง แต่หยิบลงมากินได้

ภาพของงานวิจัยหนาเตอะ เขียนด้วยภาษาวิชาการ และวางอยู่บนหิ้ง ดูเหมือนจะเป็นภาพที่คนทั่วไปคิด แต่ก็ไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะยังมีงานวิจัยอีกมายมายที่สนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมอันเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายอุตสาหกรรม ดำเนินการสนับสนุนงานวิจัย โดยภาคเอกชนจะร่วมทุนวิจัยตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 ชุด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมอาหาร

การสนับสนุนทุนวิจัยต้องเริ่มจากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่มีโจทย์วิจัยชัดเจนในประเด็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยผู้ประกอบการต้องร่วมทุนอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อให้มีส่วนร่วมในการทำงานอย่างจริงจังและยืนยันความตั้งใจที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ จากนั้นสำนักประสานงานชุดโครงการจะสรรหานักวิจัยจากสถาบันวิจัยภาครัฐและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพื่อดำเนินงานวิจัยตามโจทย์ของภาคเอกชน

เมื่อได้โครงการวิจัยฉบับสมบูรณ์แล้วต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน และหลังจากปรับข้อเสนอโครงการเป็นที่เรียบร้อย สกว. ฝ่ายอุตสาหกรรมจะพิจารณาอนุมัติทุนวิจัยและทำสัญญาร่วมกับผู้ประกอบการ โดยความเป็นเจ้าของสิทธิจะเป็นของมหาวิทยาลัยและ สกว. ยกเว้นว่าผู้ประกอบการจะลงทุนถึงร้อยละ 50 ก็จะได้สิทธิความเป็นเจ้าของร่วมกัน 

รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของฝ่ายอุตสาหกรรม คือ การทำให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์และขายได้จริง ดังนั้นงานวิจัยทุกชิ้นจึงต้องเกิดจากความต้องการของภาคเอกชนหรือผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์ ต่างจากงานวิจัยทั่วไปที่นักวิจัยอาจอยากทำเพื่อสร้างองค์ความรู้ตอบสนองความต้องการของตัวเอง

“ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องตอบด้วยงานวิจัย เพราะบางอย่างอาจแก้ไขได้ด้วยการให้คำแนะนำหรือกลไกรัฐแบบอื่น ดังนั้นเราจึงมีสำนักประสานงานชุดโครงการตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อหาความต้องการของภาคเอกชนและสกัดประเด็นออกมาให้ได้ว่าต้องตอบด้วยงานวิจัยหรือไม่ ซึ่งบริษัทที่ฝ่ายอุตสาหกรรมจะเข้าไปช่วยหลักๆ คือ เอสเอ็มอี หรือบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีศูนย์วิจัยหรือนักวิจัยของตัวเองแต่ต้องการงานวิจัยไปพัฒนาผลิตภัณฑ์”

ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีสัดส่วนของนักวิจัย 11-12 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน (ในจำนวนนี้เขาคิดว่าน่าจะมีนักวิจัยที่ทำงานกับภาคอุตสาหกรรมเพียง 1-2 คน) โดยมีเป้าหมายว่า อีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องมีนักวิจัยเพิ่มขึ้นเป็น 25 คนต่อประชากร 1 หมื่นคนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)

ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีผู้ประกอบการที่มีความต้องการทำวิจัยด้านอุตสาหกรรมอาหารมากกว่า 100 ราย อย่าง 4 โครงการที่ยกมานี้ล้วนเป็น “งานวิจัย กินได้”

 

 

เมล็ดมะขามกินได้

ทุกปี บริษัท ปิ่นเพชร ผู้ผลิตและจำหน่ายมะขามหวานอันดับต้นๆ ของไทยจะมีปริมาณ “เมล็ดมะขาม” ที่เป็นผลพลอยได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์มะขามประมาณ 150-200 ตัน ซึ่งได้ส่งออกเมล็ดมะขามให้กับประเทศญี่ปุ่นและจีนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสี อย่างน้อย 5 ตันต่อเดือนในราคากิโลกรัมละ 2-3 บาท ทำให้ผู้ประกอบการเกิดคำถามว่า เมล็ดมะขามมีอะไรดี

จากการวิจัยพบว่า ในเมล็ดมะขามมีโพลีแซ็กคาไรด์ที่มีคุณสมบัติเป็นเจลเมื่อละลายอยู่ในน้ำ และไม่มีกรดกาแลคทูโรนิกหรือหมู่ฟังก์ชั่นของเมทิลยูโรเนท ทั้งยังสามารถคงรูปเจลอยู่ได้แตกต่างจากโพลีแซ็กคาไรด์

จากพืชชนิดอื่น สารตัวนี้เรียกว่า “เจลโลส” ซึ่งเป็นสารประเภทกัม (Gum) มีประโยชน์มากในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ให้ความเหนียวแก่เส้นใยในอุตสาหกรรมเส้นใย ใช้เป็นตัวนำพาตัวยาในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเภสัชกรรม และใช้เป็นสารให้ความหนืดในผลิตภัณฑ์อาหารอย่างแยม โยเกิร์ต ไอศกรีม และเจลลี่ในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเจลโลส 

ด้าน รศ.ดร.วุฒิชัย นาครักษา คณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและคณะ ได้ศึกษากรรมวิธีการสกัดเจลโลสจากแป้งเมล็ดมะขาม ซึ่งเจลที่ได้จากแป้งเมล็ดมะขามมีลักษณะคล้ายเพกติน แต่มีความแข็งแรงมาก มีเส้นใยอาหารสูง และต้นทุนการผลิตต่ำ รวมถึงได้ศึกษาการเก็บรักษาแป้งเมล็ดมะขาม และศึกษาสมบัติของเจลโลสจากแป้งเมล็ดมะขามต่อพฤติกรรมการเกิดเจล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ทดแทนเพกตินในผลิตภัณฑ์อาหาร ลดการนำเข้าเพกตินจากต่างประเทศปีละกว่า 300 ล้านบาท และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เจลลี่มะขามและไอศกรีมมะขามเจลาโต

ปัจจุบัน บริษัท ปิ่นเพชร ได้ผลิตและจำหน่ายไอศกรีมเจลาโต้รสมะขามหวานที่ร้านปิ่นเพชรและร้านขายของฝากในเพชรบูรณ์ โดยไอศกรีมมะขามเจลาโต้สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวดสุดยอดนวัตกรรมอาหารไทย (กลุ่มนวัตกรรมอาหารในอนาคต) ประจำปี 2559 ทั้งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ กับฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. อีก เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากเจลโลสมะขามในรูปแบบเซรั่ม อาหารเสริมลดน้ำหนักจากเจลโลส การเพิ่มความหนืดในผลิตภัณฑ์ซอสมะขาม ซอสผัดไทยด้วยเจลโลส เป็นต้น

การยกระดับสินค้าทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมจึงสามารถทดแทนการนำเข้าของวัตถุเจือปนในอาหารจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์มะขาม โดยนำของที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์

สแน็กปลานิล

ปลานิลขนาดเล็กที่ถูกคัดทิ้งจะไม่สูญค่าอีกต่อไป หลังจาก ผศ.ดร.สุชาดา ไม้สนธิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ศึกษาการผลิต “ปลานิลทอดกรอบแบบสุญญากาศ” (Vacuum frying) เพื่อเพิ่มมูลค่าปลานิลตกเกรด

บริษัท เอ็กซ์ปอร์ตวัน ผู้ส่งออกปลานิลแช่แข็ง ตั้งโจทย์วิจัยจากปัญหาที่ว่า เมื่อคัดขนาดปลานิลขนาดใหญ่เพื่อจัดจำหน่าย จะเหลือปลานิลขนาดเล็กไว้ในตู้แช่แข็งจำนวนมาก ซึ่งแม้ว่าจะนำไปแปรรูปด้วยการทอด แต่กรดไขมันที่มีอยู่ในปลาและน้ำมันจากการทอดจะทำให้ปลามีกลิ่นหืนเมื่อเก็บรักษาไว้นาน แสดงถึงการเสื่อมคุณภาพของอาหารทอดและผู้บริโภคจะไม่ยอมรับในผลิตภัณฑ์

ผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นศึกษาการผลิตปลานิลทอดกรอบและยืดอายุการเก็บรักษา โดยนำปลานิลนำตัวอย่างมาทอดแบบสุญญากาศ ศึกษาอุณหภูมิและเวลาในการทอดที่ความดันบรรยากาศ 700 มิลลิเมตรปรอท โดยใช้อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 60 นาที และทำการสลัดน้ำมันในเครื่อง 10 นาที ที่ความเร็วรอบ 1,450 รอบ/นาที ทิ้งให้เย็น 10 นาที จากนั้นบรรจุในถุงเพาช์ซึ่งจะยืดอายุการเก็บรักษาปลานิลให้ได้นานขึ้น และจากการทํานายอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ ปลานิลทอดสุญญากาศรสต้มยําสามารถเก็บได้ 223 วัน เมื่อเก็บที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม ปลานิลทอดกรอบตรามิสเตอร์ไพน์ จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Mr.PINE ปลาทอดสุญญากาศ

 

 

ขนมเพื่อสุขภาพ

เทรนด์อาหารคลีนกำลังมาแรง แต่ที่มาแซงโค้งน่าจะเป็น “ขนมเพื่อสุขภาพ” ตรา เวล-บี (Wel-B) ของ บริษัท โจ-ลี่ แฟมิลี่ จากการวิจัยของ รศ.ดร.ศิริธร ศิริอมรพรรณ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และทีมวิจัย ที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สูตรบำรุงสายตา สูตรบำรุงหลอดเลือดและหัวใจ สูตรบำรุงสมองและประสาท และสูตรเบาหวานและมะเร็ง

ทีมวิจัยได้ทำการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากผู้บริโภค คัดเลือกวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีสารออกฤทธิ์สอดคล้องกับสรรพคุณของสูตรต่างๆ จากนั้นทำการผสม ขึ้นรูป และผ่านกระบวนการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) ซึ่งเป็นกระบวนการทำแห้งที่คงคุณภาพด้านกายภาพ โดยองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นทางบริษัทสามารถนำไปผลิตเพื่อจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้จริง รวมถึงยังนำข้อมูลไปประยุกต์ลงสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเป็นองค์ความรู้สนับสนุนด้านการตลาด สร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ ให้ความรู้และความเข้าใจ ซึ่งง่ายต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

นอกจากนี้ วัตถุดิบที่เลือกใช้ในแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีความโดดเด่นของกลุ่มสารออกฤทธิ์ที่สอดคล้องกับชื่อสูตร ได้แก่ สูตรบำรุงสายตา ประกอบด้วยสารลูทีน สูตรบำรุงหลอดเลือดและหัวใจ ประกอบด้วยไลโคปีน และ โอเมก้า 3 สูตรบำรุงสมองและประสาท ประกอบด้วยกาบ้า และสูตรเบาหวานและมะเร็ง ประกอบด้วยสารประกอบฟีนอลิก โอเมก้า 3 และกาบ้า

ด้าน บริษัท โจ-ลี่ แฟมิลี่ ยังมองว่า ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอาหารเพื่อสุขภาพที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจัดเป็นสารที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการป้องกันและรักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นบริษัทจึงเล็งเห็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงการเกิดโรค ควบคู่ไปกับคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติ ความทันสมัย และความสะดวกสบาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยในขณะนี้ผลิตภัณฑ์เวล-บี กำลังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และคาดว่าจะผลิตออกสู่ตลาดในช่วงต้นปี 2561

 

 

อาหารเด็กอินทรีย์

บริษัท ไร่ทอง ออแกนิกส์ ฟาร์ม ผู้ผลิตข้าว ผัก ผลไม้ออร์แกนิก และจำหน่ายผักผลไม้กล่องส่งถึงบ้านแบรนด์ CSA Munching Box มีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ “อาหารเด็กอินทรีย์” สำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากคำนึงถึงว่า ในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตเด็กจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในชีวิตตอนปลายทั้งทางกายและพัฒนาการทางสติปัญญา รวมถึงมีความสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น

ผศ.ดร.สุเชษฐ์ สมุหเสนีโต คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และทีมวิจัยจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเด็กเหลว (Wet Baby Food) โดยเน้นการผลิตอาหารเด็กในลักษณะของอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตและส่งเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยของทารกและเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 12 ปี เพื่อหาสูตรและกระบวนการผลิตที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสามารถนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

จากการทดลองได้ค้นพบสูตรอาหารเด็กอินทรีย์ 4 ประเภท คือ พัฒนาสมองและระบบประสาท บำรุงกระดูกและฟัน บำรุงหัวใจ และบำรุงระบบขับถ่าย โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป กำหนดราคาประมาณ 65-75 บาท อีกทั้งยังมีการนำสูตรที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการผลิตมะกะโรนี 3 รสชาติ ซึ่งคาดว่าจะขายทางออนไลน์และออกสู่ตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 และมีแนวโน้มว่าจะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และจีนต่อไป

ด้าน รศ.ดร.พงศ์พันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการในเมืองไทยยังไม่ตื่นตัวเรื่องวิจัยนัก แต่เขาเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้คนจะตื่นตัวมากขึ้น เพราะเห็นตัวอย่างจากบริษัทที่ประสบความสำเร็จโดยมีงานวิจัยแก้ปัญหาและพัฒนา ประกอบกับการตื่นตัวเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ในการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศที่จะทำให้คนไทยเห็นคุณค่าของงานวิจัยมากขึ้น

นอกจากนี้ สกว.ฝ่ายอุตสาหกรรมยังสนับสนุนทุนวิจัยสำหรับอุตสาหกรรมอื่นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อลดการพึ่งพาและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่สำหรับบริษัทขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ทางฝ่ายมีการเปิดรับโจทย์วิจัยทั้งปีและไม่จำกัดกรอบวงเงิน โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่เว็บไซต์ http://www.trf.or.th ฝ่ายอุตสาหกรรม

 

6 วิธีช่วยเหลือผู้ที่มีอาการตื่นตระหนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518408

6 วิธีช่วยเหลือผู้ที่มีอาการตื่นตระหนก

สิ่งที่ผู้ที่เป็นโรคตื่นตระหนกต้องการคือ คนที่มีสติ และสามารถทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยได้

ในสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้เกิดความเครียด หรืออาจมีสิ่งกระตุ้นบางอย่างมากระทบจิตใจ จนหลายๆ คนมีอาการแพนิคหรือเป็นโรคตื่นตระหนกได้ ซึ่งต้องความทำเข้าใจก่อนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้บ้า แต่เป็นเพียงอาการป่วย หรือโรคทางจิตชนิดหนึ่งเท่านั้น หากคนรอบข้างมีอาการตื่นตระหนก ให้สังเกตอาการและค่อยๆ รับมือกับพวกเขาไป หากเข้าใจก็จะสามารถผ่านมันไปด้วยกันได้อย่างง่ายดาย

1. สงบสติอารมณ์ – หากคนรอบข้างเกิดอาการหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกขึ้นมา สิ่งที่ควรทำคือตั้งสติ เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้คุณผ่านมันไปได้เท่านั้น แต่ผู้ที่โดนความตื่นตระหนกเข้าโจมตีก็จะรู้สึกผ่อนคลายไปพร้อมกับคุณด้วย

2. สร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย – ถ้าคนที่คุณรู้จักกำลังหวาดวิตกในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ให้ดูว่าพวกเขาสามารถเดินไปกับคุณได้หรือไม่ บางทีพวกเขาจำเป็นต้องนั่งอยู่ในที่เงียบๆ หรือในรถ ขณะที่พวกเขาคิดว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป

3. ถามว่าพวกเขามียาที่แพทย์สั่งหรือไม่ – คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) อาจมียาที่แพทย์สั่งให้ เพื่อใช้หากเกิดอาการที่ไม่สามารถควบคุมได้ ลองถามหาและให้พวกเขาทานยาดู อาจจะพอช่วยได้

4. ขอช่องทางการติดต่อคนใกล้ชิด – พยายามติดต่อครอบครัว หรือเพื่อนของเขา ที่จะสามารถมอบความผ่อนคลาย และช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยได้ หรือหากต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินควรเรียกรถพยาบาล และอยู่กับเขาจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง

5. พูดคุยด้วยอย่างใจเย็นและเห็นอกเห็นใจ – ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ที่เป็นโรคตื่นตระหนกจะเกิดอาการหวาดกลัวหรือตึงเครียด แต่ผู้ที่อยู่ด้วยควรพยายามตั้งสติ รักษาความสงบของเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด พูดคุยด้วยอย่างใจเย็น ถามพวกเขาว่าพวกเขาต้องการอะไร และคุณจะช่วยได้อย่างไรบ้าง

6. อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว – ไม่ควรปล่อยผู้ที่กำลังโดนความตื่นตระหนกเข้าโจมตีให้อยู่คนเดียว เว้นแต่เขาจะเอ่ยปากขอเอง แต่ก็อยู่ใกล้ๆ ในกรณีที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ที่มา: care2

 

รวมเมนูไข่จาก 15 ประเทศทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518395

รวมเมนูไข่จาก 15 ประเทศทั่วโลก

ไข่เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีวิธีการทานที่ต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ

ไข่เจียว และไข่ดาว แทบจะเป็นเมนูที่คนไทยเราคิดถึงเป็นอันดับต้นๆ เวลาคิดไม่ออกว่าจะทานอะไรดี เนื่องจากทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน และทานกันได้ทุกคน แต่เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่า ต่างประเทศเขานำวัตถุดิบยอดฮิตอย่าง “ไข่” ไปประกอบอาหารในรูปแบบไหนกันบ้าง เราเลยขอชวนทุกคนไปดูเมนูไข่จาก 15 ทั่วโลก ดูสิว่าเขาทานไข่อะไรกันบ้าง

1. ศรีลังกา: Egg hopper

Egg hopper หรือแปลเป็นไทยคงจะประมาณไข่ถัง เป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยมของประเทศศรีลังกา เป็นไข่ปรุงสุกที่เสิร์ฟในชามแพนเค้กที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าและกะทิ

2. สหราชอาณาจักร: Scotch egg

แม้ชื่อจะเป็นไข่สก๊อตช์ แต่เมนูนี้เป็นขนมคบเคี้ยวสุดฮิตของอังกฤษ ที่นำไข่ต้มสุก มาห่อด้วยไส้กรอก จากนั้นห่อด้วยขนมปัง แล้วนำไปทอดหรืออบให้กรอบ

3. กรีซ: Avgolemono soup

เมนูนี้อาจจะไม่ใช่เมนูที่ชูไข่ให้เด่นสักทีเดียว แต่ซุปไก่ถ้วยนี้จากกรีซเป็นน้ำซุปที่ทำจากไข่ขาว ข้าว และน้ำมะนาว โดยทั่วไปมักจะเสิร์ฟพร้อมกับไก่หั่นเป็นชิ้นๆ

4. จีน: Century egg

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับไข่เยี่ยวม้ากันดีอยู่แล้ว เพราะทานกันบ่อยเวลาจัดโต๊ะจีน ไข่เยี่ยวม้าเป็นไข่ที่ผ่านการแปรรูปให้เก็บได้นานขึ้น โดยนำไปหมักกับเกลือ ปูนขาว ดินเหนียว และขี้เถ้า สามารถทำได้ทั้งไข่ไก่และไข่เป็ด

5. ญี่ปุ่น: Tamagoyaki

ไข่เจียวแบบญี่ปุ่น หรือไข่หวาน มีวิธีการทำที่คล้ายๆ กับไข่เจียว แต่จะมีรสหวานเล็กน้อย ซึ่งไข่หวานที่อร่อยจะต้องไม่หวานนำมากจนเกินไป มักทอดในกระทะแบนๆ ได้มาเป็นแผ่น จากนั้นนำมาม้วนและหั่นเสิร์ฟเป็นชิ้น

6. อิสราเอล: Shakshuka

Shakshuka เป็นอาหารเช้าแสนอร่อยของอิสราเอล ประกอบด้วยไข่ลวกที่มาในซอสแดง ซึ่งทำจากมะเขือเทศ หัวหอม พริก และเครื่องเทศหลากหลายชนิด

7. ฝรั่งเศส: Eggs en cocotte

เมนูไข่จากฝรั่งเศสดูไปดูมาก็รูปร่างคล้ายกับไข่ตุ๋นของบ้านเรา เป็นเมนูที่ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ปรุงรส และนึ่งไข่ในถ้วยเล็กๆ เท่านั้น มักเสิร์ฟคู่กับขนมปัง

8. ตูนิเซีย: Brik

Brik ขนมแป้งทอดแผ่นบางๆ น้ำหนักเบา ทำจากไข่ ปลาทูน่า ผักชีฝรั่ง และหัวหอม โดยใช้ชีสเป็นหนึ่งในเครื่องปรุง จากนั้นนำไปทอดกรอบ

9. เม็กซิโก: Huevos rancheros

Huevos rancheros เป็นอาหารที่มักทำทานกันในชนบทของเม็กซิโก เป็นไข่ที่ท็อปด้วยเครื่องนานาชนิดอย่าง ซัลซ่า ถั่ว และอะโวคาโด

10. ฟิลิปปินส์: Kwek Kwek

Kwek kwek หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า tokneneng เป็นสตรีทฟู้ดที่พบได้ทั่วไปในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นไข่นกกระทาทอดเสียบไม้

11. ตุรกี: Menemen

Menemen คล้ายๆ กับไข่คน แต่งปรุงเพิ่มด้วยพริกหยวก โหระพา มะเขือเทศ และพริกแดง เป็นจานที่สามารถรับประทานได้ทุกช่วงเวลาของวัน

12. เอธิโอเปีย: Doro wat

Doro wat เป็นสตูว์ที่ทำจากผัก พร้อมกับเนื้อไก่ เนื้อแกะ หรือเนื้อวัว มักจะเสิร์ฟคู่กับไข่ต้ม

13. สหรัฐอเมริกา: Egg salad

สลัดไข่เป็นวัตถุดิบยอดฮิตที่ใช้ทำแซนวิชของชาวอเมริกัน ทำโดยการใช้ไข่ต้มคลุกกับน้ำสลัดมายองเนส มัสตาร์ด และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ ผักชีฝรั่ง

14. อินเดีย: Egg curry

แกงไข่ของอินเดีย เป็นแกงที่ต้มไข่ พร้อมกับเนื้อสัตว์ พริกแกงเขียวหวาน รวมไปถึงผักต่างๆ อย่างหัวหอม และมะเขือเทศ

15. อิตาลี: Deviled eggs

เมนูไข่ชื่อเก๋จานนี้จากอิตาลีเป็นเมนูที่หาทานได้ในหลายประเทศ แต่ก็มีต้นกำเนิดมาจากอิตาลี เป็นไข่ที่ต้มจนเดือด แล้วเพิ่มรสชาติด้วยซอสที่ทำจากไข่แดง และส่วนผสมอื่นๆ เช่น มัสตาร์ด มายองเนส

ที่มา: insider

 

5 ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518368

5 ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม

สาเหตุและบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งชนิดที่พบขึ้นได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆ ในเพศหญิง โดยยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นจากสิ่งใด เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายๆ ปัจจัย ดังนั้นถ้าหากรู้ล่วงหน้า หรือรู้พฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรค ก็อาจจะพอทำให้เราห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านมได้มากยิ่งขึ้น

1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น – อายุถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงมากขึ้นเป็นอีกเท่าตัว

2. เคยมีก้อนเนื้อที่เต้านม – ผู้ที่เคยผ่าตัดก้อนเนื้อที่เต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาแล้วข้างหนึ่ง มีความเสี่ยง 3 – 4 เท่าที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในอีกข้างด้วย

3. พันธุกรรม – หากคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้สูงกว่าคนทั่วไป

4. ประจำเดือน – ผู้ที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย และหมดประจำเดือนช้า ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากโรคนี้สามารถพบได้สูงขึ้นในผู้ที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี

5. การใช้ชีวิต – พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเป็นอีกส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้ การใช้ยาคุมกำเนิดตั้งแต่อายุยังน้อย ใช้ยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ทานอาหารที่มีไขมันสูง และไม่ออกกำลังกาย ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมทั้งสิ้น

 

วีลแชร์แดนซ์ จังหวะสนุก ปลุกพลังสมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518351

วีลแชร์แดนซ์ จังหวะสนุก ปลุกพลังสมอง

เราอาจจะเคยเห็นภาพเด็กพิการ ซีพี (Cerebral Palsy) หรือเด็กสมองพิการ ซึ่งต้องนั่งวีลแชร์อยู่เกือบตลอดเวลา แต่ด้วยจังหวะสนุกสนานของเพลง และท่วงท่าของการเต้นรำแบบวีลแชร์แดนซ์ ของกลุ่มเด็กสมองพิการ ทำให้เราลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาในชีวิต

ชัยภัทร สมจิตรพรหม เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานแผนงานสร้างเครือข่ายมูลนิธิเด็กพิการ อธิบายปัญหาในการใช้ชีวิตของเด็กสมองพิการเบื้องต้นว่า เด็กสมองพิการ ลักษณะอาการของเขาก็คือสมองไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ตามความต้องการของสมอง โดยจะมีอยู่ 2 ประเภทก็คือ ตัวอ่อน แขนขาไม่มีแรง อีกประเภทหนึ่งก็คือกล้ามเนื้อมีอาการบิดเกร็ง แขนขาผิดรูป ซึ่งทั้งสองประเภทแบ่งความรุนแรงเป็นทั้งหมด 5 ระดับ ในระดับที่ 1 ถึง 3 เป็นระดับที่ยังพอสามารถฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้

ขณะที่ในระดับที่ 4 จะมีการเริ่มเจาะท้อง เจาะคอ ไม่สามารถกินอาหารเองได้ เริ่มกลอกตาได้อย่างเดียว ระดับที่ 5 มีปัญหาในเรื่องของสติปัญญา ไม่มีทางรักษาให้หาย แต่สามารถพื้นฟูให้ดีขึ้นได้

เด็กที่ได้รับการฟื้นฟูก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ พอหยุดฟื้นฟูอาการก็จะกลับมาถดถอยลง และถ้าไม่ฟื้นฟูก็ทรุดหนักไปเลย ในระดับ 1 ถึง 3 สามารถฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงปกติ แต่ในระดับ 4 ถึง 5 เป็นการฟื้นฟูเพื่อให้อาการทรงตัว หากเทียบเด็กสมองพิการกับกลุ่มเด็กพิการด้านอื่น เด็กกลุ่มนี้ก็จะมีความพิการที่ค่อนข้างรุนแรงที่สุด

 

 

 

“สาเหตุความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์เช่น คุณแม่สูบบุหรี่ หรือรับประทานยาบางตัว ที่มีผลกระทบต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ที่เป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือมีโรคบางอย่างที่ขาดการดูแลรักษาตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ หรือโชคร้ายระหว่างคลอด สายรกพันคอ ขาดอากาศเกิน 4 นาที ก็ทำให้เกิดภาวะสมองขาดอากาศได้เช่นกัน

แต่ก่อนจะมีเด็กสมองพิการในกรณีนี้เยอะมาก แต่ในปัจจุบันความผิดปกติที่เป็นมาแต่ตอนตั้งครรภ์เหล่านี้ เริ่มลดลงไปมากแล้ว เพราะว่าวิทยาการทางด้านการแพทย์สมัยใหม่ สามารถดูแลและป้องกันได้ ตัวเลขที่แซงขึ้นมาเกิดจากอุบัติเหตุ ที่ทำให้สมองขาดออกซิเจน เช่น เด็กจมน้ำ เม็ดกระดุมติดคอ เริ่มมีเข้ามารับการฟื้นฟูเพิ่มขึ้นทุกปี

ทางด้านการรักษาฟื้นฟูเด็กสมองพิการที่ผ่านมา มีโปรแกรมการบำบัดหลายอย่างเช่น การใช้โดสะโฮ หรือการเคลื่อนไหวแบบธรรมชาติแนวญี่ปุ่น หรือการนวดวิถีไทย ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมของการฟื้นฟูเด็กสมองพิการ พอเราได้รับการติดต่อจาก บริษัท ไอโออิ และมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเซีย (Wacfcat) ว่าจะมีการนำวีลแชร์แดนซ์เข้ามาทดลองใช้ในการฟื้นฟูเด็กสมองพิการ ก็ยินดี เพราะดูรูปแบบแล้วมีความเหมาะสมกับการฟื้นฟูเด็กสมองพิการอย่างมาก” ชัยภัทร เล่า

จุดเริ่มต้นของวีลแชร์แดนซ์ มาจากแนวคิดของ ศ.เคียวโกะ เทราดะ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนาโงย่า และหนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเซีย  ประเทศญี่ปุ่น เธอเล่าว่าแนวคิดของการนำเอาวีลแชร์แดนซ์ มาใช้กับเด็กสมองพิการนั้นเริ่มจากการค้นหาแนวทางในการรักษาลูกชายของเธอเอง

 

 

 

เริ่มแรกลูกชายของเธอเป็นหนึ่งในเด็กสมองพิการทำให้เดินไม่ได้ เลยศึกษาหนทางหรือวิธีการต่างๆ จนได้มารู้จักกับวีลแชร์แดนซ์ จึงเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ว่าวีลแชร์แดนซ์นั้นฝึกอย่างไรและจะได้มาทดลองกับลูก จนกระทั่งอาจารย์ที่สอนวีลแชร์แดนซ์เดินทางมาที่ญี่ปุ่น

“ตอนดิฉันเจอกับอาจารย์ ดิฉันอยู่ที่เมืองนาโงย่า ส่วนอาจารย์สอนวีลแชร์แดนซ์อยู่ที่โตเกียว ดิฉันใช้วิธีการเดินทางโดยรถไฟชินคังเซ็นไปกลับเพื่อเรียนรู้พื้นฐานของวีลแชร์แดนซ์ หลักๆ เลยก็คือการลีลาศ จึงได้เริ่มเรียนลีลาศมานับแต่นั้น แต่ก่อนที่ดิฉันจะทำการคิดค้นวีลแชร์แดนซ์ ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งวิธีการ การดำเนินการ วิธีการปฏิบัติต่างๆ รวมไปถึงร่างกายและจิตใจ ที่สอดประสานกันสำหรับผู้ที่มีความพิการ และในตอนนี้ก็ได้ทำการวิจัยว่า คนที่มีความพิการต่างๆ สามารถที่จะร่วมวีลแชร์แดนซ์ในรูปแบบต่างๆ กัน

เช่น ผู้ที่มีความพิการทางสมอง (ซีพี) ออทิสติก ให้ได้มีการออกกำลังกายในส่วนไหนของร่างกายบ้าง โดยมี 2 กลุ่มที่ทำการวิจัยก็คือ 1 ผู้พิการครึ่งท่อนล่าง และ 2 ผู้พิการทั้งร่างกาย (อัมพาต) โดยเปิดเพลงประสานให้เหมาะสมกับผู้พิการแต่ละประเภทแล้วพบว่า เด็กสมองพิการมีการตอบรับกับการฟื้นฟูด้วยวิธีนี้ได้ดีมาก จึงตั้งใจที่จะเผยแพร่วีลแชร์แดนซ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

รูปแบบการเต้นวีลแชร์แดนซ์ของ ศ.เคียวโกะ นั้นจะใช้พื้นฐานจากการเต้นลีลาศซึ่งมีจังหวะความเร็วแตกต่างกันออกไป ฝึกครั้งละ 6-15 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของร่างกายทุก 3 เดือน ซึ่งเธอเริ่มวิจัยช่วงปลายปี 2555 และสิ้นสุดในช่วงกลางปี 2557 ผลกลุ่มการทดลองมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็เห็นจะเป็นความสุขของผู้ปกครองและเด็กเหล่านั้น

 

 

 

 

อินทัช วงศ์ไวยขจร รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย ผู้สนับสนุนโครงการ เล่าที่มาที่ไปของโครงการ ค่ายครอบครัววีลแชร์ แดนซ์ แคมป์ (Wheelchair Dance Camp) สำหรับเด็กพิการประเทศไทย ครั้งที่ 1 นี้ว่า ในอดีต บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย ทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับกลุ่มเด็กในถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาทักษะการเรียนรู้อย่างเหมาะสม โดยทำร่วมกับมูลนิธิและองค์กรเอกชนต่างๆ ในประเทศไทย

“มีอยู่ครั้งหนึ่งทางบริษัทได้ร่วมกิจกรรมพาเด็กผู้พิการนั่งเก้าอี้ล้อเข็น ไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล และพาไปสัมผัสน้ำทะเลครั้งแรกในชีวิตที่บางแสน เราได้เห็นสีหน้าดีใจของเด็กผู้พิการกลุ่มนี้แล้ว รู้สึกว่าควรให้โอกาสในการพัฒนากับเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น เพราะเด็กผู้พิการกลุ่มนี้ คือกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องให้ตรงกับความต้องการทั้งทางร่างกาย สุขภาวะแวดล้อม และการดูแลเอาใจใส่โดยผู้ปกครองเอง

เราจึงเสนอทางผู้บริหารญี่ปุ่น โดยบริษัทแม่ (ไอโออิ นิเซย์โดวะ ประเทศญี่ปุ่น) เห็นชอบและร่วมทำโครงการด้วย โดยใช้เงินบริจาคส่วนหนึ่งจากความร่วมใจของพนักงานไอโออิ ญี่ปุ่นในการหักเงินเดือนของตัวเองมาใช้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเทศไทย

 

 

 

 

จากนั้นประสานงานมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเซีย ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้พิการในการนำดำเนินกิจกรรมต่างๆ จึงได้มีการนำวิทยากรคือ ศ.เคียวโกะ ก็เป็นหนึ่งในผู้วิจัยพัฒนาวีลแชร์แดนซ์สำหรับเด็กสมองพิการ จึงได้นำผลวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับผู้พิการมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยสามีของ ศ.เคียวโกะ ก็คือ ศ.ยาสุโตะ เทราดะ อาจารย์ภาควิชาการศึกษาและดูแลเด็ก จากมหาวิทยาลัยนาโงย่า ที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลเด็กมาเป็นผู้ช่วยวิทยากรด้วย 

ผมมองว่าการที่ ศ.เคียวโกะ มีลูกชายที่ประสบปัญหาสมองพิการด้วย จึงทำให้เธอเข้าใจปัญหาของเด็กสมองพิการ และปัญหาของผู้ปกครองที่ดูแลเด็ก และการใช้วีลแชร์แดนซ์มาบำบัดเด็กที่สมองพิการครั้งนี้ อาจถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการบำบัดและพัฒนาเด็กสมองพิการด้วยการเต้นรำ เนื่องจากเด็กบางคนเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้แม้แต่กระทั่งขยับร่างกายไปมา

การทำวีลแชร์แดนซ์อาจช่วยส่งเสริมให้เด็กเอง มีการขยับร่างกายมากขึ้น เป็นผลดีทางด้านกล้ามเนื้อที่มีการขยับตลอดเวลา อีกทั้งยังช่วยทางด้านจิตใจ ที่ถึงแม้เด็กสมองพิการอาจจะมีความสามารถในการรับรู้น้อยลง แต่ภาพที่เห็นรู้สึกว่าเด็กกลุ่มนี้กำลังสนุกไปกับการทำกิจกรรม มีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้ตลอดเวลา ทั้งตัวเด็ก และผู้ปกครอง ที่ต้องดำเนินกิจกรรมไปพร้อมกัน ทั้งร้อง ทั้งเต้น และสนุกไปกับกิจกรรม

ผมเองมีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยการนำผ้าหลากสีขนาดใหญ่มาขึงแล้วยกขึ้นลงไปมาและให้เด็กๆ เข้าไปอยู่ในผ้าผืนนั้นซึ่งจะพองลมเหมือนโดมบอลลูนขนาดใหญ่ แล้วก็ให้เด็กๆ ค่อยๆ สัมผัสกับความรู้สึกที่อยู่ในโดมที่มีสีสันแปลกตา เด็กๆ เองก็ชอบและสนุกไปกับมัน สายตามองผ้าที่พองเหมือนอยู่ในบอลลูน เต็มไปด้วยความสุข

เด็กบางคนมีที่พอขยับร่างกายได้ก็มีปฏิสัมพันธ์ดี มีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แต่กับเด็กอีกกลุ่มถึงแม้มีสายตาที่เรียบเฉย ไม่มีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แต่ผมก็รู้สึกถึงความสนุก การอยากเข้าไปร่วมกิจกรรมของเด็ก ที่พยายามขยับเก้าอี้ล้อเข็นเข้าไปเล่นกิจกรรมเอง ซึ่งผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนดูมีความสุขกับการทำกิจกรรมครั้งนี้ เพราะกิจกรรมวีลแชร์แดนซ์เป็นการร่วมกิจกรรมของเด็กและผู้ปกครอง ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมกัน ส่วนตัวผมจึงรู้สึกประทับใจกับกิจกรรมอย่างนี้ คิดว่าเป็นประโยชน์กับเด็กและผู้ปกครองโดยตรง และจะสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น”

 

 

 

ชัยภัทร เสริมข้อดีของวีลแชร์แดนซ์อีกว่า การหาแนวทางในการฟื้นฟูกายภาพบำบัดให้กับกลุ่มผู้พิการทางสมองก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ปัญหาของพวกเขา มีอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือร่างกายไม่สามารถขยับได้อย่างที่คิด แต่สมองของเขายังทำงานอยู่ เขายังรู้สึกได้ ยังมีความรู้สึก เขายังรู้สึกสนุก รู้สึกความเบื่อ มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่างๆ

“ในเรื่องการฟื้นฟูก็จะต้องมีเรื่องของความสนุก การความเคลื่อนไหว ทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อแล้ว รู้สึกจำเจ ซึ่งวีลแชร์แดนซ์ก็เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ค่อนข้างที่จะดีมาก ทำให้เด็กๆ รู้สึกสนุกได้เล่น ได้เต้น ได้ฟังเพลง แต่ที่สำคัญก็คือตัวของผู้ปกครองเองก็มีความสุขลดความเครียดกับการเลี้ยงดูลูกที่มีความผิดปกติทางสมองทั้งวัน ให้เขาได้สนุกไปกับลูกๆ ด้วยกัน

การเต้นก็จะมีจังหวะของการเต้น ไม่ใช่การเปิดเพลงแล้วเต้นไปมั่วๆ ก็ได้ หลักสูตรที่ได้มาก็จะมีจังหวะการก้าว การขยับ การยกแขน มีแพตเทิร์นที่กำหนดเป็นรูปแบบที่ชัดเจน และไม่ใช้เฉพาะเพลงลีลาศที่จะฝึกได้เท่านั้น ในค่ายเราก็เปิดเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” ก็ยิ่งทำให้ทุกคนสนุกสนานครื้นเครงมากขึ้นไปอีก

หากจะเทียบกับรูปแบบการรักษาการแนวอื่น เทียบกันได้ค่อนข้างที่จะยาก เพราะว่าพื้นฐานทุกแบบก็จะมีเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกาย อาจจะมีเรื่องของการนวดฟื้นฟูกล้ามเนื้อ หรืออาจจะมีการใช้ยาเข้าช่วย แต่ผมเชื่อว่าทางญี่ปุ่นเองก็มีข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยจากที่ญี่ปุ่นมารองรับ

สิ่งที่วีลแชร์แดนซ์ ให้มากกว่าแนวทางการฟื้นฟูอื่นๆ ก็คือเรื่องของจังหวะเพลงที่มีความสนุกสนานประกอบกับการเต้นซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เด็กสมองพิการจะทำได้เอง การฟื้นฟูร่างกายอย่างเดียวอาจไม่พอ จิตใจความสุขก็เป็นสิ่งสำคัญที่เด็กๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูด้วยเช่นกัน และไม่เพียงแค่เด็กได้รับการรักษา จิตใจของผู้ปกครองที่เครียดกับการดูแลลูก ความสุขบางอย่างที่หายไปก็ได้รับการฟื้นฟูกลับมาด้วยเช่นกัน” 

 

 

4 เคล็ดลับเอาชนะความขี้ลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518364

4 เคล็ดลับเอาชนะความขี้ลืม

การทานอาหารที่มีประโยชน์ และบริหารสมองเป็นประจำ มีส่วนทำให้ความจำดีขึ้นได้

เรื่องความจำเป็นเลิศน่าจะเป็นความสามารถที่ใครๆ ก็อยากจะมีกัน แต่นานวันเข้าทั้งอายุที่เพิ่มขึ้น งานก็เข้ามาไม่หยุดหย่อน และปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า อาจทำให้หลายคนรับไม่ไหวจนมีบางสิ่งตกหล่น หลงๆ ลืมๆ กันอยู่บ้าง แต่อาการเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ หากร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ และหมั่นบริหารสมองเป็นประจำ

1. ทานอาหารที่มีประโยชน์

การทานผักผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยชะลออาการความจำเสื่อมได้ รวมไปถึงสมุนไพรบางชนิดอย่าง โสม ที่มีส่วนช่วยบำรุงสมอง และใบแปะก๊วย ที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ส่งผลให้ความจำดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถอาหารเหล่านี้เข้าไปในมื้ออาหารให้มากขึ้น หรือจะทานเป็นอาหารเสริม ที่เดี๋ยวนี้มีขายในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลก็ได้เช่นกัน

2. ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังไปลดประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง ทำให้จดจำสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยได้ เหมือนกับเวลาเราเมาแล้วจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้นั่นเอง นอกจากนั้นยังเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่บ่อยครั้ง แต่บางเวลาเราอาจหลีกเลี่ยงการดื่มแอกอฮอล์เพื่อเข้าสังคมไม่ได้ ดังนั้นให้ลองลดปริมาณลง หรือดื่มแค่เฉพาะเวลาจำเป็นและโอกาสพิเศษเท่านั้น แล้วสมองจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. ทำกิจกรรมที่ช่วยบริหารสมอง

สมองของเราก็เหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ที่ถ้าไม่ได้ใช้งานหรือบริการเสียบ้าง ก็จะเสื่อมไปตามกาลเวลา ดังนั้นควรหากิจกรรมเพื่อบริหารสมองอยู่เสมอ อย่างการเล่นเกมที่ใช้ความคิด เช่น หมากรุก ครอสเวิร์ด ซูโดกุ หรือการนั่งสมาธิ ฝึกจิตให้คิดช้าลง ทบทวนสิ่งต่างๆ ด้วยความสงบนิ่ง หากทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ จะมีส่วนช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้น ส่งผลให้ขี้ลืมน้อยลงแน่นอน

4. หมั่นจดบันทึก

หากเรื่องราวในหัวมันเยอะเกินไปจนล้น ก็ต้องมีบ้างที่เราจะหลงลืมบางเรื่องไป การจดบันทึกย้ายข้อมูลจากสมองไปเก็บไว้ที่อื่นบ้าง จะช่วยทุ่นแรงเรามากขึ้น ช่วยให้สมองไม่ทำงานหนักจนเกินไป และยังส่งผลให้เราไม่พลาดงานสำคัญต่างๆ อีกด้วย ลองหาสมุดโน้ตสักเล่ม หรือหากใครสะดวกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่า ก็สามารถบันทึกเรื่องต่างๆ ลงบนสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ทุกวันได้เลย ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาก็มีแอปพลิเคชั่นเสริมที่ออกมาอำนวยความสะดวกให้เรามากมาย

 

5 วิธีบอกลาแพนด้า แก้ขอบตาคล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 16:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518211

5 วิธีบอกลาแพนด้า แก้ขอบตาคล้ำ

เทคนิคการดูแลผิวรอบดวงตาให้สดใส ไร้ความหมองคล้ำ

ผิวรอบดวงตาถือเป็นบริเวณที่บอบบางที่สุดบนใบหน้าเลยก็ว่าได้ จึงไวต่อสิ่งรบกวน และต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การที่ขอบตาดำคล้ำอันที่จริงเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งเป็นกรรมพันธุ์ และเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากรู้สาเหตุเร็วก็จะดูแลได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

1. อย่าขยี้ตา – การขยี้ตาบ่อยๆ หรือถูบริเวณรอบดวงตาแรงๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขอบตาดำคล้ำ ควรถนอมผิวรอบดวงตาให้ดี ไม่ขยี้หรือถูแรงๆ นั่นรวมไปถึงเวลาล้างเครื่องสำอางที่บริเวณเปลือกตาและรอบดวงตาด้วย ควรเช็ดอย่างเบามือ

2. ทาครีมบำรุง – เลือกครีมบำรุงผิวรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง ทาทุกวันทั้งตอนเช้าและเย็น ควรใช้อย่างเป็นประจำต่อเนื่องกันสักระยะจึงจะเห็นผล

3. มาสก์รอบดวงตา – การใช้แผ่นมาสก์รอบดวงตาเป็นอีกวิธีที่ช่วยบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก นอกจากนั้นยังช่วงให้ผ่อนคลาย และลดตาบวมได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยเวลาเช่นเดียวกัน

4. รักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ – ทางรักษาอีกทางคือการใช้แพทย์เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์หรือการยิงเลเซอร์ ที่ให้ผลลัพธ์ที่เห็นชัดและรวดเร็วกว่า แต่ก็จะราคาสูงขึ้นด้วยเช่นกัน และควรเลือกคลินิกที่ได้มาตราฐาน และแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น

5. แต้มคอนซีลเลอร์ – หากทำทุกวิธีแล้วยังไม่เวิร์ค คอนซีลเลอร์เป็นสิ่งที่จะช่วยชีวิตคุณได้ เพียงแค่เลือกคอนซีลเลอร์ที่สีสว่างกว่าผิวเล็กน้อย โดยอาจเลือกเป็นโทนสีแซลมอนหรือสีออกเหลืองปนส้ม เพื่อมาแก้รอยช้ำสีม่วงใต้ตาของเรา แตะเบาๆ ใต้ตา ก็สามารถปิดรอยคล้ำได้อย่างเร่งด่วนแล้ว