คติความเชื่อและอุดมคติ สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518928

คติความเชื่อและอุดมคติ สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ

โดย  พรเทพ เฮง

 การจัดสร้างพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยภาพรวมองค์พระเมรุมาศเสร็จเกือบสมบูรณ์แบบแล้ว 100% เพื่อใช้ในพระราชพิธีปลายเดือน ต.ค.นี้

พระเมรุมาศครั้งนี้ได้รับการกล่าวถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมมีลักษณะพิเศษ แสดงศิลปกรรมที่รุ่มรวยและเต็มไปด้วยความหมาย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเทคโนโลยีหรือว่าเทคนิควิธีการสร้างภาพจำลอง 3 มิติ เพื่อใช้ในการตรวจสอบในเรื่องของรูปแบบ ผัง และการประดับตกแต่งงานพระเมรุมาศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการทำงานของสถาปนิกผู้ออกแบบ และใช้ในการตรวจสอบงานก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมด้วย รวมทั้งส่วนหนึ่งในการถวายรายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นประธานในการก่อสร้างพระเมรุมาศ

จากกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ประจำปี 2560 ครั้งที่ 4 เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จึงเป็นคำตอบและองค์ความรู้ที่ผสมผสานระหว่างของเก่าและของที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ในรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมในรัชกาลที่ 9

พระเมรุมาศ เทวราชา พระโพธิสัตว์-พระอนาคตพุทธเจ้า

ความเป็นมาของพระเมรุมาศและการออกพระเมรุมาศ ที่บริเวณท้องสนามหลวงใจกลางเมือง คติความเชื่อระบบและวิธีคิดของคนในสมัยโบราณ มีความคิดอย่างไรที่จัดให้มีพระราชพิธี ซึ่งถือได้ว่ามีความยิ่งใหญ่ และมีหลงเหลือในพระราชธรรมเนียมอยู่ไม่กี่ชาติในโลกนี้ และได้ส่งต่อมาถึงปัจจุบันนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ ได้นำเสนอมุมมองเรื่อง “พระเมรุมาศ เทวราชา พระโพธิสัตว์-พระอนาคตพุทธเจ้า” ว่า ที่จริงเรื่องคติความเชื่อเกี่ยวกับพระเมรุ เป็นการทำความเข้าใจสิ่งที่สืบทอดมาแต่โบราณ เป็นเรื่องของอุดมคติ ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลได้มาจากหนังสือพลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ รวมถึงหนังสือเก่าที่เป็นพระราชพงศาวดารบ้าง เป็นเรื่องไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้แปลไว้

สำหรับพระเมรุมาศสำหรับพิธีถวายเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้วยฐานันดรสูงสุด เรียกอย่างสามัญว่า ปราสาทยอด (เรียกตามศัพท์ว่า กูฏาคาร) พระเมรุมาศแวดล้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบริวาร เปรียบกับวัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาช่วงปลาย รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โดยมีเจดีย์ทรงปรางค์เป็นประธานของวัด เสมือนเป็นพระเมรุมาศ เทียบกับภูเขาพระสุเมรุ มีบริเวณกั้นรอบขอบเขตด้วยระเบียงคด คดคือมุมทั้งสี่ของระเบียง ก่อแทรกไว้ด้วยเมรุ เรียกว่าเมรุประจำมุม ตอนกลางของระเบียงทั้งสี่ด้าน แทรกด้วยเมรุประจำทิศเมรุทั้งแปด เสมือนภูเขาสัตตบริภัณฑ์เป็นบริวาร ล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุ แม้ภายหลังก่อสร้างโดยไม่มีบริวาร ก็ยังเรียกว่าเมรุอยู่นั่นเอง โดยกลายมาเป็นเมรุเผาศพ

“กรมพระยานริศฯ เปรียบเทียบพระเมรุมาว่า เหมือนวัดไชยวัฒนารามที่กรุงศรีอยุธยา พระปรางค์เป็นประธานเปรียบเทียบเป็นพระเมรุมาศ ลดหลั่นด้วยภูเขาวงแหวนทั้งเจ็ด เรื่องของอุดมคติและคำพูดเป็นเรื่องของความคิด แต่เมื่อไหร่ที่ช่างถ่ายทอดออกมาเป็นสถาปัตยกรรมจะกินระวางพื้นที่ ฉะนั้นทุกอย่างต้องปรับตามภูมิปัญญาช่างที่พยายามจะอิงกับคติความเชื่อตามที่ตัวเองถ่ายทอดออกมา รูปแบบทางสถาปัตยกรรมจะเหมือนกับรูปแบบตามอุดมคติเลยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องในความพยายามสื่อสารด้วยเทคนิคคนละอย่างกัน”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ ขยายความต่อว่า เทวราชา สมมติเทวราชาโลกทัศน์ไทยโบราณ ปรากฏอยู่ในหนังสือ ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมปรีชา (แก้ว) เรียบเรียงไว้เมื่อปี 2345 มีที่กล่าวถึงภูเขาพระสุเมรุคือแกนของจักรวาล สูงพ้นน้ำ 84,000 โยชน์ (1 โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) ภูเขาพระสุเมรุ จึงสูง 1,344,000 กิโลเมตร

 ศูนย์กลางจักรวาลอยู่บนยอดภูเขาศักดิ์สิทธิ์นี้ คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ประทับของเทวราชา-พระอินทร์ คติสมมติเทวราชาของไทย นอกจากเทียบกับพระมหากษัตริย์กับพระนารายณ์แล้ว ยังเทียบกับพระอินทร์ ซึ่งอุปถัมภ์ค้ำจุนพุทธศาสนา ตรงกับพระราชภารกิจหลักของพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นเช่นสมมติเทวราชา ประทับ ณ ศูนย์กลางพระราชอาณาจักรของพระองค์ เสมือนประทับ ณ ศูนย์กลางจักรวาลบนสวรรค์ดาวดึงส์

คำกล่าวที่ว่า ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย คงหมายถึงส่งเสด็จสวรรค์ดาวดึงส์ ซึ่งอยู่บนยอดภูเขาพระสุเมรุ โดยจำลองเป็นพระเมรุมาศ หลังถวายเพลิงพระบรมศพ พระอินทร์อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์ขึ้นไปประดิษฐานในเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ดาวดึงส์

สวรรค์ดุสิต ที่สถิตของพระโพธิสัตว์คติที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเสมือนพระโพธิสัตว์ (ความหมายเดียวกับเสมือนพระอนาคตพุทธเจ้า) มีหลักฐานมาแล้วในสมัยสุโขทัย พบในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง คราวที่พญาลิไททรงผนวช พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “…อาตมาอยากขอมอบอาตมาปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า…” คำเรียกแทนตัวเรา เมื่ออยู่เบื้องพระพักตร์พระมหากษัตริย์ว่า ข้าพระพุทธเจ้า คงมีมาอย่างช้าก็ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสืบมาในสมัยปัจจุบันด้วย

“ในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้แปลมา จินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ ยอดเขาพระสุเมรุคือสวรรค์ดาวดึงส์ เป็นที่ประทับของพระราชา คือพระอินทร์ เราเชื่อกันว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ตอนนี้เสด็จไปประทับอยู่สวรรค์ดาวดึงส์แล้ว แต่พอขึ้นไปผ่านสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นพรหมโลกตามที่ระบุในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาเป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พุทธบิดา พุทธมารดา หรือบรรดาที่มีวาสนาบารมีมาก พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ฉะนั้นถ้าตามอุดมคติแล้ว สมเด็จย่าสถิตอยู่บนนั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ บอกต่อว่า ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ประจำรัชกาลที่ 1 และประจำรัชกาลที่ 2 ประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ถวายพระนามองค์ประจำรัชกาลที่ 1 ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระนามประจำรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุราลัย ภายหลังเปลี่ยนในรัชกาลที่ 4 เป็นพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงกล่าวได้ว่าคติโบราณของไทยเทียบพระมหากษัตริย์เมื่อมีพระชนม์ชีพทรงเสมือนเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จสวรรคตก็จะเสด็จสู่สวรรคาลัย เพื่อรอเสด็จลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ระบุว่า สวรรค์ชั้นดุสิตเป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พุทธบิดา พุทธมารดา หรือบรรดาที่มีวาสนาบารมีมาก เช่น พระบรมวงศ์ชั้นสูง หลังเสด็จสวรรคตพระมหากษัตริย์ด้วยสถานะแห่งพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต สวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงขึ้นไปจากสวรรค์ดาวดึงส์ ผ่านสวรรค์ชั้นยามา จึงขึ้นถึงสวรรค์ดุสิต นับเป็นสวรรค์ชั้นที่สี่ในบรรดาสวรรค์ทั้งหมดหกชั้น

“พระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นสมติเทพ คือพระนารายณ์ อย่างพระนารายณ์ทรงครุฑก็เป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ แต่มีอีกสมมติเทพหนึ่งที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะนั้น คือเทวราชาสถิตอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าเทียบแล้วคือพระอินทร์ ซึ่งทรงสนับสนุนพุทธศาสนามาโดยตลอด พระมหากษัตริย์ก็ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาเช่นกัน

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพและเป็นสมมติพุทธเจ้าด้วย ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย จารึกวัดป่ามะม่วง ได้ระบุไว้ชัดเมื่อคราวที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไท ทรงผนวช และให้ทรงจารึกบอกว่า ที่ผนวชไม่ได้ปรารถนาสมบัติอินทร์ สมบัติพรหมอะไรทั้งนั้น ปรารถนาที่ชาติหน้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 ในเขมรสมัยนครวัด พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็ได้ระบุไว้ชัด ต้องการเป็นพระโพธิสัตว์ ความเจ็บปวดของพสกนิกรของพระองค์ก็คือความเจ็บปวดของพระองค์ พระโพธิสัตว์หมายถึงบุคคลที่ถึงพร้อมแล้วที่ตรัสรู้ แต่ไม่ตรัสรู้ หากถือตามคติมหายานก็เพื่อรั้งรอที่จะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นวัฏสงสาร มีพระมหากรุณามากมาย จึงไม่ยอมตรัสรู้ ดำรงอยู่ในสถานะพระโพธิสัตว์” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ ขมวดความคิดโดยรวม

เมื่อเชื่อมโยงคติเรื่องสวรรค์ชั้นดุสิตกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ให้ประเด็นคิดดังนี้ พระราชวังโบราณในพระนครศรีอยุธยานี ราชธานีเก่า มีพระมหาปราสาทสำคัญห้าองค์ องค์ที่ชื่อพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันชำรุดเหลือซากเพียงเล็กน้อย แต่ยังมีเค้าว่าเป็นพระใต้ถุนสูง หรือพระที่นั่งสองชั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้อิงแบบมาสร้างในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อปี 2332

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จออกว่าราชการที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ระหว่างรอการก่อสร้างหมู่พระมหามณเฑียร ในรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระบรมวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสวรรคต ก็อัญเชิญพระบรมศพมาประดิษฐาน ต่อมาจึงเป็นธรรมเนียมที่จะประดิษฐานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อๆ มาที่พระที่นั่งองค์นี้ รวมทั้งสมเด็จพระอัครมเหสี และบางโอกาสก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ตั้งพระศพพระบรมวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์ คติโบราณจึงย่อมมีด้วยว่า เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต พระองค์เสด็จขึ้นไปสถิต ณ สวรรค์ดุสิตอันเป็นที่สุด ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ แจกแจงว่า

“พุทธศาสนาหินยานที่เราคุ้นเคยพระโพธิสัตว์ได้แก่นิทานชาดกต่างๆ ซึ่งตัวเอกคือพระโพธิสัตว์ทั้งนั้น และเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เจดีย์จุฬามณีถ้าตามอุดมคติพุทธศาสนาถือเป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เป็นมหาธาตุเจดีย์องค์แรกในพุทธศาสนา

สรุป พระพุทธเจ้านั้นนอกจากเป็นเทวราชาแล้ว เสมือนกับเป็นพระอินทร์ แล้วพระบรมอัฐิของพระองค์ก็อยู่ในชั้นดาวดึงส์ด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าในความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นเทวราชา เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อสวรรคตแล้วไปสถิตอยู่ที่เขาพระสุเมรุ ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งเป็นตามคติความเชื่อทุกอย่าง แต่จะมีเพิ่มเติมคือสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นพรหมโลก ซึ่งอยู่สูงกว่าเทวโลก คือสวรรค์ดาวดึงส์

สวรรค์ชั้นดุสิตตรงกับชื่อพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีความเป็นไปได้ว่ารัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างและพระราชทานนามโดยมีความหมายสำคัญตรงที่เมื่อสร้างแล้วพระองค์ทรงประทับอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไปประทับที่อื่น และให้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมศพของพระราชวงศ์ชั้นสูง

รวมถึงเมื่อพระองค์สวรรคตก็ให้ประดิษฐานที่พระที่นั่งดุสิตฯ และเป็นพระราชประเพณีตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตรงกับไตรภูมิโลกวินิจฉยกถาที่บอกว่า ที่ประทับของพระมหากษัตริย์หลังจากสวรรคตแล้ว ในเบื้องต้นคือถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ยอดเขาพระสุเมรุ คือพระเมรุมาศ จากนั้นเสด็จไปอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงสถานะเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อที่จะรอมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อตรัสรู้บนโลกใบนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องของอุดมคติ

นอกจากที่เราเชื่อกันว่าพระมหากษัตริย์ของเราหลังจากสวรรคตไปประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ในที่สุดพระองค์ก็ไปเป็นพระโพธิสัตว์บนชั้นพรหมโลก คือสวรรค์ชั้นดุสิต”

พระเมรุมาศทรงบุษบกเก้ายอด

ศิลปินแห่งชาติ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบสถาปัตยกรรมไทย ผู้เคยออกแบบพระเมรุในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพมาแล้ว 3 พระเมรุ ได้เคยกล่าวไว้ว่า

“พระเมรุมาศ พระเมรุ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่แสดงภูมิปัญญาช่างชั้นสูง เป็นที่ยกย่องมาแต่โบราณว่า ผู้ใดก็ตามที่ออกแบบสร้างสรรค์พระเมรุมาศ พระเมรุ ถือว่าเป็นผู้รอบรู้เจนจบในงานศิลปกรรมของชาติ เพราะได้รวบรวมงานช่างศิลปะทุกประเภทไว้พร้อมสรรพ”

แบบพระเมรุมาศ งานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 หลังจากที่กรมศิลปากรรับผิดชอบการออกแบบ โดยใช้เวลาประมาณเดือนเศษนับแต่วันเสด็จสวรรคต ผ่านการเสนอคณะรัฐมนตรี และผ่านการทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงพระวินิจฉัย แล้วสรุปรูปแบบพระเมรุมาศที่ดำเนินการก่อสร้างในครั้งนี้เป็นรูปทรงบุษบกตามแบบตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่พระเมรุมาศครั้งนี้มี 9 ยอด ยิ่งใหญ่โอฬารกว่าที่ผ่านมา

การออกแบบครั้งนี้ได้กำหนดกรอบแนวคิดตามอย่างโบราณราชประเพณีไว้ 3 ประการ คือ

1.ต้องสมพระเกียรติ เพราะครั้งนี้เป็นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระมหากษัตริย์ครั้งล่าสุดคือ เมื่อเดือน มี.ค. 2493 คือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และตลอดรัชสมัยที่ผ่านมาก็มีเพียงงานพระเมรุของสมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่

2.ออกแบบตามหลักราชประเพณีโบราณ โดยยึดแบบสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะแบบของสมัยอยุธยานั้นไม่มีรูปแบบที่เป็นหลักฐาน จึงดูแบบพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

3.การออกแบบครั้งนี้ยึดหลักไตรภูมิตามคัมภีร์พระพุทธศาสนาและความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์คือสมมติเทพตามระบบเทวนิยม ซึ่งจาก 3 แนวคิดหลักนี้ได้ปรากฏเป็นแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ คือ แบบทรงยอดบุษบก องค์หลักจะอยู่กึ่งกลาง อันหมายถึงเขาพระสุเมรุ อีก 8 มณฑปที่อยู่รายรอบนั้น หมายถึงเขาสัตตบริภัณฑ์ อันหมายถึงระบบจักรวาล

สำหรับในส่วนงานสถาปัตยกรรมที่ต้องก่อสร้างอาคารแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มอาคารในมณฑลพิธี ณ ท้องสนามหลวง ประกอบด้วย พระเมรุมาศ เป็นประธานในมณฑลพิธี ออกแบบโดยยึดถือคติตามโบราณราชประเพณีรูปแบบเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์ เป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก สูงถึง 50.49 เมตร มีชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ผังพื้นที่ใช้งานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 60 เมตร มีบันไดทั้งสี่ด้าน ฐานยกพื้นสูงมี 7 ชั้น ชั้นบนที่มุมทั้งสี่ ประกอบด้วยสำซ่างทรงบุษบก ชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ฐานชั้นที่ 2 ประกอบด้วยซุ้มทรงบุษบกรูปแบบเดียวกัน รวมสิ่งก่อสร้างมีเครื่องยอดนับรวมได้ 9 ยอด

พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารชั้นเดียวยกฐานสูงขนาด 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางด้านทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ สำหรับเป็นที่ประทับและบำเพ็ญพระราชกุศลในการพระราชพิธี และเป็นที่สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้า โดยเตรียมพื้นที่สำหรับผู้เข้าร่วมพระราชพิธีประมาณ 2,800 ที่นั่ง ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่มีขนาดใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อรองรับพระราชอาคันตุกะและอาคันตุกะที่จะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีจำนวนมาก

นอกจากนั้นยังมีศาลาลูกขุน เป็นที่เฝ้าของข้าราชการ ทับเกษตร ใช้เป็นที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีพักและฟังสวดพระอภิธรรม และทิม สำหรับเจ้าพนักงาน พระสงฆ์ แพทย์หลวงพัก และใช้เป็นที่ตั้งเครื่องประโคมและทำเป็นห้องสุขา

2.กลุ่มอาคารนอกมณฑลพิธี ได้แก่ เกยลา บริเวณกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พลับพลาหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และพลับพลายกหน้ามณฑลพิธีท้องสนามหลวง ส่วนลวดลายประกอบ ทั้งที่เป็นชั้นฐาน หรือประติมากรรมที่ประกอบในพระเมรุมาศ ทั้งหมดจะสะท้อนถึงเรื่องระบบจักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นชั้นครุฑ ชั้นเทพ หรือเทวดา รวมถึงสัตว์หิมพานต์

นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นพิเศษในครั้งนี้คือ เสาโคมจะใช้เป็นเสาครุฑ เพราะครุฑคือพาหนะของพระนารายณ์ โดยแนวคิดสมมติเทพนั้น พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งงานพระเมรุที่ผ่านมาล้วนเป็นเสาหงส์ สำหรับการออกแบบภูมิทัศน์จะมีการศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับโครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่น กังหันชัยพัฒนา เครื่องดันน้ำ การปลูกหญ้าแฝก ฯลฯ จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบและปรับปรุงภูมิทัศน์ ด้านงานเรื่องศิลปกรรม ไม่ว่าจะเป็นเทพ เทวดา สัตว์หิมพานต์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะยึดตามคติความเชื่อของระบบจักรวาล อันเกี่ยวกับสมมติเทพทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามราชประเพณีที่มีมาตั้งแต่อดีต

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดย ก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า ส่วนของงานสถาปัตยกรรม หัวใจสำคัญของการออกแบบ และต้องมีความเสี่ยงเป็นศูนย์ การออกแบบพระเมรุมาศ ตนเองได้รับการถ่ายทอดจาก พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์) สาขาย่อย สถาปัตยกรรม ประจำปี 2541

“การออกแบบพระเมรุมาศไม่สามารถคิดได้ก่อนเลยว่าแบบที่จะสร้างนั้นเป็นรูปแบบใด แต่รูปแบบสำหรับพระมหากษัตริย์ต้องเป็นทรงบุษบก เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. กว่าๆ ท่านอธิบดีศิลปากรบอกว่าต้องเตรียมในเรื่องพระเมรุมาศ ทุกคนมีน้ำตากันหมด ผมศึกษาจากพระเมรุมาศจากอดีต ทั้งพระเมรุมาศของรัชกาลที่ 4 รัชกาล 5 และรัชกาลที่ 6 เมื่อสมเด็จครูกรมพระยานริศออกแบบพระเมรุมาศรัชกาลที่ 6 เป็นทรงบุษบก พระพรหมวิจิตร ออกแบบพระเมรุมาศรัชกาลที่ 8 ก็ออกแบบทรงบุษบก”

ก่อเกียรติ เล่าถึงเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ถวายแบบให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเลือกว่า

“การออกแบบต้องออกแบบ 2-3 แบบ ให้ทรงเลือก การไปกราบบังคมทูลของผมมี 3 แบบ และของเพื่อนที่ทำงานอีก 2 แบบ รวมอีก 5 แบบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเลือกแบบของผม ซึ่งเป็นทรงบุษบก 9 ยอด ซึ่งออกแบบเพื่อประโยชน์ใช้สอย เป็นพระเมรุมาศที่เรียกว่าพระเมรุมาศเอกตามจำนวนยอด โดยใช้หลัก 3 ข้อ 1.สมพระเกียรติ สมเด็จครูตรัสว่า การออกแบบพระเมรุมาศใหญ่เท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ ยิ่งถวายพระอิสริยยศมากขึ้นเท่านั้น พระเมรุมาศสูง 50.9 เมตร ใช้พื้นที่ได้เต็มสนามหลวงเต็มที่สุด 2 ใน 3 ของสนามหลวง งานพระเมรุมาศต้องแตกต่างและพิเศษจากแบบเดิมๆ เพื่อให้สมพระเกียรติมากที่สุด 2.ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์พระเมรุมาศ และ 3.ศึกษาคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา”

จากการออกแบบพระเมรุมาศ ก่อเกียรติ ฉายภาพว่า ต้องนึกอยู่ประมาณ 4 ข้อ 1.ออกแบบเพื่อใคร 2.ทำให้ได้ 3.ทำให้ถูก และ 4.ทำให้เสร็จทันเวลา โดยรายละเอียดสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ดังนี้

องค์พระเมรุมาศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระเมรุมาศทรงบุษบกเก้ายอดบนชั้นฐานชาลาย่อมุมไม้สิบสอง โครงสร้างภายในเป็นเหล็กแบบยึดด้วยนอต ฐานรากโครงสร้างแบบใช้พื้นดินรับน้ำหนักโดยไม่มีเสาเข็ม องค์พระเมรุมาศปิดผิวประดับด้วยไม้อัด กรุกระดาษทองย่นตกแต่งลวดลาย และเครื่องประกอบพระอิสริยยศ มีเทวดาเชิญฉัตรและบังแทรก มีองค์มหาเทพ 4 พระองค์ คือ พระพิฆเนศวร พระอินทร์ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ รายรอบพระเมรุมาศชั้นลานอุตราวรรตมีสระอโนดาตทั้งสี่ทิศ มีน้ำไหลจากสัตว์มงคลประจำทิศสู่สระอโนดาต ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์

บุษบกประธานผังพื้นอาคารเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ชั้นฐานเป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เชิงบาตร ชั้นที่หนึ่งเป็นชั้นครุฑยุดนาค เชิงบาตรชั้นที่สองเป็นชั้นเทพพนม เครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนเจ็ดชั้น บนยอดสุดปักนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)

โถงกลางภายในเป็นที่ประดิษฐานพระจิตกาธานสำหรับประดิษฐานพระบรมโกศ ติดตั้งฉากบังเพลิงทั้งสี่ทิศ เขียนรูปพระนารายณ์อวตารในปางต่างๆ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดตั้งลิฟต์ที่ชั้นฐานชาลาแต่ละชั้น ทางด้านทิศเหนือของพระเมรุมาศ มีสะพานเกรินสำหรับใช้เป็นที่เคลื่อนพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ

ฐานชาลาชั้นที่ 1 เป็นฐานสิงห์ เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ มีท้าวจตุโลกบาลประทับยืนที่มุมฐานชาลาหันหน้าเข้าสู่บุษบกประธาน มีเทวดาคุกเข่าถือบังแทรก

ฐานชาลาชั้นที่ 2 เป็นฐานปัทม์ เป็นที่ตั้งของบุษบกหอเปลื้องเครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนห้าชั้น จำนวน ๔ องค์ ตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้งสี่ที่ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์และอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี

ฐานชาลาชั้นที่ 3 เป็นฐานสิงห์ เหนือฐานสิงห์เป็นฐานเชิง บาตรท้องไม้มีเทพชุมนุมโดยรอบจำนวน 108 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นบัวเชิงบาตร ฐานชั้นนี้เป็นที่ตั้งของบุษบกซ่างเครื่องยอดบุษบกเชิงกลอนห้าชั้น จำนวน 4 องค์ ตั้งอยู่ที่มุมฐานทั้งสี่เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับนั่งอยู่ประจำบุษบกซ่าง โดยจะผลัดกันสวดในการสวดพระอภิธรรม โดยจะผลัดกันสวดที่ละซ่างเวียนกันไปตลอดงานพระเมรุมาศ ลักษณะพระเมรุมาศพิเศษสุด แสดงศิลปกรรมล้ำเลิศเฉลิมพระบารมียิ่งใหญ่ไพศาลพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ดำรงสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด และสถิตอยู่ในหัวใจของชาวไทยนิจนิรันดร์

……………………………..

* เอกสารประกอบการเขียน : เอกสารประกอบในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ครั้งที่ 4 เรื่อง “สถาปัตยกรรมเนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ”

 

5 ปัจจัยเสี่ยงกรดไหลย้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 17:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518820

5 ปัจจัยเสี่ยงกรดไหลย้อน

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน เกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร เมื่อกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารผิดปกติ ปล่อยให้น้ำย่อยในกระเพาะ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นมาตามหลอดอาหารและลำคอ ก่อให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนนั้นมาจากการทานอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรานั่งเอง

ภาพ: Liver Doctor

1. ทานอาหารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง – การทานอาหารรสจัด หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว น้ำส้มคั้น รวมไปถึงเครื่องดื่มคาเฟอีน ที่กระตุ้นให้หลั่งน้ำย่อยมากขึ้น อาจก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้

2. ทานอาหารในปริมาณมากเกินไป – การทานอาหารจนรู้สึกอิ่มมากเกินไป จะไปกระตุ้นให้มีน้ำย่อยมากขึ้น และอาจเป็นอีกสาเหตุของกรดไหลย้อนได้

3. นอนราบหลังทานอิ่มใหม่ๆ – การนอนราบหลังจากทานอาหารใหม่ๆ อาจทำให้น้ำย่อยไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นไปตามหลอดอาหารและลำคอได้

4. สวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป – การสวมกระโปรง กางเกง หรือรัดเข็มขัดแน่นเกินไป อาจทำให้เกิดการบีบรัด เพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร และมีส่วนทำให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปได้ง่าย

5. อายุ – กล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารก็เหมือนอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่มีเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้นหากกล้ามเนื้อส่วนนี้เสื่อมสมรรถภาพลง ก็อาจทำให้เป็นกรดไหลย้อนได้ง่าย รวมไปถึงในเด็กทารกที่กล้ามเนื้อส่วนนี้ยังไม่แข็งแรงด้วยเช่นเดียวกัน

 

คาราเบน ศิลปะในข้าวกล่องญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 16:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518816

คาราเบน ศิลปะในข้าวกล่องญี่ปุ่น

การทำข้าวกล่องเบนโตะเป็นวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นที่มีมาช้านาน ซึ่งในปัจจุบันก็นิยมทำเป็นรูปตัวการ์ตูนต่างๆ ด้วย

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำข้าวกล่องหรือเบนโตะอยู่แล้ว แม่บ้านญี่ปุ่นมักจะทำเบนโตะให้ลูกๆ ของตัวเองไปทานที่โรงเรียนกันอย่างแพร่หลาย นอกจากคุณค่าทางโภชนาการที่ต้องคำนึงถึงแล้ว เรื่องศิลปะหรือความสวยงามก็เป็นอีกงานยักษ์ของแม่บ้านญี่ปุ่นสมัยนี้เช่นเดียวกัน

การทำเบนโตะเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีมานานกว่า 500 ปี เป็นการปรุงข้าว เนื้อสัตว์ และผักใส่อาหารไว้ทานระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนอนุบาลที่จะนำข้าวกล่องไปกับโรงเรียน โดยปัจจุบันมีเบนโตะอีกแบบที่แยกออกมาคือ คาราเบน ที่มาจากคำว่า คาแรคเตอร์ ผสมกับคำว่า เบนโตะ นั่นก็คือการทำข้าวกล่องเป็นรูปตัวละครยอดนิยมจากการ์ตูนอะนิเมะและวิดีโอเกมญี่ปุ่น เช่น Pikachu Hello Kitty นอกจากนั้นยังมีแม่บ้านมากความสามารถบางคนที่ทำเบนโตะเป็นรูปคนดังอย่าง Mona Lisa, Michael Jackson, Shinzo Abe และแม้แต่ Donald Trump

และความอลังการของคาราเบนนี้เองก็เป็นเหตุให้เกิดดราม่าเล็กๆ ในโรงเรียนญี่ปุ่น เนื่องจากพ่อแม่บางท่านที่ไม่สะดวกทำคาราเบน หรือทำได้ไม่น่ารักเท่าบ้านอื่น ลูกหลานของพวกเขาก็จะถูกสังคมมองว่าแปลกแยกและกลายเป็นปมในใจเด็ก จนตอนนี้ต้องมีคอร์สสอนวิธีการทำเบนโตะเป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียว

ในขณะบางโรงเรียนได้แบนคาราเบน ไม่ให้นำข้าวกล่องตัวการ์ตูนไปโรงเรียนเพื่อจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ เพื่อลดแรงกัดดันต่อแม่และเด็กๆ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการจัดแข่งขันทำข้างกล่องตัวการ์ตูนอยู่ถึง 5 เมืองในประเทศญี่ปุ่น โดยรวมไปถึงเมืองโตเกียวและเกียวโตด้วย

ที่มา: weirdasianews

 

แก้ปัญหาโดนขโมยไอศกรีมที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ด้วยฉลากไอศกรีมปลอม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518809

แก้ปัญหาโดนขโมยไอศกรีมที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น ด้วยฉลากไอศกรีมปลอม!

ประเทศญี่ปุ่นออกไอศกรีมในแพคเกจคล้ายห่อซองกันชื้น เพื่อป้องกันปัญหาการถูกรูมเมทขโมยไอศกรีมทาน

ผู้ที่แชร์หอพักอยู่ร่วมกับเพื่อน หรือบ้านไหนที่มีพี่น้องเยอะๆ น่าจะพบปัญหาเวลาแช่ของกินไว้ในตู้เย็น แล้วสิ่งเหล่านั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยอยู่เป็นประจำ ยิ่งเวลาเหนื่อยๆ กลับบ้านมา อยากเปิดช่องแช่แข็ง ทานไอศกรีมเย็นๆ ให้ชื่นใจ แต่กลับพบว่ามันหายไปอย่างไร้สาเหตุนี่มันเสียอารมณ์จริงๆ ด้วยเหตุนี้ที่ญี่ปุ่นเขาเลยออกไอศกรีมที่มาในแพคเกจพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาการโดนฉกไอศกรีมไปทานยามที่เราไม่อยู่โดยเฉพาะ

ไอศกรีมที่ว่านี้เป็นไอเดียของ Takeshita Seika ผู้ผลิตไอศกรีมบริษัทหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ที่ออกแบบฉลากให้ดูเหมือนกับซองกันชื้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่พอเห็นซองนี้ พร้อมกับคำว่า ห้ามรับประทาน ก็น่าจะไม่แตะต้องมัน ทำให้สามารถหลอกล่อคนอื่น และทำให้ไอศกรีมแท่งโปรดของเราปลอดภัยได้

ไอศกรีมนี้มีขายทั้งแบบแพคเกจปกติ และแบบแพคเกจซองกันชื้น ที่ร้านดองกี้ หรือ Don Quijote ร้านดรักสโตร์สุดฮิตของคนไทย ที่มักจะแวะเวียนไปเสมอเมื่อไปท่องเที่ยวยังประเทศญี่ปุ่น

ที่มา: rocketnews24

 

14 อาหารปลอดภัยที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518797

14 อาหารปลอดภัยที่ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน

อาหารบางชนิดมีแคลอรี่ต่ำและเต็มไปด้วยเส้นใย ทำให้ทานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น

แม้ว่าจะไม่มีอาหารที่ไร้แคลอรี่เสียทีเดียวเลย แต่ก็ยังพอมีอาหารบางชนิดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก แคลอรี่ต่ำ เต็มไปด้วยเส้นใยที่ทำให้รู้สึกอยู่ท้อง ทำให้สามารถทานได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วน ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผักและผลไม้ที่ไม่มีแป้ง นอกจากจะทานได้อย่างเพลิดเพลินแล้ว ยังเต็มไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย

1. ผักขึ้นฉ่าย

เกือบ 95% ของขึ้นฉ่ายเป็นน้ำ นอกจากนั้นยังมีโพแทสเซียม โฟเลต เส้นใย และวิตามินเคที่จำเป็นต่อความต้องการในชีวิตประจำวัน แนะนำให้ทานผักขึ้นฉ่ายตอนที่ยังสดใหม่อยู่ เนื่องจากจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มที่ หากทิ้งไว้ 5 – 7 วันหลังจากซื้อมาแล้วประโยชน์จะลดลง

2. ผักคะน้า

คะน้าเป็นหนึ่งในผักไม่กี่ชนิดที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 แคลอรีต่ำแค่ประมาณ 33 แคลอรี่ต่อถ้วย แถมยังมีโปรตีน 3 กรัม และไฟเบอร์ 2.5 กรัมต่อหนึ่งจาน นอกจากนั้นยังมีวิตามินและโฟเลตสูงอีกด้วย

3. บลูเบอร์รี

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะบลูเบอร์รีนั้นเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ แถมยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ และมีเพียงประมาณ 85 แคลอรี่ต่อแพ็คเท่านั้น

4. แตงกวา

แตงกวาเป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างสูง และมีแคลอรี่เพียง 16 แคลอรีต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น โดยคุณค่าทางโภชนาการของแตงกวาส่วนใหญ่อยู่ในผิวและเมล็ด ซึ่งมีทั้งเส้นใยและวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา ดังนั้นจึงไม่ควรปอกเปลือกแตงกวาออก เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด

5. มะเขือเทศ

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่ามะเขือเทศนั้นเต็มไปด้วยไลโคปีน นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, C, B2, โฟเลท โครเมียม โพแทสเซียม และเส้นใยอีกด้วย ที่สำคัญคือมะเขือเทศขนาดกลางหนึ่งลูกมีแคลอรี่ประมาณ 25 แคลอรี่เท่านั้น

6. ส้มโอ

ส้มโอเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วในนามของผลไม้ที่ช่วยลดน้ำหนัก เนื่องจากมีเส้นใยสูง ช่วยให้ไม่ค่อยหิว และรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายได้ดี โดยส้มโอครึ่งลูกมีเพียง 50 แคลอรี่เท่านั้น นอกจากนั้นวิตามินซีที่พบในส้มโอยังสามารถลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เพราะมีส่วยช่วยลดคอเลสเตอรอล และส่งเสริมระบบย่อยอาหาร แถมโฟเลตที่พบในส้มโอยังเหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์อีกด้วย

7. บรอกโคลี

บรอกโคลีเป็นผักที่มีสาร sulforaphane ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง ทำหน้าที่ล้างสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน A, C, E, K และมีแคลอรี่เพียงประมาณ 31 แคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น โดยบรอกโคลีจะมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดเมื่อรับประทานแบบดิบหรือแบบนึ่ง

8. แคนตาลูป

แคนตาลูปเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา นอกจากนั้นยังมีวิตามิน A และ C ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากแคปตาลูปประกอบไปด้วยน้ำถึง 90% จึงทำให้มีแค่ 55 แคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น

9. ดอกกะหล่ำ

แม้ว่าดอกกะหล่ำจะไม่ได้เป็นสีเขียว แต่นั่นไม่ได้ทำให้คุณค่าทางโภชนาการของมันลดลงเลย ดอกกะหล่ำนั้นเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเป็นแหล่งโฟเลท ไฟเบอร์ วิตามิน C และ K ที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีแคลอรี่แค่ประมาณ 25 แคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคเท่านั้น

10. แบล็กเบอร์รี

แบล็กเบอร์รีเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีประโยชน์มากมาย เช่นเดียวกับผลไม้ตระกูลเบอร์รีชนิดอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า bioflavonoids นอกจากนั้นการทานแบล็กเบอร์รี่ยังสามารถช่วยในการย่อยอาหาร และฟื้นฟูให้ผิวดูอ่อนเยาว์ได้อีกด้วย โดยมีแคลอรี่ประมาณ 62 แคลอรี่ต่อหนึ่งมื้อเท่านั้น

11. ผักกาดหอม

ผักกาดหอมเป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามิน A และ C นอกจากนั้นยังให้พลังงานแค่ประมาณ 10 – 20 แคลอรี่ต่อมื้อเท่านั้น

12. ส้ม

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าส้มเป็นผลไม้ที่เป็นแหล่งของวิตามินซีชั้นดี ซึ่งวิตามินซีนั้นมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ผิว และยังช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งกระจ่างใส นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยใยอาหาร ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยส้มขนาดกลางให้พลังงานแค่ 80 แคลอรี่เท่านั้น

13. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี โดยให้วิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งผลเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้สตรอว์เบอร์รียังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นแหล่งโพแทสเซียมและเส้นใยที่ดี อีกทั้งยังปราศจากไขมัน โซเดียม และคอเลสเตอรอล ทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งสตรอว์เบอร์รีหนึ่งถ้วยมีแคลอรี่ประมาณ 50 แคลอรี่เท่านั้น

14. เมล่อน

เมล่อนเป็นผลไม้ที่ให้น้ำตาลธรรมชาติประมาณ 14 กรัมต่อผล นอกจากนั้นยังให้คุณค่าของวิตามินซีและทองแดง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยฟื้นบำรุงให้ผิวมีสุขภาพดี

ที่มา: insider

 

3 ขั้นตอนบำรุงผิวให้ผิวดีแบบผิวเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518780

3 ขั้นตอนบำรุงผิวให้ผิวดีแบบผิวเด็ก

เคล็ดลับการดูแลและฟื้นบำรุงผิว ให้ผิวสวยสุขภาพดีและอ่อนเยาว์ดุจผิวเด็ก

การมีผิวสวยสุขภาพดีดูอ่อนกว่าวัย เป็นสิ่งที่สาวๆ ต่างปรารถนา เราจึงมักเห็นคนรุ่นใหม่ใส่ใจเลือกกินอาหารและออกกำลังกาย แต่ด้วยมลภาวะ แสงแดด และความเครียดที่ต้องเผชิญ การดูแลตัวเองเพียงเท่านั้นอาจยังไม่เพียงพอ ภกญ.ลักษณา ทรัพย์ชูกุล ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์วิชี่ เผยถึงเคล็ดลับการดูแลผิวง่ายๆ ว่า หลายคนอาจเลือกดูแลตัวเองด้วยการกินผักและผลไม้ แต่ในความเป็นจริงผิวของเราต้องการวิตามินในการฟื้นบำรุง เพื่อให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ดังนั้น ควรให้ความใส่ใจเรื่องการดูแลผิวเป็นพิเศษ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ 3 คือ

ขั้นตอนแรก ทำความสะอาด เช็ดเครื่องสำอาง ตามด้วยการทำความสะอาดอย่างล้ำลึกด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า และปิดท้ายด้วยโทนเนอร์สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการบำรุง

ขั้นตอนที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผิวด้วยการใช้พรีเซรั่ม ช่วยปรับสมดุล pH ผิว ให้ผิวพร้อมสู่ขั้นตอนการบำรุงผิว โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามสภาพผิวหน้าหรือตามปัญหาที่เกิดกับผิวหน้า และเพื่อการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ควรเลือกผลิตภัณฑ์ประเภทเซรั่มหรือเอสเซนส์ที่มีความเข้มข้นสูง เน้นการแก้ปัญหาควบคู่ไปกับการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิวหน้า

ขั้นตอนสุดท้าย คือการปกป้องผิวด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด ก่อนเผชิญแสงแดดอย่างน้อย 30 นาที หรือแม้แต่วันที่ไม่ได้ออกจากบ้าน

ด้าน ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี ช่างแต่งหน้ามือหนึ่งของเมืองไทย ได้แนะนำเทคนิคการแต่งหน้าโชว์ผิวเด็กให้ฟังว่า ความชุ่มชื้นของผิวหน้าสำคัญที่สุด ถ้ามีผิวหน้าที่ดีจะทำให้การแต่งหน้าง่ายมากยิ่งขึ้น เทคนิคส่วนตัวคือการทาเซรั่มก่อนครีมบำรุงตอนกลางคืน และทาซ้ำอีกครั้งตอนสุดท้ายเพื่อล็อกครีมบำรุงต่างๆ ให้ทำงานอยู่บนผิวหน้าได้ยาวนานยิ่งขึ้น

ที่มา: M2F

 

5 จุดสำคัญที่รังสียูวีสามารถทำร้ายดวงตาเราได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518769

5 จุดสำคัญที่รังสียูวีสามารถทำร้ายดวงตาเราได้

รังสียูวีที่มีความเข้มข้นสูงสามารถส่งผลร้ายต่อส่วนต่างๆ ของดวงตาเราได้มากกว่าที่คิด

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมากสำหรับทุกคน นอกจากแสงแดดที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันแล้ว หลอดไฟก็สามารถปล่อยรังสีออกมาได้เช่นกัน ซึ่งหลอดไฟที่ใช้ภายในที่พักอาศัย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดฮาโลเจน หลอด LED ล้วนปล่อยพลังงานในรูปรังสียูวีออกมา แต่อยู่ในระดับต่ำไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา อีกทั้งจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ ก็มีรังสียูวีออกมาเช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตก็จะควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่หากได้รับรังสียูวีมาก แสงเหล่านี้ก็สามารถทำอันตรายในส่วนต่างๆ ของดวงตาได้ ดังนี้

1. เปลือกตา แสงแดดทำให้เกิดจุดด่างดำริ้วรอยรอบดวงตา และยังอาจจะทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอีกด้วย

2. เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำเรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำจะเรียกว่า ต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้

3. กระจกตา การได้รับรังสียูวีในปริมาณมาก ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามากน้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2-3 ชม. หลังจากได้รับรังสียูวี เช่น รังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน

4. เลนส์ตา การได้รับรังสียูวีทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ประมาณ 20% ของต้อกระจก อาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไปซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้

5. จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสาร หรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลงและเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับรังสียูวี

ที่มา: M2F

 

3 เคล็ดลับกำจัดเซลลูไลท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518620

3 เคล็ดลับกำจัดเซลลูไลท์

เซลลูไลท์ หรือผิวเปลือกส้ม สามารถกำจัดได้ด้วยการออกกำลังกายที่ถูกต้อง และการเลือกรับประทานอาหาร

เซลลูไลท์ แตกต่างจากไขมันทั่วไปตรงที่เป็นเซลล์ไขมันขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัด แถมยังทำให้ผิวบริเวณนั้นขรุขระ ไม่เรียบเนียน หรือที่เรามักเรียกกันว่า ผิวเปลือกส้ม แถมยังห้อยย้อยไม่น่ามองอีก เซลลูไลท์มักสะสมอยู่บริเวณแขน ขา และสะโพก โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่ทั้งนี้เซลลูไลท์ก็สามารถกำจัดได้ หากออกกำลังกายได้อย่างตรงจุด และเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

1. ออกกำลังเป็นส่วนๆ – การออกกำลังกายเป็นส่วนๆ ตามปัญหาของแต่ละคน จะช่วยลดเซลลูไลท์ได้อย่างตรงจุด โดยมากเป็นการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง เช่น ยกเวท สวอท

2. ทานคลีน – อาหารคลีน หรืออาหารที่ผ่านการปรุงน้อยที่สุด ล้วนดีต่อสุขภาพของเรา ในตอนแรกรสชาติอาจจะไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ ให้ค่อยๆ ปรับไปทีละนิด ทานแค่บางมื้อแล้วค่อยเพิ่มขึ้นตามที่แต่ละคนสะดวก

3. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ – แม้จะมีเซลลูไลท์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะงดทานไขมันไปเลย เพราะสารอาหารทุกประเภทก็มีประโยชน์ที่ต่างกันออกไป ควรทานอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนไขมัน ให้หันมาทานไขมันดีแทน อย่างเช่น น้ำมันพืช ก็ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ที่ล้วนได้จากพืชแทนก็ได้

 

10 ของจำเป็นที่ควรมีติดบ้านยามฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 16:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518612

10 ของจำเป็นที่ควรมีติดบ้านยามฉุกเฉิน

รวมสิ่งของจำเป็นที่ควรมีติดบ้านไว้ใช้ยามเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ประเทศไทยกับเรื่องภัยพิบัติอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัว โชคดีที่บ้านเราไม่ค่อยมีเหตุการณ์ทางธรรมชาติ หรือภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่หากวันหนึ่งมีเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา เราเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ จึงควรจัดของใช้จำเป็นติดบ้านไว้ ยามเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันจะได้รับมือได้อย่างทันท่วงที

1. น้ำ – น้ำดื่มเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ที่ร่างกายเราขาดไม่ได้ และรู้หรือไม่ว่าน้ำดื่มก็มีวันหมดอายุเหมือนกันนะ จึงควรเช็คอย่างน้อยปีละครั้งว่าน้ำดื่มที่ตุนไว้เผื่อฉุกเฉินนั้นยังไม่หมดอายุ

2. อาหารสำเร็จรูป – นอกจากน้ำแล้ว สิ่งที่ควรเตรียมไว้ด้วยก็คือพวกอาหารกระป๋องที่สามารถเก็บได้นานๆ นอกจากนั้นหากบ้านไหนมีสัตว์เลี้ยง ก็อย่าลืมเตรียมเผื่อพวกเขาด้วย

3. ชุดปฐมพยาบาล – ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นการมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาล และการมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดบ้านนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

4. เครื่องมืออเนกประสงค์ – มีดพก กรรไกร ไขควง เหล่าอุปกรณ์เครื่องมือช่างที่ดูเหมือนจะไกลตัวในเวลาปกติ แต่หากมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมา อาจจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่คุณมองหาเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ได้

5. เงินสด – ลองนึกภาพหากคุณออกไปเบิกเงินไม่ได้ หรือตู้เอทีเอ็มเกิดไม่ทำงานขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น การมีเงินสดจำนวนหนึ่งติดบ้านไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะแน่นอนว่าทุกอย่างย่อมต้องใช้เงินซื้อ

6. แก๊ส – แก๊สหรือน้ำมันเป็นอีกสิ่งที่ควรพกติดไว้ยามฉุกเฉิน ยังไม่ต้องถึงขั้นภัยพิบัติก็ได้ แค่วันไหนเกิดน้ำมันหมดกลางทางก็อาจจะจำเป็นต้องใช้แล้ว

7. เสื้อผ้า – ควรมีเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เหมาะกับแต่ละสภาพอากาศ และทนทานต่อการใช้งาน ติดอยู่ในชุดฉุกเฉินสักตัวสองตัว และเช็คอยู่บ่อยๆ ว่าขนาดยังพอดีกับตัวอยู่หรือเปล่า

8. รองเท้า – รองเท้าที่ควรอยู่ในชุดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน คือรองเท้าที่ปิดหัวปิดท้าย เพื่อให้สะดวกต่อทุกสถานการณ์ และป้องกันเท้าของคุณได้ดีที่สุด

9. ไม้ขีดไฟหรือไฟแช๊ก – แสงสว่างเป็นอีกสิ่งที่จำเป็นมากๆ ประเทศไทยเราเองก็มักจะมีเทียนไขและไฟแช๊กติดบ้านอยู่เสมอ และมักจะได้ใช้กันอยู่บ่อยครั้งด้วย

10. เอกสารทางกฎหมาย – ควรจัดเก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ใส่ซองรวมกันไว้ให้พร้อมต่อการใช้งานอยู่เสมอ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา จะได้หยิบซองนั้นไปได้เลยทีเดียว ไม่ต้องคอยวิ่งหา เพราะเอกสารเหล่านี้สำคัญมาก หากหายไปคงเกิดความวุ่นวายไม่ใช่น้อยเลย

ที่มา: Reader’s digest

 

รู้หรือไม่ รูปทรงของเล็บสามารถบอกลักษณะนิสัยได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 15:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518600

รู้หรือไม่ รูปทรงของเล็บสามารถบอกลักษณะนิสัยได้!

การวิจัยบุคลิกภาพของญี่ปุ่นเผยว่า รูปทรงของเล็บสามารถบอกลักษณะเฉพาะของแต่ละคนได้

เวลาเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไป เรามักจะมองรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสีดวงตา ความยาวของผม หรือลักษณะการแต่งตัว โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความชอบทำนายดวง ทายใจหรือนิสัยจากสิ่งต่างๆ เขาก็ได้ออกมาเผยว่า รูปทรงของเล็กก็สามารถบอกลักษณะนิสัยของแต่ละคนได้เช่นกัน

เล็บยาวในแนวตั้ง

ผู้ที่มีเล็บเรียวยาวเป็นทรงสวยตามแนวตั้ง มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนอ่อนโยนและโรแมนติก สมองซีกขวาพัฒนาเร็ว มีจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ แต่มักถูกครอบงำและหลอกล่อได้ง่าย ให้ระมัดระวังคำพูดของคนอื่น และคิดถึงหลักเหตุผลให้มากๆ ก่อนจะเชื่อคำพูดของใครก็ตาม

เล็บกว้างออกด้านข้าง

ผู้ที่เล็บกว้างออกด้านข้างเป็นคนที่พูดเก่ง ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง คิดอย่างไรก็พูดออกไปแบบนั้น เป็นคนชัดเจนและค่อนข้างตรงไปตรงมา จนบางครั้งทำให้คนอื่นตกใจ แถมยังเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงควรระวังเรื่องคำพูด และฝึกการควบคุมอารมณ์ตัวเองสักนิด

เล็บทรงกลมหรือรูปไข่

ผู้ที่มีเล็บเป็นทรงกลมหรือรูปไข่เป็นคนรักสงบและผ่อนคลาย สามารถมีความสุขและเข้ากับผู้ที่อื่นได้ง่าย เป็นคนสดใส ใครอยู่ด้วยก็จะรู้สึกสนุก ชอบเข้าสังคม รักการอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ แต่ด้วยเหตุนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าคุณเป็นคนที่ง่ายและเป็นคนของสาธารณะมากเกินไป จนอาจทำให้เพื่อนฝูงไม่ค่อยไว้ใจคุณก็ได้

เล็บรูปสี่เหลี่ยม

ผู้ที่มีเล็บทรงสี่เหลี่ยมจัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่จริงจังและหัวแข็ง เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าหาญ และกล้าที่จะแสดงทัศนคติของตัวเองออกไป ซึ่งความมุ่งมั่นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งก็อาจทำให้หลายคนไม่พอใจในความจริงใจของคุณได้เหมือนกัน ดังนั้นหากมีความยืดหยุ่นให้มากกว่าเดิมอีกสักนิด อาจช่วยให้คุณเข้ากับผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น

เล็บรูปสามเหลี่ยม

ผู้ที่มีเล็บรูปสามเหลี่ยมเป็นคนที่ละเอียดอ่อน ฉลาด มักมีแนวคิดที่แปลกใหม่มานำเสนอ รวมไปถึงสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไป แต่คนกลุ่มนี้มักมีแนวโน้มว่าจะรู้สึกรำคาญคนเยอะๆ ไม่ชอบความวุ่นวาย และรู้สึกสบายใจกว่าหากได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

เล็บรูปอัลมอนด์

ผู้ที่มีเล็บทรงอัลมอนด์เป็นคนที่สดใส ใจดี จริงใจกับผู้อื่นเสมอ และเป็นคนที่สุภาพมาก แต่มีความอดทนต่ำ หากมีเรื่องให้คนกลุ่มนี้หงุดหงิดแล้วจะกลายเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้ อาจจะต้องใช้เวลาสักนิด รอให้ใจเย็นลงถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เล็บรูปดาบ

ผู้ที่มีเล็บเป็นรูปทรงปลายดาบเป็นนักอุดมคติที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เด็ดขาด พร้อมที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้อยู่เสมอ เป็นคนยึดมั่นในอุดมการณ์ และยอมทำทุกอย่างที่นำไปสู่ความสำเร็จ แต่คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากตัวเองเป็นคนทะเยอทะยานมาก จึงรู้สึกหงุดหงิดที่จะต้องทำงานกับคนที่ผ่อนคลายและหละหลวมเกินไป

ที่มา: rocketnews24