8 ปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518967

8 ปัจจัยที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ

รวมปัจจัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตื่นไปเรียนหรือทำงานในทุกๆ เช้า การนอนไม่หลับส่งผลต่อสุขภาพเราโดยตรง เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆ น้อยลงไปด้วย ดังนั้นควรลองสำรวจตัวเองดูว่ามีพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับก็ได้

1. ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุพบว่า การออกกำลังกายโดยการเต้นแอโรบิกช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ลดอาการซึมเศร้า และไม่ค่อยง่วงนอนในช่วงกลางวัน อีกทั้งงานวิจัยจาก Appalachian State University ยังระบุไว้อีกว่า การออกกำลังกายที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีที่สุดคือการออกกำลังกายในช่วงเช้า เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายช่วง 7.00 น. นอนหลับได้ง่ายและนานกว่าผู้ที่ออกกำลังกายในช่วง 13.00 หรือ 19.00 น.

2. ระดับฮอร์โมนในร่างกาย

ระดับฮอร์โมนในร่างกายของเราอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เพราะนอกจากจะไม่สบายตัว ทำให้เกิดการพลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืนแล้ว อาจมีอาการปวดหัวหรือปวดท้องร่วมด้วยอีก นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนก็อาจนอนไม่หลับได้เหมือนกัน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งทั้งคู่เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการนอนหลับ

3. เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

การนอนเล่นสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วมีงานวิจัยที่ระบุไว้ว่า แสงบลูไลท์หรือแสงสีฟ้าที่ส่งออกมาจากหน้าจอสมาร์ทโฟน มีส่วนที่จะไประงับการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บอกให้ร่างกายของคุณนอนหลับ ดังนั้นให้พยายามหลีกเลี่ยงการมองหน้าจอที่สว่างประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด

จากการศึกษาของ Harvard Health บอกไว้ว่า การสัมผัสกับแสงแดดในตอนกลางวัน แม้จะเป็นการสัมผัสผ่านหน้าต่าง ก็สามารถเพิ่มความสามารถในการนอนเวลากลางคืนได้ หากคุณติดอยู่ในสำนักงานที่มีแต่แสงไฟจากหลอดไฟนีออน ไม่ค่อยมีหน้าต่างให้เผชิญแสงแดด ลองหาโคมไฟตั้งโต๊ะมาวางเพื่อเพิ่มการรับแสงให้มากขึ้นดู นั่นอาจจะส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้นก็ได้

5. ความเครียด

ความรู้สึกเครียด โกรธ หรือกังวล ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความตื่นตัวของสมอง ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 พบว่า 37% รู้สึกเหนื่อยล้าเนื่องจากความเครียด และมีคน 43% ความเครียดส่งผลให้พวกเขามักตื่นขึ้นกลางดึก ดังนั้นเพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมต่อการนอนหลับ ควรสร้างความผ่อนคลาย หยุดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจนั่งสมาธิก่อนนอนเพื่อช่วยให้จิตใจสงบขึ้น

6. ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน

การดื่มน้ำเยอะๆ อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ไม่ใช่สำหรับการดื่มน้ำในปริมาณมากรวดเดียวก่อนนอน เนื่องจากอาจส่งผลให้จุก แน่นท้อง และอาจทำให้ไม่สบายตัวจนเกิดอาการนอนไม่หลับ รวมไปถึงเสี่ยงต่อการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ซึ่งการตื่นกลางดึกถือเป็นการปลุกร่างกายจากการพักผ่อนให้ลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง การหลับสนิทตลอดคืนย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า ดังนั้นควรเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนนอน หากรู้สึกกระหาย ให้ใช้การจิบน้ำเล็กน้อยแทนการดื่มรวดเดียว

7. เครื่องดื่มคาเฟอีน

หากนอนไม่ค่อยหลับให้ลองสำรวจตัวเองดูว่าดื่มเครื่อมดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนไปแก้วล่าสุดเมื่อไหร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับหลายท่าน แนะนำให้หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเวลาที่คุณจะต้องเข้านอน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาพอสมควรในการขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย หากยังไม่พร้อมที่จะเลิกทานกาแฟในช่วงบ่าย ให้ลองลดปริมาณลงทีละนิด หรือเปลี่ยนจากกาแฟเป็นชาสมุนไพรแทน จะดีต่อสุขภาพมากขึ้น

8. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาหลับไปนั่นจริงอยู่ว่าดูเหมือนจะทำให้เราได้นอน แต่การหลับนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่มีคุณภาพเสียเท่าไหร่ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ อาจทำให้เราตื่นขึ้นมากลางดึกได้ แถมแอลกอฮอล์ยังส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อเข้าสังคม ควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมไปถึงเพิ่มน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปอีกด้วย

ที่มา: Readers’s digest

 

กับสิ่งที่ท้าทาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518957

กับสิ่งที่ท้าทาย

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอพี

 มีโอกาสได้เข้าไปฟังสัมมนาในงานงานหนึ่ง ซึ่งวิทยากรท่านหนึ่งได้พูดประโยคชวนคิด ที่ทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินได้ฟัง

วิทยากรท่านนี้ได้พูดในทำนองที่ว่า เด็กที่เรียนนิเทศศาสตร์ เมื่อเรียนจบออกมาจะผลิตคอนเทนต์ได้น่าสนใจน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เรียน

ในฐานะนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ถึงกับเอาคำพูดนี้มาย้อนทวนนึกตรึกตรอง ซึ่งก็มีทั้งความรู้สึกที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยขัดแย้งกันอยู่ในที

เริ่มต้นที่ความรู้สึกที่เห็นด้วยก่อนดีกว่า เราจะเห็นได้ว่าในยุคที่ Live Streaming ครองเมือง คนสามารถครอบครองโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ในราคาถูก และสัญญาณไว-ไฟครอบคลุมกว้างไกลมากขึ้น แรงชัดจัดเต็มมากยิ่งขึ้น ทำให้ใครๆ ก็สามารถไลฟ์สดได้ ครีเอทรูปแบบการไลฟ์สดได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือประดิดประดอยอะไรให้มากความ

บางคนก็เอาความเป็นธรรมชาติเข้าสู้ คิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร ก็นำเสนอออกไปแบบบ้านๆ บางคนนึกอยากทำเป็นรายการโทรทัศน์ขนาดย่อมขึ้นมาก็ทำได้ หากจะให้จัดฉาก จัดฟงจัดไฟ ทำรูปแบบรายการให้มันดูดีก็ทำได้ เพราะใช้ต้นทุนไม่เท่าไหร่เลย

แถมถ้าทำไปแล้วมันดันดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา มีคนติดตามชมเรือนหมื่นเรือนแสน สินค้าต่างๆ ก็พร้อมจะหลั่งไหล เปย์เงินมาให้ เพื่อให้เราช่วยรีวิวสินค้า หรือทำการโฆษณาผ่านทางรายการที่เราไลฟ์สดนั่นเอง

เห็นได้ว่าคนที่ดังมาจากการไลฟ์สด ถึงจะอยู่บ้านนอกคอกนา แต่ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์ มีความกล้าแสดงออก และมีความเป็นตัวของตัวเอง กี่รายต่อกี่ราย ถ้าไลฟ์สดแล้วทำให้คนดูมีความสุข คนดูเหล่านั้นก็พร้อมจะกดไลค์ คอมเมนต์ และแชร์ ยิ่งแชร์มาก คนดูยิ่งมีมาก ยิ่งคนดูมีมาก กระแสความดังก็ยิ่งไวรัลลุกลามเหมือนเชื้อไวรัส

จนบางทีคนที่เรียนจบด้านนิเทศศาสตร์มา อาจต้องหันมาศึกษากลุ่มคนเหล่านี้เพื่อหาคำตอบว่า เขามีอะไรดี ถึงทำให้คนมีความสุขได้ทั่วบ้านทั่วเมืองผ่านการรับชม

ว่าแต่ว่า เหรียญเมื่อมีสองด้าน ในอีกด้านหนึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัย ว่าคนดูจะได้เรียนรู้อะไรจากการไลฟ์สดของกลุ่มคนเหล่านี้ นอกจากความสุขความบันเทิง แก่นสารสาระสำคัญที่ผ่านการกลั่นกรองและตกผลึกทางกระบวนการความคิดก่อนสร้างสรรค์ผลงาน มันมีบ้างไหม?

ถ้าให้เทียบกับคนที่ได้เรียนด้านนิเทศศาสตร์มา พวกเขาเหล่านี้มักจะถูกตั้งคำถามเสมอว่า ทำรายการนี้แล้วคนดูจะได้อะไร? เราจะให้ประโยชน์อะไรแก่คนดู? อะไรคือสิ่งที่ควรทำและเผยแพร่ได้ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำและเผยแพร่ไม่ได้?

หากความต่างของมันคือสิ่งนี้ มันก็เป็นความต่างที่ยังพอมองเห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์อยู่รำไรๆ นั่นก็คือ หากคนทั้งสองกลุ่มนี้ต่างได้เรียนรู้ข้อดี ข้อเสียของกันและกัน และนำข้อดีข้อเสียเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ หรือนำไปปรับปรุง เชื่อแน่ว่าในโลกของความบันเทิงผ่านหน้าจอ เราจะได้รับความบันเทิงแบบเต็มสูบ

ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้รับแก่นสารสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ซึ่งนี่จะกลายเป็นความแตกต่างที่สามารถสอดประสานเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว และคนดูก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ทีนี้ล่ะ ชาวบ้านตาซื่อตาใส ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ก็จะไม่มีคนในสังคมมาตั้งคำถามกวนใจว่าทำอะไรลงไป? คนดูที่เป็นเด็กและเยาวชนดูแล้วจะได้อะไร? เป็นประโยชน์ไหม? พวกเขาเหล่านั้นจะเลียนแบบหรือไม่ ถ้าทำอะไรลงไปแบบนี้? บลา บลา บลา

ส่วนนักนิเทศศาสตร์ทั้งหลายก็จะทำอะไรที่ไม่ต้องประดิดประดอยจนเกินจริง แต่สามารถขายสารประโยชน์ที่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง ถึงจะบ้าบอคอแตก แต่มีประโยชน์ คนดูได้แก่นสารสาระสำคัญ

และนั่นเป็นสิ่งที่ท้าทายเราทุกคนในยุคสมัยนี้ และอาจรวมไปถึงในอนาคต

………..ล้อมกรอบ……….

ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมทั้งนักเขียนแห่งสำนักพิมพ์ใยไหมและโพสต์บุ๊กส์ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้างานสื่อสารองค์กร ที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล พูดคุยทักทาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ แก่กันได้ที่ www.facebook.com/thanaroht

 

นิพัทธ์ ผลบุญ สอนหุ้นฟรีรายได้มอบมูลนิธิชัยพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518955

นิพัทธ์ ผลบุญ สอนหุ้นฟรีรายได้มอบมูลนิธิชัยพัฒนา

โดย อณุสรา ทองอุไร

 การทำดีเพื่อแบ่งปันให้กับผู้อื่นนั้นมีได้หลายวิธี มีเงินก็บริจาคเงิน เงินน้อยก็ช่วยแรงไปทำจิตอาสาต่างๆ หรืออีกทางหนึ่งก็คือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดในทางอาชีพของตน เช่น เป็นช่างทำผมก็ไปตัดผมฟรี ไปสอนพิเศษฟรี

เช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้นี้ นิพัทธ์ ผลบุญ เจ้าของเพจศาสตร์เทรดหุ้นจักรพรรดิ เขาเป็นเซียนหุ้น ที่อายุเพียง 26 ปี แต่มีพอร์ตมูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท แล้วเขายังเปิดคอร์สสอนหุ้นผ่านเว็บไซต์เป็นอาชีพเสริมเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยสอนตั้งแต่คนที่เล่นหุ้นไม่เป็นจนกระทั่งดูกราฟ ดูแท่งเทียนแบบมืออาชีพ ซึ่งราคาคอร์สของเขานั้นแต่ละคอร์สก็หลายพันยันหลักหมื่น

 แต่วันเกิดของเขาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นิพัทธ์ ตั้งใจที่จะสอนการเล่นหุ้นแบบมืออาชีพฟรี ตั้งแต่คนที่เล่นไม่เป็น จนสอนให้เก่งแบบมืออาชีพ ทั้งหมด 10 บท ด้วยกัน

โดยคนที่เข้ามาเรียนนั้น ขอความกรุณาบริจาคให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาโดยตรง ใครที่บริจาคไปแล้วให้ส่งใบเสร็จมาที่เขา จะมอบอีบุ๊กหนังสือที่เขียนให้ฟรีอีก 1 เล่ม โดยเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมา มียอดบริจาคมากเกือบ 7 แสนบาท

“บริจาคตรงไปที่มูลนิธิเลย แล้วส่งใบเสร็จมาที่ผม จะบริจาคเท่าใดก็ได้ตามแต่ศรัทธา 10-20 บาท 100-200 ได้ทั้งนั้น เรามาทำบุญร่วมกัน คือผมอยากทำดีถวายในหลวง ร.9 โดยทำในสิ่งที่เราถนัด ทำบุญทำทานไปพร้อมกัน เอาของไปบริจาคเด็กยากไร้ ทำบุญถวายพระ นั้นก็ทำของเราเองอยู่แล้ว แต่การจะทำบุญใหญ่ๆ ก็อยากเป็นสะพานบุญชวนคนอื่นมาทำด้วยกัน

“แล้วการที่ผมสอนนี้ เหมือนเป็นการช่วยให้คนมีอาชีพเสริมหรือช่องทางการสร้างรายได้อีกรูปแบบหนึ่ง เพราะสมัยวัยรุ่นผมก็เคยเล่นหุ้นแล้วเสียเงินไปเยอะ กว่าจะเล่นได้ก็เสียหายไปหลายล้าน ก็ไม่อยากให้คนอื่นพลาดแบบผม ถือว่าให้ความรู้แก่คนอื่นในแบบที่เรามี” นิพัทธ์ กล่าวอย่างจริงจัง

 นิพัทธ์ เล่าว่าเขาเริ่มเล่นหุ้นตั้งแต่อายุ 20 ปี ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยพายัพ ทางด้านบริหาร มีความสนใจในเรื่องหุ้นตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ไม่มีประสบการณ์มีความรู้เพียงผิวเผิน จึงเสียเจ๊งไปเยอะ แล้วเล่นหุ้นแบบรอบเร็วคือถือสั้นมาก เขาตั้งใจว่าจะเอาจริงจังด้านนี้จะเล่นหุ้นแบบมืออาชีพ จึงไปศึกษาหาความรู้เพิ่ม

พอเรียนจบเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งไปเรียนดูกราฟ อ่านงบการเงินที่ประเทศสิงคโปร์กับนักเล่นหุ้นชื่อดังที่เปิดสอน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับมาเล่นหุ้นแบบมืออาชีพอีกพักใหญ่ หลังจากนั้นเขาก็สนใจตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา เขาก็ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องกองทุนชื่อดังที่อเมริกาเป็นเวลา 2 เดือน หมดเงินไปกับการเรียนทั้งสองคอร์สนั้นเกือบ 4 ล้าน แต่เขาถือว่านั่นคือการลงทุน จะทำอะไรต้องรู้ให้จริง แล้วเขาก็ไม่เคยพลาดกับการเล่นหุ้นอีกเลย

“มีคนสนใจเข้ามาเล่นหุ้นเยอะ บางคนอายุยังน้อยไม่อยากทำงานก็มาเล่นหุ้น บางคนเกษียณเอาเงินเก็บมาเล่นหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความรู้จริงจังเงินหายหมด จึงอยากช่วยให้เขามีความรู้ในการเล่นหุ้นต้องเล่นหุ้นแล้วได้เงินไม่ใช่เสีย การเข้ามาต้องมีการศึกษาหาข้อมูล

“ตอนนี้ผมแชร์เทคนิคการเล่นหุ้นในรูปแบบต่างๆ ให้คนได้เข้าอ่านฟรี มีคำถามอะไรถามทิ้งไว้ ผมก็เอามาตอบแล้วแชร์ให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย เราถือว่าความรู้ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ พื้นฐานนี่สอนไม่มีกั๊กเลย ส่วนใครอยากเรียนแบบเจาะค่อยมาลงเรียน อยากให้ทุกคนเล่นแล้วได้เงินไม่ใช่เสียเงิน” นิพัทธ์ กล่าวอย่างมีความสุข

 

4 วิธีปกป้องดวงตาจากรังสียูวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 12:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518952

4 วิธีปกป้องดวงตาจากรังสียูวี

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญและบอบบาง การดูแลดวงตาให้ปลอดภัยจากรังสียูวี จะช่วยให้ดวงตาคู่สวยอยู่กับเราได้นานขึ้น

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญมาก และควรได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง รศ.พญ.มัญชิมา มะกรวัฒนะ ผอ.ศูนย์จักษุรักษ์ตา ไลฟ์เซ็นเตอร์ อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี บอกว่า ถ้าได้รับรังสียูวีในความเข้มสูง จะส่งผลให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ทำให้ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้ ดังนั้นเราจึงต้องดูแลดวงตาให้ปลอดภัยโดยเฉพาะจากแสงแดด เพราะไม่ว่าจะฤดูไหนแสงแดดก็สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ทั้งสิ้น

1. ควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่ม ทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนรังสียูวีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอและบีได้ 99-100% เลนส์ควรมีขนาดใหญ่และกว้าง สามารถปิดบังดวงตาจากแสงแดดได้ทุกองศา

2. หากรู้สึกว่ามีอาการแสบตา ไม่สบายตา อาจหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

3. หากไม่จำเป็น ควรหลีกเหลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00 – 15.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่แรงที่สุด ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันแดดสวมใส่

4. ปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา และควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ที่มา: M2F

 

นิภาพร ทับหุ่น ทิ้งปากกามาจับเสียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518951

นิภาพร ทับหุ่น ทิ้งปากกามาจับเสียม

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : นิภาพร ทับหุ่น

หลังจากทำงานในกรุงเทพฯ มานาน 15 ปี วันนี้เธอกลับบ้านไปเป็นเกษตรกร

นิภาพร ทับหุ่น อดีตนักสื่อสารมวลชน ได้ทิ้งปากกามาจับเสียม เพื่อพัฒนาพื้นที่ทำกินของครอบครัวให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน

โดยเริ่มต้นจากความไม่รู้ ศึกษา ลงมือทำ จนกลายเป็นประธานกลุ่มชุมชนปลอดสารในเวลาไม่ถึงปี

เธอเล่าว่า ความคิดที่จะทำเกษตรอยู่ในใจตลอดมา พอถึงจังหวะลาออกจากงาน เธอจึงแน่วแน่ที่จะกลับมาทำเกษตรที่บ้าน และเริ่มลงมือเปลี่ยนพื้นที่ไร่มันสำปะหลังขนาด 4 ไร่ ให้กลายเป็นเกษตรผสมผสานแบบไม่ลังเล

“งานประจำเราคงไม่ทำแล้ว เพราะเราอยากกลับมาอยู่บ้านที่ได้อยู่กับบ้านให้มากที่สุด ดังนั้นในเมื่อบ้านเราอยู่ในชนบท ไม่ได้อยู่ในเมือง จึงไม่สามารถเปิดร้านขายของได้ และเมื่อดูพื้นเพบรรพบุรุษก็เคยทำเกษตรกรรม ประกอบกับเราเองก็ชอบสีเขียว ชอบต้นไม้ เราเลยตั้งใจกลับมาทำเกษตร โดยวางผังว่าพื้นที่ 4 ไร่ที่ขอแม่มา เราจะปลูกไม้ยืนต้นตรงไหนบ้าง พืชผักตรงไหน สัตว์เลี้ยงจะอยู่ตรงไหน และค่อยๆ ทำตามผังนั้นขึ้นมา”

เกษตรกรมือใหม่วางแผนการปลูกพืชระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แบบรายวัน เดือน และปี โดยยึดหลักตามการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่และวิถีชีวิตของตนเองให้มากที่สุด

เธอเริ่มจากการปลูกผักสวนครัวที่เก็บมาทำเป็นอาหารได้ ยกตัวอย่าง กะเพรา ชะอม พริก ตำลึง ผักบุ้ง ซึ่งเป็นผักระยะสั้นที่ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถเก็บนำมารับประทาน และส่วนที่เหลือจะเก็บไปขายในตลาดเป็นรายได้เสริม

จากนั้นปลูกพืชระยะกลางที่ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณครึ่งปีอย่าง กล้วยน้ำว้า มะละกอ รวมถึงพืชระยะยาวอย่าง มะพร้าว มะม่วง มะไฟ มะยงชิด และผลไม้เกือบทุกชนิด โดยตอนนี้พื้นที่ 4 ไร่ เต็มไปด้วยต้นไม้ที่รอวันเติบโตภายในระยะเวลา 7 เดือน

“ก่อนการทำเกษตรเราต้องดูดินดูน้ำว่ามีและดีหรือเปล่า เพราะหากเริ่มต้นไม่ดีจะแก้ไขทีหลังก็ยาก” นิภาพร กล่าวต่อ

“จากที่คิดว่าจะทำเกษตรคนเดียวสวยๆ เหมือนในหนัง แต่ความเป็นจริงการทำเกษตรโดยไม่พึ่งพาคนอื่นเลยมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้สังคม ต้องใช้สิ่งแวดล้อม เช่น ข้างบ้านเรามีใครที่ใช้เคมี เราต้องคุยกับเขายังไง ให้เขาเปลี่ยนทัศนคติได้ยังไง หรือเรี่ยวแรงในการทำงานหนักๆ คนเดียวมันไม่ไหว เราก็ต้องอาศัยขอหยิบขอยืมแรงเพื่อนบ้านมาช่วย การทำเกษตรจึงไม่สามารถทำเพียงคนเดียว และไม่สามารถทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว”

แฮชแท็กประจำตัว #ฝันอยากเป็นเกษตรนอนทั้งวัน จึงเป็นไปได้แค่ฝัน เพราะความเป็นจริงนั้นเธอไม่มีเวลาแม้จะงีบสักชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ต้องเก็บผลผลิตก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นต้องดูแลพืชผัก รวมไปถึงงานพัฒนาชุมชนตามความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชุมชนให้เป็น “ชุมชนปลอดสาร”

ตอนนี้อดีตคนเมืองกลายเป็นตัวตั้งตัวตีจัดตั้ง “กลุ่มส่งเสริมอาชีพปลูกผักปลอดสารพิษในโรงเรือน” รวมถึงตั้งตัวเองเป็นประธานกลุ่ม จดทะเบียนอย่างถูกต้อง และมีสมาชิกที่มีแนวคิดเดียวกันจำนวน 10 คน

โดยได้เริ่มต้นจากให้สมาชิกเลิกใช้สารเคมีในพืชผักที่ปลูกไว้รับประทานเอง จากนั้นก็สร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดสารพิษในบ้าน ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้กับชาวบ้านคนอื่นๆ ได้มาก

“เราจะบอกชาวบ้านว่า ถ้ายังหยุดใช้สารเคมีไม่ได้ สามารถกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับไม่ใช้สารเคมีได้ไหม อย่างพื้นที่ 1 งาน หรือต้นไม้ 100 ต้น ที่จะไม่ใช้สาร และนำผลผลิตที่ปลอดสารนี้มาขายที่กลุ่ม

“เพราะตอนนี้กลุ่มของเรากำลังทำตลาดเล็กๆ ให้มันกลายเป็นกรีนมาร์เก็ตในชุมชนของเรา ซึ่งจริงๆ มันก็คือร้านค้าหน้าบ้านเราเองนี่แหละ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราอยากทำให้คนในชุมชนกินผักที่ปลอดภัย”

ถามว่า เกษตรที่ทำอยู่ตอนนี้อยู่ได้ไหม เธอตอบว่า อยู่ไม่ได้ แต่ทำให้อยู่รอด หมายความว่า แม้ตอนนี้รายรับและรายจ่ายยังไม่สมดุลกัน เพราะรายได้จากการเกษตรยังไม่สามารถจ่ายทุกอย่างในชีวิต แต่เธอสามารถมีชีวิตอยู่รอดจากผักที่ตัวเองปลูกและมีเงินเล็กๆ น้อยๆ จากการขายผักให้คนในชุมชน

นิภาพร ยังฝากถึงใครก็ตามที่อยากเป็นเกษตรกรว่า อย่างแรกที่ต้องมีคือ ใจรัก รักการปลูกพืช ปลูกผัก รักการคุยกับต้นไม้ เพราะต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าดูแลดีเขาก็จะเติบโตมาอย่างดีและสามารถดูแลคนปลูกได้อย่างที่สองคือ อย่าคิดว่าคุณไม่มีที่ดินทำเกษตร เพราะการปลูกพืชผักสามารถทำได้ทุกที่ ไม่เกี่ยวกับขนาดเล็กใหญ่ หลังจากนั้นวิชาการเกษตรจะติดตัวไป และมันจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ อีกหลายอย่างในชีวิตที่คาดไม่ถึง

 

นักเล่านิทานมีชีวิต ‘ครอบครัวก้อนเมฆ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518939

นักเล่านิทานมีชีวิต ‘ครอบครัวก้อนเมฆ’

โดย ฤดูกาล

 ชายผู้เกี่ยวโยงกับเด็กตลอดเวลา ทั้งอาชีพนักแต่งนิทาน นักเล่านิทานและคอลัมนิสต์เรื่องครอบครัว จึงทำให้คุณพ่อลูกหนึ่ง เมฆ-ธนะชัย สุนทรเวช หรือน้าเมฆ ในวงการหนังสือเด็ก เข้าใจและตัวติดกับลูกชายวัย 10 ขวบ แทน-ไทแทน สุนทรเวช ทั้งในยามทำงานและเวลาของครอบครัว

น้าเมฆ เล่าว่า ได้พาลูกชายตัวน้อยออกต่างจังหวัดและทำกิจกรรมตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 เขายกตัวอย่างกิจกรรมที่ ไร่ปลูกรัก จ.ราชบุรี ที่ได้พาลูกไปอยู่กับธรรมชาติ ไล่จับแมลง เก็บไข่เป็ด ทำไอศกรีมโฮมเมด และประดิษฐ์ของเล่นไม้

หรือกิจกรรมทำนาที่ บ้านครูธานี (บ้านหอมชื่น) จ.ปทุมธานี เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาไทย ได้ลองขี่ควาย เก็บผักบุ้ง ทำไข่เจียว ไต่ต้นมะพร้าว พายเรือ ยิงหนังสติ๊กกระสุนดิน และเล่นสไลเดอร์จากคันนาเพื่อปักกล้าอย่างสนุกสนาน

“กิจกรรมเชิงเรียนรู้จะช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต” น้าเมฆ กล่าวต่อ

“และการพาลูกออกไปท่องเที่ยวจะทำให้เชื่อมโยงสิ่งที่เขาเรียนในห้องกับสถานที่จริง ทำให้เขาเข้าใจและจำได้โดยไม่ต้องท่องจำ”

 ครอบครัวของเขายังชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จ.นครปฐม และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น ที่เหมาะแก่การพาลูกไป

เพราะพิพิธภัณฑ์สมัยนี้ไม่ใช่แค่สถานที่แสดงของและมีคำอธิบายให้อ่าน แต่ยังมีเสียง การนำเสนอน่าดึงดูดใจ และสามารถสัมผัสได้ทำให้เด็กๆ สนุกไปพร้อมกับการเรียนรู้

นอกจากนี้ เมื่อลูกชายขึ้นชั้นประถมศึกษา น้าเมฆและภรรยา แม่เอ๋ย-นวิษฐา สุนทรเวช ก็ได้พาลูกบินลัดฟ้าไปเที่ยวต่างประเทศเปิดประสบการณ์สู่โลกกว้าง

“สำหรับต่างประเทศ ผมจะเป็นไกด์นำร่องก่อนว่าที่ไหนที่เหมาะกับลูก และมีกิจกรรมอะไรที่น่าเรียนรู้บ้าง โดยครอบครัวเราจะเดินทางกันเอง ไม่ไปแบบทัวร์ เพราะเราอยากไปเที่ยวแบบเจอความลำบากบ้าง ไม่เบ็ดเสร็จ แต่ต้องร่วมกันวางแผน ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ระหว่างทาง เพื่อให้ลูกได้ฝึกการเอาตัวรอด การเข้าสังคม รับผิดชอบดูแลตัวเอง เอาใจใส่ผู้อื่น และรับประสบการณ์ในชีวิตจริงให้มากที่สุด”

สำหรับการทำงานน้าเมฆและครอบครัวเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ก้อนเมฆ (เขาบอกว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่เล็กที่สุดในโลก) มีน้าเมฆแต่งนิทาน แม่เอ๋ยวาดภาพ และน้องไทแทนเป็นบรรณาธิการแห่งความสนุก กับหน้าที่อ่านนิทานและเช็กระดับความสนุก น่าสนใจ และความเข้าใจก่อนตีพิมพ์

“นิทานสามารถโยงเข้ากับการเดินทางทั้งก่อนและหลังได้” น้าเมฆ กล่าวทิ้งท้าย

“ก่อนไปเราจะเล่านิทานที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นให้ลูกฟัง ทำให้เขาเข้าใจคร่าวๆ ก่อนไปพบกับของจริง หรือบางครั้งเมื่อกลับมาแล้วเราก็เปิดนิทานเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปมาอีกที ลูกจะได้ทบทวนความทรงจำและเรื่องราวดีๆ ที่มีร่วมกันในครอบครัว”

ร่วมเดินทางไปกับครอบครัวน้าเมฆ แม่เอ๋ย และน้องไทแทนได้ที่เว็บไซต์ www.travelwithkids.in.th เพจเฟซบุ๊ก Travel with Kids รวมถึงติดตามนิทานจากสำนักพิมพ์ก้อนเมฆได้ในร้านหนังสือหรือดูได้ที่ cloudbookclub.com

 

วนิดา เชียงอารีย์ เพจอินดี้ TravelForever

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518938

วนิดา เชียงอารีย์ เพจอินดี้ TravelForever

 โดย รอนแรม ภาพ : วนิดา เชียงอารีย์

 หลังจากคลุกคลีในวงการนิตยสารท่องเที่ยวมานาน วันนี้ ปุ้ย-วนิดา เชียงอารีย์ ผันตัวเองมาเปิดพื้นที่เล็กๆ ในเพจเฟซบุ๊ก “TravelForever” เพื่อเป็นแหล่งรวมเรื่องราวและภาพถ่ายระหว่างเดินทางในมุมมองส่วนตัว

 เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจว่ามันอาจเกิดขึ้นจาก “ความอินดี้” ที่ต้องการมีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อบันทึกมุมมองส่วนตัวที่ไม่อาจเขียนลงนิตยสารได้ เพจทราเวลฟอร์เอฟเวอร์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน ทว่าเพิ่งจริงจังเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากว่างเว้นจากงานนิตยสารและมีเวลาเดินทางเองมากขึ้น ส่วนชื่อเพจที่แปลเป็นไทยได้ว่า ท่องเที่ยวตลอดกาล มาจากประโยคหนึ่งที่เธอจำขึ้นใจว่า

“ตัวเราไม่สามารถเดินทางได้ตลอดชีวิต แต่จิตใจหรือความคิดของเราสามารถเดินทางได้ตลอดกาล”

“เราเป็นเพจอินดี้” ปุ้ย กล่าว

 “เหมือนเป็นเพลงใต้ดินที่ลงมือทำเอง คนไม่ได้ฟังเยอะ แต่มีกลุ่มที่ฟังเราเป็นประจำ อย่างเพจนี้มีคนติดตามและคอมเมนต์เป็นประจำแค่สองสามคนเราก็ดีใจแล้ว ดังนั้น ถ้าถามว่าเราอยากเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเต็มตัวเลยไหม คงต้องตอบว่าอยากเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่มคนติดตามเพราะเขาสนใจเราจริงๆ”

สไตล์ของทราเวลฟอร์เอฟเวอร์มี 3 คำ คือ สีสดมีชีวิตชีวา (Vivid) ภาพย้อนแสง (Backlight) แล ธรรมชาติของผู้คนหรือสิ่งมีชีวิต (Street) ซึ่งนอกจากภาพ 3 สไตล์ที่เป็นตัวตนของเธอแล้ว เนื้อหาสาระก็ยังมีคอนเซ็ปต์ยียวนกวนหน่อยๆ ตามสไตล์ และจะไม่เขียนยาวจนเกินไป แต่จะใส่ไอเดียใหม่ๆ เพื่อคนอ่านนำไปใช้ได้ทันที

 “เรามองว่าเรื่องท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเล่าไปทุกอย่าง เพราะทุกคนสามารถเสิร์ชเองได้ ดังนั้นที่บอกว่าเราเป็นเพจอินดี้ก็คงเป็นเพราะแบบนี้ เราเน้นนำเสนอการท่องเที่ยวในสไตล์ตัวเอง ซึ่งอาจเป็นแค่สถานที่ที่หนึ่ง เพื่อเป็นไอเดียของคนที่เปิดอ่านว่ามีมุมนี้สวย จะเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมท่องเที่ยวของคุณก็ได้ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเล่าอะไรยาวๆ อีกแล้ว แต่เราจะสร้างไอเดีย สร้างอินสไปเรชั่น และคัดเนื้อหาเฉพาะจุดสำคัญจริงๆ”

นอกจากนี้ ปุ้ยยังมีคลังข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ wacaree.wixsite.com/travel4ever และภาพสวยๆ ในอินสตาแกรม wacaree แต่หากถามถึงความแอ็กทีฟในตอนนี้เธอกำลังทุ่มให้กับเพจเฟซบุ๊ก และรอกำลังใจจากผู้ที่สนใจเข้าไปกดติดตาม TravelForever

 

เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ภารกิจเพื่อเด็กอันยิ่งใหญ่ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร + สุริยน ศรีอรทัยกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518937

เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ภารกิจเพื่อเด็กอันยิ่งใหญ่ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร + สุริยน ศรีอรทัยกุล

โดย วราภรณ์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

 สองเพื่อนซี้ต่างวัย ฝัน-ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ หนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล แห่งบิวตี้เจมส์

ทั้งสองเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันร่างกฎหมายการคุ้มครองสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อป้องกันเด็กบริสุทธิ์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งผู้ริเริ่มสนใจผลักดันกฎหมายด้านนี้เป็นพิเศษคือ สุริยนที่รู้จักกับ มร.ฟิลลิป ซอเรนเซ่น ที่ปรึกษาผู้ถวายงานสมเด็จพระราชาธิบดี คาร์ลที่ 16 กุสตาฟ และสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน

โดยฟิลลิป เป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายนี้ที่สวีเดน และได้เอ่ยกับสุริยนว่า ในฐานะที่เขาทำธุรกิจประสบความสำเร็จแล้ว เขาอยากทำอะไรเพื่อสังคมไหม ทำให้สุริยนฉุกคิดถึงปัญหาที่เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตสื่อลามกอนาจารในเด็ก อีกทั้งตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องที่ไกลตัวสุริยนมาก

เขาจึงเอ่ยปากชักชวนเพื่อนสนิทคือ ดร.ฝัน ที่รู้เรื่องราวเป็นอย่างดี และนับเป็นโอกาสอันดีที่ ดร.ฝันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ที่อายุน้อยที่สุด จึงจับมือเป็นทีมทำงานผลักดันร่างกฎหมายนี้อย่างจริงจัง และทำสำเร็จเมื่อปลายปีที่แล้ว นำความปลาบปลื้มให้คณะทำงานที่ต่อสู้กันยาวนานถึง 8 ปีเต็ม

 ดร.ฝันสะท้อนถึงปัญหาผลักดันกฎหมายการคุ้มครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อป้องกันเด็กๆ ว่า ปัญหาด้านการค้าผู้หญิงในเมืองไทยยังมีอยู่ แม้บางครั้งเป็นการบังคับค้าประเวณี แต่ส่วนใหญ่เป็นการสมัครใจ แต่กรณีในเด็กที่ไม่มีความสามารถในการเรียกร้องสิทธิของตัวเอง ไม่มีแม้หนทางสู้ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกัน

“ในต่างประเทศด้านสิทธิเด็กสำคัญมากๆ แต่ในเมืองไทยยังมองว่าภาพเด็กโป๊เป็นเรื่องเล่นๆ เช่น การโพสต์รูปในวัยเด็กกำลังนั่งอาบน้ำอยู่ในอ่างอาบน้ำ ซึ่งในต่างประเทศจะไม่เปิดเผยรูปลูกตัวเองกำลังเปลือยเด็ดขาด ทั้งๆ ที่ไม่ผิดกฎหมายเป็นภาพที่มีทุกบ้าน แต่ก็ไม่ควรโพสต์ในสื่อโซเชียลเพราะอาจจะมีคนโรคจิตไปเก็บภาพเด็กๆ ไว้เป็นคอลเลกชั่นส่วนตัวก็ได้

ปัญหาที่สำคัญ ดร.ฝันแจกแจงว่าคือคนไทยหรือชาวต่างชาติที่มาหาประโยชน์จากเด็กไทย นอกจากจะข่มขืน และซื้อบริการแล้ว ยังถ่ายภาพเด็กไปจำหน่ายต่อทางอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอีก หากเมืองไทยไม่มีกฎหมายรองรับ การครอบครองสื่อลามกผู้ใหญ่และเด็กจะไม่ผิดกฎหมาย

เธอเกรงว่าเมืองไทยก็ยังตกเป็นแหล่งผลิตภาพลามกอนาจารในเด็กอยู่ แม้การต่อสู้จะมาสำเร็จในปีที่ 9 ที่มีการผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องสื่อลามกอนาจารในเด็ก รวมทั้งมีการคุ้มครองเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศทันที พอวันที่ร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องนี้ผ่าน ทั้งคู่รู้สึกดีใจมาก

“กว่า 80% ของภาพสื่อลามกอนาจารเด็กในโลก เป็นเด็กอายุเพียง 2 ปี ถึง 12 ปี มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เราอยากดูแลเด็กกลุ่มนี้ควรได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมาย แต่สังคมรับรู้เรื่องนี้น้อยมาก ในบางกรณี เด็กทารกแค่สองเดือนก็โดนละเมิดแล้ว ซึ่งบางคนมองว่าเด็กผู้หญิงวัย 2 เดือนจะไปยั่วยุใครได้ แต่ใครจะรู้ว่าผู้ชายโรคจิตชอบเสพภาพเหล่านี้ ซึ่งเด็กเล็กๆ หากเขาโดนล่วงละเมิด จะเกิดปมติดในใจเขา เด็กจะโตมามีปมลึกในใจ ฆ่าตัวตายหรือขายบริการไปเลย

“เด็กผู้ชายก็อาจไปทำแบบนี้กับคนอื่นก็ได้ ฆาตกรต่อเนื่องฆ่าข่มขืนเด็กของไทยตอนนี้ ก็โดนละเมิดทางเพศมาก่อน ด้วยกฎหมายหลายๆ ฉบับที่ สนช.ลงมติผ่านสภา ตอนนี้เราขยับมาที่รายงานการค้ามนุษย์ของสหรัฐมาเป็นเทียร์สองเฝ้าระวัง”

ดร.ฝันย้ำว่าคนไทยต้องสร้างการตระหนักรู้ว่า เมืองไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็กด้านสื่อลามกอนาจารในเด็กแล้ว

“ตอนนี้ทุกคนฟังเฉยๆ โดยเขาไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำเดี๋ยวนี้ เราผ่านเรื่องนี้มา 10 ปี ฟังเรื่องเหล่านี้มาเยอะว่า บ้านเราเป็นแหล่งผลิตเลยนะ ส่งภาพไปตามอินเทอร์เน็ต เราเคยเป็นแหล่งผลิตส่งออกไปทั่วโลก เพราะเด็กเราคนมองว่าราคาถูกเลยในการขายบริการ”

ทั้งสองช่วยกันเล่าถึงการทำงานกันมาอย่างหนักถึง 8 ปี แต่ก็ไม่ย่อท้อ พยายามแก้ไขประมวลกฎหมาย 287/1 เดิมคือกฎหมายระบุว่า มีในครอบครองไม่ผิด แต่ถ้าขายผิด เมื่อพอร่างกฎหมายผ่านสื่อลามกในเด็กห้ามทุกอย่าง 100% คือถ้ามีครอบครองถือว่าผิดกฎหมายทันที ส่งต่อมีโทษมากขึ้น และถ้าเป็นผู้ผลิตมีโทษหนักที่สุด สุริยน เสริมว่า

“ถ้าทุกคนรู้ว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ต่างชาติที่ล่อลวงเด็กไทยและจะเอาภาพไปขายจะมีน้อยลง แม้มีแอบๆ  อยู่ แต่อาจทำให้พวกเขาเกรงกลัวมากขึ้น เพราะหากพบว่าทำผิดมีการดำเนินคดีทางกฎหมายด้วย ตอนนี้พวกเราจึงต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้

“เวลามีเด็กอยู่ในรูปสื่อลามก เราไม่รู้หรอกว่าเด็กอายุเท่าไหร่ แต่พวกเราสนใจเด็กเล็กมากกว่า ซึ่งในกฎหมายเขียนไว้มีเจตนาพิเศษที่ชัดเจน คือสื่อลามกเด็กคือจูงใจให้เด็กยอม เช่น ให้ 200 บาทมาที่ห้องหน่อยแล้วมีการล่อลวงเด็ก แล้วถ่ายภาพบางอย่างเก็บไว้ แล้วทำการเผยแพร่อันนี้ผิด เพราะเด็กอายุไม่ถึง 18 มักใช้คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตอนนี้เราห้ามโพสต์ภาพลามกในเด็ก ประเทศไทยประกาศว่า ต่างชาติจะมาทำอย่างนี้กับเด็กไทยไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมายแล้วนะ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมปีที่แล้ว”

‘หนึ่งเป็นคนรักชาติและเป็นคนดีมาก’ ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร

อาจเรียกได้ว่า ทั้ง ดร.ฝัน และ หนึ่ง-สุริยน เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพราะภารกิจที่ร่วมด้วยช่วยกันฝ่าฟัน ถือเป็นเรื่องไม่ง่าย

ดร.ฝันกล่าวถึงความซี้ปึ้กกับเพื่อนรุ่นน้อง หนึ่ง-สุริยน ว่าทั้งสองรู้จักกันในงานสังคม เธอในฐานะพี่ที่อายุห่างกัน 6 ปีออกงานสังคมมาก่อน แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรกันในงานสังคมมากนัก

“บางทีเราเจอกันตามงาน ใช่ว่าคนเราจะคบกันเป็นเพื่อนกันง่ายๆ นะคะ ฝันรู้จักคนเยอะแต่ก็เป็นเพื่อนกับคนยากมาก เพราะเราเจอกันแค่แวบๆ แต่กับคุณหนึ่งเขาเป็นเพื่อนและน้องที่น่ารัก เขาเป็นคนฉลาด เป็นคนมีอุดมคติ เขาไม่ใช่คนกลวง คุยกันแบบพี่น้องแล้วรู้ว่าคนนี้มีอะไร คือเก่ง หนึ่งมีอะไรคุยเยอะมาก เพราะเขามีความรู้ แม้เราจะห่างกัน 6 ปี แต่เราเหมือนกันคือ มองโลกแง่ดีทั้งคู่ ฝันเป็นคนตลก หนึ่งก็เป็นคนตลก สรุปคือเราอารมณ์ดีทั้งคู่ เรามักขำในเรื่องเดียวกัน เราเลยคบกันได้ (หัวเราะ)”

คบกันมายาวนานมากกว่า 10 ปี แน่นอนย่อมมีเรื่องราวที่ ดร.ฝันรู้สึกประทับใจในเพื่อนรุ่นน้องคนนี้มากมาย หนึ่งเรื่องที่โดดเด่นคือ สุริยนเป็นคนที่มีจิตใจดีมากๆ

“ฝันมีเพื่อนเยอะระดับหนึ่ง แต่หนึ่งถือเป็นคนที่พิเศษด้วยจิตใจที่ดีของเขา เขามีอุดมการณ์สูงมาก ทำอะไรทำจริงจัง วันที่ผ่านร่างกฎหมายวาระที่ 3 นับการประชุมในรอบ 10 ปี มากถึง 500 ครั้ง ทำให้เรานัดเจอกันบ่อยเพื่อพูดคุยกันในเรื่องนี้ จึงยิ่งสนิทกันมาก เบื้องบนอาจเห็นความตั้งใจจริงของเรา บางครั้งฝันก็คิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ค่อยน่ารัก แต่เราจริงใจ คนอื่นอาจโกรธในเรื่องบางเรื่องที่ฝันพูดไป แต่สำหรับหนึ่งเขารับฝันได้ เพราะเพื่อนบางคนพูดผิดหูนิดผิดหูหน่อยไม่ได้เลย ฝันจึงค่อนข้างระวังคำพูด แต่พออยู่กับหนึ่ง ฝันรู้สึกสบายมาก รู้สึกเราเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ หนึ่งเป็นคนที่เก่งมากค่ะ”

ดร.ฝัน บอกว่า เธอรู้สึกเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเพื่อนเธอคนนี้ค่อนข้างร่ำรวยและเก่ง ฐานะดี เธอจึงไม่รู้สึกเป็นห่วง แต่บางครั้งด้วยเขาเป็นนักธุรกิจที่ทำงานค่อนข้างเยอะไป ต้องเดินทางไปโน้นไปนี่ตลอดเวลา เธอจึงอยากให้สุริยนออกกำลังกายบ้าง

“เพราะอายุก็ขยับขึ้นทุกๆ ปีจึงควรต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น แม้คุณหนึ่งจะหน้าเด็กก็ตาม (ยิ้ม)”

‘พี่ฝันเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในใจสูง’ สุริยน ศรีอรทัยกุล

ถึงเวลาที่สุริยนพูดถึง ดร.จินตนันท์ ทายาทสุดที่รักของท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร คุณข้าหลวงผู้ใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า เขารู้จัก ดร.จินตนันท์ นาน 10 ปี ตั้งแต่กลับมาจากเรียนปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มออกงานสังคม และได้เจอเพื่อนรุ่นพี่คนนี้

“พี่ฝันเป็นเพื่อนรักกับพี่จอย-อวัสดา ปกมนตรี พอพี่ฝันเริ่มทำทีวี พี่จอยเลยมาชวนผมไปทำรายการทีวีด้วยกัน ตอนนั้นผมอายุ 22 ปี ก็อยากทำรายการทีวีเพราะอยากทำสนุกๆ ผมก็เลยไปเป็นพิธีกรรายการโซเชียล นิวส์ พลัส มี หญิง-ศศมณฑ์ สงวนสิน อีกคน เราทำพิธีกรร่วมกัน 4 คน เหมือนนั่งคุยกัน นั่งอ่านข่าว มีงานเลี้ยงอะไรก็เล่าข่าวไป

“ซึ่งรุ่นพี่ๆ เขาเก่งกันมาก เชี่ยวชาญทุกด้าน สคริปต์แผ่นเดียวเขาก็ไปกันได้ (หัวเราะ) เราก็คุยเมาท์ๆ กัน พูดจาเป็นเพื่อนกัน ปรากฏคนชอบดูมาก แต่มีพิธีกรบางคนเรียบร้อยมาก นั่งคั่นระหว่างผมกับพี่ฝัน แต่เราก็ยังยื่นหน้ามาแซวกันตลอด (หัวเราะ) ทำงานช่วงนั้นสนุกสนานมาก คนดูชอบ จัดนานถึง 3 ปีทีเดียว”

นอกจากเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้ใจแล้ว สุริยนยังบอกว่า ดร.ฝันเป็นที่ปรึกษาที่ดีในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย ดร.ฝันเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณธรรมสูง จึงซึมซับเรื่องคุณธรรมมาเต็มเปี่ยม

“พี่ฝันเป็นคนที่มีคุณธรรมเป็นที่ตั้ง หากเราเจอคนดีแบบนี้เราต้องรีบคบ ซึ่งหาได้ยากมาก เราเชื่อการทำความดี มันติดต่อกันไปได้ เมื่อเพื่อนดีเราต้องดีด้วย เป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน พี่ฝันทำงานเก่ง เขาคิดอะไรก็พูดแบบนั้น นักเรียนต่างรักพี่ฝัน เพราะเขาเป็นอาจารย์ที่นักเรียนเอื้อมถึง

“พี่ฝันเป็นคนไม่อ้อมค้อม ชัดเจน เวลาทำงานเป็น สนช. พี่ฝันก็ลุยเลย อีกหน่อยรุ่นเราไม่อยู่ ต้องส่งต่อให้เด็กๆ  แม้เราจะเป็นหนุ่มสาวสังคม แต่อีกด้านที่ช่วยเหลือสังคมเราต้องมีด้วย เรียกว่ามือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ”

นอกจากทัศนคติที่ดีและจิตใจที่มีคุณธรรม ซึ่งสุริยนได้ซึมซับจาก ดร.ฝันแล้ว ด้วยความที่สุริยนมีแต่พี่ชาย ไม่เคยมีพี่สาว ดร.ฝันจึงเปรียบเสมือนพี่สาวของเขา เรียกว่าสนิทกันมากกว่าญาติ เพราะทั้งคู่เป็นคนไม่ชอบสร้างภาพ ต่างคนต่างตรงไปตรงมา

“เราชอบแหย่กัน แต่ไม่มีการโกรธกัน ดร.ฝันนอกจากเป็นพี่สาวแล้ว เขายังเป็นเพื่อนที่น่ารัก เพราะพูดเก่งและเป็นที่ปรึกษาที่ดี รู้จักกันมา 15 ปี เราไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อกัน เป็นเพื่อนที่คบแล้วรู้สึกสบายใจมาก ไม่ได้เจอกันบ่อยในงานสังคม แต่หากเป็นเรื่องการรณรงค์ให้คนตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายป้องกันสื่อลามกอนาจารในเด็กแล้ว เราเจอกันบ่อยมาก เวลาเจอกันก็ไม่ต้องเอาใจกัน ไม่ว่างก็ไม่เจอ อย่างงานของมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก เราจะประชุมกันทุกเดือน แต่กินข้าวด้วยกันนานๆ ครั้ง”

ในฐานะเพื่อนและพี่สาว สุริยนรู้สึกไม่เป็นห่วงในตัวพี่สาวเลย ห่วงเพียงเรื่องเดียวคือ เรื่องชีวิตคู่ของพี่สาว อยากให้เธอลงจากคานเร็วๆ เพราะก็มีแฟนคนพิเศษอยู่แล้ว ก็ควรจะตกร่องปล่องชิ้นกันเสียที

“พี่ฝันเป็นคนทำงานเร็ว จัดให้เขาทำงาน 5 วันเขาก็ทำได้ เหมือนสมัยผมทำงานอยู่เอเยนซี ผมก็ทำงานเร็ว ผมกับ ดร.ฝัน คิดว่าเราโชคดีที่ออกปากขอความช่วยเหลืออะไรไป คนก็ให้การช่วยเหลือ เช่น เราจัดงานให้กับสภาเด็ก สตางค์ราชการไม่มี แต่เราต้องใช้เงิน 3 แสนบาทเพื่อจัดงาน โชคดีที่หันไปหาเพื่อนเพื่อขอเงิน เขาก็ให้กัน เหมือนเรามีบุญ ได้เต็มที่กับการทำงานเพื่อนสาธารณชน

“ตอนนี้เราอยากสร้างความตระหนักว่า กฎหมายคุ้มครองสื่อลามกอนาจารเด็ก เพื่อป้องกันเด็กบริสุทธิ์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ผ่านร่างเป็นกฎหมายแล้วนะ เด็กอายุ 1 วันจนถึง 18 ปีได้รับการคุ้มครองแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรรู้กฎข้อนี้ ส่วนเด็กๆ ก็รับรู้ถึงสิทธิของตัวเองได้แล้ว”

 

ชำนาญ เมธปรีชากุล วันว่างเพื่อครอบครัว และการตลาดในวันว่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518934

ชำนาญ เมธปรีชากุล วันว่างเพื่อครอบครัว และการตลาดในวันว่าง

โดย จะเรียม สำรวจ

 หากพูดถึงนักการตลาดตัวยงในวงการธุรกิจค้าปลีก ชื่อของ ชำนาญ เมธปรีชากุล ต้องเป็นหนึ่งที่ติดโผอย่างแน่นอน เนื่องจากชำนาญทำงานด้านการตลาดร่วมกับเดอะมอลล์มาหลายสิบปี จนเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างถ่องแท้ และจากการที่ทำงานด้านการตลาดมานาน จึงทำให้การใช้ชีวิตในช่วงนอกเวลาทำงาน ชำนาญจะยังคงนำวิชาการตลาดไปใช้กับเวลาของการพักผ่อน

เห็นได้จากการใช้เวลาส่วนตัวที่ได้อยู่กับครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การทำกิจกรรมนอกบ้าน กินข้าว ดูหนัง เดินช็อปปิ้งกับศรีภรรยา ซึ่งถือว่าสำคัญอย่างมากสำหรับเวลาในช่วงวันหยุด

 เนื่องจากตลอด 5 วัน จันทร์-ศุกร์ ชำนาญจะใช้เวลาไปกับการทำงานเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภรรยาก็อยู่บ้านดูแลลูกแฝด และดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน

แต่เมื่อลูกๆ เติบโต และตอนนี้ก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศภรรยาของชำนาญเลยต้องอยู่บ้านคนเดียว ดังนั้น เมื่อมีเวลาว่างในช่วงวันหยุด ชำนาญจึงจะให้เวลาส่วนใหญ่ไปกับภรรยา

ด้วยการพาภรรยาไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ไปหาอะไรอร่อยๆ รับประทาน ไปผ่อนคลายด้วยการดูหนังและช็อปปิ้งตามความเหมาะสม แต่ก็ยังสามารถทำประโยชน์จากการพักผ่อนในช่วงวันหยุดได้เช่นกัน

 “จากประสบการณ์การทำงานที่ดูในด้านของการตลาดมาโดยตลอด เมื่อได้ไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ ผมเลยถือโอกาสสำรวจตลาดไปในตัว ซึ่งทำมาตลอดตั้งแต่เริ่มงานจนถึงปัจจุบัน ส่วนเหตุผลที่ผมต้องให้เวลาวันหยุดกับครอบครัวอย่างเต็มที่ เนื่องจากครอบครัวของผมเป็นครอบครัวแบบพ่อแม่ลูก และภรรยาก็อยู่บ้านมาตลอด 5 วัน

“พอถึงวันหยุดผมก็เลยอยากให้เขาได้ออกไปข้างนอกบ้าง โดยส่วนใหญ่ก็จะไปกันทั้งครอบครัว ส่วนเวลาไปเดินห้างก็มีแยกกันเดินบ้าง เพื่อไปดูของที่แต่ละคนสนใจ” ชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึงช่วงเวลาพักผ่อน

สำหรับสถานที่ที่ชอบพาครอบครัวไปเที่ยวในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ส่วนใหญ่จะหาสถานที่ใหม่ๆ ที่เพิ่งเปิดให้บริการ เพราะนอกจากจะได้ไปดูความแปลกของสถานที่แล้ว ยังได้ไปดูสินค้าและบริการที่สถานที่นั้นๆ นำมาให้บริการลูกค้า ซึ่งก็ถือว่าเป็นการสำรวจตลาดไปในตัว

 นอกจากจะให้ความสนใจไปดูสถานที่ใหม่ๆ เพื่อกิน เพื่อช็อปปิ้งแล้ว การเดินห้างหรือตลาดก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชำนาญบอกว่าทำเป็นประจำ ซึ่งในส่วนของห้างที่ไปเดินก็จะมีทั้งห้างที่ตัวเองดูแล และห้างของคู่แข่ง ว่ามีอะไรที่เขามีแต่เราไม่มี หรือมีอะไรที่เรามีแต่เขาไม่มี และอีกกิจกรรมที่ชำนาญให้ความสนใจคือ การดูหนัง

“เพราะการดูหนังจะทำให้เราสามารถตามเทรนด์ของโลกทัน และทราบถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกมุมหนึ่งว่าต้องการอะไร”

ชำนาญ เล่าต่อว่า  อีกหนึ่งกิจกรรมที่ชอบมากๆ คือการเข้าไปทดลองอาหารในร้านอาหารใหม่ๆ ซึ่งในส่วนของร้านอาหารที่ไปหาชิม ก็จะทราบจากสื่อไม่ว่าจะเป็นในโซเชียลมีเดียหรือรายการทีวี

“เช่น เห็นจากรายการเปรี้ยวปาก เราก็ไปกินกันในวันนั้นเลย นอกจากจะได้ชิมอาหารที่อยากรับประทานแล้ว ยังได้เห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการว่าเป็นอย่างไร”

จากความต้องการอยากรับประทานอาหารในร้านที่เห็นในสื่อโซเชียลมีเดีย และทีวีในปัจจุบัน ชำนาญ บอกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเห็นอิทธิพลของเรื่องเล่าหรือตำนานของเรื่องนั้นๆ เพราะเรื่องราวที่มีการนำเสนอส่วนใหญ่จะได้ผลการตอบรับจากผู้บริโภค

 “เวลาผมไปไหนมา ผมมักจะเอาสิ่งที่พบเห็นในช่วงวันหยุดมาเล่าในกลุ่มการตลาด เช่น ไปดูหนังมาเรื่องหนึ่ง นอกจากจะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหนังเรื่องนั้นๆ แล้วยังได้แนวคิดการจัดกิจกรรม โดยนำสิ่งใหม่ๆ ที่พบเห็นทุกเรื่องมาปรับใช้หรือต่อยอดการทำการตลาดปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ทำให้เราไม่ตกยุค และยังสามารถสร้างเวิร์ก-ไลฟ์ บาลานซ์ ได้อีกทางหนึ่ง”

ชำนาญ เล่าอีกว่า การตลาดสำหรับตัวเขาก็คือการดำเนินชีวิต เพราะทุกอย่างที่ได้เห็นได้ยินได้สัมผัส สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตและการทำงานได้

“อย่างเช่นไปนั่งกินข้าวในร้านอาหาร เราก็ไปนั่งสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าและการบริการของร้านค้านั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ถ้ามันเวิร์กเราก็นำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจของเรา”

สำหรับสิ่งที่ชำนาญได้เห็นจากการใช้เวลานอกบ้านอยู่กับครอบครัว และนำมาปรับใช้กับการทำงาน ล่าสุดก็การทรานส์ฟอร์มทีมการตลาด 4.0 ด้วยการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยทำงานด้านการตลาด ซึ่งแต่ละคนที่เข้ามาร่วมทีมตอนนี้ค่อนข้างมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ชำนาญต้องการ สำหรับการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะหากมัวแต่ทำการตลาดแบบเดิม โดยไม่รู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นองค์กรที่ล้าหลัง ซึ่งจะส่งผลไปถึงการดำเนินธุรกิจที่อาจจะตามคู่แข่งไม่ทัน

“ยิ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น หากทีมการตลาดไม่มีการผสมผสานในด้านของคนในองค์กรทั้งยุคเก่าและยุคใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และไม่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามช่วยเสริมในการทำตลาด ความสำเร็จของธุรกิจจากเดินหน้าก็อาจจะเป็นเดินถอยหลังก็เป็นได้” ชำนาญ ขยายความทิ้งไว้อย่างน่าคิด

 

ทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล ยึดธรรมะบริหารชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518931

ทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล ยึดธรรมะบริหารชีวิต

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

 แม้ ทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ลีส จะมีอายุครบวัยเกษียณ 60 ปีไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2559 แต่คณะกรรมการบริษัทก็ยังคงให้เขาช่วยบริหารงานต่อไปอยู่

เพราะถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในวงการ ซึ่งไม่ใช่จะหาคนมาทำงานแทนที่ได้ง่ายๆ ในยุคที่การแข่งขันในธุรกิจเช่าซื้อยังรุนแรงอยู่

ทวีพล บอกว่า แม้เขาจะได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในบริษัท เวิลด์ลีส ต่อไป แต่ก็เลือกต่อเป็นแบบระยะสั้นปีต่อปีเท่านั้น เพื่อให้ทั้งตัวเขาและบริษัทไม่มีข้อผูกมัดที่นานเกินไป หากบริษัทได้ผู้บริหารคนใหม่มาแล้ว เขาก็พร้อมลุกจากเก้าอี้ได้ทันที จะได้มีเวลามากพอทำในสิ่งอื่นที่ตัวเองต้องการด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทวีพลก็ได้เตรียมอาชีพเสริมไว้รองรับยามเกษียณไว้แล้ว เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานบริการด้านกาแฟ ในรูปแบบ “ออฟฟิศ คอฟฟี่ ซิสเต็ม” มีลักษณะเป็นตู้กาแฟ ที่คอยให้บริการกับพนักงานบริษัทโดยอัตโนมัติ

“เป็นเครื่องนำเข้ามาจากอิตาลี ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการอยู่ 50-60 เครื่องแล้ว ที่ติดตั้งอยู่ตามบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ส่วนการคิดค่าบริการก็มีทั้งแบบที่คิดค่าบริการต่อแก้ว หรือคิดป็นค่าเช่าเครื่องก็ได้ โดยใช้วัตถุดิบของเราทั้งหมด และไปให้บริการสินค้าทุกวัน”

ทวีพล บอกว่า โดยส่วนตัวเขาเคยมีประสบการณ์ทำตู้กาแฟมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ใช่ของใหม่สำหรับเขา ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เขายังเป็นผู้ทำธุรกิจรุ่นแรกๆ ที่ให้บริการสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ เพียงแต่ช่วงเวลานั้นอาจจะมาเร็วไปหน่อย ลูกค้ายังไม่นิยมเหมือนปัจจุบัน จึงไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ไม่เพียงเท่านั้น ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมายังสอนให้เขาเรียนรู้อีกหลายอย่าง และต้องอยู่บนความไม่ประมาท

 เมื่อช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 ตัวเขาเองต้องกลายเป็นผู้แบกรับภาระหนี้สินของบริษัทถึง 800 ล้านบาท ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ที่ต้องมีส่วนร่วมในการเซ็นค้ำประกันเงินกู้ในสมัยนั้น ซึ่งก็ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาและฟันฝ่าอุปสรรคนานถึง 6-7 ปี ถึงจะรอดพ้นวิกฤตและกลับมาสู่ภาวะปกติได้ จึงถือว่าได้เป็นบทเรียนสำคัญเรื่องหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องของธุรกิจที่สร้างรายได้เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตหลังเกษียณแล้ว ในแง่ของจิตใจเอง เขาก็ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ด้วยการวางแนวทางมุ่งปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

โดยมีโอกาสศึกษาธรรมกับ “พระอาจารย์วิชัย กัมมสุทโธ” สมัยตั้งแต่ท่านยังอยู่ที่เกาะสีชัง จนปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่สถานปฏิบัติธรรมป่าวิเวกสิกขาราม เลขที่ 55 หมู่ 11 ต.เก่างิ้ว อ.พล จ.ขอนแก่น และเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์เอง

“ไม่เพียงแต่ตัวเองเท่านั้นที่หาโอกาสศึกษาธรรมะ แต่ทุกๆ เช้าก็จะให้สาขาต่างๆ เปิดคำสอนธรรมะของพระอาจารย์ให้พนักงานฟังไปด้วย เพื่อให้นำธรรมะไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ และยังส่งผลดีทำให้พนักงานเกิดความสงบในการทำงานมากขึ้น รวมถึงยังได้พาพนักงานระดับหัวหน้าไปปฏิบัติธรรมด้วย

“ผมศึกษาทั้งธรรมะและปฏิบัติธรรมควบคู่กับ ซึ่งก็ทำให้ชีวิตมีความสงบมากขึ้น ทำให้ตัวเองเย็นลง อย่างผมมีลูก 3 คน ทุกวันพระก็นำเขาสวดมนต์ พาลูกไปวัดด้วย ไปกันทั้งครอบครัว จะได้ค่อยๆ ซึมซับธรรมะเข้าไปในตัว” ทวีพล กล่าวทิ้งท้าย