7 ทางเลือกในการจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519389

7 ทางเลือกในการจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหา

ศิลปะในการจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหา โดยไม่คำนึงถึงอายุของเราหรือสถานภาพทางสังคมของเรา

มันจะมีมนุษย์เจ้าปัญหาบางพวกข้างนอกที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าคอยที่จะระรานและดูแคลนเรา บางครั้งพวกเขาทั้งหลายก็คือเพื่อนร่วมงานของเราที่ทำงาน บางครั้งพวกเขาทั้งหลายก็คือคนที่เป็นเพื่อนบ้านเรา บางครั้งพวกเขาทั้งหลายคือพวกเด็กๆ ที่เล่นที่สนามเด็กเล่น การจัดการกับมนุษย์เจ้าปัญหาและการเป็นผู้ชนะ เป็นเรื่องที่ดี และเรื่องที่ยากในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงขอทบทวนกลยุทธ์สั้นๆ กับทุกคนในวันนี้

1. การฝึกฝนในการแยกตัวคุณเองออกจากความคิดเห็นต่างๆ ที่เป็นอคติของผู้อื่น คุณอาจจะไม่สามารถที่จะควบคุมทุกสิ่งที่ผู้คนพูดและทำ แต่คุณสามารถที่จะตัดสินใจที่จะไม่ทำให้ตัวเองแย่ลงเพราะพวกเขา สิ่งที่ผู้คนได้กระทำกับคุณเป็นปัญหาของพวกเขา คุณจะตอบสนองอย่างไรนั่นเป็นเรื่องของคุณ สิ่งที่คุณจำเป็นที่จะต้องจดจำคือสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนพูดและทำกับคุณ เราควรมีสัญชาตญาณและวิจารณญาณในการรับคำติชมหรือความคิด เพราะอย่างไรชีวิตก็เป็นของคุณ

2. จงปราถนาดีต่อพวกเขาและทำวันนี้ของคุณให้ดีที่สุด อย่าไปลดมาตรฐานต่างๆ ของตัวคุณลง แต่จงจดจำว่าการลบความคาดหวังในตัวคุณของผู้อื่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงความผิดหวังโดยพวกเขา จงตระหนักว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะคาดหวังให้ผู้อื่นปฏิบัติกับคุณในหนทางเดียวกับที่คุณปฏิบัติให้กับพวกเขา ไม่ใช่ทุกคนจะมีความคิดจิตใจเดียวกับคุณ คุณสามารถที่จะยืนหยัดอย่างจริงใจและเมตตากับผู้คนที่คุณไม่เห็นด้วย จงเตือนตัวคุณเองไว้เสมอว่า คุณไม่รู้ว่าบางคนนั้นเคยผ่านอะไรในชีวิตมาบ้าง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. สร้างแบบจำลองพฤติกรรมที่คุณต้องการที่จะเห็น เมื่อบางคนยืนยันที่จะยัดเยียดความเป็นศัตรูของพวกเขาและสร้างเรื่องเหมือนละครให้กับตัวคุณ จงเป็นตัวอย่างของการดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์ จงละเลยความแปลกประหลาดของพวกเขาและเพ่งความสนใจไปที่ความเห็นใจ

4. ทำการควบคุมเชิงพวกกับบทสนทนาเชิงลบต่างๆ มันเป็นเรื่องโอเคที่จะเปลี่ยนเรื่อง คุยเกี่ยวกับบางสิ่งที่เป็นแง่บวก หรืออยู่ห่างจากบทสนทนาต่างๆ จากพวกที่น่าสงสาร เรื่องดราม่า ฯลฯ จงเต็มใจที่จะไม่เห็นด้วยกับมนุษย์เจ้าปัญหาและหยุดข้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ต่างๆ

5. สร้างขอบเขตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีขอบเขตอย่างมีเหตุผล การฝึกฝนเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักในความรู้สึกของคุณและความต้องการของคุณ จงบันทึกเวลาและสถานการณ์ต่างๆ เมื่อคุณรู้สึกไม่พอใจกับการเติมเต็มความต้องการของใครบางคน ค่อยๆ สร้างขอบเขตขึ้นทีละเล็กละน้อยโดยการพูดว่า “ไม่” ต่อการร้องขอต่างๆ ที่ไม่จำเป็นที่เป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจของตัวคุณ

6. ให้เวลาพิเศษสำหรับตัวคุณ ถ้าคุณถูกบังคับให้อาศัยหรือทำงานกับมนุษย์เจ้าปัญหา คุณต้องทำให้แน่ใจว่าคุณมีเวลาส่วนตัวเพียงพอในการผ่อนคลาย พักผ่อน และฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

7. บอกให้พวกเขารู้ว่าคุณให้ความเคารพ แต่จะไม่สนใจพวกเขาอีกแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรใช้ในท้ายที่สุด ถ้าคุณพยายามทำหน้าที่ของคุณดีที่สุดในการสื่อสารด้วยความเคารพกับมนุษย์เจ้าปัญหา หรือเพื่อที่จะถอยห่างอย่างนุ่มนวลจากพวกเขา แต่พวกเขายังยืนยันที่จะติดตามคุณอยู่รอบๆ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดเสียงดังและบอกพวกเขาว่าคำพูดของพวกเขานั้นไม่มีความหมายกับคุณอีกต่อไป

ที่มา: M2F

 

ราชรถปืนใหญ่ พระเกียรติยศอย่างทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 14:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519047

ราชรถปืนใหญ่ พระเกียรติยศอย่างทหาร

โดย ส.สต

หนังสือเรื่องเสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ จัดรวบรวมและพิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม รวบรวมบทความต่างๆ จำนวน 19 บท ที่แต่งและรวบรวมโดยอาจารย์และนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น เป็นหนังสือรวบรวมบทความที่มีคุณค่าในการศึกษาความเป็นไปของสังคมไทย เช่น เรื่องธรรมเนียมตะวันตกในพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์สยาม ที่เขียนโดยอาจารย์วสิน ทับวงษ์ นั้น เล่าเรื่องตั้งแต่สยามเปิดประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่รับความเปลี่ยนแปลงจากตะวันตกเข้ามา หนึ่งในนั้นคือธรรมเนียมในพระราชพิธีพระบรมศพจากตะวันตกเข้ามาประยุกต์และปรับใช้ ทั้งนี้เพื่อให้พระราชพิธีมีความทันสมัยและมีความศิวิไลซ์ภายใต้จารีตประเพณีของสยามแต่ดั้งเดิมด้วย

สยามอัศจรรย์วันนี้ขอถ่ายทอดบางส่วนบางตอนเกี่ยวกับเรื่องราชรถปืนใหญ่ พระเกียรติยศอย่างทหาร เพราะในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดฯ ให้ราชรถปืนใหญ่เป็นราชรถที่จะใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพ

แนวคิดในการใช้ราชรถปืนใหญ่นี้เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2459 (ราชกิจจานุเบกษา 2459 : 703) แต่ใช้สำหรับพระบรมศพพระมหากษัตริย์พระองค์แรกคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงรับสั่งไว้ก่อนสวรรคตว่า ขอให้จัดแต่งรถปืนใหญ่เป็นรถพระบรมศพ เพราะข้าพเจ้าเป็นทหาร อยากใคร่เดินทางสุดท้ายนี้อย่างทหาร” (ยิ้ม ปัณฑยางกูร และคณะ 2528 : 258)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตด้วยว่า ในงานพระบรมศพสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเมื่อ ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) หีบพระบรมศพของพระองค์ก็วางบนรถปืนใหญ่ (Gun Carriage) เช่นกัน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดในการใช้ราชรถปืนใหญ่ของราชสำนักสยามนั้นได้รับต้นแบบมาจากแนวคิดของอังกฤษเช่นกัน

เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสด็จทิวงคตที่ประเทศสิงคโปร์ ทางราชการอังกฤษได้ถวายเกียรติยศ โดยมีทหารราบอังกฤษตั้งแถวรายทางจากจวนผู้สำเร็จราชการไปจนถึงสถานีรถไฟ มีรถปืนใหญ่บรรจุหีบ พระศพ ซึ่งมีธงชาติสยามคลุม ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่ท้องสนามหลวงนั้น พระโกศทองใหญ่ที่พระราชทานในวันพระเมรุนั้นตั้งบนรถปืนใหญ่ด้วย

นับจากรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา การออก พระเมรุพระศพของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็นทหารได้จะโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระโกศโดยราชรถปืนใหญ่ เช่น งานพระเมรุ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุฒิ กรมหลวงนครราชสีมา และต่อมาทรงระบุไว้ในพระราชพินัยกรรมส่วนพระองค์ ข้อที่ 11 ระบุว่า “ในการแห่พระบรมศพตั้งแต่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปถึงวัดพระเชตุพนให้ใช้พระยานมาศตามประเพณี จากวัดพระเชตุพนไปพระเมรุขอให้จัดแต่งรถปืนใหญ่เป็นรถพระบรมศพ เพราะข้าพเจ้าเป็นทหาร อยากจะใคร่เดินระยะที่สุดนี้อย่างทหาร” (สมภพ ภิรมย์ 2528 : 256)

เมื่อถึงงานพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ จัดการพระบรมศพตามพระบรมราชโองการเป็นส่วนมาก แต่จะมีทรงเปลี่ยนแปลงบ้างก็เฉพาะที่ขัดกับโบราณราชประเพณีเท่านั้น จึงอัญเชิญพระบรมศพช่วงระหว่างจากวัดพระเชตุพนสู่ท้องสนามหลวงโดยพระมหาพิชัยราชรถ ครั้นถึงพระเมรุมาศจึงให้เชิญพระโกศพระบรมศพเลื่อนลงทางเกรินสู่ราชรถปืนใหญ่รางเกวียน (สมภพ ภิรมย์ 2528 : 257) ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พ.ศ. 2493 พระโกศถูกอัญเชิญจากพระมหาพิชัยราชรถขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบกในรถปืนใหญ่ ซึ่งถอดปืนออกแล้วเพื่อใช้แห่เวียนรอบพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ

ในปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แปลงพระเมรุมาศรัชกาลที่ 8 เพื่อใช้เป็นพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งทรงดำรงพระยศเป็นพลเอก โดยอัญเชิญพระโกศพระศพจากวังท่าพระขึ้นรถพระวิมานไปเปลี่ยนกระบวนเป็นรถปืนใหญ่ที่หน้าวัดพระเชตุพน มีพระราชาคณะนั่งราชรถเล็กนำกระบวนแล้วเคลื่อนพระโกศสู่พระเมรุที่ท้องสนามหลวง (เด่นดาว ศิลปานนท์ 2559 : 75)

นับตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ราชสำนักสยามปรับเปลี่ยนรูปแบบพระราชพิธีพระบรมศพและพระศพจากแบบแผนธรรมเนียมโบราณผสมผสานกับความเป็นสากลมากขึ้น โดยได้มีต้นแบบสำคัญจากราชสำนักอังกฤษ โดยเฉพาะในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย อาทิ เช่น ธรรมเนียมการกราบถวายพระบรมศพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป การแต่งกายด้วยชุดดำเพื่อไปงานศพและไว้ทุกข์ การย่อกระบวนแห่ให้เล็กลง และยังมีกระบวนทหารแทรกเข้าไปมากขึ้น และการใช้ราชรถที่เป็นรถปืนใหญ่

อาจกล่าวได้ว่า การปรับเปลี่ยนแบบแผนธรรมเนียมในพระราชพิธีพระบรมศพที่สอดแทรกธรรมเนียมตะวันตกเข้าไปนั้น ได้สะท้อนว่าสยามต้องการเป็นชาติที่ดูทันสมัย แต่ก็ยังต้องการคงอัตลักษณ์ของตนเองไว้ผ่านพิธีกรรม ซึ่งได้ใช้จนกระทั่งกลายเป็นแบบแผนธรรมเนียมที่สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

สุดารัตน์ ชุ่มเปีย การเขียนหนังสือคือ ความสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519054

สุดารัตน์ ชุ่มเปีย การเขียนหนังสือคือ ความสุขใจ

โดย  อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

พรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับพรแสวง เห็นทีจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับนักเขียนสาวคนนี้ อ้อย-สุดารัตน์ ชุ่มเปีย เจ้าของนามปากกา สุชาคริยา เธอเขียนเรื่องยาวมาทั้งหมด 13 เรื่อง และที่พิมพ์ซ้ำอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ดวงใจบดินทร์ พักตร์อสูร ไซคี สาปหฤหรรษ์ ฯลฯ ปัจจุบันเธออายุ 34 ปี และเริ่มเขียนนิยายมาตั้งแต่อายุ 23 ปี

เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นนักเขียนนิยายเรื่องยาวได้เลย เด็กๆ อยากเป็นนักร้อง เป็นนักร้องประจำโรงเรียน เดินสายประกวดมาหลายเวทีเป็นเวทีเล็กๆ ใน จ.เชียงราย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเด็กชอบอ่านหนังสือ แต่ฐานะทางบ้านยากจนไม่มีเงินซื้อหนังสือจะอ่าน จึงทำได้เพียงอาศัยอ่านตามห้องสมุดโรงเรียนได้แค่นั้น มาหัดลองเขียนเรื่องสั้นเอาตอนอายุ 20 ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเรื่องไหนเป็นชิ้นเป็นอัน

จนกระทั่งปี พ.ศ 2556 เธอลุกมาเขียนเรื่องยาวอย่างจริงจัง โดยได้แรงบันดาลใจจากนิยายพื้นบ้านเรื่องแก้วหน้าม้าชื่อ พักตร์อสูร แล้วมีคนแนะนำให้ไปเสนอกับสำนักพิมพ์สถาพร จึงได้เป็นที่รู้จักจากนิยายเรื่องนี้ที่พิมพ์ซ้ำถึง 7 ครั้ง ดังมากจากเรื่องนี้ และ แอน ทองประสม ได้ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อเตรียมจะทำละครป้อนช่อง 3

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ที่จริงก่อนมาเป็นที่รู้จักจากเรื่องพักตร์อสูรนั้นเราเคยเขียนนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวมาแล้ว 8 เล่ม บางเล่มก็เป็นที่รู้จัก บางเล่มก็ไม่ได้พิมพ์ซ้ำ (หัวเราะ) แต่จะดังหรือไม่ เราก็อยากจะเขียนเพราะมีความสุขกับการเขียนหนังสือ ตอนนี้ไม่มีอาชีพอะไรนอกจากเขียนหนังสือเป็นหลักเลย สไตล์การเขียนงานของเรานั้นจะชอบแนวโรแมนติกแฟนตาซีกึ่งพีเรียด ฝันๆ หน่อย” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

ตอนนี้มีภารกิจต้องดูแลครอบครัว เธอจึงใช้เวลากลางคืนในการเขียนนิยาย การเขียนหนังสือคือความสุข เหมือนเป็นเพื่อนเป็นครู เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้เลย ทำให้ชีวิตมีความหวังมากยิ่งขึ้น พยายามที่จะเขียนให้ได้ทุกวัน แต่บางทียุ่งมากเพราะต้องดูแลคนป่วย วันไหนไม่ได้เขียนจะรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไป

การใช้เวลาเขียนต่อเล่มนั้นขึ้นกับมีเวลามากน้อยเพียงใด ช่วงไหนว่างจะเขียนได้เร็ว ถ้ายุ่งก็นานกว่าจะจบเล่ม ชอบงานโรแมนติกแฟนตาซี วัตถุดิบในการเขียนมาจากทุกแหล่งที่หาได้ จากอินเทอร์เน็ต จากเพื่อนๆ หลากหลายอาชีพ แม้กระทั่งจากพระไตรปิฎก ที่ต้องเข้าไปค้นคว้า แต่ละงานที่จะออกมาก็หาข้อมูลหนักมาก ทุกอย่างเป็นแหล่งความรู้ที่ดี

เรื่องต่อไปที่กำลังเริ่มเขียนคาดว่าจะเสร็จกลางปีหน้าชื่อ สารัตถะรัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับแก่นของความรัก เป็นนิยายแนวพีเรียดเป็นภาคต่อของ พักตร์อสูร เป็นจินตนิยาย ซึ่งเธอเพิ่งเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองเมื่อปีที่ผ่านมา ชื่อสำนักพิมพ์สุชาคริยา ตอนนี้ส่วนใหญ่งานที่ออกมาจะแนวโรแมนติก แฟนตาซี

สำหรับงานที่อยากเขียนต่อไปในอนาคตก็คือ เป็นแนวนิยายอิงสารคดี ที่หวังว่าจะเขียนต่อไปคือ ได้แรงบันดาลใจจากเรื่อง สามก๊ก แต่จะแฝงความโรแมนติกเข้าไปด้วย

เธอฝากทิ้งท้ายว่าใครที่อยากเป็นนักเขียนก็ให้ลงมือเลย อย่าให้เป็นเพียงความฝันที่ไม่เป็นความจริงสักที ยิ่งลงมือเขียนเร็วจะค้นพบว่าตัวเองชอบแบบไหน สไตล์การเขียนเป็นอย่างไร ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีสูตรสำเร็จ ลงมือเขียนดูก่อนค่อยๆ ปรับค่อยเปลี่ยน ยิ่งเขียนมากก็จะเก่งได้สักวัน

 

พ่อก็คือ พ่อ เกรกอรี พอร์เตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519074

พ่อก็คือ พ่อ เกรกอรี พอร์เตอร์

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง

หนึ่งในศิลปินแจ๊ซที่ประสบความสำเร็จของยุคนี้ เกรกอรี พอร์เตอร์ กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มใหม่ Nat King Cole & Me

หลังจากมี Liquid Spirit (2013) และ Take Me to the Alley (2016) ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ เกรกอรี ภูมิใจนำเสนออัลบั้ม Nat King Cole & Me งานที่มีความหมายสำหรับเขา เมื่อได้กลับคืนสู่รากเหง้าของดนตรีซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งนั่นก็คือ บทเพลงของ แน็ท คิง โคล ซึ่งซึมลึกเข้าสู่ตัวตนของเขาตั้งแต่อายุได้ประมาณ 5-6 ขวบ

สำหรับ เกรกอรี พอร์เตอร์ แล้ว แน็ท คิงโคล ไม่ได้เป็นเฉพาะฮีโร่ทางด้านดนตรี แต่ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อชีวิตของเขาด้วย สำหรับ เกรกอรี แล้ว แน็ท นั้นหาใครเทียบไม่ได้ “เขาได้ทิ้งเพลงที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ เป็นสิ่งที่สวยงาม น่าฟัง เป็นเสียงที่แปลกใหม่ มีสไตล์ และสุดยอดในยุคนั้น” บทเพลงของ แน็ท ที่ไม่ต่างกับเป็นบทเรียนของชีวิต เป็นคำพูดซึ่งเต็มไปด้วยภูมิปัญญา และคำแนะนำจากพ่อที่เขาต้องการ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เกรกอรี พอร์เตอร์ นักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงชาวอเมริกันวัย 45 ปี บันทึกเสียงอัลบั้ม Nat King Cole & Me ที่ แอร์สตูดิโอ ในกรุงลอนดอน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบันทึกเสียงอัลบั้มพร้อมกับวงออร์เคสตร้า 70 ชิ้น งานชุดนี้ประกอบด้วย 12 บทเพลง ซึ่งล้วนเป็นเพลงโปรดของเขา ไม่ว่าจะ Smile, L-O-V-E และ Nature Boy รวมไปถึงเพลง When Love Was King ของ เกรกอรี พอร์เตอร์ เอง ซึ่งเคยบรรจุอยู่ในอัลบั้มปี 2013- Liquid Spirit ซึ่งเป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจมา แน็ท คิง โคล

อัลบั้ม Nat King Cole & Me เปิดตัวอย่างอลังการที่กรุงลอนดอนต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ 150 คน โดย เกรกอรี พอร์เตอร์ แสดงร่วมกับนักดนตรีวง ลอนดอน ซิมโฟนี ออร์เคสตร้า-แอลเอสโอ เซนต์ลุคส์ โดยมี วินซ์ เมนโดซา คอนดักเตอร์ นักประพันธ์และเรียบเรียงดนตรี เจ้าของ 6 รางวัลแกรมมี่ทำหน้าที่ผู้นำวง

ถึงแม้จะนำเพลงของ แน็ท คิง โคล มาร้อง แทนที่จะเลียนแบบผู้มาก่อน แต่ว่า เกรกอรี พอร์เตอร์ ก็ได้ประทับตราความเป็นตัวของตัวเองลงไปอย่างแจ่มชัด เพลงที่เลือกมาตีความใหม่มีทั้งเพลงดังที่คุ้นเคย กับเพลงของ แน็ท ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางนัก

เมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มก่อนหน้าของ เกรกอรี พอร์เตอร์ เอง ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ที่เด่นชัดคือ ในภาคดนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ดนตรีของเขาจะมีเปียโนและเครื่องเป่าโดดเด่น แต่ครั้งนี้เขามากับวงออร์เคสตร้าเต็มวง ให้ซาวน์ดที่เหมือนกับเพลงประกอบภาพยนตร์ในกลิ่นอายเก่าๆ

ถึงจะเป็นผลงานทริบิวต์ให้ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลต่อชีวิต แต่ เกรกอรี ก็ได้สะท้อนแสดงให้เห็นถึงความต่าง โดยเฉพาะโทนเสียง และวิธีร้อง ที่มีคล้ายๆ กันคือ ความไม่ธรรมดา ทั้งสองต่างร้องเพลงเหมือนออกมาง่ายๆ เหมือนกับเราๆ ท่านๆ หายใจ

เสียงร้องอันทรงพลัง อบอุ่น และชวนฟังของ เกรกอรี พอร์เตอร์ เล่าเรื่องราวบรรยายเพลงอย่างน่าหลงใหล ลึกซึ้งถึงความรู้สึกลึกๆ สุดใจ

สำหรับคนที่เป็นแฟนพันธ์ุแท้ของ แน็ท คิง โคล ก็ลองเปิดใจมารับฟังการตีความใหม่ๆ ในเพลงของตำนานผู้ล่วงลับดู ขณะที่แฟนของ เกรกอรี พอร์เตอร์ ก็จะได้สัมผัสกับอีกหนึ่งด้านของเขาผู้นี้ ซึ่งไม่น่าจะทำให้ผิดหวัง

Nat King Cole & Me น่าจะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มยอดนิยมสำหรับช่วงคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง

 

ร่วมส่งใจขับขานบทเพลง ‘พลังแผ่นดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519072

ร่วมส่งใจขับขานบทเพลง ‘พลังแผ่นดิน’

โดย เสน่ห์จันทน์

เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย โดย รติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทัพนักแสดง-ผู้ประกาศข่าวกว่า 90 ชีวิต พร้อมใจกันร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และแสดงความอาลัยด้วยการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงพิเศษ “พลังแผ่นดิน” เพื่อใช้ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตลอดเดือน ต.ค. 2560

ศิลปินนักแสดง อาทิ อ๋อม อรรคพันธ์, เขตต์ ฐานทัพ, พอร์ช ศรัณย์, ขวัญ อุษามณีย์,นาว ทิสานาฏ, เมทัล สุขขาว, ซานิ นิภาภรณ์, ปาน ธนพร, เอก รังสิโรจน์, โตนนท์ วงบุญ, สมจิตร จงจอหอ, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง ฯลฯ ร่วมด้วยผู้ประกาศข่าวช่อง 7 สมโภชน์ โตรักษา, ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร, เหมือนฝัน ประสานพานิช, อนุวัต เฟื่องทองแดง, เปรมสุดา สันติวัฒนา ฯลฯ

บรรยากาศระหว่างการถ่ายทำ ณ สตูดิโอ เจเอสเอล เต็มไปด้วยความตั้งใจของเหล่าศิลปิน หลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ ตัวแทนนักแสดงกล่าวถึงความรู้สึก “รู้สึกภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติในชีวิตมากค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำมิวสิควิดีโอเพลงพลังแผ่นดิน ซึ่งทุกคนมาด้วยใจ ส่วนตัวคิดว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือนพ่อของประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศทุกคนมีพ่อคนเดียวกันหมด ขวัญเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะยังคงอยู่ในใจตลอดไปค่ะ”

มิวสิควิดีโอเพลงพลังแผ่นดิน จะออกอากาศในรายการพิเศษที่มีชื่อว่า “กาลครั้งนั้นของฉันกับในหลวงรัชกาลที่ 9” จำนวน 6 ตอน ทางช่อง 7 ตอนแรกวันที่ 14 ต.ค.

 

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย น้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 ‘Mind ใน…ความทรงจำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519071

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย น้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 ‘Mind ใน...ความทรงจำ’

โดย พริบพันดาว

ในเดือน ต.ค. 2560 คงเป็นเดือนที่คนไทย โดยเฉพาะชุมชนศิลปะต่างๆ ที่มีมากมาย รวมถึงหอศิลป์และแกลเลอรี่ต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน จะมีโอกาสร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัย ก่อนที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค. 2560ที่จะถึงนี้

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ชุด “Mind ใน…ความทรงจำ” ก็เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการที่จัดขึ้น ณ บริเวณแมสซ่าไนน์ ชั้นล็อบบี้ของโรงแรมสยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ

โดยมี ชิด แกลเลอรี่ เป็นตัวประสานในการเชื้อเชิญศิลปินมาร่วมแสดงงาน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจัดแสดงผลงานจำนวน 70 ภาพ จากศิลปิน 70 ท่าน ซึ่งได้พร้อมใจกันถ่ายทอดความรู้สึก ความทรงจำ ความจงรักภักดี ตลอดจนคำสอนที่พระองค์ท่านที่ได้ทรงปลูกฝังให้คนไทยรักสามัคคีมาเป็นระยะเวลายาวนาน ออกมาเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ที่งดงามในเทคนิคเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละท่านผ่านปลายพู่กันสู่ผืนผ้าใบ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในวันเปิดงานนิทรรศการ โฆษิต อักษรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ มาร่วมงาน และมีมินิคอนเสิร์ต ขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ โดย อู๋-ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

จุดที่รวมความสนใจก็คือ การประมูลภาพเพื่อมอบรายได้แก่ศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมีศิลปินผู้บริจาคภาพเพื่อการประมูล คือ วัฒนา พูลเจริญดินหิน รักพงษ์อโศก สมยศ คำแสงสล่าวารินท์ ใจจรรย์ทึก และ ธีธัช ธนโชคทวีพร โดยมอบรายได้ทั้งหมดจากการประมูลโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จากยอดการประมูลภาพ 473,000 บาท

วัฒนา พูลเจริญ หนึ่งในศิลปินผู้มอบภาพชื่อ “ตามรอยพ่อ” ให้กับการประมูลในครั้งนี้ บอกว่ารูปที่เขียนเป็นรูปที่พระองค์ท่านทรงสอนในหลวงรัชกาลที่ 10 ตอนอยู่ในวัยเด็ก

“เป็นภาพที่น่าประทับใจ ก็เลยตั้งชื่อว่า ‘ตามรอยพ่อ’ ผมใช้สีอะครีลิกในการวาด เขียนในแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าที่จะเขียนให้เป็นภาพเหมือนปกติ อยากจะทำบางอย่างให้กับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระองค์ที่ท่านทรงทำทุกสิ่งให้กับคนไทย เราก็อยากตอบแทนตรงนี้ ก็เลยนำรูปมาประมูลให้หมดทั้ง 100% ให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย”

สำหรับภาพทั้งหมดในนิทรรศการ ล้วนมีจุดดีจุดเด่นเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคนที่รังสรรค์งานออกมาจากหัวใจ ด้วยความจงรักภักดีอย่างเป็นล้นพ้นที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

อย่างภาพที่เป็นงานแนวสัญลักษณ์ที่มีชื่อว่า “The Jazz King” ของ แนบ โสตถิพันธุ์ ศิลปินรุ่นเก๋าที่มีชื่อเสียงทั้งด้านศิลปะและดนตรี ได้สะท้อนความรู้สึกจากห้วงลึกภายในที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมของดนตรีแจ๊ซที่ร้อนแรงเปี่ยมด้วยสีสันและความรู้สึก

หรือภาพชื่อ “ดาวแห่งรัชกาลที่๙” ของ ผศ.ไกรสร ประเสริฐ ให้ความรู้สึกที่โศกอาลัยภายใต้การไล่สีขาวดำในโทนเหลืองหม่น มีตัวเลขไทยเลข ๙ ดวงดาว และรูปภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่วางองค์ประกอบและจังหวะในภาพได้อย่างลงตัวงดงาม

นอกจากภาพที่จัดประมูลไปแล้ว สำหรับภาพที่จัดแสดงในงาน รายได้จากการจำหน่ายผลงาน 50% มอบให้ศูนย์พัฒนาอาชีพคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

บรรยากาศของห้องจัดแสดงแม้จะดูฟุ้งด้วยการตกแต่ง แต่ไม่ได้ทำลายสมาธิในการเพ่งชมรูปแต่ละรูปแต่เพียงอย่างใด รูปภาพหลายสิบรูปที่เดินชมอย่างช้าๆ ค่อยๆ ละเลียดสุนทรีอย่างละเมียดละไม เมื่อเดินออกมารู้สึกเศร้าที่ไม่มีพระองค์แล้ว แต่อิ่มใจที่พระองค์ได้สถิตอยู่ในดวงใจคนไทยทุกคน

นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ชุด “Mind ใน…ความทรงจำ” บริเวณแมสซ่าไนน์ ชั้นล็อบบี้ ของโรงแรมสยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ จัดแสดงผลงานจนถึงวันที่ 31 ต.ค. ศกนี้ เวลา 09.00-21.00 น. เปิดให้เข้าทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 09-7087-6637

 

นิโลบล ประมาณ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519069

นิโลบล ประมาณ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

โดย อณุสรา ทองอุไร

แม้ผลสำรวจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ในประเด็นอาชีพและรายได้ โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ประจำปี 2559 ชี้ให้เห็นว่า ความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงในปี 2729 หรืออีก 169 ปีข้างหน้า แต่ในสังคมปัจจุบันผู้หญิงได้มีการพัฒนาศักยภาพตนเองในหลายๆ ด้าน เพื่อที่จะเดินตามความฝัน อีกทั้งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมโดยรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิงทั่วโลกที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง

สำหรับวันสตรีสากลโลกในปี 2560 ประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้หญิงมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับสร้างความเท่าเทียมทางเพศในด้านที่ตนถนัด และกิจการเพื่อสังคมก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่เกิดจากความคิดริเริ่มของผู้หญิงจำนวนมากที่อยากเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในสังคมผ่านมุมมองของตนเอง และนำไปสู่การลงมือทำ ซึ่งโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ Banpu Champions for Change โดย บริษัท บ้านปู ร่วมกับสถาบัน Change Fusion ได้ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนโดยผู้หญิงมาแล้วหลากหลายกิจการ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกพลังผู้หญิง ผ่านตัวอย่างผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมหญิงที่ล้วนเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจพร้อมกับความมุ่งมั่น

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ หญิงสาวคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ แต่ตัดสินใจทิ้งความศิวิไลซ์ในเมือง กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตน คือ ชุมชน ต.น้ำชำ จ.แพร่ ผ่านกิจการเพื่อสังคม “Happy Field, Happy Farm” ที่เธอก่อตั้งและมุ่งเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และการตลาด เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรโดนกดราคาและผลผลิตตกต่ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยปัจจุบัน Happy Field, Happy Farm กำลังจะขยายความช่วยเหลือไปสู่ชุมชนและจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ความรู้เกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ให้รู้จักพัฒนาผลิตผลของตนให้ทันโลกปัจจุบัน หนึ่งในความภูมิใจของเธอ คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในแรงขับเคลื่อนให้ชาวบ้านทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้ ผันตนเองเป็นนักเปลี่ยนแปลง เข้ามาช่วยพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูฯ “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” ที่ส่งเสริมคนรุ่นใหม่มาโดยตลอด

นิโลบล ผู้ร่วมก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม Happy Field, Happy Farm เล่าว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรีเธอก็ทำงานทางด้านวิจัยและพัฒนา ที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณ 1 ปี จนวันหนึ่งรีบเร่งไปทำงานขณะกำลังซ้อนวินมอเตอร์ไซค์อยู่แถวสาทร ก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่านี่กำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องมาใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตรายขนาดนี้ แล้วนี่เป็นชีวิตที่เธอต้องการจริงๆ ใช่หรือไม่

“อยู่ๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นทันทีทันใดกับตัวเองว่ามาทำอะไรอยู่ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ ที่บ้านเราไม่มีอะไรทำหรือไง ทั้งที่บ้านเราก็พอมีที่มีทาง อากาศก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี อาหารก็ดี ต้นทุนชีวิตดีกว่าทุกอย่าง ถูกกว่าทุกอย่าง คุณภาพชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ดีกับเราเลย ไม่เหมาะกับเราเลย ข้าวก็ไม่ดี อาหาร ผัก ผลไม้ ก็ไม่สด ไม่อร่อย ได้คำตอบกับตัวเองตอนนั้นว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ก็ไปลาออกจากงาน แล้วก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เรียนไปทำงานไปที่อังกฤษอยู่ 2 ปี ซึ่งตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษเราก็มีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในเรื่องคุณภาพชีวิต อยากไปช่วยพัฒนาสังคมที่บ้านเรา คิดไว้เลยว่า ถ้ากลับจากอังกฤษก็จะกลับไปทำงานที่บ้านเลย ไม่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรว่าจะกลับไปทำอะไร รู้แค่จะกลับไปอยู่บ้าน” เธอเล่าด้วยความมุ่งมั่น

พอจบปริญญาโท กลับมาเธอก็กลับไปบ้านเกิดที่ จ.แพร่ ครั้งแรกไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งอยู่ 6 เดือน ก็ออกเพราะอยากมาทำงานด้านสังคมสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยไปช่วยงานวิจัยให้ยูนิเซฟอยู่ 4-5 เดือน แล้วก็ได้ไปเรียนรู้ระบบต่างๆ สักพักก็มาเริ่มก่อตั้ง Happy Field, Happy Farm เพื่อมาช่วยทำผลิตภัณฑ์เกษตรท้องถิ่น ไปให้ความรู้กับชาวนาที่ไปเข้าโครงการจำนำข้าวแล้วไม่ได้เงิน ข้าวก็เสียหาย ไม่ได้คืน มีปัญหาต่างๆ นานา

“ก็ไปช่วยกันกับป้าๆ ชาวบ้าน คิดใหม่ทำใหม่ ชวนกันปลูกข้าวกล้องงอก โดยเอาข้าว 7 สายพันธุ์มาผสมกันปลูกเป็นข้าวงอก ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ได้ข้าวที่อร่อย คุณภาพดี ทำออกมาของคุณภาพดี แต่หาตลาดไม่ได้ในตอนแรก แล้วบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ยังไม่สวยงามเท่าไร เราก็ไปช่วยป้า ไปเรียนรู้การสร้างบรรจุภัณฑ์สวยๆ ช่วยกันหาตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ผู้ซื้อผู้ขายเจอกันโดยตรง เป็นเรื่องใหม่แต่สนุก ทั้งเราทั้งป้าเรียนรู้ไปด้วยกัน เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ประกอบกับ บริษัท บ้านปู เขามาทำประเด็นเพื่อสังคมที่นี่ เราก็ไปสมัครร่วมโครงการ แล้วเราชนะได้เงินรางวัลมา 2.5 แสนบาท ก็เอาเงินตรงนั้นมาทำทุนงานของเรา”

เงินที่ได้ก็เอามาพัฒนาการทำโครงการของ Happy Field, Happy Farm สร้างระบบการทำงานให้มีมาตรฐาน พัฒนาข้าว สามารถจัดเก็บได้นาน มีสินค้าพื้นบ้านในชุมชนออกมา และไปขอ อย. ทำสินค้าให้ดูดีมีคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ในชื่อแบรนด์ “ม่วนจอย” เป็นโอท็อป 4 ดาวของหมู่บ้านเพื่อไปขายในงานโอท็อปที่กรุงเทพฯ ได้ ไปช่วยหมู่บ้านอื่นๆ พัฒนาสินค้าประจำหมู่บ้าน ช่วยหาตลาดเล็กๆ ให้ชาวบ้านได้มีตลาดเพิ่มขึ้น จากชุมชนหนึ่งไปอีกชุมชนหนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียง สร้างตลาดให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคได้เจอกันโดยตรง ลดขั้นตอนการตลาดตัดพ่อค้าคนกลางออกไป

เธอเล่าว่า หลังจากมาใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้เธอมีความสุขขึ้น ใช้ชีวิตช้าลง ไม่เร่งรีบ ไม่กระหืดกระหอบ แข่งขันกันหนักหนาเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ มีเวลามากพอในแต่ละวันให้ได้คิดได้ทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับรถติดวันละ 2-3 ชั่วโมง ได้ทำงานเยอะขึ้น มีจังหวะเวลาในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น รู้ว่าตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว มุมมองในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น หลีกเลี่ยงสารเคมีให้มากที่สุด เสื้อผ้าก็ผลิตจากการทอ การย้อม การใช้เส้นใยจากธรรมชาติ

“อยากกินอะไรก็ปลูกเอง ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้ กินเอง รู้ที่มาที่ไปว่ามันมาจากที่ไหน อย่างไร มีอะไรเยอะก็เอาไปแลก ไปแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน บางวันแทบจะไม่ใช้เงินเลย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อากาศดี วิวสวย อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า มีเวลาได้ไปออกกำลังกาย ไปวิ่ง ไปขี่จักรยาน ไม่เครียด ไม่กังวล อยู่บ้านแต่ละวันโดยไม่ต้องใช้เงินก็กินอิ่มนอนหลับ เป็นชีวิตที่ออกแบบได้ ไปไหนมาไหนก็กะเวลาได้ 15-20 นาทีก็ถึง สุขภาพจิต สุขภาพกาย ดี ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง แล้วทำให้เด็กๆ รุ่นหลังเห็นว่า ถ้าช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนา เราก็ทำงานอยู่ที่บ้านเกิดของเรา ไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบกดดันแข่งขันในกรุงเทพฯ ก็ได้”เธอบอกว่า ณ จุดนี้ถือเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ออกแบบเองและเลือกได้ มาถึงตอนนี้เธอเลือกที่จะเอาสุขภาพกายและสุขภาพใจเป็นหลัก ส่วนเรื่องเงินนั้นถือเป็นเรื่องรอง เงินเดือนดีได้เงินเยอะ แต่สุดท้ายแก่ตัวไปแล้วป่วยแล้วเครียด ที่สุดเงินที่ได้มาก็เอาไปรักษาตัว ไปจ่ายค่าหมอหมด ดังนั้นยอมได้เงินน้อย แต่เลือกเอาสุขภาพดีไว้ก่อนดีกว่า ชีวิตเราก็ต้องเลือกเองได้ อยากเป็นแบบไหน

 

5 อาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518992

5 อาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด

คุณค่าทางโภชนาการของอาหารบางชนิด สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดได้

ระบบไหลเวียนเลือดถือว่าเป็นกระบวนการในร่างกายของเราที่สำคัญมาก เพราะเป็นการนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลของน้ำ ขับของเสียออกจากร่างกาย และควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย โดยการกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ก็คือการออกกำลังกาย นอกจากนั้นการเลือกทานอาหารก็มีส่วนด้วยเช่นกัน เนื่องจากอาหารบางชนิด สามารถช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้

1. แซลมอน

กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในปลาแซลมอน มีคุณสมบัติในการหยุดการเกิดลิ่มเลือดได้ หากรับประทานเป็นประจำ ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2. กระเทียม

การศึกษาของ The University of Maryland Medical Center พบว่า กระเทียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้

3. พริกป่น

เครื่องเทศอย่างพริกป่นมีส่วนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เนื่องจากจะไปเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย และทำหน้าที่เป็นยาขยายหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างคล่องตัว

4. ขิง

จากงานวิจัยพบว่า การรับประทานขิงเป็นประจำ สามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวได้ นอกจากการรับประทานขิงแล้ว การดื่มด่ำกับชาขิงก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนเลือดได้ด้วยเช่นกัน

5. ช็อกโกแลต

การศึกษาที่ได้รับทุนจาก National Blood, Heart and Lung Institute พบว่า การรับประทานช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นต่อวัน สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือดได้ โดยควรเลือกเป็นดาร์กช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตที่ไม่ผสมน้ำตาลมากเกินไปเท่านั้น

ที่มา: care2

 

งานวิจัยเผยว่า การดื่มชาอังกฤษในตอนเช้าช่วยลดน้ำหนักได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518983

งานวิจัยเผยว่า การดื่มชาอังกฤษในตอนเช้าช่วยลดน้ำหนักได้

งานวิจัยจาก University of California พบว่า ชาอังกฤษช่วยกระตุ้นการผลิตแบคทีเรียดีในลำไส้ และเพิ่มการเผาผลาญ

การดื่มชาตอนเช้าหรือยามบ่ายน่าจะเป็นกิจกรรมที่หลายคนโปรดปรานกัน รู้หรือไม่ว่านอกจากการดื่มชาจะช่วยเรื่องการเข้าสังคมแล้ว ยังช่วยให้ผอมอีกด้วย เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า การดื่มชาสามารถช่วยลดน้ำหนักได้

เนื่องจากมีการศึกษาใหม่อ้างว่า การดื่มชาดำอาจส่งเสริมการลดน้ำหนัก และเพิ่มการเผาผลาญอาหาร ต่อมานักวิจัยจาก University of California กล่าวว่า พวกเขาพบว่าชาอังกฤษช่วยกระตุ้นการผลิตแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญในตับอีกด้วย นอกจากชาดำและชาอังกฤษแล้ว ชาเขียวเองก็มีมีส่วนช่วยเพิ่มการเผาผลาญด้วยเช่นกัน

นับว่าเป็นข่าวดีของคนรักชาเลยทีเดียว เพราะสามารถดื่มได้อย่างสบายใจ แถมยังได้รับความสุขจากกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาอีกด้วย แต่จงจำไว้เสมอว่าต้องเป็นชาที่ไม่ใส่นมเท่านั้น จึงจะได้รับประโยชน์ที่เต็มที่ และไม่ได้รับไขมันส่วนเกินจากนม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่มา: metro

 

แมคโดนัลด์ญี่ปุ่นออกเมนูใหม่ที่แค่เรียกชื่อยังยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2560 เวลา 15:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/518974

แมคโดนัลด์ญี่ปุ่นออกเมนูใหม่ที่แค่เรียกชื่อยังยาก

Hahon Hohaho Hie (Bacon Potato Pie) เมนูใหม่เฉพาะฤดูกาลนี้จากแมคโดนัลด์ประเทศญี่ปุ่น

การสั่งอาหารแบบธรรมดามันคงจะเป็นเรื่องง่ายเกินไป ร้านอาหารจานด่วนชื่อดังอย่าง แมคโดนัลด์ สาขาในประเทศญี่ปุ่น จึงออกเมนูใหม่ประจำเทศกาลนี้ โดยใช้ชื่อเมนูว่า “Hahon Hohaho Hie” ที่มาจาก Bacon Potato Pie เป็นพายมันฝรั่งผสมเบคอน

เมนูใหม่ล่าสุดเมนูนี้ถูกนำออกมาจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่าน โดยที่มาของชื่อ “Hahon Hohaho Hie” นั้นก็มาจาก Bacon Potato Pie เมนูปกติที่เป็นพายมันฝรั่งผสมเบคอน แต่ถูกจำลองการออกเสียงด้วยตัว H เพื่อแทนลักษณะการรับประทานพายร้อนๆ จนเต็มไปด้วยไอร้อนอยู่ในปาก ทำให้พูดไม่ชัดนั่นเอง

พายเมนูนี้ก็นับว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งของทั้งพนักงานและลูกค้าร้านแมคโดนัลด์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากลำพังการออกเสียงภาษาอังกฤษก็ยากพออยู่แล้วสำหรับชาวญี่ปุ่น ยังต้องมาออกเสียงแบบมีไอร้อนอยู่ในปากอีก โดยหากใครที่เขินหรือออกเสียงไม่ได้ ก็สามารถสั่งว่า Bacon Potato Pie ได้เช่นเดียวกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับเมนูนี้ราคา 150 เยน หรือประมาณ 45 บาท ใครอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หรือมีแพลนจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นก็สามารถไปลองสั่ง “Hahon Hohaho Hie” กันได้ นับว่าเป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งก่อนรับประทานอาหารเลยทีเดียว

ที่มา: Rocket News 24