‘หยุด’ ตีตรา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512831

'หยุด' ตีตรา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

มูลนิธิเข้าถึงเอดส์และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย (ThaiPlus.NET) ร่วมกับ “ครีเอทีฟอาสา” เปิดตัวคลิปหนังสั้นความยาว 1.50 นาที เป็นเหตุการณ์จำลองในการสัมภาษณ์งานทั่วไป ซึ่งลงท้ายด้วยคำถามที่ว่า คุณมีปัญหาสุขภาพอะไรหรือไม่?

เมื่อถูกสัมภาษณ์ยอมรับว่าตนเองมีเชื้อเอชไอวี (HIV) และถามคำถามกลับไปว่า “เรื่องนี้จะมีผลต่อการรับเข้าทำงานหรือไม่” “เจอแบบนี้…เป็นคุณจะตอบยังไง?”

หากคุณต้องชี้วัดคนเข้ามาร่วมงานกับคุณหรือองค์กร คุณจะวัดคนที่อะไร ความสามารถหรือผลเลือด จุดประสงค์ของการทำคลิปนี้ เพื่อหวังให้สังคมเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี มากกว่าการตัดสินคนเพียงแค่ผลเลือด

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าทีมป้องกันการติดเชื้อ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ให้ทัศนะว่า การทำคลิปเผยแพร่ให้ผู้คนตระหนักถึงการปฏิบัติตนให้ถูกต้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่จำเป็น สำคัญ และมีประโยชน์ แต่ติดตรงหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์ไม่มีงบประมาณที่มากพอ ทำได้เพียง 1-2 คลิป/ปี และเผยแพร่ในบางช่องทาง ถ้าให้ดีควรมีการออกคลิปรณรงค์อย่างต่อเนื่อง

“บางคนไม่รู้จริงๆ การได้ฟังทำให้เขาเปิดโลกทัศน์เพิ่มขึ้น และลดความเชื่อที่ผิดๆ เช่น หยุดตีตรา หยุดแชร์ เลิกเปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้แล้ว เพราะโรงพยาบาลก็บริการให้ยาต้านไวรัสและรักษาฟรีอยู่แล้ว หยุดกลัวได้แล้ว เพราะมันไม่น่ากลัวก็ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน”

สถานการณ์โรคเอดส์ในปัจจุบัน

หัวหน้าทีมป้องกันการติดเชื้อ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบอัตราการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในกลุ่มวัยรุ่นสูงขึ้น สวนทางกับสถานการณ์การติดเชื้อในภาพรวมของประเทศที่ลดลง และที่น่ากังวล คือเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยสุดเพียง 12-13 ปีเท่านั้น ซึ่งน่าจะติดตั้งแต่ครั้งแรกที่มีเพศสัมพันธ์

“ปัจจุบันยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละปีราว 7,000-8,000 คน/ปี ที่น่ากังวล คือจำนวนไม่น่าลดลงไปกว่านี้ เราคาดหวังว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะลดลงเหลือแค่ 5,000-6,000 คน/ปี แต่เป้าหมายเราคือการยุติปัญหาเอดส์ในเมืองไทย และสิ่งที่น่ากังวลคือเรายังพบผู้เสียชีวิตปีละ 1-1.5 หมื่นคน/ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นในยุคนี้ ที่หากผู้ติดเชื้อรู้ตัวว่ามีเชื้อเอชไอวีและรับยาต้านไวรัส สามารถใช้สิทธิเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ฟรี ไม่ต้องรอคิว แต่ประเด็นคือ คนยังไม่ค่อยสบายใจในการออกมาตรวจเลือด ทำให้ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ส่งผลให้คนที่ได้รับเชื้อแล้วไม่กล้าออกมารักษา จนป่วยแล้วค่อยออกมาจนได้รับเชื้ออื่นๆ ตามมา จนฉุดภูมิคุ้มกันของตัวเองไม่ทัน”

อีกสิ่งที่ทำให้คนตื่นตัวมากขึ้น คือ มียากินเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ แปลว่า คนไม่ติดเชื้อ หากมีพฤติกรรมเสี่ยง หากตรวจแล้วไม่ติดเชื้อ จากนั้นป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ แต่คนส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ในทุกครั้ง เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง ทำให้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ คนกลุ่มนี้สามารถกินยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ แต่ต้องกินทุกวัน หยุดกินต่อเมื่อไม่เสี่ยง เรียกว่า HIV PreExposure Prophylaxis หรือ PrEP

เอดส์รักษาได้ 100%

คำกล่าวที่ว่า โรคเอดส์รักษาได้ 100% แล้ว คุณหมอนิตยา กล่าวว่า เป็นความจริง เพราะการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง เราสามารถค้นพบยาจัดการกับเชื้อไวรัสตัวนี้ได้

“แต่ตัวเองรู้ไหมว่ามีเชื้อ ถ้ารู้ปุ๊บกินยาก็สามารถกดเชื้อไว้ได้แม้ไม่หายขาด ก็เหมือนเราป่วยเป็นเบาหวานหรือความดัน ตราบใดที่เรามีโรคเรากินยารักษาสม่ำเสมอ ในการประชุมวิชาการด้านเอดส์ระดับโลก เราใช้คำขวัญว่า ถ้าตรวจไม่เจอ เท่ากับไม่แพร่เชื้อให้กับใครได้ เป็นประเด็นสำคัญที่เราพูดกันว่านาน 2-10 ปีแล้ว

ถ้าผู้ติดเชื้อรู้ แล้วกินยาต้านไวรัสติดต่อกันนาน 6 เดือน ก็จะไม่เจอเชื้อในร่างกาย และไม่มีโอกาสแพร่เชื้อได้ แต่เราก็มักกลัวกันไปเอง จูบก็ไม่ติดนะคะ แม้เขาไม่ใส่ถุงยางอนามัยเชื้อก็ไม่แพร่แล้ว แต่เราจะรู้กันในเชิงการแพทย์ แต่เราไม่พูดกัน จึงเท่ากับเป็นการตีตรา ซึ่งเขาก็ควรยังต้องใส่ถุงยางเวลามีเพศสัมพันธ์อยู่ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคอื่นๆ ทางเพศสัมพันธ์ แต่สำหรับคนที่มีผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่ต้องกลัว

บางคนกินยาต้านไวรัสมา 10 ปี ไม่กล้าหอมหรือกอดลูก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด กอดได้หอมได้ปกตินะคะ” คุณหมอนิตยา กล่าว

อย่ากลัวและตั้งข้อรังเกียจ

พญ.นิตยา แนะนำถึงการอยู่ร่วมในสังคมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีว่าควรวางตัวปกติ “ต้องลบภาพที่ฝังอยู่ในหัวตั้งแต่เด็ก ว่าโรคเอดส์น่ากลัว อย่าเข้าใกล้ ติดแล้วตายนะ จนทำให้ข้อมูลพื้นฐานที่เราน่าจะรู้แต่ถูกลืมไป

เอชไอวีติดได้เพียง 3 ทาง คือ เพศสัมพันธ์ แม่สู่ลูก และเลือดเท่านั้น การใช้เข็มฉีดยาก็ไม่ติด ถ้าไม่ใช่ 3 ทางนี้ไม่มีทางติดได้เลย ดังนั้นหากมีสมาชิกในบ้านติดเชื้อ

เอชไอวีสามารถอยู่ร่วมกันได้ปกติ ถ้ารู้ว่าเพื่อนหรือสมาชิกในสังคมติดเชื้อก็อย่าละเลยเขา อย่านำเชื้อโรคอื่นๆ ไปติดเพื่อนที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะภูมิคุ้มกันเขาต่ำ คนที่กินยาต้านไว้รัสอยู่ เราต้องระวังไม่นำหวัดไปติดเขา อย่างเวลากินข้าวก็ควรใช้ช้อนกลาง เพื่อป้องกันไม่นำโรคหวัดหรือเชื้อโรคของคนปกติไปติดคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เราต้องระวังให้คนในครอบครัวเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ต่างจากการดูแลเด็กเล็กๆ หรือผู้สูงอายุเลย

อย่าคิดว่า ไม่ใช่ฉันหรอกที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้หญิงบริการบางคนเท่านั้นที่มีสิทธิติดเชื้อ บุคคลทั่วไปที่มีเพศสัมพันธ์กับสามี เราไม่มีทางรู้เลยว่าสามีเราก่อนมีเรา เขาเคยมีใครมาก่อนหรือเปล่า คำแนะนำถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งหนึ่งควรไปตรวจสักครั้ง ถ้าตรวจไม่พบก็ป้องกันตัว ดังนั้นในบุคคลที่เสี่ยงควรไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีปีละ 2 ครั้ง”

เปิดตัวคลิปรณรงค์

อภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวถึงจุดประสงค์การทำคลิปรณรงค์ “เจอแบบนี้…เป็นคุณจะตอบยังไง?” เพื่อการสร้างบรรยากาศความเข้าใจใหม่ในเรื่องเอดส์ รวมทั้งส่งเสริมมุมมองเรื่องสิทธิด้านเอดส์ให้แก่สังคมไทย เพื่อลดการรังเกียจ กีดกัน และเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่นำผลเลือดหรือการมีเชื้อเอชไอวีมาใช้เป็นเงื่อนไขในการรับสมัครเข้าทำงานหรือเรียนหนังสือ เพราะการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“การมีเชื้อเอชไอวีไม่มีผลต่อการเรียน การทำงาน เรายังเรียนได้ ทำงานได้ ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี และการเรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ก็ไม่ทำให้ใครติดเชื้อได้ แต่ที่ผ่านมามีสถานศึกษาหลายแห่ง สถานประกอบการ บริษัทใหญ่ๆ ไม่น้อย หน่วยงานภาครัฐบางแห่งที่ยังบังคับตรวจเลือดพนักงานเพื่อจะรับเฉพาะคนที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวีเข้าทำงาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด สาเหตุเพราะความเข้าใจผิดๆ ว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่แข็งแรง ป่วยง่าย เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ และที่สำคัญกลัวว่าจะทำให้คนอื่นเสี่ยงติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน

ผลกระทบที่ตามมาคือ การใช้ผลเลือดเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการรับเข้าทำงานนั้น ทำให้ผู้ติดเชื้อพึ่งพาตัวเองไม่ได้ แทนที่จะได้ทำงานตามความถนัด ตามความรู้ความสามารถที่มี แต่กลับทำไม่ได้ ผู้ติดเชื้อต้องถูกคัดออกเพียงเพราะการมีเชื้อเอชไอวี พวกเราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจใหม่ว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงเลย และต้องยืนยันว่าไม่เคยมีใครติดเชื้อจากการเรียนห้องเดียวกันหรือทำงานด้วยกัน” รองประธานเครือข่ายฯ กล่าว

ด้าน ณัฐศักดิ์ กิจบำรุง หัวหน้าทีมครีเอทีฟอาสา ผู้มีผลงานมากมายจากเอเยนซีโฆษณาและผู้สร้างสรรค์คลิปรณรงค์ชิ้นนี้ ซึ่งมีเนื้อหาที่เรียบง่าย ณัฐศักดิ์ ผู้ออกแนวคิดของคลิปรณรงค์ บอกว่า เขาต้องการเปลี่ยนความเข้าใจของคนในสังคมไทยให้หันมาเปิดใจและเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในแง่ของการทำงานร่วมกัน อยู่ร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันถึงแม้การรักษาจะพัฒนาไปไกลมาก ผู้ติดเชื้อสามารถมีลูกได้ โดยลูกไม่ได้รับเชื้อจากแม่แล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม คือความรู้สึกของคนในสังคมที่ยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ และคิดไปเองว่าพวกเขาไม่สามารถทำงานร่วมกับเราได้

สิ่งที่เห็นในคลิป คือการถามกลับไปที่สังคมว่า วันหนึ่ง “ถ้าคุณเจอเหตุการณ์แบบนี้…เป็นคุณจะตอบยังไง?” คุณวัดคนที่ความสามารถหรือผลเลือด? แค่อยากให้ลองเปิดใจให้มากขึ้น เข้าใจกันให้มากขึ้น เชื่อว่าอีกไม่นาน…พวกเขาจะได้กลับมาทำงานร่วมกับสังคมอีกครั้ง

“เป็นเรื่องที่ยากมากในการเปลี่ยนทัศนคติที่ผิดๆ ของคนในสังคม เพราะในอดีตเราถูกป้อนการรับรู้หรือภาพจำของผู้ป่วยเอดส์ อันเนื่องมาจากไม่ได้เข้ารับการดูแลรักษา แน่นอนย่อมต้องป่วยหรือเสียชีวิต เนื้อหาของคลิปไปถ่ายในสถานการณ์จริง ผู้สร้างสรรค์เลือกอดีตเอชอาร์ที่เคยทำงานในองค์กรใหญ่ แต่ออกไปเพื่อเปิดธุรกิจส่วนตัว เพื่อป้องกันสิทธิของผู้ติดเชื้อ ส่วนน้องผู้หญิงไม่ได้ติด แต่เราบอกน้องว่า ปลายทางให้เขาพูดอย่างไร คือในเนื้อหาพอถึงประโยคที่เด็กผู้หญิงบอกว่า หนูติดเชื้อเอชไอวี ปฏิกิริยาของเอชอาร์บริษัทเปลี่ยนทันที แม้ปัจจุบันการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีก้าวไปไกลมาก แต่ความกลัวในจิตใจคนยังคงเหลืออยู่”

ไม่ใช่แค่คนที่ติดเชื้อเท่านั้นที่มีการตีตราในใจ เช่น เขาไม่เท่าคนอื่น เขาไม่เหมือนเดิม แม้ความสามารถในตัวเขายังมีเหมือนเดิม แต่ข้างในทุกข์จึงคิดสร้างสรรค์งานไม่ได้ กลายเป็นความกังวลในใจไปหมด

“ภาพจำที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีผอมๆ เป็นเชื้อราในสมอง ปอดบวม อันนั้นคือทำงานไม่ไหวเพราะไม่รักษา แต่ในทางกลับกัน วันนี้กับวันนั้นต่างกัน ซึ่งคนยังคิดแบบนั้นอยู่ เพราะแต่ก่อนเราถูกขู่ให้กลัว ซึ่งถ้ากลัวก็ต้องป้องกันตัวเอง ถ้าไม่อยากเป็นคือเจาะเลือด และหากมีเพศสัมพันธ์ให้ใช้ถุงยางอนามัย การกินน้ำแก้วเดียวกันไม่ติด การสักไม่ทำให้ติด การใช้ห้องน้ำเดียวกัน หรือทำงานร่วมออฟฟิศกันไม่น่ากลัวนะครับ” ณัฐศักดิ์ กล่าว

 

เปลี่ยนสไตล์ทำงาน ‘รุก’ ให้มากกว่า ‘รับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512826

เปลี่ยนสไตล์ทำงาน ‘รุก’ ให้มากกว่า ‘รับ’

สถานการณ์บีบบังคับให้ตอบสนอง เมื่อเกิดข้อผิดพลาดอย่างเช่นทำงานไม่ทันเดดไลน์ ถ้าคุณทำงานในสไตล์โทษสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ ไว้ก่อนอื่นใดเลย แล้วในบางครั้งก็อาจมีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีกต่างหาก โดยไม่มีการพิจารณาตัวเองเป็นหลัก การทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จไปวันๆ เท่านั้น ไม่มีการวางแผนการทำงานก่อนล่วงหน้า โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ใครมีนิสัยเข้าข่ายที่ว่านี้… คุณคือคนทำงานเชิงรับ (Reactive) การเป็นคนทำงานวันต่อวัน เช้าชามเย็นชาม ทำแต่สิ่งที่ได้รับมอบหมายมาเท่านั้น ไม่ค่อยคิดถึงความก้าวหน้าหรือพัฒนาตัวเองเท่าใดนัก ไม่กล้าชนความยุ่งยาก ไม่มีไอเดียจัดการวางแผนใดๆ ล่วงหน้า ทำนายอนาคตได้เลยว่าความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน ต้องมีคนแซงนำไปก่อน

ตรงกันข้ามกับการทำงานเชิงรุก (Proactive) หมายถึง คนทำงานที่มีนิสัยชอบคิดวางแผน จัดการและเตรียมการ เพื่อพร้อมแก้ปัญหาและทำงานอย่างมีคุณภาพเพื่อความก้าวหน้าในอนาคต การทำงานเชิงรุกนั้น เป็นอีกหนทางสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วยทัศนคติเหล่านี้

มองโลกในแง่บวก

ปัญหาที่คนทำงานมักเผชิญกันเบาๆ หากใครรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลักษณะของงานที่ทำอยู่ แต่เลือก “ยิ้มรับ” ให้กับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น นอกจากทำให้กลายเป็นคนที่ดูหนักแน่น เก็บความรู้สึกและพฤติกรรมที่แท้จริงของตัวเองได้ดีแล้ว รอยยิ้มเบาๆ ยังช่วยบรรเทาความคิดในทางลบ หรือในทางไม่สร้างสรรค์ จะเป็นตัวทำลายความคิดในการทำงานเชิงรุกของเราได้อีกด้วย

ตรงกันข้ามกับคนทำงานเชิงรับ เมื่อเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ต้องเผชิญปัญหา คนกลุ่มนี้ก็จะถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเอือมระอากับปัญหาที่เกิดขึ้น รู้สึกปัญหามีไว้ให้กลุ้มมากกว่ามีไว้ให้แก้ บางคนถึงขนาดโยนปัญหาไปให้ผู้อื่นรับผิดชอบ บอกปัดไปเสียทุกเรื่อง โดยไม่ช่วยเพื่อนร่วมงานคิดที่จะแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นเลย

คิดเป็น ‘ผู้ให้’ มากกว่า ‘ผู้รับ’

นี่คือพื้นฐานอีกข้อสำคัญของพื้นฐานของการทำงานเชิงรับ คิดว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถจะทำได้เพื่อให้องค์กรได้รับผลประโยชน์มากที่สุด มีความคิดทำงานให้องค์กรมากกว่าเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะที่สุดแล้วหากองค์กรอยู่รอดได้ ก็ย่อมหมายถึงความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเราด้วยเช่นกัน

หรือการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน รู้จักการแบ่งปัน คนที่ทำงานเชิงรุกมักจะชอบช่วยเหลือผู้อื่น และไม่เคยหวังผลตอบแทน เพราะเขาเชื่อมั่นเสมอว่า การให้ย่อมทำให้เขามีความสุข และเมื่อความสุขเกิดขึ้น การลงมือทำสิ่งต่างๆ ย่อมนำมาสิ่งผลลัพธ์แห่งความสำเร็จขององค์กรร่วมกันได้

ทุกๆ อย่างต้องเป็นไปได้

การทำงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีพฤติกรรมการทำงานเชิงรุก (Proactive Approach) เนื่องจากมีการวางแผนล่วงหน้า และจัดการสิ่งใดด้วยวิจารณญาณอย่างรอบคอบจึงทำให้ไม่ค่อยมีความผิดพลาด ทั้งยังสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ การทำงานเชิงรุกจึงพร้อมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะเวลาเจอโจทย์งานใหม่ๆ ปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน คนกลุ่มนี้พร้อมที่จะมองไปข้างหน้า และหาหนทางก้าวข้ามผ่านไปได้อยู่เสมอ ทั้งการมีคุณสมบัติตั้งแต่ข้อแรกคือการคิดบวก ก็ย่อมสามารถนำพาชีวิตก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“วันพรุ่งนี้” ย่อมดีกว่า “วันนี้”

เหมาะกับคนทำงานชนิดที่เรียกว่า รอบคอบ ช่างสังเกต มองรอบด้าน และไม่กลัวปัญหา แม้ว่างานชิ้นนั้นจะยากและท้าทายความสามารถมากแค่ไหน ซึ่งการทำงานเชิงรุกนั้น เขาไม่เคยหยุดการพัฒนาตัวเอง แม้เป็นงานที่ถนัดและเขาทำได้ดีอยู่แล้ว เขาก็จะคิดว่า “พรุ่งนี้ต้องดีกว่า” แต่หากเขาทำผิดพลาด พรุ่งนี้เขาจะรีบแก้ไขโดยทันที คนที่ทำงานเชิงรุกจะได้ผลดีสูงสุดก็ต่อเมื่อทำงานที่รับมอบหมายโดยไม่คั่งค้าง ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

การทำงานแบบเชิงรุกช่วยลดปัญหาในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงพัฒนางานให้ดีขึ้น ระดับของพฤติกรรมเชิงรุกในการทำงาน ส่งผลโดยตรงต่อความก้าวหน้าในสายอาชีพของตัวเอง และการพัฒนาขององค์กรได้อย่างชัดเจน

 

เฒ่าไซ่เสียม้า-สามล้อถูกหวย ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512617

เฒ่าไซ่เสียม้า-สามล้อถูกหวย ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

ถ้าพูดถึงชื่อนิทานจีนเรื่อง “โชคดีหรือโชคร้าย”บางคนคงร้องอ๋อ และแค่เกริ่นต้นเรื่องอีกนิดหลายคนคงร้องอ๋อตาม

“โชคดีหรือโชคร้าย” เป็นนิทานจีนที่ต้นฉบับเดิมชื่อว่า “เฒ่าไซ่เสียม้า ดีหรือร้ายใครจะรู้”

…แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงตาเฒ่าที่โดนแย่งที่นั่ง…

เรื่องมีว่า กาลครั้งหนึ่ง ณ ชายแดนจีน ตาเฒ่าแซ่ไซ่เลี้ยงม้าไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งม้าของเขาวิ่งหนีออกนอกชายแดนไป เพื่อนบ้านรู้เข้าเลยมาปลอบใจแกยกใหญ่ ตาเฒ่าไซ่กลับไม่มีอาการร้อนรน พูดออกมาว่า”รู้ได้อย่างไรว่านี่จะไม่ใช่เรื่องดี”

ผ่านไปไม่กี่เดือน ม้าที่หายไปกลับมาพร้อมม้าสวยสง่าพันธุ์นอกด่านตัวหนึ่ง เพื่อนบ้านจึงมาแสดงความยินดี แต่ตาเฒ่าไซ่ก็ไม่ได้ออกอาการยินดีอะไร แถมบอกอีกว่า

“รู้ได้อย่างไรว่านี่จะไม่ใช่เรื่องร้าย”

ไม่กี่วันผ่านไป ลูกชายตาเฒ่าไซ่เอาม้าตัวนั้นไปขี่ ไม่รู้ม้าเกิดบ้าอะไรขึ้น วิ่งทะยานไปไม่หยุด ลูกชายเขาตกจากหลังม้าขาหัก เพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมพร้อมปลอบใจ ตาเฒ่ายังคงตอบแบบเดิมๆ ว่า

“พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี”

ไม่นานนักก็เกิดศึกสงคราม ใครก็ตามที่ยังหนุ่มและแข็งแรงต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แต่เนื่องจากลูกชายของตาเฒ่าไซ่ขาหักจึงรอด สงครามโหดร้าย เรียกได้ว่าผู้คนที่ถูกเกณฑ์ไปสิบตายเสียเก้า ที่รอดกลับมาก็บาดเจ็บสาหัส แต่ตาเฒ่าไซ่และลูกกลับรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้ (ถึงตอนนี้เพื่อนบ้านคงล้มหายตายจากเพราะศึกสงครามไปหมด เลยไม่มีใครมาแสดงความยินดีกับเฒ่าไซ่อีก)

ต้นฉบับเรื่องนี้รวบรวมอยู่ในนิทานปรัชญาที่แต่งโดยหลิวอัน เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น มีชีวิตอยู่ในยุคฮั่นตะวันตก

นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาถึงสองพันกว่าปี จะเปลี่ยนแปลงบ้างก็ในรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ตัดเรื่องที่ม้าของเฒ่าไซ่วิ่งหนีออกชายแดนไปเป็นวิ่งหนีเข้าป่าไป หรือเปลี่ยนจำนวนม้าที่ตามกลับมาเป็นม้า 4-5 ตัว แทนที่จะเป็นม้าพันธุ์นอกด่านตัวเดียว ซึ่งก็เพื่อเล่าให้สั้นเข้าใจง่ายตามแต่ละยุคสมัย แต่ใจความยังคงเดิม

ใจความสอนให้เห็นถึงความพลิกผันของสิ่งดีและสิ่งร้ายในชีวิต ว่าอย่างเพิ่งหลงระเริงหรือโศกเศร้าเสียใจกับมันมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมองข้ามช็อตไปอาจให้ผลตรงกันข้ามกับปัจจุบัน รู้เช่นนี้แล้วจะสามารถทำใจกับเรื่องไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นได้ เป็นหลักคิดที่ถ่วงดุลความดีใจหรือเสียใจเกินเหตุ

สำนวนไทยที่มีปรากฏการณ์คล้ายๆ กันคงจะเป็น “สามล้อถูกหวย…”

สามล้อถูกหวยมีจุดจบและแนวคิดตรงกันข้ามกับเฒ่าไซ่ เพราะหมายถึงคนที่ดีใจเพราะโชคช่วยอย่างฉับพลันจนไม่ทันได้ตั้งสติ แต่แล้วก็จบลงด้วยความทุกข์ใจ เผลอๆ แทนที่จะได้ กลับสูญสิ้นมากกว่าเดิม

เพราะรางวัลจากโชคฉับพลันมักจะถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ว่าด้วยตนเอง วงศาคณาญาติและเพื่อนกิน จนมีสิทธิทำเจ้าตัวจนและทุกข์กว่าเก่า

ด้วยวิธีคิดแบบสามล้อถูกหวย ทรัพย์ที่ได้จากโชคช่วยจึงยกระดับชีวิตได้บ้าง แต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไม่ได้

นั่นก็คือเงินที่ได้มาทำให้ชีวิตหรูขึ้น สบายขึ้นแค่ระยะหนึ่ง แต่ในเมื่อไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เปลี่ยนตัวตน ชะตาชีวิตย่อมกลับมาจบลงตามเส้นทางเดิม

(ทั้งนี้ มิได้จะดูถูกสามล้อแต่อย่างใด เพียงแต่อธิบายไปตามสำนวน)

เรื่องโชคดีในโชคร้าย โชคร้ายในโชคดีไม่จำกัดที่เรื่องเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น

แม้แต่หายนภัยครั้งใหญ่ ยังทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้โดยไม่คาดคิด

เช่น บรรยากาศความรุ่งเรืองของถนนเยาวราช และความเข้มแข็งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

สมัยแรกเริ่มเยาวราชเป็นเพียงชุมชนการค้าแออัด แม้จะพลุกพล่านแต่ก็ไม่ได้มีบรรยากาศหรูหราโดดเด่นอะไรนัก

จนปี ค.ศ. 1931 ถนนเยาวราชแถบสี่แยกราชวงศ์เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ไฟไหม้ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 6 โมงเช้า ร้านค้า 600 กว่าคูหามอดไหม้

ดูแล้วเห็นหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่น่าจะมีอะไรดี

แต่แล้วถนนเยาวราชและสี่แยกราชวงศ์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างทันสมัย ตึกสูงสมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นทดแทนร้านค้าที่มีอยู่เดิมกว่า 100 คูหา เกิดกลายเป็นบรรยากาศความรุ่งเรืองของถนนเยาวราชที่สืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้

และยุคทศวรรษที่ 1950 เกิดเพลิงไหม้สองครั้งใหญ่ที่ชุมชนแออัดสะพานเหลือง และที่ วงเวียน 22 กรกฎา บ้านเรือนนับพันวอดวาย ผู้คนนับหมื่นเดือดร้อน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งซึ่งตอนนั้นยังไม่ใหญ่โต ได้ดำเนินงานบรรเทาทุกข์อย่างมีประสิทธิภาพ แจกจ่ายทั้งอาหารและยารักษาโรคถึงแหล่ง รวมถึงประกาศและประสานงานหาเงินบริจาคช่วยผู้ประสบภัย ผลงานเป็นที่จับต้องได้และมีประสิทธิภาพจริง ไฟไหม้ครั้งนั้นจึงเป็นโอกาสเรียกศรัทธาจากประชาชน ทำให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเข้มแข็งขึ้นทั้งด้านชื่อเสียง ด้านสายสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ที่ร่วมมือกันก็ก่อร่างสร้างตัวได้ถาวรขึ้น กลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งจนมาถึงทุกวันนี้

ความรุ่งเรืองของถนนเยาวราช และความเข้มแข็งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงพลิกขึ้นจากหายนภัยที่ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องร้ายๆ

ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยที่อัคคีภัยกลายเป็นผู้สร้าง แม้แต่ที่ชิคาโกก็มีเหตุการณ์ใกล้เคียงกัน

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองชิคาโก เมื่อปี ค.ศ. 1871 ทำเอาตึกกว่า 1.8 หมื่นหลังเสียหาย แต่หลังจาก หายนภัยครั้งนั้น สถาปนิกและวิศวกรถูกระดมกำลังกันก่อสร้างเมืองชิคาโกขึ้นมาใหม่

เปิดโอกาสให้สถาปนิกและวิศวกรได้นำแนวคิดและเทคโนโลยีการสร้างตึกระฟ้า และการวางผังเมืองใหม่ จากเมืองที่เสียหายจากหายนภัย กลายเป็นเมืองทันสมัยที่มีอัคคีภัยล้างไพ่เปิดทางให้ก่อน

นอกจากนั้นแล้วสถาปนิกและวิศวกรกลุ่มนี้ยังใช้โอกาสนี้ฝึกฝนทดลองการออกแบบที่ตอบสนองชีวิตยุคกำเนิดมหานคร เกิดเป็นแนวคิดในการออกแบบก่อสร้างใหม่ของโลกสถาปัตยกรรม ในวงการเรียกนักออกแบบกลุ่มนี้ว่าเป็นพวก Chicago School

เสน่ห์และเอกลักษณ์ของชิคาโกทุกวันนี้ ก็มาจากการฟื้นฟูเมืองยุคนั้นนั่นเอง

ออกจากนิทานมามองตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงของ “เฒ่าไซ่เสียม้า” นอกจากข้อคิดที่ว่าดีหรือร้ายนั้นอยู่กับมุมมอง แต่อยากชวนมองไกลไปอีกว่าในชีวิตจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ว่าหากจะพลิกโชคร้ายเป็นโชคดีได้มิใช่ด้วยการนั่งเฉย เพราะมักต้องลงมือคิดหรือทำอะไรเพิ่มติม ผลักดันให้ร้ายกลายเป็นดี

หากไม่คิดสร้างเยาวราชในภาพใหม่ หรือหาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งย่อหย่อนทำงานไร้ประสิทธิภาพ หรือถ้ากลุ่มสถาปนิกและวิศวกรที่มาช่วยเมืองชิคาโกเลือกสร้างเมืองแบบเดิมๆ ทั้งหมดก็มีค่าแค่ซ่อมแซมให้วิกฤตหายไป แต่ไม่ได้พลิกโชคร้ายให้เป็นโชคดี

ส่วนดีกลายเป็นร้ายนั้นไม่ยากเท่าไร แค่นั่งบริโภคโชคชะตาอย่างปล่อยปละละเลยตามความเคยชินต่อไป จากโชคดีก็จะกลายเป็นร้ายได้ไม่ยาก

 

ชีวิตต้องสู้ ‘พรไพลิน ศรีวิภาสถิตย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 20:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512721

ชีวิตต้องสู้ ‘พรไพลิน ศรีวิภาสถิตย์’

โดย เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

จากชีวิตที่กำลังก้าวเดินไปสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ ด้วยการเป็นนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชีวิตของ “น้องหลุยส์” พรไพลิน ศรีวิภาสถิตย์ เหมือนตกจากหน้าผา เพราะเป็นโรคที่พบเพียง 14 คน ใน 1 แสนคน ที่เรียกว่าโรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ หรือ AVM (เอวีเอ็ม)

โรคหลอดเลือดเอวีเอ็ม จะมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำ อาจจะซ้ำที่เดิม หรือในจุดอื่นๆ ทำให้น้ำท่วมสมอง และอาการที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นี้ น้องหลุยส์ต้องเผชิญกับอาการเส้นเลือดในสมองแตกถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้นจากนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ที่มีอนาคตรออยู่ข้างหน้า น้องหลุยส์ต้องกลายเป็นคนไม่สมประกอบ

คุณแม่ “พรเพ็ญ ศรีวิภาสถิตย์” ผู้เป็นเหมือนชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของน้องหลุยส์ในทุกวันนี้ คอยดูแลน้องหลุยส์ทั้งเรื่องอาบน้ำ กินข้าว รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เล่าว่า น้องหลุยส์จะมีอาการเห็นภาพซ้อน หยิบจับของไม่ได้ และมีปัญหาในการทรงตัว แม้จะเดินได้บ้าง ก็ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน

ปัญหาโรคของน้องหลุยส์ คือเป็นเส้นเลือดในจุดที่ใกล้กับก้านสมอง เพราะฉะนั้นการผ่าตัดจึงเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้นเมื่อมีอาการเส้นเลือดแตกซ้ำ แพทย์จะต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อระบายน้ำออก ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 ที่ผ่านมา น้องหลุยส์ผ่าตัดเปิดกะโหลกรวมทั้งหมด 6 ครั้ง

สำหรับอาการเส้นเลือดแตกซ้ำจะเกิดขึ้นทุกประมาณ 90 วัน หลังจากการรักษาครั้งแรก โดยจะมีการเตือนจากอาการปวดหัว ซึ่งทั้งคุณพ่อและคุณแม่พาน้องหลุยส์ส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ทำให้ไม่เกิดอันตรายถึงชีวิต
ครั้งที่ 3 ก็เช่นเดียวกัน เกือบไม่ทัน และแพทย์จึงตัดสินใจใช้การรักษาด้วยวิธีฉายแสง ซึ่งประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น

ในเดือน ก.ค.ของปี 2557 แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีพบวิธีรักษาด้วยการฉายแสง ซึ่งทำให้เส้นเลือดที่อักเสบจนแตกซ้ำฝ่อลง จากที่ก่อนหน้านี้มีขนาดใหญ่เท่าลูกมะนาว ผลจากการรักษาด้วยการฉายแสง อาการเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำหยุดลง แต่น้องหลุยส์ต้อง
อยู่กับอาการข้างเคียงของโรค คือมีปัญหาการทรงตัว หยิบจับสิ่งของไม่ได้ มองเห็นภาพซ้อน และพูดช้ากว่าคนปกติ

แต่อาการเหล่านั้นไม่ได้ทำให้น้องหลุยส์ย่อท้อ ด้วยความที่ชอบการศึกษา ชอบเรียน และอยากใช้ชีวิตแบบคนปกติ น้องหลุยส์จึงตัดสินใจศึกษาต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในช่วงปลายปี 2558 โดยโอนหน่วยกิตส่วนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยมหิดล

“ที่เลือกเรียนคณะนี้ เพราะเป็นการเรียนในสายสังคมศาสตร์ อาจจะไม่ยากเท่ากับการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และวันหนึ่งถ้ามีโอกาสหาย จะได้มีความรู้เพื่อไปทำงานได้เหมือนคนปกติ” น้องหลุยส์เล่าถึงการตัดสินใจเริ่มต้นเรียนหนังสือใหม่อีกครั้ง

แม้การเดินทางมาเรียนจะยากลำบาก ซึ่งทั้งคุณพ่อ สมชาย ศรีวิภาสถิตย์ และคุณแม่ต้องเดินทางมาด้วยทุกครั้ง แต่เวลาอยู่ในห้องเรียนน้องหลุยส์จะพยายามช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง เดินเข้าห้องเรียนด้วยตัวเอง พยายามยกมือตั้งคำถามกับอาจารย์ผู้สอนอยู่เสมอ พยายามใช้เวลาทำข้อสอบเท่าเทียมกับเพื่อนร่วมห้อง แม้จะมีปัญหาช้ากว่าคนอื่น

กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ อาจารย์ผู้สอน กล่าวว่า น้องหลุยส์พยายามเข้าเรียนตลอดไม่เคยขาด แม้ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจะเรียนในห้องหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้บังคับ แต่น้องหลุยส์ต้องเดินทางมาเรียน แทบจะไม่เคยขาด พยายามทำข้อสอบ รายงานต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยที่รามคำแหงจะมีศูนย์ช่วยเหลือผู้พิการ เวลาสอบน้องหลุยส์จะมีคนมาประกบ คอยเขียนคำตอบข้อสอบให้ โดยที่น้องหลุยส์คิดคำตอบเองทุกอย่าง

“อาจารย์เห็นว่าเขาช้ากว่าคนอื่น จะเพิ่มเวลาสอบให้ แต่น้องหลุยส์ไม่ยอม ให้เหตุผลว่าไม่อยากเอาเปรียบเพื่อน ซึ่งข้อดีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดกว้างให้กับทุกคน แม้แต่คนแบบน้องหลุยส์ก็สามารถมาเรียนได้ โดยมีศูนย์บริการคนพิการคอยให้ความช่วยเหลือ” อาจารย์กริช เล่า

น้องหลุยส์กำลังจะจบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายในปี 2561 ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ปีเท่านั้น และยังมีความฝันที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโทต่อไป ซึ่งต้องประเมินอีกครั้งเมื่อครบ 5 ปี จากการรักษาด้วยรังสีว่าปัญหาของโรคเส้นเลือดในสมองผิดปกติจะได้ผลเป็นอย่างไร

เดิมน้องหลุยส์อยากเรียนด้านการสร้างเครื่องมือแพทย์ เพื่อช่วยเหลือชีวิตคน แต่เมื่อติดคณะทันตแพทย ศาสตร์ ก็เลือกที่จะเรียนต่อไป โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นอาจารย์ แต่เมื่อชีวิตต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ น้องหลุยส์ก็ไม่ย่อท้อ และยังมีความใฝ่ฝันที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ สามารถไปทำงาน เพื่อเลี้ยงชีวิตได้เหมือนคนอื่นๆ ไม่ต้องเป็นภาระให้พ่อแม่ตลอดไป

ในยามว่าง น้องหลุยส์พยายามใช้ชีวิตเหมือนเด็กสาวทั่วไป ที่ชอบดูหนัง ดูซีรี่ส์ อ่านหนังสือ ฟังเพลง พยายามเดินด้วยตัวเอง อาบน้ำ กินข้าว โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ เสมอ

น้องหลุยส์ บอกว่า “บางครั้งก็รู้สึกท้อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากสู้ต่อไป”

นี่คืออีกหนึ่งชีวิต ที่แม้จะผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง ต้องอยู่กับร่างกายที่ไม่สมประกอบ แต่ใจไม่เคยย่อท้อ ยังคงสู้และสู้ต่อไป เพื่อเดินตามความฝันอย่างที่ตั้งใจ

 

ครู…คนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512646

ครู…คนสุดท้าย

โดย มะลิ ณ อุษา เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org

ตั้งแต่เกิด เราก็มี “ครู” คนแรก คือพ่อแม่คอยสั่งสอนบทเรียนที่มนุษย์ตัวน้อยควรรับรู้และฝึกฝน เมื่อเติบโตขึ้น “ครู” คนต่อมาก็ถือชอล์กถือปากการอเราอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม และมหาวิทยาลัย ตลอดช่วงเวลาการเป็นนักเรียนและนักศึกษา 20-25 ปีนี้ เราจึงได้พบกับครูและอาจารย์มากมายหลายสิบคน

นอกเหนือจากการศึกษาในระบบและนอกระบบแล้วเราก็ยังมีการศึกษาที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบ แต่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตอย่างแนบแน่น

ผู้เขียนเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดชีวิต แม้ว่าบางรายวิชา เราจะไม่ได้ลงทะเบียนก็ตาม

แม้ว่าจะผ่านวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยครั้งล่าสุดมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังสมัครเรียนวิชาต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนอยู่เรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสาร การรู้จักตัวตนที่แท้จริง ศิลปะ การปลุกพลังความสร้างสรรค์ ฯลฯ

ล่าสุด ผู้เขียนเพิ่งลงทะเบียนเรียนวิชาที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยเรียนมา นั่นคือ วิชาไม่สุข-ไม่ทุกข์ตลอดระยะเวลา 5 วัน ครูผู้ชี้ทาง บอกให้ทำเพียงอย่างเดียว คือ รู้สึกตัว แล้วความรู้สึกตัวคืออะไร และจะนำไปสู่ความ ไม่สุข-ไม่ทุกข์ได้อย่างไร?

คำตอบอยู่ตรงนี้…

เมื่อเราอยู่ในสภาวะที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม เราจะเห็นความคิดผุดขึ้นมา ทั้งเรื่องในอดีตและอนาคต ทั้งเรื่องดีและไม่ดีเกือบจะทันทีที่ความคิดผุดขึ้นมา เราก็สามารถปรุงแต่งต่อไปได้เป็นสาย จากนี้ไปเรื่องนั้น จากเรื่องนั้นไปได้เรื่อยๆ และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นไปในทางที่จะทำให้จิตใจขุ่นมัว

เมื่อความรู้สึกตัวชัดเจน เราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เป็นปัจจุบันขณะที่อยู่กับความเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การกิน การนั่ง การนอน หากเราอยู่กับอิริยาบถเหล่านี้อย่างรู้สึกตัว เราจะปราศจากความคิด เมื่อปราศจากความคิด ก็ปราศจากการปรุงแต่ง เมื่อปราศจากการปรุงแต่ง ก็ไม่มีความรู้สึกสุข-ทุกข์ มีแต่สภาวะที่เป็นกลางๆ

แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เราหลงไปกับเล่ห์เหลี่ยมของความคิด เพลิดเพลินไปกับอารมณ์สุข เมื่อคิดเรื่องที่ชอบหรือถูกใจ หรือเตลิดไปกับอารมณ์โกรธขึ้ง หงุดหงิด เศร้าสร้อย เมื่อคิดถึงเรื่องที่ขัดอกขัดใจความต้องการของเราไม่ได้รับการตอบสนอง

รู้สึกตัว…ที่นี่ เดี๋ยวนี้

เหมือนเป็นคำแนะนำเก่าแก่ที่เราได้ยินได้ฟังกันจนชาชิน แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักและสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง

การฝึก “รู้สึกตัว” ผ่านการเคลื่อนไหวตามแนวทางที่หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เคยอบรมสั่งสอนไว้ คือ การเคลื่อนไหวมือเพื่อสร้างจังหวะ 14 จังหวะ และการเดินจงกรม

การ “รู้สึกตัว” จากการเคลื่อนไหว จะช่วยให้เราเห็น “ความคิด” เล่ห์เหลี่ยมของความคิดที่พยายามหลอกล่อให้เราล่องลอยตามไป การฝึกช่วงแรกๆ ความเมื่อยล้าจากการเคลื่อนไหวไม่หยุดอาจมีบ้าง แต่ไม่เท่าความเหนื่อยอ่อนจากการเห็น (และตาม) ความคิด ลอยไป กลับมา วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระนั้น ความคิดก็ไม่ใช่ผู้ร้ายที่เราจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก เพราะความคิดมีอยู่อย่างนั้น เป็นของธรรมชาติ และเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะกำจัดมันออกไปเพราะกำลังอันน้อยนิดของเรา ไม่สามารถที่จะไปต่อกรกับอานุภาพของความคิดได้เลย เราเพียงแต่ “รับรู้” และปล่อยให้ความคิดผ่านเลยไป

เมื่อการฝึกผ่านไประยะหนึ่ง เราจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ความสงบระงับ เสี้ยววินาทีแห่งความปีติอาจผุดพรายขึ้นมา คือ ผลและกับดักในคราวเดียวกัน เพราะการฝึกในครั้งถัดๆ มา เราก็จะโหยหาสภาวะที่รื่นรมย์เช่นนั้นอีก ประสบการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความคิดเท่านั้น ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าความคิดที่บงการอยู่เบื้องหลัง คือ “ความอยาก” สั่งให้เราฝึกต่อไป เอาจริงเอาจังมากขึ้นๆ

หารู้ไม่ว่า…ยิ่งเราจริงจังเพียงใด ความสงบก็ยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น ความอึดอัดคับข้องใจก็จะตามมา จนเมื่อเรากลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง รับรู้ถึงกายที่กำลังเคลื่อนไหว แบบเบาๆ สบายๆ ไม่หย่อนและไม่ตึงเกินไป เราก็จะได้เข้าใกล้กับความสงบอีกครั้ง

เมื่อฝึกรู้สึกตัว อยู่กับปัจจุบันขณะ กระทั่งเกิดความสงบ ว่างจากความคิด…แล้วอย่างไรต่อ

เราก็จะเท่าทันการปรุงแต่งของความคิดไวขึ้น เท่าทันความ “อยาก” ที่พร้อมจะลากเราออกจากที่ตั้งอยู่ทุกขณะจิต และความอยากนี่เองที่จะนำพาให้เราไปเจอกับความทุกข์ ทั้งอยากได้แล้วไม่ได้ ได้มาแล้วสูญเสียไป และได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่ปรารถนา เหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์

ทันทีที่อยากได้ความสงบ ความสงบก็จะบินจากไป

อย่างไรก็ตาม การเท่าทันความอยากก็ไม่ใช่เป้าหมายที่สุดของการฝึก เพราะความอยากทำงานตอบสนองผู้บงการคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือ อัตตา หรือ ตัวกู

ตัวกู นี่เองที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังให้ เราทำนั่นทำนี่เพื่อตอบสนอง แม้กระทั่ง ขณะที่ฝึกปล่อยวาง เราก็ยังอยากได้รับการยอมรับ อยากได้รับการชื่นชม อยากบรรลุมรรคผล ทำให้เราเคี่ยวเข็ญตัวเองจนเบียดบังร่างกาย เราไม่อยากให้ครูตำหนิ ไม่อยากอยู่ท้ายแถว (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่า หัวแถวอยู่ตรงไหน) ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อตอบสนอง “ตัวกู” ป้อนอาหารหล่อเลี้ยงตัวกู ให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

หลังการฝึกอันต่อเนื่องยาวนาน นักเรียนทั้งหลายต่างเคี่ยวกรำตัวเอง (แม้การฝึกที่จะผ่อนคลายก็ยังนับเป็นการเคี่ยวกรำ) เราทั้งหลายได้สัมผัสประสบการณ์ความสงบระงับมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แม้จะยังไม่เห็นวี่แววว่า จุดหมายปลายทางของการฝึกจะอยู่อีกไกลแค่ไหน และต้องผ่านความยากลำบากอะไรบ้าง คาถาที่เราต่างเก็บกลับไปฝึกต่อในวันนั้น คือ ไว้วางใจ ความรู้สึกตัว

ความรู้สึกตัว คือ ครูคนสุดท้ายที่จะอยู่กับเรา และสอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตความเป็นมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า บทเรียนนั้นคืออะไร และจะสอบผ่านเมื่อใด

 

ดาวิด ฮอคนีย์ 82 พอร์เทรต + 1 สติลไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 12:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512676

ดาวิด ฮอคนีย์ 82 พอร์เทรต + 1 สติลไลฟ์

โดย อฐิณป ลภณวุษ

ณ แกลเลอเรีย อินเตอร์นาซิออนนาเล อาร์ตเต โมเดร์นา ดิ กา’เปซาโร หรือหอศิลปะสมัยใหม่ กา’เปซาโร อินเตอร์เนชันแนล เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี กำลังจัดแสดงภาพพอร์เทรตและสติลไลฟ์ ผลงานของยอดจิตรกรอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 20 ฉายาศิลปินร่วมสมัยผู้เป็นแรงบันดาลใจมากที่สุด อย่าง ดาวิด ฮอคนีย์ เจ้าของผลงานชื่อดัง A Bigger Splash (1967) และ Mr and Mrs Clark and Percy (1970-71) ใน Exhibition of 82 portraits and 1 still life by David Hockney

งานนี้ ภัณฑารักษ์ กาเบรียลลา เบลลิ ร่วมกับ เอดิท เดวานีย์ แห่งรอยัล อคาเดมี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ขนเอาผลงานพอร์เทรต 82 ชิ้น บวกกับงานสติลไลฟ์ 1 ชิ้น ของยอดศิลปินเมืองผู้ดี ที่เพิ่งจัดแสดงไปที่รอยัล อคาเดมี มาให้ชาวอิตาเลียนได้ผลัดกันชม ก่อนที่จะย้ายไปโชว์ ณ กุกเกนไฮม์ มิวเซียม สาขาเมืองบิลเบา ประเทศสเปน ต่อด้วย พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ ลอสแอนเจลิส เคาน์ตี สหรัฐอเมริกา

ดาวิด ฮอคนีย์ เกิดที่เมืองอุตสาหกรรม อย่างแบรดฟอร์ด ในปี 1937 เขาย้ายมายังกรุงลอนดอนเพื่อศึกษาต่อที่รอยัล คอลเลจ ออฟ อาร์ต (ปี 1959-1962) หลังศึกษาจบจากโรงเรียนศิลปะแห่งแบรดฟอร์ด ซึ่งเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มจิตรกรรุ่นเยาว์หัวกะทิของอังกฤษอย่างรวดเร็ว โดยในปี 1961 ได้มีนิทรรศการร่วมกับเพื่อนนักศึกษาศิลปะ อย่างเช่น อัลเลน โจนส์, อาร์. บี. กิทาช ฯลฯ ซึ่งทำให้ดาวิดกลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วด้วยผลงานที่แสนจะโดดเด่นของเขา

การเดินทางไปยังสหรัฐในปีเดียวกันนั้น ได้สร้างชื่อของเขาให้กลายเป็นจิตรกรชาวอังกฤษที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 20 กับการวาดภาพวิถีแห่งอเมริกันชน สีสันอันแพรวพราวแห่งแคลิฟอร์เนีย ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพสีสันจัดจ้านแนวฟิกกูเรทีฟ ซึ่งผสมผสานระหว่างภาพเคลื่อนไหว ภาพแลนด์สเคปมุมใหม่ ภาพวาดสีพาสเทล ภาพวาดสีน้ำมัน กลายมาเป็นผลงานชิ้นเอก โดยเฉพาะกับทั้งสองภาพดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งนับเป็นจิตรกรรมร่วมสมัยที่แทบจะหาค่าไม่ได้

สำหรับ Exhibition of 82 portraits and 1 still life by David Hockney ที่แกลเลอเรีย อินเตอร์นาซิออนนาเล อาร์ตเต โมเดร์นา ดิ กา’เปซาโร เมืองเวนิส เป็นภาพที่ดาวิดวาดระหว่างปี 2013-2016 เชื่อว่า เขาไม่ได้วาดภาพแบบอื่นๆ เลย นอกจากพอร์เทรต 82 ชิ้นกับสติลไลฟ์อีก 1 ชิ้นนี่ ระหว่างที่ (ยัง) ใช้ชีวิตอยู่ในแคลิฟอร์เนีย โดยคนที่มาเป็นแบบส่วนใหญ่ก็อยู่ในแวดวงคนสนิท ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของแกลเลอรี่ศิลปะ นักวิจารณ์งานศิลป์ ภัณฑารักษ์ ศิลปิน อย่างเช่น ศิลปินคอนเซ็ปชวล จอห์น บัลเดสซารี, แลร์รี แกกโกเซียน นักค้างานศิลปะ หรือภัณฑารักษ์ สเตฟานี บาร์รอน นอกจากนั้นก็เป็นคนในครอบครัว และคนที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเขา

ภาพพอร์เทรตทั้งหมด 82 ภาพ ดาวิด วาดในลักษณะที่เหมือนกันหมด คือให้นั่งบนเก้าอี้เดียวกันเบื้องหน้าฉากหลังสีฟ้า โดยแต่ละคนนั้น จิตรกรอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 20 ใช้เวลาวาดรายละ 3 วัน หรือที่เขาบอกว่า ให้มานั่งโพส “คนละ 20 ชั่วโมง”

ภาพวาดในฟอร์แมตเดียวกัน ดูๆ ไปก็เหมือนการจัดระเบียบความหลากหลายทางชีวภาพ ความแตกต่างในแต่ละภาพก็คือ เพศ สีผิว และบุคลิกเฉพาะของแต่ละคน คล้ายว่า ดาวิด ฮอคนีย์ ในวัยเฉียด 80 จะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการค้นหาจิตวิญญาณ และดึงเอาบุคลิกภาพของแต่ละคนออกมา

ปี 2013 ดูเหมือนเป็นปีที่ ดาวิด กลับมาสร้างสรรค์งานแบบตึงมืออีกครั้งหนึ่ง หลังจากเตรียมงานสำหรับนิทรรศการ The Bigger Picture ณ รอยัล อคาเดมี กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นภาพแลนด์สเคปของแคว้นยอร์กเชอร์บ้านเกิดของเขาเสร็จ ก็หันมาเริ่มต้นโครงการวาดภาพพอร์เทรตเซตนี้ หลังจากเดินทางกลับไปอยู่ที่ลอสแองเจลิสอีกครั้งหนึ่ง โดยส่วนใหญ่เป็นพอร์เทรตของคนที่เคยคุ้นกับดาวิดเป็นสิบๆ ปีขึ้นไปทั้งสิ้น

จิตรกรดึงคาแรกเตอร์ของแบบที่วาดในฟอร์แมตเดียวกัน ค่าที่เป็นคนคุ้นเคยทั้งนั้น คำวิจารณ์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ในสตูดิโอวาดภาพ ดาวิดเม้าท์ มาร์ติน เกย์ฟอร์ด นักวิจารณ์ศิลปะว่า ต้องสั่งให้โพสท่านู้นท่านี้เสียวุ่นวาย ขณะที่ บิง แมคกิลเฟรย์ เพื่อนสนิทของเขาที่เห็นภาพ ถึงกับหลุดปาก “ผมดูเหมือนเซลส์ขายตู้เย็นมาก!”

Exhibition of 82 portraits and 1 still life by David Hockney จัดแสดงที่ หอศิลปะสมัยใหม่ กา’เปซาโร อินเตอร์เนชันแนล เมืองเวนิส ตั้งแต่วันนี้-22 ต.ค.ศกนี้

 

อธิพาพร เหลืองอ่อน ไม่ไกลไปจากเกษตรอินทรีย์และความพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512670

อธิพาพร เหลืองอ่อน ไม่ไกลไปจากเกษตรอินทรีย์และความพอเพียง

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ , ภาพ  อธิพาพร

 

เหลืองอ่อนอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่เรียนจบ จนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ไปไหนแต่จะอยู่ในแวดวงตลาดสีเขียว ทำเพื่อเกษตรกรและใช้ชีวิตพอเพียง มีความสุขกับสิ่งที่คิดและสิ่งที่เลือก คือ อธิพาพร เหลืองอ่อน หรือ มิ้ม วัย 32 ปี ผู้จัดการ เคี้ยวเขียวแคทเทอริ่ง หรือกรีนแคเทอริ่ง (Green Catering)ที่ให้บริการอาหารจัดเลี้ยงอินทรีย์ ที่ส่งถึงที่และสัมผัสถึงใจ“ทำงานอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์มาตลอดตั้งแต่เรียนจบ ชีวิตวนเวียนอยู่ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรสีเขียวมาตลอด รู้สึกกับตัวเองว่า นี่แหละเราแล้ว” มิ้ม เล่า

 

มิ้มเรียนจบคณะพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบแล้วทำงานกับเครือข่ายตลาดสีเขียวของสวนเงินมีมา ดำรงนิสัยอยู่กับธรรมชาติเพราะคิดว่าไม่วุ่นวายกับความเป็นเมืองดี ชอบสายพัฒนาชุมชนก็เพราะได้อยู่กับธรรมชาติและได้มีส่วนช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ชุมชน

 

จากโครงการตลาดสีเขียว สู่โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)มิ้ม บอกว่า ทำต่อเนื่องจึงเกิดเป็นความรักความผูกพัน รู้สึกดีที่ไม่ต้องแข่งขันกับใคร รู้สึกว่าอยู่แบบสงบก็มีความสุข มีชีวิตที่ได้ทำงานรับใช้สังคม ขณะเดียวกันก็ได้ดูแลตัวเองด้วย
ธรรมชาติ ได้ลงลึกใน “สายใน” ของตัวเอง

“กระบวนการเรียนรู้ภายในเกิดขึ้นเมื่อเราได้สัมผัสตัวเองผ่านธรรมชาติ เรียนรู้ด้านในของตัวเอง เกษตรยั่งยืนทำให้เรายืนหยัด” มิ้ม เล่า

 

ช่วงหนึ่งมิ้มลาออกจากงานประจำ และได้ใช้โอกาสนี้เพื่อทดลองทำอยู่ทำกินแบบพึ่งตนเองลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยครอบครัวมีที่ดินอยู่ที่ จ.ชลบุรี มิ้มขอปันมาบางส่วน ทดลองทำการปลูกผักปลูกสวนประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผลไม้และพืชผักสวนครัว มีกล้วย ผักพริก มะนาว กล้วยหอม ฯลฯ ถึงวันนี้ผลผลิตเริ่มจัดจำหน่ายได้แล้วน่าชื่นใจ

มิ้ม บอกว่า มิ้มอยากกลับบ้านเพราะมันดีมาก(ฮา) เป็นชีวิตที่ไม่ต้องหาความสุขที่ไหนเพราะตื่นเช้ามาก็เจอเลย บ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากตัว อ.พนัสนิคม ออกไป40 กิโลเมตร ชุมชนที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องงานจักสานตื่นเช้าขึ้นได้เห็นพระเดินบิณฑบาต เข้าครัวทำ
กับข้าว กินกันเองในบ้าน อยู่บ้านทำสวน ดูแลคุณพ่อคุณแม่และคุณยายคุณน้า

 

“คนที่นี่ตื่นเช้ามาก เรายังมีสภากาแฟช่วงเช้าๆ ที่นี่ ทุกคนในหมู่บ้านถือโอกาสแวะเวียนมาพูดคุยพบปะ กินกาแฟกัน ได้มาเจอะเจอกัน เป็นบรรยากาศยามเช้าที่แสนอบอุ่นอ่อนโยน สะท้อนความสุขในชุมชนวิถีเกษตรของเราที่นี่”

มิ้มยังพัฒนาแบรนด์กระเป๋าผ้าทอมือ ชื่อ“beemim fabric handmade” สืบทอดการทอผ้าด้วยกี่ของคนรุ่นเก่า beemim ยังมีผู้ร่วมก่อการอีกหลายคนและหลาย

 

แหล่งจากทั่วประเทศ ที่ส่งสินค้าทำมือมาช่วยกันขาย ส่งเสริมและสนับสนุนให้งานผ้าทอมืออยู่ได้ ผู้ผลิตรายย่อยอยู่ได้ ใครสนใจกระเป๋าผ้าย้อมสีธรรมชาติ เข้าไปดูในเพจเฟซบุ๊กได้fb : beemimfabrichandmade

“ทุกวันนี้มิ้มตื่นเช้า จากนั้นก็ไปเข้าสวนดูแลต้นไม้ อยู่ในสวนพักใหญ่ ก่อนจะกลับออกมาดูสิ่งที่เรามี กระจุ๋งกระจิ๋งไปเรื่อย สบายๆช่วงบ่ายมิ้มทำงานผ้า กะผ้าตัดผ้าเพื่อส่งให้ช่างเย็บ ช่างก็เป็นคุณป้าๆ ที่อยู่ในชุมชนของเราเผลอแป๊บเดียวเย็นแล้วก็ออกไปรดน้ำต้นไม้อีกรอบ เสร็จ 5-6 โมงเย็น ก็กลับบ้านมาทำอาหารเย็น ช่วยแม่เข้าครัวหุงข้าวต้มแกงกินกันในบ้านนี่คือมิ้มในหนึ่งวัน”

 

ในวัยทำงานที่คนทำงานรุ่นเดียวกันกำลังอยู่ในช่วงของการแข่งขัน แข่งกันทำงานแข่งกันซื้อรถ แข่งกันซื้อบ้าน แข่งกันป่ายปีนสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง มิ้ม บอกว่า สำหรับเธอแล้ว ชื่อเสียงเกียรติยศเป็นเรื่องนอกกาย ไม่เคยคิด ไม่เคยสัมผัส และไม่เคยเสียดาย

อีกทั้งไม่เคยคิดว่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร ไลฟ์สไตล์ของผู้จัดการเคี้ยวเขียว แคทเทอริ่งคนนี้คือความพอเพียงล้วนๆ และการอยู่กับวิถีเกษตรอินทรีย์ แม้เงินจะไม่มากหรือร่ำรวย แต่คือความสุขและความพอใจ

 

“ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องธุรกิจนะ แต่ไม่ขวนขวายที่จะได้ ไม่ขวนขวายที่จะมี ทุกวันนี้มีความสุขเพราะเราได้เจอเพื่อนที่ดี มีมิตรภาพที่อบอุ่นสิ่งที่ต้องทำคือการบาลานซ์หรือสมดุลชีวิตระหว่างโลกทางธรรมกับโลกทุนนิยม”

อยู่กับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็อยู่ได้และทำงานได้กับระบบระบอบของทุนนิยม ใช่! แม้ในตอนแรกพอ่ แมจ่ ะตั้งคำถามอยู่บ้าง อยากให้ลูกทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ไม่อยากให้ทำงานไร่นา แต่ก็ตอบตัวเองและตอบพ่อแม่ไปว่า ชีวิตที่เลือกคงไม่ไปจากวิถีเกษตรและความพอเพียงทุกวันนี้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการเคี้ยวเขียวฯ ก็ไม่เป็นอะไรที่แตกต่าง คงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ด้วยงานด้านเกษตรอินทรีย์

 

ชีวิตซึ่งต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ และชีวิตที่บ้านไร่ชลบุรี แม้ต้องวิ่งเข้า-ออก นอกเมือง-ในเมือง แต่เพราะการบริหารจัดการรวมทั้งการแบ่งเวลา ก็ไม่มีปัญหา ชีวิตคงมีความสุข เพราะงานเคี้ยวเขียว แคทเทอริ่ง ก็ตอบโจทย์ของมิ้มเช่นกัน

สำหรับเคี้ยวเขียว…แคทเทอริ่ง คือ บริการอาหารจัดเลี้ยงเพื่อสุขภาพ หรือบางคนคุ้นเคยกับคำว่า Green Catering ภายใต้คอนเซ็ปต์ของความอร่อย ความงดงาม ความเรียบง่ายโดยเป็นธุรกิจเอสอีที่ให้บริการจัดเลี้ยง เน้นการใช้วัตถุดิบจากเครือข่ายตลาดสีเขียว ปลอดภัยในกระบวนการผลิต พิถีพิถันในการปรุง คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค เกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

 

“การให้บริการอาหารจัดเลี้ยงที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่จรรโลงผู้คน เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยสนับสนุนผู้ผลิตเกษตรกรรายย่อย ที่มีความอุตสาหะตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆ อีกทั้งสิ่งแวดล้อมก็ได้ช่วยกันดูแลรักษา” มิ้ม เล่า

มองไปข้างหน้า มิ้ม เล่าว่า เธอก็คงใช้ชีวิตต่อไป ดูแลสวนผักที่โตวันโตคืน ดูแลบุพการี ดูแลเคี้ยวเขียว แคทเทอริ่ง บาลานซ์ชีวิตบ้านไร่กับชีวิตการทำงานในเมือง อ้อยังมีแผนระยะสั้น ที่มิ้มเตรียมตัวจะเป็นเจ้าสาว เข้าพิธีแต่งงานกับเพื่อนชายที่คบหาดูใจกันมาระยะหนึ่ง เพราะรักและเข้าใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ ก็ลงเอยด้วยการสร้างครอบครัวและชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

 

ศรัณย์ คุ้งบรรพต เปิดกล่องความทรงจำ ‘ที่สุดของชีวิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512667

ศรัณย์ คุ้งบรรพต เปิดกล่องความทรงจำ ‘ที่สุดของชีวิต’

โดย พุสดี

ในโลกแห่งการทำงาน โน้ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต คือผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ที่ในวัยเพียง 34 ปี ก็สามารถดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสรรหาและว่าจ้างบุคลากรบริษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ส่วนในวงการดนตรี เขาคืออีกหนึ่งนักร้องหนุ่มมากความสามารถ ทีไม่เพียงแต่มี่รางวัลด้านการร้องเพลงการันตีพรสวรรค์และฝีมือในการร้องเพลงมากมายแต่ล่าสุดยังเพิ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยไปสร้างชื่อในเวทีการแข่งขันระดับโลกอย่าง WorldChampionship of Performing Artsหรือ WCOPA สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันทุกประเภทที่ลงชิงชัยมาครองได้สำเร็จ ถือเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญของชีวิตในการเป็นนักร้องที่ไม่รู้ลืม

แน่นอนว่าสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้ นอกจากโน้ตจะมาเปิดกล่องความทรงจำล่าสุดที่จนวันนี้หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงเขายังขนกล่องความทรงจำ “ที่สุดของชีวิต”มาร่วมแบ่งปัน รับรองว่าครบรส ทั้งลุ้น ทั้งมัน ทั้งฮา ดราม่านิดๆอ่านจบแล้วคุณอาจจะรู้สึกว่าอึ้งและทึ่งไปกับชีวิตของผู้ชายคนนี้

จากเด็กเรียนสู่สังเวียนนักร้อง

กล่องความทรงจำแรกที่โน้ตชวนทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเปิดพร้อมกัน คือ จุดเริ่มต้นที่พรหมลิขิตชักพาให้เขาตกหลุมรักการร้องเพลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“สมัยเด็กผมค่อนข้างเป็นเด็กเรียนดี เรียนอยู่โรงเรียนที่ต่างจังหวัด สมัยก่อนเวลาครูจะเลือกนักเรียนไปทำกิจกรรมอะไรก็ตาม มักจะเลือกเด็กที่เรียนดี ผมเองก็อยู่ในกลุ่มนั้น ถึงจะร้องเพลงไม่เป็น แต่ครูก็เลือกให้ไปประกวดร้องเพลง (ยิ้ม) จุดเริ่มต้นบนถนนสายดนตรีของผมเลยเหมือนจับพลัดจับผลูเข้ามา ผมเองตอนนั้นอายุประมาณ 8 ขวบ ถึงจะร้องเพลงไม่เป็น แต่พอครูถามว่าสนใจไหม ก็เออออตามน้ำ ไปหาร้านแถวบ้านอัดเพลงเพื่อส่งประกวด ตอนนั้นผมเลือกเพลง ‘ต่อเวลา’ของพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์” เล่ามาถึงตรงนี้อาจเพราะอารมณ์ศิลปินในตัวเริ่มคุกรุ่น โน้ตเลยถือโอกาสอินโทรเพลงต่อเวลาให้ได้ฟังเพลินๆ ก่อนจะเฉลยถึงเวทีที่เข้าประกวดในเวลานั้นว่าคือ เวทีของสยามกลการซึ่งหลายคนคุ้นหูกันอย่างดี เพราะแจ้งเกิดนักร้องคุณภาพมาแล้วมากมาย

ใครจะคิดว่าจากเด็กร้องเพลงไม่เป็น ไม่มีครูสอนร้องเพลง จะฝ่าด่านผู้แข่งขันทั่วประเทศหลายพันคน ผ่านเข้ารอบ 100 คน ได้มาร้องต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งโน็ตยอมรับแบบไม่กั๊กว่าร้องแบบไม่กดดัน เพราะต้นทุนความหวังต่ำมาก

“ตอนรอบ 100 คนผู้เข้าแข่งขันยังร้องเพลงเดิม แต่ร้องแบบไม่มีดนตรี อาจเพราะตื่นเวทีตื่นเต้นหรืออย่างไรไม่ทราบผมร้องๆ ไปปรากฏว่าสะอึกร้องขาดไปช่วงหนึ่ง ก็คิดในใจว่าคงตกรอบแล้ว ปรากฏว่าผมผ่านเข้ารอบ 60 คน รอบนี้ผมเลือกเพลง ‘พริกขี้หนู’ ของพี่เบิร์ดเหมือนเดิม ได้โชว์ทักษะทั้งร้องและเต้น มาถึงรอบนี้ กรรมการจะคัดเหลือ 20คน เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งผมก็ผ่านเข้ารอบมาอีก ในรอบชิงชนะเลิศผมเลือกเพลง‘คิดถึง’ ของ หรั่ง ร็อคเคสตร้า ทั้งที่ตอนแรกคุณแม่อยากให้เปลี่ยน เพราะเห็นว่าไหนๆ ผมใช้เพลงพี่เบิร์ดมาตลอดาจะใช้เพลงพี่เบิร์ดต่อแต่ผมเตะหูเพลงนี้ แรกๆ ก็ยังหวั่นๆ นะ เพราะตอนซ้อมสะอึกทุกรอบ แต่พอขึ้นเวทีจริงกลับเป็นรอบเดียวที่ผมร้องได้โดยไม่สะดุดเลย และสุดท้ายเพลงนี้ก็ทำให้ผมคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้อย่างไม่คาดฝัน” โน้ต ย้อนภาพวันวานที่ยังกระจ่างชัดในความรงจำอย่างออกรส

“ผมยังจำวินาทีที่ประกาศผลได้ หลังจากประกาศรางวัลรองชนะเลิศไปหมดแล้ว ด้วยความเป็นเด็ก ผมชะโงกหน้าจากแถวออกไปดูว่าเหลือใครบ้าง พอเห็นคนที่เป็นตัวเก็ง ก็คิดว่าจากนี้ก็คงประกาศชื่อเขา แต่สุดท้ายกลับเป็นชื่อเรา ตอนนั้นผมสติหลุดนะ เดินออกไปรับรางวัลแบบงงๆ ยังถามตัวเองว่านี่เรื่องจริงหรือฝัน เพราะตอนแรกผมคุยกับพ่อไว้ว่า พอประกาศรางวัลเสร็จจะมีลูกโป่งลอยลงมา ผมจะนอนเล่นกับลูกโป่งให้สนุกเลย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำนะครับ เพราะพอชนะเขาให้โชว์เพลงอีกรอบปรากฏว่ารอบนี้ผมร้องแล้วสะดุดเหมือนตอนซ้อมเลย (หัวเราะ)”

อย่างไรก็ตาม โน้ตยอมรับว่าเวทีสยามกลการได้เปิดประตูแห่งโอกาสอีกหลายบานให้เด็กน้อยคนหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ และยังทำให้เขาได้รับโอกาสที่ลืมไม่ได้ในชีวิตนี้ นั่นคือการได้ร้องเพลงต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ผมจำได้ว่าตอนอายุ 9 ขวบ ผมได้มีโอกาสร้องเพลงต่อหน้าพระพักตร์ในหลวงรัชกาลที่ 9ที่สวนอัมพร ผมจำไม่ลืมเลยชีวิตนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเมตตาถ่ายภาพผมด้วย”

หนึ่งในนักร้องแห่งวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ

อีกหนึ่งความทรงจำที่โน๊ตบอกว่าชั่วชวีตินี้ไม่ลืม คือ การได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ หรือ Royal Bangkok SymphonyOrchestra (RBSO) มายาวนานถึง 15 ปี

“ผมได้เข้าร่วมวงตอนเรียนอยู่ปี 1 สารภาพตรงๆ ว่าตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จักวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพเท่าไร คิดว่าแค่มาร้องเพลง แต่ปรากฏว่ามาวันแรกเจอศิลปินระดับเทพๆ ทั้ง ธนพรแวกประยูร, ธีรนัยน์ ณ หนองคาย คอนดักเตอร์ระดับตำนาน ศิลปินแห่งชาติ วงดนตรี ที่มีเครื่องดินตรีหลายสิบชิ้น โจทย์เพลงที่ได้ก็ไม่ใช่เพลงที่คุ้น ตอนนั้นรู้แต่ว่ากดดันมาก ผมเอาแต่ฟังเพลงเพื่อจำเนื้อร้องให้ได้ ฟังจนหลับไปเลยก็มี จำได้ว่าตอนนั้นงานแรกที่ผมมีโอกาสร่วมร้องเพลง คือ ‘คอนเสิร์ต 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ’ ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีโดยวง
ดุริยางค์สากลและการขับร้องประสานเสียงเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา”

โน้ตบอกว่าการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ RBSOถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชีวิตการเป็นนักร้อง “เป็นอีกหนึ่งห้องเรียนที่ทำให้ผมได้เรียนรู้และลดอีโก้ของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเป็นนักร้องนำแล้วจะร้องอย่างไรก็ได้ แต่ต้องรู้จักทำงานเป็นทีม ยิ่งร้องกับวงใหญ่แบบนี้ บางครั้งนักร้องก็เป็นเพียงแค่เรื่องดนตรีชิ้นหนึ่งบนเวทีเท่านั้น เพราะบนเวทีทุกคนล้วนมีความหมายมีความสำคัญ”

“ผมพอแล้วสำหรับการแข่งขันร้องเพลง”

เล่ามาถึงตรงนี้ ทำให้คลายข้อสงสัยถึงความรักที่เขามีต่อเสียงเพลงทีละข้อ และไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ทั้งที่วันนี้เขาได้สวมบทบาทผู้บริหารระดับสูงขององค์กรใหญ่ แต่เขายังคงสานต่อความฝันด้านการร้องเพลงอยู่เสมอ ล่าสุดเขาทำความฝันของตัวเองสำเร็จไปอีกข้อ ด้วย
การคว้า 14 เหรียญรางวัลจากเวที WorldChampionships of Performing Arts ครั้งที่ 21ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

“ผมตัดสินใจพาตัวเองเข้าสู่สนามแข่งอีกครั้งเพราะผมผ่านเวทีระดับประเทศมาแล้ว จากเวทีสยามกลการตอนเด็ก 10 ปีให้หลังผมกลับสู่เวทีการประกวดอกี ครงั้ ในเวทเี ดมิ และไดร้ บั รางวลันักร้องดีเด่นแห่งประเทศไทย (KPN Award 2001)จากน้นั ลองไปแข่งระดับเอเชียได้รางวัลนักร้องหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในงาน Shanghai MusicFestival 2002 ครั้งนี้เลยอยากเพิ่มดีกรีความท้าทายไปพิสูจน์ฝีมือในเวทีระดับโลก ผมสมัครไปแข่ง10 กว่าประเภท เตรียมตัวโหดมาก ตั้งแต่การเลือกเพลง ฝึกซ้อม จัดหาเสื้อผ้า”

การแข่งขันคร้้งนี้ แน่นอนว่าเป็นอีกคร้งั ที่โน้ตลืมไม่ลง เพราะยังไม่ทันลงสนามแค่เดินทางไปถึงสหรัฐ 3 วันก่อนการแข่งขันก็เกิดป่วย โชคดีที่หายป่วยทัน แต่ความท้าทายก็ยังถาโถม เมื่อพบว่าทุกรายการที่ลงไปจะแข่งจะเกิดขึ้นในบ่ายวันเดียวนั่นหมายความว่าเขาต้องตั้งสติ
มั่น ทำให้เต็มที่ เพราะแต่ละโชว์มีเวลาแค่ 1 นาที เรียกว่าขึ้นเวทีแล้วต้องฮุกให้เข้าเป้าทันที

“อารมณ์วันนั้นเหมือนเป็นไบโพลาร์เลยครับเพราะต้องสวมบทบาทหลายบุคลิกมาก บางทีเพิ่งขึ้น มาร้องเพลงแนวรักชาติ จากนั้นมาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ขึ้นมาอีกทีเป็นแนวป๊อป สลับไปเป็นอาร์แอนด์บี วันนั้นมีพลังเท่าไรเรียกว่าปล่อยสุดจริงๆ หมดพลังคือทำดีที่สุด บอกตัวเองว่าถ้าแพ้หรือไม่ได้เหรียญก็ไม่เสียใจ เหมือนกับทหารที่ตายในสนามรบก็ไม่เสียดาย เพราะเต็มที่สุดๆ คู่แข่งก็เก่งมากๆ ถึงแพ้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าทำผิดพลาดหรือไม่เต็มที่ แต่ถือว่าเราแพ้ให้กับคนที่เก่งจริงๆ”

ทว่าหลังจากประกาศผลปรากฏว่าโน้ตที่มาด้วยใจ มีแพชชั่นเป็นแรงขับดัน กลับคว้าใจกรรมการมาครองได้สำเร็จ กวาดมาได้ถึง 6เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดงที่สำคัญโน้ตไม่พลาดเหรียญรางวัลเลยแม้แต่การแข่งขันเดียวที่ได้ลงสมัครไป แถมยังได้โล่
รางวัลคะแนนสูงสุดในประเภทเพลงป๊อป เพลงบรอดเวย์ และเพลงกอสเปลอีกด้วย

“หลังจากวันที่แข่งเสร็จ ผมไม่มีเสียงพูดเลยนะครับ สำหรับผมนี่เป็นการแข่งขันที่ดุเด็ดเผ็ดมันมาก เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ จากนี้ไปผมคิดว่าจะไม่ลงแข่งขันร้องเพลงอีกแล้วครับ เหมือนว่าเรามาสุดแล้ว เวทีระดับโลกก็มาแล้ว แต่ผมจะไม่ทิ้งการร้องเพลงแน่นอน การร้องเพลงยังเป็นอีกโลกที่ผมหลงรัก การร้องเพลงทำให้ผมรู้สึกมีพลังบางอย่างบอกไม่ถูก ต้องสัมผัสเอง”

38 ชั่วโมงแห่งการรอคอยบนเครื่องบิน

เต็มอิ่มกับกล่องความทรงจำที่มีแต่เรื่องราวชวนยิ้มแล้ว โน้ตเลือกหยิบอีกหนึ่งความทรงจำที่ลืมไม่ลงและชวนให้คิดถึงมาเล่า หลังจากได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอีกครั้ง

“ผมทำงานอยู่ที่กรุงศรีฯ มา 7 ปีวันหนึ่ง บริษัทมีโครงการ ‘GlobalRotate Program’ ส่งพนักงานไปทำงานที่ต่างประเทศผมเห็นว่าน่าสนใจจึงสมัครเข้าร่วม และได้รับเลือกเป็นตัวแทนไปทำงานที่สหรัฐ 1ปี ทุกอย่างเหมอืนจะราบรื่น จนกระทั่งวันเดินทาง เที่ยวบินของผมต้องเดินทางไปเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบี ปรากฏว่าหลังจากเปลยี่นเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปสหรัฐ ระหว่างรอเครื่องขึ้นมีประกาศจากสายการบินว่าจะเล่อืนเวลาเดินทางไป 45นาที ตอนนั้นผมและผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากนั้นมีการประกาศเลื่อนเวลาออกไปเรื่อยๆ ทีละชั่วโมง จนผ่านไปถึงชั่วโมงที่3 ก็เริ่มไม่มีประกาศ ทุกคนได้แต่รออย่างรู้ชะตา”

ความคลุมเครือที่เกิดขึ้นทำให้โดยสารบนเครื่องเลยทนไม่ไหว ในเวลานั้นแม้โน้ตจะยังรับมือกับสถานการณ์ได้ดี แต่ผู้โดยสารคนอื่นกับไม่เป็นเช่นนั้น

“สถานการณ์บนเครื่องตอนนั้นอลหม่านพอควร เด็กร้อง ผู้โดยสารโวยวาย ผมเองโชคดีที่เปิดโรมมิ่งเลยสามารถส่งข้อความบอกให้เพื่อนที่มารอรับที่สนามบินกลับบ้านไปก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าเครื่องจะออกได้ตอนไหน ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมเปิดดูหนังที่มีแทบทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่ไม่อยากดู อย่าง TItanic และ War for the Planetof the Apes เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหายนะที่เกิดขึ้นกับสหรัฐ แต่สุดท้ายก็ต้องทนดูจนจบ”

12 ชั่วโมงเต็มๆ ที่โน้ตได้แต่นั่งรออยู่บนเครื่องบินที่จอดนิ่งๆ ไม่ไปไหน ท่ามกลางเสียงบน่ และโวยวายของเพอื่ นรว่ มชะตากรรม ทสี่ ดุเมื่อเครื่องขึ้นได้ กว่าจะไปถึงจุดหมายต้องใช้เวลาถึง 38 ชั่วโมง นับเป็นการเดินทางอันแสนหฤโหดแต่ก็ยังไม่โหดร้ายเท่าเมื่อเครื่องร่อนลงแตะสนามบินมีประกาศยังไม่ให้ผู้โดยสารลงเครื่อง พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นมาบนเครื่อง และรวบตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะก่อการร้ายลงไป

“หลังจากลงจากเครื่อง ผมถึงได้รู้ว่าเรื่องราวความโกลาหลของเที่ยวบินของเรา กลายเป็นข่าวตามสถานีท้องถิ่นของเขา ที่สำคัญเครื่องบินลำข้างที่ขึ้นไม่ได้เหมือนกัน มีคนตายบนนั้นด้วย ผมเองพอผ่านวิกฤตนั้นมาได้ ขากลับเลยตัดสินใจเปลี่ยนตั๋วไปใช้สายการบินอื่น และ
บอกลาสายการบินนั้นมาจนบัดนี้ ทุกวันนี้เวลาจะมาสหรัฐทุกครั้ง เพื่อนก็ยังแซวเรื่องนี้อยู่เลย”โน้ตเล่าถึงอีกหนึ่งเหตุการณ์ระทึกที่ไม่มีวันลืมของชีวิตเป็นการส่งท้าย

 

กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512545

กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา

โดย ฤดูกาล

สอนลูกผ่านการมองโลก

ทายาทเจ้าของธุรกิจสระว่ายน้ำในประเทศไทย กุลศรา โสณกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท พูลแอนด์สปา โปรดักส์ และคุณแม่ลูกสองคู่ชีวิตของ ม.ล.ธีรเชษฐ์ โสณกุล

 เธอเป็นหญิงเก่งผู้ดูแลฝ่ายการตลาดและวางแผนกลยุทธ์ทั้งหมดของบริษัท ซึ่งสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า ผู้หญิงก็สามารถดูแลธุรกิจรับก่อสร้างและสามารถจัดการชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัว

“เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ลูกได้ลองทุกอย่าง และสุดท้ายลูกๆ จะชอบอะไรหรือเลือกอะไรก็แล้วแต่เขา”

 ปัจจุบันลูกชายคนโตอายุ 10 ขวบ และลูกสาวคนเล็กอายุ 7 ขวบ โดยเธอและลูกๆ จะเดินทางไปเที่ยวทั้งครอบครัวอย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งได้กลายเป็นกิจกรรมประจำปีมาตั้งแต่ลูกชายคนโตอายุได้เพียง 9 เดือน

“ทุกปีเราจะมีทริปครอบครัวยาวๆ พาลูกไปเที่ยวต่างประเทศ อย่างตอนลูกเล็กๆ ชอบพาไปญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่เที่ยวเองง่าย มีอาหารขวดสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งโชคดีที่ลูกเราไม่นอนกลางวัน ไม่งอแง กินง่ายอยู่ง่าย ทำให้เวลาเดินทางไปไหนจะเที่ยวกันได้ทั้งวัน ซึ่งตอนนี้ลูกเริ่มโตแล้ว เราก็จะพาเขาไปเที่ยวแบบมิกซ์กันระหว่างเข้าพิพิธภัณฑ์หาความรู้กับเข้าสวนสนุกหาความสนุกสนาน” เธอกล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เธอและสามีไม่ได้พาลูกท่องเที่ยวแค่ต่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานด้วยกัน วิ่งเล่น ว่ายน้ำ หรือแม้แต่กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันก็สามารถสร้างช่วงเวลาคุณภาพให้ครอบครัวได้แล้ว

 “ช่วงนี้เป็นช่วงตักตวง เพราะอีกหน่อยลูกๆ ก็คงไม่เที่ยวกับเราแล้ว ซึ่งเวลาเดินทางไปด้วยกันพี่น้องจะคุยกันมากขึ้น ไม่ได้อยู่กับไอแพด ไม่ได้อยู่กับหูฟังตัวเอง และเราจะสอนให้ลูกดูบ้านเมือง ดูผู้คน สอนให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสอนให้ลูกเห็นแนวคิดอย่างอื่น

“เพราะเวลาอยู่บ้านหรืออยู่โรงเรียนลูกจะมีสังคมที่ใกล้เคียงกันมาก ทำให้เขาไม่ค่อยเห็นคนที่หลากหลาย แต่เมื่อพอเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่จะได้เรียนรู้สังคมและโลกใบนี้ว่ามีความแตกต่าง ทำให้เขาเปิดใจและเห็นความหลากหลายบนโลกนี้”

 คุณแม่นักบริหารยังกล่าวทิ้งท้ายว่า หากการไปเที่ยวมีเวลาจำกัด เธอก็อยากให้ลูกๆ ได้เรียนรู้มากที่สุด เหมือนกับช่วงเวลาที่ลูกจะไปเที่ยวกับพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน ทำให้ตอนนี้เธอต้องพาลูกเที่ยวให้มากที่สุดเพื่อสร้างความทรงจำในครอบครัวให้มากที่สุด

 

ชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เครื่องทองสุโขทัย-ทองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512421

ชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เครื่องทองสุโขทัย-ทองเพชรบุรี

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีฯ เชิญชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี: หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี”

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ขอเชิญผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี : หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี” เพื่อสานต่อความดีที่พ่อทำ และสืบสานงานศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

อีกทั้งยังมุ่งเน้นให้ความรู้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม และสร้างความตระหนักในภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของช่างฝีมือไทย โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมเแสดงความจงรักภักดีโดยลงนามถวายพระพร พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ อาคารไอทีเอฟ ถนนสีลม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ก.ย. 60

สำหรับนิทรรศการในครั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการสนับสนุนเครื่องประดับที่มาจัดแสดง อาทิ บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ บ้านช่างทอง และ เฮเว่น เจมส์ บาย ห้างทองแม่บุญมา ซึ่งเครื่องประดับแต่ละชิ้นล้วนมีความสวยงามประณีต แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับทองคำของช่างทองไทย

โดยเครื่องทองสุโขทัย นับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยลักษณะพิเศษจากกระบวนการทำด้วยการถักเส้นทองอย่างละเอียด ปราณีต แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่บ่งบอกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

ทองสุโขทัย โดยทั่วไปเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ทองโบราณ” เนื่องจากมีการศึกษาและฟื้นฟูกรรมวิธีการถักทองของคนโบราณขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของตำบลท่าชัย และตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ที่บรรจงทำทองรูปพรรณเลียนแบบเครื่องทองโบราณได้อย่างสวยงาม จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยสองมือที่สร้างสรรค์งานทองรูปพรรณโบราณทำให้ได้มาซึ่งหัตถศิลป์ล้ำค่าหลายแบบ หลายลวดลาย

โดยในระยะแรกได้แบบอย่างมาจากเครื่องทองโบราณ ลวดลายประติมากรรม รูปเคารพ ลายปูนปั้น และภาพจิตรกรรมฝาผนัง รวมไปถึงลวดลายของเครื่องทองโบราณที่ได้มาจากแหล่งอื่นๆ จากนั้นนำมาประมวลขึ้นเพื่อผลิตเป็นงานทองสุโขทัยโดยเฉพาะ

การทำทองสุโขทัยหรือทองโบราณ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ประเภทเครื่องประดับ จะนิยมทำเป็นทองรูปพรรณ เช่น สร้อยสามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา แปดเสา สร้อยก้านแข็ง กำไลข้อมือ กำไลหลอด ข้อมือถักลายเปีย แหวนทอง แหวนทองลงยา เข็มขัด ต่างหู และอื่นๆ 2. ประเภทเครื่องใช้สอย เช่น กระเป๋า เชี่ยนหมาก เสื้อถักทอง กรอบรูปทอง เป็นต้น สำหรับเครื่องทองสุโขทัยที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ เครื่องประดับทองถักสี่เสา ห้าเสา ประดับลูกอุหลั่ยทอง ลงยาราชาวดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทองสุโขทัย

ส่วนเครื่องทองเพชรบุรี ช่างทองเมืองเพชรเป็นช่างทองประเภทช่างทองรูปพรรณ ที่เริ่มปรากฏตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่างสิบหมู่มาอาศัย ณ เมืองเพชรบุรี เพื่อสร้างและตกแต่งพระราชวัง

การถ่ายทอดความรู้เชิงช่างของช่างพื้นบ้านเมืองเพชร เกิดจากการเป็นลูกมือหรือผู้ช่วยช่างหลวง ช่างทองเป็นช่างกลุ่มหนึ่งในช่างสิบหมู่ ดังนั้นในช่วงนี้อาจมีช่างพื้นเมืองหันมาฝึกวิชาช่างทองจากช่างหลวง การถ่ายทอดความรู้ของช่างทองเมืองเพชร ส่วนใหญ่จะถ่ายทอดกันภายในครอบครัว เครือญาติ โดยฝึกหัดกับแผ่นเงิน ทำสร้อยเงินขัดมัน เมื่อทำได้ดีแล้วครูช่างจะให้ทำทองรูปพรรณโดยใช้ทองจริง การเป็นช่างทองต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน และต้องใช้ความละเอียด ปราณีตอย่างสูง สายตาช่างต้องดีเยี่ยมอีกด้วย

ช่างทองเมืองเพชรนิยมใช้เนื้อทองคำบริสุทธิ์ในการทำทอง เนื่องจากทองบริสุทธิ์มีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นดี ลวดลายทองรูปพรรณฝีมือช่างทองเมืองเพชร ล้วนเลียนแบบหรือสร้างสรรค์จากธรรมชาติรอบตัวของช่างทั้งสิ้น เช่น พืช สัตว์ หรือวัตถุมงคล โดยมีคติความเชื่อแฝงอยู่ทั้งสิ้น

ด้านเครื่องประดับทองรูปพรรณในจังหวัดเพชรบุรีนั้น ปัจจุบันยังคงรูปแบบลวดลายดั้งเดิม นิยมทำเป็นเครื่องประดับประเภทต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือ จี้ ปิ่น เข็มกลัด โดยเครื่องประดับที่นำมาจัดแสดง อาทิ เครื่องประดับทองชุดดอกบัวสัตตบงกช ชุดลายประจำยาม สร้อยข้อมือลายตะขาบ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบต่างๆ ของเครื่องประดับทองสุโขทัย – เพชรบุรี นั้น ล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของเมืองไทย

ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี : หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี” ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ อาคารไอทีเอฟ ถนนสีลม ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ก.ย. 60 สามารถเข้าชมได้วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.30 – 17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ